Group Blog
 
All Blogs
 

งานบวชนาคช้างเดือน 6 บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์



ชุมชนชาวกูยเลี้ยงช้าง และหมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี ที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นทั้งในด้านภาษาพูดความเป็นอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง ภูมิปัญญาชาวบ้าน ยึดถือการเคารพช้างว่าเท่ากับการเคารพศาลปะกำและการเคารพศาลปะกำก็เท่ากับเคารพบรรพบุรุษ

คนและช้างเปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัวที่มีความผูกพันธ์กันอย่างแนบสนิทตามฐานะอายุของช้างและคน ถ้าช้างมีอายุมากก็เปรียบช้าง เสมือน พ่อ-แม่-ปู-ย่า-ตา-ยาย ถ้าช้างมีอายุน้อยก็เปรียบช้างเสมือนลูก-หลาน ตามธรรมเนียมชาวกูยเลี้ยงช้างจะไม่รับประทานเนื้อช้างโดยเด็ดขาด เพราะช้างคือสัตว์คู่บ้านคู่เมือง คู่พระพุทธศาสนา มีคุณค่าต่อชาวโลกด้านวัฒนธรรมประเพณีมาทุกยุคทุกสมัย

ในวันขึ้น 13, 14 และ 15 ค่ำเดือน 6 (ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม) ของทุกปี บุตรหลานชายอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ที่มีจิตศรัทธาจะเข้าบรรพชาอุปสมบทในวันดังกล่าว พร้อม ๆ กันครั้งเดียว ทุกครัวเรือนในเขตรัศมีวัดจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพโดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นบุตรหลานของใคร ผู้ใดมีช้างก็ให้นำมาร่วมขบวนแห่ ชาวกูยนิยมให้บุตรหลานบรรพชาอุปสมบทในวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรง ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพาน และเชื่อถือว่าหากได้นั่งช้างแห่นาคด้วยแล้วจะได้อานิสงส์มหาศาล โดยจะแห่นาคไปที่วังทะลุ และทำการบรรพชาอุปสมบท ณ จุดนั้น ซึ่งเป็นวังน้ำวนที่เกิดจากการไหลมาบรรจบกันของแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำชีและแม่น้ำมูล ทำให้เกิดดินดอน หรือเนินดินขึ้นตรงกลาง มีแม่น้ำล้อมรอบ ชาวบ้านเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สิมน้ำ" และเนื่องจากเป็นบริเวณที่จัดอุปสมบทหมู่ จึงเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า "ดอนบวช" ทั้งนี้ เป็นผลจากความเชื่อว่าผู้ใดได้บูชาด้วยการปฏิบัติตามผู้นั้นชื่อว่า ได้เห็นพระพุทธเจ้า ซึ่งตามพุทธประวัติ ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก่อนอุปสมบท พระองค์ได้ทรงม้ากัณฑกะโดยมีนายฉันนะตามเสด็จไปสู่แม่น้ำอโนมา ทรงปลงผมและผนวช ณ ที่ริมแม่น้ำอโนมา

ในปัจจุบัน ชาวกูย จะตั้งขบวนช้างแห่ไปยัง 'วังทะลุ' และควาญช้างจะนำช้างลงอาบน้ำให้ร่างกายสะอาด เพื่อเตรียมเข้าพิธีบวชช้าง ซึ่งจะทำก่อนบวชนาคที่วัด พิธีบวชช้างจะกระทำที่ศาลปะกำ สถานศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือ โดยมีหมอเฒ่าหรือปะกำหลวงเป็นผู้ประกอบพิธีบวชให้ช้าง จากนั้นขบวนช้างและชาวกูยจะแห่นาคไปยังพัทธสีมา เพื่อบรรพชาอุปสมบทนาคให้เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาต่อไป

การเดินทาง
ใช้เส้นทางหมายเลข 214 (สุรินทร์-ท่าตูม) ถึงกิโลเมตรที่ 42 เลี้ยวซ้ายสู่บ้านตากลางอีก 22 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองประมาณ ประมาณ 60 กิโลเมตร

ข้อมูลการติดต่อ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 1 โทรศัพท์ 0 4421 3666 และ ศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว (Call Center) 1147

ข้อแนะนำ
ประเพณีบวชช้าง จัดขึ้นในวันวิสาขบูชาของทุกปี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม

แหล่งข้อมูล
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2554 11:58:34 น.
Counter : 467 Pageviews.  

ประเพณีแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร



งานแห่พระแข่งเรือ ของ จังหวัดชุมพร ถือว่าเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านาน จัดการแข่งขันกันโดยทั่วไป แต่ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากที่อื่นๆ คือ การแข่งขันเรือที่อำเภอหลังสวน ซึ่งไม่ถือเอาเส้นชัยเป็นเกณฑ์การตัดสิน แต่ตัดสินกันที่ธง นายหัวเรือลำใดสามารถคว้าธงที่ทุ่นเส้นชัยได้ก่อน ลำนั้นจะเป็นฝ่ายชนะ ดังนั้น นอกจากจะต้องอาศัยความพร้อมเพรียงของฝีพายแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของนายท้ายเรือและนายหัวเรืออีกด้วย นายท้ายเรือต้องถือท้ายเรือให้ตรง เพื่อให้นายหัวเรือขึ้นโขนเรือไปชิงธงที่ทุ่นเส้นชัยได้ นายหัวเรือจะต้องกะจังหวะขึ้นโขน ขึ้นไปให้สุดปลายโขน เพื่อความได้เปรียบในการจับธง และคว้าธงให้มั่น ไม่ตกน้ำ แต่ถ้าในกรณีที่นายหัวเรือคว้าธงได้พร้อม ๆ กัน และได้ธงไปลำละท่อนจะถือว่าเสมอกัน
งานประเพณีแห่พระแข่งเรือ อำเภอหลังสวน เป็นประเพณีเก่าแก่ของอำเภอหลังสวน ซึ่งมีมากว่า100 ปี จัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 (ประมาณเดือนตุลาคม) ของทุกปี ถือกันว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จกลับมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาสู่เมืองสังกัสสะในชมพูทวีป พุทธศาสนิกชนจึงเดินทางไปรับเสด็จเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเดินทางที่สะดวกในสมัยนั้นคือทางน้ำ จึงมีโอกาสพบปะสังสรรค์ซึ่งกันและกัน พระเสด็จ ในอดีตชาวบ้านจะพายเรือลากพระจากวัดต่าง ๆ ตามลำน้ำ หลังสวน มารวมกันสมโภชที่วัดด่านประชากร จัดให้มีการตักบาตร ทำบุญทอดกฐิน จากนั้นก็จะมีการ แข่งเรือ ซึ่งมีเรือพายเข้าร่วมการแข่งขันจำนวนมาก ฝีพายแต่งกาย ด้วยเสื้อผ้าแพรวพรรณ หลากสีสวยงาม ร้องเพลงเรือเป็นที่สนุกสนาน ส่วนเรือแข่งขันกันจับคู่แข่งกัน ผู้ชนะก็ได้ผ้าสีไปคล้องหัวเรือเป็นรางวัล ลำไหนได้ผ้าสีมากก็เป็นลำที่ชนะ เมื่อเลิกพายแล้วก็จะนำผ้าแถบเหล่านั้นไปเย็บติดเป็นผ้าม่านถวายวัดต่อไป

การแข่งขันเรือพายได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ เรือมีความยาวมากขึ้นใช้ฝีพายมากขึ้น และในปี พ.ศ.2482 ได้มีการพายแข่งขันชิงขันน้ำพานรองของ พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในสมัยนั้น ซึ่งมีเงื่อนไขว่า ต้องชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปี จึงจะได้ขันน้ำพานรอง ใบนี้เป็นกรรมสิทธิ์ เรือต่าง ๆได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่หลายปีในที่สุดเรือแม่นางสร้อยทอง สังกัดวัดบรรพตวิสัย (วัดในเขา) ก็ได้ขันน้ำพานรองน้ำใบ นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ ปี พ.ศ. 2507 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระราชทานโล่รางวัลชนะเลิศ สำหรับการแข่งขันเรือยาวและการประกวดเรือประเภทสวยงาม และในปี พ.ศ. 2522 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลยอดทอง เป็นรางวัลแก่เรือยาวชนะเลิศประเภท ข

ปัจจุบันการ แข่งเรือ ดังกล่าว มีระยะเวลาการจัดงานประมาณ 5 วัน บริเวณท่าน้ำหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลหลังสวน มีผู้สนใจเข้าร่วมแข่งขันกันมากมาย ทั้งที่มาจากจังหวัดใกล้เคียง และที่ห่างไกลออกไป เป็นประเพณีที่ชาวชุมพรภาคภูมิใจ หน่วยงานของรัฐ เอกชน และประชาชนโดยทั่วไปยังคงให้การสนับสนุน ร่วมแรงร่วมใจให้ประเพณีนี้คงอยู่สืบไป

การเดินทาง
อำเภอหลังสวน ห่างจากตัวจังหวัด ตามเส้นทางถนนเพชรเกษม (หมายเลข 4) ประมาณ 65 กิโลเมตร

ข้อมูลการติดต่อ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคใต้ เขต 5 โทร 0 7728 8818-9 และ ศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว (Call Center) 1147 หรือ ที่ทำการอำเภอหลังสวน โทรศัพท์ 0 7754 4530

ข้อแนะนำ
ประเพณีแข่งเรือ ขึ้นโขนชิงธง จัดขึ้นในวันออกพรรษา หรือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี




 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2554 10:02:06 น.
Counter : 377 Pageviews.  

อุทยานกล้วยไม้ป่าช้างกระ อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น



เมื่อลมหนาวมาเยือนถิ่นอีสาน ผู้มาเยือนยังวัดป่ามัญจาคีรีวนารามจะได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่งกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เป็นกลิ่นของ ' ช้างกระ ' กล้วยไม้ป่าดอกเล็กๆ สีขาว มีจุดม่วงอมชมพูแซมประปราย บานรวมกันเป็นช่อ ห้อยระย้าลงมาเป็นพวงสวยงาม ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจทุกยามเมื่ออากาศเย็น แทบไม่น่าเชื่อว่าสถานที่นี้มิได้ห่างไกลจากความเป็นเมืองเลย

วัดป่ามัญจาคีรี อยู่ห่างจากตัวอำเภอมัญจาคีรีประมาณ 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ 15 ไร่ เป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสม มีความชื้นตลอดปี และอยู่ใกล้กับบึงกุดเค้า แหล่งน้ำที่สำคัญของท้องถิ่น จึงพบกล้วยไม้ช้างกระที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จำนวนกว่า 4,000 ต้น เกาะตามกิ่งและลำต้นของต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุยาวนานนับร้อยปี เช่น ต้นมะขาม กว่า 280 ต้น ช้างกระ มีคุณลักษณะลำต้นตั้งตรง มีรากใหญ่และยาว ขนาดใบค่อนข้างใหญ่และหนา ซ้อนกันสลับซ้ายขวา ช่อดอกเอนโค้งเล็กน้อย ต้นที่สมบูรณ์จะมี พวงดอกยาวเกือบ 1 ฟุต ดอกจะเรียงกันแน่น ขนาดประมาณ 2 - 2.5 ซ.ม. มีกลีบดอกสีขาวแต้มสีม่วงอมชมพู จะบานได้ทนเป็นสัปดาห์ มีกลิ่นหอมฟุ้ง จะเริ่มออกช่อตั้งแต่เดือนธันวาคม และบานเต็มที่ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

การเดินทาง
จากถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2) เลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอชนบท ตามทางหลวงหมายเลข 229 (ชนบท-มัญจาคีรี) ทางเข้าวัดอยู่ซ้ายมือ ก่อนเข้าตัวเมืองมัญจาคีรี 1 กิโลเมตร ระยะทางจากถนนมิตรภาพประมาณ 35 กิโลเมตร

จากขอนแก่นใช้เส้นทางทางหลวงหมายเลข 2731 (ขอนแก่น-พระยืน) ต่อเข้าถนนหมายเลข 2092 (พระยืน-มัญจาคีรี) ระยะทางจากตัวเมืองขอนแก่นประมาณ 57 กิโลเมตร

ข้อมูลการติดต่อ
สำนักงาน ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 3 โทรศัพท์ 0 4324 4498-9 หรือ ศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยว 0 4387 1074
ศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว ( Call Center) 1147




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2554 13:36:28 น.
Counter : 737 Pageviews.  

สุริยปฏิทิน ปราสาทภูเพ็ก จังหวัดสกลนคร



ยามแสงเรื่อเรืองอาบไล้ปราสาทหินเก่าแก่ที่อวลด้วยกลิ่นอายศิลปะขอม ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามศักดิ์สิทธิ์ หากยังปรากฏความอัศจรรย์ลงบนแท่งหินอายุนับ 1,000 ปี ที่เป็นเครื่องบ่งบอกคืนวันและฤกษ์ยามในการดำเนินชีวิตของบรรรพชนที่ผูกร้อยอยู่กับดวงตะวัน

ในบริเวณปราสาทภูเพ็ก ซึ่งอยู่บนยอดเขาหินทรายบนเทือกเขาภูพาน เขตอุทยานแห่งชาติภูพาน และตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ปรากฎแท่นหินทราย ขนาด 56 X 56 เซนติเมตร สูง 60 เซนติเมตร ด้านบนมีการแกะสลักเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียงรอบเป็นรูปทรงเรขาคณิตจำนวน 16 ช่อง ใช้ตามติดตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์ จากทิศทางของแสง จะได้ทราบฤดูกาลและกำหนดเวลาทำการเกษตร การก่อสร้างได้

นักพิภพวิทยาท่านหนึ่ง คือ คุณสรรค์สนธิ บุณโยทยาน สนใจศึกษาการใช้แท่งหินนี้ และนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาประมวลผลด้านดาราศาสตร์ พบว่าเมื่อใส่ข้อมูลพิกัดตำแหน่งของปราสาท เส้นรุ้งที่ 17 องศาเหนือ และใส่วันที่ปรากฏการณ์สำคัญต่างๆ จะได้มุมกวาดเป็น 65, 90 และ 115 องศา ซึ่งเป็นตำแหน่งดวงอาทิตย์ขึ้นหมุนเวียน โดยในวันเริ่มต้นของปี จะเป็นวันที่เวลากลางวันจะเท่ากับเวลากลางคืน ดวงอาทิตย์ทำมุมฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ตรงกับวันที่ 21 มีนาคม เป็นฤดูใบไม้ผลิ หลังจากนั้นดวงอาทิตย์จะค่อยๆ เคลื่อนไปทางทิศเหนือ จนถึงจุดที่ไกลที่สุด ซึ่งจะเป็นวันที่กลางวันจะยาวที่สุด ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน จัดว่าเป็นฤดูร้อน จ.สกลนคร อยู่เส้นรุ้ง 17 องศาเหนือ กลางวันจะมี 13 ชั่วโมง ขณะเดียวกันเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมาถึงจุดที่ไกลที่สุดทางทิศใต้ ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี ตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว จ. สกลนคร จะมี 11 ชั่วโมง ได้มีการทดสอบแนวแสงอาทิตย์ด้วยลูกดิ่งหลายครั้งพบว่า แนวแสงจะพาดผ่านช่องสี่เหลี่ยมช่องใดช่องหนึ่งพอดี เมื่อตรงกับวันที่ดังกล่าวข้างต้น

เพราะฉะนั้นตำแหน่งที่ใช้ก่อสร้างปราสาทขอม ซึ่งรวมถึงปราสาทภูเพ็ก จึงต้องเป็นบริเวณที่โล่งแจ้ง ไม่มีสิ่งรกร้าง ที่จะกั้นแสงอาทิตย์ได้ การสร้างปราสาทหินภูเพ็กนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประมาณปี พ.ศ. 1742 สร้างจากก้อนหินทรายทรงสี่เหลี่ยม วางทำมุมฉาก ตามแนวทิศตะวันออก-ตก มีศิวลึงค์อยู่ด้านตะวันออก โดยมีด้านเปิดให้แสงอาทิตย์เข้าไปเพียงด้านเดียว ให้แสงสาดตรงที่ ณ ตำแหน่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในปราสาท ซึ่งแสดงถึงศาสตร์แห่งสุริยปฏิทินของขอมโบราณ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีผู้ใดทราบถึงสาเหตุที่ว่าเหตุใดปราสาทหินภูเพ็กแห่งนี้ จึงสร้างไม่เสร็จ

การเดินทาง
จากตัวเมืองสกลนครใช้ทางหลวงหมายเลข 222 ไปประมาณ 22 กิโลเมตร หลังจากนั้นแยกซ้ายเข้าบ้านนาหัวบ่ออีกประมาณ 14 กิโลเมตร

ข้อมูลการติดต่อ
สำนักงาน ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 4 หมายเลขโทรศัพท์ 0 4251 3490-1
ศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว (Call Center) 1147

ข้อแนะนำ
สำหรับผู้ที่เดินทางไปชมสุริยปฏิทินที่ปราสาทภูเพ็กนั้น ควรเดินทางไปให้ตรงกับวันสำคัญที่ปรากฏ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจในความยิ่งใหญ่ของอดีต ได้แก่ ครีษมายัน ตรงกับวันที่มีกลางวันยาวนานที่สุดคือ 13 ชั่วโมง ในวันที่ 22 มิถุนายน
ศารทวิษุวัตและวสันตวิษุวัต ตรงกับวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันพอดีคือ 12 ชั่วโมง ในวันที่ 23 กันยายน และ 21 มีนาคม
เหมายัน ตรงกับวันที่กลางคืนยาวที่สุดคือ 13 ชั่วโมง ในวันที่ 21 ธันวาคม




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2554 11:18:10 น.
Counter : 325 Pageviews.  

วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา



วัดหน้าพระเมรุ, อยุธยา (Wat Na Phramen)
ด้านหน้าอุโบสถ วัดหน้าพระเมรุ วัดหน้าพระเมรุ ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวด้านเหนือของคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง มีชื่อเดิมว่า "วัดพระเมรุราชการาม" แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในสมัยใด พิจารณาได้ว่า น่าจะเป็นวัดสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง ในต้นสมัยอยุธยา เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก เพราะพม่าได้ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วัดนี้ พระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาซึ่งมีเสาอยู่ภายใน แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคาที่หลังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อสำริดขนาดใหญ่ที่สุดที่ปรากฏและมีความงดงามมาก ด้านหลังพระอุโบสถยังมีอีกองค์หนึ่งแต่เล็กกว่า คือ พระศรีอริยเมตไตรย์

"พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ" พระประธานวัดหน้าพระเมรุ พระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องกษัตริย์ที่งดงามองค์หนึ่งของกรุงศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 4.5 เมตร สูง 6 เมตร ซึ่งไม่ถูกพม่าเผาทำลายในการเสียกรุง

สิ่งสำคัญที่ปรากฏภายในวัดนี้ คือ พระอุโบสถและพระพุทธรูปประธานทรงเครื่องใหญ่ ซึ่งคงสร้างขึ้นราวรัชกาลของพระเจ้าปราททอง หน้าบันของพระอุโบสถเป็นไม้แกะสลักปิดทองที่แสดงรูปพระนารายณ์ทรงครุฑแวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา คติดังกล่าวเป็นที่นิยมในสมัยโบราณที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ คือเป็นพระนารายณ์อวตาร ดังนั้น หน้าบันของโบสถ์ วิหาร หรือปราสาทราชวังที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงบูรณะก็มักจะทำรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเป็นสำคัญ อันมีความหมายว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดหลวง สำหรับพระพุทธรูปประธานทรงเครื่องใหญ่ก็สร้างในคติของพระพุทธเจ้าาปางโปรดพญามหาชมพู ตามความในมหาชมพูบดีสูตร ซึ่งเป็นรูปแบบของพระพุทธรูปที่นิยมมากในสมัยอยุธยาตอนกลางต่อลงมาจนถึงสมัยรันตโกสินทร์ตอนต้น พระพุทธรูปองค์นี้อาจเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปทรงเครื่องภายในเมรุทิศเมรุรายของวัดไชยวัฒนารามที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าปราททองได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงอนุมานได้ว่าพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุก็คงจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน

พระพุทธรูปศิลาศิลปะทวาราวดีในวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ ในท่านั่งห้อยพระบาท อายุเก่าแก่กว่าพันปี
ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถมีวิหารน้อยที่สร้างขึ้นโดยพระยาชัยวิชิต (เผือก) ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีรูปแบบลอกเลียนมาจากพระอุโบสถ แต่ลดขนาดให้เล็กลงกับทั้งเปลี่ยนหน้าบันให้เป็นลายพรรณษาตามความนิยมของศิลปะในช่วงนั้น ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแบบทวาราวดีขนาดใหญ่ซึ่งอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ อยุธยา เชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมคงประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดนครปฐมมาก่อน และได้ย้ายมายังวัดมหาธาตุ อยุธยา ราวรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็เป็นได้ พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปศิลาประทับนั่งห้อยพระบาทที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบัน นับเป็น 1 ใน 6 องค์ ที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงนับเป็นสิ่งที่มีค่ามาก

ด้านหลังวิหารน้อย หรือวิหารเขียน
ข้าง ๆ พระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ยังมีวิหารน้อยหรือวิหารเขียน ซึ่งมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องการค้าสำเภาและพุทธชาดกต่าง ๆ แล้วยังมีพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ สลักจากหินปูนสีเขียวแก่ เรียกว่า "หลวงพ่อคันธารราฐ" ซึ่งมีอยู่ไม่กี่องค์ในเมืองไทยเวลานี้ ความเก่าแก่นั้นกล่าวได้ว่าเก่าแก่สมัยสุโขทัย ไล่เลี่ยกับยุคสมัยของบูโรพุทโธ หรือบรมพุทโธ บนเกาะชวาในอินโดนีเซียเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว

เจดีย์ราย 3 องค์ ที่มีรากไทรแผ่เข้าครอบคลุม ด้านหลังพระอุโบสถของวัดหน้าพระเมรุ น่าจะคุ้นตาสำหรับผู้ที่เคยเห็นภาพวาดกรุงศรีอยุธยาในหนังสือของ อังรี มูโอต์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศษที่เดินทางเข้ามา ในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2554 9:51:13 น.
Counter : 527 Pageviews.  

1  2  3  4  

wvhso6
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Friends' blogs
[Add wvhso6's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.