Group Blog
 
All Blogs
 

ศาลาแก้วกู่ (วัดแขก) อุทยานเทวาลัย จังหวัดหนองคาย

ศาลาแก้วกู่ (วัดแขก) อุทยานเทวาลัย จังหวัดหนองคาย (สำนักพุทธมามกสมาคม จังหวัดหนองคาย) แหล่งท่องเที่ยว ห่างจากตัวเมืองหนองคายเพียง 3 กม. ด้วยความอลังการ งานสร้างด้วยความศรัทธา ยิ่งใหญ่

217673589941114.jpg

ศาลาแก้วกู่ สร้างโดยปรารถนาให้ที่แห่งนี้เป็น เมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน หรือดินแดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง เชื่อว่า ทุกศาสนาผสมผสานกันได้ ...ตั้งอยู่ ชุมชนสามัคคี อ.เมือง จ.หนองคาย ในพื้นที่ 42 ไร่ รูปปั้น ทั้งเล็กใหญ่แล้วว่ากันว่ามีไม่น้อยกว่าหลักพัน 
*** ศาลาแก้วกู่สร้างขึ้นโดย “ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์” หรือ “ปู่เหลือ” ( พ.ศ. 2476 – 2539 ) ซึ่งมีประวัติชีวิตและผลงานอัศจรรย์ โดยย่อ ดังนี้ นางคำปลิว สุรีรัตน์ (พี่สาวคนโตของปู่เหลือ) ชาวหนองคาย แต่งงานได้ระยะหนึ่ง ฝันว่ามีชีปะขาวนำ นาคมรกตมามอบให้ แต่บอกว่าอีก 7 เดือนค่อยไปรับมาเป็นของตน ต่อมาแม่ตั้งท้องลูกคนที่เจ็ด ในวัยสูงอายุและหมดประจำเดือนแล้ว และคลอดเมื่ออายุครรภ์ได้ 7 เดือน ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นไปตามนิมิตในฝัน นางคำปลิวและสามี จึงรับน้องชายมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ตั้งแต่แรกเกิด

963237486314028.jpg

....ด.ช.บุญเหลือชอบเข้าวัดมาแต่เด็ก พออายุได้หกขวบนางคำปลิวเสียชีวิตลง สามีนางคำปลิวมีภรรยาใหม่ ด.ช.บุญเหลือจึงกลับไปอยู่กับ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่มักขัดขวางห้ามปรามผู้ใหญ่ในทางบาปต่างๆ จึงไม่เป็นที่รักใคร่ของญาติพี่น้อง ครั้นอายุ 12 ปี ทนความกดดัน รอบข้างไม่ไหว จึงหนีออกจากบ้านรอนแรม ไปจนพบสำนักอาศรมแก้วกู่ในเขตแดนลาว และได้ฝากตัวศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรมอยู่กับ พระมุนีที่นั่น จนอายุครบ 20 ปี พระมุนีจึงให้ออกจากสำนัก ไปจาริกแสวงบุญโปรดญาติโยมทั้งใกล้และไกล เมื่ออายุ 30 ปี จึงได้กลับมาปรนนิบัติตอบแทนคุณในวาระสุดท้ายของชีวิตพ่อแม่ ก่อนแม่สิ้นบุญในปี 2507 ได้มอบที่ดิน 8 ไร่ ณ บ้านเชียงควาน เมืองท่าเดื่อ เวียงจันท์ ไว้เป็นมรดก

856561986263841.jpg

...ปี พ.ศ. 2513 ปู่เหลือได้พัฒนาที่ดินดังกล่าวสร้างเป็น “ปูชนียสถานเทวาลัยอย่างมหึมา” พุทธศาสนิกชนทั้งในภาคพื้นยุโรป และเอเชียเลื่อมใสมาก แต่เมื่อเกิดเหตุวิกฤตในราชอาณาจักรลาวเมื่อปี พ.ศ. 2518 หลวงปู่จึงพาลูกศิษย์ข้ามโขงมา และรวมกันจัดตั้งเป็น “พุทธมามกสมาคมจังหวัดหนองคาย” โดยกรมการศาสนารับรองให้ในปี พ.ศ. 2519

186837078537791.jpg

... ปี พ.ศ. 2521 สานุศิษย์ได้จัดซื้อที่ดินราว 41 ไร่ ในเขตบ้านสามัคคี ต.หาดคำ ถวายให้เป็นที่ตั้งสำนักจวบจนปัจจุบัน ต้นปี พ.ศ.2527 ปู่เหลือถูกใส่ความ และมีผู้ไปแจ้งตำรวจตั้งข้อหาฉกรรจ์ (ซึ่งทางสำนักขอสงวนไว้) ต้องอยู่ในเรือนจำจนถึง ปลายปี 2529 เมื่อออกมาแล้วก็สร้างเทวรูป อีกมากมาย ทั้งเล็กและใหญ่ และทั้งขนาดที่สูงถึง 33 เมตร เมื่อสร้างทั้งพุทธรูปและเทวรูปถึง 209 ปางแล้ว ก็สร้างศาลาแก้วกู่หลังใหม่ โดยรื้อหลังเก่า (พ.ศ.2523 – 2538) ที่ทรุดโทรมลง ขณะก่อสร้างศาลาหลังใหม่ ปู่เหลือก็ล้มป่วย และต่อมาได้เสียชีวิตลงในเดือนสิงหาคม 2539 สานุศิษย์ได้นำผอบ (ผะ-อบ) แก้วใส่ร่างของท่านไว้ ตามความประสงค์ก่อนสิ้นชีวิต”

578232368919998.jpg

556518414989113.jpg

112138636875897.jpg

866311918944120.jpg

588527646847069.jpg

822236818727105.jpg

209877362009137.jpg

218012494035065.jpg

280840164981782.jpg

102864968124777.jpg





 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2557 0:57:58 น.
Counter : 1191 Pageviews.  

กิจกรรมปลูกป่าชายเลนกันชุดเครื่องนอนซาติน

กลับมาอีกครั้งแล้วครับ หลังจากห่างหายไปนานมากๆ กลับมาคราวนี้ผมได้มีโอกาสไปร่วม กิจกรรมปลูกป่าชายเลนกันชุดเครื่องนอนซาติน มาครับ

โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นในวันที่ 30 กันยายน 2554 ที่สถานตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการครับ



โดยการเดินทางของพวกเรานั้นจะเดินทางโดยรถบัสปรับอากาศและขึ้นรถกันที่ห้างโลตัสพระราม2 ครับ



ตลอดการเดินทางของเราจะมีการเล่นเกมแจกของรางวัลโดยมีพิธีกรคนสวยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของทางซาตินเป็นผู้ดูเเลตลอดการเดินทางครับ



ส่วนรูปนี้พิธีกรของเรากำลังเล่นเกมกับสมาชิกที่ร่วมทริปครั้งนี้ครับ



และสถานที่แรกที่เราไปเยือนคือวัดบางพลีใหญ่ใน ครับ



ไปถึงแล้วก็ต้องไหว้พระขอพรกันซักหน่อยครับ



ตรงมุมนี้เป็นแผงสำหรับเช่าพระเพื่อใหพุทธศาสนิกชนนำไปบูชาที่บ้านครับ



ที่ขึ้นชื่ออีกอย่างของที่วัดบางพลีใหญ่ใน ก็คือ ตลาดน้ำโบราณบางพลี ซึ่งมีอายุเก่าแก่มากกว่า 150 ปีครับ



บรรยากาศร้านค้าที่ตั้งแผงอยู่ริมแม่น้ำครับ



อีกด้านนึงครับที่นี่มีร้านค้าของพ่อค้าแม่ค้าเยอะมากครับ มีของหลากหลายให้เลือกซื้อครับ



ที่ขึ้นชื่ออีกอย่างของที่นี่คือ ห้องน้ำครับ โดยจะรู้จักกันในชื่อ สุขาไฮเทคครับ จะไฮเทคขนาดไหนเราไปชมกันครับ



ภาพนี้เป็นทางเข้าห้องน้ำนะครับ จะมีไฟวิ่ง LED ใว้เเจ้งข่าวสารของทางวัดประตูเป็นแบบลุกเข้าออกดังที่เห็นในรูปนะครับ แต่ส่วนที่ยืนรอเข้าห้องน้ำหลังจากเข้าประตูไปแล้วจะติดแอร์เย็นฉ่ำเลยครับ



ส่วนนี้เป็นอ่างล้างมือโดขจะมีเซ็นเซอร์ในการเปิดปิดน้ำเมื่อเอามือเข้าไปใกล้ๆก้อกน้ำครับ ส่วนในห้องน้ำก็เป็นอบบปกติทั่วไปครับ



หลังจากไหว้พระขอพรกันแล้วคณะของเราก็ไปที่สถานตากอากาศบางปูกันเลยครับ และเป้าหมายแรกที่เราไปถึงคือ สะพานสุขตาครับ



จากตรงนี้เราจะไปกันที่ร้านอาหารที่มีชื่อว่า ศาลาสุขใจครับ ส่วนระยะทางก็เท่าที่เห็นครับ



สำหรับท่านไหนที่คิดว่าระยะทางไกลและกลัวเเดดจะร้อนไม่อยากเดินไป ทางร้านมีบริการรับส่งฟรีด้วยรถสามล้อครับ



แต่สำหรับผมเดินเองครับ ผมกับเพื่อนก็เดินกันไปเรื่อยๆ และก่อนจะถึงร้านอาหารก็เห็นรูปปั้นนกนกนางนวล สัญลักษษณ์ของที่นี่ครับ



ส่วนนี้ป้ายหน้าทางเข้าของศาลาสุขใจ ร้านอาหารที่พวกเราจะมาทานกันครับ



ส่วนนี่เป็นภาพของพวกเราขณะที่กำลังรับประทานอาหารกันครับ



เนื่องจากวันที่ไปทำกิจกรรมกันนั้นอยู่ในช่วงเทศกาลกินเจพอดี ซึ่งผมเองก็ทานเจด้วยจึงถ่ายรูปเมนูเจมาให้ชมกันครับ ส่วนเมนูปกติผมไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง จะไปขอถ่ายรูปก็เกรงใจครับ



สำหรับทริปนี้เรามีดาราคนดังมาร่วมกิจกรรมด้วยครับ คือ คุณ เจิน วรัญญา ครับ ดารานักแสดงจากช่อง3 ให้เกียรติมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วยครับ




หลังจากอิ่มหนำสำราญกับอาหารมื้ออร่อยแล้ว กิจกรรมต่อไปคือการฟังบรรยายจากเจ้าหน้าที่ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ (บางปู) และมีการฉายสไลด์แนะนำศูนย์ / ทดสอบปริศนา สรรพชีวิตที่บางปู



หลังจากฟังบรรยายแล้วก็จะแบ่งกลุ่มกันเพื่อเดินศึกษาธรรมชาติพื้นที่ชุ่มน้ำบางปูครับ



เดินมาซักพักแวะถ่ายรูปกันหน่อยครับ



เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติจะเป็นทางเดินพื้นปูนเรียบ เดินสบายครับ



ส่วนนี่เป็นหอสูงใช้สำหรับให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปดูนกและสัตว์ต่างๆ ในพื้นที่ครับ



ระหว่างที่เดินบนสะพานเชือกก็หันมาเก็บภาพกันหน่อยครับ



สาวสวยคนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ของซาตินอีกคนครับ



หลังจากเดินสำรวจป่าชุ่มน้ำกันแล้วก็เตรียมตัวไปปลูกป่ากันครับโดยเส้นทางที่เดินผ่านจะมีกังหันลมอันใหญ่เรียงรายเป็นแถวครับ



กล้าของต้นเเสมที่เราจะนำไปปลูกกันครับและต่อไปเราจะไปดูการปลูกป่าชายเลนกันนะครับ









สุท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท โชคลาภบุญชัย ผู้ผลิตชุดเครื่องนอนซาตินที่ทำให้เกิดกิจกรรมดีๆ แบบนี้นะครับ




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2554    
Last Update : 1 ตุลาคม 2554 17:37:07 น.
Counter : 1472 Pageviews.  

ทริปเที่ยว จ.สงขลา ...เมืองความทรงจำหลากรส ตอน เที่ยวตลาดน้ำคลองแห

หลังจากเที่ยวพิพิธภัณท์ที่เกาะยอแล้ว เราก็มุ่งหน้ากลับสู่ตัวเมืองสงขลา เพื่อไปช้อป ชิม ชิล ที่ตลาดน้ำคลองแหกันครับ



หาดใหญ่ก็มีสถานที่ที่น่าสนใจนอกจากตลาดกิมหยงซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักช้อป แล้วก็ยังมีตลาดเชิงวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้เป็นส่วนผสมของตลาดน้ำขายอาหาร และของที่ระลึก กับตลาดโบราณทางบก บนระยะทาง 200 เมตรริมฝั่งคลอง อาหารท้องถิ่น บนเรือเกือบ 100 ลำ และร้านค้าบนบกกว่า 200 เจ้า มีของให้เลือกกินมากมาย ที่นี่จึงเป็นแหล่งช้อปปิ้งน่ารักอีกแห่งที่ไม่ควรพลาด



ตลาดน้ำคลองแห มีการขายสินค้าในตลาดน้ำทุกๆ วันศุกร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป เข้าไปในตลาดประชาสัมพันธ์เค้าบอกว่า ตลาดน้ำนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของ ชาวคลองแห ชาวเมืองหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง มีบรรดาพ่อค้า แม่ค้า เอาของมาจำหน่ายเยอะพอสมควร สินค้าส่วนใหญ่เน้นของอาหารสำเร็จรูป



ตลาดน้ำคลองแห ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ความยาวของตลาดประมาณ 200 เมตร อยู่ริมฝั่งคลองตรงข้ามกับวัดคลองแห เป็นตลาดน้ำเชิงวัฒนธรรมแห่งแรกและแห่งเดียวของภาคใต้ มีลักษณะที่ผสมผสานระหว่างตลาดน้ำ (จำหน่ายสินค้าในเรือ) และตลาดโบราณ (จำหน่ายสินค้าบนบก) มีพ่อค้า-แม่ค้านำอาหารพื้นบ้านคาวหวาน สินค้าที่ผลิตในท้องถิ่น ผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่าย



ตลาดน้ำคลองแหเปิดบริการวันศุกร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. มีเรือบริการนำเที่ยวชมทิวทัศน์ของสองฝั่งคลอง และยังสามารถเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อาทิเช่น ปากน้ำแหลมโพธิ์ จิตรกรรมฝาผนังวัดคูเต่า และมัสยิดกลางจังหวัดสงขลา เป็นต้น



ทุกวันนี้นอกจากนักท่องเที่ยวในจังหวัดแล้ว นักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น พัทลุง ปัตตานี สตูล ฯลฯ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ก็จะหาโอกาสแวะมาซื้อหาของกินอร่อยๆ ที่นี่ เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะระยะทางไม่ไกลมากนัก และถนนหนทางก็สะดวก มีแผ่นป้ายบอกทางเข้าตลาดอย่างเด่นชัด ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้จะพัฒนาเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งเรียนรู้และให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกาย พบปะสังสรรค์กันด้วย.

การเดินทาง จากเกาะยอ ขับเข้ามาทางจังหวัดสงขลา ก่อนถึงตัวเมืองเลี้ยวขวาไปที่ทางหลวงหมายเลข 414 ก่อนเข้าอำเภอหาดใหญ่ ให้เลี้ยวซ้ายที่ป้ายบอกทางไปวัดคลองแห (ระยะทางจากเกาะยอ 33 กิโลเมตร

แม่ค้าที่ตลาดนี้ใจดีทุกคนมีทั้งลดทั้งแถม และมีน้ำใจช่วยเหลือดีครับ ผมกับเพื่อนก็เดินดูของหาของกินไปเรื่อยๆ ขอบอกว่าเยอะมากๆ ครับจนกระทั่งมาเจอขนมโบราณน่าสนใจอย่างหนึ่งครับชื่อว่า ขนมบอกโบราณ



ขนมบอก และเหนียวบอก
ขนมบอก หรือหนมบอก เป็นขนมพื้นบ้านที่นับวันจะหากินไม่ใคร่ได้ (หากินได้ยาก) และใกล้จะสูญหายไปจากวิถีชีวิตของคนใต้ ขนมบอกที่ บ้านพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และหัวถนนนางงาม อำเภอเมืองสงขลา มีทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่างกัน สิ่งที่เหมือนกัน คือ ทั้งสองแห่งยังคงอนุรักษ์การทำขนมบอกขายและต้องถือว่าเป็นเจ้าเดียวและอาจจะเป็นเจ้าสุดท้ายของแต่ละแห่งเลยก็อาจเป็นไปได้ ถ้าจะถามถึงความรู้สึกของผุ้ทำขนมบอกทั้งสองแห่ง คำตอบต่างบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนอนุรักษ์ขนมพื้นบ้านที่หากินได้ยาก ไว้ให้ลูกหลานคนใต้และผู้มาเยือนได้รู้จักและลิ้มลอง และต่างมีความหวังดีลึก ๆ ว่าวันข้างหน้าจะมีผู้ที่เห็นความสำคัญและรับช่วงอนุรักษ์การทำขนมบอกต่อไป



สิ่งที่แตกต่าง คือ เนื้อขนมที่มีองค์ประกอบจากแป้งที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ขนมบอกของพุมเรียงจะทำจากแป้งข้าวเจ้าที่แต่งด้วยสีธรรมชาติจากดอกไม้ และใบไม้ กินคู่กันมะพร้าวขูดโดยคนที่ชอบหวานอาจโรยน้ำตาลทรายอีกสักเล็กน้อยก็จะอร่อยยิ่งขึ้น ส่วนขนมบอกของสงขลาจะทำจากแป้งข้าวเหนียว กินคู่กับมะพร้าวขูดเช่นเดียวกัน และปรุงแต่งความอร่อยด้วยน้ำตาลทรายผสมงาขาวทำให้น่ากินยิ่งขึ้น

ส่วนขั้นตอนการทำคล้าย ๆ กันคือ ต้องนำแป้งใส่กระบอกนำกระบอก
ไปนึ่งผ่านความร้อนจากไอน้ำเพื่อให้แป้งขนมสุก ก็จะได้ขนมบอกหอมกรุ่นแสนอร่อย ท้าทายให้ลิ้มลอง



รูปสุดท้ายระหว่างรอขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ เห็นครอบครัวมุสลิมกำลังจะขึ้นเครื่องเหมือนกัน เห็นการแต่งกายในชุดประจำชาติสวยงามมากโดยเฉพาะเด็กๆ น่ารักมากครับ เลยถ่ายมาฝากเพื่อนๆ ครับ




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2554    
Last Update : 31 สิงหาคม 2554 21:20:37 น.
Counter : 2235 Pageviews.  

ทริปเที่ยว จ.สงขลา ...เมืองความทรงจำหลากรส ตอน เที่ยวเกาะยอ ชมพิพิธภัณท์

หลังจากเที่ยวชายหาดสมิหลา แล้วจุดหมายต่อไปของเราคือ เกาะยอ เพื่อชมพิพิธภัณท์ที่ สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ครับ



เกาะยอ อยู่ในทะเลสาบสงขลา มีสวนผลไม้นานาชนิด และมีโบราณสถานเช่นวัดเขาบ่อ วัดท้ายยอซึ่งวัดนี้มีเจดีย์เก่าแก่อยู่บนเนินเขา การเดินทางไปยังเกาะยอนั้น มีเรือโดยสารไป-มาระหว่างตลาดสดสงขลากับเกาะยอ หรือจะเดินทางมาตามเส้นทาง สงขลา-หาดใหญ่ แล้วเลี้ยวขวาที่สี่แยก บ้านน้ำกระจาย ข้ามสะพานติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นสะพานยาวที่สุดในประเทศไทยครับ



หลังจากนั่งรถข้ามสะพานติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นสะพานยาวที่สุดในประเทศไทย มายังเกาะยอแล้วจุดหมายของเราคือ สถาบันทักษิณคดีศึกษา ครับโดยมีรายละเอียดดังนี้



ในปี พ.ศ. 2511 เป็นปีแรกที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาได้เปิดวิทยาเขตขึ้นที่จังหวัด สงขลา ศาสตราจารย์ สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ซึ่งรับผิดชอบการสอนรายวิชาคติชนวิทยา ของภาควิชา ภาษาไทย ได้นำนิสิตออกเก็บข้อมูลภาคสนามในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2513 ในพื้นที่อำเภอ สทิงพระ และอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา การออกเก็บข้อมูล ในครั้งนั้นทำให้ได้ข้อมูลที่มีคุณค่าด้านวัฒนธรรม ทั้งที่เป็นวัตถุของจริง ข้อมูลมุขปาฐะ สมุดข่อย และข้อมูลอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ศาสตราจารย์สุธิวงศ ์ พงศ์ไพบูลย์ เห็นถึงความสำคัญของ "วัฒนธรรมพื้นบ้าน" ชัดเจนขึ้น ท่านเล็งเห็นถึงการพัฒนาประเทศ ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีข้อมูลทางด้านวัฒนธรรมเป็นพื้นฐาน ดังนั้นจึงคิดทำ "โครงการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมภาษา และวัฒนธรรมภาคใต้" ขึ้น และพยายามผลักดันทุกวิถีทางที่จะผนวกเข้าเป็นแผนงานส่วนหนึ่งของ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จนกระทั่งได้รับการยอมรับ และได้รับงบประมาณแผ่นดินเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 โดยได้รับงบประมาณจำนวน 4,589,200 บาท เพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์ส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมภาคใต้ขึ้นภายในบริเวณมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตสงขลา (ในขณะนั้น) อาคารดังกล่าวสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2521 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน เปิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2522 สถาบันทักษิณคดีศึกษาเติบโตและพัฒนามาตามลำดับ แต่โดยเจตนาเดิมที่ต้องการจัดสร้างสถาบันให้เป็นต้นแบบของสถาบัน ทางวัฒนธรรมที่ครบวงจร สามารถนำ "อดีตมารับใช้ปัจจุบัน" ได้อย่าง สมสมัยในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และความมั่นคงของชาติ ศาสตราจารย์สุธิวงศ ์ พงศ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็นผู้สถาปนาและเป็นผู้อำนวยการ สถาบันในห้วงเวลาดังกล่าว จึงมีโครงการย้ายที่ตั้งสถาบันจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตภาคใต้เดิมมาตั้ง ณ บริเวณ บ้าน อ่าวทราย ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา และพัฒนา สร้างสรรค์จน เป็นสถาบันทักษิณคดีศึกษาอย่างที่ได้ ประจักษ์ในปัจจุบัน



จากการเดินสำรวจสถานที่ สาบันแห่งนี้มีความน่าสนใจในหลายด้านๆ เลยครับ เช่น ห้องกระต่ายขูดมะพร้าว (Coconut Graters) จัดแสดงเหล็กขูด หรือกระต่ายขูดมะพร้าวรูปทรงต่าง ๆ ซึ่งทำมากจากวัสดุหลายชนิด เช่น ไม้ เหล็ก กระดูกช้าง เป็นต้น



ห้องเครื่องมือช่างไม้และงานศิลปหัตถกรรม (Carpenter's Tools and Handicrafts) จัดแสดงเครื่องใช้ช่างไม้ ชนิดต่าง ๆ เช่น เลื่อย รางทัด กบไสไม้ เครื่องเจาะ เครื่องกลึง เป็นต้น และห้องอื่นๆ อีกมากมายแต่ผมไม่สามารถถ่ายรูปได้เพราะทางพิพิธภัณท์ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปครับ หากมาเกาะยอแนะนำให้มาเที่ยวที่นี่นะครับ



ก่อนจะไปที่ต่อไปผมมีรูปวิวเกาะยอสวยๆ ที่ถ่ายจากจุดชมวิวของ สถาบันทักษิณคดีศึกษา มาให้ชมกันครับ







และสุดท้ายเราจะไปเที่ยวตลาดกันครับ จะอยู่ที่ไหนติดตามตอนต่อไปครับ




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2554    
Last Update : 2 กันยายน 2554 10:25:45 น.
Counter : 1042 Pageviews.  

ทริปเที่ยว จ.สงขลา ...เมืองความทรงจำหลากรส ตอน สวนสวย...ทะเลใส

หลังจากเที่ยวย่านเมืองเก่าสงขลา และอิ่มอร่อยกับสตู เรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางกันต่อครับ และสถานที่ต่อไปก็คือ สวนสองทะเลครับ



สวนสองทะเล เป็นสวนสาธารณะอยู่ระหว่างท่าแพขนานยนต์สงขลาและศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สิ่งที่น่าสนใจในสวนสองทะเลคือเป็นจุดที่อยู่ระหว่างทะเลสาบสงขลาและทะเลฝั่งอ่าวไทย มีทิวทัศน์ที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา มีการสร้างส่วนเศียรหรือส่วนหัวของพญานาค เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองแก่เมืองสงขลาโดยนายอุทิศ ชูช่วย นายกเทศมนตรีนครสงขลามีความคิดที่จะสร้างขึ้นจึงให้อาจารย์มนตรี สังข์มุสิกานนท์ อาจารย์มหาวิทยาลัยทักษิน เป็นผู้ดำเนินการออกแบบ โดยแบ่งพญานาคออกเป็นสามส่วน สำหรับส่วนหัวซึ่งหมายถึง "สติปัญญาอันเป็นเลิศของชาวสงขลา" สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2549



สำหรับนาคหรือพญานาค เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดน้ำ ความยิ่งใหญ่แห่งน้ำ เป็นเทพเจ้าแห่งการให้น้ำ และความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพชีวิตทั้งปวง ชาวใต้มีความเชื่อว่า นาคหรือพญานาค จะพ่นโปรยน้ำทิพย์มาชโลมไล้ให้มนุษย์มีความสุขสดชื่น ชำระล้างมลทินทั้งกายและทางใจ ชาวภาคใต้นับถือนาคหรือพญานาค เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และกราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของตนสืบไป



เนื้อวัตถุเป็นโลหะทองเหลืองรมสนิมเขียวออกแบบ โดย อาจารย์มนตรี สังข์มุสิกานนท์ (รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณคนปัจจุบัน) มีการสร้างขึ้นเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง หัวพญานาค ตั้งอยู่บริเวณสวนสองทะเล ปลายแหลมสนอ่อน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำตัว 1.20 เมตร ความสูงจากฐานลำตัวจนถึงปลายยอดสุดประมาณ 9 เมตร พ่นน้ำลงสู่ปากอ่าวทะเลสาบสงขลา ส่วนที่สอง สะดือพญานาค ตั้งอยู่บริเวณลานชมดาวสนามสระบัว แหลมสมิหลา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำตัว 1.20 เมตร ความยาว 5.00 เมตร ความสูง 2.50 เมตร ลักษณะลำตัวโค้งครึ่งวงกลม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลอด ใต้สะดือพญานาคให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ส่วนที่สาม หางพญานาค ตั้งอยู่บริเวณชายหาดสมิหลา ริมถนนสะเดา (หลังสนามกอล์ฟ) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.20 เมตร ความยาว 4.00 เมตร ความสูง 4.50เมตรปัจจุบันประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้ามาเยี่ยมเยือน จังหวัดสงขลา



วันที่ผมไปถ่ายรูปที่สวนสองทะเล มีเด็กนักเรียนประถมมาทัศนศึกษากัน เลยชวนน้องๆ มาชักชวนเพื่อนๆ ให้มาเที่ยวสงขลากันครับ และสถานที่ต่อไปที่เราจะไปเที่ยวกันคือ หาดสมิหลา ครับ



ชายทะเลเมืองสงขลาซึ่งเปรียบเสมือนห้องรับแขกธรรมชาติที่ต้อนรับผู้มาเยือน เรื่อยมา จนปัจจุบันหาดสมิหลาอยู่ทางตอนเหนือของชายทะเลเมืองสงขลา ถัดจากแหลมสนอ่อนทอดยาวไปจรดแหลมสมิหลาที่อยู่ท้ายหาดทางด้านใต้ เป็นชายหาดสวยงามน่าเดินเล่นทรายขาวละเอียด น้ำไม่ลึกมาก เล่นน้ำได้ดี ตลอดแนวจัดเป็นสถานที่พักผ่อนทางวิ่งออกกำลังกาย จุดชมวิวที่มีทิวทัศน์ของเกาะหนู เกาะแมว เป็นฉากหลังมีปฏิมากรรมรูปนางเงือกนั่งอยู่บนโขดหิน อันเป็นสัญลักษณ์ของสมิหลา พร้อมด้วยรูปปั้นแมวและหนูที่บอกเล่าตำนานของเกาะ หนูเกาะแมวเป็นที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวตั้งใจมาเยือนเมื่อมาถึง จังหวัดสงขลา



หาดสมิหลา อยู่ในเขตเทศบาลนครสงขลา ห่างจากตลาดสดเทศบาลเพียง 2.5 กม. การเดินทางสะดวกมีถนนเลียบชายหาดตลอดแนว จากอำเภอหาดใหญ่สามารถใช้รถประจำทางสายหาดใหญ่ - สงขลาได้ หากอยู่ในเมืองก็มีรถสองแถวไปชายหาด



และก็เหมือนกับที่สวนสองทะเล มีนักเรียนประถมมาทัศนศึกษากันเยอะมากๆ ครับ กว่าจะถ่ายรูปนางเงือกได้ต้องรอจังหวะที่นักเรียนมาถ่ายรูปและกลับออกไปครับ แต่ผมเห็นว่าเป็นรูปที่สวยงามดีและถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆ ครับ




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2554    
Last Update : 31 สิงหาคม 2554 21:04:55 น.
Counter : 1377 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

wvhso6
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Friends' blogs
[Add wvhso6's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.