We always love you, Roger Federer !
Group Blog
 
All Blogs
 

Fantastic Federer : The little satan on court.........2


มาเล่าเรื่อง the little satan on court. ต่อกันดีกว่า
ขาวีนประจำ TCOB

โรเจอร์เล่าว่า เวลาที่เขาไปแข่งขันในตอนที่ยังเป็นเด็ก ๆ นั้น พ่อกับแม่จะตามไปด้วยทุกครั้ง ทั้งสองคนจะเฝ้ามองเขาอยู่ เมื่อใดก็ตามที่เขาเริ่มระเบิดอารมณ์ออกมา พ่อกับแม่จะห้ามให้เขาหยุดทันที และมีบางครั้งเหมือนกันที่นอกจากจะไม่หยุดแล้ว เขายังเป็นฝ่ายสวนกลับไปด้วยว่า

"เงียบซะแล้วก็ไปหาอะไรดื่มกันเถอะ ผมอยากอยู่คนเดียว"

แต่เมื่อใดก็ตามทีเขาทำอย่างนั้น พ่อกับแม่จะไม่อดทกับเขาอีก แต่จะพาเขากลับบ้านทันที

"เรานั่งเงียบกันมาในรถ ไม่มีใครพูดอะไรกับผมเลย ทำยังกับผมเป็นตัวงี่เง่าอะไรสักตัวหนึ่งอย่างนั้นแหละ"



ถึงจะเป็นขาวีนประจำคลับมาตั้งแต่เด็ก แต่ Madeleine ผู้ดูแล TCOB ในเวลานั้นก็ยืนยันว่า โรเจอร์ไม่ใช่เด็กที่ร้ายกาจอะไรนัก เพียงแต่เจ้าอารมณ์มากไปหน่อยเท่านั้นเอง และชอบระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นคำพูดต่าง ๆ นา ๆ โดยเฉพาะเวลาพูดกับพ่อแม่

"ลินเน็ตเคยมาถามฉัน ถึงพฤติกรรมลูกชายของเธอ ซึ่งฉันก็บอกเธอไปว่า ไม่มีอะไรร้ายแรงนักหรอก เขาประฤติตัวดีเสมอเวลาที่อยู่กับฉัน ยังมีเด็กอีกตั้งเยอะที่ทำตัวแย่กว่าโรเจอร์ ที่ฉันต้องคอยควบคุมพฤติกรรมพวกนี้เอาไว้ ไม่ให้คลับเสียชื่อเสียงได้"

มีเรื่องใดบ้างไหม ที่โรเจอร์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยตั้งแต่เล็กจนโต

ต้องมีแน่นอน ถึงจะเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ขนาดไหน และไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เพียงใดก็ตาม แต่มีคำพูดประโยคหนึ่งที่โรเจอร์ไม่เคยพูดเลย ตั้งแต่ตอนที่เริ่มเล่นเทนนิสใหม่ ๆ ขนาดแพ้ 6-0,6-0 ก็เคยมาแล้ว จนกระทั่งขึ้นมาเป็นมือ 1 ของโลก ตกมาเป็นมือ 2 อย่างในปัจจุบัน ที่ปีนี้ผลงานทำเอาแฟนคลับใจหายไปตาม ๆ กัน ถึงอย่างนั้นโรเจอร์ก็ไม่เคยเลยที่จะพูดว่า
"I'm giving up."

Seppli Kacovski โค้ชในวัยเด็กของโรเจอร์ (ช่วงปี 1991-1994) เล่าว่า
ถึงแม้เขาจะโมโหโทโสสักเท่าใดก็ตาม แต่เขาก็ไม่เหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ ที่เวลาเล่นได้ไม่ดีก็จะระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยการขว้างแร็คเก็ต สบถถ้อยคำต่าง ๆ โมโหตัวเอง จากนั้นก็ตะโกนว่า

"I'm giving up - พอกันที ผมจะไม่เล่นเทนนิสอีกต่อไปแล้ว."

แต่โรเจอร์ไม่เคยพูดอย่างนั้นเลย เขาอาจจะโกรธ เขาอาจจะไม่ยอมรับว่า เขาแพ้ แต่ไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่เขาจะพูดออกมาว่า
"I'm giving up."



ในสายตาของโค้ช โรเจอร์ ต่างจากเด็ก ๆ คนอื่น ๆยังไงบ้าง

Seppli ยังเล่าต่อด้วยว่า โรเจอร์เป็นคนที่เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากประสบการณ์ตัวเองได้ดีมาก เช่นเมื่อเขาเกลียดการพ่ายแพ้ เขาก็จะหาข้อสรุปให้กับตัวเองว่า

"ถ้าผมไม่ต้องการที่จะเป็นผู้แพ้ ผมก็จะต้องซ้อมให้หนักมากขึ้นไปอีก"

ถ้าหากเขาชนะได้ด้วยคะแนน 6-1, 6-1 เขาก็จะคิดต่อไปว่า ทำอย่างไรเขาจึงจะชนะ 6-0,6-0

"นอกจากนี้แล้ว เขายังไม่เคยคิดว่า เขาซ้อมมากไปแล้วตอนนี้ ถึงแม้ว่าเราจะมีเวลาซ้อมกันเป็นช่วงเวลานาน ๆ และเขาก็ซ้อมหนักตลอดเวลา แต่เมื่อหมดช่วงเวลาของการฝึกซ้อม เขาก็ยังควงแร็คเก็ตไปตีลูกบอลอัดเข้ากับกำแพง หรือไปตระเวณหาคู่ซ้อมมืออยู่เสมอ และเขามักจะพูดออกมาว่า I'm going to be number one ! "

Seppli บอกว่า ไม่มีใครเชื่อหรอกว่า เขาจะทำได้จริง ๆ เพราะถึงแม้พวกเราจะเห็นกันอยู่ว่า เขาเป็นเด็กที่มีฝีมือ มีพรสวรรค์ที่จะกลายเป็นดาวอยู่ในวงการเทนนิสของสวิสเซอร์แลนด์ได้ก็จริง แต่ที่เขาพูดคือ เขาจะเป็นมือ 1 ของโลก เป็น World Number One นะ ที่สำคัญเขาไม่ได้เพิ่งจะมาพูดแบบนี้ตอนที่เขาอายุ 13 หรือ 14 ปี แต่มันเหมือนกับว่า เขามีเรื่องแบบนี้อยู่ในสมองมาตลอดและเขาก็พยายามที่จะทำมันให้สำเร็จขึ้นมาจนได้





 

Create Date : 02 ธันวาคม 2551    
Last Update : 4 ธันวาคม 2551 21:27:49 น.
Counter : 435 Pageviews.  

Fantastic Federer : The little Satan on court.


หนูน้อยโรเจอร์หัดเล่นปิงปองตอนอายุได้ 2 ขวบ



นอกจากจะเป็น Lausburb - เจ้าวายร้าย แล้ว โรเจอร์ในวัยเด็กยังมีฉายาว่าอะไรอีกหรือ

โค้ชของเฟดบางคนยังเคยเรียกเขาว่า " a Little Satan" เวลาที่เขาอยู่ในคอร์ท เพราะเขาสามารถที่จะขว้างแร็คเก็ต ตะโกน หรือว่าสบถออกมาได้ตลอดเวลา ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าเขาเป็นคนที่ไม่สามารถจะยอมรับความพ่ายแพ้ได้เลย

ครั้งหนึ่งตอนที่โรเจอร์อายุแค่ 11 ปี ในการแข่งขันเทนนิสรอบชิงชนะเลิศของรายการ Basel Junior Championships ในเมืองบาเซิล คู่ปรับหมายเลข 1 ของโรเจอร์ตอนนั้นคือ Danny Schnyder น้องชายของแพตตี้ ชนีเดอร์ นักเทนนิสหญิงระดับท๊อปอีกคนหนึ่งของสวิส แดนนี่เป็นมือ 1 และ
โรเจอร์เป็นมือ 2 ของรายการ ในกลุ่มผู้แข่งขันอายุต่ำกว่า 12 ปี การแข่งขันวันนั้นเข้าขั้นวิกฤติก็ว่าได้ เพราะทั้งคู่ต่างคนต่างก็ขว้างแร็คเก็ตกันให้ว่อนไปหมดเวลาตีลูกบอลไม่ได้อย่างใจ รวมทั้งตะโกนสบถกันดังลั่นคอร์ทไปหมด และต่างก็โดนแชร์ อัมไพร์เตือนด้วยกันทั้งคู่ ผู้ชมที่อยู่ในสนามต่างก็หวาดเสียว (กับแร็คเก็ตบิน) และขบขันเด็กทั้งสองไปด้วยในเวลาเดียวกัน

Madeleine ผู้ดูแล TCOB ในยุคนั้นเล่าว่า โรเจอร์ในวัยเด็กจะทนไม่ได้เลยหากคู่แข่งเล่นได้ดีกว่าเขาในแต้มสำคัญ ๆ เด็กชายมักจะบอกว่า "เฮอะ !!! โชคดีดิที่เล่นได้" หลายครั้งที่เธอต้องเป็นฝ่ายบอกเขาว่า "ฟังนะ ยังมีเด็กอีกตั้งหลายคนที่สามารถเล่นได้ดีเหมือนกันกับเธอ" เธอให้ความเห็นว่า เรื่องของเรื่องก็คือว่า โรเจอร์นั้นไม่ชอบที่จะต้องเป็นฝ่ายแพ้นั่นเอง


โรเจอร์ตอนอายุ 11 ปี ไปแข่งขันรายการ the Preussen Cup
ที่เมือง Duisburg ในเยอรมัน ในปี 1993




นอกจากนี้แล้วเด็กชายโรเจอร์มักจะแผลงฤทธิ์ทุกครั้งที่ไปแข่งแล้วต้องพบกับความพ่ายแพ้ ครั้งหนึ่งในการแข่งขันระหว่างสโมสร หลังจบการแข่งขันที่เขาเป็นฝ่ายแพ้แล้ว เขาก็ร้องไห้โฮออกมา แล้วก็มุดเข้าไปนั่งอยู่ใต้เก้าอี้ของแชร์ อัมไพร์ ปล่อยให้ Madeleine, โค้ช และ ผู้ดูแลทีมคนอื่น ๆ ต้องนั่งเกลี้ยกล่อมเขาเป็นเวลานานกว่าเด็กชายจอมเฮี้ยวจะยอมมุดออกมาจากใต้เก้าอี้

ในภายหลังเมื่อเขาโตขึ้นแล้ว Madeleine ได้ถามเรื่องว่าเขาจำเรื่องนี้ได้ไหม
โรเจอร์กลับจำเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ แต่เขากลับจำอีกเหตุการณ์หนึ่งได้ขึ้นใจ

ในการแข่งขันระหว่างสโมสรในบาเซิลเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา Old Boy ตอนนั้นเล่นในคลับของตัวเองที่มีแค่ 2 คอร์ท และยังไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมากนัก ตอนนั้นโรเจอร์อายุ 10 ขวบ อายุน้อยที่สุดและตัวเล็กที่สุดในทีมที่มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 คน วันนั้นมีแข่งประเทภเดี่ยวทั้งหมด 6 แมทช์ และแข่งประเภทคู่อีก 3 แมทช์ นักเทนนิสรุ่นจิ๋วเหล่านี้แต่ละคนต้องเสียเวลารอคอยเพื่อให้ถึงคิวการแข่งขันของตนเอง เด็กชายโรเจอร์ซึ่งไม่ได้เป็น 1 ใน 2 คนแรกที่จะได้ลงแข่งขันต้องนั่งรอเช่นกัน ระหว่างแข่งคู่แรกมีเด็กอีกคนหนึ่งจากทีมอื่นพยายามที่จะส่งเสียงตะโกนดังลั่นจากข้างคอร์ทขานแต้มแข่งกับไลน์แมน จากนั้นก็มีเสียงต่อล้อต่อเถียงกันระหว่างเด็กทั้ง 2 ทีมตามมา Madeleine พยายามที่จะทำให้เหตุการณ์สงบลง และจากการที่เธอกลัวว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างทีมมากขึ้นไปอีก เธอจึงตัดสินใจที่จะไม่ให้โรเจอร์ลงแข่งประเภทเดี่ยว ด้วยเหตุผลว่า "เขาเป็นเด็กที่ตัวเล็กที่สุดในตอนนั้น ฉันกลัวว่าอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้ หากเขากำลังเล่นอยู่แล้ว ผู้เล่นคนอื่นเล่นไม่แฟร์ ส่งเสียงดัง หรืออะไรก็ตามที่รบกวนการเล่น หรือแม้แต่ขานแต้มแข่งกับกรรมการก็ตาม" "แต่กลายเป็นว่าเขาโกรธฉันมาก เพราะว่าฉันไม่ยอมให้เขาลงแข่งประเภทเดี่ยว (ต้องเข้าใจว่าเป็นแมทช์แรกในชีวิตเชียวนะ) ให้แข่งแต่ประเภทคู่เท่านั้น มันเหมือนกับเป็นการดูถูกเขามากว่า เห็นเขาตัวเล็กใช่ไหม เป็นไอ้เจ้าหนูน้อยที่ต้องทนไม่ได้แน่ ๆ หากคู่แข่งแกล้งขานแต้มผิด ๆ แทนกรรมการ " โห เด็กสวิสนี่ร้ายเหมือนกันนิ

Madeleine บอกว่า เธอรู้ดีว่าโรเจอร์นั้นเป็นเด็กที่เล่นแบบตรงไปตรงมา เขาเป็นคนที่มี sense of Fairness อยู่มากทีเดียว (โตขึ้นเลยได้รางวัลสเตฟาน เอ็กเบิร์กซะสี่ปีซ้อน) เขาไม่เคยที่จะเอาเปรียบเพื่อนนักกีฬาด้วยกันเวลาเล่น
คือถ้าลูกออกก็ยอมรับว่าออก แต่ถ้าคู่แข่งทำแบบนั้น เขาจะเป็นฝ่ายโกรธมากทีเดียว จากนั้นก็จะเริ่มต้นเหวี่งแร็คเก็ตทิ้งแล้วก็อาจเกิดเรื่องอื่น ๆตามมาได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เธอไม่กล้าเสี่ยงให้โรเจอร์ลงแข่งเดี่ยว ถ้าจะกลัวโรเจอร์ไปบู๊กะฝ่ายตรงข้ามแหงเลย
เธอต้องการที่จะปกป้องเขาแท้ ๆแต่เขาไม่เข้าใจและกลับอาละวาดเอากับเธอ


อาการของเด็กชายโรเจอร์หลังแมทช์ที่ตัวเองแพ้มักจะเป็นอย่างไร
ก็ร้องไห้น้ำตาร่วงพรูลงมาเป็นสาย แต่ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะให้ได้แฝงอยู่ในท่าทีของเขา ประมาณว่าถึงร้องไห้ ก็ไม่ได้ร้อง
แบบขี้แยนะจ๊ะร้องไห้แบบทรนงอ่ะ ซึ่งทำให้เขาดูมีเสน่ห์และน่ารักตามธรรมชาติของเขา ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่ผู้ชมได้เห็นบ่อย ๆ ในสมัยที่โรเจอร์ยังเป็นเด็ก มาร์โคเองก็พูดถึงแมทช์ที่ทั้งสองคนลงแข่งอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเอาไว้ว่า "ตอนนั้นเราอายุได้ประมาณ 8 หรือ 9 ขวบนี่แหละ หลังจากที่เริ่มเซ็ตแรก เขาก็ขึ้นนำไปเลย 6 เกมรวด !!! ตอนนั้นผมก็เริ่มที่จะร้องไห้แล้วล่ะ พอจบเซ็ต เราก็เปลี่ยนข้างกัน เขาเดินมาหาผม แล้วก็ปลอบใจผมว่า "ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้น" ซึ่งก็จริงเพราะหลังจากนั้นมาร์โคก็เป็นฝ่ายนำ 5 เกมรวด คราวนี้โรเจอร์เป็นฝ่ายเริ่มร้องไห้งอแงบ้างล่ะ "ผมเลยต้องปลอบใจเขาบ้างให้ take it easy เขาก็เลยฮึดกลับมาเอาชนะไปได้ เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาเหล่านั้น มันเป็นความรู้สึกที่งดงามมาก ๆ เลยนะ เพราะว่าเราเป็นเพื่อนกันไงล่ะ"


ไม่มีรูปเฟดร้องไห้โยเยตอนเด็ก ๆ ค่ะ มีแต่ตอนโตอย่างรูปนี้ไง
ยังจำกันได้ไหมคะ




ร้องไห้เพราะได้แชมป์ ไม่ได้ร้องไห้เพราะแพ้เหมือนตอนเป็นเด็ก



เอารูปมาร์โค คุณป้า Madeleine และโรเจอร์มาฝากค่ะ
ตอนที่โรเจอร์กลับไปเยี่ยม TCOB เมื่อปี 2005




 

Create Date : 30 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 10 ธันวาคม 2551 15:53:23 น.
Counter : 297 Pageviews.  

Fantastic Federer : What was Roger like as a boy ?...2


โรเจอร์เริ่มเล่นเทนนิสครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่

ประวัติของโรเจอร์ในเว็บของเอทีพีระบุว่า เขาเริ่มเล่นเทนนิสเมื่ออายุ 8 ขวบ
ซึ่งหากจะพูดกันจริง ๆ แล้วต้องบอกว่า โรเจอร์เริ่มเล่นเทนนิสอย่างจริงจังเมื่ออายุ 8 ขวบต่างหาก
แต่เขาเริ่มจับไม้เทนนิสเล่นเป็นครั้งแรกหลังจากที่ผ่านวันเกิดปีที่ 3 มาได้ไม่กี่วัน
ในรูปนี้จะเห็นเขาจับไม้เทนนิสตรง throat แทนที่จะจับที่ grip เพราะว่าการจับแบบนั้น
ไม้เทนนิสจะหนักเกินกว่าที่เด็กอายุ 3 ขวบจะถือไหว




เรื่องราวของโรเจอร์ก็คงคล้าย ๆ กับเรื่องของนักเทนนิสอาชีพคนอื่น ๆ อีกหลายคน ที่เริ่มต้นจากการตามพ่อแม่ไปที่คอร์ทเทนนิส ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
แล้วก็เริ่มจับแร็กเก็ตมาหัดเล่น แม่ของเขาบอกว่า
“เหมือนเขาจะรักกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่เริ่มต้นครั้งแรกเลยทีเดียว”

และเมื่อไม่มีเด็ก ๆ วัยเด็กกับเขา ให้เขาประลองฝีมือด้วยที่ซีบ้าคลับ
โรเจอร์ก็เลยควงแร็คเก็ตไปหัดน็อคลูกบอลกับประตูโรงรถที่บ้านลูกแล้วลูกเล่า โรเจอร์เองเคยเล่าให้นักข่าวฟังในช่วงปี 2005 ว่า

“ผมจำได้ว่า ผมชอบการเล่นแบบนั้นมากเลยนะ ตีลูกเทนนิสอัดเข้ากับประตูโรงรถนี่น่ะ หรือแม้แต่ตีเข้าใส่ประตูตู้เสื้อผ้าก็ตาม ตอนนั้นแม่ผมเบื่อมากเลยล่ะ ที่ได้ยินแต่เสียง ปัง ปัง ปัง อยู่ทั้งวันแบบนั้น”

จากนั้นพออายุได้ประมาณ 6 หรือ 7 ขวบ โรเจอร์จึงได้เริ่มที่จะเข้าเรียนเทนนิสเป็นเรื่องราวมากขึ้น เขาเข้ารับการฝึกที่ VBTU สโมสรเทนนิสระดับภาคของสวิสที่ตั้งอยู่ในบาเซิล ที่นี่มีคอร์สสำหรับสอนเทนนิสเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และที่นี่เองที่เขาได้เจอกับ Marco Chiudinelli เพื่อนที่อายุน้อยกว่าเขาแค่ 33 วัน ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงทุกวันนี้
และครั้งหนึ่ง มาร์โคยังได้มีโอกาสเข้าร่วมทีมเดวิส คัพของสวิสแทนโรเจอร์ที่ถอนตัวไปอีกด้วย




ตอนที่อายุครบ 8 ปีแล้วนั้น โรเจอร์ก็ยังคงเล่นเทนนิสให้กับซีบ้าคลับอยู่นั่นเอง
โดยยังไม่มี rating ใด ๆ ยังคงอยู่ในระดับ R9 (กลุ่มผู้เล่นในระดับต่ำที่สุดที่มีการจัดระดับกันอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์)
ส่วนแม่ของเขานั้นยังคงได้เล่นอยู่ในระดับที่สูงขึ้นที่ TC Old Boys
ถึงตอนนี้แม่ของเขาเริ่มที่จะตระหนักถึงความสามารถของโรเจอร์มากขึ้นแล้วและอยากจะส่งเสริมเขายิ่งกว่านี้ เธอเริ่มมองหาลู่ทางที่จะให้โรเจอร์ไปได้ไกลกว่าที่จะอยู่ในซีบ้าคลับ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง the Old Boys ได้มีโครงการปรับปรุงโปรแกรมสำหรับเด็กระดับจูเนียร์ที่มีมาตั้งแต่ปี 1980
ให้มันดีขึ้น แม่ของโรเจอร์จึงได้ไปหาผู้ดูแลโครงการนี้ และบอกว่า

เธอมีลูกชายคนหนึ่งที่เล่นเทนนิสได้ในระดับดี และเธอคิดว่าโปรแกรมที่กำลังปรับปรุงใหม่นี้เป็นโปรแกรมที่ดีมาก ที่เธออยากให้ลูกชายได้เข้ามาร่วมอยู่ในโปรแกรมนี้ด้วย ผู้ดูแลโครงการตอบตกลง
ด้วยเหตุนี้เอง โรเจอร์จึงได้กลายมาเป็น new boy อยู่ที่ TC Old Boys แห่งนี้ ที่ซึ่งทำให้เขาได้พบกับหลาย ๆ คนอย่าง Seppli โค้ชที่สอนเขามาตั้งแต่อายุ 8 ขวบจนถึง 14 ปี คนที่สอนให้เขารู้จักกับวิธีการเล่นเทนนิสอย่างจริงจัง หรือแม้แต่ Peter Carter โค้ชชาวออสเตรเลีย คนที่โรเจอร์บอกว่า
เป็นคนที่ให้เขามากที่สุด และเขาเองก็ติดค้างปีเตอร์อยู่มากที่สุดเช่นกัน


โรเจอร์กับมาร์โคที่ TCOB ในปี 2005
โรเจอร์กลับไปแข่งโชว์ที่นั่น โปรดสังเกตว่า โรเจอร์น่ะโตมากับคอร์ทดินนะ






คนที่รู้จักโรเจอร์มาตั้งแต่ตอนนั้นมักจะให้ฉายาเขาว่า “Lausbub” คำนี้เป็นคำศัพท์ในภาษาสวิส-เยอรมัน
ที่หมายถึง เจ้าตัวร้าย แสนซุกซน แต่ก็น่ารัก ร้ายขนาดไหนเหรอมีตัวอย่างเล็กน้อยให้ลองคิดดูค่ะ ในการแข่งขันประเภททีมครั้งหนึ่ง
ที่ไม่มีคอร์ทพอสำหรับการแข่งขันพร้อมกันหลายคู่ ในระหว่างที่รอเวลาแข่งของตัวเองนั้น
โรเจอร์ก็หาเรื่องสนุก ๆ มาทำเล่น จนถึงเวลาแข่งของตัวเองปรากฏว่า ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน รับรองทายไม่ถูกว่าเจ้าตัวร้ายทำอะไร
“เจ้าตัวร้าย” ปีนขึ้นไปนั่งสังเกตการณ์อยู่บนต้นไม้ค่ะว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
รวมทั้งรอดูด้วยว่า ต้องใช้เวลานานแค่ไหน พวกผู้ใหญ่ถึงจะหาเขาพบ

คู่หูในวัยเด็กของโรเจอร์ก็คือมาร์โคนั่นเอง เด็กชายทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันในเมืองบาเซิล ในย่าน Munchenstein ทั้งสองคนมีบ้านอยู่ห่างจากกันแค่ประมาณ 200 เมตรเท่านั้น
พวกเขามักจะขี่จักรยานมาซ้อมเทนนิสที่สโมสรด้วยกัน จากนั้นก็ขี่จักรยานกลับบ้านด้วยกันอีก มาร์โคเล่าว่า นอกจากเทนนิสแล้ว เขากับโรเจอร์ยังเล่นกีฬาอื่น ๆ ด้วยกันอีกหลายอย่าง

ทั้งคู่มีฝีมือในการเล่นกีฬาประเภทอื่นพอ ๆ กัน ยกเว้นเทนนิสเท่านั้นที่
“เขาเล่นได้ดีกว่าผมเสมอ” "เรามักจะเล่นสควอชด้วยกันในคอร์ทสควอช โดยใช้แร็คเก็ตเทนนิสตีลูกสควอช ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก โดยเฉพาะสำหรับตัวแร็คเก็ตเอง"

การฝึกซ้อมสำหรับเด็กอายุขนาดนี้เป็นเรื่องยากลำบากมาก ๆ มาร์โคเล่าว่า พวกเรามักจะไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ให้ความสนใจกับเรื่องซ้อมกันน้อยมาก ส่วนมากจะคุยกัน แล้วก็โยนแร็คเก็ตกันให้ว่อนไปหมด บ่อยครั้งที่เราโดนสั่งให้ออกไปวิ่ง หรือไม่ก็ส่งกลับบ้านไปเลย ปีเตอร์ คาร์เตอร์ (โค้ช) ไม่เคยมีช่วงเวลาสบาย ๆ กับพวกเราหรอกนะ

ปีเตอร์ คาร์เตอร์ โรเจอร์ และมาร์โค



สำหรับ Madeleine Barlocher ผู้ดูแลคลับคนที่แม่ของโรเจอร์ไปขอร้องให้รับโรเจอร์เข้ามาอยู่ใน TC Old Boys ด้วยนั้น
เล่าว่า เวลาที่โรเจอร์อยู่กับเพื่อน ๆ นั้น เขามักจะพูดอยู่เสมอ ๆว่า

“I am going to be number one”

จากนั้นก็จะหวดลูกเทนนิสเต็มแรง แล้วก็บอกว่า
“This is the shot I’m going to win Wimbledon with”

มันอาจจะเป็นเรื่องตลกที่พวกเด็ก ๆ พูดกันเล่น ๆ แต่โรเจอร์เป็นเด็กคนที่พูดแบบนี้บ่อยมาก และเขาก็ได้ทำให้มันกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ในอีกหลายปีต่อมา


เซ็นเตอร์ คอร์ท ใน TCOB มีชื่อว่า โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ค่ะ




ลินเน็ตแม่ของโรเจอร์และมาร์โคไปทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆที่ TCOB
เมื่อเดือนมิถุนายน ปีนี้ มาร์โค เทิร์นโปร เมื่อปี 2000 หลังโรเจอร์หลายปี
อันดับดีที่สุดที่เคยทำได้คือ 129 เมื่อต้นปี 2005 และเคยเข้ารอบ 16 คน
สุดท้ายใน US Open ปี 2006 หลังจากนั้นมีอาการบาดเจ็บที่ไหล่
และหยุดพักการเล่นไปหลายเดือนในช่วงต้นปี 2007 และเพิ่งจะกลับมาเล่น
อีกครั้งในช่วงกลาง ๆ ปี เป็นนักเทนนิสอีกคนนึงที่ได้ wild card เล่นในรายการที่บาเซิลทั้งปีที่แล้วและปีนี้






.......ยังมีต่อนะคะ........
รูปภาพวันนี้ได้มาจาก http://www.marcochiudinelli.com
http://www.tcob.ch/





 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2551 11:57:36 น.
Counter : 457 Pageviews.  

Fantastic Federer : What was Roger like as a boy ?...1


มาคุยกันต่อถึงเรื่องเฟดดีกว่าค่ะ
ลดอุณหภูมิร้อน ๆของสถานการณ์บ้านเรา
และก็ฆ่าเวลาระหว่างปิดฤดูกาล
นุชตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนทำบล็อกนี้ให้เฟดแล้วว่า
จะพยายามบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเฟดเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
อ่านหนังสือ บทความ และข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับเฟดเยอะแยะไปหมด
เอามาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆที่รักเฟดเหมือนกัน
อย่างที่เขียนวันนี้ ก็ตั้งใจไว้นานแล้วว่า จะเอามาแปะให้อ่านกัน
ก็เพิ่งจะได้ฤกษ์เอาตอนนี้แหละค่ะ
ถือว่ามาร่วมรำลึกถึงวัยเด็กของเฟดด้วยกันนะ




โรเจอร์ เฟเดอเรอร์เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1981 ที่บาเซิล เมืองใหญ่
อันดับ 2 ของสวิสเซอร์แลนด์ เขาเป็นลูกคนที่สองและ
เป็นลูกชายคนเดียวของโรเบิร์ตและลินเนตต์ เฟเดอเรอร์

บาเซิลเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำไรน์ แม่น้ำสายสำคัญของทวีปยุโรป
เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณจุดเชื่อมต่อของพรมแดน 3 ประเทศคือ
สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมนี และฝรั่งเศส เป็นเมืองที่มีความเป็นนานาชาติอยู่ในตัว
ผู้คนในเมืองนี้พูดกันได้หลายภาษา อาจจะถึง 5 ภาษาด้วยซ้ำไป
ทั้งเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ภาษาสวิสดั้งเดิมที่เรียกันว่า Romansch
ซึ่งปัจจุบันพูดกันอยู่ในภาคตะวันออกของสวิสและปรากฎอยู่บน
ธนบัตรของสวิส และสัญลักษณ์บางอย่างของทางการ
ส่วนภาษาที่ 5 คือภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้บาเซิลยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง
ของยุโรป The University of Basel (มีมาตั้งแต่ค.ศ.1459)
และเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และยา
ครั้งหนึ่งในปี 1943 นักเคมีชาวสวิส Prof. Albert Hofmann
ได้ทดลองและค้นพบเกี่ยวกับ LSD -25 ซึ่งภายหลังเขาได้รับการ
ยอมรับว่าเป็นบุคคลแรกที่ค้นพบเรื่องผลข้างเคียงของยาบางตัว
ที่ทำให้เกิดโรคซึ่งปัจจุบันเรารู้จักกันในนามโรค LSD

ภาพพาโนรามาของเมืองบาเซิลค่ะ ได้มาจากเว็บไซต์ Wikipedia
ที่เห็นเป็นแท่งสีน้ำเงินพุ่งขึ้นมาบนท้องฟ้านั้น
เป็นตึกที่สูงที่สุดในสวิสเซอร์แลนด์



เรื่องราวของโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ มีจุดเริ่มต้นขึ้นจากอุตสาหกรรมยา
ในสวิสเซอร์แลนด์นี้เช่นกัน ในช่วงปลายทศวรรษที่ 60
โรเบิร์ตพ่อของเขาที่ทำงานเป็น laboratory assistant
อยู่ในบริษัทยาและเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของสวิส - Ciba Geigy
ได้ถูกส่งไปทำงานในโรงงานแห่งใหม่ของซีบ้า ที่เมืองอุตสาหกรรมเล็ก ๆ
แห่งหนึ่งใกล้กับโยฮันเนสเบิร์ก เมืองหลวงของแอฟริกาใต้
ที่นี่เขาได้พบกับ Lynette Durand สาวน้อยวัย 18 ปี ที่ทำงานเป็นเลขานุการ
อยู่ในบริษัท ทั้งคู่พบว่า ต่างมีความสนใจเหมือนกันในเรื่องของเทนนิส
โรเบิร์ตและลินเนตต์เริ่มทำความรู้จักกันนอกเวลางาน เริ่มรักกัน
และตกลงแต่งงานกันในปี 1973

โรเบิร์ตพ่อของเฟดนั้นเกิดเมื่อปี 1946 ที่เมือง Altaststten
ทางภาคตะวันออกของสวิสเซอร์แลนด์ เขาเป็นคนที่ชอบเล่นเทนนิส
เป็นการออกกำลังกาย และไม่เคยมีแรงบันดาลใจมากพอ
ที่จะเอาดีทางด้านนี้แต่อย่างใด ส่วนลินเนตต์ที่อายุน้อยกว่า 6 ปี
เป็นชาวอาฟริกาใต้โดยกำเนิด มีฝีมือในการเล่นเทนนิสได้ดีกว่าสามีของเธอ
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่เคยที่จะยึดมันเป็นอาชีพเหมือนกัน



หลังจากที่แต่งงานกันที่อาฟริกาใต้ในปี 1973 ทั้งคู่ได้อพยพกลับมาอยู่ที่
Riehen ชานเมืองบาเซิลใกล้ ๆ กับพรมแดนเยอรมัน ห่างไกลจากบ้านเกิด
ของลินเนตต์ออกมาถึง 5,200 ไมล์ โรเบิร์ตได้รับตำแหน่งใหม่เป็น
sale executive ของซีบ้า ส่วนลินเนตต์ยังคงทำงานในตำแหน่งเดิม
ที่เคยทำมาก่อน และทั้งคู่ยังคงใช้เวลาหลังเลิกงานเล่นเทนนิสด้วยกัน
ในคอร์ตของบริษัทซึ่งจัดไว้เป็นสวัสดิการสำหรับพนักงานและครอบครัว

อีก 2-3 ปีต่อมาลินเนตต์ได้เข้าเป็นสมาชิกของ
The Old Boys' Tennis Club ซึ่งเป็น 1 ใน 2 สโมสรเทนนิสชั้นเยี่ยม
ของบาเซิล อีกแห่งหนึ่งคือ Basel Lawn Tennis Club
จุดประสงค์หลักของเธอก็คือการได้เข้าร่วมแข่งขันเทนนิสกับคนอื่น ๆ
และมีถึง 3 ครั้งด้วยกันที่เธอได้เล่นอยู่ในทีม
ของ The Old Boys' woman และเป็นแชมป์ระดับสโมสรของสวิส
ในประเภท Young Veterans age group นอกจากนี้เธอยังมีบทบาท
ในการสนับสนุนกีฬาเทนนิสทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติด้วย
โดยเป็น 1 ในคณะอนุกรรมการของสมาคมเทนนิสสวิสเซอร์แลนด์
เป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนาเด็กๆ ที่มีความสามารถและ
มีพรสวรรค์ในกีฬาเทนนิส และเธอยังเคยเป็นสตาฟของ
The Old Boys' Tennis Club เข้าร่วมในการจัดการเข่งขันรายการ
ดาวิดอฟฟ์ สวิส อินดอร์อยู่เป็นเวลาหลายปี
ปัจจุบันนี้ลินเนตต์เลิกเล่นเทนนิสแล้ว เธอหันมาเล่นกอล์ฟแทน
และมีแฮนดิแคปอยู่ที่ประมาณ 15



ไดอาน่าพี่สาวของเฟด ลูกสาวคนแรกของครอบครัวเฟเดอเรอร์
ถือกำเนิดในปี 1979 ไดอาน่ามีความแตกต่างจากน้องชายของเธอ
เป็นอย่างมาก ตั้งแต่เรื่องของสรีระ ที่เธอเป็นสาวตัวเล็กเหมือนพ่อกับแม่
โรเบิร์ตและลินเน็ตต์นั้นจัดว่าเป็นคนตัวไม่สูงนัก สูงประมาณ 5 ฟุต 7 นิ้วเท่านั้น
ไดอาน่าก็สูงประมาณ 5 ฟุต 2 นิ้ว ในขณะที่เฟดรูปร่างสูงใหญ่
ถึง 6 ฟุต 1 นิ้ว แต่หน้าตา 2 พี่น้องนี้จัดว่าคล้ายคลึงกันมาก
ถอดแบบของพ่อและแม่ออกมาด้วยกันทั้งคู่
นอกจากนี้แล้วไดอาน่ายังเป็นคนเงียบ ๆ กว่าน้องชายมากนัก
แต่เธอก็ชอบเล่นกีฬาเหมือนกับคนอื่น ๆ ในครอบครัว
กีฬาโปรดของเธอคือ สกี สโนบอร์ด และไอซ์ ฮอกกี้

ปัจจุบันนี้ไดอาน่าทำงานเป็นพยาบาลจิตเวช -
psychiatric nurse อยู่ในเมืองไม่ไกลจากบาเซิลมากนัก
หลาย ๆคนคงเคยสงสัยว่า ไดอาน่ากำลังทำอะไรอยู่
ในขณะที่เฟดวุ่นวายอยู่กับการแข่งขันรายการแล้วรายการเล่า
นักข่าวของหนังสือพิมพ์ Basel Zeitung หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่
ของบาเซิล เคยบอกว่า เธอไม่ชอบที่จะเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
เธอชอบที่จะเป็นอิสระ เธอเป็นตัวของเธอเองแต่ก็สุภาพกับทุกคน
เคยมีนักข่าวไปขอสัมภาษณ์เธอเสมอ ๆ เวลาที่เห็นเธอ
ไปนั่งดูน้องชายแข่งเทนนิสอยู่ แต่เธอมักจะปฏิเสธ
ซึ่งในเรื่องนี้ ลินเนตต์แม่ของทั้งคู่เป็นผู้ให้ความกระจ่างว่า
ไดอาน่าไม่ต้องการที่จะเป็นตัวดึงความสนใจของผู้คน
ไปจากการเล่นเทนนิสของน้องชายของเธอ
ไดอาน่ามักจะรักษาระยะห่างของเธอจากเทนนิสและสื่อมวลชนเสมอ
เธอไม่ต้องการจะพูดกับสาธารณชนในเรื่องใด ๆ ก็ตาม
ที่เกี่ยวกับน้องชายของเธอ



ยี่สิบเดือนหลังจากที่ไดอาน่าเกิดมา และหลังจากที่ครอบครัวเฟเดอเรอร์
ได้ย้ายข้ามมาอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำไรน์ ที่ Munchenstein
เขตชานเมืองที่อยู่ใกล้ใจกลางเมืองบาเซิลมากกว่าเดิม
ครอบครัวนี้ก็ได้สมาชิกใหม่อีกคนหนึ่ง คือเด็กชายโรเจอร์
เฟดเคยบอกเสมอว่า เขาไม่มี middle name
มีแค่ชื่อ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ เท่านั้น และชื่อของเขา Roger
ออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ ถึงแม้ว่าฝรั่งเศสจะเป็นภาษาที่ 2
ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก็ตามที

What was he like as a boy ?
ตอนเด็ก ๆ เฟดเป็นยังไงบ้างเหรอ

ลินเนตต์แม่ของเฟดเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อประมาณปี 2005
ว่า "เขาไม่ใช่เด็กประเภทตรงไปตรงมา แต่ก็เป็นเด็กที่มีชีวิตชีวาเอามาก ๆ
เขาเป็นพวกมีพลังงานเหลือเฟือ และยังเป็นพวกที่พยายามจะฝ่า
กฎเกณฑ์ที่พ่อแม่ และตอนหลังก็ครูกำหนดเอาไว้
ทั้งในเรื่องของกีฬา และเรื่องอื่น ๆที่โรงเรียนด้วย
เขาเป็นเด็กที่เต็มไปด้วยอารมณ์มากมายและก็อยากที่จะรับมือด้วย
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ดิฉันกังวลมากมายเกี่ยวกับความประพฤติของเขา
แต่ภายหลังก็พบว่า เขาสามารถที่จะปรับตัวได้แล้ว"



โรเจอร์เรียนหนังสือที่ไหนในตอนเด็ก
ระบบการศึกษาของสวิสเซอร์แลนด์นั้น
อนุญาตให้แต่ละ Canton (เขตการปกครองเทียบได้กับอำเภอ)
มีอิสระในการจัดการศึกษาของตนเอง ในบาเซิลสมัยนั้น
และยังคงเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ เด็ก ๆ จะไปโรงเรียนอนุบาลเมื่ออายุได้ 5 ปี
และไปโรงเรียนประถมเมื่ออายุ 7 ปี
เข้าโรงเรียนมัธยมเมื่ออายุ 11 หรือ 12ปี ต่อจากนั้นเมื่ออายุได้ 14-15 ปี
เด็ก ๆ ก็จะมีทางเลือกให้เรียนต่อได้อีกหลากหลายแล้วแต่ความสนใจ




โรเจอร์ตามไดอาน่าพี่สาวไปเรียนหนังสือที่ the Neuewelt school
โรงเรียนประถมของรัฐบาลที่ตั้งอยู่ในเขตที่เงียบสงบ
แต่เป็นย่านของผู้มีอันจะกินใน Munchenstein
ถึงแม้ว่าพ่อแม่ของทั้งสองจะมีฐานะพอที่จะส่งลูกให้เรียน
ในโรงเรียนของเอกชนได้ก็ตามที ทั้งโรเบิร์ตและลินเน็ต
ก็ตัดสินใจที่จะส่งไดอาน่าและโรเจอร์ไปเรียนที่โรงเรียนประถมของรัฐ
ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด พ่อแม่ส่วนใหญ่ในสวิส
ต่างก็ทำเช่นนี้กันทั้งนั้น ในสวิสเซอร์แลนด์นั้นมีความต้องการ
โรงเรียนเอกชนน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่อยู่อาศัย
ของผู้มีฐานะซึ่งมี facilities ต่าง ๆ พร้อมอยู่แล้ว และผู้ปกครองเด็ก
ส่วนใหญ่ยินดีสนับสนุนให้การศึกษาในโรงเรียนมีมาตรฐานที่ดีขึ้น
ที่ the Neuewelt school มีทั้งอนุบาลและประถม
ทั้งไดอาน่าและโรเจอร์ต่างก็เรียนที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ถึง 12 ขวบ

กฎหมายปกป้องข้อมูลส่วนตัวของบุคคลในประเทศสวิสเซอร์แลนด์
มีผลให้ไม่ค่อยจะมีใครรู้เรื่องราวในวัยเด็กของเฟดมากนัก
มีเพียงคุณครูบางคนที่ออกมาเล่าว่า จำเขาได้จากเรื่องราวนอกห้องเรียน
มากกว่าในห้อง (ไหนใครเคยบอกว่าเฟดเป็นเด็กหน้าห้องไงล่ะ)
คุณครูท่านั้นบอกว่า "ฉันเชื่อว่าเขาน่าจะโตขึ้นเป็นนักฟุตบอลมากกว่า
คุณแทบจะไม่เคยเห็นเขาอยู่ห่างจากลูกฟุตบอลเลยนะ
นอกจากนี้เขายังพูดเสมอ ๆ ว่า ผมจะโตขึ้นเป็นนักฟุตบอล"
คุณครูบอกว่า ไม่คิดว่าเฟดจะมาเป็นนักเทนนิสได้ เพราะตอนเด็ก
เขาคลั่งไคล้ฟุตบอลเอามาก ๆ จนเธอแทบจะไม่ประหลาดใจเลย
หากเขากลายเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงแทนที่จะเป็นนักเทนนิส
อย่างทุกวันนี้




คุณครูยังบอกเพิ่มเติมด้วยว่า
" เขาเป็นเด็กที่ไม่ค่อยอยู่นิ่ง ๆ จะไปโน่นมานี่อยู่เสมอ
เป็นเด็กที่มีความสุข และน่ารักตามธรรมชาติ
และโตขึ้นมาอย่างดีตามแบบของเขา
แต่เขาก็เป็นเด็กที่อยู่ไม่สุขจริง ๆนะ"
เธอปฏิเสธด้วยว่า การเป็นเด็กที่ไม่เคยอยู่นิ่งของเขา
ไม่ได้ทำให้เขากลายมาเป็น bad purpil
"เขาเป็นเด็กที่ฉลาดมากทีเดียว ฉันเองเคยเห็น
เด็กมามากที่เป็นพวกอยู่ไม่สุข แต่ก็เฉลียวฉลาดอย่างร้าย"




เฟดเองเคยเล่าถึงวันเวลาในโรงเรียนประถมของเขาเอาไว้ว่า
"ผมชอบที่จะเล่นกับลูกบอลเอามาก ๆ เลยนะ
อะไรก็ได้ที่ใช้ลูกบอลในการเล่นน่ะ จะปิงปอง เทนนิส
บาสเกตบอล หรือฟุตบอลก็ตามที ผมจะพยายามลองเล่นไปซะทุกอย่าง"
(นุชเคยเห็นเฟดทำท่าเหมือนเล่นตระกร้อด้วยล่ะ
ในรายการโชว์ที่มาเก๊าทั้งปีนี้แล้วก็ปีที่แล้ว
น้องเล่นโหม่งใช้หัวโหม่งบอล ใช้เข่าเดาะบอลได้อีกต่างหาก)

เมื่ออายุได้ 12 ปี จบชั้นมัธยมต้นแล้ว
เฟดออกจากโรงเรียนเดิมเพื่อไปเรียนต่อยัง The Progymnasium
ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมอีกแบบหนึ่งสำหรับเด็กที่ตั้งใจจะเรียนต่อ
ทางด้านกีฬาโดยเฉพาะ (คงเหมือนพวกตั้งใจเรียนพลศึกษาบ้านเรามั๊ง)
ถึงแม้ว่าในความจริงแล้วเฟดจะไม่ได้เข้าเรียนด้านนั้นอย่างจริงจังก็ตามที
เพราะเฟดจบการศึกษาของตัวเองที่
Switzerland's National Tennis Center
ก่อนที่จะมาเล่นเทนนิสเป็นอาชีพ
ซึ่งตอนนั้นเฟดต้องให้สัญญากับพ่อแม่ว่า
ถ้าทำไม่สำเร็จ จะต้องกลับมาเรียนหนังสือต่อจนจบ


......ยังมีต่อนะคะ......

ที่มา : Fantastic Federer by Chris Bowers
รูป : http://federermagic.blogspot.com




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2552 14:47:14 น.
Counter : 2056 Pageviews.  


เวสาตรี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add เวสาตรี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.