Group Blog
 
All blogs
 

สำหรับเมืองไทยชีวิตเธอเหมือนไร้ค่า

เมื่อวานฉันขับรถพาลูกไปส่งที่ Tüv เพื่อสอบขับรถอีกเป็นครั้งที่ 2
แล้วเธอก็สอบผ่าน ได้ใบขันขี่มาครองทันที
สอบขับรถเสร็จ เธอก็ไปโรงเรียน เรียนต่อ
แม้จะอยู่ในฐานะ ผู้ทุพพลภาพ แต่ฉันไม่เคยสอนให้ลูกงอมืองอเท้า
คอยพึ่งพารับสวัสดิการเท่านั้น

(อยากฝากไปถึงคนเยอรมันเลือดผสมไทย ที่ไล่ลูกฉันกลับไปอยู่เมืองไทย
ว่า ถ้าเดือดร้อนใจนักหนา ที่ลูกฉันอยู่ใช้สวัสดิการที่นี่
ปีนี้เยอรมันมีเลือกตั้งใหญ่ เพื่อเลือกหัวหน้ารัฐบาลใหม่นะ
แนะนำให้ กาเลือกพรรค AFD พรรคเดียวเลย
ลูกฉันยังคงถือวีซ่า อาจจะต้องระเห็ดกลับไทยก็ได้
ถ้าหากว่าพรรค AFD ได้เป็นรัฐบาล)
อ่อ แค่ค่าทำใบขับขี่ของลูก 3 พันกว่ายูโรนี่
ไม่ได้ใช้เงินสวัสดิการของรัฐนะ ขอบอก

จากนั้นช่วงบ่าย ฉันได้รับโทรศัพท์จากหมอเจ้าของโรคของลูก
บอกว่าอยากพบฉันกับลูกเพื่อพูดคุย เรื่องแนวทางการรักษา
ฉันแอบทึ่ง กับการทำงานของหมอที่นี่จริงๆ
ว่าช่างใส่ใจต่อผู้ป่วยไม่เลือกว่า เป็นคนเชื้อชาติไหนจริงๆ
และจริงๆ หมอคนนี้ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของไข้ของลูกโดยตรงแล้ว
เพราะตอนลูกมาอยู่เยอรมันปีแรก อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ
จึงต้องพบหมอคนนี้ที่ประจำอยู่แผนกหมอเด็ก
พอลูกอายุ 18 ก็ย้าย มารักษากับหมอสำหรับผู้ใหญ่
นี่ก็ 3 ปีผ่านไปแล้ว แต่หมอคนนี้ก็ยังคงติดตาม
ฉันให้สามีโทรกลับ เพราะหมอพูดเยอรมันถนัดกว่า
สามีคุยกับหมอแล้วบอกว่า เป็นเรื่องแนวทางการรักษาใหม่
และที่สำคัญ ฉันจะต้องไป และบางทีอาจต้องเจาะเลือดฉันด้วย
ให้ฉันเตรียมร่างกายให้พร้อม

วันนี้ลูกไปเรียนช่วงเช้า และช่วงบ่ายต้องไปรับการรักษา
(เติมเลือด) ตามปรกติทุกๆ 3 สัปดาห์
ซึ่งการรักษาในปัจจุบันนี้ คือ เติมเลือดกับกินยา 2-3 ชนิด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็จะมีการเปลี่ยนยาบ้าง
แต่ครั้งนี้ ลูกส่งข้อความมาบอกว่าหมอจะเปลี่ยนยาให้
แต่ลูกเห็นราคายาแพงมากๆ
เลยกังวลว่า เราจะจ่ายได้หรือเปล่า
ปรกติที่ผ่านมา เมื่อได้ใบสั่งยา เราก็ต้องไปซื้อกับร้าน
แต่ละครั้งประมาณ 3-400 ยูโร
ถึงแม้จะเบิกคืนได้ จากประกันและสวัสดิการครอบครัวราชการ
แต่เราก็ต้องสำรองเงินเราจ่ายไปก่อน
กว่าจะส่งบิลเบิกคืนได้ก็หลายวัน
ซึ่งถ้าเดือนละ 3-400 ยูโรมันก็ไม่มีปัญหา
แต่พอเห็นค่ายาตัวใหม่นี้ ถึงกับร้อนขึ้นมาทันที
3 พันกว่ายูโร ต่อ 45 วัน
คราวนี้จะทำอย่างไรกัน ยังไม่รู้เลย

อ่ะ เดี๋ยวจะว่าฉันโง่ ดูตัวเลขผิดอีก




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2560 22:59:51 น.
Counter : 316 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เดี๋ยวตกรถไฟ

สุขสันต์ในวันแห่งความรัก



และก็อยากฝากข้อคิดให้ใครที่ชอบคิด "เผือก" กับชีวิตคนอื่น



ชอบรู้เรื่องชีวิตของผู้อื่นนั้นไม่ผิด
แต่ควรรู้เพื่อเก็บมาคิด พัฒนาชีวิตตัวเอง
ถ้าเห็นขีวิตเขาดี ก็ต้องพิจารณาว่า เพราะอะไร ทำไม
แต่ถ้าเห็นว่า ชีวิตเขาไม่ดีก็บอกตัวเองไว้ อย่าไปทำตามเขา
แค่นั้น ไม่ใช่กงการ ไปสอนเขา








 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2560 13:18:31 น.
Counter : 545 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

....

....



วันนี้ได้คุยกับญาติห่างๆ ในเมืองไทย

30 ปีที่ไม่เคยติดต่อกัน

ชีวิตมันตลกดี ที่ญาติสนิทไม่มีใครอยากคุยกับฉัน

แต่กับญาติห่างๆ ดีใจมากที่ได้มาเจอกันบนเฟสบุ๊ค

และเชื้อเชิญให้ฉันไปเที่ยวหา เวลาที่ฉันกลับเมืองไทย








 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2560 17:25:21 น.
Counter : 417 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Good bye Thailand

ที่เยอรมัน มีรายการทีวีที่ฉันชอบดูอยู่รายการหนึ่ง
ชื่อรายการว่า Good bye Deutschland.
เป็นรายการนำเสนอเรื่องราวการตัดสินใจ
ย้ายถิ่นฐานการอยู่อาศัยของคนเยอรมันไปอยู่ประเทศอื่น

ก็เลยหันมามองตัวเอง ว่าอย่างเรานี่ก็ต้องพูดว่า
Good bye Thailand สินะ
และก็ทำให้คิดได้ว่า คนเยอรมันก็สนใจ
การใช้ชีวิตของคนอื่นเหมือนกัน ถึงได้เกิดรายการแบบนี้
เหมือนๆ กับที่ คนไทยเองก็สนใจชีวิตคนไทยในต่างแดน
แต่ไม่ยักกะ ทำเป็นรายการ Good bye Thailand
ออกทีวี อย่างที่เยอรมันบ้าง
ทั้งๆ ที่มีคนสงสัยเยอะมาก เห็นมาตั้งกระทู้ถามกันบ่อยๆ
โดยเฉพาะ ประเด็นว่า คิดยังไงถึงตัดสินใจอยู่เมืองนอก

พอเราบอกเหตุผล ก็ดันมีคนไม่พอใจ
มากระแนะกระแหน เสียดสี รับประทานดัน เข้าให้อีก
เพิ่งรู้นะ ว่าเดี๋ยวนี้ ภาษาไทย คำว่า ส.ใส่เกือก คือคำหยาบ
นี่ถ้าฉันใช่คำว่า เผือก ก็คงไม่โดนลงโทษสินะ

ฉันมีความรู้สึกว่า มีคนเกลียดฉันมากเลย
เวลาที่ฉันโพสถึงชีวิตความเป็นอยู่ของฉันในประเทศเยอรมัน
ทั้งๆ ที่ฉันเขียนจากมุมมองของการใช้ชีวิตของฉัน
ก็ไม่เข้าใจว่า มันไปทำความเดือดร้อนใจให้ใครนักหนา

ฉันต้องคร่ำครวญว่า ฉันหลงผิดที่แต่งงานกับสามีเยอรมัน
เขาเลว เขาไม่ดี เขาไม่มีความรักต่อฉัน
ทำให้ฉันต้องตะเกียกตะกาย ออกหางานทำ คร่ำเคร่งเรียนภาษา
ฉันไม่มีความสุข ฉันทุกข์แสนสาหัส แต่ต้องอดทนอยู่เหนื่อยยาก
ฝากถึงผู้หญิงไทยที่อยากได้สามีฝรั่งทั้งหลาย
ว่าให้ดูชีวิตฉันเป็นตัวอย่าง อย่าฝันว่ามีสามีฝรั่ง
แล้วจะสบาย อย่างนั้นรึ ที่คนไทยชอบที่จะอ่านกัน

ส่วนคนไทยในเยอรมันเอง นี่เป็นอะไรคะ
เห็นคนไทยอย่างฉัน ไม่คิด ไม่ทำอย่างคุณ เป็นอันต้องร้อน
เทียวแขวะ เทียวค่อนขอด กระแนะ กระแหน

สามีฉันว่า คนไทยที่นี่ น่าจะดีใจมากกว่า
ที่ฉันไม่ไปแย่งงานพวกคุณทำ
มิหนำซ้ำ ฉันนี่แหละที่สนับสนุนพวกคุณทำมาหากิน
ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่า พวกคุณคนไทยหลายคน ทำธุรกิจเลี่ยงภาษี
หลายคนขายสินค้าไทยโดยไม่เปิดบัญชี
ซึ่ง สามีฉันก็ติง ว่านั่นเท่ากับเลี่ยงภาษีนะ แต่ฉันก็ยังคงอุดหนุน
สามีเลยว่าฉัน ว่าฉันสนับสนุนคนเลี่ยงภาษี
เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ด่าคุณนะ







 

Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2560 15:44:20 น.
Counter : 519 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  

Free-Lance Journalist
Location :
Germany

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




ชีวิตไม่สวยใส โปรไฟล์ไม่เริ่ดหรู แต่ถ้าคุณอยากรู้ ก็จะบอก
ฉันเป็นคนบ้านนอก เกิดที่จังหวัดสระบุรี(เลี้ยวซ้าย) เกิดกับหมอตำแย ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ปัจจุบัน จมอยู่ใต้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
พ่อแม่มีอาชีพทำไร่ทำนา ได้รับการศึกษาแค่ชั้นประถม 4 จากโรงเรียนที่มีครูสอนแค่ 2 คน เด็กนักเรียนมี 70-80 คน จบชั้น ป.4 ก็ต้องไปเรียนต่อชั้น ป.5 กับโรงเรียนที่ใหญ่กว่า ไกลขึ้น ต้องนั่งรถสองแถวที่นานๆ มีสักคัน วิ่งฝ่าถนนลูกรัง กว่าจะถึงโรงเรียน ชุดนักเรียนของฉันก็มอมแมมไปด้วยฝุ่นแดงๆ
แต่ฉันก็ได้เรียนแค่ชั้น ป.5 เพราะ ผู้ใหญ่บอกว่า ลูกผู้หญิงเรียนไปทำไมเดี๋ยวก็ได้ผัว แต่ไม่เดี๋ยวสิ กว่าฉันจะได้ผัว อายุปาเข้าไปเกือบ 30 ซึ่งแต่ออกจากโรงเรียนกว่าจะได้ผัวก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงิน ระหว่างนี้ก็หาทางเรียนเอง โดยทางลัดที่เรียกว่า การศึกษาผู้ใหญ่ ตั้งแต่ระดับมัธยมต้น และมัธยมปลาย และสุดท้ายสูงสุดแค่ประกาศนียบัตรวิชาชีพจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา สู่เส้นทางการทำงานออฟฟิศตำแหน่ง staff ทั้งฝ่ายบุคคล ธุรการทั่วไป การเงิน การธนาคาร ผู้จัดการร้านค้าปลีก หลังแต่งงาน 2 ปีชีวิตคู่ล้มเหลว ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกคนเดียวซึ่งเป็นโรคทาลัสซีเมียต้องรักษาโดยให้เลือดมาตั้งแต่อายุ 4-5 เดือน จนกระทั่งมีฝรั่งมาขอแต่งงาน ตอนลูกฉันอายุ 12 ปี ปัจจุบันนี้ทั้งฉันและลูกอาศัยอยู่ประเทศเยอรมัน ถ้ายังอยากรู้ว่าชีวิตในปัจจุบันเป็นยังไง ก็ไปดูได้ที่เฟส อัพเดทตลอด เดี๋ยวจะหาว่าฉัน มโน
"ที่นี่
ขอบคุณ ผู้สนใจติดตาม
Friends' blogs
[Add Free-Lance Journalist's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.