Group Blog
 
All blogs
 
ราวกับได้เกิดใหม่ในเยอรมัน

เล่าไปก็เหมือนการ โอ้อวด ให้คนสมเพชว่า โชว์โง่
วันนี้ ยอมรับเลยว่า ฉันมาเขียนโชว์โง่จริงๆ
เมื่อวาน มีโอกาสได้ สัมผัสมือกับ Prof. Dr.
พอจะรู้เหมือนกันว่า ตำแหน่งนี้คือผู้จบการศึกษาปริญญาเอก
เป็นศาสตราจารย์ ฉันไม่อาจใช้คำว่าได้คุยกับศาสตราจารย์
เพราะฉันโง่ทั้งภาษาเยอรมันและอังกฤษ

ซึ่งเมื่อวาน ฉัน,สามี และลูกไปพบกับหมอที่โทรหาฉัน
ว่ามีเรื่องคุยเกี่ยวกับการรักษาโรคของลูก
ที่ MHH ซึ่งที่นี่ไม่ใช่ รพ.ปรกติธรรมดา
แต่เป็นสถาบันการเรียนการสอนเรียนนักศึกษาแพทย์
อยู่ในเมือง Hannover ถ้าเปรียบกับที่ไทย
ก็คล้ายๆ กับที่ รพ.รามาธิปดี
ซึ่งที่ รพ.รามาฯ นี้ฉันก็เคยพาลูกไปขอคำปรึกษา
เกี่ยวกับวิธีการรักษาแบบ สเต็มเซลล์ มาแล้ว
สรุปสั้นๆ แค่ ทำไม่ได้
ทำให้ฉัน หมดหวังและทำใจแล้วว่า
ลูกจะไม่มีวันหายจากโรค

วันที่หมอโทรมาขอนัดครอบครัวเราไปพูดคุย
เราก็คิดกันแต่เพียงว่า อาจจะเรื่องยาตัวใหม่
ที่ต้องใช้ ซึ่งราคาน่าตกใจ ตามที่เขียนไปในบล็อกก่อน
เราคิดว่าจะได้คุยกับหมอที่นัดเพียงคนเดียว
ก็รู้สึกแปลกใจ ที่พอเข้าไปในห้องทำงานของหมอ
นอกจากพบหมอที่เคยเป็นผู้ดูแลรักษาลูกครั้งแรก
ที่ลูกมาถึงเยอรมัน ก็มีอีกคนที่ฉันมองตรงอกเสื้อ
ปักชื่อและตำแหน่ง ว่า Prof. Dr.
สิ่งหนึ่งที่ขอบอกว่า แตกต่างมากกับ เมืองไทย
คนที่นี่ ไม่ว่าจะมีความรู้ มีการศึกษาสูงแค่ไหน
เขาก็ไม่คิดว่า พวกเขาเป็นนางฟ้า หรือเทพยดา

ทั้งหมอและศาสตราจารย์ ลุกขึ้นยืนเมื่อเราก้าวเข้าไปในห้อง
กล่าวทักทายและยื่นมือมาสัมผัสกับเราทุกคน
ก่อนจะเชื้อเชิญให้นั่ง และฉันก็แอบขำปนทึ่ง
ที่ศาสตราจารย์ขอนั่งเก้าอี้สำรองที่เป็นโต๊ะกลมๆ แข็งๆ
เริ่มคุย ศาสตราจารย์ให้เลือกว่าจะคุยอังกฤษหรือเยอรมัน
ฉันขอภาษาเยอรมัน เพราะสามีเองก็ไม่ได้เก่งอังกฤษ
(สามีบอกตอนหลัง ว่าขนาดคุยเยอรมันยังยากจะเข้าใจ)

ฉันนั่งฟังเข้าใจเพียงบางคำเท่านั้น
และคำที่ทำเอาฉันต้องตาโตอย่างตะลึงเมื่อสามีถามค่าใช้จ่าย
ด๊าส คอสเท๊ส ไอ มิโลน ออยโร
ประกันไม่จ่าย สวัสดิการ Beihilfe ไม่คุ้มครอง
แต่ คณะแพทย์เลือกที่จะทำการรักษาให้ลูกฉันเอง
สามีมาอธิบายให้ฉันฟังต่อมาว่า นี่เป็นการค้นพบ
วีธีรักษาแบบใหม่ ซึ่งดีกว่าเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกหรือสเต็มเซล 10 เท่า

ฉันแทบน้ำตาไหล นี่เขาให้ค่าชีวิตคน คนหนึ่งถึงขนาดนี้
ในขณะที่เมื่อนึกถึงเมืองไทย แม้แต่โครงการ 30 บาทก็จะยกเลิก
ทั้งหมอ ทั้งพยาบาลไทย เกลียดการรักษาผู้ป่วยโครงการ 30 บาท
ออกมาประท้วงขับไล่คนที่คิดทำโครงการ 30 บาท

เดี๋ยวบล็อกหน้า จะเล่าเรื่องการรับสวัสดิการ 30 บาท
ซึ่งลูกฉันได้เริ่มใช้ตอนอายุ 7-8 ขวบ จนถึง 16 ปี
ก่อนที่จะมาอยู่เยอรมัน ซึ่งก่อนหน้านั้นฉันจ่ายค่ารักษาเอง
เพราะลูกต้องรับการรักษาตั้งแต่เกิดมาได้ 4-5 เดือน


ทั้งฉันและสามีตื่นเต้นยินดีที่รู้ว่าลูกมีโอกาสหายจากโรคที่เป็น
ลูกจะไม่ต้องรับเลือดทุกๆ 3 สัปดาห์ ไม่ต้องกินยาขับเหล็กอีกต่อไป
ศจ. และหมอได้อธิบายถึงวิธีการบำบัดรักษา
ว่าลูกจะต้องอยู่โรงพยาบาล 4 สัปดาห์ และรับ คีโม
ผลกระทบคือ ลูกจะผมร่วงหมด และหมดโอกาสมีลูก เป็นหมัน
ตรงนี้ ทำเอาลูกสาวฉัน ร้องยี้ หน้างอง้ำ
คุณหมอหัวเราะขำๆ บอกว่าผมมันก็ขึ้นใหม่ จะเอาสีอะไรก็เลือกได้อีก
แต่ลูกก็ไม่ขำด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ฉันรู้สึกเสียใจ
ที่ลูกช่างไม่นึกถึงจิตใจ คนที่ทุ่มเททำงานเพื่อรักษาขีวิตเธอเลย
สรุป ฉันต้องมานั่งกลุ้มใจ เพราะการเตรียมตัวเข้าสู่ขั้นตอนบำบัด
การดำเนินเรื่องเอกสาร มีหลายขั้นตอนมากที่ฉันทำเองไม่ได้
คนที่ต้องเหนื่อยอีกครั้งใหญ่ คือ สามี ในขณะที่ลูกไม่มีสีหน้ายินดี ซะงั้น






Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2560 16:52:19 น. 0 comments
Counter : 659 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Free-Lance Journalist
Location :
Germany

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




ชีวิตไม่สวยใส โปรไฟล์ไม่เริ่ดหรู แต่ถ้าคุณอยากรู้ ก็จะบอก
ฉันเป็นคนบ้านนอก เกิดที่จังหวัดสระบุรี(เลี้ยวซ้าย) เกิดกับหมอตำแย ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ปัจจุบัน จมอยู่ใต้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
พ่อแม่มีอาชีพทำไร่ทำนา ได้รับการศึกษาแค่ชั้นประถม 4 จากโรงเรียนที่มีครูสอนแค่ 2 คน เด็กนักเรียนมี 70-80 คน จบชั้น ป.4 ก็ต้องไปเรียนต่อชั้น ป.5 กับโรงเรียนที่ใหญ่กว่า ไกลขึ้น ต้องนั่งรถสองแถวที่นานๆ มีสักคัน วิ่งฝ่าถนนลูกรัง กว่าจะถึงโรงเรียน ชุดนักเรียนของฉันก็มอมแมมไปด้วยฝุ่นแดงๆ
แต่ฉันก็ได้เรียนแค่ชั้น ป.5 เพราะ ผู้ใหญ่บอกว่า ลูกผู้หญิงเรียนไปทำไมเดี๋ยวก็ได้ผัว แต่ไม่เดี๋ยวสิ กว่าฉันจะได้ผัว อายุปาเข้าไปเกือบ 30 ซึ่งแต่ออกจากโรงเรียนกว่าจะได้ผัวก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงิน ระหว่างนี้ก็หาทางเรียนเอง โดยทางลัดที่เรียกว่า การศึกษาผู้ใหญ่ ตั้งแต่ระดับมัธยมต้น และมัธยมปลาย และสุดท้ายสูงสุดแค่ประกาศนียบัตรวิชาชีพจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา สู่เส้นทางการทำงานออฟฟิศตำแหน่ง staff ทั้งฝ่ายบุคคล ธุรการทั่วไป การเงิน การธนาคาร ผู้จัดการร้านค้าปลีก หลังแต่งงาน 2 ปีชีวิตคู่ล้มเหลว ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกคนเดียวซึ่งเป็นโรคทาลัสซีเมียต้องรักษาโดยให้เลือดมาตั้งแต่อายุ 4-5 เดือน จนกระทั่งมีฝรั่งมาขอแต่งงาน ตอนลูกฉันอายุ 12 ปี ปัจจุบันนี้ทั้งฉันและลูกอาศัยอยู่ประเทศเยอรมัน ถ้ายังอยากรู้ว่าชีวิตในปัจจุบันเป็นยังไง ก็ไปดูได้ที่เฟส อัพเดทตลอด เดี๋ยวจะหาว่าฉัน มโน
"ที่นี่
ขอบคุณ ผู้สนใจติดตาม
Friends' blogs
[Add Free-Lance Journalist's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.