ถ้าทุกคนยืนอยู่ฝั่งพระเจ้ากันหมด โลกคงน่าเบื่อแย่..!!
Group Blog
 
All blogs
 

ผมเปรียบความรักก็เหมือนกับนิยายฆาตกรรม

ผมเปรียบความรักก็เหมือนกับนิยายฆาตกรรม
ที่ไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไร หรือ หักมุมแค่ไหน?
เห็นคนอื่นรอบข้างถูกฆ่า เราอาจกลายเป็นคนต่อไป
คนที่ใช่กลับไม่ใช่ คนที่ไม่น่าจะใช่อาจจะใช่ก็ได้
เรื่องราวสามารถพลิกผันได้ทุกเมื่อ
ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร ไม่มีใครรู้ว่าใครที่สามารถอยู่รอดได้เป็นคนสุดท้าย
หากแม้นเราไม่ขีดเขียนกำหนดมันเอง




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2550    
Last Update : 10 มิถุนายน 2550 16:33:22 น.
Counter : 262 Pageviews.  

โลก Positive

โลก Positive

ในชั่วชีวิตของคนเราหนึ่งคนที่ได้รับการประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยเท่าเทียมกันเพียงคนละหนึ่งชีวิตนั้น ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเราต้องผเชิญกับปัญหอันค่อยๆคืบคลานเข้ามาในชีวิตเหมือนคลื่นมรสุมในทะเลทีทั้งสูง และรุนแรง มันพร้อมถาโถมโหมกระหน่ำเข้ามาซัดกระแทกใส่ชีวิตดวงน้อยๆของเราละลอกแล้วละลอกเล่า ถึงแม้… มีบางครั้งที่เราต้องอ่อนล้าโรยแรลพ่ายแพ้ให้กับปัญหาพวกนั้นบ้างซัก 100 ครั้งในชีวิต แต่ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจกับปัญหานั้นได้อย่างถ่องแท้แม้เพียงซักครั้งเดียว ใน 100 ครั้งนั้น เราก็ยังสามารถดำรงอยู่ในโลกนี้ต่อไปได้ และถึงเราต้องพ่ายแพ้จนลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้นซัก 1,000 ครั้ง ก็คงมีซัก 10 ครั้งจากความพ่ายแพ้นั้นช่วยทำให้เราคนพบอะไรบางอย่าง ถึงในตอนสุดท้ายต่อให้เราแพ้นับแสนนับล้านครั้ง หากเราคิดในแง่ดีแล้วก็ยังคงมีอะไรในหลายๆครั้งนั้นที่ได้ช่วยขัดเกลาให้เราแข็งแกร่งขึ้น

น่าเสียดายแทนพวกวันรุ่นทีกินปริมาณจำนวนประชากรไปเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรวมของโลกในปัจจุบัน พวกเขากลับไม่เล็งเห็นถึงความสำคัญอันซ่อนอยู่หลังความหมายของความพ่ายแพ้ ถึงอย่างนั้น…. เราก็คงไม่สามารถกล่าวโทษว่าเป็นความผิดพวกเขาได้เต็มปากนัก พวกเขายังคงเยาว์วัย บวกกับประสบการณ์ในการเผชิญหน้ากับโลกที่โหดร้ายยังคงน้อยอยู่ และยังต้องการคนที่เข้าใจในตัวเขามาคอยดูแล………….. แต๋โปรดสังวรไว้เถิด ว่าการดูแลเหล่าวัยรุ่นที่อารมณ์แปรปรวนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เมื่อเขาย่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น นั่นก็หมายความว่าตอนนี้พวกเขาคือกิ่งไมืที่เจริญเติบโตจากไม้อ่อนที่ดัดง่าย กลายเป็นกิ่งไม้แก่ที่ดัดให้โค้งงอได้อย่างยากลำบากไปเสียแล้ว

ถ้าเราอยากทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของพวกเขาเรามีทางเดียวเท่านั้นที่ทำได้นั้นคือการเฝ้ามอง และต้องเป็นการเฝ้ามองตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งปกติแล้วคงไม่มีผู้ใหญ่ที่ชอบบ่นๆว่าเวลาไม่มี งานยุ่ง ฯลฯ ที่ไหนมาทำอย่างที่ผมว่าหรอก แต่…. หากทำด้ซักครั้ง เราก็จะเห็นพฤติกรรมของพวกเขาอันแตกต่างไปจากอดีตมาก

พวกวัยรุ่นมีกทำตัวเหมือนซากศพของมั่มมี่ราชาผู้ประดับประดาด้วยขุมสมบัติล้ำค่า พวกเขาพอใจกับของพวกนั้นทั้งๆที่ตนเองนอนนิ่งอยู่ในโลงหินอันเย็นชืด พวกเขาสามารถอยู่แบบนั้นได้ทั้งๆที่ตนเองไร้ซึ่งชีวิต และจิตวิญญาณ ขอแค่พวกเขาพอใจก็สามารถอยู่ที่นั้นได้ตลอดไป มองแล้วมันต่างกับซากศพที่มีชีวิตตรงไหนกัน?

ยิ่งคำกล่าวของพวกผู้ใหญ่ที่บอกว่า “ให้ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” อันถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่จำความกันได้ก็กำลังถูกลืมเลือน มันถูกทดแทนด้วยคำสอนใหม่ที่ฝังหัวเน้นย้ำให้เพียงสามารถอยู่รอดไปวันๆโดยห้ามีปากเสียงที่เด็กสามรถเรียนรู้ได้จากสังคมเมือง ซึ่งคนที่สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ได้คงมีเพียงพวกคนใบ้ที่ไม่มีปากมีเสียง หรือไม่ก็คนตาบอดที่มองไม่เห็นการกระทำโง่ๆดักดานของสังคมก็เท่านั้น และคนประเภทสุดท้ายจำพวกคนอันเห็นแก่ตัวที่ไม่สนใจใครนอกจากผลประโยชน์ของตนเองเพียงเท่านั้นล่ะ จึงสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ได้อย่างยาวนาน แล้วเราจะโทษใครได้ล่ะ? นอจากโทษพวกต้นแบบที่ยัดเยียดความคิดฝังหัวแบบนี้ให้พวกวัยรุ่นเอง

พวกผู้ใหญ่มักชอบพูดว่า “จงเรียนให้เก่ง แล้วสอบเข้าในมหาวิทยาลัยดีๆ จบไปจะได้ทำงานดีๆ เพราะทำแบบนั้นแล้วจะมีความสุข” แต่พวกผู้หใญ่ทราชอบพร่ำสอนอะไรแบบนั้นเคยหันกลับมาเหลียวมองซักครั้งไหมว่า ความสุขที่พูดถึงน่ะ มันหมายถึงความสุขของใครกันแน่? มันเป็นความสุขของตัวผู้กระทำ หรือเป็นความสุขส่วนตัวของผู้ที่ให้กระทำ และคาดหวังไว้ แล้วเอาความคาดหวังนั้นมายัดเยียดให้กับพวกเด็กที่กำลังอยู่ในช่วงวัยแห่งความสับสนในชีวิตกันแน่?

ถึงอย่างนั้น การกล่าวโทษต้นแบบเพียงฝ่ายเดียวนั้นก็ไม่ถูกนัก เพราะหากเพียงบทความนี้เป็นแค่บทความด่าทอสังคมเพียงด้านเดียวด้วยมุมมองของตัวผู้เขียนเองที่ยังเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งอยู่มันก็เป็นการเห็นแก่ตัวจนเกินไป ถึงพวกวัยรุ่นเองจะไปเที่ยวกู่ก้องร้องตะโกนตะโกนป่าวๆ ว่าตนเองนั้นดวงไม่ดี ตนเองเป้นผู้เคาะห์ร้ายอันได้รับผลกระทบจากสังคมจนพฤติกรรมของตนเสื่อมถอยลงทุกวันๆ นั่นมันก็ถือเป็นเพียงข้อแก้ตัวเท่านั้นเอง ประเเด็นสำคัญจริงๆของเรื่องนี้มันอยู่ตรงจุดที่ทุกคนมองข้ามไปต่างหาก มันตั้งอยู่ใกล้ๆตัวมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ ใกล้มากจนไม่มีใครมองมันเห็นเสียซักคน……… มันจะอยู่ตรงไหนได้ หากไม่ได้ตั้งอยู่ ณ จุดกึ่งกลางระหว่างความคิดของทางฝั่งผู้ใหญ่ และวัยรุ่นเอง มันตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเข้าใจ และพอใจในตัวของอีกฝ่ายเอง

เราไม่สารถมามองออกได้ว่าค่านิยมของทั้งสองฝ่ายมันต่างกันอย่างไร? ในเมื่อพวกวัยรุ่นนั้นมีนาฬิกาดิจิตอลราคาเหยียบหมื่น ในขณะที่ผู้ใหญ่เองก็มีนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ราคาเกินแสน วัยรุ่นพอใจในกางเกงยีนส์เก่าๆขาดๆในราคาอันแพงลิบลิ่ว ทั้งๆที่ผู้ใหญ่เองก็พอใจในชุดสูทของอามานี่ราคาหลักล้าน หรือแม้แต่ที่วัยรุ่นพอใจในรถสปอร์ดเปิดประทุน แต่พวกผู้ใหญ่พอใจในรถจากัวร์ ไม่ก็รถเบนซ์ แล้วมันต่างกันตรงไหนกัน?

ความแตกต่างมันอยู่ตรงไหนระหว่างทั้งสองขั้วอายุ สิ่งที่ยกกล่าวๆมาทั้งสองอย่างก็ถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือยเหมือนๆกัน มันก้แค่มีพื้นฐานมาจากการความพอใจของตนเองเหมือนๆกัน มองอย่างไรมันก็แตกต่างกันเพียงที่ว่าพวกผู้ใหญ่ทำงานมีรายได้แล้ว กับพวกวัยรุ่นที่ยังไม่ได้ทำงาน และไม่มีรายได้ก็เท่านั้น!

พวกผู้ใหญ่ใส่ชุดโก้หรู เพราะต้องการความยอมรับจากสังคมทำงาน พวกวัยรุ่นเองก็ต้องการแต่งตัวเท่ห์ดูดี เพื่อได้รับการยอทมรับจากสังคมวัยรุ่นเหมือนกัน?

เพราะความแตกต่างแบบนี้ล่ะที่มักทำให้มีปัญหาตามมาเสมอ การที่ไม่มีเงินมาซื้อสิ่งที่ตนชอบหรือพอใจนั้น มันมักทำให้มีผลสะท้อนตามมา ยิ่งสำหรับพวกวัยรุ่นที่รักความสบายเข้าว่าแล้ว หากต้องการของพวกนั้นก็คงเลือกเอาทางที่ง่าย อละได้เงินมากๆเข้าว่า แล้วท่านคิดว่างานที่ง่ายๆสบายๆแบบนั้นจะมีอะไรบ้างล่ะ? นอกจากการประกอบอาชญากรรมของวกผู้ชาย กับการขายบริการทางเพศของพวกผู้หญิง

“จ้ะ..สำหรับมาโคโตะ ฮิโรโกะคิดสองหมื่นเยนเท่านั้น” นี่เปนเพียงประโยคคำพูดสั้นๆที่ผมยกมันออกมาจากหนังสือวรรณกรรมแปลเล่มหนึ่งเท่านั้น แน่นอน! ว่ามันเป็นเพียงประโยคอันถุกแต่งขึ้นจากจินตนาการของคนเขียนเท่านั้น แต่…. ถ้าคุณลองหลับตาลง แล้วสร้างภาพในหัวดูว่าถ้าในวันหนึ่งผู้หญิงคนที่คุณรัก คนที่คุณเทิดทูนหลงไหลในตัวเธออย่างสูงยิ่งหันกลับมาพูดแบบนี้กับคุณ ในจิตใต้สำนึกของคุณมันจะร่ำร้องว่าอะไร? มันเป็นความใคร่ที่กระสันขึ้นมาจนตัวคุรเองแทบระงับไว้ไม่ได้ หรือคุณอาจรู้สึกขยะแขยงที่คนที่คุณรักตีค่าคุณด้วยค่าเงินตราเพียงสองหมื่นเยนเท่านั้น อยากเพียงให้ลองคิดดูเล่นๆ ไม่จำเป็นต้องจริงจังคิดตามที่บอกเสียมากมาย มันเป็นเพียงเรื่องสมมุติ แต่ถึงกระนั้น.. คุณลองเก็บเอาเรื่องนี้ไปเก็บไว้ในใจส่วนลึกให้ดีเถิด เพราะไม่มีใครสามารถรับประกันกับคุณได้หรอกว่า เหตุการณ์แบบนี้ กับคำพูดแบบนี้จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นกับตัวคุณ

บทความบทนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นการประชดประชัน ตีแผ่ หรือประจานสังคมแต่อย่างไร มันดป็นเพียงมุมมองอันถุกเขียนขึ้นมาจากความรู้สึก ความคิดเห็นส่วนตัวของคนๆหนึ่งที่เป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็กๆตัวหนึ่งในกลไกของสังคมก็เท่านั้น บทความบทนี่เมื่อถูกขีดเขียนจนเสร็จสิ้นแล้ว มันอาจเป็นเพียงผลงานที่ใครหลายๆคนได้มีโอกาสอ่านมันแบบผ่านๆ มันคงเป็นเพียงตัวหนังสือบนหน้ากระดาษที่ไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้นได้ในทันที เพราะอย่าไงไรก็ตาม ตัวผู้เขียนเองก็ยังกล่าวได้เต็มปากว่าตนเองก็ยังคงเป็นทาสของระบบสังคมที่ไม่มีทางดินรนให้หลุดพ้นนี้ได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนอยากจะลองเฝ้าภาวนากับท้องฟ้าในเรื่องๆหนึ่ง ผมไม่ได้ขอให้สวรรค์ให้รางวัลผมที่สามารถมองมุมมองสังคมได้ผิดแปลกไปจากคนอื่นๆ ผมเพียงแต่… อยากขอให้ท้องฟ้าสีฟ้าสวยงามแบบนี้ยังคงสดใสตลอดไป ขอให้มันไม่มีทางหม่นหมองดั่งจิตใจของคนในสังคม ที่นัทีจะยิ่งมืดดำ และดิ่งลงก้นเหวเช่นนี้ตลอดกาล…………..




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2550    
Last Update : 10 มิถุนายน 2550 16:32:15 น.
Counter : 187 Pageviews.  

ความหวาดกลัวในความมืด

ความหวาดกลัวในความมืด

ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมมักเกลียดช่วงเวลายามที่รัดติกาลนั้นจะมาเยี่ยมเยือน ผมยอมรับว่าผมกลัว….กลัวในสิ่งที่อยู่ในความมืดมิดรอบๆตัว กลัวภูติผีปีศาจที่จิตประสาทผมมันหลอกหลอนสรรสร้างมันขึ้นมาเอง

ตอนที่ผมโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมก็ยังคงเกลียดช่วงเวลาแห่งราตรีอยู่เช่นเดิม ถึงมันจะไม่ใช่การหวาดกลัวภูติผีจากจินตนาการของตน ถึงอย่างนั้นมันก็ยังใกล้เคียง มันเป็นความหวาดกลัวจากอะไรบางอย่างที่อยู่ในความมืดมิดที่พร้อมจะเข้ามาทำร้ายเราได้ทุกเมื่อ โดยที่เราไม่ทันจะรู้ตัว

ถึงผมจะรู้ดีว่าเรื่องพวกนั้นมันเป็นเพียงจินตนาการของตนเอง….ผมก็ยังคงหวาดกลัวอยู่ดี!

เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับมนุษย์ชนธรรมดาที่ยังคงมีความหวาดกลัวต่ออะไรบางอย่าง ผมเชื่อว่าตัวคุณเองก็เคยเป็นเช่นกัน แต่..!! อย่างน้อยคุณก็คงรับทราบรับรู้ไว้เถิดว่า มันไม่ใช่คุณเพียงคนเดียวที่ๆด้มาผเชิญหน้ากับความหวาดกลัวเหล่านั้นตามลำพัง ยังมีคนอีกหลายร้อยล้านคนในโลกนี้ที่ยังคงหวาดกลัวเช่นเดียวกับคุณ

มนุษย์ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่หวาดกลัวความมืด สิ่งที่มนุษย์หวาดกลัวนั้น มันเป็นสิ่งที่แฝงตัวอยู่ในความมืดเสียมากกว่า มนุษย์กลัวในสิ่งที่ตนไม่สมารถมองเห็นหรือคาดเดาได้ว่า ในความมืดนั้นมันจะมีอะไรรออยู่เบื้องหน้า หรือตนเองจะต้องไปประสบกับอะไรบ้าง?

ดังนั้น เมื่อมนุษย์ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าตนเองจะได้พบอะไร? มันจึงกลายเป็นการปิดกั้นตนเองด้วยคำว่า ความหวาดกลัว” มากกว่าที่จะกลัวมันจริงๆ

เคยมีเพื่อนคนหนึ่งของผมบอกกับผมว่า “จงอย่าหวาดกลัวต่อความมืด เพราะความอบอุ่น บางสิ่งบางอย่าง มันสามารถหาได้จากความมืดมิดเท่านั้น” เขาพูดให้ผมได้คิดหาคำตอบด้วยตัวเอง แต่น่าเสียดายที่จนปัจจุบันผมก็ยังไม่สามารถหาคำตอบที่จะมาเป็นข้อสันนิฐานที่สมควร ในเหตุผลที่เขาพูดกล่าวมาได้

บางครั้ง หากคุณลองลืมตาอยู่ในความมืดที่โอบล้อมตัวคุณเพียงลำพังในห้องที่คุณคุ้นเคย มันอาจทำให้คุณเกิดความหวาดกลัว หวาดระแวง หรือฟุ้งซ่าน แต่หากคุณลอง หลับตาลง ในห้องที่เดิม ในเวลาตอนกลางคืนเหมือนเดิม มันกลับทำให้คุณรู้สึกไม่หวาดกลัว ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย จากความเมื่อยล้าในการตรากตรำในการทำงานของวันนั้นๆ

แล้วมันแตกต่างกันตรงไหนกัน? ทั้งๆที่คุณ ยืนอยู่ในสถานที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน แตกต่างกันเพียงการปิด หรือเปิดเปลือกตาก็เท่านั้นเอง? ความรู้สึกที่ได้ ก็ถึงกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เรื่องที่ผมกล่าวมาโดยยกตัวอย่างให้คุณเห็น คุณอาจจะค้านผม เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะพึงกระทำได้ในชีวิตจริง ซึ่งผมก็ไม่ขัดที่คุณจะคิดเช่นนั้น มันเป็นเรื่องจริงที่ว่าเผ่าพันธุ์ของเรานั้น ณ ช่วงเวลานี้พึ่งพาวิทยาการแห่งแสงไฟยามค่ำมาขับไล่ความมืดไปได้กือบหมดสิ้นแล้ว แต่คุณอย่าลืม!! ว่าวิทยาการที่ว่านี้ มันชนะได้เพียงความมืดภายนอกร่างกายในระยะสายตาที่เราสามารถมองเห็นได้เท่านั้น มันหาได้ช่วยขับไล่ความมืดมิดที่เกาะกุมจิตใจที่หวาดกลัวของคนเราไปไม่

เมื่อหลายหมื่นปีก่อน มนุษย์ยังไม่มีแม้แต่เปลวไฟมาขับไล่ทั้งความมืดมิด และให้ความอบอุ่นแก่ตนเอง ถึงกระนั้นในความมืดมิด และหนาวเหน็บของถ้ำหิน มนุษย์ก็ยังสามารถอยู่มาได้โดยไม่เกรงกลัวต่อความมืดนั้น แต่พอมาหลายหมื่นปีให้หลัง มนุษย์กลับลืมเลือนการอยู่เช่นนั้น กลายเป็นสิ่งที่อ่อนแอที่อยู่อย่างหวาดกลัวในสิ่งที่ตนเองต้องเจออยู่ทุกวันๆ อย่างน่าสมเพศ

ผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดีที่จะนำเสนอด้านความอ่อนแอของมนุษย์ ผมเพียงอยากจะหยิบยกความหวาดกลัวที่ยังงฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของมนุษย์ออกมานำเสนอบ้าง ส่วนแนวคิดที่ผมกล่าวออกไปนั้น คุณจะเชื่อถือ หรือเห็นชอบด้วยหรือไม่นั้น? มันก็เป็นสิทธิของตัวคุณเอง

สุดท้ายนี้ผมขอกล่าวสรุปถึงความหวาดกลัวต่อความมืดของมนุษย์ในทัศนะคติของผมว่า

“มนุษย์ไม่ได้หวาดกลัวต่อความมืด เนื่องจากมนุษย์นั้น เพียงแต่หวาดกลัวในสิ่งที่ตนมองไม่เห็น คาดเดาไม่ได้ในความมืดนั้นก็เท่านั้น มันเป็นสันชาติญานแห่งการปกป้องตนเอง ถูกสร้างขึ้นมาปกป้องชีวิตของตนเองให้รอดปลอดภัยโดยไม่ต้องเสียงอันตราย ดังนั้นการที่คนเราหวาดกลัวในคามมืดจึงไม่ใช่ความผิดของบุคคลนั้นๆ มันต่างกันเพียงการยอมรับในความมืด หรือไม่ยอมรับในความมืด เท่านั้นเอง”




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2550    
Last Update : 10 มิถุนายน 2550 16:31:44 น.
Counter : 302 Pageviews.  

เพราะอะไรโลกนี้จึงต้องมีสงคราม?

เพราะอะไรโลกนี้จึงต้องมีสงคราม?

“มนุษย์” เป็นสิ่งมีชีวิที่อ่อนแอเสียยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์สัตว์ชนิดไหนๆที่มีอยู่ในโลก ซึ่งถ้ามนุษย์ไม่พึ่งพาสิ่งประดิษฐ์อันล้ำสมัยจากธรรมชาติแล้วมนุษย์นั้นก็หาจะมีชีวิตรอดต่อไปได้ไม่

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสาร ไม่สามารถแม้แต่จะดำรงชีวิตอยู่ได้โดยตัวคนเดียวโดยปราศจากซึ่งการปติสัมพันธ์กับผู้อื่น แม้การปติสัมพันธ์นั้นจะส่อไปในแง่ของการแสวงหาผลประโยชน์ก็ตามที มันเป็นการติดต่อขอความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันในการทดแทนและกลบเกลื่อนจุดด้อยให้แก่กันและกัน

หากยกตัวอย่างง่ายๆก็เฉกเช่นมนุษย์ที่อ่อนแอก็ย่อมต้องการที่จะต้องการผู้ที่แข็งแกร่งกว่ามาคอยปกป้องตนเองจากสัตว์ร้ายหรือภัยอันตรายต่างๆ ในทางกลับกันผู้ที่แข็งแกร่งนั้นก็ต้องการให้ผู้ที่อ่อนแอปลูกข้าวให้ตนเองกินเพื่อเสริมแรงกายไว้ต่อสู้กับสัตว์ร้ายต่อไปได้ และสองสิ่งที่ต้องการซึ่งกันและกันจนแยกไม่ออกนี่ละที่จะค่อยๆกลายเป็นความสัมพันธ์ของหมู่มนุษย์ในสังคมสังคมหนึ่งขึ้นมา...

โลกใบนี้มันช่างกว้างใหญ่ เพราะเช่นนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีสภาพภูมิประเทศในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไปด้วย มีทั้งอากาศร้อน,อบอุ่น.หนาวเหน็บ แม้แต่ฝนตกตลอดทั้งปี แต่ประเด็นสำคัญจริงๆนั้นมันกลับอยู่ที่ความสำคัญของสินทรัพย์และแร่ธาตุมีค่ามากมายที่มีกระจัดกระจายไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ต่างหาก... เพราะโลกมันกว้างและสภาพภูมิประเทศแตกต่างกัน ดังนั้นสภาพ ความต้องการในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละส่วนของโลกจึงไม่เท่ากันไปด้วย ดังนั้นมนุษย์ที่อยู่อย่างแตกแยกเป็นหมู่เหล่านี้จึงมีลักษณะที่เด่นด้อยไปตามความยากลำบากในดำรงชีวิตของตนเอง... แต่จะมีใครคาดคิดบ้างไหมเล่าว่า? คำว่าสิ่งที่เด่นด้อยแตกต่างกันนี้ มันจะกลายเป็นสาเหตุสำคัญในการแสงหาปัจจัยพื้นฐานที่ตนเองขาดหายไป แม้ว่ามันจะหาไม่ได้จากผืนดินของตนเอง แต่มันก็สามารถหาได้จากผืนดินของผู้อื่น....

เมื่อความสัมพันธ์ของมนุษย์ในแต่ละพื้นที่แน่นเฟ้นดีแล้วมันก็จะกลายเป็นสังคม โลกมันกว้างมากดังนั้นเราคงจะมีสังคมอยู่หลายล้านสังคม แต่ละสังคมจะมีผู้นำเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งหากมีผู้นำที่ดีก็ดีไป.. แต่ถ้ามีผู้นำที่ทะเยอทะยานไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีแล้ว เขาก็จะเริ่มพาสังคมของเขาไปแสวงหาสิ่งที่ต้องการนั้นๆจากสังคมอื่น... โดยที่ไม่รับการยินยอม!!

จะลองยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ!... สมมุติว่าพื้นดินของท่านและเพื่อนฝูงไม่ได้ปลูกต้นมะม่วงไว้ แต่ท่านอยากที่จะต้องการลิ้มชิมรสมะม่วงมาก เมื่อมองไปยังสวนข้างๆกลับพบว่ามีมะม่วงถูกปลูกไว้เต็มต้น เมื่อท่านเห็นอย่างนั้นก็ชักชวนเพื่อนข้ามรั้วไปเพื่อหมายชิมรสมะม่วงนั้นทันที.. แน่นอนว่ากลุ่มเจ้าของสวนๆนั้นจะต้องไม่พอใจและเกิดการต่อต้านการรุกล้ำเข้ามาของท่านเป็นแน่... ตอนแรกอาจจะเป็นเพียงการมีปากเสียงกันเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจของทั้งสองฝ่าย ต่อมาก็อาจจะเป็นเพียงการกระทับกระทั่งกันเล็กน้อย แต่สุดท้ายเมื่อเกิดซ้ำๆบ่อยๆเข้าความอดทนของทั้งสองฝ่ายก็จะหมดลง กลายเป็นความก้าวร้าวรุนแรงหมายเข่นฆ่าเอาชีวิตเข้ามาแทนที่... แล้วทั้งหมดทำไปเพื่ออะไร? เพียงเพื่อครอบครองสวนมะม่วงโดยไม่สนใจเหตุผลเท่านั้นหรือ!!

ตอนนั้นล่ะเขาถึงจะเรียกว่าสงคราม.....!!

แล้วหลังสงครามจะมีผลกระทบอะไรบ้าง?.. จะไปมีอะไรนอกจากกองซากศพของสัตว์สังคมผู้สูงส่งทั้งสองสังคมที่นอนตายเกลื่อน บางคนโชคดีหน่อยก็แค่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดไปมาอยู่บนพื้นดินด้วยพิษบาดแผล... หลังสงครามจบจะมีอะไรซะอีกนอกจากซากขี้เถ้าของสวนมะม่วงที่ถูกแผดเผาด้วยไฟสงคราจนสิ้น มีทั้งเสียงร้องไห้ด้วยความหิวที่ไม่มีมะม่วงให้กินอีกต่อไป เสียงผู้คนที่รอดตายร้องด้วยความหวาดกลัวนาทีแล้วนาทีเล่า... และความเหนื่อยอ่อนของทั้งสองฝ่ายที่ลืมไปแล้วว่าตนเองทำสงครามกันเพื่ออะไร?... นาทีนั้นทั้งสองฝ่ายคงไม่ได้รบกันเพื่อมะม่วงแล้ว แต่เป็นเพียงสัญชาตญาณที่คาดคั้นจิตใจเอาไว้ว่าถ้าไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า หรือเพราะฝ่ายเราถูกฆ่าฝ่ายเราเลยฆ่ากลับ! มันก็จะซ้ำๆอบ่างนี้ไปมาโดยไม่จบไม่สิ้น...

แล้วสุดท้ายตอนที่สงครามจบลงแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะได้อะไรบ้าง?... คงไม่ได้อะไรนอกจากซากศพที่เน่าเต็มพื้น กลุ่มคนที่อดอยากจากที่เคยเพียงมีมากขึ้นกลับกลายเป็นอดตายกันมากขึ้น... เหล่าผู้ที่บุกรุกเข้าไปหมายชิงมะม่วงแทนที่จะเอาของที่มีในที่ดินของตนเองไปแลกมะม่วงนั้นมา ก็จะได้แต่โศกเศร้าเพราะสวนมะม่วงมันกลับกลายเป็นทุ่งขี้เถ้าสีดำไปหมดแล้ว... สงครามมันไม่เคยให้อะไรใครเลยนอกจากความตาย,ความเศร้า,โศกเสียใจ,ความเคียดแค้นชิงชังและความอดอยากสำหรับผู้ที่รับเคาระห์เท่านั้น... มันต่างหากที่เป็นผู้ที่คอยรับ! รับเอาชีวิต,ความพินาศ และเสียงร่ำไห้ ตราบใดที่มนุษย์ยังโง่เขลาทำสงครามประหัตประหารกันต่อไป สงครามันก็ยังคงยินดียิ่งที่จะได้สูบเลือดเนื้อและชีวิตของมนุษย์ผู้อ่อนแอต่อไปตราบนานเท่านาน...!!




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2550    
Last Update : 10 มิถุนายน 2550 16:31:09 น.
Counter : 178 Pageviews.  

แนวคิดที่ 2 : สังคมหน้ากาก

แนวคิดที่ 2 : สังคมหน้ากาก

“สังคมทุกวันนี้มีแต่การหลอกลวง คนดีนั้นผิด...คนชั่วกลับลอยนวล ความดีเลือนหายไปความชั่วร้ายก้าวเข้ามาแทน ทำตัวเสแสร้ง....ซ่อนอยู่ในสังคม”

“หน้ากากที่แสนดีปกปิดเงื่อนซ่อนงำไว้... ลึกๆข้างในคือสัตว์ร้ายที่โสมม”

“ได้แต่มอง..ได้แต่ลุ้นให้คนอื่นเขาล้ม ได้แต่คิดภาวนาให้คนอื่นเขาล่มจม..นี่ล่ะหนาความระยำของมนุษย์ชน มันช่างวกวนซับซ้อนเงื่อนงำ..แต่คนที่ไม่ขำมันก็คือพวกเรา เพราะเราน่ะรู้ว่าใต้หน้ากากใบนี้น่ะ..มันไม่จริง”

นี่เป็นหนึ่งในถ้อยคำของผู้สร้างสรรค์งานเพลงนิรนามที่ขับขาน บอกกล่าวและเสียดสีประชดประชันสังคมที่กำลังฟอนเฟะในปัจจุบัน สังคมที่มนุษย์ชนทุกหมู่เหล่ากำลังหันหน้ากากสีสันสวยงาม และรอยยิ้มสดใสที่ประดับประดาไปด้วยสิ่งจอมปลอมที่ถูกเรียกกันว่า “คุณธรรม”

สวมทับกันลงไปบนใบหน้าที่กำลังมีหนอนชอนไชไม่ต่างไปจากซากเน่าที่ตายแล้ว!

เมื่อเราหยุดยืนนิ่งท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนไปมาอย่างเร่งรีบและจอแจรอบๆตัวแล้ว ลองทำใจให้นิ่งสงบและลองใช้สายตาของเราพิจราณากวาดสายตาไปทางซ้ายและทางขวาอย่างช้าๆ และลองตรึกตรองอย่างเยือกเย็น เราจะเห็นคนบางคนหยุดยืนเพื่อทักทายคนรู้จักที่บังเอิญมาพบกันบนท้องถนนโดยมิได้นัดกันมาก่อน เราจะเห็นการหยอกเย้าเล่นหัว หัวเราะต่อกระซิก และเสียงหัวเราด้วยความพึงพอใจของบุคคลทั้งสองฝ่าย
แต่เมื่อคนทั้งสองหันหลังให้แก่กัน และออกก้าวเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามแล้วนั้นเราจะเห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้หน้ากากปรากฏออกมาอย่างชัดเจนราวกับพวกเขานั้นสามารถลอกเอาหน้ากากอารมณ์เมื่อซักครู่โยนทิ้งหายลับไปกับลมที่พัดผ่านมาอย่างรวดเร็ว

รอยยิ้มจะจางหายไป และถูกแทนที่ด้วยสีหน้าและแววตาที่แสดงความรังเกียจเกลียดชัง ราวกับตัวเองพึ่งจะลงไปเกลือกกลั้วกับสิ่งที่สกปรกโสมมเกินกว่าจะสามารบรรยายได้ก็มิปาน พวกเขาจะเร่งรีบเดินหายลับไปในฝูงชนพร้อมสถบถ้อยคำน่ารังเกียจที่แสดงการเหยียดหยามอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบเกินกว่าที่คนอื่นที่เดินสวนมานั้นจะได้ยินได้อย่างชัดเจน

แต่คนเหล่านี้ก็ยังคงอยู่มาในสังคมได้ทุกยุคทุกสมัย และมีวี่แววว่าจะสามารถขยายเผ่าพันธุ์ของเหล่ามนุษย์หน้ากากนี้ออกไปได้อย่างต่อเนื่อง และว่องไวเสียยิ่งกว่าแมลงสาปซะอีก จนปัจจุบันนั้นมนุษย์เราส่วนใหญ่แปรพักกลายเป็นพรรคพวกของคนเหล่านี้ไปจนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว แต่สิ่งเลวร้ายที่สุดของตนจำพวกนี้หาใช่ใบหน้าที่ปกปิดไว้ภายใต้หน้ากากนั้นไม่ มันกลับกลายเป็นการสร้างกฎเกณฑ์ที่เอื้ออำนวยให้การหลบซ่อนอยู่ใต้หน้ากากนั้นสะดวกสะบาย และมีอำนาจมากขึ้นต่างหาก

กฎเกณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาถูกเรียกว่า “กฎหมู่” ใจความสำคัญของกฎนี้ก็สั้นๆและเข้าใจง่าย เพราะมันหมายความว่าพวกมันนั้นอยู่เหนือ “กฎหมาย” และได้รับการยอมรับจากพวกนี้อย่างกว้างขวาง

กล่าวคือ กากพวกนี้ส่วนใหญ่เห็นชอบในเรื่องใด สังคมทั้งสังคมจะต้องดำเนินไปในทิศทางที่พวกนี้ต้องการโดยที่มิอาจจะขัดขืนได้โดยชี้นำภายใต้คราบหน้ากากของนักบุญ หรือผู้นำที่ทรงเคารพและน่าเชื่อถือเป็นแกนนำสำคัญ

แต่หากวันใดมีคนที่ไม่เห็นชอบด้วยแล้วปรากฏตัวออกมาชักจูงผู้อื่นให้เหวี่ยงหน้ากากของตนเองนั้นทิ้งไปแล้วนั้น พวกนี้ก็จะพยายามลบคนๆนั้นออกไปจากสังคมโดยไม่เกี่ยงวิธีการ ซึ่งหากไม่เอาด้วยเล่ห์ก็ต้องเล่นด้วยกลที่ขัดกับหลักศีลธรรม แต่ทำไม่เล่าคนเหล่านี้จึงยังคงลอยนวลอยู่ต่อไปในสังคมได้เรื่อยๆ จนแม้กระทั่งผู้ที่มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและพิพากษาของสังคมไม่สามารถแตะต้องเอาผิดพวกนี้ได้แม้แต่ครั้งเดียว

ยิ่งนานวันพวกนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้นในสังคม แผ่ขยายรากงอกงามชอนไชเข้าไปในสังคมทุกระดับ อาชีพทุกอาชีพและหยั่งรากลึกลงไปในจิตใจของคนทุกหมู่เหล่าในสังคมเพื่อปลูกเมล็ดกล้าที่เรียกว่า “หน้ากาก”ลงลึกในจิตใจให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งดีแล้วหรือที่เราจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปเฉยๆ โดยที่เราจะทำหน้าที่เพียงเป็นผู้เฝ้ามองดูสวนประกอบทางสังคมที่กำลังถูกทำลายลงไปทีละน้อยๆอย่างรวดเร็วอยู่ห่างๆเช่นนี้?

หน้ากากใบหนึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญนั่นคือ “รอยยิ้ม” ยิ่งรอยยิ้มนั้นฉีกกว้างมากเท่าไหร่ หน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั้นก็ยิ่งจะจ้องฉีกกระชากเอาเอาเลือดเนื้อของผู้ที่หลงใหลไปกับหน้ากากเบื้องหน้ามากขึ้นเท่านั้น และยิ่ง “แววตา” ของหน้ากากแสดงรอยยิ้มมากเพียงใด ใต้หน้ากากนั้นๆก็ยิ่งจะเพ่งเล็งหาประโยชน์พร้อมโอกาสที่จะสามารถสูบเลือดสูบเนื้อจากคนที่เข้ามาใกล้ชิดมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งหน้ากากใบนั้นทาย้อมด้วย “สีสัน”ที่สวยงามวิจิตบรรจงซักเพียงไหนแล้วนั้น จิตใจภายใต้หน้ากากนั้นก็ยิ่งจะหยาบกร้านต่ำช้าตามไปด้วย...

เหตุเพราะเช่นแหละจึงต้องพึงระวังบุคคลที่สวมหน้ากากที่แสนดีเข้ามาทักทายปราศรัยเพื่อหาผลประโยชน์ไว้ให้จงหนัก เพราะพวกนี้นั้นสามารถใช้เพียงรอยยิ้มซื่อๆ ถ้อยคำหวานๆ เชือดคอหอยของท่านให้ขาดวิ่น แล้วสูบเอาเลือดเนื้อจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกได้ในชั่วเวลาไม่กี่อึดใจหลังจากที่หลงเชื่อคำพูดหวานแสลงหูพวกนั้น...

แต่ซักวันหนึ่ง....เราก็หวังว่าคงมีอะไรบางอย่างพุ่งออกมาจากฝูงชนเข้าไปกระแทกกับหน้ากากอันโสมมที่พวกนี้สวมใส่อยู่ให้แตกร้าว เผยให้เห็นเนื้อแท้ข้างในที่เต็มไปด้วยความชั่วนาๆประการที่สะสมไว้ และตอนนั้นล่ะที่มือที่ถูกเรียกว่าความยุติธรรมแห่งกฎหมายจะสามารถเอื้อมเข้าไปฉีกกระชากหน้ากากให้ขาดกระเด็นออกกลางสาธารณะชน ให้คนทุกหมู่เหล่าเห็นใบหน้าที่แท้จริงของผีร้ายซาตานในคราบมนุษย์ให้ประจักษ์แก่สายตาตนเอง แล้วล้วงเข้าไปล้วงสาวเอาไส้แห่งความเลวร้ายที่ทำไว้ในอดีตออกมาเป็นทอดๆ จนผีร้ายใต้หน้ากากตนนั้นหมดแรงและมอดไหม้เน่าสลายไปเองท่ามกลางการประณามจากสังคม....

ถึงมนุษย์หน้ากากจะฝังรากลึกลงไปในสังคมแล้วก็ตาม ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากหน้ากากและปฏิเสธสิ่งเย้าย่วนจากอภิสิทธิเหนือคนธรรมดามากมายของหน้ากากนั้นๆ พวกเขาสามารถยิ้มและหัวเราะได้ด้วยรอยยิ้มที่สดใสกลั่นออกมาจากใจได้จริงๆ และสามารถอยู่ได้ด้วยความจริงใจปราศจากสิ่งตอบแทน คนเหล่านั้นเป็นคนที่น่าอิจฉาเพราะอย่างน้อยพวกเขานั้นก็ไม่ต้องกลัวว่ารอยยิ้มที่พวกเขาแสดงออกมานั้น ซักวันหนึ่งมันจะแตกร้าวราวกับกระจกที่สะท้อนตัวตนของตนเอง!

เวลาที่สมควรมาถึงแล้วหรือยัง?..... เวลาที่มนุษย์อย่างเราๆ สมควรจะปลดหน้ากากที่เรียกกันว่าความเสแสร้งลงแล้วเหวี่ยงมันไปให้ไกล ไกลจนถึงก้นบึ้งของสิ่งที่เรียกกันว่าขุมนรกโดยที่เรามิต้องเหลียวหลังกลับไปมองมันอีกให้คงเหลือแต่ซากฝุ่นเถ้าธุลีแห่งความชั่วที่ถูกลมพัดหอบไปให้ไกลจากสังคมของเรา ให้สังคมของเราทุกคนคงเหลือเพียงมนุษย์แท้ๆที่ปราศจากหน้ากาก และเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่สดใสสวยงามอันเปล่งออกมาจากใจให้แก่กันและกันไปจนตราบกาลนาน....

วันใดก็ตามที่เราสามารถสำนึกได้ และถอดคราบหน้ากาทิ้งไว้แล้ว วันนั้นล่ะที่นักแต่งเพลงนิรนามผู้นั้นจะฉีกสมุดหน้าที่เขียนบันทึกถึง “สังคมหน้ากาก” แล้วโยนทิ้งไปในตระกร้าถังขยะ ก่อนที่จะลงมือเขียนถึงท่วงทำนองของเพลงงานฉลองสรรเสริญความดีงามที่เกิดขึ้นในสังคมในเบื้องหน้าต่อไปตราบนานเท่านาน.............





 

Create Date : 10 มิถุนายน 2550    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2550 19:37:39 น.
Counter : 675 Pageviews.  

1  2  3  

อัจฉริยะมืด
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อัจฉริยะมืด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.