Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องสั้น : ในวันที่ควายยังถูกจูง

***ในวันที่ควายยังถูกจูง***


หลังการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านจบลง จ้อย หนุ่มผู้ที่มีการศึกษาสูงสุดในหมู่บ้านได้รับการเลือกตั้ง โดยการสนับสนุนและมีฐานเสียงที่ดี จากลุงจวนอดีตผู้ใหญ่บ้านผู้ที่เสียตำแหน่งไปเมื่อสมัยที่แล้ว ผู้เป็นพ่อของจ้อยเอง วันนี้ลุงจวนกลับมาพร้อมกับตัวแทนที่ภาคภูมิใจที่สุดในครอบครัว และสามารถดึงอาชีพหลักของครอบครัวกลับมาได้

บ้านจ้อยมีอาชีพเสริมที่ไม่เคยจะได้เห็นเงินเลย นั่นคือการเลี้ยงควาย บ้านจ้อยเลี้ยงควายไว้เกือบห้าสิบตัว เป็นฝูงใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน พ่อของจ้อยไม่เคยขายควายเลยแม้แต่ตัวเดียว และจ้อยเองก็เดินเลี้ยงควายมาตั้งแต่เล็ก โดยมีลุงเทพเป็นลูกจ้างของพ่อ คุมฝูงควายออกไปเลี้ยงทุกวัน เมื่อครั้งจ้อยเป็นเด็ก ก็พาเพื่อนตามฝูงควายไป ช่วยต้อน ช่วยไล่ ไปริมหนองอีโดน ติดเชิงเขา ด้วยเหตุเพราะเป็นควายฝูงใหญ่ ทำให้ไม่สามารถพาควายเล็มหญ้าบริเวณหมู่บ้านได้ ฝูงควายต้องถูกต้อนไปริมหนองอีโดนทุกวัน บริเวณนั้นมีทุ่งกว้าง สามารถเลี้ยงควายได้ตลอดปี

ลุงเทพแกเป็นคนที่คลุกคลีอยู่กับควายมาทั้งชีวิต ก่อนเข้านอนแกต้องมานั่งก่อกองไฟ แล้วสุมด้วยหญ้าแห้งชื้น ให้เกิดควันไล่ยุง ไล่เหลือบ ไม่ให้กวนฝูงควาย และบางเวลาแกก็พูดคุยกับเหล่าควายในฝูงได้ระยะเวลาหลายนาที ควายในฝูงจะมีตัวเด่นๆมีชื่อเรียกขานไม่กี่ตัว ด้วยเพราะเป็นควายฝูงใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ “ไอ้เผือก” ควายหนุ่มสีเผือกแปลกตา เป็นที่มาของชื่อเรียก ตั้งแต่ลุงเทพเข้ามาเลี้ยงควายฝูงนี้ แกก็สนใจควายตัวนี้มาก อยู่ด้วยกันไม่ห่าง ไปไหนมาไหน ลุงเทพก็จะจูงควายเผือกตัวนี้ไปด้วย แกบอกกับจ้อยว่า ควายตัวนี้สามารถที่จะเป็นจ่าฝูงได้ จ้อยเอง ด้วยเห็นฝูงควายนี้มานาน หลังจากที่จ่าฝูงตัวเดิมแก่เฒ่าและตายไปนั้น จ้อยก็ไม่เห็นจะมีควายตัวไหน ขึ้นมาเดินนำหน้าฝูง ไปหากินที่หนองอีโดนอีกเลย จนกระทั่ง ลุงเทพมาเป็นลูกจ้างของพ่อ เรื่องจ่าฝูงก็ผุดขึ้นมาในฝูงควายอีกครั้ง ตอนแรกที่ลุงเทพมาใหม่ๆ จ้อยต้องช่วยไล่ ช่วยต้อน ไปจนถึงหนองอีโดน พาเหนื่อยหอบ ด้วยกันทั้งคู่ ผ่านไปได้ประมาณหนึ่งเดือน ลุงเทพแกก็มาบอกว่าไม่ต้องไปช่วยต้อนแล้ว แกบอกว่า “ไอ้เผือก” เป็นจ่าฝูงได้แล้ว จ้อยได้ยินดังนั้นก็ไม่ช่วยต้อนฝูงควายไปหนองอีโดนอีก และภาพที่สังเกตได้คือ ลุงเทพจะจูง “ไอ้เผือก” นำหน้าฝูงควายนี้ไป ควายในฝูงทุกตัวก็เดินตาม ไม่แวะออกนอกลู่นอกทาง อาจมีบ้างบางตัว แต่พอลุงเทพแกหันมาเห็น ก็ส่งเสียงตะโกน ตะหวาดเสียงดัง คำที่แกตะโกน มันก็ภาษาคนธรรมดานะ แต่ทำไมควายฟังแกรู้เรื่อง เรื่องนี้จ้อยยังเก็บมาคิดทุกวันนี้

หลังจากได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้นำหมู่บ้าน หน้าที่สำคัญที่สุดคือการเสนอชื่อผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สองคน เรื่องไม่น่าเชื่อว่าจะเกิด ก็เกิดขึ้น มีการทุ่มเถียงกันระหว่างสองพ่อลูก เสียงดังจนบ้านใกล้เรือนเคียงได้ฟัง ได้รับรู้ และ เล่าลือกันหนาหู เรื่องผู้ใหญ่ใหม่ กับพ่อ ขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

คนแรก ที่สองพ่อลูกจะเสนอชื่อเป็นผู้ช่วยก็ไม่ใช่ใครห่าง คือน้องชายแท้ๆ ของพ่อนั่นเอง ซึ่งทั้งคู่ก็เห็นดีเห็นงามตรงกัน แต่อีกหนึ่งคน จ้อย ต้องการเสนอให้ “น้อย” เพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม เป็นผู้ช่วย แต่พ่อเอง ก็อยากให้เสนอชื่อ ผู้ช่วยคนเดิม เพื่อนรุ่นน้องของพ่อเช่นกัน จ้อยคิดไม่ตกกับเรื่องนี้ เพราะว่าจ้อยกลัวทำงานร่วมกับเพื่อนของพ่อไม่ได้ ด้วยความกังวลใจจึงเดินหนีพ่อ ลงจากบ้านไปที่คอกควาย เมื่อเดินไปถึงก็ได้ยินเสียง ลุงเทพนั่งคุยกับควายเผือกอยู่

“ไอ้เผือก เอ็งเป็นไงบ้างเมื่อได้เป็นจ่าฝูง”
…ไอ้เผือกไม่ได้ตอบ…
“เอ็งไม่ต้องมาทำเฉย ข้ารู้ว่าเอ็งก็แอบภูมิใจ เอ็งรู้หรือเปล่าว่าทำไมข้า เลือกเอ็งมาฝึกเป็นจ่าฝูง”
…ไอ้เผือกเงียบ…
“ก็แค่เอ็งเป็นควายที่ไม่เหมือนตัวอื่น ยังเป็นควายหนุ่ม ฝึกเอ็งไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าเอ็งเป็นได้ เอ็งก็เป็นได้หลายปี ไม่ต้องหาจ่าฝูงตัวใหม่บ่อยๆ ที่สำคัญนะสีเอ็งไม่เหมือนตัวอื่น ข้าจะได้จดจำง่ายๆ”
…ไอ้เผือกหันหน้าหนี…
“ลุงเทพ คุยกับมันรู้เรื่องด้วยหรือ”
“อ้าว ไอ้นี่ถามแปลก ถ้ามันพูด มันฟัง ภาษาคนรู้เรื่องนะ มันคงลงสมัครเลือกตั้ง แข่งกับเอ็งแล้ว จ้อย เอ๊ย”
“แล้วมันจะหาเสียง สู้ผมได้รึลุง” จ้อยพูดพลางยิ้ม
“ควาย มันไม่ได้โง่อย่างที่เอ็งคิดนะ มันจะไปหาทำไมเสียงน่ะ มันเสียเวลา มันรู้ ถ้ามันแข่งกับเอ็งนะ ยังไงชาวบ้านก็เลือกมัน”
“ทำไมล่ะลุง ?!?”
“ก็ชาวบ้านที่นี่ เขาเลือกควายมาเป็นผู้ใหญ่ไง เอ็งไม่รู้เรื่องเลยหรอ”

พูดจบลุงเทพก็ลุกเดินหนี ปล่อยจ้อยนั่ง งง ครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นเดินตามลุงเทพเข้าไปในห้อง ข้างคอกควาย พลางสงสัยว่าทำไมลุงเทพ มากล่าวหาว่า “เป็นควาย”
ขณะที่เดินเข้าไปในห้องก็เห็นลุงเทพกำลังจะเข้ามุ้ง
“ลุงๆ เดี๋ยวก่อน มาคุยกันให้รู้เรื่อง เมื่อกี๊ลุงหมายความว่าไง ผมไม่เข้าใจ”
“ไอ้นี่ ก็เอ็งเป็นควาย จะเข้าใจได้ไงวะ”
“ไหนลุงบอก ควายไม่โง่ไง”
“เออ ลุงผิดเอง ควายมันก็เหมือนคน มีรู้มาก มีรู้น้อย หรือบางเรื่องก็ไม่รู้”
“ลุงบอกมาตรงๆ ผมอยากรู้”
“ถ้าอยากรู้ เอ็งไปนอน แล้วพรุ่งนี้ไปเลี้ยงควายกับลุง”
“ลุงผมเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วนะ ไม่ใช่เด็กๆ จะให้ไปเลี้ยงควายได้ไง ผมต้องดูแลลูกบ้าน”
“ถ้างั้นก็เรื่องของเอ็ง เรื่องในบ้านตัวเองยังจัดการไม่ได้ แล้วจะไปดูแลลูกบ้าน ไอ้เผือกน้อย เอ๊ย”
พูดจบลุงเทพก็มุดเข้ามุ้งไป ส่วนจ้อยก็หันหลังเดินออกจากห้อง เดินท่อง “ไอ้เผือกน้อย” , “ไอ้เผือกน้อย” ไปจนถึงบ้าน
คืนนั้นจ้อยนอนหลับทั้งที่ยังนอนก่ายหน้าผาก และยังนอนคิดนอนสงสัยว่า “ไอ้เผือกน้อย” ลุงเทพแกหมายถึงอะไร

รุ่งเช้า กาเหว่า เจ้าส่งเสียงบอกเวลาทุกวันเป็นกิจวัตรอยู่ที่ยอดไผ่ นั่นก็กะรอกวิ่งไต่ตามกิ่งไม้ ที่โคนต้นมะพร้าวก็แลเห็นกิ้งก่า หัวมันเหมือนถูกทาด้วยสีฟ้า มันผงกหัวอยู่เหมือนท้าทายจ้อยที่นั่งอยู่หน้าบ้าน แต่สิ่งที่หายไปคือ ภาพฝูงควายที่เดินผ่านหน้าบ้าน ทำให้จ้อยต้องออกมายืนชะเง้อดู ไม่มีวี่แวว ได้ยินแต่เสียงควายเริ่มส่งเสียงร้องดังลั่นคอก เวลานั้นพ่อของจ้อยกลับมาจากตลาดพอดี

“จ้อย วันนี้เอาควายไปกินหญ้าด้วย ลุงเทพแกไปธุระที่ไหนก็ไม่รู้ แกแวะมาบอกตั้งแต่เช้ามืด”
“ครับ”
หลังจากรับปากแล้วจึงเดินตรงไปที่คอกควาย แล้วเปิดคอกออก ควายต่างก็เร่งรี่ ดันกันออกมาจากคอก เพราะตอนนี้มันเลยเวลามากแล้ว ส่วน “ไอ้เผือก” อยู่ในสุด มันเดินออกจากคอกเป็นตัวสุดท้าย
“จ่าฝูง หึ หึ” จ้อยส่ายหัว

จ้อยจูง “ไอ้เผือก” เดินเบียดฝูงควายออกไป เขาดึงจนรั้งจมูกไอ้เผือก รีบดึง รีบจูงจนในที่สุด เขาก็พาไอ้เผือกไปอยู่หน้าสุดของฝูง และเขาก็ผ่อนคลายลง ระหว่างทางที่เดินไป ลูกบ้านก็ตะโกนทักทายยามเช้า “ผู้ใหญ่ไปเลี้ยงควายเองเลยนะวันนี้” , “อ้าว ลุงเทพไปไหน ทำไมถึงมาเลี้ยงเอง” , “ผู้ใหญ่ ไปหนองอีโดน ถูกหรือเปล่า” ชาวบ้านบางคนไม่เคยเห็นจ้อยไปเลี้ยงควายเลยตั้งแต่เรียนปริญญาก็ทักทายกันไปตามประสา และก็มีบ้าง คนเฒ่า คนเก่า คนแก่ ประจำหมู่บ้านก็ยังอดเรียกติดปากว่า “ไอ้จ้อย” แทนที่จะเรียกว่า “ผู้ใหญ่” เดินไปไม่สักพักก็ผ่านคลองประปาที่ทอดยาวเข้ามาในหมู่บ้าน ควายช่วงกลางฝูงก็เริ่มเลี้ยว ลงไปริมคลอง เริ่มแวะเล็มหญ้าตามข้างทาง จ้อยจึงต้องละจากไอ้เผือกมา ต้อนควายทางด้านหลังของฝูง แต่หันกลับไปอีกที ไอ้เผือกก็เดินลับหายไปที่ข้างทางเหมือนกัน หลายตัวก็เดินตามไอ้เผือกไป อีกหลายตัวก็เล็มหญ้าโดยไม่สนใจไอ้เผือก แม้แต่น้อย ที่สำคัญทุกตัวแทบไม่สนใจเสียงตะโกนก้อง ตะหวาดลั่น ของจ้อยเลยแม้แต่นิด จ้อยพยายามวิ่งไล่ วิ่งต้อน วิ่งซ้าย วิ่งขวา ก็ไม่เป็นผล จนแลไปเห็น เด็กสี่ห้าคนบนยอดหว้า ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก จ้อยจึงรีบวิ่งไปเรียก และรับปากว่าจะให้เงินไปกินขนม หากมาช่วยต้อนควายไปส่งที่หนองอีโดน จ้อยและเด็กๆก็พากันต้อนควายไปที่หนองอีโดนอย่างทุลักทุเล กว่าจะไปถึง พาเอาชาวบ้านบ่นกันระงม ว่าผู้ใหญ่จ้อย พาเด็กๆมาเล่นอะไรเสียงดังแต่เช้า

หลังจากเข้าเขตหนองอีโดน ที่เป็นทุ่งกว้างไม่มีบ้านผู้คน จ่ายสตางค์ให้เด็กๆเรียบร้อย จ้อยก็จูงไอ้เผือกเหมือนเดิม หมายจะพาฝูงควายเข้าไปให้ลึกติดหนองน้ำริมชายเขา เดินเข้าไปครู่หนึ่ง จ้อยก็แลเห็นร่างหนึ่งเดินตรงเข้ามาหา เขามองจนแน่ใจแล้วว่าต้องเป็นลุงเทพแน่ๆ จึงละจากสายที่สนตะพายไอ้เผือก แล้วยืนท้าวเอว ถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ลุง มาทำธุระอะไรที่นี่ครับ”
“ก็มารอเอ็งสิ”
จ้อยเกาหัวแล้วเดินเข้าไปที่โขดหินริมหนองน้ำ ที่นั่นมีต้นฉำฉาขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขากว้าง ให้ร่ม ให้เงา ยามเมื่อตะวันส่องลง ลุงเทพเดินตามไปติดๆ
“ลุงมารอผมทำไม”
“เอ็งจูงควายมาเอ็งรู้อะไรบ้าง ?”
“รู้สิ รู้ว่าไอ้เผือกมันเป็นจ่าฝูงไม่ได้ มันไม่เหมือนไอ้เฒ่าตัวที่ตายไปเลยแม้แต่นิด ไอ้เฒ่ามันอาจเชื่องช้านะ แต่ผมก็จูงมันมาเรื่อยๆ ควายตัวอื่นก็ไม่เคยแตกฝูง”
“แปลกนะ ที่เอ็งก็เคยจูงควาย มาเลี้ยง จูงควายกลับบ้านเหมือนกัน แต่เอ็งไม่รู้อะไรเลย”
“ขากลับ ผมไม่เคยจูง แค่ไล่หลังฝูงมันก็กลับบ้านเอง ไอ้เฒ่าก็เดินนำไป”
“เอาอย่างนี้ ลุงถามเอ็งหน่อยนะ ว่าควายในฝูง มันตามไอ้เฒ่า หรือมันตามเอ็ง ?”
ไม่มีคำตอบจากจ้อย เขามองหน้าลุงเทพแล้วส่ายหัว
“ควายมันตามเอ็งมากกว่ามั้ง”
“แล้วเมื่อกี๊ทำไมมันไม่ตาม”
“เอ็งไม่ได้เลี้ยงควายฝูงนี้มากี่ปีแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ควายมันก็ไม่ได้ตามไอ้เผือกสิลุง แล้วทำไมลุงมาบอกว่ามันเป็นจ่าฝูงได้ล่ะ”
“แล้วเอ็งจะให้ลุงไปบอกว่า ลุงเป็นจ่าฝูงได้แล้วงั้นรึ ลุงเห็นมันแปลก ลุงก็เอามันมาจูง ควายบางตัวมันเห็นทุกวัน มันก็มีบ้างที่เดินตาม แต่ก็มีหลายตัวที่ไม่เดินตาม ลุงก็ใช้ไม้ ใช้แซ่ ไล่ตีมันบ้าง ตะหวาด มันบ้าง จนมันรู้ว่าจะโดนอะไรเมื่อแตกฝูง”

จ้อยหวนคิดเมื่อครั้งเด็กๆ จ้อยก็ทำคล้ายๆแบบนี้ แทบไม่แตกต่างอะไร อาจมีบ้างบางวันที่เพื่อนๆมาเดินไล่หลังให้ ลุงเทพเงียบลง นั่งมองหน้าจ้อย อยู่ครู่หนึ่ง จนจ้อยเอ่ยขึ้น

“มีอะไรหรือลุง”
“ใครหาเสียงให้เอ็งตอนเลือกตั้ง”
“พ่อ !”
“ลุงรู้นะ ว่าเอ็งเถียงกับพ่อ เรื่องแต่งตั้งผู้ช่วย เอ็งคิดถึงควายฝูงนี้นะ คิดว่าไอ้เผือกต้องมีผู้ช่วย เอ็งคิดว่าไอ้เผือกจะเลือกตัวไหน”
“อ้าว ผมจะรู้ได้ไงล่ะลุง ผมไม่ใช่ไอ้เผือก มันก็คงเลือกๆมาสักตัวในฝูงนี้ล่ะมั้ง”
“ถูก มันก็เลือกในฝูงนี่ล่ะ เพราะมันคงจะเอาผู้ช่วยมาจากฝูงอื่นไม่ได้หรอก ก็เหมือนคน คงไม่มีใครไปเลือกคนอื่นซึ่งไม่รู้จัก มาทำงานด้วย มันทำงานยาก เอ็งก็อยากได้เพื่อน พ่อก็อยากได้เพื่อน จนลุงงงว่าตกลงใครมันเป็นผู้ใหญ่บ้าน”
“ถ้าอย่างนั้นลุงมาเป็นผู้ช่วยผมเอาไหม ?”
“ไม่เอาหรอก ลุงไม่อยากรับภาระเพิ่ม ที่เลี้ยงอยู่นี่ก็เกือบห้าสิบตัวแล้ว เลี้ยงไม่ไหว”
“ว่าผมอีกแล้วนะลุง ผมไม่ใช่ควายนะ!”
“ถ้าเอ็งไม่ใช่ควาย ลุงจะแนะนำให้เอาไหม ไอ้เชิด เอ็งจำมันได้ไหม ลองเอามาเป็นผู้ช่วยดูสิ พ่อเอ็งก็รู้จัก จะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกัน”
“โอ๊ย จะไม่รู้จักได้ไงล่ะลุง ก็พี่เชิดเป็นลูกลุง แนะนำไป แนะนำมา ก็ไม่หนีเพื่อน หนีไม่พ้นญาติพี่น้อง”
“เออ ถ้างั้นเอ็งจะเอาใครมาเป็น คนไทยมันก็ถือว่าเป็นญาติกันทั้งนั้น ใครเป็นก็เหมือนกัน ไอ้เผือกดีไหม ให้มันเป็นผู้ช่วย เอาไหม” ลุงเทพเริ่มเสียงดัง
“พอเหอะลุง ผมว่าลุงจูงควายเลี้ยงก็เหมาะสมกับลุงแล้ว ลุงไม่ต้องมาสอนผมหรอก ผมฉลาดพอ ที่จะรู้ว่าจะทำอะไร จะให้ใครเป็นผู้ช่วย ผมคิดเองได้”
“แล้วเอ็งล่ะ เอ็งคิดว่าเอ็งเป็นไอ้เผือกน้อย ให้คนอื่นจูง เหมาะสมแล้วหรือยัง เป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เด็ก กล้าตัดสินใจหน่อย”
“แต่นั่นพ่อผมนะ !”
“เออ ก็พ่อเอ็งไง ไม่ใช่พ่อลุง ข้อนี้เอ็งต้องไปคิดเอง ช่วยไม่ได้แล้ว”
พูดจบลุงเทพก็เดินไปหาไอ้เผือก
“ไปคุยกับมันอีกแล้ว จะรู้เรื่องไหม”
“แล้วลุงคุยกับเอ็งรู้เรื่องเมื่อไรวะ ก็คุยกับใคร กับตัวไหน ก็เหมือนกัน”

จ้อยได้ยิน ก็นึกขำ วันๆโดนแต่ลุงเทพหลอกด่า ทั้งคู่อยู่ที่หนองอีโดนจนพลบค่ำ และลุงเทพก็จูงไอ้เผือกนำหน้าฝูงกลับบ้าน โดยมีจ้อยเดินรั้งท้ายฝูง เดินไปได้ครึ่งทาง พอจะเลี้ยวเข้าบ้านจ้อยจึงรีบวิ่งไปหาลุงเทพ
“ลุงขอผมจูงมันหน่อย ลุงก็ทำเหมือนผมเป็นควายให้ผมไปเดินรั้งท้าย ปนกับพวกมันในฝูง อยู่ได้”
“ยังดีที่ลุงไม่จูงเอ็งคู่กับไอ้เผือก”

หลังจากเอาฝูงควายเข้าคอกเสร็จ จ้อยก็เดินดิ่งเข้าไปในบ้าน พกพาเอาความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม ตั้งใจว่า วันนี้จะเป็นผู้นำอย่างเต็มตัวเสียที จะไม่ใช่ไอ้เผือกน้อยอย่างที่ลุงเทพว่าอีกต่อไปแล้ว

“พ่อ ผมตัดสินใจแล้วว่าจะเอาเพื่อนผมเป็นผู้ช่วย”
“เออ เอ็งเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่พ่อ แต่ปีหน้าเอ็งก็หาเสียงเองแล้วกัน”
“ครับพ่อ ! ถึงวันนั้นผมก็ไปหนองอีโดนด้วยตัวเองได้แล้ว…”




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2552    
Last Update : 11 ตุลาคม 2552 14:29:48 น.
Counter : 893 Pageviews.  

เรื่องสั้น : ที่นี่ประเทศไทย

***ที่นี่ประเทศไทย***


ข่าวดัง เขย่าวงการนักร้องลูกทุ่งกระโดดจับไมค์ร้องร็อคกันสนั่นเวที ใส่ลูกคอกันเจ็ดแปดชั้น ทำเพลงร็อคแนวใหม่ไปโด่งดังในตลาดโลก
ข่าวด่วน คลินิกทำแท้งเจ๊งแล้ว หลังจากผุดกันขึ้นเป็ดดอกเห็ดเมื่อกฎหมายไฟเขียวให้เปิดทำการได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง
ข่าวเด็ด นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในประเทศไทย นั่งสมาธิ กลางผับดังกลางกรุงฯ เจ็ดวันเจ็ดคืน ต่อหน้ากล่องนมสด เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิการดื่มนมในผับ
ข่าวเด่น กฎหมายยกเลิกป้ายห้ามดูดบุหรี่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยให้ใช้ป้าย “ห้ามพ่นบุหรี่” แทน พื้นที่ใดไม่ทำการเปลี่ยนจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายกำหนด
ข่าวดังกว่า โจรกระชากกระเป๋าอาละวาดกลางวัด เปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการคิดนอกกรอบหันมาเอาดีทางกระชากย่ามพระแทนกระเป๋า ได้ปัจจัยไปหลายซอง พลเมืองดีช่วยกันจับไว้ได้ แต่ผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธ อ้างว่ารัฐไม่เหลียวแลสมาคมกระชากกระเป๋าแห่งประเทศไทย
ข่าวด่วนกว่า นายเอ็ม (นามสมมุติ) ข่มขืนเด็กหญิงอาริยา นามสกุลร่าเริงจริงๆ บ้านเลขที่…จนเป็นเหตุให้ท้องแปดเดือน ผู้ต้องหายังรับสารภาพว่า เด็กหญิงอาริยายินยอมด้วยความเต็มใจ และยังกล่าวอีกว่าจะให้รับผิดชอบก็ยินดี โดยไม่ต้องรอผลการตรวจดีเอ็นเอหลังคลอด แต่เด็กหญิงอาริยาปฏิเสธ เพราะมีหน่วยงานจากภาครัฐยื่นมือให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ท้องได้แปดวัน
ข่าวเด่นกว่า แนวคิดใหม่หนังสือพิมพ์รายวันจับมือ สร้างยอดขายด้วยกลยุทธ์ใหม่ทางการตลาด เปลี่ยนจากคำว่า “อ่านต่อหน้า …” เป็น “อ่านต่อฉบับหน้า” หรือ “อ่านต่อฉบับ…(อื่น)” สร้างความแปลกใจให้กับคนไทย “ใครเป็นคนคิด วะ”

ผมเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ “รัฐไทย” เซ็คชั่นบันเทิง ตัวหนังสือที่เล็กมากๆ เหมือนกับเรื่องราวนี้ไม่สำคัญเอาเสียเลย แต่ผมติดตามข่าวนี้มาเป็นเวลาเกือบยี่สิบปีแล้ว พาดหัวข่าวตัวหนาเล็กๆว่า “กลุ่มเสื้อสีลายเปิดตัวผู้นำรุ่นที่เก้าสิบแปด หลังจากเก้าสิบหกรุ่นแก่ตาย และรุ่นที่เก้าสิบเจ็ดถูกจับกุมข้อหาพยายามปลุกระดมให้เกิดความเสื่อมเสียแก่วงการบันเทิงไทย” (อ่านต่อหนังสือพิมพ์นิวเดลี ฉบับเมื่อวานหน้าแปดสิบแปด)
หลายครั้งที่ผมหงุดหงิดกับข้อความแปลกๆเหล่านี้ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนในสังคมไม่เห็นความสำคัญของข่าวการชุมนุม หนังสือพิมพ์เองก็ลงแบบนี้ ให้ไปอ่านอีกฉบับ แถมเป็นฉบับเมื่อวานอีก บรรณาธิการเองคงเห็นว่าอ่านวันไหนก็เหมือนกัน อ่านกี่รอบก็เหมือนเดิม เลยทำให้มันยุ่งยากเพื่อกระตุ้นยอดขายซึ่งกันและกัน ของเมื่อวานก็ยังสามารถวางขายได้อยู่ในท้องตลาด ผมออกไปซื้อหนังสือพิมพ์ทีไรก็ต้องดูฉบับ ดูวันที่ให้ดี จนสุดท้ายผมต้องตัดสินใจซื้อทั้งสองฉบับพร้อมกัน ยังโชคดีที่มันจับมือกันแค่สองฉบับนะไม่อย่างนั้นผมคงแย่ ราคาตอนนี้ก็ปาเข้าไปฉบับละสองร้อยห้าสิบแปดบาท หนาฉบับละหนึ่งร้อยหน้าเศษ ข่าวสำคัญ ข่าวโน่น ข่าวนี่ เยอะขึ้นก็ทำให้หนังสือพิมพ์ทำงานกันหนักขึ้น ผมก็จ่ายเงินเพิ่มขึ้นใช้เวลาอ่านมากขึ้นด้วย

วันหยุดวันนี้ช่างแสนสดชื่น ผมเองว่าจะออกไปดูกลุ่มเสื้อสีลายชุมนุม ปราศรัยเรื่องความก้าวหน้าของวงการบันเทิงในรอบสิบแปดปี ผมเองเป็นคนที่ติดตามข่าวเรื่องนี้มาตลอด และเคยได้ข้อมูลมาว่า ในวงการนี้บางคนเคยเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา แต่แล้วก็ต้องมาแตกแยกกันด้วยเรื่องสีเสื้อ มันก็แปลกนะที่คนสองคนมาเถียงกันกับแค่เรื่องสีเสื้อแล้วเกิดเป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นมาได้ ผู้นำรุ่นแรกของกลุ่มเสื้อสีลาย ก็เคยเป็นเพื่อนรักกับผู้นำรุ่นแรกของกลุ่มเสื้อสีเดียว แต่ตอนนี้ทั้งคู่ก็แก่ตายไปแล้ว แต่วงการบันเทิงไทยยังคงเหมือนเดิม

วันนี้ผมคงต้องสวมเสื้อสีลายออกไปเพราะข้างนอกมีกลุ่มนี้ยังคงชุมนุมอยู่ ในขณะเดียวกันกลุ่มเสื้อสีเดียวยังคงอยู่ในที่มั่นอย่างสงบเหมือนกับเสื้อของผมตัวอื่นๆที่แขวนอยู่ในตู้ เดินออกจากบ้านไม่ไกลนัก ก็ถึงร้านโกหน่อย ผมสั่งกาแฟกลิ่นสตอเบอรี่โปะหน้าด้วยกล้วยและเงาะสด อาหารมื้อเช้า
ผมกวาดสายตาหาหนังสือพิมพ์สักฉบับ ไม่มีแม้วี่แวว
“โกหน่อย หนังสือพิมพ์ยังไม่มาส่งหรอครับ”
“วันนี้วันหยุด !”
ผมได้ยินดังนั้นก็นึกอ๋อขึ้นมาทันที วันหยุดหนังสือพิมพ์ที่ไหนเขาทำงานกันล่ะ ต้องรออ่านพรุ่งนี้รวดเดียวเลย
“โกหน่อย เมื่อวานอ่านหนังสือพิมพ์นิวเดลีมั่งป่าว”
“ทำไมวะ !”
“เห็นว่ากลุ่มเสื้อสีลายจะเลิกชุมนุม”
“แล้วเอ็งอ่านรัฐไทยหรือเปล่า ก็เห็นเขียนว่ากลุ่มเสื้อสีเดียวจะออกมาจากที่มั่นแล้ว”
“อ่าน ผมอ่านทั้งสองฉบับ นี่ว่าจะออกมาซื้อแต่ไม่มีขาย”
“เอ็งก็บ้า อ่านที่นี่แล้วยังจะซื้ออีก”
“เผื่อมันให้ไปอ่านต่อฉบับที่แล้วไง เลยซื้อเก็บไว้”
“เอ็งนี่มันบริโภคข่าวแทนข้าวได้เลยนะเนี่ย”

ร้านกาแฟโกหน่อย เป็นเหมือนซุ้มเล็กๆในหมู่บ้านให้ผู้คนได้พบปะคุยกัน หลายเรื่องหลายราว บ้างออกมานั่งเล่นหมากรุก และแอบมีติดปลายนวมกันบ้างเล็กๆน้อยๆ ในที่นี้เองก็มีผมนั่งใส่เสื้อสีลายอยู่คนเดียว แต่พวกนี้ก็ไม่มีใครถือสาอะไรผมหรอก เพราะผมใส่ตามช่วงนิยม กลุ่มไหนดังเวลาไหนผมก็ใส่มันออกมาเดินอย่างภูมิใจ ทุกคนต่างรู้ว่าผมเป็นพวกบ้าคลั่งดารา อย่างทิดเปี๊ยกก็ชอบแซวผมอยู่บ่อยๆ
“เฮ้ย ! ข้าว่านะ ผู้นำรุ่นต่อไปข้าว่าต้องเป็นแกแน่ๆ”
“โขกหมากรุกไปเหอะ อย่ามายุ่งกับผม”
“ใครเขาก็ไม่อยากยุ่งกับเอ็งหรอก เอ็งมันพวกบ้าดารา ดาราพวกนี้ชอบสาดน้ำใส่กัน สุดท้ายก็เปียกทั้งคู่ หนำซ้ำยังพาคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เปียกไปด้วย”
“ถ้าไม่มีดารา ไม่มีวงการบันเทิงแบบตอนนี้นะ ทิดเปี๊ยกไม่ได้มานั่งโขกหมากรุกสบายๆแบบนี้หรอก”
“ทำไมว่ะ !?!”

ทุกครั้งการสนทนาระหว่างผมกับทิดเปี๊ยกก็จบลงห้วนๆแบบนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ประวัติความเป็นมาของแก ทิดเปี๊ยกเองเคยได้รับรางวัลตุ๊กตาทองจากสมาคมผู้สืบข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย และหลังจากที่ได้รับรางวัลแล้วแกก็ต้องอำลาวงการเพราะรางวัลนี้ทำให้แกดังจนหมดความน่าเชื่อถือบนเวที สาเหตุก็เพราะว่าเมื่อประมาณแปดปีที่แล้วแกเล่นขึ้นแสดงสองเวที ใช้เวลาไม่นานก็มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักแต่ไม่มีใครได้เห็นหน้าเพราะแกใส่แว่นดำผูกผ้าคลุมหน้า ทำสองเสียง เป็นหมาสองราง มีสองเจ้าของ ก็ปานนั้น จนสมาคมผู้สืบข่าวสามารถสืบได้ว่าแกเป็นใคร และประโคมข่าวด้วยการมอบรางวัลตุ๊กตาทองให้ จนสังคมรู้กันอย่างกว้างขวาง และแกก็มีรายได้เยอะมากในช่วงนั้น จนแกไม่ต้องทำมาหากินอะไรแล้วในทุกวันนี้ ไม่น่าเชื่อกับแค่ไปตะโกนแหกปากบนเวที แกเป็นคนแรกๆที่แสดงละครเวทีที่มีค่าตัวสูงมาก

ระหว่างที่นั่งคิดนู่นนี่ไปเรื่อย ก็ก้มมองแก้วกาแฟ นึกขึ้นได้อีกแล้วว่า กลิ่นกาแฟหายไป แล้วจะกินไปทำไมกัน ไม่รู้เหมือนกันครับว่าใครเป็นคนคิด เห็นเป็นของใหม่ก็ลองกินดู พอกินแล้วก็ติดใจ ลืมคิดไปว่าจริงๆแล้วตัวตนของกาแฟหายไป มองดูก็เหมือนน้ำผลไม้ปั่นโรยหน้าด้วยผักชี อืม…กล้วยกับเงาะต่างหากล่ะ ทำให้ดูน่ากิน แต่นึกไปนึกมาอาหารหลายๆอย่างก็ยังเป็นกลิ่นกาแฟได้เลยนี่ เงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นทิดเปี๊ยกมายืนอยู่ข้างๆ

“เอ็งบ้าหรือเปล่านั่งมองอยู่ได้แก้วกาแฟน่ะ”
“ไม่บ้าหรอก !”
“ข้ามีเสื้อสีลาย สีเดียว ขายต่อให้เอ็งเอาไม๊”
“ไม่เอามันเก่าแล้วไม่ใช่หรอ ? จะเอามาทำไม ?”
“เอ็งนี่ไม่เห็นคุณค่าของเก่าซะเล๊ย !”

พูดจบทิดเปี๊ยกก็ส่ายหัว แล้วเดินออกจากร้านกาแฟโกหน่อยไป พาให้ผมนึกถึงเสื้อสีเทาที่ผมแขวนทิ้งไว้ที่ผนังห้อง มันเก่ามากแล้วและใส่ไม่ได้ ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีคุณค่าอะไร ที่แขวนเก็บไว้เพราะคิดว่าป้าให้มาเป็นของขวัญวันเกิดแค่เท่านั้น ป้าบอกว่าซื้อมาจากฝรั่งเศส ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า ยิ่งอ่านข้อความบนเสื้อก็เป็นภาษาไทยพื้นๆไม่โดดเด่นอะไร ตอนนั้นทำให้ผมแปลกใจมาก ไม่คิดว่าของแบบนี้จะไปมีค่า สามารถขายได้ที่ต่างประเทศ ถ้าในประเทศ ผมเองก็คงไม่ซื้อเหมือนกัน ก็มันเป็นของพื้นๆธรรมดาเราก็รู้ก็เห็นข้อความภาษาไทยแบบนี้บ่อย เห็นตามรายการทีวี ได้ยินตามวิทยุ ได้อ่านตามหนังสือนิตยสารและตามเวบไซต์
ผมก้มมองแก้วกาแฟอีกครั้ง
“อะไรจะมาสู้ของแปลกๆแบบนี้ได้”

หลังจากดื่มกาแฟกลิ่นสตอเบอรี่หน้ากล้วยปนเงาะเรียบร้อย ผมก็ก้มหน้าก้มตาเดินกลับบ้านชีวิตผมเป็นแบบนี้ทุกวันหยุด และสุดท้ายผมก็จะมานั่งคิดได้ที่บ้านว่า “ผมลืมไปฟังปราศรัยดังที่ตั้งใจไว้” ทำไมจึงลืม ผมยังคิดเหมือนกันว่าผมเองก็ไม่เห็นความสำคัญของการชุมนุมหรือเปล่า แต่คงไม่หรอกครับ ในเมื่อผมสนใจอ่านข่าวทุกวี่วันขนาดนี้ หันไปเปิดทีวี เห็นจอสีดำมืดสนิทจนนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันหยุดราชการ รายการทีวีก็คงปิดทำการเหมือนกับกิจการหนังสือพิมพ์ เดินไปคว้าหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวานขึ้นมาอ่านเซ็คชั่นกีฬาที่ผมเคยเปิดข้ามไปโดยไม่สนใจ ก็เห็นแถลงการณ์ตัวเบ้อเร่อ

“เปิดตัวผู้นำปฏิวัติ รุ่นที่เก้าสิบแปดที่อายุน้อยที่สุด จะดำเนินการปฏิวัติวันพรุ่งนี้ และขอประกาศให้วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดราชการ”
ผมละมือจากหนังสือพิมพ์ เปิดตู้ดูเสื้อสีเดียว ดูเสื้อสีลาย หลายตัวมันขาด หลายตัวมันคับ หลายตัวสีมันหม่นไปแล้ว และบางตัวที่ซื้อมาใหม่ยังคงเฉดสีเดิมที่สดใส ถอยหลังออกมายืนดูห่างๆแล้ว พาให้ดูเสื้อทุกตัวในตู้มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
ละสายตาจากเสื้อในตู้ไปมองเสื้ออีกตัวที่แขวนอยู่ที่หัวตะปูผนังห้อง ได้มาตั้งแต่สมัยยังเด็ก ตัวมันเล็กใส่ไม่ได้แล้ว ผมแขวนมันทิ้งไว้ไม่ได้สนใจ เสื้อที่เป็นสีเทาอยู่แล้วและมีฝุ่นเกาะพาให้ดูหม่นๆ ข้อความที่หน้าอกเสื้อยังเป็นสีขาวสว่าง “ที่นี่ประเทศไทย”




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2552    
Last Update : 8 ตุลาคม 2552 13:01:59 น.
Counter : 552 Pageviews.  

เรื่องสั้น : คนเห็นแก่ตัว

***คนเห็นแก่ตัว***

ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนตกงานกันเกลื่อนเมือง ที่เกลื่อนกรุง ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่หันหน้าเข้าหากันบนท้องถนน หันปืนชี้ฟ้า ตะโกนด่าจนดังกึกก้องไปทั่วโลก แต่เมธีต้องหันหน้าหนีจอทีวีทุกวี่ทุกวัน แม้แต่รายการปกติก็ถูกแทรกด้วยข่าวร้อน ข่าวด่วน ประเด็นเด็ด ประเด็นดัง ถ่ายทอดสดจากโน่น จากนี่วุ่นวายไปหมด ดูละครไม่ประติดประต่อ หลายครั้งที่ตัดใจปิดทีวี หลังจากที่ดูข่าวสังคมด้วยความเบื่อหน่าย แล้วนอนก่ายหน้าผากทุกครั้งไป กับคำถามเดิมที่ล่องลอยอยู่ในหัว “พรุ่งนี้จะไปหางานที่ไหนดี”

เมธี ตกงานมาได้สักสองเดือนเศษ เงินที่เหลือเก็บไว้ก็ร่อยหรอลงไปทุกที หางานก็ยังหาไม่ได้ ก่อนหน้านี้เคยได้ทำงานเป็นผู้บริหาร แต่เมื่อบริษัทปิดตัวลง ตัวเองก็โดนปิดช่องทางทำกินไปด้วย ด้วยเงินเดือนที่เคยทำค่อนข้างแพง ประสบการณ์ที่มีก็สูง ความรู้ก็มีติดตัวมาไม่น้อย หลายครั้งที่ถูกปฎิเสธเพียงเพราะเรื่องเงินเดือนที่เขาเรียกจนสูงเกินไป โดนผู้สัมภาษณ์งานต่อแล้วต่ออีก ทำเหมือนเขาเป็นปลาในตลาดสดไม่มีผิดเพี้ยน หลายครั้งที่เขาหอบเอาความสามารถไปขายแต่กลับได้รับคำห้วนสั้นกลับมาว่าความสามารถสูงเกินไป เมธีก็ยังแปลกใจ ว่าความสามารถที่ใครๆว่าสูงทำไมทุกวันนี้ยังไม่สามารถหางานได้ สุดท้ายทุกคืนของทุกวันก็จบลงกับการนอนเผลอหลับไป

ทุกเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จจัดแจงแต่งตัว แต่ทุกครั้งที่เปิดตู้เสื้อผ้าออกมา จะหยิบเสื้อแต่ละครั้งต้องระวังเรื่องสี ขืนหยิบสีใดสีหนึ่ง ที่มันแสบตา หรือเป็นที่สังเกตจนเกินไปจะทำให้ดูไม่เรียบร้อยได้ เวลาไปสมัครงานจะทำให้ดูเหมือนบุคลิกไม่ดี แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยสีน้ำตาล หรือสีครีม ที่เขาเคยสวมไปทำงานเหมือนแต่ก่อนเคย

เมธีเดินลงจากห้องเช่าชั้นห้า ก่อนหน้านี้เคยอยู่ชั้นล่างแต่ต้องย้ายขึ้นไปเพื่อค่าเช่าที่ถูกลงกว่าเดิม รถประจำตำแหน่งที่เคยมีขับ ตอนนี้ได้แต่ขี่มอเตอร์ไซต์โซมๆคันเดิมที่ผู้เป็นพ่อทิ้งให้ไว้ เขายืนมองมอเตอร์ไซต์ หลายครั้งก็คิดถึงอดีตภรรยาที่เคยขี่มันออกไปซื้อกับข้าวกับปลามารอท่าที่ห้องทุกวัน หลังจากตกงานหล่อนก็หอบผ้าหอบผ่อนหนี หอบเอาเงินเอาทองบางส่วนไปด้วย จะทำไงได้ก็ในเมื่อเงินอยู่ในบัญชีหล่อน อยู่ด้วยกันก็ไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายแต่อย่างใด คิดน้อยใจอยู่ทุกวันเช้ายันค่ำ ก็ไม่เกิดผล เขาตัดใจจากมอเตอร์ไซต์เก่าๆ เดินไปหน้าปากซอยแล้วหอบแฟ้มโตๆสองสามแฟ้มขึ้นไปนั่งเบาะด้านหลังสุด วันนี้มีนัดสัมภาษณ์งานที่กลางกรุง ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่อยากเข้าไปช่วงนี้เท่าไรนัก

หลังจากที่นั่งรถเมล์มาเกือบชั่วโมง เมธีก็ลงเดินพร้อมกลางแผนที่ซะดิบดี แต่ไม่ทันได้ดูเขาก็เหลือบไปเห็นป้ายบริษัทที่นัดสัมภาษณ์งานนั้นอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขายืน เป็นฤกษ์งามยามดีแท้ ช่างง่ายดายอะไรปานนี้ เขารีบเดินจ้ำไป พลางดูนาฬิกาบอกเวลาที่ข้อมือ เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก็ได้เวลาสัมภาษณ์ ไปถึงคงเหลือเวลาอีกนิดหน่อย ระหว่างทางที่เดินไป แปลกใจเหลือเกินร้านริมทางดูเงียบเหงาไม่มีผู้คน กลางเมื่องแต่ทำไมมันเงียบขนาดนี้ มิหนำซ้ำหลายร้านก็ปิด ร้านที่เปิดก็แง้มประตูเพียงน้อยนิด เดินไปไม่นานก็ถึงหน้าบริษัท เขาหยุดยืนดูชื่อด้านหน้าก็ตรงกับแผนที่ในมือ แต่หน้าบริษัทปิดประตูแน่นหนามีรั้วเหล็กมากั้น อุตส่าห์ตัดสินใจมาสัมภาษณ์งานบริษัทเล็กๆชื่อเสียงไม่โด่งดัง แต่มาถึงก็ไม่มีโอกาสได้เข้าไป เขาไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร บริษัทนี้ทำไมนัดมาในวันที่บริษัทปิด โทรแจ้งก็ไม่มี คนเราในสังคมตอนนี้ช่างขาดความรับผิดชอบสิ้นดี เขานึกในใจ

หลังจากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางและปลายทางทำให้ผิดหวัง หลังจากกลับมาถึงห้องก็โยนแฟ้มไปมุมห้องรกๆ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง เอื้อมมือไปคว้ารีโมทเปิดทีวี นั่นไงถนนสายนั้นที่เขาลงรถเมล์เดินไปบริษัทที่นัดสัมภาษณ์งาน ผู้คนมากมายเดินอยู่นั่น ถือป้ายขับไล่คนนู้นคนนี้ เมธีอ่านชื่อแล้วบางคนก็ไม่รู้จัก บางคนก็เคยได้ยินตามข่าว แต่ก็สงสัยอยู่ดีว่าชื่อในป้ายเป็นใคร แล้วไปขับไล่เขาทำไม ไม่เห็นคนพวกนี้จะมาทำอะไรให้เมธีเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ที่ร้อนใจตอนนี้มีเรื่องเดียวเท่านั้น เรื่องตกงานที่วกวนวุ่นวายอยู่ในหัวตลอดเวลา เมธีดูไปก็บ่นพึมพรำ "รักชาติก็รักอยู่" แต่จะทำอย่างไรได้ ไม่มีงานทำ เงินก็ไม่มี มัวไปรักชาติเดินอยู่ตามท้องถนนแบบนั้นอดตายแน่ "แต่ตอนนี้ขอรักตัวเองก่อน" จะทำอย่างไรได้ ไหนจะแม่อีกคนที่ต่างจังหวัด ไม่ได้ส่งเสียแกมาหลายเดือน คิดถึงแม่แล้ว เมธีก็ส่ายหัว เขาพยายามฝืนใจดูทีวีต่อ เพราะการโมโหแล้วไปปิดมันบ่อยๆ ทำให้วันนี้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรว่าจะมีการมาเดินขบวนที่ถนนเส้นนี้ ไม่งั้นแล้วคงไม่ต้องไปให้เสียเวลา เขานอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงอยู่พักใหญ่ปล่อยจอทีวีฉายอยู่อย่างนั้นไม่สนใจเรื่องค่าไฟปลายเดือน อย่าว่าแม้แต่ค่าไฟ ค่าห้องก็ไม่รู้จะเอามาจากไหน ครู่หนึ่งเขาก็ยกหูโทรศัพท์โทรไปหาคนข้างบ้านที่ต่างจังหวัดหมายใจจะคุยกับแม่ให้ผ่อนคลายสักหน่อย
"ป้าทุม ผมเมธีนะครับ ผมรบกวนป้าทุมหน่อย ผมอยากคุยกับแม่ครับ ป้าช่วยวิ่งไปหาแม่ผมหน่อยนะครับ"
"ไอ้ธีเอ้ย แม่เอ็งไปกรุงเทพฯ ตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว นี่แกไม่ได้ไปหาเอ็งหรอกหรอ"
"เปล่าครับ แล้วแกไปยังไงล่ะครับ"
" มีรถมารับแกไป คนที่นี่ก็ไปกันเยอะ แต่คนอื่นเขากลับกันมาหมดแล้วนา"
เมธี วางสายโทรศัพท์พลางหันมาจ้องดูทีวีอีกครั้ง จ้องเข้าไปเรื่อยๆ จ้องจนเข้าไปไกล้ ก็ไม่เห็นแม่ตัวเอง มีแต่หนุ่มๆสาวๆเดินอยู่เรียงรายเต็มไปหมดแล้วแม่ไปอยู่ส่วนไหนกัน เขารีบปิดทีวีเร่งรี่ลงไปคว้ามอเตอร์ไซต์คันโซม คันเดิมที่เห็นเมื่อเช้า เขารีบสตาร์ทเครื่อง แล้วก็สตาร์ทไปหลายทีแล้วยังไม่มีวี่แววใดๆ ที่รถจะพาเขาไปได้ เขาตัดใจจอดรถไว้ตามเดิม ดูนาฬิกาที่ข้อมือนี่ก็แค่สองทุ่มหน่อยๆ ยังมีรถเมล์วิ่งอยู่ จึงรีบเดินไปขึ้นรถที่ปากซอย ขึ้นไปได้ไม่นานนัก รถเมล์เจ้ากรรมก็ดันเลี้ยวไปคนละเส้นทางกับเมื่อเช้า ทันทีที่รถจอดป้ายถัดมาเขาเรียกแท๊กซี่ทันที เขานั่งไปจนใกล้เส้นทางนั้นมากที่สุด หลังจากลงรถเขารีบเร่งฝีเท้าเดินไป เขาแลเห็นกลุ่มผู้คนมากมายไกลสุดตา สวมเสื้อสีเดียวกันหมด หันดูสีเสื้อตัวเองที่เป็นคนละสีกับผู้คนเบื้องหน้า แต่ยังคงเดินดุ่มๆเข้าไป ก่อนผ่านเข้าไปในหมู่ชน เขาโดนตรวจ ค้นจนทั่วเหตุผลที่เข้ามาเขาก็บอกไปตรงๆว่ามาตามหาแม่ ไม่ได้พูดเท็จ โกหกหลอกลวงแต่อยากใด

หลังจากเข้ามาได้เมธีเดินลัดเลาะ เสาะหา ส่ายสายตาไปทั่ว ครั้นจะถามใครสักคนก็ไม่ค่อยมีใครจะสนใจ ยิ่งอากาศที่มืดครึ้ม รมเย็นพัดโชยมาต้องผิวกาย เขาเอามือลูบแขนผ่านขนที่รุกตั้ง ขึ้นลงไปมา ครู่หนึ่งเม็ดฝนก็เริ่มร่วงหล่น ผู้คนเริ่มจางสลายไปข้างถนน เข้าหาที่กำบังให้พอที่จะคุ้มฝนได้ ผู้คนเริ่มสลายไปแล้วแต่เมธียังคงยืนหมุนไปหมุนมามองหามารดาอยู่บนท้องถนนที่เวลานี้นั้นโล่งแล้ว ฝนเริ่มทวีความรุนแรงเสียงดังซู่ๆ เป็นจังหวะพร้อมกับกระแสลมที่กรรโชก พัดเอาฝุ่นผงหนังสือพิมพ์ ถุงพลาสติก ติดตามมาด้วย

“ไอ้หนู นั่นเอ็งใช่หรือเปล่า ?”
นั่นเสียงแม่เขาจำได้ดี ได้ยินดังนั้นเขาหันไปรอบ มองหาที่มาของเสียงกระแสลมที่รุนแรงแบบนี้ทำให้ไม่รู้แน่ชัดว่าเสียงนั้นมาจากทิศใด จนร่างหนึ่งโผล่ออกมายืนเด่น ริมถนนเลยผู้คนทั้งหลายออกมา
“เอ็งจะไปยืนตากฝนทำไม เข้ามานี่ !”
เห็นแม่เรียกพลางกวักมืออย่างนั้นก็ยังคงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวขาตามแม่เข้าไป

สองแม่ลูกได้พบหน้ากันก็ไถ่ถาม ถึงชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งกันและกัน
“ทำไมแม่มาอยู่ที่นี่”
“ที่นี่มีข้าวกิน แม่ไม่อดหรอก เอ็งไม่ต้องห่วง”
มองไปมองมาเมธีก็สังเกตการแต่งตัวของแม่ โดยเฉพาะเสื้อไม่ได้เหมือนกับคนอื่นเลยแม้แต่นิด แม่แต่งตัวเหมือนอยู่บ้านไม่มีผิด
“ทำไมแม่ไม่ใส่เสื้อสีเดียวกับเขาล่ะแม่”
“มันไม่เกี่ยวหรอกไอ้หนู ว่าจะใส่สีอะไรน่ะ อยากมาแม่ก็มา”

สายฝนยังไม่หยุดยั้ง ยังคงแรง สายตาหลายคู่ก็จ้องมองผ่านสายฝนไป มันมืดมัวไปหมดแสงสว่างจากหลอดไฟเบื้องบนก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นไปไกลเท่าไรนัก ยิ่งมองไปไกลยิ่งไม่เห็น มองใกล้ก็แลเห็นแต่เม็ดฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ทิศเบื้องหน้าที่ต่างคนก็อยากไปให้ถึง ตามคำบอกเล่าของผู้นำทาง ได้แต่หวังกันลมๆแร้งๆว่าปลายทางจะคือสิ่งที่ทุกใจถวิลหา สายฝนตกปานจะหยุดเอาความตั้งใจทั้งหลายเอาไว้ ก่อนหน้านี้เมื่อยังไม่ค่ำลง แดดที่ร้อนจ้าก็ทำหน้าที่นี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่เกิดผลใดๆ แต่ฝนเจ้าจะตกได้ตลอดไปหรือไม่ และเป็นธรรมดาตามธรรมชาติไม่นานนักสายฝนก็ค่อยเบาลงจากฝนที่เทลงจากฟ้า เหลือแค่คำว่าฝนริน เวลาก็ปาเข้าไปสามทุ่มแก่ แสงไฟที่ส่องสว่างลงบนพื้นถนน ก็พอทำให้แลเห็นไอที่ลอยสวนแสงไฟนั้นขึ้นไป แผ่นดินที่ร้อนระอุ หลังจากโดนฝนพรมคงเริ่มทุเราลง แต่ฝนเองหาได้ตกพร้อมกันทั่วฟ้า แม้ยามค่ำคืนที่ไหนสักแห่งอาจยังคงร้อนอยู่ ไม่นานนักเมื่อฝนหยุด ไฟร้อนก็รุกรามครอบคลุมเข้าตามเดิม

“ไอ้หนูไปเร็วเขาเรียกรวมแล้ว”
“ไปไหนแม่ กลับบ้านกันเหอะ พรุ่งนี้ผมต้องไปหางานทำ แม่ก็ไปพักที่ห้องผมก่อน”
“เอ็งนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ ประเทศชาติจะล่มจมอยู่แล้ว”
“ผมจำเป็นต้องเห็นแก่ตัว ไม่งั้นเราจะกินอะไรกันล่ะแม่”
“อยู่นี่ก็มีข้าว มีน้ำให้กิน ไปเร็ว”
แม่เดินนำหน้าไป เมธีก็ก้าวตามไปติดๆ
“แล้วถ้าคนพวกนี้เลิกทำเพื่อชาติกันแล้ว เราจะทำยังไง จะเอาอะไรกิน”
“เอ็งไม่ต้องห่วง พวกนี้เลิก อีกพวกก็มา ก็มีกินเหมือนเดิม ได้ทำเพื่อชาติด้วย เอ็งจะไปไหนก็ไปไอ้คนเห็นแก่ตัว”
“แล้วถ้าเขาเลิกกันทั้งสองฝ่ายล่ะแม่”

หล่อนหยุดนิ่ง…
“เอ็งจะไม่ส่งเสียแม่หรือไง”
“ก็นั่นไง ผมถึงต้องไปหางานไงล่ะ แม่กลับห้องกับผมเหอะ พรุ่งนี้ผมต้องไปหางานแต่เช้า”

หลังจากกล่อมแม่ตัวเองสำเร็จ กลับมาถึงห้องคำถามที่ยังคาใจอยู่ก็หลุดออกมา
“แม่แล้วทำไมแม่ไม่ใส่เสื้อสีเดียวกับเขาล่ะ”
หล่อนหันมายิ้ม
“แม่เห็นมันรักชาติกันทั้งสองกลุ่ม แม่ก็เลยไม่รู้จะใส่สีอะไร อีกอย่างเดี๋ยวพออีกสีหนึ่งออกมาแม่ก็ไปช่วยได้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อ เอ็งเข้าใจและเห็นข้อดี ของการไม่เลือกสีแล้วใช่ไหม หายสงสัยหรือยัง”
เมธียืนอึ้งกับแม่ตัวเอง พลางเปิดทีวี
“เอ็งว่า… แล้วทำไมมันรักชาติเหมือนกันทำไมไม่ใส่สีเดียวกัน”
“ผมไม่รู้หรอกแม่ ผมรักแต่ตัวเอง ผมก็ต้องเห็นแก่ตัวไว้ก่อน ประเทศชาติมาทีหลัง”

ทีวียังคงฉายภาพเดิมๆ ยังจะฉายไปอีกกี่สมัยเมธียังไม่รู้ และก็ไม่สนใจ




 

Create Date : 14 กันยายน 2552    
Last Update : 14 กันยายน 2552 0:31:13 น.
Counter : 1322 Pageviews.  

เรื่องสั้น : มหาบุรุษ

***มหาบุรุษ***


กลางศาลาวัดท่ามกลางผู้คนมากมายและเสียงตะเบ็งเซ็งแซ่เอะอะ รุ่งทิพย์และโกเมทนั่งหยอกล้อกันตามประสาหนุ่มสาว อีกลูกน้อยนั่งเอนอิงอยู่ในตักหล่อน ทั้งสองมาทำบุญด้วยกันเสมอ โดยเฉพาะงานบุญวันมหาสงกรานต์ ทั้งคู่ต้องมานั่งที่เก่าที่เดิมข้างธรรมาสน์ ที่ทั้งสองพบรักกัน และทุกครั้งที่มาทำบุญโกเมทจะดูลายมือให้หล่อนเสมอ ด้วยอ้างกับหล่อนว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความขลังมากที่สุด

“ดวงคุณมีมหาบุรุษอุปถัมป์ โดยเฉพาะในยามที่เดือดร้อน คุณมีคู่ชีวิตเดียว และมหาบุรุษผู้นั้นคือคู่ชีวิตของคุณ บุรุษนั้นงามทั้งใจ งามทั้งกาย ค่อนข้างหลงตัวเอง แต่...”
“พอๆไม่ต้องพูดแล้ว พูดไปพูดมาคุณก็ชมแต่ตัวเอง หลงตัวเองชะมัด”รุ่งทิพย์หันหน้าหนีพลันพนมมือฟังพระ ทำไม่รู้ไม่ชี้
โกเมทฉีกยิ้มให้พอเห็นไรฟัน “คุณไม่อยากฟังต่อจริงๆหรือ”
หล่อนยังคงนิ่งเงียบ
“...แต่มหาบุรุษนั้นจะทิ้งคุณไปด้วยความกลัวอะไรบางอย่าง”
ทันทีที่โกเมทเอ่ยจบ รุ่งทิพย์หันมองหน้าและจ้องตาโกเมท
“แล้วคุณกลัวอะไรหรือเปล่า?!?”
“กลัวสิ!...”
“นั่นไง คุณกลัวก็แสดงว่าคุณคือคู่ชีวิตของฉัน คุณกลัวฉันไม่รักล่ะสิ!”
โกเมทยิ้มแล้วยกมือขึ้นพนมสร้างสัญลักษณ์อันหมายถึงการฟังพระเทศน์ แต่เขาไม่ได้ตั้งใจฟังสักเท่าไรนัก ในใจได้แต่กำลังครุ่นคิดถึงคำทำนายที่ได้ทายทักผู้เป็นภรรยา หากเพียงแต่มีเขาเข้าไปอยู่ในคำเอ่ยแถลงนั้นด้วย

งานบุญวันมหาสงกรานต์ เป็นวันพระใหญ่ ผู้คนมากมายต่างแห่มาทำบุญที่วัดแห่งนี้ ศาลาวัดนั้นกว้างแออัดด้วยผู้คน เสียงตะเบ็งเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ว่าพูดอะไรกันนั้นเป็นเรื่องปกติทุกปี รุ่งทิพย์นั้นได้ยินได้เห็นจนชินหูชินตา เพราะเป็นเวลาเกือบสิบเจ็ดปีแล้วที่หล่อนยังคงมาทำบุญที่วัดแห่งนี้ทั้งที่ผู้ร่วมชะตาชีวิตได้ห่างหายไป การมาที่วัดแห่งนี้บ่อยครั้งที่หล่อนพบเพื่อนเมื่อครั้งสมัยเรียน ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติของหล่อนและใครหลายคน
“รุ่ง มาคนเดียวหรือ เป็นอย่างไรบ้างสบายดีหรือเปล่า ?” เสียงเพื่อนสาวคนเดิมกับคำถามเดิมๆที่เธอผู้นี้เคยเอ่ยถามเมื่อปีก่อน
“สบายดีจ่ะ”รุ่งทิพย์เอ่ยเสียงเอื่อย
“ดูสีหน้าเธอเหมือนไม่ค่อยสบายนะ แล้วนี่ลูกสาวไม่มาด้วยหรือ ห่างตาไปนานคงโตเป็นสาวแล้วล่ะสิ”
“ขอตัวก่อนนะ” เอ่ยจบรุ่งทิพย์ก็เดินเข้าไปกลางศาลาข้างธรรมาสน์
“โตเป็นสาวเป็นวัยรุ่นแล้วเขาก็ไม่มาเข้าวัดเข้าวากับเราหรอก” เสียงเพื่อนสาวตะเบ็งตามหลังรุ่งทิพย์ไป
ที่แห่งนี้ข้างธรรมาสน์ที่กลางศาลา รุ่งทิพย์เคยนั่งเรียงเคียงบ่ากับลูกสาวที่น่ารัก หล่อนภูมิใจและพึงยิ้มทุกครั้ง เมื่อเพื่อนเอ่ยชมว่าลูกสาวสวย และจะพูดถ่อมตัวแทนลูกสาวเสมอเมื่อถูกคำยอยกว่าลูกสาวหล่อนนั้นเรียนเก่ง แต่ ณ วันนี้หล่อนโดดเดี่ยว หน้าตาบึ้งตึง หน้าตาบอกบุญไม่รับ แต่กลับเหมือนหอบเอาโศกเอาเศร้ามาเข้าวัดทำบุญด้วย
ผู้คนมากมายนั่งกันแน่นเต็มศาลา และรุ่งทิพย์ยังคงกวาดสายตาไปทั่วเหมือนกับหลายปีที่ผ่านเลย
“กำลังมองหาใครอยู่หรือครับ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูพร้อมกับมือหนึ่งแตะลงที่บ่า หล่อนหันมองหน้าผู้เป็นเจ้าของมือและเสียงนั้น
“เปล่า !”
“นั่งด้วยคนนะ”
“เชิญค่ะ คิดว่าคุณตายไปแล้วซะอีก”
ทันทีที่โกเมทนั้นนั่งลงข้างๆ หล่อนพลันจ้องตาเขา อยู่ครู่หนึ่ง
“ฉันมารอคุณที่นี่หลายปีแล้วนะ”
“อย่าบอกนะที่คุณมาทำบุญทุกปี เพราะเจตนาจะมารอผม”
“แล้วแต่จะคิดค่ะ ฉันมาที่นี่ไม่เจอคุณ ฉันก็เจอเพื่อเก่าๆ มันก็ไม่ทำให้ฉันเสียเวลาสักเท่าไร”
เสียงพระสวดฯ เริ่มดังขึ้นแต่ทั้งสองก็ไม่ได้ใส่ใจ ยังคงนั่งคุยกันต่อ คำถามทั่วไปก็ถูกงัดขึ้นมาคุยกันจนหมดจนสิ้น จนทั้งคู่ต่างเงียบไป ครู่หนึ่งฝ่ายชายจึงเอ่ยขึ้น
“ผมมาทำบุญมหาสงกรานต์ที่วัดนี้ทุกปี...” รุ่งทิพย์หันมองหน้าโกเมท “...และผมก็เห็นคุณกับลูกของเราทุกปี คุณนั่งตรงนี้ทุกปี ที่ของเราสองคน ผมจำไม่ได้ว่ากี่ปีแล้วมันนานมาก”
“17 ปีค่ะ”
“สาเหตุที่คุณหาผมไม่เจอก็เพราะผมพยายามหลบหน้าคุณ ทุกครั้งที่มาทำบุญที่นี่ผมก็พาเขามาด้วย ผมไม่อยากให้คุณเสียใจไปมากกว่านี้ สู้ไม่เจอกันจะดีกว่า”
“แล้วที่คุณมาเจอฉันวันนี้ เมียที่แสนดีของคุณไม่ได้มาด้วยหรือ ?”
“ปีนี้ไม่ได้มาด้วย เขาพาลูกชายเขากลับใต้ไปเยี่ยมตากับยาย”
“คุณนี่ก็แปลกคน ลูกตัวเองไม่สนใจ แต่ไปสนใจใยดีลูกคนอื่น” รุ่งทิพย์เมินหน้าหนี
“ใครจะไปรู้ว่าเขาจะมีลูกติด ผมไม่โทษใครผมโทษตัวเอง เจ้าชู้แบบนี้ก็ต้องรับกรรมไป”
“แล้วคุณคิดหรือเปล่าว่าฉันก็ต้องรับกรรมด้วย” รุ่งทิพย์หันมาต้องตาโกเมทอีกครั้ง
“ผมขอโทษ ! หลายครั้งแล้วที่ผมพูดคำนี้แต่คุณก็ไม่เคยให้อภัย แล้วนี่ลูกสาวเราไปไหน ปีนี้ไม่มาด้วยหรือ ?”
รุ่งทิพย์จ้องหน้าโกเมท ดวงตากลมโตของหล่อนเริ่มเอ่อด้วยสายน้ำตา
“เมื่อปีที่แล้วคุณเห็นหน้าลูกสาวคุณหรือเปล่า ?”
“เห็นสิ แต่ไม่ค่อยถนัดเท่าไร”
“เขาตายแล้ว ! ตายเมื่อปีที่แล้วหลังกลับจากทำบุญ”
โกเมทนั่งนิ่ง อึ้งในเสียงที่ได้ยิน เมื่อตั้งสติได้จึงเอ่ยถาม
“เขาเป็นอะไรตาย” โกเมทเสียงสั่น
“ถูกฆ่า ข่มขืน...หลังกลับจากทำบุญมีคนโทรศัพท์มาหาแล้วก็มารับกันไปเที่ยวสงกรานต์...ป่านนี้ตำรวจยังหาตัวหนุ่มคนนั้นไม่เจอเลย” รุ่งทิพย์เข้าโอบกอดโกเมทพร้อมกับโห่ร้องร่ำไห้ดังแข่งกับเสียงพระ ผู้คนมากมายต่างหันมาจ้องหล่อนทันที โกเมทก็กอดหล่อนไว้แน่น ครั้นเมื่อรุ่งทิพย์ตั้งสติได้หล่อนจึงนิ่งเงียบ
“คุณยังชอบดูดวงอยู่หรือเปล่า ?” โกเมทกระซิบที่ข้างหูหล่อน
“ใครบอกคุณว่าฉันชอบดูดวง”
“ก็เมื่อก่อนคุณชอบให้ผมดูลายมือให้จำไม่ได้หรือ”
“จำได้ เกิดมาทั้งชีวิต ฉันก็เคยให้แต่คุณดูลายมือให้ ฉันไม่ชอบหรอกนะ แต่ฉันเห็นคุณชอบดูลายมือต่างหากล่ะ”
“ผมขอมือข้างซ้ายคุณหน่อย”
หลังจากเพ่งพินิจอยู่ครู่หนึ่ง…
“อีกประมาณหนึ่งอาทิตย์คดีลูกสาวคุณจะมีคนมามอบตัว !”
“จริงหรือ หนึ่งปีแล้วนะยังไม่มีวี่แววเลย ไม่มีแม้แต่ร่องรอย ตำรวจเขาคงไม่สนใจอะไรแล้ว จะเป็นไปได้หรือ อีกอย่างคุณรู้ไว้เลยนะ คุณดูลายมือไม่เคยแม่นเลย !”
“เป็นไปได้สิมีคนมามอบตัวแน่ๆผมสัญญา !”
“จะบ้าหรือ ดูลายมือทำไมต้องสัญญาด้วย !”
โกเมทฉีกยิ้มมุมปาก แล้วลุกเดินออกจากศาลาทันที ปล่อยรุ่งทิพย์นั่งอึ้ง มองตามเขาเดินออกไปจนสุดสายตา

ใต้ฟ้าในเงามืดสลัว ร่างหนึ่งนั่งนิ่ง เหม่อลอยอยู่ในห้วงคำนึง ยังคงนั่งคิดถึงภาพเมือปีก่อนภาพสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าลูกสาว เธอเป็นสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ยิ้มแย้มดูสดใส ในใจอยากได้พูดคุยกับลูกสาวสักครั้ง แต่ก็เกรงใจเมีย อีกทั้งก็ไม่อยากให้เมียเก่ารับรู้ เฝ้าคิดหาหนทางที่จะได้คุยกับลูกสาว...
“พี่เมท !”
...เสียงตะโกนก้องฝ่าลมหนาวแล้วเลยร่างโกเมทไป อากาศเย็นยะเยือกต้องผิวกายผู้ตะโกนจนตัวสั่นหล่อนพยายามตะเบ็งเสียงขึ้นอีกครั้งคราวนี้ดังกว่าเดิม...
“พี่เมท ทำอะไรอยู่ ?”
...โกเมทยังคงนั่งนิ่ง ลมหนาวยังคงผ่านผิวกาย เขาหาได้สั่นให้สอดคล้องกับสายลมเย็น แต่ใจเขาสั่นระรัว เต้นถี่ดั่งโดนมรสุมโหมกระหน่ำเข้าโถมชีวิต จนกระทั่งผู้เป็นเจ้าของเสียงที่ตะโกนก้องนั้นมานั่งลงข้างๆ
“เป็นอะไรไป มานั่งเหม่ออยู่นี่คนเดียว”....เงียบ…เงียบ
“ดูลายมือให้หน่อยสิ” ...เงียบ
“โกเมท คุณเป็นอะไรไม่พูดไม่จา โกรธอะไรอีกล่ะ”
ได้ยินดังนั้นโกเมทจึงคว้ามือซ้ายของหล่อนขึ้นมา แต่ไม่ได้ดูลายมือตามที่หล่อนขอแต่อย่างใด แต่กับกระชากหล่อนเข้ามาใกล้
“คุณกำลังจะเสียลูกชาย !”
“อะไรกันคุณ ! ยังไม่ทันได้ดูลายมือก็ทำนายได้ แถมยังมาแช่งลูกอีก”
“ลูกคุณ ไม่ใช่ลูกผม ! มันอยู่ไหน ?”
“ไหนคุณบอกจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไง คุณเคยบอกว่ารักเขาเหมือนลูก”
“ใช่ผมเคยบอก แต่ก็แค่เคยรัก ผมถามว่ามันอยู่ไหน !”
ทั้งสองนั่งจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วฝ่ายหญิงก็ลุกหนีไป

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ถึงเวลาที่มหาบุรุษต้องทำตามคำทำนายที่ได้สัญญากับรุ่งทิพย์ โกเมทนั้นมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านรุ่งทิพย์และพารุ่งทิพย์ไปที่สถานีตำรวจ ทันทีที่ได้นั่งต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น คำแรกที่หลุดจากปากเขาทำเอารุ่งทิพย์นั่งนิ่ง
“ผมมามอบตัวครับ !”
อะไรกัน จะเป็นไปได้อย่างไรผู้ชายคนหนึ่งที่บอกว่าเห็นหน้าลูกสาวตัวเองจะจำหน้าลูกสาวไม่ได้เชียวหรือ และอะไรถึงทำให้โกเมทต้องทำแบบนั้น เป็นไปไม่ได้แน่ๆว่าเขาจะเป็นผู้ทำร้ายลูกสาวตัวเอง รุ่งทิพย์ครุ่นคิดอยู่ในใจ และมองหน้าโกเมท หวังแต่เพียงจะได้คำอธิบายเพิ่มเติม จังหวะนั้นโกเมทหันมาจ้องหน้าหล่อน
“ผมเป็นคนฆ่าคนที่ข่มขืนลูกสาวเรา”
“แล้วเขาเป็นใคร แล้วทำไมคุณถึงรู้ว่าเป็นเขา” รุ่งทิพย์เอ่ยพร้อมกับกุมมือโกเมทไว้
“เมื่อปีที่แล้วตอนมาทำบุญมหาสงกรานต์ ผมนั่งอยู่ข้างหลังคุณไม่ไกลนัก หลังจากผมเห็นหน้าลูกสาวผมก็เกิดนึกอยากคุยกับลูก แต่ผมไม่อยากให้คุณรู้ ผมก็เลยยุให้ลูกชายของเมียผมจีบลูกสาวคุณ ไอ้นั่นมันก็เลยไปขอเบอร์ลูกสาวคุณมา ผมแอบดูเบอร์ลูกสาวแล้วโทรไปหาตอนเย็น แต่ก็ไม่มีใครรับสาย และหลังจากนั้นเบอร์ก็ติดต่อไม่ได้เลย ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมรู้อย่างเดียวว่าหลังจากกลับจากทำบุญ ไอ้เลวนั่นมันบอกกับผมว่าจะไปหาลูกสาวคุณที่บ้าน กลับมาก็ดึกดื่น ไม่พูดไม่จา...”
“เดี๋ยวก่อน ! เมียคุณเป็นคนใต้ใช่ไหม”
“ใช่ !”
“ลูกชายเมียคุณก็พูดออกทองแดงด้วยล่ะสิ !” โกเมทพยักหน้า
“วันนั้นมีเด็กพูดทองแดง มาหาลูกเราที่บ้านนะ แต่ไม่เจอลูกเรา มีคนมารับลูกเราออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว ฉันก็เลยชวนเขาเข้าไปรอในบ้าน เด็กนั่นรอจนมืด และกลับบ้านไปหลังจากที่ตำรวจโทรมาบอกว่าลูกเราเสียชีวิต”
โกเมท นั่งก้มหน้า มือสองข้างกุมขมับ…




 

Create Date : 06 กันยายน 2552    
Last Update : 6 กันยายน 2552 2:19:32 น.
Counter : 522 Pageviews.  

เรื่องสั้น : อุดมการณ์หลังฝนซา

***อุดมการณ์หลังฝนซา***

วันนี้เป็นวันเศร้าใจของใครหลายคน ที่อาลัยถึงผู้ที่ลมหายใจจากไปแล้วเหลือเพียงร่างไร้ลมปราณ นอนนิ่งอยู่ในโลงไม้สี่เหลี่ยม ชายผู้นี้คือชายชาติทหารผู้รับใช้ชาติมาตลอดชีวิต เวลาบ่ายสามโมงเย็นของช่วงเวลาเดือนหก แดดยังส่องสว่างจ้าเป็นแสงแสดแยงตาผู้คนที่นั่งฟังเทศน์ หลายคน มากสายตาต่างจับจ้องไปที่ รูปของชายผู้วายชน บ้างมองไปที่พระผู้ตรัสคำเทศนา หลากตาแลไปที่โรงไม้สี่เหลี่ยมที่ตั้งสูงตระหง่าน และตัวผมเองนั้นสนใจสิ่งหนึ่งที่กำลังจะเป็นเครื่องทำลายร่างของผู้ที่ป้าของผมรักมากที่สุด ผมมองไปด้านบนเมรุ ที่ทำได้เรียบง่ายมากๆ ไม่เหลือแม้ร่องรอยศิลปะความเป็นไทย มองดูแล้วเหมือนโรงเลี้ยงช้าง แต่ด้านบนของเมรุนั้นตั้งเตาเผาศพชนิดน้ำมัน ราคาสามล้านบาท มันแพงพอสมควรแต่มันเหมาะสมแล้วหรือไม่ที่จะเผาร่างชายผู้นี้

ในฐานะหลานผมเอ่ยนามชายผู้วายชนจนติดปากว่า “ลุงจักร” ในช่วงเวลาที่ลุงจักรของผมยังมีลมหายใจผมเคยมีโอกาสได้ใกล้ชิด จนรู้ถึงการกระทำที่ผมคิดว่าแปลก ผมเองเป็นเด็กต่างจังหวัดไม่ค่อยได้เข้ามาเห็นสภาพความเป็นเมืองหลวงเท่าไรนัก จึงทำให้ผมไม่รู้จักสถานที่เท่าไรนัก จำได้เพียงแต่ว่าตอนนั้นเข้ามาอยู่กับลุงที่แฟลททหารแถวๆสนามเป้า ไม่ไกลจากอนุสาวรีฯมากนัก วันแรกตอนเข้าไปอยู่ก็แปลกใจ ป้าก็สั่งว่ามาถึงแล้วให้เข้ามาเลย ให้เดินเหมือนคนที่อาศัยอยู่ในแฟลทแห่งนี้ ผมไม่รู้หรอกครับว่าคนที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้เขาเดินกันท่าไหน แต่คงเดินไม่เหมือนคนต่างจังหวัดอย่างผมเป็นแน่ พอผมมาถึงผมก็ทำเดินหน้ามึนเข้าไปไม่มองซ้ายไม่มองขวา มีทหารยืนอยู่หน้าป้อมสองคน ก็ไม่ได้ซักถามสิ่งใด ผมไม่อยากจะเชื่อว่าการทำหน้ามึนมันจะได้ผล ก่อนหน้านี้ผมจำได้ดีผมเคยมาแล้วครั้งหนึ่งครั้งนั้นต้องแรกบัตรเข้า แต่วิธีนี้ที่ป้าบอกมันได้ผลดีจริงๆ ในขณะที่เดินเข้าไปมีผู้คนมากมายเดินสวนทางผมออกมา ผมไม่ได้มองหน้าเขาเหล่านั้น แต่กลับสนใจเพียงขาสองข้างที่ก้าวเดิน มองดูแล้วก็เดินไม่ได้ต่างอะไรจากผมเลยแม้แต่นิด หรืออาจเป็นไปได้ว่าเราเดินเหมือนคนกรุงเทพก็เป็นได้

เมื่อเข้าไปถึงวันแรก และเป็นคืนแรกที่ผมต้องนอนอยู่ที่นี่ ตอนนั้นก็เย็นมากแล้วครับ ป้าบอกให้ผมไปอาบน้ำ แล้วป้าก็จัดแจงเตรียมตั้งโต๊ะ สำรับข้าวถูกยกมาวางเรียบร้อย รอผมมากินเพียงอย่างเดียว เป็นครั้งแรกในชีวิตเห็นจะได้ครับ ที่มีคนหาข้าวหาปลา จัดสำรับให้กิน ผมอาบน้ำเสร็จเดินมานั่งที่โต๊ะ นั่งพิจารณากับข้าวคนกรุงอยู่พักหนึ่ง ดูแล้วก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่แปลกใจที่ทำไมน้ำพริกปลาร้า ปลาดุกตัวมันใหญ่ล้นถ้วยแบบนั้น หากเป็นที่บ้านผมล่ะก็ บี้จนเนื้อปลาดุกละลายเป็นเนื้อเดียวกับน้ำปลาร้า ปลาทูก็หัวและหางยาวเลยจาน ขณะที่ผมเพลินกับการพิจารณาอาหารที่รอผ่านท้องของผมอยู่นั้น ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่ง เดินมานั่งที่ด้านตรงข้าม ผมเงยหน้ามอง เขาคือลุงจักรของผมนั่นเองซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยเจอเขาแล้ว เขาเคยไปเที่ยวบ้านผมที่สระบุรี
“สวัสดีครับลุง” ผมพูดพรางยกมือไหว้
“เออๆ สวัสดีๆ ตามสบายนะคิดว่าเป็นบ้านตัวเอง…”
ผมยิ้มรับพลางคิดในใจ ว่าที่นี่ไม่เหมือนบ้านที่นี่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ไม่มีน้องสาว มันเรียกว่าบ้านไม่ได้เป็นแน่
“เป็นยังไงบ้างสบายดีหรือป่าว”
“สบายดีครับ”
“กินข้าวได้เลยไม่ต้องรอป้าเอ็งหรอก ป้าเอ็งต้องรอให้แมวกินก่อน”

ผมฟังแล้วก็มองหน้าลุง ลุงคงหมายถึงป้าต้องไปขุนข้าวแมวที่เลี้ยงไว้กว่าสามสิบตัวก่อน ลุงพูดจบก็ลงมือกินข้าว ขณะที่กินไปก็คุยไป เรื่องที่คุยก็แปลกๆ ลุงจักรเริ่มพูดถึงเรื่องการเมือง คงเพราะเขาเป็นทหาร เมื่อเปลี่ยนเรื่องก็พูดถึงเรื่องการใช้ชีวิต พูดง่ายๆคือลุงเขาสอนผม แต่ลุงไม่ได้เป็นครูทำไมชอบสอน ลุงเป็นทหารแต่จะว่าไปแล้วทหารเป็นครูที่ดีก็ไม่เห็นจะแปลก คุยไปคุยมาผมกำลังเอื้อมมือไปตักน้ำพริกปลาร้า แต่ไม่ได้เจตนาจะตักน้ำพริกหรอกครับ ผมจะตักเนื้อปลาดุก ตัวมันใหญ่ล่อใจเหลือเกิน แต่ก็ไม่ทันได้ตัก ลุงก็ยกสำรับหนี ผมมองหน้าลุงพลางคิดในใจ แค่กินเนื้อปลาดุกแค่นี้ทำไมต้องหวงด้วย แต่ครู่หนึ่งลุงก็ชี้ให้ดูบนพื้นโต๊ะ
“เอ็งดูนี่...”
ผมมองลงไปที่พื้นโต๊ะใต้กระจกใสนั้น มีกระดาษสอดอยู่มากมาย มองดูแล้วเหมือนถูกตัดมากจากหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็นิตยสาร บนแผ่นกระดาษนั้นมีปรัชญาการดำรงชีวิตมากมายลุงบอกกับผมว่าถ้าว่างก็ลองอ่านดู
ลุงผมวางสำรับลงแล้วพูดต่อ ผมไม่ได้สนใจหรอกครับว่าลุงจักรพูดอะไร ผมมองปลาดุกที่นอนลอยอยู่ในน้ำปลาร้าอีกครั้ง และก็หมายใจว่าจะตักมันกินให้จงได้ แต่ขณะที่เอื้อมมือออกไป เอาอีกแล้วครับคราวนี้ลุงไม่ได้ยกสำรับ แต่ลุงยกถ้วยปลาร้าขึ้น

“เอ็งลองดูปลาดุกตัวนี้สิ…” ลุงพูดพลางใช้ปลายช้อนยาวชี้
ขณะนั้นผมก็กินข้าวไปได้ไม่กี่คำ แต่รู้สึกว่าลุงจะกินไปหลายคำแล้วเพราะลุงเล่นกินไปด้วยสอนไปด้วย บางครั้งรู้สึกอยากกินข้าวให้อิ่มก่อน ก็รู้สึกว่าลุงกินไปบ่นไป ก็ว่าได้
“เอ็งลองดูปลาดุกตัวนี้สิ…เอ็งคิดว่ามันสอนอะไรเอ็งบ้าง”
ผมได้ยินดังนั้นก็คิดในใจ นี่จากทหารจะเป็นครูด้วยไปในเวลาเดียวกัน ปลาดุกก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนได้อีกด้วยหรือ แล้วผมก็คิดต่อว่าปลาดุกที่นอนลอยในน้ำปลาร้ามันจะสอนอะไรเราได้
“เอ็งคิดว่าปลาดุกมันเต็มใจที่จะมานอนในนี้หรือเปล่า ?”
“?!?...” ผมฟังแล้วก็งง อยากจะถามลุงกลับเหมือนกันว่าลุงคิดว่าผมเต็มใจที่จะฟังลุงหรือเปล่า
“มันไม่เต็มใจที่จะมานอนในนี้หรอกแต่เพราะมันมาทำหน้าที่ของมัน หน้าที่ของมันคือทำให้น้ำพริกปลาร้าแลดูน่ากิน แต่เอ็งรู้หรือไม่ ว่าความอร่อยมันไม่ได้เกิดจากลำพังปลาดุกตัวใหญ่นี้ตัวเดียว มันยังมีปลาอีกหลายตัวที่ละลายอยู่ในน้ำปลาร้า ปลาที่เอ็งมองไม่เห็นนี่ล่ะ ที่ทำไห้อร่อย”
พูดจบลุงก็ตักเนื้อปลาดุกใส่ปาก เป็นคำสุดท้ายก่อนลุงจะวางถ้วยน้ำพริกปลาร้าลง ผมมองข้าวในจานก็หมดแล้ว ลุงก็ลุกจากโต๊ะอันเต็มไปด้วยปรัชญา พร้อมกับเรื่องเล่านิราศปลาดุกก็จบลง แต่เรื่องของผมยังไม่จบ เพราะผมยังไม่อิ่มผมนั่งกินต่อ...

ขณะที่ผมกำลังเพลินกับภาพอดีต กับภาพปลาดุกตัวเขื่อง กับรสชาติผ่านลิ้นที่ได้ลิ้มลอง อีกทั้งกลิ่นหอมน้ำพริกที่เป็นลมผ่านปลายจมูกผมออกไป กลับกลายเป็นภาพเดิมปัจจุบันทันทีที่มีเสียงฟ้าร้อง แสงฟ้าที่ฟาดเป็นเส้นสีลงเบื้องล่าง ที่มีสีของฟ้าหม่นมืดประดับเป็นฉากหลังให้ชัดเจน ผมตกใจจนตั้งสติได้และหลุดจากความเหม่อลอย จากกลิ่นน้ำพริกปลาร้าที่คำนึงถึง กลายเป็นกลิ่นอายดิน ที่ระอุขึ้นมาพร้อมสายฝนพรำจนตรึงจมูกอยู่พักใหญ่ และบัดนี้ร่างอันไร้ลมหายใจกำลังถูกเคลื่อนออกจากศาลา มุ่งตรงไปเวียนซ้ายรอบเมรุจนกระทั่งครบสามรอบ จากสายฝนพรำก็ค่อยๆแรงขึ้นเรื่อย จากดวงตาที่หล่อเยิ้มด้วยน้ำตาที่คลอเบ้าของญาติใกล้ชิด กลายเป็นสายน้ำตา ประหนึ่งดังว่าพวกเขารู้แล้วว่าร่างอันไร้ลมหายใจนี้กำลังจะจากไปอย่างถาวรด้วยเตาเผาศพขนาดใหญ่


ชายหนึ่งผู้ที่ผมนับถือนั้นนอนรอไฟแน่นิ่งอยู่ในโรงเหลี่ยม ผมพลันนึกถึงปรัชญาหนึ่งที่ลุงเคยเอ่ยให้ฟัง “ไม่มีสิ่งใดให้ความสุขแก่เราเท่ากับ การทำให้คนที่เรารักเป็นสุข” มันทำให้ผมรู้อะไรบางอย่าง การที่คนเราดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตตัวเองอยู่รอดนั้นเพื่ออะไร เพื่อตัวเองหรือเปล่า ก็อาจจะใช่แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด ยกเว้นเราไม่ได้รักใคร เราก็คงทำแต่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ชายผู้นี้ผู้ที่พาป้าผมมาส่งจนถึงฝั่งฟากแห่งความสุข มาถึงที่สบาย ลูกชายเรียนจบมีการมีงานทำ มีบ้านอยู่เป็นของตัวเอง ไม่ต้องอาศัยในแฟลตทหารอีกต่อไป ซึ่งพ่อผมเองก็สอนมาตลอดเวลาว่าสมบัติที่เป็นสิ่งของจับต้องได้ ในชีวิตนั้นไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับ “การมีที่ซุกหัวนอนดีๆ” แต่จะเอาดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเราพอใจแค่ไหนถึงเรียกว่าดี ฉะนั้นเมื่อเป็นดังนี้ผมคิดว่าผู้มีศักดิ์เป็นลุงของผมคงตายตาหลับ หลังจากที่ตัวทำในสิ่งที่ตัวเองปรารถนาเรียบร้อยแล้ว

สายฝนทวีความรุนแรงขึ้นทันทีที่ผู้เป็นประธานประชุมเพลิงนั้นต่อติดไฟในเตาเผาศพ ไฟค่อยๆแรงขึ้น ความร้อนค่อยๆชุมนุมรุมกันเข้ามาหาเชื้อไฟอันเป็นน้ำมันที่ไฟร้อนนั้นใฝ่หา และสายฝนก็ค่อยๆเริ่มกระโชกแรง เริ่มสาดเส้นสายจนกระเซ็นนำพาเอาความเย็นเข้าไปในเมรุ สายฝนนั้นแรงมากและครู่หนึ่งไฟฟ้าในบริเวณวัดก็ดับลง แต่เตาน้ำมันที่เผาศพนั้นยังคงลุกโชติช่วง และสายฝนก็ยังทวีความรุนแรงขึ้นอีก ปานจะตั้งใจดับไฟในเตาเผาศพนั้นให้จงได้

…ลุงจักรผู้มีอุดมการณ์ในการดำเนินชีวิตนั้นได้ดับสูญแล้ว
...สายฝนเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าหากแม้ทำให้ไฟนั้นดับสิ้นได้ ชีวิตที่ดับสิ้นแล้วในกองเพลิงนั้นก็ไม่อาจฟื้นตื่น
หลังจากไฟไหม้ร่างชายผู้จากไปอย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้นำพาอุดมการณ์อันมุ่งมั่นหนีหายจากไปด้วย ไฟนั้นรุกจนสายฝนนั้นแน่ใจว่าคงมิอาจดับไฟได้แล้ว ก็ค่อยๆซาลง และหยุดลงในที่สุด
ผมตัดใจและละสายตาที่จ้องเตาเผาศพ พลันหันหลังให้กลับเมรุ แล้วค่อยๆก้าวเดินออกไป...สายฝนเจ้าคงไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ว่าผู้ตายที่วายชนนั้นไม่ได้ ทำให้อุดมการณ์ดีๆ นั้นตายไปด้วย...

เรื่องสั้นเรื่องนี้ขออุทิศแก่ ร้อยตรีจักรทอง รุจิรางค์กูร

หลายครั้งกับการดำเนินชีวิตผมพบอะไรหลายอย่าง บางอย่างเป็นเครื่องอำนวย แต่บางอย่างก็เป็นอุปสรรค และทุกๆครั้งที่พบอุปสรรค สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งสอนเราได้เป็นอย่างดี และอุปสรรคบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องประสบด้วยตนเอง การมีประสบการณ์บางครั้งไม่จำเป็นต้องประสบด้วยตนเอง หากแต่คนรอบกายนั้นก็มีให้เห็นเยอะแยะมากมาย หากเรารอแต่สิ่งที่เกิดแต่กับตนเอง เราคงก้าวช้ากว่าคนอื่นหลายก้าว ฉะนั้นการรับฟังคนอื่นสอนใช่ว่าจะเสียเวลา กับเป็นประโยชน์เสียด้วยซ้ำ และบางครั้งเราก็อาจไม่ต้องรอใครสักคนมาสอนก็เป็นได้ สิ่งที่เราเห็นด้วยตาก็ถือเป็นการเรียนรู้เช่นกัน เรื่องบางเรื่องเราไม่ต้องรอให้เกิดกับตัวเองเสียก่อนถึงรู้ แต่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยดูประสบการณ์ของคนอื่น

หลังจากวันนั้นหลังสายฝนหยุดลงผมรู้ทันทีว่าผมได้อะไรจากการกินข้าวร่วมโต๊ะกับผู้ที่ขัดขวางการกินปลาดุกตัวเขื่อง...




 

Create Date : 04 กันยายน 2552    
Last Update : 11 กันยายน 2552 17:49:31 น.
Counter : 529 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

ศิลป์ใจ
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




******###@###*****
...เรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เลือกเรื่องเล็กๆที่เป็นช่องว่างของสังคม มา ตัด เสริม เติม แต่ง ซึ่งอาจเหลือความจริงเพียงน้อยนิด และเรื่องราวเหล่านี้อาจทำให้ใครหลายคนก้าวเข้าไปถึง ช่องว่างที่ใครหลายคนอาจไม่เคยเห็น...
*******************
*****###@###******
...งานเขียนใน Weblog นี้เป็นของ ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗...
*******************
Friends' blogs
[Add ศิลป์ใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.