,,,ต....
.....
Group Blog
 
All Blogs
 

ขออภัย....นานๆผ่านมาที หรือที่นี่ เป็นบ้านใคร

นานๆเข้าบ้านตัวเองซะที
อายเหมือนกันแหละ แต่ทำไงได้ มังแต่สร้างบ้านใหม่อยู่น่ะ

เชิญ แวะจิบกาแฟหอมกรุ่น อาหารทะเลรสเด็ด และร่วมสนทนาการเมืองเรื่องจำเป็นต้องคุยกันฉันคนรู้ใจ

http://geocities.com/andaman2day




 

Create Date : 19 มีนาคม 2549    
Last Update : 19 มีนาคม 2549 12:11:02 น.
Counter : 157 Pageviews.  

ใครคนนั้น....ในอดีตชาติ

ใครคนนั้น...

ช่วยฉันด้วย...ช่วยฉันด้วย..
เคยมีไหม ที่ฉันจะร้องขอ...ไม่เคยเลย เท่าที่สำนึกได้ ไม่เคยมีสักครั้งที่ฉันจะวิงวอนร้องขอ ไม่เคยจริงๆ ถ้าจะขอ ก็ขอให้คุณปลอดภัย ขอให้คุณโชคดี อยู่ ณ ที่ไหนสักแห่งในโลกนี้ และไม่เป็นไรหรอก แม้เราจะไม่ได้พบกันอีก
แต่.....นั่นคือเหตุการณ์ครั้งก่อน ครั้งนี้เล่า...
หากฉันต้องตาย ตายในเดี๋ยวนี้ ฉันไม่อยากให้คุณทรมานกับการรับรู้เรื่องราวการตายของฉัน
ที่รัก...
ความตาย ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่การรับรู้ในการตายของอีกฝ่ายหนึ่งต่างหากที่เลวร้าย
................
อากาศทะเลทราย ขมุกขมัวในยามเย็นย่ำ ผู้คนทิ่ออกมาจับจ่ายใช้สอยในตลาด ต่างเร่งรีบกลับบ้าน สถานการณ์สงครามไม่มีใครมั่นใจในใคร แม้แต่ทหารฝ่ายตนเอง เพราะอาวุธในมือ ฆ่าได้ทุกคน แม้แต่คนที่กุมมันเอาไว้

ฉันเห็นเขายืนรออย่างกระวนกระวาย ใบหน้าคมคายเปื้อนฝุ่นเขรอะ เสื้อผ้าและ ผ้าคลุมผมมอมแมม ไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป แต่แววตานั้นยังคงฉายแววกล้าแกร่ง ยามสบตาฉัน..เพียงนิดเดียวที่ไหววูบ วูบนั้นที่ทำให้ฉันยะเยือกเย็นและหวั่นไหวร้อนรุ่มในคราวเดียวกัน ไม่มีคำพูดใดๆ นอกจากแววตาที่บอกความหมาย ของความรักความห่วงใยไว้อย่างท่วมท้น
ฉันอยากผวาเข้าไปกอดเขาไว้ อยากบอกว่าฉันรักเขามากแค่ไหน ห่วงใยเขามากแค่ไหน แต่เท่าที่ฉันทำได้ คือหยุดนิ่ง เก็บซ่อนอารมณ์ไหวหวั่น อ่อนแอนั้นไว้ให้มิดชิด เขาก็รู้ ถึงฉันจะหันหลังให้เพื่อหนีสายตาของเขาก็ตาม ฉันรู้ว่า เราไม่อาจซ่อนรักที่มีต่อกันได้ แต่เราก็ไม่อาจ แสดงออกถึงความรักนั้นได้ ......ช่างทรมานจริงหนอ

“รีบไปเถอะ” คำพูดแผ่ว ปราศจากอารมณ์อื่น นอกจากความระมัดระวัง ฉันจึงรีบสาวเท้าไปที่รถบรรทุกคันนั้น และรีบขับออกมา ท่ามกลางความวุ่นวายจอแจของผู้คน ฉากสุดท้าย ที่ฉันเห็น.....แววตานั้น ช่างแสนรัก แสนห่วงใย เหมือนคำอำลาสุดท้าย ราวกับจะรู้ว่า เราจะไม่มีวันได้พบกันอีกแล้ว

....................
คุณตั้งใจนัดหมายในตลาด บริเวณที่มีคนจอแจ อย่างน้อยหากผิดสังเกต ทหารจะไม่กล้ายิงเข้าใส่ฝูงชน แต่ขณะเดียวกัน คุณตั้งใจเอาตัวเองเข้าล่อ เพื่อเบนความสนใจจากทหาร เพื่อให้ฉัน....คนที่คุณรัก และเป็นคนที่เหมาะที่สุดที่จะขับรถขนอาวุธ เพราะฉันสามารถยิงปืนได้ และที่สำคัญ ทหารไม่คาดว่าหน่วยรบของเราจะมีผู้หญิงออกทำการรบ
“ฉันเต็มใจที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อแผ่นดิน แต่คุณตั้งใจแลกชีวิตเพื่อแผ่นดิน เพื่อฉัน” ฉันไม่อาจร้องไห้ ไม่อาจเสียใจ ไม่อาจอ่อนแอ เพราะคุณไม่เคยอ่อนแอ แม้แต่นาทีสุดท้าย ที่คุณกำลังจะถูกจับ....ในตลาดแห่งนั้น
ที่รัก.....หากโชคดี เราคงได้เจอกัน ในชาติใดชาติหนึ่ง
................
รุ่งสาง.....รถยนต์ที่ฉันขับมาตลอดคืน ท่ามกลางสภาพถนนที่กำลังเร่งทำของฝ่ายรัฐบาล ต้องมาหยุดกึก ตรงสะพานขาด ฉันทำใจดีสู้เสือ เมื่อทหารที่ถือปืนอาก้า เข้ามาโบกให้เลี่ยงลงไปทางลำธาร ฉันไม่สามารถเลือกได้ ด้วยเกรงจะเป็นพิรุธ แต่เครื่องแต่งตัวแบบคนทะเลทราย ทำให้ยากที่จะรู้ว่าฉันเป็นหญิงหรือชาย
แต่แล้ว....เจ้ากรรมเสียจริง กลางลำธาร ล้อรถจมลงในทราย ฉันใจหายวาบ จะทำอย่างไรดี......จะทำอย่างไรดี
ทหารคนนั้น เดินเข้ามาใกล้ และโบกไม้โบกมือให้ฉันลงจากรถ พลางบอกว่า
“ของในรถหนักเกินไป คุณควรจะเอาลงเสียบ้างนะ เดี๋ยวผมจะเรียกเพื่อนๆมาช่วย” ฉันอึ้ง ตัวเย็นวาบ แต่ยังไม่ลงจากรถ และยิ่งตกใจ เมื่อเขาเดินไปที่ท้ายรถ แล้วเปิดผ้าเต็นฑ์ที่คลุมออก....
พระเจ้าช่วย ฉันจะทำอย่างไรดี....
ฉับพลัน...ฉันเปิดประตูรถ ดีดตัวเองออกมาจากรถ แล้ววิ่ง วิ่ง วิ่ง ไปในทิศทางข้างหน้า อย่างไม่รู้จุดหมาย แว่วเสียงเอะอะ โวยวายจากเบื้องหลัง ด้วยความตกใจ ด้วยความกลัว ฉันวิ่ง วิ่งเหมือนกับอะไรสักอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้
ทุกนาที..ฉันรู้สึกเหมือนห่ากระสุนไล่ตามหลังฉันมา และอีกไม่นาน ฉันก็จะล้มลง ล้มลงตาย.....ตายท่ามกลางฝุ่นทรายที่เหน็บหนาว ตายโดยปราศจากคนที่รัก มารับรู้ นาทีนั้น ฉันไม่แยแส การมีชีวิตอยู่ ในเมื่อฉันรู้ว่า พวกมันฆ่าได้คุณไปแล้ว แต่ฉันเสียใจ เสียใจ ที่ไม่อาจทำงานให้แผ่นดินได้สำเร็จ เสียใจ...เพราะอีกนิดเดียว ฉันก็จะผ่านเข้าสู่เขตปกครองของพวกเราแล้ว

ที่รัก....ฉันเสียใจ ฉันเสียใจ แต่ฉันก็ดีใจ ที่เราจะได้พบกัน ได้อยู่ด้วยกันเสียที ในดินแดนที่ไม่มีใครฆ่าใครอีกแล้ว เราจะอยู่ด้วยกัน....ฉันจะตามคุณไป ถ้าฉันจะร้องขอ ในนาทีนี้...ฉันอยากบอกกับคุณว่า
“ได้โปรดมารับวิญญาณฉันด้วย อย่าปล่อยให้มันอ้างว้างเหน็บหนาวอีกต่อไปเลย....ที่รัก ”




 

Create Date : 17 มกราคม 2549    
Last Update : 17 มกราคม 2549 21:07:20 น.
Counter : 204 Pageviews.  

หัวใจพูดได้

หัวใจพูดได้

หลังจากคลื่นยักษ์ผ่านไป บนเกาะลันตาวุ่นวายมากมายไปด้วยผู้แปลกหน้า ที่เข้ามาช่วยเยียวยารักษาอาการบาดเจ็บทุกข์ร้อนจากคลื่นสึนามิ

ที่หาดคลองดาว เช้าวันที่ 5 มกราคม สิ่งที่ฉันเห็นอยู่บนชายหาดคือซากเรือที่ยับเยิน และชายฉกรรจ์สามสี่คน ที่ค่อยๆ แคะแกะ ทุบ ตอก โป๊กๆๆๆ บนลำเรือ ที่แตกหักนั้น คนอื่นๆ อีกประมาณ สี่ห้าคน เดินวนเวียนเฝ้าดูลูบคลำ และทอดถอนใจ ดูเหมือนว่าไม่มีใครเลยที่มีความสุข ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบ ก้มหน้าก้มตาอยู่กับตัวเอง

วันนั้น ฉันเข้าไปกับนักข่าว ITV เพื่อจะสำรวจดูว่ามีอะไรที่คืบหน้าบ้างไหม ในการช่วยเหลือจากข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายรัฐหรือเอกชน
เมื่อนักข่าวถามถึงรายละเอียด คำตอบที่ได้ คือ ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่ข้าวปลาอาหาร เพราะคนกลุ่มนี้ ไม่ได้สูญเสียบ้าน ความเดือดร้อนจึงถูกมองผ่านไป สิ่งของเงินทองทั้งหลาย จึงถูกลำเลียงไปยังอีกฝั่งทะเลหนึ่ง ในฐานะที่พวกเขาเดือดร้อยอย่างเห็นได้ชัด

ใบหน้าหมองคล้ำ แววตาทุกข์หมองออกอย่างนั้น ใครบ้างจะเสแสร้งได้แนบเนียน หากเขาไม่เดือดร้อนจริง
“อย่าพูดมากดีกว่า พวกเรา รีบๆซ่อมเรือ แล้วออกทะเลกันดีกว่า”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่ง โผล่งประโยคนี้ออกมา ในขณะที่สมาชิกหนุ่มอีกคน พยายามจะบอกว่าพวกเขาเดือดร้อนกันอย่างไร....ฉันอึ้ง
“พูดมาก ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่เห็นมีใครช่วยอะไรเราได้ ช่วยตัวเองกันดีกว่า”

และนี่คือที่มาของการช่วยเหลือ ในเวลาต่อมา จากทีมทำงานนอกระบบราชการของพวกเรา

ฉัน(ไทย) บิล(อเมริกัน) บุช(เบลเยี่ยม) ริชาร์ด(อังกฤษ) เทส(เยอรมัน) และคนอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยเป็นครั้งคราว

ฉันให้พวกเขาสำรวจ หาข้อมูลคนที่เรือแตก เรือสูญหาย รวมทั้งเครื่องมือทั้งหลาย ที่ถูกคลื่นซัดจมไป โดยบอกว่า ช่วยเก็บข้อมูลมาให้ละเอียด ได้มากที่สุด อย่าให้ตกหล่น แม้แต่ลำเดียว และเขียนมาให้ด้วย เพื่อฉันจะได้เริ่มทำงานร่วมกับคนที่ต้องการบริจาคเงิน

ไม่ผิดหวังจริงๆ ข้อมูลที่ได้ เป็นข้อมูล ที่พร้อมจะใช้งานได้เลย เรือเกือบ ห้าสิบลำ ที่เป็นของชาวอุรักละโว้ย หรือชาวเล ที่อยู่ที่หาดคลองดาว และเกือบสี่สิบลำ ที่อยู่ที่หาดคอกวาง เป็นอันว่า ทีมเราเริ่มทำงานกันทันทีที่ได้ข้อมูลพร้อม ในราวๆวันที่ 10 มกราคม นั้นเอง

เรือและชีวิตของคนที่หากินกับเรือ น่าสนใจยิ่งนัก......

เทส สาวมั่นตามสไตล์เยอรมัน ร้องคราง “ โอ้ มหัศจรรย์ จริงหนอ นี่เขาซ่อมเรือ ด้วยมือเปล่าหรือไง ดูซี ไอ้อันนี้มันใช้ทำชั้นวางของมากกว่าจะมาใช้ซ่อมเรือ” แล้วเธอก็ยกมันขึ้นมาให้เราดู เพราะว่า มันเป็นสะหว่านไฟฟ้าแบบกระจอก ที่เจาะอะไรแทบไม่ได้ เธอผู้มาจากดินแดนที่ร่ำรวยเทคโนโลยี่ ย่อมรู้ดีว่า งานละเอียดแต่ไม่เล็กแบบซ่อมเรือ ต้องใช้ของดีแบบไหน เธอจึงตัดสินไปซื้อมาให้จากในเมืองกระบี่ ด้วยตัวเอง ภายในวันนั้น สะหว่านชั้นดีนำเข้าจากเยอรมัน....และอีกจิปาถะ ที่ฉันไม่อาจเขียนได้หมด เธอซื้อมาให้ เท่าที่จะซื้อได้ เพราะเธอบอกว่า
“ฉันมีเรือเป็นของตัวเอง เพิ่งซื้อตอนก่อนสึนามิมาไม่กี่วันเอง แล้วมันก็พังด้วย ฉันศึกษาแล้วว่าจะต้องซ่อมอย่างไรบ้าง” เก่งจริงนะเทส ฉันเห็นหนุ่มๆ จากยุโรปแอบยิ้มอยู่ในหน้า ยกเว้นบิล ที่ดูจะชื่นชมเธอ

สบายไป ด้านเทคนิค เราเรียนรู้ไปอีกหนึ่งเรื่อง และอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ฉันและทีมเรียนรู้ก็คือ คำว่า
“กงเรือ”

กง หมายถึง ไม้ที่โค้งๆ เรียงขนานแบบขวางลำเรือ ตั้งแต่หัวจรดท้ายเรือ โดยมีกระดูกงูรองรับอยู่ กระดูกงูคือไม้ชิ้นสำคัญ ที่ยาวตั้งแต่หัวจรดท้ายเช่นกัน จะว่าไป ทุกอย่างก็สำคัญไปหมดนั่นแหละ ที่สำคัญ ที่มันกลายเป็นไม้สำคัญเพราะว่า ขนาดของไม้ หาซื้อไม่ค่อยจะได้น่ะซี

ปัญหาการซ่อมเรือ จึงมีตามมาอีก คือ เมื่อไม้บางอย่างไม่สามารถซื้อได้ จำเป็นต้องตัดในป่า แล้วจะทำอย่างไรเล่า เทสเริ่มงุ่นง่าน ชาวบ้านเริ่มสับสน เธอบอกว่า ถ้าไม่ใช่เวลานี้เธอไม่ยอมให้ใช้ไม้ผิดกฏหมายเด็ดขาด

เราคุยๆๆๆๆ กัน จนกระทั่ง ต้องยอม ตามนั้น หากชาวบ้านสามารถหาไม้มาได้ ก็แล้วแต่เขา เพราะเราหาให้ไม่ได้อย่างแน่นอน เราช่วยได้แค่จ่ายเงินค่าไม้ ตามที่เขาไปจ้างตัดมา

เทสบ่นพึมพำ “ฉันไม่อยากให้เขาตัดไม้ ในป่าเลยจริงๆ สงสัยเสร็จงานนี้ฉันอาจต้องทำงานอื่นอีก”
เธอหารู้ไม่ว่า ยังมีชิ้นส่วนสำคัญของเรืออีกชนิดหนึ่ง ที่นำมาประกอบลำเรือตามเอกลักษณ์และความเชื่อของคนที่นี่ ที่ไม่มีไม้ชนิดนั้น ขายในโรงเลื่อยอย่างแน่นอน นั่นคือ “หัวเรือ”

เพราะเรือที่นี่เป็นเรือ “หัวโทง” สูงและใหญ่ ความจำเป็นในการใช้ไม้ทั้งต้นจึงเกิดขึ้นแล้ว ฉันต้องทำใจ....แล้วแต่พวกเขาเถอะ ไม้อะไรก็ได้ ขอให้พวกเขาออกทะเลหาปลาได้เร็วๆก็แล้วกัน

การซ่อมเรือ จึงดำเนินไป ไม่ช้า ไม่เร็วเท่าใดนัก เพราะช่างฝืมือจริงๆมีไม่กี่คน แต่ความวุ่นวายได้จบลง เพราะพวกเราร่วมกันทำงาน เท่าที่จะมีกำลัง มีเวลามาช่วยกัน

ในที่สุด ทุกอย่างก็ใกล้จะจบ
เรือลำที่เสียหายหนัก ซ่อมไม่ได้ หรือเรือที่สูญหาย ฉันบอกกับพวกเขาแล้วว่า เงินเรามีน้อย เราจะช่วยซ่อมลำที่ใช้เงินน้อยๆ ก่อน เพราะเราไม่รู้ว่า เงินบริจาคจะมีเข้ามาเท่าไหร่กันแน่ การช่วยซ่อมเรือลำที่ไม่สาหัส พอให้ออกทะเลได้ก่อน จะช่วยได้หลายครอบครัว หลายปากท้อง เพราะเรือลำหนึ่ง เขาหากินกัน สองถึงสามครอบครัว ยังดีกว่าทุ่มเงินส่วนใหญ่ ให้เรือไม่กี่ลำ ช่วยคนไม่กี่คน

แต่ .....สุดท้าย ในที่สุด การช่วยผู้ที่หาเรือไม่เจอ ช่วยสร้างเรือลำใหม่ให้หรือช่วยซื้อเรือให้เลย ก็มาถึง
นาตาช่า สาวอังกฤษอีกคน มาบอกว่า เธอมีเรือจะขายให้ ราคาถูกๆ แบบช่วยกัน ถ้าใครอยากได้ ไปเอาได้เลย จอดไว้ที่ท่าเรืออำเภอเก่า หลังบ้านเช่าของเธอ กุญแจก็อยู่ที่เรือ ตอนนี้เธออยู่กรุงเทพฯ ไม่สามารถมาคุยด้วยได้

ฉันและลุงสะเนะ ผู้ที่ต้องการเรือ พากันไปดูเรือลำนั้น ......
แสงอาทิตย์ อ่อนๆยามเย็น ลูบไล้ผิวเรือ สะท้อนสีสวยใส แม้เรือจะถูกใช้งานมานาน แต่ความใหม่เพราะการดูแล ยังมีให้เห็นอยู่ ฉันยื่นดูลุงสะเนะ พินิจพิเคราะห์ลำเรือ อย่างใคร่รู้ ลุงต้องเดินวนรอบเรือหลายรอบ นั่นเพราะต้องการตรวจตราดูว่า เรือมีรอยชำรุดหรือไม่ แต่ที่เดินไปกางแขนไป เหมือนจะวัดอะไรนั่นน่ะซี คืออะไร ทำ ทำไม และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แกเดินทำอย่างนั้นถึงสามครั้ง

ชายชราคนนี้ ยากจน ฉันเข้าไปดูบ้านแกแล้ว เสาบ้านทรุดไปสองเสา บ้านเอียงจนใกล้จะพัง และแกต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูคนในครอบครัวหลายคน ช่วงไม่มีเรือแกต้องไปทำงานรับจ้าง มีเวลามาช่วยงานกลุ่มไม่บ่อยนัก แต่ฉันจำแกได้ เพราะแกทำตัวแตกต่างจากคนอื่น อย่างเห็นได้ชัด คือเงียบๆ ซึมๆ ครุ่นคิด นานๆพูดที แต่เวลาพูดช่างแทงใจดำ ทุกคนเสียเหลือเกิน แกเคยพูดว่า
“เรามันคนจน ไม่มีใครเขาสนใจ ดูเรือเราซี ซ่อมก็ไม่ได้ ถ้ามีเงินแค่ ห้าพัน ต่อเองก็ได้หรอก”
ฉันอึ้ง....ที่อึ้ง เพราะฉันไม่เคยสัญญาว่าจะช่วยแก เพราะรู้ว่าอย่างแก เรือซ่อมไม่ได้ ต้องหาให้ใหม่ ฉันไม่สัญญาเรื่องเรือใหม่กับใครสักคน....ตั้งใจว่า ให้ทางราชการช่วยเองก็แล้วกัน เห็นกอดเงินบริจาคเอาไว้มากมาย (อันนี้ไม่อยากพูด ให้ชาวบ้านรู้แล้วเสียความรู้สึก) แต่เงินแค่ห้าพันที่ลุงเขาว่า แค่กงเรือก็ยังไม่ครบ เพราะลำหนึ่งต้องใช้เงิน ประมาณ ห้าหมื่น ในการต่อใหม่ แสดงว่า ห้าพัน คือเงินที่ใช้ซื้อ ตะปู สี น้ำมัน ด้ายตอกหมัน อะไรๆจิปาถะ ที่ทำเองไม่ได้ ส่วนไม้ แกคงวางแผนไปตัดในป่าแน่นอน ช่างเสี่ยงกับคุกกับตะรางจริงๆนะลุง

ฉันจึงตัดสิน เสนอเรือของนาตาช่าให้แก
“เป็นไงบ้างลุง จะเอามั้ย ถ้าเอาก็ขับกลับบ้านได้เลย” ฉันถาม ลุงส่ายหน้า หลบตาฉันแบบไม่มั่นใจ ฉันงุนงง... ไหนว่าเดือดร้อนจริงๆ แต่พอให้เรือกลับไม่เอา
“ผม ผม ไม่เอาครับ” ตะกุกตะกัก แล้วยังหันหน้าหนี ฉันเข้าใจพวกเขา แต่ไม่อาจบอกได้ว่าเข้าใจดี รู้แต่ว่าชาวน้ำเผ่าพันธุ์นี้ สมถะนัก ถ่อมตัวถ่อมตนนัก สุภาพและขี้อายจนคนเผ่าอื่นย่ำยีหัวใจได้ง่ายๆ
“ถ้าผมเอาไปก็ไม่มีประโยชน์ ครับ เพราะเรือลำนี้ ออกหาปลา ก็ไม่ได้ปลา มันเป็นเรือที่มีลักษณะไม่ดีครับ”
“รู้ได้ยังไง ลุงดูยังไงเหรอ”
“ผมถามหัวใจผมครับ มันบอกว่า ไม่ชอบเรือลำนี้”
................................................................................
ฉันกลับที่พัก อย่างอิ่มเอิบหัวใจ ในคำตอบ และยิ่งมีความสุขมากขึ้น เมื่อมารายงานผลให้บิล คนที่ต้องจ่ายเงินรู้ถึงเหตุผลของแก
บิล ก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น จนพุงกลมๆ กระเพื่อม
“โอ้ ช่างเป็นเหตุผลที่ดีที่สุด ที่ผมเคยได้ยินมาในชีวิต ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เราหัวเราะลั่นเหมือนคนบ้า จนคนอื่นๆหันมามอง
............................................................
เฮ้อ....ช่างเป็นการงานที่วิเศษอะไรเช่นนี้.......มันสอนให้ฉันรู้ว่า
หัวใจนั้น สำคัญอย่างไร....





 

Create Date : 06 ธันวาคม 2548    
Last Update : 6 ธันวาคม 2548 21:21:14 น.
Counter : 174 Pageviews.  

ฝังหัวใจไว้ที่แม่น้ำเงา

05年0

星期五

天氣
:陰

 

 

 
 
 

แม่น่ำเงาที่รัก

เสียงปืนดังปัง ก้องอยู่ในหุบเขา
เป็นเสียงที่คุ้นเคยเพราะชาวบ้าน
มักจะออกล่าสัตว์ในตอนกลางคืน
แต่นานๆครั้งหรอกนะที่จะได้ยินเสียงอย่างนี้
กระท่อมไม่มีฝาบ้าน
มีแต่หลังคาที่ยาวกรอมพื้นฟากไม้ไผ่
ช่วยกั้นลมหนาว
กองไฟลุกโชน ประทุประกายเล็กๆดุจดวงดาว ให้พอตื่นตา

ชายหนุ่มเจ้าของไร่
ปล่อยให้ฉันครองครองกระท่อมนี้เพียงลำพัง
ส่วนตัวเขาเข้าไปนอนที่หมู่บ้านกูแปทะ
แม้เขาจะอยู่ในไร่ แต่เราก็เจอกันเฉพาะเวลากินข้าวเท่านั้น
เวลาที่เหลือต่างอยู่กับงานของตัวเอง
เขาทิ้งไร่ไปไม่กี่วัน เมื่อกลับมา
ไร่ก็มีสภาพยับเยินไปแล้ว ด้วยรอยเท้าของวัวควาย
ชาวบ้าน ที่เลี้ยงแบบปล่อยป่า
เขาหัวเราะหึ หึ ฉวยมีดเดินดุ่มไปทางในไร่ ฟันฉับที่ต้นกล้วยซึ่งหักพับ เพราะแรงทึ้งของเจ้าสี่ขาสองเขา
กอกล้วยที่เหลืออยู่ยังสามารถแตกยอดอ่อนได้อีก
มีบางต้นที่เครือกล้วยยังสมบูรณ์ ลูกแก่จัดอวบอ้วน
อย่างน้อยผลผลิตอื่นที่เหลืออยู่ เช่น พริก บวบ
ยังให้ผลสะพรั่งพอกินทั้งเจ้าของไร่และนกหนูแมลง

ล้มตัวลงนอนยังไม่ทันจะหลับ
ได้ยินเสียงแกรกกรากของฝีเท้าบางอย่าง บนฟากไม้ไผ่
แล้วมันก็มาไต่ที่ปลายเท้า ไฟฉายหลอดขาดใช้งานไม่ได้
จึงต้องค่อยๆควานหาไม้ขีดไฟเพื่อจะจุดเทียน แสงไฟจากฟืนมอดไปนานแล้วเหลือแต่สีแดงเรื่องเรืองของถ่านไฟ
ยังไม่ทันได้จุดไฟ เจ้าตัวนั้นก็กระโจนพรวดลงเรือนไป
ใจเต้นตึ๊กตั๊กล้มตัวลงนอน ไม่ถึงกับหวาดกลัว แต่ระแวง
ใจตื่นโพลง ยากจะหลับ เสียงน้ำไหลพรากจากท่อไม้ไผ่ ที่เจ้าของทำไว้เพื่อนำน้ำเข้ามารดผักในแปลง เสียงซู่ ชัดเจน
ตั้งใจฟังเสียงนั้น จนผลอยหลับไป

และแล้วต้องตกใจตื่นอีกครั้ง เมื่อเจ้าสิ่งนั้นมายืนเหยียบอยู่บนเท้า ที่ซุกอยู่ในถุงนอน คราวนี้คว้าเทียนมาจุดได้เร็ว จึงได้ทันเห็นแขกยามวิกาล ที่ถลาลงกระท่อมไป
มันคืออีเห็นตัวใหญ่ หางใหญ่ เฮ้อ...โล่งอกไป

ในที่สุดคืนนั้น หลับๆตื่นๆ เพราะเจ้าของบ้านตัวจริงตัวนั้น
กลับมาลากซองกาแฟและคอฟฟี่เมตไปเคี้ยวกินสบายใจเฉิบที่ปลายเท้านั้นเอง

การเข้ามาที่นี่ ในครั้งนี้เราต้องเดินเข้ามา ใช้เวลาถึงสามวัน
เพราะถนนถูกต้นไม้ล้มขวางทาง เนื่องจากฝนตกหนัก ระดับน้ำสูง ไม่มีเรือโดยสาร ที่เคยโดยสารได้ครึ่งทาง
เราผจญเรื่องร้าย จนฉันกลายเป็นคนหวาดระแวง

คืนแรก เราต้องค้างคืนที่กระท่อมนาของชาวบ้าน เพราะเห็นว่ากระท่อมหลังนั้นมีกองฟางปูพื้นเอาไว้แล้วอย่างดี และมีลำน้ำเล็กๆสองสายขนาบอยู่ ได้อาบน้ำล้างตัว นอนฟังเสียงสายน้ำไหล จุ๋งจิ๋ง
ตอนหัวค่ำ นั่งดูดาวที่พราวฟ้าจนเพลิน ได้ยินเสียงคนพูดพึมพำกันอยู่ที่ริมน้ำ เห็นแสงไฟฉายส่องกราดไปทั่วทิศ ไม่มีอะไรน่ากล้วเพราะรู้ว่าคนกลุ่มนั้นเป็นชาว
ปกาเกอญอละแวกนี้ แต่พอยามดึก ไฟจากเชื้อไม้ไผ่ราแสง เหลือแต่ความเงียบและความหนาวเหน็บที่โอบล้อมอยู่รอบตัว ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินวนอยู่รอบกระท่อม ไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับตัวเองได้แต่นอนนิ่งๆ กลั้นลมหายใจเอาไว้ ราวกับกลัวว่าพวกเขาจะได้ยิน จินตนาการว่าพวกนั้นเดินขึ้นมาบนกระท่อม แล้วเรื่องน่ากลัวก็เกิดขึ้น

ตื่นเช้าขึ้นมา ไม่ได้หันหน้ามามองเขาคนนั้น ว่าเป็นอย่างไร
รีบลุกขึ้นชะโงกดูที่พื้นดิน เห็นรอยเท้าเจ้าสองเขามากมาย จึงถอยหายใจ แต่ยังไม่โล่งเสียทีเดียว

เมื่อคืนนี้ เจ้าของไร่บอกว่าจะเข้าไปหมู่บ้าน เพื่อสืบข่าวเกี่ยวกับเรื่องนั้น....ฉันได้แต่ภาวนาว่า
อย่าให้มันเกิดขึ้นอีกเลย

เสียงร้องระเบ็งเซ็งแซ่รอบๆกระท่อม ปลุกให้ฉันตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ทั้งที่เมื่อวานกว่าจะเดินมาถึงไร่ก็เย็นแล้ว กว่าจะได้นอนก็ค่ำมาก ตอนเย็นฉันต้องออกแรงตัดฟืนจนมือพอง เหนื่อยแทบขาดใจ แต่ความสดใสสดชื่นของป่า ทำให้เวลาเช้าๆ น่าพิสมัยจริงๆ

เสียงนกกระรางหัวโขนเป็นร้อยๆตัว ตะเบ็งเสียงเกินงาม สมแล้วที่มันถูกเรียกว่านกระวังไพร คงได้กลิ่นควันไฟในกระท่อม หลังจากที่ไม่ได้กลิ่นนี้มานาน วันนี้เหล่านกทั้งหลายอาจไม่เพลินใจ ในการจิกกินผลผลิตของเขา เพราะมันรู้แล้วว่าเจ้าของกลับมาแล้ว

เสียงนกเขาคู อยู่ใต้ถุนกระท่อม ค่อยพลิกตัวอย่างเงียบ แอบมองทางช่องฟากไม้ไผ่ มีนกเปล้าคู่หนึ่งกำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหาร และเมื่อกระดึ๊บตัวไปทางชายคาบ้าน เห็นนกแซงแซวหวงบ่วงขนาดใหญ่ เกาะอยู่ที่ต้นไผ่ ปะปนด้วยนกสีสวยๆ เขียวๆ แดงๆ คล้ายนกโพระดกแต่มีขนาดใหญ่กว่า อีกฝูงหนึ่ง ที่มากที่สุดคือ เจ้ากระรางหัวโขนฝูงนั้นนั่นเอง

สายแล้วเจ้าของไร่ยังไม่กลับมา ฉันหุงข้าวเอาไว้รอท่า เผื่อเขาอาจกลับมาพร้อมกับปลาในแม่น้ำ เพราะเขาถือคันเบ็ดไปด้วยนี่ เช้าๆอย่างนี้ ไม่หิวนัก แค่ต้มน้ำชงกาแฟกินกับขนมที่ติดกระเป๋าอยู่บ้าง ก็รอดตัวแล้ว
ส่วนเขาถ้ายังไม่มาเร็วๆ คงตีความได้สองอย่าง อย่างแรกกำลังลุ้นการตกปลาอยู่ อย่างที่สอง ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆในหมู่บ้าน หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดขนาดเดินประมาณสี่สิบนาทีแห่งนั้น

ที่ในไร่นี้ อาจมีอันตรายได้ แต่น้อยกว่าคนในหมู่บ้านแน่นอน เพราะพวกเขามีศัตรูที่ไม่อาจต่อรองได้

เจ้าของไร่ ให้ความมั่นใจกับฉันว่า
"ผมอยู่ที่นี่มานานมาก ไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยงกลุ่มไหน รู้จักผมทั้งนั้น เขาคงไม่สงสัยว่าผมมาทำอะไรในนี้อีกแล้ว อย่ากลัวไปเลย ถ้ามีคนแปลกหน้ามาถาม ก็ให้บอกว่ามากับผม บอกชื่อกะเหรี่ยงของผมไปก็พอ ถ้าเขาไม่พูดภาษาไทย"

เออ...นะ ฉันแอบหัวเราะอยู่ในใจ
คนอะไร แปลกพิลึก มาอยู่ในพื้นที่ ที่คุกรุ่นไปด้วยการสู้รบ
โดยไม่หวาดกลัว

คืนที่สอง ที่เราเดินเท้าเข้ามาในป่าแห่งนี้
ฉันเร่งฝีเท้าตามเขาแทบไม่ทัน มืดแล้ว มองทางแทบไม่เห็น ไฟฉายฉันเล็กเกินไป เขาเดินเร็วมาก บางครั้งฉันต้องวิ่งตาม แต่อย่างไรฉันก็ไม่ย่อท้อ เพราะฉันชอบที่จะมาที่นี่
การมาครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก นับเป็นครั้งที่สิบแล้วกระมัง ฉันเคยคิดว่า เมื่อไหร่หนอฉันไม่ต้องกลับออกไปอีก
ฉันอยากอยู่ที่นี่ อยู่กับเขาที่นี่ เพื่อทำความฝันให้เป็นจริงเสียที

คืนนั้น เมื่อเราเข้าเขตหมู่บ้าน ค่อนข้างดึกมากแล้ว จำเป็นที่จะต้องหาที่นอน แต่ในหมู่บ้านเงียบกริบ เรารู้สึกแปลกใจ แม้ชาวบ้านจะนอนเร็ว แต่แสงตะเกียงหรือกองไฟก็น่าจะมีให้เห็นบ้าง แล้วมันก็ผิดปกติจริงๆ

ขณะที่เราเดินเข้าประตูหมู่บ้าน เสียงผู้ชายตะโกนมาจากเงามืดเป็นภาษาของเขา คนที่เดินนำหน้าฉัน ร้องตอบไปด้วยภาษาเดียวกัน สักพักชายฉกรรจ์สี่ห้าคน เดินออกมาจากที่ซ่อนแถวๆรั้วหมู่บ้าน แล้วเขาทั้งหลายก็พูดคุยกัน
อย่างเคร่งเครียด โดยที่ฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

เราถูกพามาที่บ้านหลังหนึ่ง แต่เจ้าของบ้านยังไม่ยอมเปิดประตูรับ ได้แต่ตะโกนออกมาจากบนบ้าน จนกระทั่งเขาคนนั้นต้องเอาไฟฉายส่องหน้าตัวเอง แล้วพูดในสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจเหมือนเดิม เราจึงได้รับการต้อนรับ ทั้งข้าวปลาอาหารและที่นอน

ฉันได้รับคำอธิบายว่า กองโจรกลุ่มหนึ่งตระเวณปล้นบ้านชาวบ้านอยู่ โดยเฉพาะหมู่บ้านที่เป็นคริสต์ โจรกลุ่มนั้น ถูกเรียกว่า "กองโจรผ้าเหลือง" หมู่บ้านนี้ยังไม่ถูกปล้น แต่ก็กลัวจะถูกปล้น จึงต้องตั้งเวรยามไว้ที่หน้าหมู่บ้าน
คนอื่นๆหลบไปนอนตามในป่าบ้าง คนที่อยู่ในบ้านก็ต้องทำทีว่าไม่อยู่
ฉันคิดถึงคำพูดของเขา ที่บอกว่า
"ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับข่าวลืออีกแล้ว"
เขาจึงต้องไปหาความจริงในหมู่บ้านที่นับถือศาสนาพุทธ
น่าเศร้า...พวกเขาล้วนมีรากเหง้ามาจากที่เดียวกัน แต่มาแตกแยกเพราะสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ก่อมันขึ้นมา

เมื่อไหร่หนอ สงครามบนโลกนี้จะยุติเสียที
เขาคนนั้น พูดเสมอว่า
"ใครที่อยากจะรบกัน จงไปรบราฆ่าฟันกัน ในที่ใดที่หนึ่งเถิด เหลือแผ่นดินที่สมบูรณ์ไว้ให้ชาวไร่ชาวนา ได้เพาะปลูก ได้สร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆให้กับโลกด้วยเถิด"

ฉันนั่งอยู่บนเนินสูงริมป่า เนื่องจากที่ไร่อยู่ริมน้ำ พื้นที่ลาดชัน จึงเห็นเขาเดินกลับมาแต่ไกล
เมื่อมาใกล้ ฉันเห็นรอยยิ้มอย่างสุขใจ และในมือมีแต่ผักไม่มีปลา
"ไม่มีอะไรเลย ที่หมูบ้านนี้ หัวเราะกันใหญ่ เขาว่าพวกกะเหรี่ยงคริสต์ตื่นตูมไปเอง โจรผ้าเหลืองมีที่ไหน ถ้ามีก็โจรกระจอก หนีสงครามมาแล้วอดยาก จนต้องปล้นนั่นแหละ"
"แต่เราก็ต้องระวังตัว ฤดูแล้งทุกปี ฝั่งโน้นฆ่าฟันกันทุกปี หนีกระเซอะกระเซิง มาหลบอยู่ในป่ามากขึ้นทุกที ไม่รู้ใครเป็นใคร"
"แต่นั่นก็ไม่ร้ายเท่ากับข่าว ที่เรารู้มาไม่ใช่หรือ"
เขามองหน้าฉัน แววตาหมกมุ่นครุ่นคิด
แล้วทรุดตัวนั่งลงข้างๆ มองเหม่อออกไปทางแม่น้ำ
เขาเลือกที่นี่ เป็นที่สุดท้ายที่จะฝังร่าง
ฉันเข้าใจหัวใจเขาดี...
คนๆนี้ คงไม่ยอมให้สายน้ำ มาท่วมทับผืนดินของเขาแน่
ไม่ใช่เพราะตัวเขา ไม่ใช่เพราะปากท้องเขา
แต่เพราะ....
เขารักสายน้ำนี้เกินกว่า ที่จะเห็นมันถูกจองจำ

ใช่แล้ว ในแผนของรัฐบาล เขาจะสร้างเขื่อนที่นี่


 






 

Create Date : 17 กันยายน 2548    
Last Update : 25 กันยายน 2548 0:25:19 น.
Counter : 365 Pageviews.  

บ้านเล้าไก่

05年0

星期五

天氣
:陰

 

 

บ้านเล้าไก่

 
 
 


ที่นี่...บ้านเล้าไก่ไม่ใหญ่นัก
แต่คนพัก อยู่สบายกายสดใส
ลมพัดรื่นคืนค่ำแสนฉ่ำใจ
หลับข้างไก่...ไม่อาทรนอนฝันดี

มีเพื่อนบ้านเป็นไก่สุขใจนัก
ไม่ต้องมีคนรัก ก็สุขขี
ตื่นเช้ามา อะฮ้า...ช่างเข้าที
ไข่ใบนี้ ลวกน้ำร้อน...ก่อนซดชา

ฝนตกจ้อก ก้อก ก้อก เสียงไก่ร้อง
ท่วงทำนอง เงียบงันขวัญผวา
เกิดอะไรขึ้นหนอ ขอภาวนา
อย่าให้เจ้าบองหลา มาขโมย

เจ้าลูกไก่ตัวน้อย จ้อยจะริด
คงหวุดหวิด ปากงูผู้หิวโหย
แม่ไก่จ๋า ท่าทางช่างวายโวย
ร้องก้อกโก้ย ฟ้องว่า...อย่าได้ทำ

เจ้าตัวแสบแว่บมา ถ้าจะโซ
ยั่วโมโห มากกว่าให้น่าขำ
ไก่คงเห็นตีนงู อยู่ประจำ
งูคงช้ำ เห็นนมไก่...ไม่ได้กิน

 




 

Create Date : 17 กันยายน 2548    
Last Update : 25 กันยายน 2548 0:26:33 น.
Counter : 405 Pageviews.  

1  2  3  4  

shadow-of-art
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




............ เร่ร่อน...
............. ตามแรงสั่นสะเทือนของโลก
............. ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้
............. เพราะไฝที่เท้าเม็ดนั้น นั่นเทียว
Friends' blogs
[Add shadow-of-art's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.