Group Blog
 
All Blogs
 

ทริปเที่ยว จ.สงขลา ...เมืองความทรงจำหลากรส ตอน เที่ยวเมืองเก่า ชิมอาหารอร่อย

หลังจากนั่งรถออกไปไกลถึงสุดชายแดนไทย-มาเลย์ กันแล้ววันนี้ผมกับเพื่อนจะไปเที่ยวเมืองสงขลากันครับ และที่เราจะไปกันก็คือ ย่านเมืองเก่าสงขลา





ย่านเมืองเก่าสงขลาตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง มีถนนสายสำคัญน่าเดินเที่ยว 3 สาย คือ ถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม เมื่ออดีตราว 200 ปีก่อน ตัวเมืองสงขลาตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ เรียกว่า "เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน" จนกระทั่งพ.ศ. 2385 จึงขยายมาทางฝั่งทิศตะวันออกบริเวณตำบลบ่อยาง เรียกกันว่า "เมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง" โดยเริ่มแรกมีถนนสองสายคือ ถนนนครนอก เป็นถนนเส้นนอกติดกับทะเลสาบ และถนนนครใน เป็นถนนเส้นในเมือง ต่อมามีการตัดถนนสายที่สามเรียกว่าถนนเก้าห้องหรือย่านเก้าห้อง เพื่องานสมโภชเสาหลักเมือง ต่อมาเรียกกันว่า ถนนนางงาม







ปัจจุบันถนน นครนอก ถนนนครใน และถนนนางงามยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ มีห้องแถวไม้แบบจีน ตึกคลาสสิคสไตล์ชิโนโปรตุกีส ศาลเจ้าพ่อกวนอู โรงแรมนางงาม โรงแรมไม้เก่าแก่ประดับลายฉลุไม้วิจิตรบรรจง และขนมอร่อย ทั้งไทย จีน ฝรั่ง ให้เลือกชมและชิมอย่างเอร็ดอร่อย





เป็นถนนที่ประกอบไปด้วยอาคารและสถาปัตยกรรมที่งดงาม เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาของชาวสงขลาผ่านมุมมองทางสถาปัตยกรรม นอกจากนั้นถนนนางงามยังเป็นแหล่งของกิน และแหล่งซื้อของฝากที่มีชื่อเสียง



หลังจากนั่งรถเวียนไปเวียนมา และลงเดินมองหาร้านอาหารอร่อย เราก็ได้พบกับร้านอาหารที่มีชื่อเมนูน่าสนใจว่า สตู ครับ และร้านที่ผมจะแนะนำก็คือ ร้านเกียดฟั่ง เป็นร้านขาย สตู หมูกรอบ ชากาแฟ





ร้านสตู เกียดฟั่ง เริ่มดำเนินการมาเมื่อปี พ.ศ.2480จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 ของตระกูล ต้นตำรับของความอร่อย คือ โกลัก ซึ่งเป็นชาวจีนไหหลำที่เดินทางมาหากินในเมืองสงขลา และทั้งสองได้อาศัยอยู่ด้วยกัน เพราะโกลักไม่มีครอบครัว โกลักจึงได้ถ่ายทอดสูตรการทำสตูหมูไก่ จากครั้งที่เคยเป็นกุ๊กอยู่ในเรือฝรั่ง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้แก่พ่อของโกยาว (รุ่นที่ 2)

ในสมัยสงคราม วัตถุดิบเป็นสิ่งหายาก จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนสูตรของสตูแบบอังกฤษที่เปลี่ยนการใช้เนยมาเป็นใช้กะทิแทนเนย และเครื่องปรุงบางชนิดก็ใช้เครื่องเทศจากเกาะอินโดนีเซียมาทดแทน เมื่อเปิดร้านสตูเกียดฟั่งที่ถนนนางงาม จึงมีการปรับสูตรให้ถูกปากลูกค้าท้องถิ่น สตูเกียดฟั่งจึงเป็นที่สตูที่ผสมผสานวัฒนธรรมการกินถึง 4 ประเทศ คือ อังกฤษ อินโดนีเซีย จีน และไทย เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน




วิธีการกินแบบดั้งเดิมนั้นเจ๊หล่าน และเจ๊เจิน (รุ่น3) เล่าว่า สตูส่วนใหญ่จะรับประทานคู่กับเนื้อหมู 3 ชั้นและมักจะเห็นภาพก๋ง(โกยาว) กับเด่ (คุณพ่อ)เอาสตูราดข้าวแล้วทาน แต่เมื่อขายลูกค้าจึงต้องคำนึงถึงเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น ร้านสตูเกียดฟั่ง ช่วงเช้าเปิดขาย 07.00-13.00 น.โดยจะขายน้ำชากาแฟ สตู หมูกรอบที่รับประทานกับน้ำจิ้มรสเด็ดของทางร้าน

ช่วงบ่ายจะเริ่มขายซาลาเปา โดยจะเปิดขายตั้งแต่เวลา 15.00-21.30 น.ซาลาเปาเกียดฟั่งมีความเป็นพิเศษ ที่ทุกไส้จะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ไส้หมูจึงมีสามขนาด ขนาดใหญ่จะกับเท่าฝ่ามือ จะขายลูกละ 25 บาท ส่วนขนาดกลาง ขนาดเล็ก ก็จะลดหลั่นขนาดลงมา รสชาติยามเมื่อเรากัดกินเนื้อซาลาเปาร้อน ๆ คำแรกจะเราจะมีความรู้สึกของแป้งที่แม้นจะเย็น แต่ยังคงความเหนียวนุ่มและกลิ่นหอมจากเครื่องตุ๋นยาจีน ซาลาเปาร้านนี้ผมทานมาแล้วครับ ต้องบอกท่านว่า ทานลูกเดียวก็อิ่มครับ หากใครชอบความเข้มข้น ทางร้านก็มีจิ๊กโฉ่ไว้บริการ นอกจากนี้ยังมีไส้สังขยา และไส้ถั่วดำ ที่ล้วนเป็นสูตรโบราณเก่าแก่ของทางร้าน และซาลาเปาสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นเดือน ๆ



ร้านเกียดฟั่ง ยังเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันซึ่งเห็นได้จากในร้านจะมีการขายกระหรี่พัฟ ที่บรรจุอยู่ในโถ ของตายายที่ชราไม่สามารถมานั่งขายเองได้ ที่นำมาฝากขายอยู่ด้วย และอีกมุมหนึ่งของร้านยังมีโต๊ะซ่อมนาฬิกาเก่าแก่ที่เปิดมาช่วง 2 อายุคนชื่อร้านแสงนวลและร้านข้าวเหนียวมะม่วงป้าชอุ่ม ซึ่งทางร้านก็เอื้อเฟื้อพื้นที่ ในมาฝากขาย และตั้งโต๊ะซ่อมนาฬิกา ที่ร้านเกียดฟั่ง ต้องบอกว่า น่านับถือครับ

ทีนี้ผมอยากจะบอกว่า สตู ที่ขาย ในพื้นที่สงขลา จะต่างจากสูตรที่ท่านทาน โดยทั่วไป เพราะสตูที่นี่ จะมีส่วนประกอบของ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไส้อ่อน เลือด ตับ ม้าม และจะราดด้วยน้ำราดที่เข้มข้น ที่มีส่วนผสมของน้ำกะทิ และโรยด้วย หอมหั่นซอย รสชาติกลมกล่อม ไม่เค็ม มาก และหอมเครื่องเทศ ที่มีส่วนผสมในน้ำราด ท่านใดที่จะลิ้มลองสตูสงขลา ก็เชิญนะครับที่ร้าน เกียดฟั่ง ถนนนางงาม อ.เมืองสงขลา ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นถนนวัฒนธรรม ของเมืองสงขลา ครับ



เพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยนะครับ จากรูปย่านเมืองเก่าสงขลา ที่ผมถ่ายมาเป็นบ้านไม้ใหญ่ๆ สีแดงสดและหน้าประตูบ้านเขียนว่า หับ โห้ หิ้น คิดว่าหลายๆ ท่านคงคุ้นๆ กับคำๆ นี้ใช่มั้ยครับ ใช่แล้วครับ หับ โห้ หิ้น เป็นชื่อบริษัทค่ายสร้างภาพยนตร์ในเครือของ GTH กันนั่นแหละครับ แต่หับ โห้ หิ้น ของที่นี่คือโรงสีข้าว ครับผมก็ไม่ทราบว่า เจ้าของบริษัทหับ โห้ หิ้น นำชื่อมาจากโรงสีข้าวที่นี่หรือเปล่านะครับ แต่เห็นว่าน่าสนใจดีเลยนำมาให้ชมกันครับ

หลังจากอิ่มอร่อยกับสตู อาหารขึ้นชื่อของที่นี่แล้วนะครับ เราจะไปเที่ยวกันต่อครับ




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2554    
Last Update : 5 กันยายน 2554 15:56:26 น.
Counter : 2297 Pageviews.  

ทริปเที่ยว จ.สงขลา ...เมืองความทรงจำหลากรส ตอน วัดเขารูปช้าง

หลังจากเที่ยว อุโมงค์ประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง กันแล้วเป้าหมายต่อไปของเราก็คือ ว้ดเขารูปช้าง







วัดเขารูปช้าง ตั้งอยู่ตำบลปาดังเบซาร์ ห่างจากตลาดปาดังเบซาร์ประมาณ ๑๓ กิโลเมตร เป็นวัดที่ใช้ถ้ำเป็นศาสนสถานลัทธิมหายาน ตั้งอยู่ในถ้ำเขารูปช้าง ภายในถ้าแบ่งออกเป็นห้องๆ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์กวนอิม บางส่วนของถ้ำมีหินงอกหินย้อย ซึ่งทางวัดตกแต่งประดับไฟสว่างไสว บริเวณวัดสงบร่มรื่น วัดแห่งนี้มีกฏระเบียบเคร่งครัด เช่น ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามลักขโมย ห้ามจัดงานบันเทิง อีกทั้งยังขอความร่วมมือในการรับประทานอาหารมังสวิรัติในบริเวณวัด เปิดตั้งแต่เวลา 8.00-18.00 น







จากที่ผมกับเพื่อนเดินเที่ยวชมดูวัดเขารูปช้างกันนั้น ถือว่าเป็นวัดที่สวยงามมาก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นโบสถ์ของวัดและสถาปัตยกรรมต่างๆ ของทางวัดนั้นสวยงามมากครับ ส่วนภายในถ้ำนั้นก็สวยงามไม่แพ้กันซึ่งมีทั้งหินงอกหินย้อยที่ทางวัดได้ติดไฟสีสวยๆ เป็นการตกแต่งถ้ำให้สวยไปอีกแบบครับ และที่ผมชอบอีกอย่างคือ ลมที่พัดผ่านภายในถ้ำนั้นเย็นสบายมากๆ ครับไม่มีกลิ่นอับเลย สำหรับท่านที่ชอบทำบุญ ไหว้พระ สิ่งศักดิ์สิทธ์ ผมขอแนะนำที่นี่ครับ วัดเขารูปช้าง







สถานที่ต่อไปจะเป็นที่ไหนติดตามตอนต่อไปครับ




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2554    
Last Update : 5 กันยายน 2554 15:35:00 น.
Counter : 912 Pageviews.  

ทริปเที่ยว จ.สงขลา ...เมืองความทรงจำหลากรส ตอน อุโมงค์ประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง

วันที่สองของการเที่ยวเมืองสงขลา รอบนี้เราไปกันไกลเลยครับ จุดหมายแรกที่ผมกับเพื่อนไปกันคือ อุโมงค์ประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง ครับ



เมือพวกเรามาถึงส่วนแรกที่เราพบคือ พิพิธภัณท์ประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง ซึ่งได้เก็บรวบรวมรูปถ่ายและข้าวของเครื่องใช้ของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ซึ่งมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วนเลยครับ





ส่วนต่อมาที่เราได้เห็นกันคือ บ้านพักของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา โดยจะอยู่บริเวณรอบๆ ค่ายก่อนที่จะเข้าไปดูในอุโมงค์กัน ซึ่งมีทั้งห้องนอน ห้องทำงาน ห้องประชุมและอื่นๆ แต่ที่ดูจะเด่นมากที่สุดคือ ห้องวิวาห์ระดับ 5 ดาวครับ เท่าที่ดูก็เป็นห้องที่สวยที่สุดจากห้องที่เห็นทั้งหมดครับ









ส่วนสุดท้ายและดูจะเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยก็คือ อุโมงค์ประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง ครับ โดยผมมีเกร็ดเกี่ยวกับอุโมงค์แห่งนี้ดังนี้ครับ



อุโมงค์ประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านปิยะมิตร 5 ตำบลคลองกวาง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (Communist Party of Malaya?CPM) เคยใช้เป็นฐานที่มั่นในการสู้รบ ในช่วงปี พ.ศ. 2520



อุโมงค์เขาน้ำค้างหรืออุโมงค์ประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง เกิดจากความจำเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ที่จะต้องหาที่หลบภัยจากการถูกโจมตีทางอากาศเพื่อเอาชีวิตรอดในช่วงที่ต้องต่อสู้ตามอุดมการณ์ ในปี พ.ศ. 2517 จึงระดมกำลังพล 200 คน ทำการขุดเจาะเป็นเวลารวม 2 ปีเศษๆ เป็นอุโมงค์ที่ถูกขุดเจาะด้วยน้ำมือของมนุษย์ เป็นหลักฐานแสดงถึงความมานะอุตสาหะและกล้าหาญอดทนของเหล่าพลพรรคในสมัยนั้นมาก ที่สามารถเจาะอุโมงค์เข้าไปในภูเขา ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ชั้น แบ่งแยกพื้นที่ภายในทำเป็นห้องต่างๆ มีช่องทางเข้าออก 16 ช่องทาง รวมความยาวภายในอุโมงค์ประมาณ 1 ก.ม.





จาก(อดีต)สมาชิกพรรคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) เมื่อสมัยหลายปีก่อน ซึ่งดำรงชีวิตในป่าใหญ่ หลบซ่อนพรางตัวอยู่ในอุโมงค์ในคราวถูกโจมตีได้อย่างปลอดภัยนานเป็นเดือน ถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่นับครั้งไม่ถ้วน ได้กลับใจมาเข้าร่วมเป็น ?ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย? ในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2530 และได้ละทิ้งอุโมงค์ไว้เบื้องหลังให้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลาและแรงธรรมชาติ ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 นายเหลียงยี่ซิง และ นายหมิงเซิน อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ได้ร่วมมือกันลงทุนนำคนงานจำนวนหนึ่งฟื้นฟูซ่อมแซมอุโมงค์ที่ถูกปล่อยให้โทรมไปตามธรรมชาติหลายปีขึ้นมาใหม่ มีปณิธานมุ่งหมายให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้ชนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อๆ ไปได้เห็นและศึกษาประวัติศาสตร์ 60 ปีของอดีตพรรคคอมมิวนิสต์มลายาต่อไป โดยได้มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2540 การคงอยู่ของอุโมงค์แห่งนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมานะพยายาม ความกล้าหาญ ความอดทน และปัญญาในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์





การเดินทางไปเที่ยวชมอุโมงค์ประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง มี 2 เส้นทางหลัก คือ จากอำเภอนาทวี เป็นระยะทางประมาณ 32 ก.ม. และจาก อำเภอสะเดา ระยะทางรวมประมาณ 26 ก.ม. ทั้งสองเส้นทางล้วนแล้วแต่สะดวกด้วยถนนลาดยางแบบสองเลน มีป้ายชี้ทางตลอดเส้นทาง หากเดินทางจากทางอำเภอสะเดาจะต้องขึ้นภูเขาชันเป็นระยะพอสมควร แต่จะได้ชมวิวที่สวยงามจากบนยอดเขา

หลังจากจบจากที่นี่แล้ว สถานที่ต่อไปที่เราจะไปกันจะเป็นที่ไหนติดตามตอนต่อไปครับ




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2554    
Last Update : 5 กันยายน 2554 15:20:04 น.
Counter : 1075 Pageviews.  

ทริปเที่ยว จ.สงขลา ...เมืองความทรงจำหลากรส ตอน เต้าคั่ว อาหารว่างเมืองสงขลา

หลังจากหนาวเหน็บกับเมืองหิมะกันมาแล้ว แถมฝนอีกนิดหน่อย เวลาก็เย็นมากแล้วท้องเริ่มหิว ก็เริ่มออกเดินทางหาของทานกันครับ และที่แรกที่เราจะไปกันคือ ตลาดกิมหยงครับ และผมกับเพื่อนก็หาอาหารอร่อยๆ ทานกันจนไปสะดุดตากับแมนูอาหารหนึ่งมีชื่อแปลกๆ ว่า เต้าคั่ว ครับ



จากรูปจะเห็นว่าร้านขายเต้าคั่วนี้เป็นรถเข็นผมจึงต้องซื้อใสถุงกลับมา ราคาประมาณ 30-40 บาทผมก็จัดเต็มมาเลยครับ เพราะอยากรู้ว่าจะมีอะไรบ้าง เมื่อกลับมาถึงห้องพักก็จัดใส่จานตามรูปเลยครับ แต่ไม่มีถ้วยน้ำจิ้มเลยต้องใส่ถุงใว้ก่อนครับ



เต้าคั่ว เป็นอาหารว่างคล้ายยำสลัด มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน ประกอบด้วยเส้นหมี่ เต้าหู้ทอด หมูหั่นเป็นชิ้น กุ้งฝอยสดผสมแป้งและน้ำกระทิทอดกรอบ ไข่ต้ม ผักบุ้งลวก ถั่วงอกลวก แตงกวาหั่นฝอย ราดด้วยน้ำยาซึ่งทำจากน้ำส้มสายชู ผสมน้ำตาลปี้ป และน้ำปลา เติมพริกโขลกละเอียด เจ้าอร่อยอยู่ด้สนหลังตลาดกิมหยง



หลังจากได้ลองชิมจนเกลี้ยงจาน ขอบอกว่าอร่อยมากครับ รสชาติมีทั้งรสเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ดนิดหน่อย และที่การันตีความอร่อยได้อย่างดีคือ ลูกค้าครับเพราะที่สะดุดตานอกจากชื่อแล้ว ร้านนี้ลูกค้าเยอะมากครับ และตอนเข้าไปสั่งซื้อนั้นลูกค้าแต่ละคนสั่งซื้อกันที 5-10 ชุดเลยครับ และร้านนี้ยังมีเมนูอื่นๆ อีกเช่น ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน

หลังจากอิ่มแล้วก็กลับเข้านอนพรุ่งนี้เที่ยวต่อครับ ในตอนต่อไปครับ





 

Create Date : 29 สิงหาคม 2554    
Last Update : 31 สิงหาคม 2554 20:26:27 น.
Counter : 899 Pageviews.  

ทริปเที่ยว จ.สงขลา ...เมืองความทรงจำหลากรส ตอน หาดใหญ่ไอซ์โดม (สโนว์โดมเมืองหิมะ)



หลังจากหายไปนาน รอบนี้ได้มาจากการประกวดกิจกรรมของ ททท. โครงการ "คนเล่าเรื่อง เมืองน่ารัก" ซึ่งมีทั้งหมด 10 คน ไปกันคนละเมือง ของผมได้ จ.สงขลา ...เมืองความทรงจำหลากรส ครับ



เรื่องการเดินทางนั้นไม่ยุ่งยากเท่าไร เพราะมีหลากหลายวิธีให้ท่านเลือกไม่ว่าจะนั่งรถทัวร์ หรือขึ้นเครื่องบินไปสำหรับผมเลือกขึ้นเครื่องบินครับ เพราะจองตั๋วเครื่องบินได้ราคาพิเศษครับ หลังจากบินจากกรุงเทพสู่สนามบินหาดใหญ่เรียบร้อยและได้ที่พักแล้ว เวลาประมาณบ่ายโมง สถานที่แรกที่เราจะไปกันคือ หาดใหญ่ไอซ์โดม (สโนว์โดมเมืองหิมะ) ครับ



Hatyai Ice Dome โดมแห่งความเย็นยะเยือกระดับ -15 องศา ที่ทางเทศบาลนครหาดใหญ่ร่วมมือกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อดับความร้อนให้กับชาวใต้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา



Hatyai Ice Dome ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะ อ.หาดใหญ่ ขับรถเข้าไปอยู่ทางด้านซ้ายมือ ตั๋วเข้าชมคนละ 200 บาท เด็กส่วนสูงไม่เกิน 135 ซม. จ่ายแค่ครึ่งเดียว การเข้าชมแบ่งเป็นรอบๆ รอบละประมาณ 20 นาที มีบริการเสื้อกันหนาวไม่คิดค่าบริการ แต่สำหรับรองเท้าให้เช่าคู่ละ 20 บาท ซึ่งผมไม่เอาครับ สู้ๆ



ในหาดใหญ่ไอซ์โดม ประติมากรรมน้ำแข็ง (แกะสลักน้ำแข็ง) สัมผัสประสบการณ์ มหัศจรรย์จากน้ำแข็งแกะสลักต้นตำรับจากเมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน อุณหภูมิติดลบ 15 องศา ใหญ่และเย็นที่สุดในประเทศไทย โดยจะมี 2 โซนให้ได้สนุกกันคือ โซนแหล่งท่องเที่ยว สุดยอดของแต่ละประเทศ และโซนสวนสนุก ประกอบไปด้วย|1.ศาลาทรงไทย|2.หอฟ้าเทียนถาน|3.รูปปั้นเมอร์ไลอ้อน ( สิงคโปร์ )|4.เจดีย์ 5 ชั้น(ญี่ปุ่น)|5.อาคารรัฐสภา(อังกฤษ)|6.หอเอนเมืองปิซ่า(อิตาลี)|7.โอเปร่า เฮ้าส์(ออสเตรเลีย)|8.ตึกแฝดเปโตรนาส(มาเลเซีย)|9.สไลเดอร์(แบบป้อมปราการ)|10.บาร์น้ำแข็ง|11.จตุรัสแดง(รัฐเซีย)|12.ประตูชัย(ฝรั่งเศส)|13.มหาวิหารเมืองโคโลญน์(เยอร์มัน)|14.อาคารรัฐสภา สหรัฐอเมริกา|15.เมืองกรีกโบราณ(เอเธนส์)|16.ทัชมาฮาล(อินเดีย) และมีสไลด์ลื่นให้ลื่นเล่นกันสองที่ครับ ที่แรกจะอยู่ในโซนนี้เหมือนที่เห็นในรูปครับ อีกโซนจะเป็นสไลด์ลื่นที่ใหญ่กว่าโดยต้องนั่งห่วงยางไหลลงมาบนพื้นน้ำแข็ง อารมณ์จะเหมือนกับสไลด์ลื่นในเมืองหิมะที่ดรีมเวิลด์น่ะครับ ต้องขออภัยเรื่องรูปของอีกโซนเนื่องจากอากาศเย็นมากกล้องค้างครับ หุหุ





หลังจากเที่ยวเสร็จฝนตกพอดีครับ เลยต้องรอนานหน่อยกว่าจะออกมาได้ก็ประมาณ 4-5 โมงเย็น กลับเข้าที่พักและเเวะหาของทานมื้อเย็นครับ เมนูจะเป็นอะไรน่าสนใจแค่ไหนติดตามตอนต่อไปครับ






 

Create Date : 29 สิงหาคม 2554    
Last Update : 5 กันยายน 2554 15:10:08 น.
Counter : 2086 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

wvhso6
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Friends' blogs
[Add wvhso6's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.