เมื่อสามีบอกให้ทำแท้ง T_T

ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือป่าว แต่มันก็เหมือนมีระเบิดลูกใหญ่อยู่ในใจที่ไม่มีทางออก เรากับสามีครบหาดูใจกันมาเกือบสามปีและได้ตัดสินใจแต่งงานกันเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เราผ่านทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายมาด้วยกัน สามีได้ประสบอุบัติเหตุทำให้เสียนิ้วโป้งและนิ้วก้อย ข้างซ้ายไปเมื่อเดือนกันยาที่ผ่านมา ทุกวันนี้มือข้างซ้ายก็ยังใช้งานไม่ได้และต้องกินตัวยาแก้ปวดที่แรงมาก หมอที่ออสเตรเลียไม่ยอมจ่ายให้ง่ายๆ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หมอเขาคงรู้ถึงผลเสียของมัน ตอนสามีป่วยเราได้กลับไปดูแลเขาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวและได้ตัดสินใจกันว่าเราจะแต่งงานกัน ดูแลซึี่งกันและกัน ดิฉันทราบดีว่าสามีค่อนข้างกลัวการแต่งงานแต่ก็ไม่อยากจะเสียดิฉันไป จึงได้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกัน ส่วนตัวดิฉันเองไม่เคยรังเกียจและอายว่าจะต้องมีสามีที่พิการ พร้อมที่จะดูแลกันไปจนแก่เฒ่า ดิฉันมาจากครอบครัวที่แตกแย่งถ้าตัดสินใจแต่งงานกับใครสักคนก็จะอยู่ที่เขา พร้อมเผชิญปัญหาไปด้วยกัน แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่ากลางใจ

ดิฉันต้องกลับไทยเนื่องจากวีซ่าท่องเที่ยวหมดอายุและกลับมาขอวีซ่าแต่งงานที่ไทย โดยไม่รู้ว่าตัวเองตั้งท้องเพราะคิดว่าไม่น่าจะติด ดิฉันคุมกำเนิดด้วยการกินยาคุม แต่เดือนธันวาได้ลืมกินไป สองเม็ด ก็คิดว่าไม่น่าจะติดได้เพราะเมื่อก่อนก็เคยเป็นอย่างนั้น เดือนมกราสามีตามกลับมาไทยด้วยกัน มาอยู่เมืองไทย 1 เดือน หนึ่งเดือนนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าสามีเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อน จะว่าไปสามีเปลี่ยนไปตั้งแต่ได้รับอุบัติเหตุ บางครั้งจะหดหู่และอารมย์ร้าย แต่สามีไม่เคยทำร้ายร่างกายของดิฉัน แต่เหมือนเขาต้องการอยู่คนเดียวแต่บางครั้งก็จะรักดิฉันอย่างมาก

ประจำเดือนของดิฉันก็ยังไม่มาทำให้ไม่สามารถกินยาคุมกำเนิดแผงใหม่ได้ จนสิ้นเดือนมกราดิฉันซื้อที่ตรวจการตั้งครรถ์มาตรวจปรากฏว่าตัวเองตั้งท้อง บอกสามีเขาเงียบแต่ก็ถามว่าทำไมคุมแล้วยังติด โกหกเขาช่ายไหมว่าคุม ดิฉันบอกว่าไม่ได้โกหกแต่ลืมกินไป เขาก็บอกว่าขอให้ได้วีซ่าเร็วๆแล้วกัน หลังจากนั้นดิฉันส่งสามีกลับออสเตรเลีย แต่หลังจากนั้นอาทิตย์นึงเขาก็บอกให้ดิฉันไปเอาเด็กออก เขายังไม่พร้อม ดิฉันตอบกลับไปว่าไม่นี่คือลูกของฉัน คือความรับผิดชอบที่ฉันต้องทำ ไม่มีทางเด็ดขาด สามีบอกว่าถ้าไม่ทำเราก็จบกันแค่นี้ น้ำตาของดิฉันไหลมาจากไหนนักก็ไม่รู้ ไม่เคยคิดว่าคนที่ได้ชื่อว่าสามี คนที่ดิฉันเลือกที่จะใช้ชีวิตกับเขา ปัดความรับผิดชอบอย่างนี้ ดิฉันบอกเรื่องทุกอย่างกับทางครอบครัว โชคดีที่ไม่มีใครซ้ำเติมแต่คิดหาวิธีที่จะแก้ปัญหา

ดิฉันก็ยังไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก ดิฉันง้อเขา โทรไปบอกแม่ของเขา แม่ของเขาก็ไม่ให้เอาเด็กออก ให้เก็บเอาไว้เขาจะคุยกับลูกเขาเอง ทุกอย่างเหมือนจะดีขึ้น แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ระยะเวลาสามเดือนที่รู้ว่าดิฉันตั้งท้องเขาจะดีอยู่สามสี่วันหลังจากนั้นก็จะบอกเลิก คิดเอาเองว่าดิฉันอยากมีลูกเพื่อต้องการเข้าไปอยู่ออสเตรเลีย ต้องการจับเขา พอทะเลาะกันไม่ถึงสิบนาทีก็โทรมาขอโทษ แต่เรื่องใหญ่ก็เกิดขึ้นเขาโทรไปยกเลิกวีซ่าแต่งงานของดิฉัน ดิฉันไม่เสียใจที่เขาจะยกเลิกแต่ที่เสียใจทำไมมันช่างง่ายอะไรอย่างนี้ แล้วสิ่งที่ดิฉันทำให้เขาหล่ะมันหายไปไหนหมด ครั้งนี้แม่เขาก็โทรมาบอกว่าสามีของดิฉันรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาทำ หลังจากนั้นเขาก็โทรมาดิฉันบอกว่าให้โทรไปที่สถานทูตว่าเขาไม่ยกเลิกวีซ่าแล้ว ให้เอาอีเมลผู้ดูแลเคสของดิฉันมา แต่วีซ่าของดิฉันมันก็คงไม่ได้มาง่ายๆ แต่ก็ช่างมันเถอะ ดิฉันต้องการแค่สามีคนเก่ากลับคืนมา ดิฉันต้องการแค่ครอบครัว ดิฉันอยากให้เขารู้สึกว่าต้องการลูกและพร้อมที่จะเป็นพ่อที่ดี ทุกวันนี้ดิฉันนึกถึงประโยคที่เขาพูด ที่เขาต้องการทำร้ายลูกตัวเองมันก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาทุกที อยากจะหยุด ไม่อยากเดินต่อ แต่อีกใจก็พร้อมที่จะให้อภัยและแคร์ความรุ้สึกของเขาเสมอ อยากให้เขาหายจากอาการป่วย อยากกลับไปดูแล อยากให้ลูกได้เห็นหน้าพ่อของเขา ดิฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี




Create Date : 04 เมษายน 2555
Last Update : 4 เมษายน 2555 18:12:57 น.
Counter : 1958 Pageviews.

21 comment
เมื่อแฟนดิฉันต้องโดนตัดนิ้ว T_T
เล่าสาเหตุให้ใครฟังทุกคนก็ไม่อยากเชื่อว่าเกิดจากหมาตัวเองกัด แต่หมาที่ว่านี้พันธ์อเมริกัน เพ็ทบลู อายุ 7 ขวบ ใครๆคิดว่าแค่หมากัดทำไมต้องโดนตัดนิ้ว เคยเห็นแต่ข่าวในทีวีว่าหมากัดเด็กตายแต่พอมาเจอกับตัวเองมันเป็นเรื่องน่ากลัวมาก เช้าของวันนั้นแฟนออกไปเล่นกับหมาโดยที่พ่อของเขาออกไปทำความสะอาดที่สวนหลังบ้าน เราเองไม่ได้ออกไปด้วยแต่ยืนเกาะกระจกดูความน่ารักของมัน แต่แล้วมันเกิดบ้าอะไรไม่รู้ พ่อแฟนแค่เดินผ่านอาหารของมัน มันดันเข้าไปกัดเขา พ่อแฟนล้มลงไอ้ร๊อคกี้ค่อมอยู่ที่ตัวกัดเข้าที่หน้าอก แฟนได้เข้าไปช่วย ตีมันมันเลยหันไปกัดเข้าที่มือข้างซ้าย มันกัดแล้วสะบัด ถ้าเนื้อไม่หลุดมันก็ไม่ยอมปล่อยแน่นอน โทรเรียกรถพยาบาล ตำรวจมา นักข่าวพร้อม เราไปโรงพยาบาลกับแฟน ตำรวจเรียกเจ้าหน้าที่มาจัดการกับไอ้ร๊อคกี้ แต่ก็เข้าไปจับมันไม่ได้ แม่แฟนบอกว่ามันสะบัดเจ้าหน้าที่ล้มลงและวิ่งเข้าไปจะกัดแต่โชคดีที่เพื่อนเขาดึงตัวออกมาได้ทัน เจ้าหน้าที่เลยสั่งให้ตำรวจยิงไอ้ร๊อคกี้ซะ เพราะมันดุมาก ตำรวจยิงตายไปสี่นัด ตอนนี้มันคงไปอยู่ในนรกแล้วแหล่ะ

images by free.in.th

ไอ้ร๊อคกี้ ตัวฉกาด

แฟนเราอยู่โรงพยาบาลทั้งหมด 5 อาทิตย์ผ่าตัดทั้งหมด 10 ครั้ง ส่วนเหตุผลที่ต้องถูกตัดนิ้วนั้นคือ เส้นเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงที่นิ้วนั้นบล็อคหมด และติดเชื้อแบททีเรีย หมอได้ให้ตัวยาที่สำคัญเพื่อไปขยายหลอดเลือดและฆ่าเชื้อแบททีเรียแต่ก็ไม่ได้ผลเพราะไม่มีเลือดไปเลี้ยงที่นิ้ว เส้นเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงที่นิ้วมีทั้งหมดสามเส้นเลือดใหญ่ เลื้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงนิ้วโป้งและเส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงนิ้วก้อยหายไปทั้งหมด 7 เซน คาดว่าไอ้ร็อคกี้คงกัดขาดตอนเกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนเส้นเลือดใหญ่ที่ไปเลี้ยงนิ้วชี้ กลางและนาง บล๊อคหมด หมอบอกว่าจำเป็นต้องตัดแขนทิ้งอย่างเดียว

images by free.in.th

ก่อนการผ่าตัดครั้งใหญ่ สังเกตุเห็นได้ว่าเลือดไม่เลี้ยงนิ้วโป้งและนิ้วก้อย จนกลายเป็นสีดำ

แต่ด้วยปาฏิหารย์และคำขอพรจากพระเจ้าก็ได้เกิดขึ้น 2 วันก่อนวันที่ต้องผ่าตัดครั้งใหญ่ เส้นเลือดใหญ่ที่ส่งเลือดไปเลี้ยงนิ้วชี้ กลางและนางได้เปิดออก หมอบอกว่าไม่อยากเชื่อเพราะให้ยาที่ดีที่สุดในตอนแรกกลับไม่ได้ผล เราเองยังแทบไม่อยากเชื่อ แต่มันเป็นปาฏิหารย์จริงๆ หลังจากผ่าตัดครั้งใหญ่ หมอตัดสินใจเจาะช่องท้องของเขาและเอามือส่วนนึงเขาไปแปะไว้เพื่อให้เลือดในช่องท้องเข้าไปฆ่าเชื้อแบททีเรียด้วยตัวของมันเอง ครั้งนี้ถือว่าหมอตัดสินใจถูก ร่างกายได้ฆ่าเชื้อแบททีเรียด้วยตัวของมันเอง

images by free.in.th

หลังจากผ่าตัดครั้งใหญ่ ต้องทำการล้างแผลทุกสองวันและทำกายภาพบำบัดและมือของเขาไม่สามารถกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม 100% ที่สำคัญใช้เวลาอย่างน้อยปีกว่าถึงจะสามารถหยิบจับสิ่งของได้

เราตัดสินใจเล่าเรื่องนี้เพื่ออยากให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนเลี้ยงหมาพันธ์ดุ โดยเฉพาะพันธ์อเมริกันเพ็ทบลู เราได้ทำการค้นหาข้อมูลว่าทำไมหมาพันธ์นี้ถึงได้ดุมาก เพราะว่าสมองของหมาพันธ์นี้จะเจริญเติบโตเร็วแต่ขนาดของพื้นที่ไม่มีการขยายทำให้มันมีอาการเกรี้ยวกราดและดุร้าย เหมือนมีอะไรมากดสมองของมันเอาไว้ และหลังจากเหตุการณ์ของแฟนแค่ไม่กี่อาทิตย์ ก็เกิดเหตุการณ์ที่เมลเบรินเหมือนกันแต่ครั้งนี้กัดเด็กตาย ทางรัฐบาลจึงสั่งให้ทำหมันหมาพันธ์นี้ทั้งหมด ไม่มีการออกลูกออกหลานอีก เรื่องยังไม่จบเท่านี้ เราจะมาเล่าอีกทีตอนที่จะต้องดูแลแฟนและทำความเข้าใจเขาให้มากที่สุดในครั้งหน้า



Create Date : 10 ตุลาคม 2554
Last Update : 20 ตุลาคม 2554 10:41:00 น.
Counter : 647 Pageviews.

11 comment
วันนี้ซึ้งใจจังเลย
พี่ชายส่งข้อความมาทางเฟค บอกว่าแม่ไม่สบาย ดิฉันก็รีบโทรหาแม่ที่เมืองไทยทันที สอบถามอาการตกลงว่าเป็นเส้นเลือดอุดตัน เพราะคุณเธอมีอาการชาไปครึ่งตัว ดิฉันค่อนข้างตกใจเพราะแม่เป็นคนแข็งแรงและคุณเธอไม่ยอมหยุดทำงาน ส่วนใหญ่จะมีปัญหาที่ข้อเท้าแต่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้เลย ดิฉันอยากให้แม่หยุดขายของเพราะอายุก็เยอะแล้วแต่เธอก็ไม่ยอมหยุด บอกว่าห่วงลูกค้ากลัวเขาจะไม่มีอะไรกิน แต่คราวนี้ดิฉันสั่งให้หยุดโดยเด็ดขาด แต่แม่บอกว่ามีภาระที่ต้องรับผิดชอบ นั่นก็คือการส่งแชร์ 555 แม่บอกว่าขอทำจนส่งแชร์หมดก่อน แล้วเดี๋ยวจะเลิก ดิฉันถามแม่ว่าต้องส่งอีกเท่าไหร่ เดี๋ยวจะส่งกลับไปให้เอง แต่ต้องเลิกขายของนะ แม่บอกโอเค กลัวเหมือนกันจะหยุดแล้ว ทีนี้มาที่ปัญหาของดิฉันเพราะจะเอาเงินไหนไปให้แม่ ตัวเองก็ไม่ได้ทำงานเพราะมาด้วยวีเที่ยว ส่วนใหญ่ก็ช่วยงานแฟน แต่การที่จะขอเงินกับแฟนนี่มันช่างลำบากใจเหลือเกิน เกิดอาการเครียดแล้วสิเรา พอแฟนเห้นว่าเราเครียดก็ถามว่าเป็นอะไร มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ดิฉันก็บ่อน้ำตาแตกทันที เล่าให้แฟนฟังถึงปัญหา เขาบอกว่าให้แม่หยุดทำงาน ต้องส่งเงินอีกเท่าไหร่เดี๋ยวเขาจะส่งให้เอง น้ำตายิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม มันแสดงให้รู้ว่า เวลาเราลำบากเขาก็ยังดูแลเรา เวลาครอบครัวเราเดือดร้อนเขาก็ยังคงดูแลเราอยู่ ไม่รู้จะพูดว่าอย่างงัย แต่วันนี้อยากขอบคุณเหลือเกิน



Create Date : 17 พฤษภาคม 2554
Last Update : 20 ตุลาคม 2554 10:41:40 น.
Counter : 277 Pageviews.

4 comment
ดูถูกกันมากไปแล้ว
ดิฉันมาที่ออสเตรเลียด้วยวีว่าท่องเที่ยวทั้ง 3 ครั้งซึ่งแฟนจะเป็นสปอนเซอร์ให้ตลอด ครั้งแรกที่ได้มาแฟนก็ได้พาไปแนะนำให้กลุ่มเพื่อนของเขารู้จัก ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเพื่อนก็มีแฟนเป็นคนไทยเหมือนกัน ซึ่งชีมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กเป็นลูกติดทางมารดามาแต่งงานกับหนุ่มออสซี่ที่นี่ ซึ่งเธอก็ได้สัญชาติออสไปตามระเบียบเพราะมาอยู่นานแล้ว ดิฉันก็แอบดีใจ ที่จะได้มีเพื่อนเป็นคนไทยที่นี่เพราะมันเหงาเหลือเกิน สำหรับการใช้ชีวิตต่างแดน แต่แฟนก็แอบเตือนตั้งแต่แรกแล้วว่า พูดคุยกันธรรมดาแต่อย่าไว้เนื้อเชื่อใจกันเยอะ ไอ้เราก็ฟังหูไว้หู ตัวหล่อนอายุน้อยกว่าดิฉัน 2 ปี จากที่สังเกตุก็น่าจะแรงอยู่พอควร พูดคุยกันธรรมดา ด้วยเรื่องทั่วไป แต่หล่อนหน่ะสิคะช่างรู้ดีซะจริงๆ นึกว่าเป็นนักจิตวิทยา จบจากมหาลัยชื่อดังหรืองัยก็ไม่รู้ สามารถคาดเดาได้ว่าดิฉันมาที่นี่ต้องการแค่วีซ่า ดูมันคิดซิค่ะ คุยกับดิฉันแค่สองครั้ง ไม่เคยคุยกันเกินชั่วโมง และดิฉันก็ไม่เคยติดต่อกับหล่อนเลยและที่ได้เสวนากับหล่อนก็ตั้งแต่ดิฉันมาที่นี่ครั้งแรก มันดูถูกดิฉันอย่างแรงค่ะ ดิฉันรู้มาได้อย่างงัย? ก็เพราะเมื่อวานหล่อนนั่งอยู่บนรถของเพื่อนแฟน ซึ่งดิฉันก็ไม่เห็นหล่อนหลอกค่ะ แฟนก็ถามว่า หล่อนเซฮายกับเธอหรือเปล่า อิฉันก็ถามว่าใคร ก็.....งัย อ้าวเธอมาด้วยหรอฉันไม่เห็นอ่ะ แฟนก็บอกว่า แล้วแต่เธอนะถ้าอยากเซย์ไฮก็เซย์แต่ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้อง แต่ฉันไม่คุยด้วยหรอก เอาแล้วงัย เกิดความสงสัยขึ้นมาแล้วสิเราก้เลยถามแฟนไปว่า เกิดอะไรขึ้น แฟนก็เล่าให้ฟังเลยค่ะ ก็เมื่อครั้งที่สองที่เธอกลับไปไทยแล้ว แฟนของหล่อนมาบอกว่า เธอหน่ะมาที่นี่เพราะอยากได้แค่วีซ่า หล่อนไปบอกให้แฟนหล่อนฟัง โอ๊ยพอได้ยินแค่นั้นแหล่ะค่ะ ของขึ้นเลยค่ะดิฉัน แหมมันดูถูกกันจริง แล้วที่สำคัญรู้ไม่จริงแล้วเอาไปพูดเนี่ย เกลียดอย่างแรง ขอสาปส่งเลยค่ะผู้หญิงคนนี้



Create Date : 14 มีนาคม 2554
Last Update : 14 มีนาคม 2554 10:41:30 น.
Counter : 348 Pageviews.

8 comment

senorita_phung
Location :
ระยอง  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



style type="text/css">