Group Blog
 
All blogs
 
เรื่องสั้น : อุดมการณ์หลังฝนซา

***อุดมการณ์หลังฝนซา***

วันนี้เป็นวันเศร้าใจของใครหลายคน ที่อาลัยถึงผู้ที่ลมหายใจจากไปแล้วเหลือเพียงร่างไร้ลมปราณ นอนนิ่งอยู่ในโลงไม้สี่เหลี่ยม ชายผู้นี้คือชายชาติทหารผู้รับใช้ชาติมาตลอดชีวิต เวลาบ่ายสามโมงเย็นของช่วงเวลาเดือนหก แดดยังส่องสว่างจ้าเป็นแสงแสดแยงตาผู้คนที่นั่งฟังเทศน์ หลายคน มากสายตาต่างจับจ้องไปที่ รูปของชายผู้วายชน บ้างมองไปที่พระผู้ตรัสคำเทศนา หลากตาแลไปที่โรงไม้สี่เหลี่ยมที่ตั้งสูงตระหง่าน และตัวผมเองนั้นสนใจสิ่งหนึ่งที่กำลังจะเป็นเครื่องทำลายร่างของผู้ที่ป้าของผมรักมากที่สุด ผมมองไปด้านบนเมรุ ที่ทำได้เรียบง่ายมากๆ ไม่เหลือแม้ร่องรอยศิลปะความเป็นไทย มองดูแล้วเหมือนโรงเลี้ยงช้าง แต่ด้านบนของเมรุนั้นตั้งเตาเผาศพชนิดน้ำมัน ราคาสามล้านบาท มันแพงพอสมควรแต่มันเหมาะสมแล้วหรือไม่ที่จะเผาร่างชายผู้นี้

ในฐานะหลานผมเอ่ยนามชายผู้วายชนจนติดปากว่า “ลุงจักร” ในช่วงเวลาที่ลุงจักรของผมยังมีลมหายใจผมเคยมีโอกาสได้ใกล้ชิด จนรู้ถึงการกระทำที่ผมคิดว่าแปลก ผมเองเป็นเด็กต่างจังหวัดไม่ค่อยได้เข้ามาเห็นสภาพความเป็นเมืองหลวงเท่าไรนัก จึงทำให้ผมไม่รู้จักสถานที่เท่าไรนัก จำได้เพียงแต่ว่าตอนนั้นเข้ามาอยู่กับลุงที่แฟลททหารแถวๆสนามเป้า ไม่ไกลจากอนุสาวรีฯมากนัก วันแรกตอนเข้าไปอยู่ก็แปลกใจ ป้าก็สั่งว่ามาถึงแล้วให้เข้ามาเลย ให้เดินเหมือนคนที่อาศัยอยู่ในแฟลทแห่งนี้ ผมไม่รู้หรอกครับว่าคนที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้เขาเดินกันท่าไหน แต่คงเดินไม่เหมือนคนต่างจังหวัดอย่างผมเป็นแน่ พอผมมาถึงผมก็ทำเดินหน้ามึนเข้าไปไม่มองซ้ายไม่มองขวา มีทหารยืนอยู่หน้าป้อมสองคน ก็ไม่ได้ซักถามสิ่งใด ผมไม่อยากจะเชื่อว่าการทำหน้ามึนมันจะได้ผล ก่อนหน้านี้ผมจำได้ดีผมเคยมาแล้วครั้งหนึ่งครั้งนั้นต้องแรกบัตรเข้า แต่วิธีนี้ที่ป้าบอกมันได้ผลดีจริงๆ ในขณะที่เดินเข้าไปมีผู้คนมากมายเดินสวนทางผมออกมา ผมไม่ได้มองหน้าเขาเหล่านั้น แต่กลับสนใจเพียงขาสองข้างที่ก้าวเดิน มองดูแล้วก็เดินไม่ได้ต่างอะไรจากผมเลยแม้แต่นิด หรืออาจเป็นไปได้ว่าเราเดินเหมือนคนกรุงเทพก็เป็นได้

เมื่อเข้าไปถึงวันแรก และเป็นคืนแรกที่ผมต้องนอนอยู่ที่นี่ ตอนนั้นก็เย็นมากแล้วครับ ป้าบอกให้ผมไปอาบน้ำ แล้วป้าก็จัดแจงเตรียมตั้งโต๊ะ สำรับข้าวถูกยกมาวางเรียบร้อย รอผมมากินเพียงอย่างเดียว เป็นครั้งแรกในชีวิตเห็นจะได้ครับ ที่มีคนหาข้าวหาปลา จัดสำรับให้กิน ผมอาบน้ำเสร็จเดินมานั่งที่โต๊ะ นั่งพิจารณากับข้าวคนกรุงอยู่พักหนึ่ง ดูแล้วก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่แปลกใจที่ทำไมน้ำพริกปลาร้า ปลาดุกตัวมันใหญ่ล้นถ้วยแบบนั้น หากเป็นที่บ้านผมล่ะก็ บี้จนเนื้อปลาดุกละลายเป็นเนื้อเดียวกับน้ำปลาร้า ปลาทูก็หัวและหางยาวเลยจาน ขณะที่ผมเพลินกับการพิจารณาอาหารที่รอผ่านท้องของผมอยู่นั้น ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่ง เดินมานั่งที่ด้านตรงข้าม ผมเงยหน้ามอง เขาคือลุงจักรของผมนั่นเองซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยเจอเขาแล้ว เขาเคยไปเที่ยวบ้านผมที่สระบุรี
“สวัสดีครับลุง” ผมพูดพรางยกมือไหว้
“เออๆ สวัสดีๆ ตามสบายนะคิดว่าเป็นบ้านตัวเอง…”
ผมยิ้มรับพลางคิดในใจ ว่าที่นี่ไม่เหมือนบ้านที่นี่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ไม่มีน้องสาว มันเรียกว่าบ้านไม่ได้เป็นแน่
“เป็นยังไงบ้างสบายดีหรือป่าว”
“สบายดีครับ”
“กินข้าวได้เลยไม่ต้องรอป้าเอ็งหรอก ป้าเอ็งต้องรอให้แมวกินก่อน”

ผมฟังแล้วก็มองหน้าลุง ลุงคงหมายถึงป้าต้องไปขุนข้าวแมวที่เลี้ยงไว้กว่าสามสิบตัวก่อน ลุงพูดจบก็ลงมือกินข้าว ขณะที่กินไปก็คุยไป เรื่องที่คุยก็แปลกๆ ลุงจักรเริ่มพูดถึงเรื่องการเมือง คงเพราะเขาเป็นทหาร เมื่อเปลี่ยนเรื่องก็พูดถึงเรื่องการใช้ชีวิต พูดง่ายๆคือลุงเขาสอนผม แต่ลุงไม่ได้เป็นครูทำไมชอบสอน ลุงเป็นทหารแต่จะว่าไปแล้วทหารเป็นครูที่ดีก็ไม่เห็นจะแปลก คุยไปคุยมาผมกำลังเอื้อมมือไปตักน้ำพริกปลาร้า แต่ไม่ได้เจตนาจะตักน้ำพริกหรอกครับ ผมจะตักเนื้อปลาดุก ตัวมันใหญ่ล่อใจเหลือเกิน แต่ก็ไม่ทันได้ตัก ลุงก็ยกสำรับหนี ผมมองหน้าลุงพลางคิดในใจ แค่กินเนื้อปลาดุกแค่นี้ทำไมต้องหวงด้วย แต่ครู่หนึ่งลุงก็ชี้ให้ดูบนพื้นโต๊ะ
“เอ็งดูนี่...”
ผมมองลงไปที่พื้นโต๊ะใต้กระจกใสนั้น มีกระดาษสอดอยู่มากมาย มองดูแล้วเหมือนถูกตัดมากจากหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็นิตยสาร บนแผ่นกระดาษนั้นมีปรัชญาการดำรงชีวิตมากมายลุงบอกกับผมว่าถ้าว่างก็ลองอ่านดู
ลุงผมวางสำรับลงแล้วพูดต่อ ผมไม่ได้สนใจหรอกครับว่าลุงจักรพูดอะไร ผมมองปลาดุกที่นอนลอยอยู่ในน้ำปลาร้าอีกครั้ง และก็หมายใจว่าจะตักมันกินให้จงได้ แต่ขณะที่เอื้อมมือออกไป เอาอีกแล้วครับคราวนี้ลุงไม่ได้ยกสำรับ แต่ลุงยกถ้วยปลาร้าขึ้น

“เอ็งลองดูปลาดุกตัวนี้สิ…” ลุงพูดพลางใช้ปลายช้อนยาวชี้
ขณะนั้นผมก็กินข้าวไปได้ไม่กี่คำ แต่รู้สึกว่าลุงจะกินไปหลายคำแล้วเพราะลุงเล่นกินไปด้วยสอนไปด้วย บางครั้งรู้สึกอยากกินข้าวให้อิ่มก่อน ก็รู้สึกว่าลุงกินไปบ่นไป ก็ว่าได้
“เอ็งลองดูปลาดุกตัวนี้สิ…เอ็งคิดว่ามันสอนอะไรเอ็งบ้าง”
ผมได้ยินดังนั้นก็คิดในใจ นี่จากทหารจะเป็นครูด้วยไปในเวลาเดียวกัน ปลาดุกก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนได้อีกด้วยหรือ แล้วผมก็คิดต่อว่าปลาดุกที่นอนลอยในน้ำปลาร้ามันจะสอนอะไรเราได้
“เอ็งคิดว่าปลาดุกมันเต็มใจที่จะมานอนในนี้หรือเปล่า ?”
“?!?...” ผมฟังแล้วก็งง อยากจะถามลุงกลับเหมือนกันว่าลุงคิดว่าผมเต็มใจที่จะฟังลุงหรือเปล่า
“มันไม่เต็มใจที่จะมานอนในนี้หรอกแต่เพราะมันมาทำหน้าที่ของมัน หน้าที่ของมันคือทำให้น้ำพริกปลาร้าแลดูน่ากิน แต่เอ็งรู้หรือไม่ ว่าความอร่อยมันไม่ได้เกิดจากลำพังปลาดุกตัวใหญ่นี้ตัวเดียว มันยังมีปลาอีกหลายตัวที่ละลายอยู่ในน้ำปลาร้า ปลาที่เอ็งมองไม่เห็นนี่ล่ะ ที่ทำไห้อร่อย”
พูดจบลุงก็ตักเนื้อปลาดุกใส่ปาก เป็นคำสุดท้ายก่อนลุงจะวางถ้วยน้ำพริกปลาร้าลง ผมมองข้าวในจานก็หมดแล้ว ลุงก็ลุกจากโต๊ะอันเต็มไปด้วยปรัชญา พร้อมกับเรื่องเล่านิราศปลาดุกก็จบลง แต่เรื่องของผมยังไม่จบ เพราะผมยังไม่อิ่มผมนั่งกินต่อ...

ขณะที่ผมกำลังเพลินกับภาพอดีต กับภาพปลาดุกตัวเขื่อง กับรสชาติผ่านลิ้นที่ได้ลิ้มลอง อีกทั้งกลิ่นหอมน้ำพริกที่เป็นลมผ่านปลายจมูกผมออกไป กลับกลายเป็นภาพเดิมปัจจุบันทันทีที่มีเสียงฟ้าร้อง แสงฟ้าที่ฟาดเป็นเส้นสีลงเบื้องล่าง ที่มีสีของฟ้าหม่นมืดประดับเป็นฉากหลังให้ชัดเจน ผมตกใจจนตั้งสติได้และหลุดจากความเหม่อลอย จากกลิ่นน้ำพริกปลาร้าที่คำนึงถึง กลายเป็นกลิ่นอายดิน ที่ระอุขึ้นมาพร้อมสายฝนพรำจนตรึงจมูกอยู่พักใหญ่ และบัดนี้ร่างอันไร้ลมหายใจกำลังถูกเคลื่อนออกจากศาลา มุ่งตรงไปเวียนซ้ายรอบเมรุจนกระทั่งครบสามรอบ จากสายฝนพรำก็ค่อยๆแรงขึ้นเรื่อย จากดวงตาที่หล่อเยิ้มด้วยน้ำตาที่คลอเบ้าของญาติใกล้ชิด กลายเป็นสายน้ำตา ประหนึ่งดังว่าพวกเขารู้แล้วว่าร่างอันไร้ลมหายใจนี้กำลังจะจากไปอย่างถาวรด้วยเตาเผาศพขนาดใหญ่


ชายหนึ่งผู้ที่ผมนับถือนั้นนอนรอไฟแน่นิ่งอยู่ในโรงเหลี่ยม ผมพลันนึกถึงปรัชญาหนึ่งที่ลุงเคยเอ่ยให้ฟัง “ไม่มีสิ่งใดให้ความสุขแก่เราเท่ากับ การทำให้คนที่เรารักเป็นสุข” มันทำให้ผมรู้อะไรบางอย่าง การที่คนเราดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตตัวเองอยู่รอดนั้นเพื่ออะไร เพื่อตัวเองหรือเปล่า ก็อาจจะใช่แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด ยกเว้นเราไม่ได้รักใคร เราก็คงทำแต่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ชายผู้นี้ผู้ที่พาป้าผมมาส่งจนถึงฝั่งฟากแห่งความสุข มาถึงที่สบาย ลูกชายเรียนจบมีการมีงานทำ มีบ้านอยู่เป็นของตัวเอง ไม่ต้องอาศัยในแฟลตทหารอีกต่อไป ซึ่งพ่อผมเองก็สอนมาตลอดเวลาว่าสมบัติที่เป็นสิ่งของจับต้องได้ ในชีวิตนั้นไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับ “การมีที่ซุกหัวนอนดีๆ” แต่จะเอาดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเราพอใจแค่ไหนถึงเรียกว่าดี ฉะนั้นเมื่อเป็นดังนี้ผมคิดว่าผู้มีศักดิ์เป็นลุงของผมคงตายตาหลับ หลังจากที่ตัวทำในสิ่งที่ตัวเองปรารถนาเรียบร้อยแล้ว

สายฝนทวีความรุนแรงขึ้นทันทีที่ผู้เป็นประธานประชุมเพลิงนั้นต่อติดไฟในเตาเผาศพ ไฟค่อยๆแรงขึ้น ความร้อนค่อยๆชุมนุมรุมกันเข้ามาหาเชื้อไฟอันเป็นน้ำมันที่ไฟร้อนนั้นใฝ่หา และสายฝนก็ค่อยๆเริ่มกระโชกแรง เริ่มสาดเส้นสายจนกระเซ็นนำพาเอาความเย็นเข้าไปในเมรุ สายฝนนั้นแรงมากและครู่หนึ่งไฟฟ้าในบริเวณวัดก็ดับลง แต่เตาน้ำมันที่เผาศพนั้นยังคงลุกโชติช่วง และสายฝนก็ยังทวีความรุนแรงขึ้นอีก ปานจะตั้งใจดับไฟในเตาเผาศพนั้นให้จงได้

…ลุงจักรผู้มีอุดมการณ์ในการดำเนินชีวิตนั้นได้ดับสูญแล้ว
...สายฝนเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าหากแม้ทำให้ไฟนั้นดับสิ้นได้ ชีวิตที่ดับสิ้นแล้วในกองเพลิงนั้นก็ไม่อาจฟื้นตื่น
หลังจากไฟไหม้ร่างชายผู้จากไปอย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้นำพาอุดมการณ์อันมุ่งมั่นหนีหายจากไปด้วย ไฟนั้นรุกจนสายฝนนั้นแน่ใจว่าคงมิอาจดับไฟได้แล้ว ก็ค่อยๆซาลง และหยุดลงในที่สุด
ผมตัดใจและละสายตาที่จ้องเตาเผาศพ พลันหันหลังให้กลับเมรุ แล้วค่อยๆก้าวเดินออกไป...สายฝนเจ้าคงไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ว่าผู้ตายที่วายชนนั้นไม่ได้ ทำให้อุดมการณ์ดีๆ นั้นตายไปด้วย...

เรื่องสั้นเรื่องนี้ขออุทิศแก่ ร้อยตรีจักรทอง รุจิรางค์กูร

หลายครั้งกับการดำเนินชีวิตผมพบอะไรหลายอย่าง บางอย่างเป็นเครื่องอำนวย แต่บางอย่างก็เป็นอุปสรรค และทุกๆครั้งที่พบอุปสรรค สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งสอนเราได้เป็นอย่างดี และอุปสรรคบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องประสบด้วยตนเอง การมีประสบการณ์บางครั้งไม่จำเป็นต้องประสบด้วยตนเอง หากแต่คนรอบกายนั้นก็มีให้เห็นเยอะแยะมากมาย หากเรารอแต่สิ่งที่เกิดแต่กับตนเอง เราคงก้าวช้ากว่าคนอื่นหลายก้าว ฉะนั้นการรับฟังคนอื่นสอนใช่ว่าจะเสียเวลา กับเป็นประโยชน์เสียด้วยซ้ำ และบางครั้งเราก็อาจไม่ต้องรอใครสักคนมาสอนก็เป็นได้ สิ่งที่เราเห็นด้วยตาก็ถือเป็นการเรียนรู้เช่นกัน เรื่องบางเรื่องเราไม่ต้องรอให้เกิดกับตัวเองเสียก่อนถึงรู้ แต่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยดูประสบการณ์ของคนอื่น

หลังจากวันนั้นหลังสายฝนหยุดลงผมรู้ทันทีว่าผมได้อะไรจากการกินข้าวร่วมโต๊ะกับผู้ที่ขัดขวางการกินปลาดุกตัวเขื่อง...




Create Date : 04 กันยายน 2552
Last Update : 11 กันยายน 2552 17:49:31 น. 9 comments
Counter : 518 Pageviews.

 
when you are alone
sometime, when your heart break
who is the curer for you...
you always, in some moment of your
life.. stay alone and feeling lonely even
peoples are around you; friend, family even lover
but deep in your heart you still felt like something in your life
is gone, you scream for help, for love and for many thing that you want
but...saden that their is no one there for you, why don't you go to "GOD"
ask he for help believe me you will find the ways out and be ready for miracal
to happen into your life as it does happen to me


โดย: da IP: 124.120.10.116 วันที่: 5 กันยายน 2552 เวลา:0:38:31 น.  

 
Ok..ใช้ได้..อ่านแรก ๆ ก้องง ๆ ...อ่านมาเรื่อย ๆ ก็ดี...ไม่เป็นไรถึงตัวเขาไม่อยู่..แต่เขายังจะอยู่ในใจในความทรงจำตลอดไป.....อิน..ไปม๊ะ...สู้ ๆ จ๊ะ


โดย: ความจำสั้น..แต่รักฉันยาว...^_^ IP: 19.232.204.152, 136.8.1.100 วันที่: 12 กันยายน 2552 เวลา:14:28:32 น.  

 
แวะไปอ่านคอมเม้นต์ของคุณ ในบล็อกของคนอื่นมานะครับ แบบว่าสนใจอยากให้คุณดูงานของผมหน่อย คุณวิจารณ์ได้ละเอียดโดนใจดี

http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W8425652/W8425652.html


โดย: doctorwar IP: 192.168.1.121, 124.157.238.97 วันที่: 13 ตุลาคม 2552 เวลา:16:37:54 น.  

 
รอคุณศิลป์ใจอยู่นานไม่มาสะทีกะเลยต้องมาหาเองเลยครับ ตอนนี้ผมลงเรื่องสั้นผีๆเป็นเรื่องที่สองแล้วครับ อยากให้คุณศิลป์ใจช่วยดูเพราะผมเองก็ได้อิทธิพลจากคุณมาเยอะเหมือนกัน ชอบงานเขียนที่ให้แง่คิดในชีวิตของคุณครับ งานของผมแม้เป็นเรื่องผีๆแต่ผมพยายามใส่สาระแบบของคุณลงไปด้วย

เรื่องสั้นผีๆ ปลูกฝักในป่าช้า วิญญาณอันพอเพียง
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W8462512/W8462512.html


โดย: คุณหมอเถื่อน IP: 114.128.40.114 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2552 เวลา:23:41:26 น.  

 
ได้ข่าวไม่ได้กรอง จากสาวน้อยคนหนึ่งว่า
สินจัยของพี่จะบวชก่อนเบียด
ขออนุโมทนาสาธุกับน้อง
ขอให้ไปดี มาดี
คือ
ไปดี ไปเป็นพระที่ดี บวชแล้วได้รับความสงบ เข้าใจในโลก สว่างแจ้งในธรรม
มาดี คือ เมื่อสึกแล้วกลับมาเป็นฆราวาสที่ดีมีธรรมะในหัวใจจ้า


โดย: pumpond วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:21:26:48 น.  

 
อืม เม้นแล้วค่อยขึ้นไปอ่าน
เคยอ่านที่ไหนน๊า เขาเขียนว่า

เวลาคนเกิด ทารกร้องไห้ แต่คนรอบข้างยิ้ม
เวลาคนตาย ศพยิ้ม แต่คนรอบข้างร้องไห้

ปลาดุกได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว และแม้ว่าจะไม่มีปลาดุกก็ยังมีปลาอีกมากมายที่เรามองไม่เห็น ที่ทำให้โลกนี้สวยงาม

ปล. สินจัย เขียนได้ดี แต่ไม่มีดาวให้นะ เพราะว่าดาวมันอยู่ที่นี่เต็มอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้


โดย: pumpond วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:21:35:14 น.  

 
สวัสดีตอนสายๆค่ะผู้ใหญ่
ตื่นมารับอากาศบริสุทธิ์ แล้วดื่มน้ำสักแก้ว
รับกับวันใหม่ ด้วยใจชื่นบานนะคะ



แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 4 กันยายน 2553 เวลา:10:28:16 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ค่ะ

เขียนเรื่องใหม่ๆให้อ่านบ้างจิ



แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 18 มกราคม 2554 เวลา:22:29:10 น.  

 
เป็นกำลังใจให้สินใจในการตามหาความฝันนะ
พูมีเวลาน้อยจึงไม่ได้อ่านเรื่องที่ลงเขียนทั้งหมด
ช่วงนี้พูไม่ค่อยได้เล่นเน็ต กำลังยุ่งหลายอย่าง
ค่อยๆ ทำทีละน้อย ทำอย่างมีความสุข โชคดีจ้า


โดย: pumpond วันที่: 24 มีนาคม 2554 เวลา:18:35:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ศิลป์ใจ
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




******###@###*****
...เรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เลือกเรื่องเล็กๆที่เป็นช่องว่างของสังคม มา ตัด เสริม เติม แต่ง ซึ่งอาจเหลือความจริงเพียงน้อยนิด และเรื่องราวเหล่านี้อาจทำให้ใครหลายคนก้าวเข้าไปถึง ช่องว่างที่ใครหลายคนอาจไม่เคยเห็น...
*******************
*****###@###******
...งานเขียนใน Weblog นี้เป็นของ ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗...
*******************
Friends' blogs
[Add ศิลป์ใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.