Group Blog
 
All blogs
 

O สายธาร .. กาลเวลา ภาค อวสาน .. O









เพลง .. ลาวสองคอน




๙๕๐. ทรุดกายนั่งตั่งหมอน .. มืออ่อน-กราบ
ปล่อยจิตทราบ .. อธิษฐานคนผ่านให้
รอคอย .. หมายรูปคราญ .. ฝ่ากาลไป
ที่ท่าน้ำระลอกไหล .. รอใครคืน



บ้านสาทร .. ริมน้ำ ..



๙๕๑. อัมพรโอภาสแจ้ง - - - จันทร์ฉาย
ระริกหลั่งผืนน้ำราย - - - รอบล้อม
จิตหนึ่งเพ่งรำบาย - - - ความบอก
บอกสู่อีกจิตพร้อม - - - ผ่านรู้แรงถวิล ฯ

๙๕๒. เรื้องแสงจันทเรศเมื้อ - - - เมฆบน
เหลื่อมละลานอำพน - - - แผ่นฟ้า
แว่วสังคีตประณีตดล - - - โสตสดับ
พร้อมศัพท์เสียงเหว่ว้า - - - หว่างละห้อยคอยเห็น ฯ

๙๕๓. อาวรณ์ถวิลผ่านฟ้า - - - เฟือนจันทร์
ส่งรับข้ามกัปกัลป์ - - - กล่อมชู้
สอดแทรกสู่ภาคฝัน - - - เพื่อกล่อม ขวัญนา
สามโลกย่อมยินรู้ - - - รักนี้นิรันดร์สมัย ฯ

๙๕๔. อาสูรรูปสวาดิสร้อย - - - สายสมร พี่แม่
ด้วยกิจจึ่งพราก-จร - - - จากหน้า
บัดนี้กลับนาคร - - - คอยอยู่
คอยแม่ข้ามฝั่งฟ้า - - - วกซ้ำคืนสม ฯ

๙๕๕. ครั้งรูปนาริศน้อม - - - แนบทรวง
โอบตระกอง, อิ่มดวง- - - - ฤดิล้น
ปรางนั่น-กรุ่นหอมพวง- - - - ผกาเปรียบ ได้ฤๅ
สุดจิตจักฝ่าพ้น - - - ภาคเนื้ออ่อนไฉน ฯ

๙๕๖. ครั้งองค์ยุพเรศน้อม - - - แนบอิง
อ้อมอกยกให้พิง - - - ผ่อนล้า
เกษินีกรุ่นหอมหญิง - - - ราวยั่ว –
ให้จบจูบนานช้า - - - เนิ่นช้าถนอมโฉม ฯ

๙๕๗. ครั้งนิลเนตรช้อนสบ - - - ซึ้งผสาน
บ่งบอกเดียงสาคราญ - - - ใคร่รู้
ว่าระทึกดวงมาน - - - ในแม่ นั้นเนอ
ด้วยตระกองกอดชู้ - - - เช่นนั้นฤๅไฉน ฯ

๙๕๘. บัวตูมเทียนธูปพร้อม - - - นำถวาย พระเอย
เพ่งศรัทธะมุ่งหมาย - - - หนึ่งหน้า
แรงรำลึกจุ่งกราย - - - กรอมอก ใครเนอ
ให้อกนั้นวุ่นว้า - - - หวั่นร้างคำเรียม ฯ

๙๕๙. โอม..บุญช่วยก่อเกื้อ - - - บงการ
ร้อยพจน์รสผูกมาน - - - แม่ไว้
พากย์ใดที่พบพาน - - - พร่ำห่วง อย่าแม่
อย่าชำเลืองเนตรได้ - - - ดั่งเนื้อพรรณนา ฯ

๙๖๐. เพรงกรรมคงร่วมรู้ - - - รับรอง
บาปแยกเราห่างสอง - - - ฝั่งฟ้า
บุญกลับเชื่อมครรลอง - - - รอยเหลื่อม กาลเนอ
ช่วยร่นน้ำร่นหล้า - - - ร่นฟ้ารวมฝัน ฯ

๙๖๑. รอมาแต่ภพเบื้อง - - - ปางบรรพ์
รอบาปคลายโทษทัณฑ์ - - - เท่าสร้าง
รอบุญบ่มทรวงขวัญ - - - รู้ฝาก นัยแม่
ร่วมฝากนัยล่มล้าง - - - บาปร้อนเบื้องบุราณ ฯ

๙๖๒. แจ่มแจ้งสองฝั่งฟ้า - - - เพียงไหน
ฤๅเท่ากล่าวคนไกล - - - ก่อนกี้
หวานฉ่ำมธุรสใด - - - เสพทราบ
ฤๅเท่าใครบ่งชี้ - - - ตอบเนื้อความสนอง ฯ

๙๖๓. เดือนหกฝนหกฟ้า - - - พาหนาว
ทรวงหนึ่งบ่อยครั้งคราว - - - กลับร้อน
รุมอยู่แต่เนตรวาว - - - วามจับ ใจแม่
แต่รับรู้, อุ่นซ้อน - - - แทรกซึ้งตรึงทรวง ฯ

๙๖๔. ดาวเกลื่อนเดือนก่ำคล้าย - - - โคมแขวน
เทียบรูปอำไพแดน - - - เด่นฟ้า
รอเจ้าแต่เงยแหงน - - - มองเงียบ อยู่เนอ
สำเหนียกความเหว่ว้า - - - หว่างละห้อยคอยหวน ฯ

๙๖๕. แทนบัวมือกราบค้อม - - - คอถวาย
เพ่งรูปพระรำบาย - - - บอกรู้
พากย์ยกลูกแยบคาย - - - ควรอยู่ ไฉนนา
ควรช่วย..กล่อมใจผู้ - - - อยู่พู้นเพรงยาม ฯ

๙๖๖. ชมเฌอฤๅใช่หน้า - - - นวลผจง
จักเหม่อเพ่งพิศพะวง - - - วุ่นว้า
รำไรเหลื่อมแสงบง- - - - กชมาศ
นึกแต่หน้าหนึ่งหน้า - - - ยิ่งหน้าเคยคะนึง ฯ

๙๖๗. ราตรีดารดาษด้วย - - - แพรดาว
แหนห่มจนห้วงหาว - - - ผ่องแผ้ว
ห่วงเมื่อนิทราคราว - - - โดยเดี่ยว นะแม่
ใดอาจห่มกายแก้ว - - - กอดน้องป้องหนาว

๙๖๘. มองจันทร์นึกแจ่มหน้า - - - นวลนาง
เผยผ่านจิตเลือนลาง - - - ลอบเร้น
แก้มอิ่มเอิบยิ้มกลาง - - - วิกาลดึก นั้นนา
หวังรูปเรียมนิมิตเต้น - - - แต่งเจ้าภิรมย์ใจ ฯ

๙๖๙. โฉมเจ้าจอดรูปไว้ - - - ในตา พี่ฤๅ
เนื้ออ่อนแนบติดนา- - - - สิกซ้ำ
เสียงกระซิบแผ่วมา - - - มอมโสต
กระแจะจันทน์หอมล้ำ - - - ยากแล้วเลือนสลาย ฯ



บ้านอัมพวา ..
พศ.๒๓๓๒






๙๗๐. ธูปเทียนประทีปตั้ง - - - บุษบา เพลิงเอย
จุดแจร่มชวาลา - - - ร่วมน้อม
รำลึกพุทธปฏิปทา - - - บูชิต พระเอย
สัททะตั้งมั่นพร้อม - - - พรั่งพร้อมสิ่งสักการ ฯ

๙๗๑. จิตประเทิงทัศนะเอื้อ - - - อธิษฐาน
หากคู่เคยสาบาน - - - บอกไว้
ทุกรอบวัฏฏะสงสาร - - - จักสบ กันนา
จะอยู่ไกลหรือใกล้ - - - ย่อมต้องมาเจอ ฯ

๙๗๒. อ้างกุศลเสี่ยงตั้ง - - - สัตยา ธิษฐานแฮ
ปลุกบำบวงพจนา - - - เนิ่นย้อน
เข้าอำอกเชษฐา - - - อีกฝั่ง ฟ้าแล
ให้ระรุมรุ่มร้อน - - - หยั่งรู้ใจสมร ฯ

๙๗๓. สองรอบศตวรรษร้าง - - - รอยกัน
ตราบภพเหลื่อมจบฝัน - - - บอกรู้
เหนี่ยวดึงจิตดวงขวัญ - - - ฝากสวาดิ
คอยเร่งเร้าแรงชู้ - - - อยู่เชื้อเชิญประชัน ฯ

๙๗๔. กำสรดสร้อยฟ้าคลี่ - - - ครวญคะนึง
แต่เมื่อรูปเหนี่ยวดึง - - - จิตน้อง
ฤๅทอนรอบถวิลถึง - - - ทวนเทวษ
เห็นแต่คอยพร่ำพร้อง - - - ผ่านฟ้าประนอมฝัน ฯ

๙๗๕. เพรงพรัด-นรนารถน้อย - - - นางเมือง
กรอมโศกกำสรวลเนือง - - - เนิ่นช้า
ร้างรูปรสบรรเทือง - - - ทูนเทียบ
แต่ล่องใจไขว่คว้า - - - อุ่นอ้อมกอดถนอม ฯ

๙๗๖. พร่ำพบ-มาโนชสร้อย - - - กระซิบเสียง
หวังเชษฐะจะประเดียง - - - สดับรู้
คำสัตย์พากยะก็เพียง - - - ร่วมผูก จิตนา
รอร่วมใจกายกู้ - - - กลับพ้นอดีตกรรม ฯ

๙๗๗. ปรัถพีพิโยคพื้น - - - ทรวงธร-
ณีฉุดสินธุสาคร - - - คลื่นคว้าง
เงามืดทาบจันทร - - - สิ้นขจ่าง
หลังจิตแม่ลูกร้าง - - - ล่วงพ้นยามเพรง ฯ

๙๗๘. สุดโพยมเวหาสห้อง - - - หาวหน
สองรูปเหลือหนึ่ง-บน - - - แผ่นหล้า
รูปหนึ่งซบพักตร์พิมล - - - ที่ตั่ง หมอนนา
อีกจิตทับซ้อนหน้า - - - หนึ่งหน้าในหมอน ฯ

๙๗๙. สิ้นรูปในภพเบื้อง - - - บุพกาล
เมื่อภาคเพ็ญแขตระการ - - - กลับแจ้ง
บั่นช่วงถี่แสงวาน- - - - วันดับ
สุดรูปจิต-อาจแว้ง - - - วกย้อนเพรงยาม ฯ

๙๘๐. ลืมเนตรในห้องพระ - - - พิศอนงค์
หาแม่ - ร้างรูปองค์ - - - อกร้อน
ค่อยย่องจดเท้าลง - - - เบาเงียบ
จำทิศทางก้าวย้อน - - - สู่ห้องท่านหญิง ฯ

๙๘๑. เนตรหลับโอษฐ์อิ่มคล้าย - - - ยิ้มเย็น
เอิบอิ่มลำเพาเพ็ญ - - - ภาคผู้-
ไกลห่างทุกข์ลำเค็ญ - - - โดยจิต
ทัณฑ์โทษปราโมทย์รู้- - - - เท่ารู้ทันเสมอ ฯ

๙๘๒. ยามดึกเงียบสงัดด้าว - - - เดือนฉาย
เมื่ออัสสาสะรำบาย - - - ผ่อนช้า
ทรุดลงเพ่งพิศหมาย - - - รอเมตต ตาแฮ
นานเนิ่นห่างเห็นหน้า - - - รูปหน้าในคะนึง ฯ

๙๘๓. เหมือนจิตจดจ่อด้วย - - - ดวงสุดา
จึงเนตรตื่นมองมา - - - รูปเจ้า
ยิ้มเยื้อนรูปโอษฐ์วา- - - - ระแรก พิศเนอ
ลุกตระกองรูปเฝ้า- - - - กอดไว้ในทรวง ฯ

๙๘๔. เพียงที่กระซิบถ้อย - - - อาทร
แต่งภิรมย์บังอร - - - เอ่อล้น
คือแม่-ที่เฝ้าวอน- - - - ว่ากล่าว สอนเนอ
จิตผูกพันยากพ้น - - - ผ่านห้วงกรรมะกระแส ฯ

๙๘๕. สัญญาเก่าทับซ้อน - - - รูปทรง
เปลี่ยนผ่านเจตนะประสงค์ - - - แทรกไว้
สำเหนียกแต่รูปมง- - - - คลภาค
เพียงหนึ่งเท่านั้นไซร้ - - - สืบรู้ปรารมภ์ ฯ

๙๘๖. แววเนตรมองสบเจ้า - - - แจ้งนัย
คือลูกโทนแห่งสมัย - - - เก่าโพ้น
แต่ครั้งเมื่อหลบภัย - - - จากอยุท ธยาฮา
คืนภาพกาลก่อนโน้น - - - แนบย้อมสัญญา ฯ

๙๘๗. สาวน้อยมาโนชหน้า - - - แนมสุวรรณ แม่เอย
ด้วยรักด้วยผูกพัน - - - แม่แล้ว
แต่นี้ร่วมครองขวัญ - - - ด้วยแม่ แลนา
ไม่ห่างร้างคลาดแคล้ว - - - ตราบสิ้นวัฏฏะกระแส ฯ



สาวน้อยที่ริมน้ำ ..







๙๘๘. ตกดึกเสียงคลื่นครื้น - - - ครวญฟอง
ยิ่งกว่าคลื่นครวญคะนอง - - - อกนี้
ทิพเอยจักคืนครอง - - - นุชเมื่อ ใดนา
ขอท่านโปรดช่วยชี้ - - - แนะให้ขจ่างเห็น ฯ

๙๘๙. ถวิลสร้อยเสาวภาคเนื้อ - - - นวลนาง
สถิตที่บรรจถรณ์กลาง - - - กล่าวอ้อน
อ้อมกอดโอบสรรพางค์ - - - เพียรกระชับ
อบอุ่นโอนย้ำ, ย้อน - - - หยั่งรู้แรงถวิล ฯ

๙๙๐. พักตราไตรเตรียบสร้อย - - - เสาวคนธ์
หอมรื่นงามรูปกมล - - - กมลาศเนื้อ
แช่มช้อยอิริยายล - - - ยามยาตร เยื้องนา
ประณีตจิตจริตเอื้อ - - - อ่อนเจ้าตระกองใจ ฯ

๙๙๑. ปักษีเสาวเลขล้วน - - - ลือประโคม
เมื่อผ่านพิศรูปโฉม - - - ช่วยซ้อง
อกเอยเมื่ออุ่นโลม - - - รอยร่าง
ย่อมแต่ครวญพร่ำพร้อง - - - พากย์ไว้ประโลมหวัง ฯ

๙๙๒. แสนสัตว์นาเนกล้วน - - - ระลอกสินธุ์
ทราบทุกข์เมื่ออกภินท์ - - - พ่ายแพ้
ไฟฟอนที่ในจินต์ - - - โจมจู่
สุดจิตนี้อาจแก้ - - - กลับร้อนเหือดแรง ฯ

๙๙๓. โอ้รัตนนารีศเนื้อ - - - นงพงา
สุดกัดกร่อนเสน่หา - - - เหือดแล้ว
จนแม้ภาคอิศวรา - - - ชะลอรูป
ยังยากลบเลือนแก้ว - - - กลบให้นิวรณ์หาย ฯ

๙๙๔. วรรณาโมลิสแล้ง - - - รอยเขษม
แต่เมื่อร้างรูปเขม- - - - ภาคนั้น
อัมพรวรรษาเปรม - - - ปริ่มหยาด
เช่นอกใจบีบคั้น - - - หยาดน้ำใจคะนึง ฯ

๙๙๕. อัญชันชระอุ่มแต้ม - - - ตาไพร
นึกเนตรเมื่อหวั่นไหว - - - แต่งแต้ม
ลึกล้ำดุจชลาลัย - - - รอหยั่ง
แต่เมื่อผ่องผกายแย้ม - - - ยากแล้วเลือนสลาย ฯ

๙๙๖. นับวารวรรณิศถ้า - - - นับเดือน แดฤๅ
วันและคืนผ่านเลือน - - - ล่วงคล้อย
จากรูปจิตเรียมเหมือน - - - จักมอด หมายแฮ
รำลึกรูปแน่งน้อย - - - ค่ำเช้าฤๅคลาย ฯ

๙๙๗. พรรษาสโรชฟ้า - - - ไขธาร ท่อแฮ
เพรียกหม่นหมองครองกาล - - - กล่อมหล้า
ปรารมภ์ที่ดวงมาน - - - ฤๅต่าง ฟ้าแม่
เมื่อแต่เฝ้าไขว่คว้า - - - อ่อนเนื้อประนอมคะนึง ฯ

๙๙๘. วันทาวรโพธิไหว้ - - - เติมหวัง พี่แม่
กราบพระจิตเพ่งประนัง - - - นิ่งช้า
เหมือนธรรมแว่วให้ฟัง - - - ฝากคิด
กล่อมจิตผู้วุ่นว้า - - - หว่างเคลิ้มคลอถวิล ฯ

๙๙๙. กรจบบทมาศไท้ - - - ธาตุศรี ศากย์แฮ
รำลึกคุณบารมี - - - มอบไว้
สรรเพชญ์ยิ่งเมธี - - - ทอนเทวษ ชนแฮ
ธรรมพระหนึ่งเดียวได้ - - - ดับร้อนทอนลง ฯ







๑๐๐๐. ดาวเดือนกระดากฟ้า - - - เฟือนสี
จวนรุ่งดวงรัชนี - - - เริ่มคล้อย
คะนึงโฉมจำพรากลี- - - - ลาลับ นานแม่
เย็นหยาดน้ำค้างย้อย - - - ยะเยือกขั้วหัวใจ ฯ

๑๐๐๑. เดือนพ้นอุรภาคเพี้ยง - - - ภินทนา
หมายเปล่าเปลี่ยวคะนึงหา - - - ต่างห้อง
แรงกระพริบดาริกา - - - ต่างประทีป
หอมกรุ่นสุมาลย์ต้อง - - - ต่างอ้อมทรวงขวัญ ฯ

๑๐๐๒. หวนกมลมาเลศสร้อย - - - สงสาร พี่เทอญ
แต่จำพรากทรมาน - - - ยิ่งแล้ว
ฝากลมช่วยกล่าวขาน - - - คำสู่ ทรวงนา
มอบรัก...มอบใจแก้ว - - - กลับย้อนร่วมสมัย ฯ

๑๐๐๓. สางรุ่งสุริยะเรื้อง - - - ราศี
ลมแผ่วผ่านลำวี - - - วาดไม้
อกครวญรำลึกศรี - - - เสาวภาค พี่เอย
หมายรูปเผยรอยให้ - - - อยู่ห้อมประนอมใจ ฯ

๑๐๐๔. ตกสายก้าวสู่บ้าน - - - รั้วติด กันนา
พบท่านป้ามองพิศ - - - รอบห้อง
รู้สึกแปลกในจิต - - - ฉงนอยู่
แววเนตรท่านจับจ้อง - - - ดั่งคล้ายเพิ่งเห็น ฯ

๑๐๐๕. แววอ่อนโยนลึกล้ำ - - - เหลือคณา
ก่อนทอดทอเมตตา - - - ตอบให้
เปล่งปลั่งรูปพักตรา - - - เตรียบอัป สรแม่
มือประนมก้มไหว้ - - - หว่างละล้าละลังเหลียว ฯ

๑๐๐๖. แววไหวในเนตรคล้าย - - - ครวญการณ์
เห็น-ปรารถนาชายชาญ - - - ช่วงแท้
ใครเล่าผูกดวงมาน - - - จนมั่น คงนอ
บ่วงเยื่อใยสุดแก้ - - - บั่นให้ขาดหาย ฯ

๑๐๐๗. ชายนี้ฤๅผู้-ลูก - - - ปรารมภ์
องอาจผึ่งผายสม - - - ศักดิ์เจ้า
สูงสง่ารูปหน้าคม- - - - คายอยู่ พ่อเอย
ควรคู่ใจใฝ่เฝ้า - - - แต่ละห้อยคอยเห็น ฯ

๑๐๐๘. เอ็นดูยิ้มเยื้อนเนตร - - - ทอดมา
เอมอิ่มรอบรมยา - - - อยู่ห้อม
เชื้อเชิญสู่ริมชลา - - - เขื่อนท่า นั้นเนอ
ข้าวกับสำรับพร้อม- - - - พรั่งแล้วคอยรอ ฯ

๑๐๐๙. ท่านป้าให้ล่วงหน้า - - - นำไป
เดินค่อยคล้อยหว่างใบ - - - พุ่มไม้
เมื่อรูปหนึ่งผ่านไหว - - - หว่างพฤกษ์ พรรณนา
เลี้ยวเลาะเสาะตาให้ - - - ห่วงรู้ดูเห็น ฯ

๑๐๑๐. เห็นหลังรูปแน่งน้อย - - - นาดกร
ทรงพัสตราอาภรณ์ - - - ยุคนี้
ผมแค่ไหล่ปลายงอน - - - งามอยู่
แว่วสั่ง .. บ่าวใช้-ชี้ - - - เช่นนั้น-นี้แถลง ฯ

๑๐๑๑. หยุดมองรูปลักษณ์ด้วย - - - ดุษฎี
จนรูปงามราศี - - - สื่อรู้
หันกายกลับเนตรนรี - - - เหลียวสบ
จึงบัดนั้นสบผู้- - - - พร่ำเพ้อละเมอถวิล ฯ

๑๐๑๒. ขวัญเมืองพิมพ์มาศแม้น - - - เหมือนโฉม แม่ฤๅ
เผยลักษณ์ร่วมบรรโลม - - - จิตไว้
เจ้าเอยดั่งดวงโคม - - - ฟ้าส่อง ใจแล
ปันอบอุ่นโอบไล้ - - - สุดล้างจางเลือน ฯ

๑๐๑๓. บ่าวใช้ค่อยปลีกพ้น - - - ลับตา
เมื่อร่องรอยปรารถนา - - - สื่อรู้
สองร่างนิ่งงันภา- - - - วะสบ กันเนอ
สองร่างสองจิตผู้ - - - อยู่พร้อมหลอมถวิล ฯ

๑๐๑๔. รูปเอยรูปแน่งน้อย - - - ในคะนึง
เผยลักษณ์เหนี่ยวจิตตรึง - - - ตอกไว้
ผองพากย์ที่รำพึง - - - ฝากผ่าน ลมนา
ลมช่วยผ่านโลมไล้ - - - มอบรู้ปรารถนา ฯ







๑๐๑๕. ก้าวประชิดโอบเนื้อ - - - นวลประคอง
ดูเถิดเนตรใครนอง - - - หยาดน้ำ
โผหาอกอุ่นตระกอง - - - ก่ายกอด
แก้มเกลือกกลิ้งอกย้ำ - - - ยากเว้นวางถวิล ฯ

๑๐๑๖. แขนเรียวกอดร่างไว้ - - - เวียนซบ พักตร์แล
พร้อมปากใครโน้มจบ - - - จูบแก้ม
เนตรงามเมื่อช้อนสบ - - - ซึ้งอยู่ นั้นนา
รอปากน้อมแตะแต้ม - - - ตอบรู้แรงภิรมย์ ฯ

๑๐๑๗. หน้าแนบเนื้อกรุ่นเนื้อ - - - นงพาล
นาสิกจบเนื้อคราญ - - - ข่มละห้อย
ปากจบรูปปากนาน - - - นิ่งอยู่
ตราบระทวยร่างน้อย - - - อ่อนไร้แรงขืน ฯ

๑๐๑๘. ทอดน่องเดินเกี่ยวก้อย - - - เคียงขวัญ
แรงบาปพาแยกกัน - - - พรากร้าง
แรงบุญร่วมรังสรรค์ - - - สืบวาส นาแฮ
บุญข่มบาปบาปล้าง - - - ลบเศร้าคืนสรวล ฯ

๑๐๑๙. ถึงท่าน้ำว่างไร้ - - - คนรอ
รูปแน่งน้อยเคลียคลอ - - - เคลิบเคลิ้ม
เนตรช้อนสบราวพะนอ - - - รอกล่อม ขวัญนา
ปากจบ-คนสั่นเทิ้ม - - - อกสะท้อนระทดระทวย ฯ

๑๐๒๐. ขวัญเจ้าจึงสะเทิ้น - - - ทรมาน
เหมือนทิพท่านเตรียมการณ์ - - - กลั่นแกล้ง
โอนฤทธิ์เดชอ่อนหวาน - - - วาบสู่ อกนา
ล่วงข่มความแห้งแล้ง - - - เหือดสิ้นหทัยสาว ฯ

๑๐๒๑. แต่สบรูปลักษณ์แล้ว - - - ฤๅเลือน
ใจหนึ่งประหนึ่งเหมือน - - - ม่านห้อม
คันธะรสกรุ่นกลิ่นเยือน - - - ย้อนจู่ อกเนอ
พาอ่อนโยนรายล้อม - - - รอบเวิ้งนทีถวิล ฯ

๑๐๒๒. จำรูญจำรัสเบื้อง - - - บูรพา
เมื่อหัตถ์ทิพนำพา - - - พบพ้อง
โอนฤทธิ์แห่งอิฏฐา - - - ทอดบท
สัมผัสความนัยต้อง - - - ต่างไว้ถวิลหวัง ฯ

๑๐๒๓. สีสันกุสุมะพร้อม - - - พันแสง
งามย่อมเห็นด้วยแรง - - - โรจน์เรื้อง
โดยรูปจริตสำแดง - - - ภาพหนึ่ง
ภาพงดงามประณีตเปลื้อง - - - ปิดได้ฉันใด ฯ



ปรารมภ์แห่งใจชาย ..







๑๐๒๔. รอคอยแต่ภพเบื้อง - - - บุพกาล
เริ่มเมื่อชีวาตม์ลาญ - - - ลับเจ้า
จำพรากสู่ทรมาน - - - มืดหม่น
ลอยช่วงวิญญาณเฝ้า - - - ฝ่าเวิ้งไฟสวรรค์ ฯ

๑๐๒๕. ร่วมภพร่วมภาคพื้น - - - ปฐพินทร์
บรรจบบรรเจิดถวิล - - - ผ่านเร้า
ประหนึ่งประณีตพิณ - - - พาทย์กล่อม
ให้ประโมทย์คลอเคล้า - - - สดับคล้อยรอยคำ ฯ

๑๐๒๖. รูปเอย-ขออาจเอื้อม - - - โดยใจ
ฟังเถิดฟังความใน - - - อกฟ้อง
ขวากหนามมรรคาใด - - - มุ่งฝ่า
เช้าค่ำจักพร่ำพร้อง - - - ผ่านร้อยพจีเรียง ฯ

๑๐๒๗. ล่องลอยผ่านฟากฟ้า - - - สู่ขวัญ
ผู้ผ่านรังสีพรรณ - - - พิลาสให้
ประเทียบแต่วงจันทร์ - - - จางรูป
โอนอบอุ่นแอบไว้ - - - หว่างห้วงคะนึงหา ฯ

๑๐๒๘. สุดรอคอยค่อยแย้ม - - - เยือนตา
งามรูปงามลักขณา - - - เนตรเจ้า
ลอยรูปทุกอัสสา- - - - สะช่วง แม่เอย
จนจับใจใฝ่เฝ้า - - - สุดล้างจางสลาย ฯ

๑๐๒๙. ใจเอยต่อแต่นี้ - - - นับนาน
จนบาปกรรมบันดาล - - - ดับดิ้น
ขอเคียงอยู่ด้วยคราญ - - - ครองคู่
โลก-จักรภพจบสิ้น - - - ห่อนสิ้นอาลัย ฯ

๑๐๓๐. อุ่นอยู่กลางอ้อมกอด - - - ในกาล
ร่วมหล่อหลอมวิญญาณ - - - อยู่-ยั้ง
ร่างแอบจักอุ่นนาน - - - นิรันดร์อยู่ แม่เอย
แม้นขอบฟ้าเหนี่ยวรั้ง - - - พรากร้าง-ขอขืน ฯ

๑๐๓๑. กำลูนมาเลศสร้อย - - - ทรามสงวน พี่เอย
อกหนึ่งรอพักตร์ซวน - - - ซบอ้อน
รอเนื้อนิ่มแขนนวล - - - เหนี่ยวโอบ รอบแม่
รอเกลือกแก้มเนตรช้อน - - - ฉ่ำซึ้งแววผสาน ฯ

๑๐๓๒. กฤษฎางค์ชุลิตน้อม - - - นอบกร
ปรุงภาษเป็นอนุสรณ์ - - - สืบไว้
สองใจตราบม้วยมรณ์ - - - ขอมั่น รักนา
อย่าจืดจางร้างได้ - - - ชั่วฟ้าดินสมัย ฯ



อวสาน








 

Create Date : 26 มีนาคม 2553    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2555 14:51:45 น.  

O สายธาร .. กาลเวลา ภาค ๙ .. O









เพลง .. ลาวคำหอม



๘๕๑. คำเอ่ย .. ก็เผยภวะประอร
สุตะชอนประโลมชาย
มองเนตระเชษฐะละม้าย
จะสยายและยั่วยิ้ม ..

๘๕๒. เผยทีท่าเงื่อนงำ .. แอบอำไว้
พาอกใจกำเริบ .. ความเอิบอิ่ม
ใครหนอค่อยค่อยวาบ .. เป็นภาพพิมพ์-
อ่อนช้อยนิ่มนวลเนื้อ .. ราวเชื้อเชิญ

๘๕๓. รำลึกรูปอำไพ .. แล้วใจหาย
แต่ห่างกายพ้นผ่านก็นานเนิ่น
ก่ออาวรณ์ลึกล้ำให้จำเริญ
เข้ากล้ำเกินอกชาย .. สุดถ่าย-ทอน

๘๕๔. สิ้นช่วงการรอคอยละห้อยหา
ข่มยิ้มอยู่ในหน้า .. แววตาซ่อน-
ร่องรอยความปรารถนา .. แสนอาทร
เมื่อนึกย้อนรูปคราญ .. วาบผ่านตา

๘๕๕. เมื่อครั้งสบโฉมตรู .. เอ็นดูนัก
เมื่อเผยพักตร์รูปเรียว .. เมื่อเหลียวหา
เมื่อนิลเนตรเมียงชม้าย .. เจ้าชายมา-
ก็สิ้นท่า .. สั่นทั่ว-เนื้อหัวใจ

๘๕๖. งามเอยดวงนิลเนตร .. กับเลศซ่อน-
ที่จะวาบความวอน .. ด้วยอ่อนไหว
เมื่อผ่านแววโชนเชื้อ .. จะเหลือใด-
ป้องอกใจ .. ล่วงพ้นจากพันธนา



สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ..







๘๕๗. กระโปรงดำเสื้อขาว .. ค่อยก้าวย่าง
แก้มคิ้วคางเนตรคม .. งามสมหน้า
มีจิตใจมุ่งมั่นคอยบัญชา
เร่งศึกษาเรียนรู้ .. ไม่ดูดาย

๘๕๘. ใจเลื่อนลอยล่องไปสู่ใครหนึ่ง-
ที่คำนึงซึ้งอยู่ไม่รู้หาย
แต่จากกันปลีกเร้น .. ไม่เห็นกาย
เหมือนสิ้นสายเยื่อใย .. ร้างไมตรี

๘๕๙. บ่อยครั้งที่ใจหญิง .. ทั้งนิ่งเงียบ
หวังปรุงเปรียบความหมายออกคลายคลี่-
เพื่อหล่อเลี้ยงเจตจินต์ .. ให้ยินดี-
ต่อครั้งที่ข้องเกี่ยว .. เดินเที่ยวกัน

๘๖๐. นั่งเหม่อลอยปล่อยฝัน .. สู่วันเก่า
ด้วยเงียบเหงาหัวใจ .. ด้วยไหวหวั่น
ด้วยเหว่ว้า .. เกินคำจักรำพัน
ใจเอยหัวใจขวัญ .. เจ้าสั่นคลอน

๘๖๑. หนังสือวางตรงหน้า .. ใบหน้าก้ม
หากสุดข่มใจจดกับบทสอน
บางความหมายรุมเร้า .. แสนเว้าวอน-
พาความอ่อนหวานพร้อม .. เข้าล้อมใจ

๘๖๒. จนอีกปลายม้านั่ง .. คล้ายดั่งเคลื่อน
คล้ายใครนั่งแล้วเขยื้อน .. ขยับใกล้
จนวงหน้ารูปเรียว .. เบือนเหลียวไป
แล้ว .. ดวงใจดวงนั้น .. ก็สั่นสะท้าน !







๘๖๓. นิ่งขึงตะลึงงัน .. เมื่อพลันพบ
คล้อยบรรจบรูปฝัน .. เมื่อวันผ่าน
ที่ .. ระทึกเต้นรับอยู่นับนาน
คือใจคราญหวานล้ำ .. เข้ากล้ำกราย

๘๖๔. เถิด-แววเนตร .. ฝืนอาย .. รำบายบอก
ให้ระลอก .. อ่อนโยน .. นั้นโชนฉาย-
แรงอาวรณ์ .. ซาบซึ้ง .. ต่อหนึ่งชาย
สืบความหมาย .. สัมพันธ์ .. นิรันดร

๘๖๕. เมื่อมือรวบ .. มือนุ่ม .. เข้ากุมกอด
จิตฤๅคลายพร่ำพลอด .. กับออดอ้อน
เมื่อเนตรคราญผ่านเงา .. แทนเว้าวอน
จิตก็อ่อนโยนเหลือ .. ด้วยเยื่อใย

๘๖๖. ยิ้มให้ด้วยหัวใจ .. ที่ใฝ่ถึง
ด้วยซาบซึ้งต่อกัน .. ด้วยหวั่นไหว
ด้วยถวิล .. ปรารถนา .. ด้วยอาลัย
ด้วยเยื่อใย .. สายสวาดิ .. พันพาดทรวง

๘๖๗. มือตระกองรูปหน้า .. สบตาจ้อง
ใจสี่ห้อง .. ผ่องแผ้วไม่แล้วล่วง
พระเอย .. ฤๅนัยคำ .. ที่บำบวง
จะเริ่มช่วงกำลังเข้าสั่งการ







๘๖๘. เคลื่อนคล้อยเกี่ยวก้อยกุม .. ลับมุมตึก
ร่มเงาพฤกษ์บดบัง .. คล้ายดั่งม่าน-
ก็รวบร่างจบจูบ .. จน-รูปคราญ-
ใจหวิวหวั่นสั่นสะท้าน .. ระทวยองค์

๘๖๙. อ่อนไหวด้วยอ่อนหวาน .. ใครผ่านสู่
เมื่อรับรู้เร้ารุม .. ก็ลุ่มหลง
ท่ามระลอกชื่นชู้ .. ฤๅรู้ปลง
เหลือแต่ร่วมจำนง .. ร่วมวงกรรม

๘๗๐. มือเกาะแขน-เนตรรื่น .. ใจตื่นรับ
ร่วมลำดับอภิรมย์โบยบ่มร่ำ
ขณะสูรย์พร่างแพร้ว .. ลมแผ่ว-พรำ
กระซิบคำ-คำหนึ่งก็ตรึงทรวง

๘๗๑. จับจูงมือก้าวย่างในทางเที่ยว
ความเปล่าเปลี่ยวใจแก้วก็แล้วล่วง
เหลือหวานหอมหลอมหลั่ง .. ใจทั้งดวง
ทั้งแหนหวงห่วงหาทั้งอาวรณ์

๘๗๒. รอเถิดรอบ .. รมยารูปราศี
แม้นกุมเก็บใจนี้ .. หลบลี้-ซ่อน
จะตามสืบเสาะหาด้วยอาทร
ตราบมอดมรณ์วงวัฏฏ์เป็นภัสม์ธุลี

๘๗๓. ร่ำลาเมื่อ .. รอบกาลเคลื่อนผ่านคล้อย
ให้ทราบรอยอาวรณ์ .. ช่วงตอนที่-
โหมขึ้นสอบน้ำใจ .. หัวใจมี
เมื่อจักลี้รูปพราก .. ไปจากกัน

๘๗๔. เสาร์นี้จะมาใหม่ .. รับไปเที่ยว
ก้อยจะเกี่ยวก้อยนวล .. ร่วมทวนฝัน
ตลาดน้ำดำเนิน .. นานเนิ่นวัน
ไม่เคยหันกายเยือน .. เข้าเรือนปี

๘๗๕. ร่างชายหนุ่มเคลื่อนลับไปกับตา
แต่งร่องรอยรมยา .. ทำหน้าที่
มีเนตรหนึ่งระยับช่วง .. บ่งท่วงที
เมื่อรูปรอยสุนทรีย์ .. เริ่มลีลา

๘๗๖. หัวใจสาวเจ้าเอย .. ฤๅเคยคิด
หลังแนบชิด .. แต่จะคอยละห้อยหา
อ้อมแขนอุ่น .. ยังอุ่นร่างไม่สร่างซา
จุมพิตจบเนิ่นช้า .. ก็คาใจ



บ้านสาทร ริมน้ำเจ้าพระยา ..







๘๗๗. เดินผิวปากเข้าบ้านสำราญรื่น
ริมน้ำคลื่นระลอกบ่า .. ยินซ่าไหล
ปูเสื่อทอดกายนอน .. นึกย้อนไป
ถึงเนตรไหวหวั่นเห็น .. ด้วยเอ็นดู

๘๗๘. พี่ชายทอดก้าวย่างมานั่งใกล้
ร่วมซักไซ้ไล่เรียง .. อยู่เพียงครู่-
ก็แจ่มแจ้งความนัย .. หัวใจตรู
กับน้องผู้ .. แช่มชื่นแต่ตื่นตา

๘๗๙. สะท้อนใจตัวเอง .. วังเวงนัก
จะสบพักตร์ .. ลำบาก .. ช่างยากหา
ด้วยต่างกาลคาบยาม .. เกินข้ามมา-
ตามแต่ใจปรารถนา .. ทุกคราครั้ง

๘๘๐. จำต้องรอคืนเพ็ญจึงเห็นภาค
ข้ามขอบฟ้าเชื่อมจากอีกฟากฝั่ง
ผูกพันจากเพรงกรรม .. โหมกำลัง
ทุกนอนนั่ง .. กังวล .. ทุรนรอ

๘๘๑. เข้าห้องพระ .. กราบพระ - รูปพระพุทธ
ใจนั้นรุดเร่งช่วง .. บำบวงขอ-
หลังรูปจันทร์ทรงเพ็ญ .. จงเร้น-ทอ
หยุดช่วงต่อสองภพ .. ให้จบลง

๘๘๒. ด้วยแรงจิตอธิษฐาน .. แต่กาลเก่า
บรรจบเข้าเติมแต่งเป็นแรงส่ง-
ให้สามโลกยินคำแห่งจำนง
คำสัตย์น้อมวางลง .. หน้าองค์พระ

๘๘๓. เพ่งกำลังจิตล่วง .. ผ่านห้วงหน
เพื่ออีกคนโสมนัส .. ในสัจจะ
กี่รอบหมุนเวียนมา .. แห่งกาละ
ร่วมพันธะผูกพัน .. นิรันดร์ไป

๘๘๔. สืบเสาะข้อมูลทาง .. ดาราศาสตร์
คืนเพ็ญภาสแขระยับแสงขับไข
จักต้องคราส .. กลืนดวงสิ้นยวงใย
จนมืดดำคล้ำไปทั้งจักรพาฬ

๘๘๕. เมื่อคลื่นแสงต้องคราส .. จนขาดช่วง
ความถี่ล่วงลับลง .. หยุดส่งผ่าน
สองขอบฟ้าเคยเหลื่อม .. คอยเชื่อมกาล
ย่อมจักลาญล่มลบ .. กลางพลบนั้น



บุตรชายเจ้าพระยาพลเทพ
พศ. ๒๓๓๒ ..






๘๘๖. งดงามชื่อลือโฉม .. ดั่งโคมสรวง
จึงหลายทรวง .. อาวรณ์เกินถอน-บั่น
แต่ลอบเล็มหมายปลูกความผูกพัน
ด้วยดวงขวัญรูปนี้ .. ผู้มีงาม

๘๘๗. ล้วนชายผู้บุญหนักศักดินา
อำนาจบารมีล้น .. ผู้คนขาม
เมื่อหัวใจนั้นประสงค์ต่อนงราม
ถ้วนเขตคาม .. ใครเล่า .. หาญเข้าชิง

๘๘๘. จนเรื่องกล่าวคนโจษ .. ถึงโสตแม่
อกใจแท้หมองหม่น .. กังวลยิ่ง
เกรงสมเด็จในตำหนักที่พักพิง-
รับเป็นสื่อ .. ใจหญิง .. เกรงยิ่งแล้ว

๘๘๙. อึดอัดขัดข้องหม่นหมองเจ้า
จึงยอมเล่าความย้อน .. เสียงผ่อน .. แผ่ว
เมื่อคืนเพ็ญห้องหาวเดือนพราวแพรว
จิตแน่แน่วจักผ่าน .. สู่กาลไกล

๘๙๐. แม่ดาราฟังอยู่ .. พอรู้เรื่อง
ลอบชำเลืองพิศขวัญ .. ผู้หวั่นไหว-
คล้ายแววหวานละมุนฉาย .. จากภายใน-
แห่งห้วงของหัวใจ .. ออกไขความ

๘๙๑. อ้อนวอนแม่ชวนกลับไปบ้านย่า
ด้วยแรงฤทธิ์เสน่หา .. เกินกว่าห้าม
นับปีที่จำพรากไปจากงาม
ยังติดตามบำบวง .. ผูกดวงมาน

๘๙๒. ตรองคำลูกเมื่อรู้ .. เอ็นดูนัก
เห็นงามพักตร์หมองลงก็สงสาร
ทูลสมเด็จเมตตา .. ขอลางาน-
กลับเยี่ยมบ้านอัมพวาแต่ครานั้น

๘๙๓. เรือล่องลำน้ำไหล .. หัวใจเจ้า-
กลับรุมเร้าด้วยรัก .. เกินหัก-บั่น
ถวิลหาทรมาน .. ก็นานครัน
ต้องไกลกันห่างเห็นอยู่เป็นปี

๘๙๔. จำปลีกเร้นด้วยชาย .. นั้นหมายมุ่ง
เกรงจะยุ่งยากใจ-ผู้ใหญ่ที่-
งามพร้อมอัชฌาศัย .. น้ำใจมี
จึงท่าที .. เผยออกเพื่อบอกความ

๘๙๕. เผยอาการชัดแจ้ง .. ไม่แฝงเลศ
ขีดขอบเขตให้ตระหนัก .. พึงหักห้าม-
หยุดเถิดเจตจำนง .. ต่อนงราม
ขอข่มข้ามอาลัย .. ทุกใจนั้น

๘๙๖. งามเจ้าเอย .. คงมั่น .. ยากหวั่นไหว
เพียงหนึ่งเดียวหัวใจ .. อาจไหวสั่น
ที่อยู่อีกฝั่งฟ้า .. ลับตากัน
ร่วมใฝ่ฝันจดจ่อ .. ร่วมรอคอย

๘๙๗. แม่ดาราครวญใคร่ .. เนื้อนัยความ
ดวงเนตรงามของเจ้า .. ดูเหงาหงอย
และบ่อยครั้งเมื่อเผลอ .. ก็เหม่อลอย
ราวละห้อยถึงใคร .. ผู้ไกลตา

๘๙๘. เกิดขึ้นแต่เมื่อไร .. จักใคร่รู้
แปลกใจอยู่ .. คราวเร้นไม่เห็นหน้า
ครั้งที่เกรงจากลับ .. ไม่กลับมา
ทำแม่นี้ทรมาแทบว่า .. วาย

๘๙๙. คงห้องพระ .. ผ่านข้ามสู่ยามไกล
จึงอกใจมาตุชาติก็มาดหมาย
จะเฝ้าคอยคืนเพ็ญ .. เจ้าเร้นกาย
ขอร่วมผายผันร่าง .. ไม่ห่างกัน


ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ..
พศ. ๒๕๔๐






๙๐๐. รูปเอย .. รูปตรูแต่ตรู่สาง
รอใครย่างย้อนกลับมารับขวัญ
เตรียมกายเตรียมใจอยู่ใกล้กัน
อ่อนหวานนั้นล้อมทรวงไม่ล่วงลา

๙๐๑. หลังคาบยามพันแสงขึ้นแต่งสี
เมื่อใครหนึ่งถึงที่ .. หนึ่งปรี่หา
มือรวบมือเรียวไว้ .. จ้องนัยน์ตา
ค่อยจบหน้าผากแก้ว .. เพียงแผ่วเบา

๙๐๒. ก่อนคนขับ .. ออกรถก็จดจ้อง
แก้มเนียนผ่องผาดล้วน .. เนื้อนวลเจ้า
ก่อนชะโงกจบจูบ .. แก้มรูปเยาว์-
ที่ใฝ่เฝ้ามุ่งหมายมาหลายวัน

๙๐๓. แก้มเอย แก้มเนียน .. เมื่อเปลี่ยนสี
บอกท่าทีอยู่พร้อม .. รอกล่อมขวัญ
จะซ่านสีเรื่อสู่ .. ให้รู้กัน-
ว่าเรื่อนั้น-เลือดแดง .. จากแหล่งทรวง

๙๐๔. เนตรเอยเนตรผกาย .. เหมือนชายอ้อน
ผ่านความหมายเว้าวอนให้ย้อนช่วง
อิ่มเอิบท่ามกลางภวังค์ .. ใจทั้งดวง-
อาวรณ์หวงลึกล้ำ .. ก็จำเริญ

๙๐๕. คนขับรถรื่นรมย์ .. ต้องข่มยิ้ม
เอ็นดูคนแก้มอิ่ม .. ตาพริ้ม- เขิน
เมื่อรถถึงตลาดน้ำ .. ที่ดำเนิน
คนหลับเพลินก็ตื่น .. ด้วยรื่นรมย์

๙๐๖. จูงมือรูปแก้มอิ่ม .. ไปริมน้ำ
เรือหลากลำจอดเรียง .. คนเสียงขรม
พายหลบหลีก .. ตามติดให้พิศชม
จนเนตรคมวาบหวัง .. อยากนั่งเรือ

๙๐๗. เรือลำน้อยลอยลำ .. พายจ้ำจ้วง
ใจสองดวงเพลิดเพลินจำเริญเหลือ
มีหอมหวานละเมียดละมุน .. คอยจุนเจือ
เติมแต่งเชื้ออาลัย .. พาไหววน







๙๐๘. ดูจอแจอึดอัด .. คนยัดเยียด
เรือเบียดเสียดกระแทกลำซ้ำซ้ำหน
พายคอยค้ำ .. ขัด .. คา .. เพื่อพาคน-
ท่องสายชล .. ทัศนาบรรดามี

๙๐๙. เรือสวนลำต่างเที่ยว .. พลันหลียวเห็น-
รูปงามเด่น .. ท่วงท่า .. กอปรราศี
พร้อมเพื่อนฝูงมากหน้า .. ล่องวารี
คือท่านป้าคนดี .. วันนี้มา

๙๑๐. เห็นแต่ไกล .. จึงค้อมคอน้อมไหว้
และเมื่อใบหน้าเรียว .. เจ้าเหลียวหา
เหมือนเผยให้พิศเล็ม .. อยู่เต็มตา
เป็นพิศป้ามองเห็น .. ว่าเอ็นดู

๙๑๑. ค่อยค่อยจ้วง ค่อยค่อยจ้ำ เรือลำน้อย
คนก็คอยชม้อยตา .. สบตาอยู่
แดดอุสุมโลมแต้ม .. เอาแก้มตรู-
ปลั่งเลือดฝาดรอยชมพู .. น่าดูนัก

๙๑๒. ถึงบ้านใหญ่มีเตาเคี่ยวน้ำตาล
ก็พาคราญแวะสู่ให้รู้จัก-
ผ่านกระทะเดือดปุด .. ก็หยุดพัก
พายจ้วงตักให้ชิมลองลิ้มรส

๙๑๓. น้ำตาลเคี่ยวหวานหอม .. คนล้อมหมู่
อีกหวานหอมพร้อมอยู่ .. เหมือนรู้บท
กลิ่นหอมโชยจากกระทะไม่ละลด
ใจก็จดจองหอมไม่ยอมล้า

๙๑๔. มือเรียวเจ้าเกาะแขน .. กำแน่นอยู่
คอยมองเมียงเฝ้าดู .. เพื่อรู้ว่า-
ที่เขาทำ .. มองเห็น .. ความเป็นมา
ทุกครั้งครา .. ที่เจ้าไม่เข้าใจ

๙๑๕. เหงื่อซึมตามไรผม .. ตาคมเจ้า-
ก็วาบเงาภิรมย์รับ .. ขึ้นขับไข
มือเกาะแขนอยู่พร้อม .. ฤๅยอมไกล-
จากชายไทยผู้ครอง .. ทุกห้องทรวง

๙๑๖. จวบบ่ายคล้อยถึงตอนต้องย้อนกลับ
เนตรเจ้าเอยวาววับ .. ไม่ลับล่วง
เมื่อหอมหวานที่ประดังใจทั้งดวง
ยังคงช่วงแรงอยู่ไม่รู้จาง







๙๑๗. ดอนหอยหลอด .. ทอดตัว .. คล้ายยั่วเย้ย
จะผ่านเลย .. ก็เอ็นดู-คนคู่ข้าง
จิตอ่อนโยนอ่อนไหว .. น้ำใจนาง
คล้ายจะพร่างพรมหยด .. คอยรดใจ

๙๑๘. แวะเข้าหาร้านนั่ง .. มีบังแดด
ท่ามกลางแวดล้อมทะเล .. คอยเห่ให้
หมู่พฤกษ์ทอดร่มผ่าน .. กิ่ง .. ก้าน .. ใบ
ลมแผ่วไกวกวัดคลื่น .. อยู่ครื้นเครง

๙๑๙. ปวงสำรับกับข้าว .. ช่วยเจ้าสั่ง
ก่อนเอื้อมโอบด้านหลัง .. คนนั่งเพ่ง-
เหม่อมองแสงแดดระยับ .. คล้ายกับเกรง-
กาลจะเร่งรุดตอน .. ไม่ย้อนคืน

๙๒๐. ลมอุสุมรุมร้อนเข้าย้อนย้ำ
พื้นผิวน้ำก็ประดุจจะสุดขืน
ค่อยค่อยไหวระลอกโถม .. อยู่โครมครืน
พร้อมใจตื่นแหนหวง .. เกินหน่วงแล้ว

๙๒๑. เข้มครามหมู่เมฆขาวใต้ราวฟ้า
สกุณาส่งเสียง .. ยินเพียง-แผ่ว
ลำตะวันสาดสรวงทุกช่วงแนว
ส่งพราวแพรวโลมอาบทุกบาปบุญ

๙๒๒. เพียงครั้งคราวห้วงฝันชีวันหนึ่ง
ความตราตรึงบรรจบแสนอบอุ่น
กระแสธารเสน่หาได้การุญ
เอื้อละมุนละไมหวาน .. วาบผ่านใจ

๙๒๓. จึงครั้งนั้นไพจิตรนิมิตช่วง
โลกทั้งปวงปรากฏความสดใส
ถ้วนรสหวานกลิ่นหอมพะยอมใด
เหมือนหลั่งให้อบร่ำทุกค่ำคืน

๙๒๔. วันจะเลื่อนเดือนจะลับไม่รับรู้
เหลือเพียงผู้คะนึงหาเกินฝ่าฝืน
เปลื้องความหมายแจ่มชัด .. ทุกหยัดยืน
จนยากกลืนกลบละมุนอบอุ่นนั้น

๙๒๕. เพียงคราวครั้ง .. ตรึงติดในจิตหนึ่ง
ความคิดถึงบีบใจจนไหวหวั่น
คมอาวรณ์เสียดชีพคอยบีบคั้น
เกินบากบั่นก้าวถอยจากรอยกรรม

๙๒๖. คือร่องรอยบริบทความสดชื่น
พร้อมรมย์รื่นบรรจบให้อบร่ำ
ป่นมดเท็จเจ็บแสบ .. เคยแอบอำ
กลบชอกช้ำ .. ด้วยคุณค่า ในท่าที

๙๒๗. หวานเอยหวาน .. ชายตอบอีกรอบแล้ว
ส่งพร่างแพร้วเอ่อกมลแทบล้นปรี่
กลบอดีตกลืนยุค .. เคยคลุกคลี
จนหมดที่หมดทาง .. ระหว่างกัน







๙๒๘. ร้อยเป็นห่วงผ่านลมที่บ่มพัด
หวังเลาะรัดบ่มยิ้มกลางคิมหันต์
งามเจ้าเหมือนแรงหน่วงจากช่วงบรรพ์
ให้มุ่งมั่นแต่เห็น .. ไม่เว้นวาย

๙๒๙. เหมือนยูงงามอกแอ่น .. รำแพนหาง
เห็นเยื้องย่างแต่ไกลแล้วใจหาย
แววขนย่อมเหลื่อมค่าสู่ตาชาย
ปรุงปนเป็นความหมาย .. รำบายทรวง

๙๓๐. แต่เวียนอยู่ไม่ยั้ง .. ทุกครั้งคิด-
คอยทวงสิทธิ์รูปแถนด้วยแหนหวง
คลี่สายใยรัดรุม .. ใจพุ่มพวง
ให้แต่ห่วงถวิลเห็น .. ไม่เว้นวัน

๙๓๑. มาปองงามทรามสวาดิในชาตินี้
มุ่งพาชีวิตข้ามไปตามฝัน
แม้นฝั่งฟ้าสองข้าง .. จะห่างกัน
หากใจมั่นหมายแล้ว .. ยากแล้ว-ลา

๙๓๒. เหมือนวับวาวรุ่งมณีเหลื่อมสีพร้อย
ประดับรอยเนตรชวนคร่ำครวญหา
ครั้ง .. อัปสรล่อแก้วผ่านแววตา
ให้ต้องตนยักษาจนอาวรณ์

๙๓๓. จนสิ้นแรงร่วงร่างระหว่างสรรพ
ยังระยับเนตรผกายเกินถ่ายถอน
จะไล่โลมโฉมล้ำกลางอัมพร
ยังเกรงร้อนฤทธีมณีพราย

๙๓๔. แต่นิลเนตรหนึ่งส่องมาต้องพี่
ยิ่งมณีอัปสรนั้นชอนฉาย
ส่งวาววับสดใสจับใจชาย
ชีพก็หมายยอมแล่งด้วยแสงนิล

๙๓๕. พิศรูปหน้าเนียนงาม .. สุดห้ามได้
หรือบุญบาปภพใดยังไม่สิ้น
จึงตราเป็นเลศกลรอยมลทิน
ให้เดือดดิ้นปฏิพัทธ์สุดทัดทาน

๙๓๖. แต่เฝ้าชมสมโฉมประโลมเนตร
สร้างเงื่อนเหตุ .. งดงาม .. หอม .. หวาม .. หวาน
ร้อยเรื่องราวในฝันแห่งวันวาน
พลอยวาบผ่านสืบถวิล .. ให้ดิ้นรน

๙๓๗. เจ้าเช่นดวงดาราทิพามาศ
เลื่อนลีลาศวับวาวทั่วหาวหน
ท่ามคืนแรมจันทร์ล้าลับสากล
เอื้อสรวงบนระยิบตาทั้งราตรี

๙๓๘. มอบสดใสส่องงามอยู่ท่ามพื้น
ให้ตามตื่นแห่หาเฝ้าราศี
ชวาลาช่วงยามย่อมงามดี
ด้วยไร้สีแสงช่วงแห่งดวงวัน

๙๓๙. เมื่อโฉมเลื่อนเงาเงื้อมให้เอื้อมถึง
จักเหนี่ยวดึงโอบต้องประคองขวัญ
ฟังหัวใจกระซิบคำที่รำพัน
ว่าจักมั่นเคียงคู่ไม่รู้คลาย

๙๔๐. โอบเอวรูปอ้อนแอ้น .. พักตร์แหงนเงย
เนตรเจ้าเผยอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย
ด้วยอาลัยหวานละมุนแนบอุ่นอาย-
กับอกชายอ้อมแขน .. เจ้าแอ่นพิง

๙๔๑. เกศาหอมเสียดส่าย .. อยู่ใต้คาง
อวลกรุ่นเนื้อเนียนนาง .. จากปรางหญิง
ตรงหน้า .. ทะเลกว้าง .. เวิ้งว้างจริง
หากที่อิงแอบใจ .. แสนใกล้ชิด

๙๔๒. จวบคล้อยค่ำจึงขับรถกลับบ้าน
แสนเอ็นดู .. รูปคราญสำราญจิต
เจ้าเอียงหน้าเนตรชม้อยเฝ้าคอยพิศ
ก็โดยฤทธิ์เสน่หา .. เกินกว่ารั้ง

๙๔๓. สำรวจจ้องมองหน้า .. แววตายิ้ม
รูปแก้มอิ่มตัวเองก็เปล่งปลั่ง
บัดดล ..! รถก็หยุด .. คนสุดยั้ง
จบปากฝังแก้มอิ่ม .. ไว้พิมพ์ใจ

๙๔๔. นิ่งนานจนอกใคร .. เริ่มไหวหวั่น
เมื่อเลื่อนจบโอษฐ์นั้น .. คนสั่นไหว
อยู่อ้อยอิ่งนิ่งนาน .. ราว .. คว้านใจ
ตราบยินหอบโหยไห้ .. จากใจนั้น

๙๔๕. ก่อนค่อยเคลื่อนรถต่อ .. อย่างรอรี
เมื่อแห่งที่หัวใจ .. คลายไหวสั่น
แต่ละจบจูบย้ำ .. คือสัมพันธ์
จำหลักมั่นคงอยู่ .. ฤๅรู้เลือน



แต่ปางบรรพ์ ..







๙๔๖. คืนค่ำแขทรงเพ็ญลอยเด่นฟ้า
แรงห่วงหาใจตรู .. ก็ดูเหมือน-
คอยรุมเร้าอยู่ประชิด .. คอยติดเตือน
สุดบิดเบือนบั่นทอนให้จร-จาง

๙๔๗. ค่ำคืนนี้ลมพลิ้ว .. ใจหวิวสั่น
คล้ายแรงจิตมุ่งมั่น .. สุดกั้นขวาง
แผ่ผ่านฤทธิ์อาวรณ์ .. ลงผ่อนวาง
ดลอ้างว้างในอก .. สุดยกย้าย

๙๔๘. แม่ดารามองลูกด้วยผูกพัน
ใจคอยหวั่นลูกรัก .. เกรงพรากหาย
คอยจับตาไม่ห่าง .. อยู่ข้างกาย
แอบมาดหมายร่วมทางทุกย่างเยือน

๙๔๙. เห็นเจ้าท่าทางกระสับกระส่าย
เมื่อแขพรายแสงพร้อยขึ้นลอยเลื่อน
ใจเจ้าเอยสุดคิดจะบิดเบือน
เมื่อใครเหมือนผ่านมนต์ .. มาดลใจ

๙๕๐. ทรุดกายนั่งตั่งหมอน .. มืออ่อน-กราบ
ปล่อยจิตทราบ .. อธิษฐานคนผ่านให้
รอคอย .. หมายรูปคราญ .. ฝ่ากาลไป
ที่ท่าน้ำระลอกไหล .. รอใครคืน


จบภาค ๙





 

Create Date : 25 มีนาคม 2553    
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2555 20:40:36 น.  

O สายธาร .. กาลเวลา ภาค ๘ .. O








เพลง .. ลาวคำหอม
วงกอไผ่


๗๕๐. ตามแม่ไปอยู่วัง .. แต่ครั้งนั้น
ใช่นานวัน .. หลายหมู่เขารู้ชื่อ-
งดงามรูป .. กริยาเห็น .. ที่เป็น-คือ
ความนับถือ .. รับรู้ .. เชิงผู้ดี


โสมส่องแสง ..


วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
(คำที่มีสระอะทั้งหมดให้อ่านแบบมีเสียงสระด้วย)

๗๕๑. คืนค่ำทิฆัม-พ-ระ-สะท้อน
ศ-ศิ-ธระรูจี
ส่องสาดเพราะปราศ-สุ-ริ-ยะสี
ธ-ร-ณีก็เหน็บหนาว

๗๕๒. โผแผ่วระแนว-ช-ละ-ระริก
ว-ตะ-พลิกก็พลิ้วพราว
วงแล่น ณ แผ่น-ท-กะ-สกาว
ข-ณะ-หาวพิลาสเห็น

๗๕๓. วังเวง ณ เพรง-บุ-พะ-สยาม
ข-ณะ-ยามนะเยียบเย็น
อกนวละล้วน-ถ-วิ-ละเพ็ญ
ฤ-จะ-เว้นประหวั่นไหว

๗๕๔. นับกาละผ่าน-ร-ติ-พิลาส
ด-นุ-นาฏะร่วมนัย
รวมพันธะนัน-ทิ-พิ-สมัย
ห-ฤ-ทัยะสุดถอน

๗๕๕. นานเนิ่นเผชิญ-ทุ-ขะ-ระรุม
พิ-ษะ-ทุมนัส-ทอน
ห่วงเห็นบ่เว้น-ฤ-ดิ-นิวรณ์
ฤ-จะ-ซ่อนจะรอนสูญ

๗๕๖. ไกลห่างระหว่างระยะประเทศ
ยุ-พ-เรศะอาดูร
ภพเห-ตุ-เชษ-ฐะ-และ-ผอูน
ต-ละ-สูรยะต่างแสง

๗๕๗. รุมร้อน ฤ ผ่อน-วิ-ต-กะขวัญ
ร-ติ-ทัณฑะทิ่มแทง
สาปใดกระไร-บ่-ผละ-บ่แผลง
ข-ณะ-แว้ง ฤ เหลือหวัง

๗๕๘. ห้อมห่อพะนอ-น-ยะ-ฉะอ้อน
ฤ-ดิ-อระแอบอัง
เคลื่อนครองสนอง-ภ-วะ-ภวังค์
ต-ละ-ครั้งก็สุดขืน

๗๕๙. เหยียบย่างระหว่างระยะตะวัน
ทะ-ลุ-คั่นระหว่างคืน
บรรจบประภพ-นิ-ละ-ทะมื่น
ข-ณะ-คลื่นระลอกวน

๗๖๐. แจ่มแจ้งเพราะแรง-อ-ธิ-ษ-ฐาน
พิ-ส-ดารก็บันดล
ด้วยอิทธิฤทธิ์-สั-ต-ยะผล
อ-นุ-สนธิสืบสาย

๗๖๑. ชาติใดฤทัย-ก็-จะ-กระหวัด
ป-ฏิ-พัทธะหนึ่งชาย
ช่วงภพจะลบ-ระ-ยะ-สลาย
จิ-ตะ-หมายจะผูกพัน

๗๖๒. ชาติใดฤทัย-จะ-ป-ฏิพัท-
ธะ-กระ-หวัดเสมอวัลย์
รัดล้อมประนอม-ร-หั-สะฝัน
กระ-จะ-มั่นกระจ่างหมาย

๗๖๓. โดยกาละผ่าน-อุ-สุ-มะยาม
ผิ-วะ-หวามและวุ่นวาย
ย่อมเนตรและเจ-ต-นะ-สยาย
น-ยะ-คล้ายจะรอคอย

๗๖๔. กี่คืนสะอื้น-วิ-ต-กะเศร้า
ทุ-ขะ-เร้าและหยัดรอย
เดือนปี ฤ มี-สุ-ขะ-ทยอย
ยุ-ติ-สร้อย .. และคืนสรวล

๗๖๕. คืนเปลี่ยวและเสี้ยว-ก-ม-ละเยา-
วะ-ก็-เคล้ากะคร่ำครวญ
ห่วงหา .. และอา-ดุ-ระ-กระบวน
ก็-กระ-อวละบีบเค้น

๗๖๖. เคลิ้มคลอพะนอ-ร-ติ-นิวรณ์
ดุ-จะ-อ้อนจะรอเอ็น-
ดูต้อง .. ตระกอง-ประ-ทุ-ษะเข็ญ
ยุ-ติ-เร้นปลาตเลือน

๗๖๗. รูปเอย .. เพราะเผย-ประ-ลุ-สุบิน
อุ-ระ-ถิ่นสะท้าน-เทือน
เพรงภพตระหลบ-บ-ทะ-เสมือน-
ก-ละ-เคลื่อนจะรับคน

๗๖๘. รูปเอย .. เพราะเผย-ป-ฏิ-ปทา
ดุ-จะ-ว่าจะเวียนวน-
รอบกรรม .. เพราะคำ-บุ-ร-พะพ้น
ด-ละ-บนและบำบวง

๗๖๙. ค่ำเปลี่ยวก็เหนี่ยว-บ-ทะ-คะนึง
ระ-อุ-ซึ้ง ณ ในทรวง
หล่อหลอมประนอม-ห-ทั-ยะดวง
ด-ละ-ห่วงคระโหยเห็น

๗๗๐. คาบรัตติกาล-บุ-พะประภพ
ก็-สงบและเงียบ-เย็น
อีกฟากนภา-ลั-ยะ ฤ เว้น-
ชิ-วะ-เล่นระเริงร้อง

๗๗๑. เพรางายผกาย-ป-ฐ-มะแสง
ทะ-ลุ-แทงประเทียบทอง
โชนฉายสยาย-รุ-จะ-ละออง
นิ-ละ-ผองก็ต้องผลาญ

๗๗๒. ผ่านคืนก็คืน-จิ-ตะ-ประหวัด
กิ-จ-วัตระวันวาน
อิ่มเอมเขษม-ก-ม-ละคราญ
บ-ริ-บาลบำเพ็ญบุญ







๗๗๓. งามในฤทัย-อั-ตะ-จริต
ต-ละ-คิดก็เป็นคุณ
อ่อนน้อมละม่อมวั-ตระ-ด-รุณ
ก็-ละ-มุนละเมียดเหลือ

๗๗๔. งามโฉม .. และโส-ม-นั-สะชาย
ก็-ข-จายและจุนเจือ
ปรารมภะชม-บ-ทะ-อะเคื้อ
น-ยะ-เอื้อจะเอ็นดู

๗๗๕. จึงคำ .. เพราะคำ-สุ-ตะ-ระบือ
ระ-บุ-ชื่อและเชิดชู
เทือกเถาและเหง้า-กุ-ละ-พธู
ถิ-ระ-อยู่ .. ตลอดยาม

๗๗๖. โอภาสพระศา-ส-นะ-พระพุทธ
บ-ริ-สุทธิโดยความ
นัยธรรมะนำ-จิ-ตะ-สยาม
ทะ-ลุ-ข้ามทะลวงเขลา

๗๗๗. โดยภาษประกาศ-พระ-ชิ-น-วร
ทุ-ขะ-ถอนและบันเทา
โดยธรรมะย้ำ-มรร-คะ-เฉลา
พฤ-ติ-เยาว์ก็งามยล

๗๗๘. รัฐาธิปั-ต-ยะ-สถิต
นิ-ร-มิตะด้วยพล
ด้วยเดชและเจ-ต-นะ-ผจญ
อ-นุสนธิสืบสาน

๗๗๙. รอนภาวะอา-ดุ-ระ-กระบวน
ทุ-ขะ-ล้วนก็ล่มลาญ
บรรสมภิร-ม-ยะ-ประการ
วิ-ญ-ญาณก็ร่มเย็น

๗๘๐. ภิญโญสโม-ส-ร-กวินทร์
ก-ละ-ปิ่นประดับเป็น-
บทบาทะชาติ-สุ-ขุ-มะเพ็ญ
ร-ณะ-เว้นก็ร่วมหวัง



ร่างกุ้ง ..
พศ. ๒๕๓๙







๗๘๑. ไกลห่างระหว่างระยะจะคิด
นิ-ระ-ฤทธิกำลัง
ย้อนกาละผ่าน-จิ-ตะ-ประนัง
ร-ติ-ตั้งประดังตอน

๗๘๒. ต่างฟ้าสถา-นะ-ภ-พะมี
นิ-ระ-ที่จะอาทร
ห่างเห็นก็เข็ญอุระสะท้อน
ระ-อุ-ร้อน ฤ ผ่อนลง

๗๘๓. กิจจาและกา-ละ-บ-ริพัตร
ก็-ส-มรรถะด้วยมง-
คลกรรมะคัม-ภิ-ระ-ประสงค์
ระ-บุ-บ่ง .. และเบ่งบาน

๗๘๔. กิจจาและกา-ละ-ก็-ทะยอย
บ-ทะ-คล้อยและคืบคลาน
ใกล้ตอนจะย้อน-ปุ-ระ-สถาน
ข-ณะ-มานก็มุ่งหมาย

๗๘๕. คำนึงระรึง-ห-ทั-ยะดวง
ร-ติ-ช่วงประโลมชาย
ใครหนอพะนอ .. นั-ย-นะฉาย
ระ-อุ-อายกะแอบอิง

๗๘๖. อุ่นองค์อนงค์-ข-ณะ-ตระกอง
อุ-ระ-พ้องกะพลอดพิง
หวานหอมเพราะอ้อม-ก-ระ-ประวิง
ถิ-ระ-นิ่งถนอมนวล

๗๘๗. เมื่องามละลาม-ระ-ยะ-หทัย
ฤ-กระไรบ่เรรวน
งามนั้นก็สรรค์-ภ-วะ-กระสรวล
ระ-อุ-อวละอิ่มเอม

๗๘๘. กี่เห็น .. จะเช่น-บ-ทะ-จรุง
นุ-ชะ-ปรุง .. ลุปรีดิ์เปรม
กี่มอง .. จะต้อง-ภ-วะ-เขษม
อุ-ระ-เขมะเช่นใคร

๗๘๙. รูปงาม ณ ท่าม-ระยะคะนึง
ดุ-จะ-ตรึง ณ ทรวงใน
เกินการณ์จะทาน-ถ-วิ-ละไหว
อุ-ระ-ใครก็ไหม้คา





๗๙๐. รูปเอยเพราะเชย-ร-ติ-นิวรณ์
บ-ทะ-ตอนก็ย้อนตา
ห่อนรู้จะสู่-ป-ก-ติสา-
มั-ญะ-ภาพะพ้นเผา

๗๙๑. ห่อนรู้จะสู่-บุ-พะ-ประภพ
อุ-ระ-นบและแนบเนา
เพียงรู้จะสู่-ทุ-ขะ-ระเร้า
ผิ-วะ-เยาว์บ่ย้อนเยือน

๗๙๒. ขัดแย้ง ณ แหล่ง-ธรร-มะ-พระพุทธ
ก็-ประดุจะตามเตือน
รอว่าจลา-จ-ละ-สะเทื้อน
จะ-เขยื้อนขยับตอน

๗๙๓. เมื่อสงฆะปลง-จิ-ตะ-ประนัง
ชิ-วะ-ทัง ฤ อาทร
มือเปล่าจะเข้า-ร-ณะ-สมร
ผิ-วะ-มรณ์ก็ยังหมาย

๗๙๔. ร่วมจิตเพราะสิท-ธิ-อ-ธิปัตย์
ป-ฏิบัติรำบาย-
ขุ่นข้องกะผอง-ก-ฏะ-ก็หมาย
จะ-สลายจะรั้งลง

๗๙๕. เลือดชุ่ม ณ ลุ่ม-อิ-ร-วดี
ก-ร-ณียะจำนง
แม้นชนมะป่น .. บ่-ละ-ประสง-
คะ-จะ-คงจะคอยขืน

๗๙๖. ภาพฉาย .. ละม้าย-อ-ยุ-ธยา
ร-ณะ-ฆ่า ณ ค่ำคืน
คล้ายเห็นจะเป็น-อั-ค-นิครื้น
ปะ-ทุ-กลืนกะเวียงวัง

๗๙๗. ชีพวอดและทอด-ศ-พะ-อนาถ
ข-ณะ-พาสนะภินท์พัง
มอดไหม้บ่ให้-ห-ทั-ยะหวัง
ระ-อุ-ตั้งประโลมตน

๗๙๘. เพลิงพลุ่ง ณ รุ่ง-สุ-ริ-ยะแรก
ข-ณะ-แปลกก็แทรกปน
เพลิงลามก็ทราม-ภ-วะ-พระมณ-
ฑิ-ระ-ป่นทลายเป็น

๗๙๙. ภาพตอนก็ย้อน ณ นั-ยนา
ชิ-วะ-พร่าก็เพียบเพ็ญ
วายวอดและทอด-ศ-พะ-ก็เห็น-
บ-ทะ-เช่นอดีตฉาย

๘๐๐. ชีพป่น ณ บน-อุ-ระ-ประเทศ
ด-ละ-เจตะกำจาย
แหลกป่นพระมณ-ฑิ-ระ-ทลาย
ดุ-จะ-คล้ายจะคือกัน

๘๐๑. แกล้ว .. ปืน-และคลื่น-ช-นะ-กระบวน
จิ-ตะ-ล้วนจะโรมรัน
ก่อนหล่นระคน-ชิ-พิ-ตะบรร-
ลั-ยะ-นั้นอนาถหนอ

๘๐๒. กี่ใจจะไร้-บุ-ญะ-และบาป
คุ-ณ-ภาพะเพียงพอ
หยัดเงาคละเคล้า-รุ-จะ-พะนอ
สั-ทะ-ทอประเทียบถึง


จากอิรวดี .. สู่เจ้าพระยา ..
พศ. ๒๕๔๐






๘๐๓. เนิ่นกาละผ่าน-ดุ-จะ-ละร้าง
จิ-ตะ-นางก็คำนึง
เงียบหายละม้าย-นิ-ระ-จะพึง-
น-ยะ-ซึ้งบ่ร่วมสาน

๘๐๔. พบเห็น ฤ เป็น-ทิ-พ-ยะดล
ร-ติ-มนตะสู่มาน
พบกันก็พลัน-จิ-ตะ-สะท้าน
ร-สะ-หวานก็วาบไหว

๘๐๕. แต่เลศะเน-ต-ระ-ผกาย
น-ยะ-คล้ายจะคอยใคร
หลังพรากก็ยาก-จิ-ตะ-ไฉน
จะ-ละ-ไห้-ละห้อยหวน

๘๐๖. มีใจก็ใจ-บ่-ละ-สะท้อน
บ-ทะ-ตอนก็ดั่งตรวน-
ตรึงล่าม ณ ท่าม-วิ-ต-กะอวล-
อุ-ระ-นวละหนักหนา

๘๐๗. ขอพ่อจะต่อ-วุ-ฒิ-วิภาค
บุ-พะ-ฟากสยามธา-
นีเขต..และเจ-ต-นะ-จะมา-
จะ-ปะ-หน้า .. กะใครนั้น

๘๐๘. เป็นตาย ฤ ร้าย ฤ-จะ-ภิรมย์-
ฤ-ระทมกะทุกข์ทัณฑ์
คำนึงก็ตรึง-ก-ม-ละขวัญ
ด-ละ-หวั่นระแวงไหว

๘๐๙. ห่างเห็นก็เค้น-อุ-ระ-สะคราญ
ท-ร-มานะด้วยไม-
ตรีซึ้งระรึง-ร-ติ-พิสัย
พิ-ส-มัยก็แจ้งมน







๘๑๐. เหยียบย่างระหว่าง-สุ-ริ-ยะแสง
ประ-ลุ-แต่งประโลม"ตน"
คดเคี้ยวเลาะเลี้ยว-สรร-พะ-ระคน
จิ-ตะ-วนกะปรนเปรอ

๘๑๑. พรรณาประดา-กุ-สุ-มะชา-
ติ-พิลาสะเลิศเลอ
กรองกลิ่นประทิ่น-ร-สะ-เสนอ
ก็-ละเมอสุมาลย์มอม

๘๑๒. ช้อยช่อ .. พะนอ-พิ-ศะ-ขบวร
ว-ตะ-อวล ฤ อดออม
โลมลูบและจูบ-ทะ-นุ-ถนอม
ข-ณะ-หอมระบัดหวน

๘๑๓. เกรียวกรูเพราะรู้-ร-สะ-ประทิ่น
ภุ-ม-รินะเรรวน
แห่ห้อมพะยอม-ข-ณะ-กระสรวล
ระ-อุ-อวละอิ่มเอม

๘๑๔. ก้าวย่างระหว่าง-มรร-คะ-คระลอง
ต-ละ-ปองก็ปรีดิ์เปรม
เฉกภู่เพราะรู้-บ-ทะ-เขษม
ร-สะ-เขมะรุมรม

๘๑๕. โลมพลอดตลอด-รั-ถ-ยะหมาย
จะ-ละลายระหว่างลม
คือใจเลาะไล้-ร-ติ-ภิรมย์
ฤ-จะ-ข่มและอาจขืน

๘๑๖. หลังลมระดม-พ-ละ-กระโชก
พรร-ณะ-โยกและหยัดยืน
อ่อนเอนกระเวน-ภ-วะ-บ่ฝืน
ก็-จะ-คืนจะยังคง

๘๑๗. พร่าพรางธุมางค์-ข-ณะ-ตระหลบ
ฤ-จะ-สบกะรูปทรง
พร่านัยกระไร-จะ-พิ-ศวง
และ-ประสงคะสืบสาว

๘๑๘. แจ้ง, หม่นระคน-บ-ทะ-ประดัง
ต-ละ-ครั้งและต่างคราว
งดงาม ฤ ทราม ฤ-จะ-อะคร้าว
ระ-ยะ-ก้าวก็บงการ

๘๑๙. ก้าวไปและใจ-ก็-ท-รนง
น-ยะ-บ่งก็เบิกบาน
เร้ารุมผชุม-จิ-ตะ-สะราญ
ถิ-ระ-นาน ณ คำนึง

๘๒๐. ร้อน, ร่มและลม-ข-ณะ-กระหน่ำ
จิ-ตะ-ด่ำเพราะเหนี่ยวดึง-
ด้วยภาพกระหนาบ-น-ยะ-ระรึง
บ-ทะ-หนึ่งก็ซึ้งหนอ



แอบใจ ..







๘๒๑. แผ่นน้ำ ณ ท่าม-ศ-ศิ-นะแสง
ดุ-จะ-แต่งระลอกรอ
ผืนกว้าง ณ กลาง-ว-ตะ-พะนอ
ดุ-จะ-รอระริกผืน

๘๒๒. ลมโรยประโปรย-ช-ละ-ระลอก
ดุ-จะ-หยอกจะยั่วคืน
แนวพฤกษ์ผนึก-นิ-ละ-ทะมื่น
ระ-กะ-ตื่นระรื่นตาม

๘๒๓. ดวงจันทร์ถวั-ล-ยะ-โพยม
ด-ละ-โคมนะส่องคาม
ดวงใจไฉนจะผละละหวาม
ฤ-จะ-ห้ามละห้อยเห็น

๘๒๔. ใจคนระคน-ทุ-ขะ-สภาพ
ฤ-จะ-บาปะสาบเป็น-
บ่วงล่าม ฤ ห้าม ฤ ละ ฤ เร้น
ข-ณะ-เค้นก็สุดคลาย

๘๒๕. ฝ่าขวัญประจัน-ฤ-ดิ-พิมล
ปะ-ทุ-ผละพริ้งพราย
แผ่วผ่านประสาร-ก-ม-ละหมาย
สุ-ขะ-ผายก็พร่างพรม

๘๒๖. โหยเห็นบ่เว้นระยะถวิล
ข-ณะ-จินตะจ่อมจม
ห่างเห็นก็เข็ญ-อุ-ระ-ระทม
ฤ-จะ-ข่มฤดีคอย

๘๒๗. หลับฝันก็มั่นจะเจอะจะเจอ
ข-ณะ-เผลอก็เหม่อลอย
ตื่นตาผวา-นั-ย-นะพลอย-
จะ-ละห้อยระโหยเห็น

๘๒๘. เต็มตรองคระลอง-ร-หั-สะนัย
ก็-พิไลพิลาสเพ็ญ
อกใจไฉน-ผิ-วะ-จะเร้น
ก็-จะ-เค้นซะเค็มขม

๘๒๙. อบอุ่นละมุน-ข-ณะ-คะนึง
ระ-ยะ-หนึ่งก็นานนม
รูปหนึ่งก็ถึง-บ-ทะ-ปฐม
ระ-ดะ-ห่ม ณ ห้องใจ

๘๓๐. เมื่อ .. งามละลาม-น-ยะ-ระบัด
ป-ฏิ-พัทธะอำไพ
ดวงมานสมาน-กะ-พิ-สมัย
ระ-ยะ-ใจก็เชื่อมถึง

๘๓๑. เที่ยวทางระหว่างระยะกมล
ร-ติ .. ดละเหนี่ยวดึง
อ่อนเอนกระเวน-บ-ทะ-คะนึง
ด-ละ-ซึ้งผสานเสริม

๘๓๒. ลมรื่นระผืน-ท-กะ-สะท้อน
อุ-ระ-ตอนก็ตวงเติม
หวานซึ้งก็ถึง-ภ-วะ-กระเหิม
ร-ติ-เริ่ม .. ก็เพิ่มแรง

๘๓๓. เหมือนหวานจะซ่าน-นิ-ระ-จะสุด
จะ-ประทุษและเสียดแทง
โอ้ใจ .. ไฉนจะผละจะแผลง
ยุ-ติ-แว้งบ่วกเวียน

๘๓๔. หอมกรุ่นกะสุน-ท-ริ-ยภาค
จะ-ประจาคก็จวนเจียน-
เกินหมายจะถ่าย-น-ยะ-เสถียร-
ฤ-ดิ-เพียระผูกพัน

๘๓๕. เกินการณ์จะผ่าน-น-ยะ-ประพจน์
ม-ธุ-รสะโรมรัน
สุดที่จะลี้จะผละจะผัน
ร-ติ-นั้นนิรันดร


ใจชาย ..


๘๓๖. พรรษาชลา-ลั-ยะ-ละหลั่ง
จิ-ตะ-ทังก็อาทร
งอกงามละลาม-ร-ติ-นิวรณ์
ฤ-จะ- ผ่อนจะพลิกผัน

๘๓๗. ข่าวพี่จะกลับ-ปุ-ระ-สยาม
ข-ณะ-งามก็เงียบงัน
ห่างหายละม้าย-จิ-ตะ-กระนั้น-
นิ-ระ-หวั่นพะวงถึง

๘๓๘. ด้วยงานประการ-ส-ม-ระสรรพ
กิ-จะ-ลับนะเหนี่ยวดึง
เกินการณ์จะผ่าน-ร-หั-สะซึ้ง
และ-คะนึงลุถึงนวล

๘๓๙. ไป่รู้จะอยู่-สุ-ขะ ฤ ทุกข์
อุ-ระ-คลุกกะคร่ำครวญ
ไป่เห็นจะเข็ญ-ทุ-ขะ ฤ สรวล
อุ-ระ-ส่วนเขษมทรง

๘๔๐. ไป่รู้จะสู่-บุ-ร-พะทิศ
ด-ละ-จิตะบรรจง-
มอบวางระหว่าง-ร-หั-สะมง-
ค-ละ-บ่งระบิลความ

๘๔๑. ถามพี่เพราะมี-จิ-ตะ-ประสงค์
ปะ-อนงคะรูปงาม
ถามไถ่เพราะใจ-สุ-ตะ-ละลาม
บ่-จะ-ห้ามจะหักหาย

๘๔๒. รับรู้ .. ก็ผู้-สิ-ริ-วิภาค
ละ-ประจาคะรูปกาย
ใจผู้เพราะรู้ .. อรร-ถะ-ธิบาย
ดุ-จะ-คล้าย .. จะลำเค็ญ

๘๔๓. บรรโลมกะโท-ม-นั-สตอน
น-ยะ-ย้อนก็เยียบเย็น
เวิ้งกว้างระหว่าง-วั-ฏะ ฤ เข็น-
ทุ-ขะ-เค้นและบีบคั้น

๘๔๔. ใจเอย ฤ เคยจะละคะนึง
บ-ทะ-หนึ่ง ณ วานวัน
เผยภาพกระหนาบ-นั-ย-นะนั้น-
ฤ-จะ-หั่นสะบั้นหาย

๘๔๕. เกินการณ์จะผ่าน-ถ-วิ-ละรุม
อ-ร-สุมะรำบาย
วานพี่เพราะมี-ลิ-ขิ-ตะหมาย
จะ-ระบายระบิลความ

๘๔๖. มอบคำเพราะคัม-ภิ-ระ-ประสง-
คะ-อนงค์จะรู้ตาม
รอท่าผิว่า-จ-ระ-สยาม
นิ-ระ-คร้าม .. จะตามคืน

๘๔๗. นาคร ณ ก่อน-บุ-พะ-ประภพ
อ-พ-ยพะลบกลืน
ยังงาม ณ ท่าม-ธ-วั-ชะผืน
สุ-ขะ-ชื่นประโลมชน

๘๔๘. พบหน้า ณ สา-ท-ระ-ประเวศ
อ-นุ-เชษฐะแจ้งกล
เห็นใครและใจ-ดุ-จะ-กระวน
และ-ทุรนทุรายเหลือ

๘๔๙. โอ้หนอ .. จะรอ-ข-ณะ-ก็ยาก
ร-ติ-ภาคบ่จุนเจือ
ทีท่ากริยา-บ-ทะ-อะเคื้อ
วั-ตระ-เนื้อละม่อม-หนุน

๘๕๐. พี่ชายละม้ายจะตริจะตรอง
ฤ-จะ-ป้องนะบาปบุญ
เมื่อพบประจบ-จิ-ตะ-ก็คุ้น
ก็-ละมุนละเมียดหมาย

๘๕๑. คำเอ่ย .. ก็เผย-ภ-วะ-ประอร
สุ-ตะ-ชอนประโลมชาย
มองเนตระเช-ษ-ฐะ-ละม้าย
จะ-สยายและยั่วยิ้ม !



จบภาค ๘

= = = = = = = = = = = = =

หมายเหตุ...
ใครไม่รู้คำศัพท์คำไหน...
ให้ลองหาในพจนานุกรม
ที่ Links แถบขวามือด้านล่างนะขอรับ






 

Create Date : 25 มีนาคม 2553    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2555 20:34:22 น.  

O สายธาร .. กาลเวลา ภาค ๗ .. O








เพลง .. ลาวเด็ดดวงดอกไม้



๖๖๐. ตราบถึงสถานทูตด้าว - - - แดนไทย
ร่มรื่นแนวไม้ใบ - - - ปกร้อน
พี่ชายติดธุระไป - - - นอกเขต
วานรูปหนึ่งช่วยต้อน- - - - รับหน้ารอคอย ฯ

๖๖๑. เอนหลังตาหลับพริ้ม - - - พิงพนัก
เมื่อแว่วเสียงกุกกัก - - - ย่างเท้า
ลืมตาก็เห็นพักตร์ - - - พิมพ์รูป งามแล
สบเนตรแววเนตรเจ้า - - - ข่มสะเทิ้นเมินมอง ฯ



บุหลันลอยเลื่อน ..







๖๖๒. หลังสูรย์ลอยล่วงพ้น - - - จึงเผย
แขรูปเพ็ญเลื่อนเกย - - - กอดฟ้า
ขับดวงข่มดาวเลย - - - เลือนส่อง แลแม่
ให้โลกรู้แจ่มจ้า - - - จับจ้องรัศมี ฯ

๖๖๓. งดงามสูงส่งด้วย - - - ดวงเพ็ญ
เมื่อละลานแสงเย็น - - - เยี่ยมฟ้า
อกเอยอ่อนไหวเอ็น- - - - ดูอยู่ กระนี้นา
หลังรูปนั้นเยี่ยมหน้า - - - กี่หน้าอาจเสมือน ฯ

๖๖๔. น้ำค้างหยาดไม้ท่าม - - - จันทร์ทอ
เมื่ออีกน้ำใจรอ - - - เอ่อล้น
แววเนตรวับนั่นหนอ - - - นำสื่อ
ก่ออบอุ่นท่วมท้น - - - แห่งห้วยละหานใจ ฯ

๖๖๕. ครืนครวญแผ่นน้ำคร่ำ - - - ในคืน
จันทร์พร่างใจพลิ้วผืน - - - ผ่องแผ้ว
ห่วงเห็นห่วงหา, ยืน- - - - หยัดท่วง ทีแม่
หนแห่งงดงามแล้ว - - - ยากแล้วเลือนสลาย ฯ

๖๖๖. พลิกพลิ้วแผ่นน้ำเรื่อ - - - รังสี จันทร์แฮ
ลมกระเพื่อมวาดวี - - - วาบเต้น
คลื่นระริกระลอกลี- - - - ลาศวิ่ง ตามนา
เรียมระริกสวาดิเร้น - - - ลอบเร้นด้วยนวล ฯ

๖๖๗. อัคคีโหมแห่งห้วง - - - หฤทัย
เหมือนบาปภพภาพไกล - - - กลับย้อน
ตอกตรึงสาปติดใน - - - เสน่ห์แม่ แลเนอ
จึงระรุมอุระร้อน - - - เร่าร้อนเสน่หา ฯ

๖๖๘. อาวรณ์ระอุเร้า - - - รุมใจ
จึง..หักหาญอย่างไร - - - ยากรั้ง
ตั้งเป็นชาติชอนไช - - - ชนม์ชีพ
โหมระลอกคราวครั้ง - - - ข่มได้ฉันใด ฯ

๖๖๙. สะท้อนความลึกล้ำ - - - ดำรง
ผ่านรูปรอยลุ่มหลง - - - รับรู้
ยากแต่หักใจปลง - - - ปลดบ่วง สวาดิเนอ
ถวิลแต่แม่ยอดชู้ - - - ชั่วฟ้าดินสมัย ฯ



มัคคุเทศก์สาว ..







๖๗๐. อุทธัจเผยในเนตร .. หลบเลศสื่อ
ดูเถิดหรือ .. มองคนเสียจนเขิน
รูปหนึ่งนั่ง .. อีกผู้ก็ดูเพลิน
แววตาเย้าหยอกเอิน .. ไม่เกินเลย

๖๗๑. สมคำลือ .. ผิวพม่าในตาแขก
รูปหน้านี้งามแปลก .. แต่แรกเผย
เนตรคมปลาบอ่อนละมุนพาคุ้นเคย
เมื่อยามเอ่ยเอื้อนคำ .. ก็ย้ำชัด

๖๗๒. ค่อยค่อยผ่านรูปพิจิตร .. ให้พิศเพ่ง
จนความเปล่งปลั่งย้อน .. สุดผ่อนผลัด
ค่อยโหมความหอมหวานเกินทานทัด
ใจชายก็ป่ายปัด .. โดนพัดพา

๖๗๓. คือ .. ผูกพันเอ็นดู-ที่รู้สึก
จำหลักลึกลงทรวง .. เพื่อห่วงหา-
ได้สั่งสมกำลังเหนี่ยวรั้งพา-
ปรารถนาซ่อนเร้น .. ออกเห็นรอย

๖๗๔. บริสุทธิ์สดใส .. รูปใครสั่ง-
มาหยัดหยั่งทรวงแล้ว .. แม้นแผ่วค่อย-
หากอารมณ์ใจหนึ่ง .. เริ่มซึ้ง-คอย
เต็มละห้อยห่วงเห็น .. อยู่เช่นนั้น

๖๗๕. ค่อยค่อยเผยภาคพิจิตรให้พิศเพ่ง
ค่อยค่อยเปล่งความนัย-ความไหวหวั่น-
ให้สัมผัสรัดร้อย .. รอคอยวัน-
ผูกเงื่อนบ่วงสัมพันธ์ .. ให้มั่นคง

๖๗๖. เมื่อพี่ชายกลับมา .. มองตา-เห็น
รอยแฝงเร้น .. ไหวระลอก .. ราวบอก-บ่ง-
ถึงอกใจแววตา .. พะว้าพะวง
อีกรูปองค์ก็มองเห็น .. ว่าเช่นเดียว

๖๗๗. แนะนำให้รู้จัก .. ร่วมทักทาย
นี้ .. น้องชายนายสอง..มาท่องเที่ยว
และ .. มะซาจี .. รูปพิลาสผู้ปราดเปรียว
แก้มอิ่มเสี้ยวหน้านวล .. ก็ชวนมอง

๖๗๘. ผู้เป็นเจ้าถิ่นอยู่ .. ย่อมรู้ที่-
สิ่งงดงามมากมี .. ช่วยชี้ช่อง
วานพาเที่ยวแนะนำ .. ตามทำนอง
แหล่งคนท่องเที่ยวแยะ .. นั่นแหละดี

๖๗๙. ทั้งวัดวาอาราม .. เขางามนัก
คอยดูแลอนุรักษ์ .. เป็นศักดิ์ศรี-
อำรุงให้ใจเกษม .. ให้เปรมปรีดิ์
เป็นหลักที่ยึดมั่นแต่บรรพกาล







๖๘๐. นั่งรถถีบสามล้อ .. วิ่งรอรี
เมื่อถึงที่ .. ก็ดั่งคำคนย้ำขาน
เจดีย์ทองใหญ่โตสูงโอฬาร
ตั้งตระการ .. แสงเชื่อมก็เหลื่อมรับ

๖๘๑. ทั้งยามลุกยามนั่ง .. ต้องฟังคำ
เมื่อต้องแจงบ่อยซ้ำเป็นลำดับ
เนตรก็เผลอชายค้อน .. แววย้อน-วับ
เข้าโจมจับปรารมภ์ให้สมยอม

๖๘๒. กราบพระ-บำบวง .. ผ่านปวงภาษ
ลดามาศก็อวลกลิ่นให้ถิ่นหอม
ผ่านความหมายลึกล้ำ .. ให้ด่ำดอม
จนหล่อหลอมปริศนาอยู่คาใจ

๖๘๓. กราบพระ-บำบวง .. ผ่านท่วงที
ของการที่กราบก้มประนมไหว้
ผ่านกลิ่นควันเทียนธูป .. ผ่านรูปใคร
โปรดช่วยให้สืบถวิล .. ด้วยยินดี







๖๘๔. วันแล้ววันเล่า-ได้ .. อยู่ใกล้ชิด
เป็นมิ่งมิตรสนทนาทำหน้าที่-
ของผู้เหย้าผู้เยือน .. และเหมือนมี-
ความยินดีแฝงเร้น .. คอยเป็นใจ

๖๘๕. วันแล้ววันเล่า .. ใกล้เยาวลักษณ์
อารมณ์หนึ่งก็กุมกัก .. เกินผลักไส
เป็นรูปรอยงดงามแห่งความนัย
ค่อยค่อยไหวเวียนระลอกเผยออกตา

๖๘๖. เมื่อคุณค่าปรากฏ .. เป็นบทบาท
จึงเหมือนช่วงโอภาส .. ส่องสาดหา
ลงล้อมขวัญแผ่ผ่าน .. ฤทธิ์มารยา
จนแจ่มจ้า .. รอยฝันแห่งวันวาน

๖๘๗. กุสุมา .. ลมโชยก็โรยกลิ่น
พาถวิลแนบน้อมความหอมหวาน
หลอมหลั่งรสอันประทิ่นสู่วิญญาณ
กำจายผ่านรูปละม่อมเข้าล้อมทรวง

๖๘๘. เริ่มแล้วหรือ .. ลมอุสุมอันรุมร้อน
จากโชยอ่อน .. ก็เริ่มเริ่มกระเหิมช่วง
โถมฤทธิ์เข้าประดังใจทั้งดวง
เมื่อทาบทวงปฏิพัทธ์เต็มอัตรา

๖๘๙. เผย .. เลศผ่านลานหญ้าแห่งป่าฝน
เข้าตรึงช่วงดวงมน .. ผู้ค้นหา-
รูปนิมิตเฝ้าถวิลในจินตนา
ที่ทรงค่าเหมาะควร .. ทุกส่วนนั้น

๖๙๐. คล้ายรวยรินเบื้องปฐม .. แห่งลมวก
พาคลื่นหนาวแผ่ปก .. ทำอกสั่น
เมื่อจู่โจมโถมจับในฉับพลัน
กลับบีบคั้นทรมาน .. ให้ลาญรอย

๖๙๑. จึงกาละแห่งปฐม .. เมื่อลมร่ำ
พาชื่นฉ่ำเบียดบดกำสรด-สร้อย
ก่อนเยือกเย็นฟองฝนจะหล่นปรอย
ท่ามทรวงหนึ่งแต่ละห้อยเฝ้าคอยเคียง

๖๙๒. ค่อยค่อยโยก .. ค่อยค่อยไหว .. หัวใจหนึ่ง
จนซาบซึ้งเฝ้าถวิลแต่ยินเสียง
ผลิสีสันเฉิดฉายออกรายเรียง
ก็สุดเลี่ยงหลีกล่วงสู่บ่วงนั้น

๖๙๓. คล้ายคล้ายความหอมหวานแต่วารก่อน
ค่อยค่อยย้อนอำรุง .. อย่างมุ่งมั่น
ให้จดจารผ่านคำ .. ออกรำพัน
เป็นคำมั่นสัญญา .. อัตตาตน

๖๙๔. ด้วยคุณค่าจำเพาะต้องเหมาะส่วน
จึงคู่ควรสำแดงกลางแห่งหน
งดงามแห่งความนัย .. น้ำใจคน
จึงจะปนปลาบผกาย .. สู่สายตา

๖๙๕. ค่อยค่อยผ่านภาพพิจิตร .. เคยพิศเพ่ง
ด้วยภาพเปล่งปลั่งละมุน .. สมคุณค่า
เป็นแรงใจมุ่งมั่น .. ช่วยบัญชา
ปรารถนาซ่อนเร้น .. ก็เห็นรอย






จำพราก ..



๖๙๖. ครบลาพัก .. ต้องพรากไปจากหน้า
ก็ราวว่าเปลี่ยวเปล่าและเหงาหงอย-
จะล้อมรอบใจอยู่ .. อย่างรู้คอย
ความละห้อยสุมซ้อน .. เกินผ่อนคลาย

๖๙๗. พี่ชายมองสบหน้า .. ปากตายิ้ม
หากรูปหนึ่งแก้มอิ่ม .. รอยยิ้มหาย
แววเนตรหวานอ่อนละมุน .. เหมือนวุ่นวาย
ความรู้สึกใจหาย .. ก็ฉาย-ทอ

๖๙๘. เก็บงำความรู้สึก .. อันลึกลับ
ที่เริ่มซับซึมแทรก .. เริ่มแตกช่อ
เก็บเอาไว้อุ่นอก .. ไว้ยกยอ-
ขึ้นห้อมห่ออารมณ์ .. คอยบ่มไล้

๖๙๙. ด้วยแตกต่างในระหว่างสถานภาพ
จึงรับทราบขีดคั่น .. แห่งฝันใฝ่
ยอมแค่ความอุ่นเอื้อ .. จู่เนื้อใจ
จะเก็บไว้รับรู้แต่ผู้เดียว

๗๐๐. มองหน้าเห็นแววตา .. เหมือนว่าเหงา
คลุมอยู่ด้วยหม่นเงา .. ความเปล่าเปลี่ยว
เก็บอาการเก่งยิ่ง .. เสียจริงเจียว
จะร้างเกี่ยวข้องเห็นแล้ว .. เป็นปี

๗๐๑. กี่วันเดือนปีเว้น .. ไม่เห็นหน้า
ยินถ้อยชวนสนทนา .. ทำหน้าที่-
มัคคุเทศก์เสียงใส .. ผู้ใจดี
พาผู้เยือนเปรมปรีดิ์ .. ทุกวี่วัน

๗๐๒. พี่ชายปลีกตัวให้ .. อยู่ร่ำลา
จึงก้าวยืนตรงหน้า .. มองตาขวัญ
กล่าวขอบคุณ .. น้ำใจมอบให้กัน
เป็นอยู่ด้วยสุขสันต์ .. หลายวัน-คืน

๗๐๓. ยิ้มด้วยนัยลอบเร้น .. ยากเห็นได้
เก็บซ่อนไว้ .. ห่วงละห้อย .. เฝ้าคอยขืน
จะกุมกักในภวังค์ .. ทุกครั้ง-คืน-
ค่อยแตะตื่น .. เลี้ยงถวิลด้วยจินตนา

๗๐๔. งดงามในบทบาท, พิลาสลักษณ์
ราวสูรย์ผลักแสงพุ่ง ณ รุ่งอุษา
เคลื่อนคล้อยสู่ไมตรี .. สู่ลีลา
แห่งเงื่อนงำเสน่หา .. แห่งท่าที

๗๐๕. ราวสุมาลย์ช่อช้อยขึ้นลอยรับ
รอบระยับลำแสงโลมแต่งสี
เพื่อประทิ่นกลิ่นหอมจะยอมพลี-
ละอองให้ไหววีระหว่างวัน

๗๐๖. ผกากรองไหวกลีบแล้วบีบกลิ่น
แฝงลมรินลิ่วล้อมเข้ามอมขวัญ
ละม่อมหน้าประณีตคำที่จำนรรจ์
แตะร่องรอยร่างฝัน .. ขึ้นกั้นกาง



คำนึงแห่งชายชาญ ..







๗๐๗. ไม่เคยคิดเคยฝัน .. จะพลันพบ
ร่วมบรรจบ, มุ่งหมายเมื่อปลายสาง
เฝ้ารอคอยงามหนึ่ง .. จนครึ่งทาง
พบรออยู่ท่ามกลาง, ครึ่งทางจร

๗๐๘. ไม่เคยคิดเคยฝันจะพลันพบ
ร่องรอยฝันจะตระหลบ, จากหลบซ่อน
ทิพใดโอนเดชช่วยอำนวยพร
ฤๅชาติก่อนบุญทำ .. ร่วมบำเพ็ญ

๗๐๙. ใฝ่เฝ้ามานับนาน .. จนกาลล่วง
ใจทั้งดวงยังละห้อยแต่คอยเห็น
ผ่านคนแล้วคนเล่า .. ทุกเช้าเย็น
ยากแอบเร้นแนบชิด .. ห้วงจิตใจ

๗๑๐. เมื่อไร้ความคู่ควร .. เพียงส่วนเสี้ยว
ยอม-แม้เปลี่ยวเปล่าคู่ .. ก็อยู่ได้
ฟ้าเอย-จงรับรู้และดูไป
รำพันไว้-จักเป็นดั่งเช่นนั้น

๗๑๑. เช่นระลอกอ่อนโยน .. ที่โผนผก-
เข้าแนบ-อก, แนบนัยพาไหวสั่น
จนแนบจิตปักปลูกความผูกพัน
งามก็มั่น .. มุ่งหมาย .. สุดคลายงาม

๗๑๒. โอนอบอุ่นหนุนยั่ว .. ทุกชั่วคาบ
ผ่านอ่อนหวานไหววาบเข้าหยาบหยาม
ซ้ำซ้ำรอยเร้ารุก .. เข้าคุกคาม
อุ่นก็ข้ามเค้นใจ .. เค้นให้ยอม-

๗๑๓. -รับรหัสอ่อนหวานที่ซ่านสู่
ไหวเวียนอยู่ฤๅสิ้น .. ราวกลิ่นหอม-
คันธารสประทิ่นสู่ให้รู้ดอม
จะห่างห้อมหลอมหลั่ง .. สุดยั้งคิด

๗๑๔. อบอุ่นอึงอลอยู่บนขวัญ ..
กระชั้นลามล่วงทั้งดวงจิต
โอ้ใจ .. เอ๋ยใจ .. แต่ได้ชิด
จะมีสิทธิ์คิดหวัง .. สุดหยั่งรู้

๗๑๕. รู้แต่ฟากฟ้าใส .. เมื่อใจล่อง
เข้าตระกองอ่อนหวานเผยผ่านสู่
รู้แต่เมฆขาวฟ่อง .. เมื่อมองดู-
พร้อมแรงชู้เลาะเลี้ยว .. ทุกเสี้ยวใจ

๗๑๖. จะขัดขืนต่อต้าน .. อ่อนหวานนี้
ก็สุดที่สุดทางจะขวาง-ไหว
โหมระลอกซ้ำซ้ำอยู่ร่ำไป
ระลอกความอาลัย .. ให้ว่ายวน

๗๑๗. จากร่องรอยภาพฝันในวันเก่า
เป็นรูปเงาโลมรุกไปทุกหน
โอบขวัญ .. มอบละมุนอบอุ่นจน-
สับสนอลวนอลเวง ..

๗๑๘. ใครนะ .. แห่ห้อมคอยกล่อมเกล้า
ปลดเงียบเหงาเร้ารุม .. เคยกุมเหง
อ้อมคำนึงโอบตัว .. ป้องกลัวเกรง
ตามักเพ่งปกป้อง .. สี่ห้องใจ

๗๑๙. ใครนะ .. ช่างสำคัญในวันนี้
ก็วันที่ .. ภาพฝันเคยสั่นไหว-
ค่อยค่อยชัดแจ่มแจ้ง .. หยุดแกว่งไกว
ค่อยค่อยไขภาพจริง .. แอบอิงทรวง

๗๒๐. เมื่องดงาม .. รุมลาม .. เกินห้ามสิทธิ์
จักเอ่อฤทธิ์อ่อนโยน .. ออกโชนช่วง
ดับฤๅสิ้น เมื่อประดังใจทั้งดวง
เหลือแต่หวงแหนไว้ .. แนบใจตน

๗๒๑. โอบสายลมหนาวร้อน-ต่างตอนโลก
ปล่อยใจโบกบินป่าย .. กับสายฝน
บนฟ้านั่น .. ฟ้าคร่ำเสียงคำรน
พร้อมอกคนครวญคร่ำ .. ถ้อยรำพึง



ใคร่ครวญแห่งนวลนาง ..



๗๒๒. เครื่องบินโผผ่านล่วง .. สู่ห้วงหาว
เมื่อเนตรสาวโรยแสง .. ก็แจ้งถึง-
ความรู้สึกโดดเดี่ยว .. ที่เหนี่ยวดึง-
ให้คำนึงภาพผ่าน .. แห่งวานวัน

๗๒๓. แต่ละที่ .. แต่ละทาง .. ร่วมย่างย่ำ
แต่ละคำ .. ยั่วเย้ากล่อมเกล้า-ขวัญ
แต่ละยิ้มแย้มสู่ .. เหมือนรู้กัน
คือแบ่งปันเยื่อใยแห่งไมตรี

๗๒๔. ตรงหน้าคือเนื้องานต้องสานต่อ
หากวุ่นวายใจหนอ .. ไม่พอที่-
เรื่องคำนึงหลายหลาก .. ไยมากมี
แปลกเหลือที .. ขุ่นมัวกับตัวเอง

๗๒๕. ลูกสาวเล็ก .. คหบดีผู้มีเหง้า-
จำเลยเก่า .. พ่ายยุทธ .. ถูกฉุดเร่ง-
กวาดต้อนสู่แดนดิน .. ท้องถิ่นเตลง
ห้ามกุมเหง .. จึงอยู่เย็นอย่างเป็นมา

๗๒๖. ตั้งใจมาทำงาน .. แค่ผ่านปี
จะเรียนโท .. ต่อสักที่ .. ราวปีหน้า
เห็นจะเป็นเมืองไทย .. ที่ใกล้ตา
ที่คล้ายว่า .. ใจเห็นจะเป็นใจ

๗๒๗. สถาบันเอเชีย .. เขามีชื่อ
เสียงร่ำลือ .. ผ่านยินไม่สิ้นได้
ต่างชาติจากต่างหน .. ทั้งคนไทย
อยู่เรียนร่วมกันไป .. ตามไขว่คว้า

๗๒๘. มาท่องเที่ยวทิ้งไว้แต่รอยเท้า
กับรูปเงา .. ติดตรึง .. คำนึงหา
จากไปแล้ว .. เลือนลับ .. ฤๅกลับมา ?
รู้ไหมว่าพาจิต-ใคร .. ติดตาม

๗๒๙. มาท่องเที่ยวพักผ่อน .. ต่างตอน-ถิ่น
พาเสพจินตนาภาพ .. รสวาบหวาม
เมื่อกลับยังเหนี่ยวได้ .. หัวใจงาม
กลับสู่บ้านเมืองสยาม .. อย่างย่ามใจ !



บ้านอัมพวา ..
พศ. ๒๓๓๒






๗๓๐. หลังสิ้นพ่อ .. ยังร่มเย็น .. ปู่เป็นหลัก
บารมียังแน่นหนัก .. คนรักใคร่
ย่าแม่อยู่ด้วยธรรม .. บ่มนำใจ
พร้อมหนึ่งรูปสดใส .. อยู่ในยาม

๗๓๑. จนหนังสือใบสั่ง .. จากวังใน
มาถึงย่าเรไร .. เพื่อไต่ถาม
ขอตัวแม่ดาราผู้อ่า-งาม
เป็นข้าหลวงติดตาม .. พระพี่นาง

๗๓๒. หมายสืบทอดกิจจา .. ทำหน้าที่
ด้วยเชื้อสายแม่มี .. จักชี้สร้าง-
คอยอบรมจัดกระบวน .. เหล่านวลนาง
เพื่อทุกอย่าง .. ประณีตดังคนวังใน

๗๓๓. ยินดีรับสนอง .. สมเด็จสั่ง
เป็นกำลังเข้าช่วยอำนวยให้
ห่วงแต่รูปแน่งน้อย .. แม่กลอยใจ
หวังตามไปอยู่ด้วย .. ได้ช่วยกัน

๗๓๔. ห่วงแม่ทั้งผูกพัน .. เกินผัน-พราก
จำต้องห่างฝั่งฟาก .. อีกฟ้านั่น
ห่างปู่ย่า .. เคยพร่ำสอน .. อาวรณ์-ครัน
เสียงกล่อมขวัญจะห่างเห็น .. อยู่เป็นปี

๗๓๕. เสี้ยวใจตื่นรับรู้ .. ไปอยู่วัง
ช่วยอบรมปลูกฝัง .. สาววังที่-
เพิ่งถวายตัวเข้ามา .. จึงท่าที-
ต้องขัดเกลามากมี .. หลายลีลา

๗๓๖. เสี้ยวใจตื่นรับรู้ .. ไปอยู่กรุง
ร่วมบำรุงให้ปรากฎซึ่งยศถา-
แห่งราชวงศ์วังหลวง .. อันล่วงมา
คู่ขอบขัณฑสีมา .. ไปช้านาน

๗๓๗. กว่าขวบปี .. ที่ห่างเร้นไม่เห็นหน้า
จมคำนึงเจียนว่าจะพร่าผลาญ
แตกต่างสองช่วงภพ .. หลังพบพาน
กลับห่างให้ทรมานอยู่นานนม

๗๓๘. คิดถึงท่านหญิง .. เสียยิ่งนัก
รูปเรียวพักตร์งามตา .. เมื่อหน้าก้ม-
มองมาด้วยอาทร .. เฝ้าย้อนชม
กรลูบไล้เส้นผม .. แก้มบ่มยิ้ม

๗๓๙. คล้ายห่างเห็นพลัดพรากไปจากกัน
ตราบกัปกัลป์หมุนเอื้อ .. เอาเนื้อนิ่ม-
มาบรรจบซบทราบ .. เอาภาพพิมพ์-
ของแม่ผู้เอิบอิ่ม .. เหมือนพิมพ์เดียว







๗๔๐. ใจงามคอย .. วกวนอยู่อลเวง
คิดไปเอง .. ว่าต้องควรข้องเกี่ยว
ระหว่างแม่ .. กับ .. ท่านหญิง .. แน่จริงเชียว
ดูเถิดทุกส่วนเสี้ยว .. เช่นเดียวกัน

๗๔๑. คงอีกนานจึงกลับไปบ้านย่า
ผ่านล่วงสู่ฝั่งฟ้า .. อีกฟ้านั่น
แต่นี้ได้แต่ละห้อยรอคอย .. วัน
จะพบหน้าผูกพัน .. นิรันดร

๗๔๒. อุ่นในอกเจ้าเอย .. ยากเลยลับ
เมื่ออ้อมแขนโอบกระชับ .. ตอบรับ-อ้อน
ยังติดตรึงใจสาว .. เวียนเว้าวอน
คอยวกย้อนคล้อยเคียงหล่อเลี้ยงใจ

๗๔๓. ภาพใครหนึ่ง .. รอหน้าที่ท่าน้ำ
มอบอบอุ่นลึกล้ำ .. ย่อมจำได้
คาบยามพ้นเนิ่นนานสักปานใด
ยังเก็บไว้ตรึงมั่นในสัญญา

๗๔๔. เป็นหญิงย่อมมีใจ .. มีไหวหวั่น
แม้นผูกพัน .. ยังต้องมี .. คือทีท่า
จะเปิดเผยนัย-ความ .. ต้องงามตา
จึงไร้คนค่อนว่า .. เป็นราคี

๗๔๕. เป็นหญิงมีจารีตคอยกีด-กัก
ให้รับรู้คอยตระหนัก .. ในศักดิ์ศรี
สายสกุลเทือกเถา .. รากเหง้ามี
ย่อมเป็นที่ใครอื่น .. รอชื่นชม

๗๔๖. ลูกหลานว่านเชื้อหงส์ .. ใช่วงศ์กา
ทุกกิจจาจำเพาะต้องเหมาะสม
คำพูด .. คิด .. อิริยา .. ทั้งอารมณ์
เห็นถึงการเพาะบ่ม .. อบรมมา

๗๔๗. ลูกหลานชั้นวงศา .. สืบสาแหรก
แม้นบ้างแปลกแยกทำ .. จนต่ำค่า
ย่อมเช่นกิ่งกาฝาก .. อันยากยา
เพียงเห็นว่าเลือดต่ำ .. มาล้ำปน

๗๔๘. เมื่อมีแม่ .. ย่าปู่ .. เอ็นดูสอน
งามย่อมย้อนสำแดงทุกแห่งหน
เช่นเหลี่ยมเพชร .. แสงผ่านละลานจน-
ต้องตาคนบอกย้ำ .. เพชรน้ำดี

๗๔๙. เมื่อมีใจสำนึก .. หมั่นศึกษา
รู้โอกาส .. รู้เวลา .. รู้หน้าที่
รู้บทบาทกิจวัตรในสตรี
ย่อมเหมือนมีเหตุผลให้คนลือ

๗๕๐. ตามแม่ไปอยู่วัง .. แต่ครั้งนั้น
ใช่นานวัน .. หลายหมู่เขารู้ชื่อ-
งดงามรูป .. กริยาเห็น .. ที่เป็น-คือ
ความนับถือ .. รับรู้ .. เชิงผู้ดี


จบภาค ๗ ..





 

Create Date : 24 มีนาคม 2553    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2555 21:28:57 น.  

O สายธาร .. กาลเวลา ภาค ๖ .. O









เพลง .. ลาวสองคอน



๕๖๒. โอ่หนอ..คณาอา- - - - วุธะกล้าคงนับนาน-
เปื้อนฝุ่นอยู่บนพาน - - - รอรอบกาล-ลบด้านคม


ปฏิสัมพันธ์ ..


๕๖๓. งามลักษณ์วงพักตร์ตรู - - - เหมือนวาบสู่ให้รู้ชม
ปากคอคิ้วคางสม- - - - ราวหัตถ์พรหมจำหลักรอย

๕๖๔. เผยรูปให้รู้รส- - - - ชาติแห่งบทผู้รอคอย
ย่างเหยียบความเงียบหงอย - - - จนเคลื่อนคล้อยลับรอยไป

๕๖๕. โฉมคราญที่บ้านป้า - - - แต่เห็นหน้าก็เหมือนใจ-
แอบซ่อนความอ่อนไหว - - - แฝงอาลัยเมื่อจากกัน

๕๖๖. ท่วมทับอยู่ในอก - - - คือวิตกเกินรำพัน
ป้าหญิงท่านนิ่งงัน - - - คล้ายกีดกันไว้ห่างไกล

๕๖๗. ใกล้วันจะเดินทาง - - - เพื่อเสริมสร้างสัมพันธ์ไทย
อยากรู้-ยังอยู่ไหม - - - ต้องเยี่ยงไรจึงเหมาะควร

๕๖๘. ใจเอยไม่เคยคิด - - - จะรุมฤทธิ์ความเรรวน
รูปรอยเฝ้าคอยหวน - - - จนปั่นป่วนในส่วนทรวง

๕๖๙. เทพไท้ถ้วนในทิศ - - - พึงทราบจิตที่บำบวง
ลิ่วแล่นสู่แดนสรวง - - - เพื่อตักตวงความเมตตา

๕๗๐. เทพไท้ถ้วนในทิศ - - - ช่วยเพิ่มฤทธิ์ในสิทธา
ทาบทวงความห่วงหา - - - หวังกานดารู้จำนง





๕๗๑. ห้องพระวาระนั้น - - - แว่วรำพันเสียงมั่นคง
ภาวะอันประสงค์ - - - ย่อมบอกบ่งด้วยคำใคร

๕๗๒. ข้าแต่องค์พระพุทธ .. ผู้หลุดพ้น
โปรดช่วยกู้สับสน .. จิตวนไหว
สบรูปลักษณ์ .. แม้นคราญสักปานใด
จักแกว่งไกว .. เช่นนี้ไม่มีเลย

๕๗๓. ดูเถิดอกเอวองค์ที่ตรงหน้า
แรกที่ตาสบกัน .. ก็พลันเผย-
แววเนตรนั้นอ่อนละมุน .. ราวคุ้นเคย
คล้ายเอื้อนเอ่ยความหมาย .. ผ่านสายตา

๕๗๔. โดยประณีตลักขณา .. ถ้อยวาที
เต็มอยู่ด้วยสุนทรี .. กอปรทีท่า
โดยจริตสัมพันธ์จำนรรจา
ถ้วนคุณค่าก็ขจ่างขึ้นกลางใจ

๕๗๕. ผุดผ่องเนื้อเนียนผิว .. แกมริ้วเรื่อ
เนตรวามเชื้อเบิกบทความสดใส
ยามชะม้ายชำเลือง, ขุ่นเคืองใด-
เหมือนว่าถูกผลักไส-จนไร้รอย

๕๗๖. แช่มช้อยกิริยามารยาท
ทั้งยามยาตรเยื้องแล้วแสนแผ่วค่อย
รูปเอย-ตรึงใจอยู่ให้รู้คอย
หวังอย่าคล้อยเคลื่อนร้างไปห่างกัน

๕๗๗. จุดธูปเทียนวิงวอน- ขอพรพระ
ด้วยฉันทะใจชายผู้หมายมั่น
โอนบุญกรรมร่วมสร้างแต่ปางบรรพ์
เชื่อมสัมพันธ์ผูกบ่วงสองดวงใจ

๕๗๘. พรุ่งนี้ตั้งใจผ่านไปบ้านป้า
อยากเห็นหน้า .. อยากรู้ .. ยังอยู่ไหม ?
ครุ่นคิดถึงกันบ้าง .. หรืออย่างไร ?
หรือหวั่นไหววุ่นอยู่แต่ผู้เดียว

๕๗๙. รุ่งเช้าแวะกราบกรานไหว้ท่านป้า
หากสายตาคอยแต่ชะแง้เหลียว
ผู้เป็นป้าสงบนิ่งเสียจริงเจียว
และส่วนเสี้ยวรูปนั้น .. เหมือนพลันลับ

๕๘๐. จะเอ่ยปากถามไถ่ก็ไม่กล้า
แต่ละล้าละลังอยู่ไม่รู้กลับ
ท่านหญิงป้าแย้มเยื้อนเนตรเบือนพรับ
ค่อยเรียงเรื่องลำดับให้รับรู้

๕๘๑. ทุกคืนจันทร์เพ็ญดวงจะล่วงภาค
ข้ามฝั่งฟากต่างฟ้า .. ล่วงมาสู่
แต่แรกสบรูปเห็นก็เอ็นดู
มาซบหน้าหลับอยู่ .. ไม่รู้ตัว

๕๘๒. ผ่านห้องพระ-ไปมา .. สองฟ้า-ฝั่ง
เมื่อแสงปลั่งจันทราแจ่มจ้าทั่ว
คำสัตย์ที่บวงบนคืนหม่นมัว
ก็เร้ารัวพัวพัน .. ลงสัญญา

๕๘๓. .. จักรอพี่ตราบสิ้น .. ธานินทร์สูญ
โลกันต์กูณฑ์เปลวแดงครอบแหล่งหล้า
ปาริชาติโชยกลิ่นรวยรินมา
จนเชื่อมฟ้า .. วันคืนเป็นผืนเดียว ..

๕๘๔ .. แต่สิ้นชาติ .. วาสนาชะตาคู่
ที่เคียงอยู่ล้วนเงาความเปล่าเปลี่ยว
ตั้งจิตสืบอารมณ์หมายกลมเกลียว
รอ .. กาลเหนี่ยวรั้งภพบรรจบกัน ..

๕๘๕. .. ปรารถนาจิตน้อง .. จงพ้องพี่
ทุกแห่งที่หนทางสิ้นขวางกั้น
หมุนโลกให้ย้อนทาง .. สู่ปางบรรพ์
สืบภพภูมิผูกพัน นิรันดร ..

๕๘๖. ราวก้องอยู่ในโสต .. เสียงโอดอื้น-
พร้อมครั่นครื้นมหิทธาแห่งฟ้าฟ่อน
คือคร่ำครวญเสน่หาความอาวรณ์
ที่ขาดตอน-ช่วงภพเลือนลบกัน

๕๘๗. ด้วยแรงจิตเร่งร้นบันดลขึ้น
ฝ่าทะมึนมืดอับลงทับขันธ์
รูปนิมิตเลือนรางแต่ปางบรรพ์
ก็แจ่มจ้าโดยพลันในสัญญา

๕๘๘. ค่อยเลื่อนผ่านภาพภวังค์ .. แล้วฟังเล่า
รูปใฝ่เฝ้าคอยเห็น .. เมื่อเร้นหน้า
ถึงคาบเพ็ญจันทร .. คงย้อนมา
ช่าง .. เหว่ว้าเหงาประดัง .. ไปทั้งทรวง


สืบสัญญา ..


๕๘๙. จวบขึ้นสิบห้าค่ำ .. ในค่ำดึก
จิตส่วนลึกแฝงเร้นก็เป็นห่วง
เกรงคลาดสบละม่อมหน้าสุดาดวง
หม่นหมองปวงจะโหมทั่วทั้งตัวใคร

๕๙๐. คืนนี้เพ็ญจันทร์งามอร่ามแสง
สะท้อนแหล่งชลพลิ้วเป็นริ้วไหว
ที่ท่าน้ำมืดสลัว .. มีหัวใจ
เคียงน้ำไหลจันทร์ทอ .. เฝ้ารอคน

๕๙๑. แม่ดาราหลับสนิทในนิทรา
เมื่อจันทร์จ้าพร่างพราวในหาวหน
ใจเจ้าเอยเคล้าวิตกอยู่วกวน
ห่วงแม่ดูสับสนพิกลนัก

๕๙๒. รำลึกรูปสบกันแต่วันก่อน
ก็สะท้อนส่วนทรวงอยู่หน่วงหนัก
เหมือนเพรงกรรมคอยย้อนไม่ผ่อนพัก
จะกุมกักหัวใจ .. เอาไว้ฤๅ

๕๙๓. เหมือนดวงจิตรับรู้ .. ใครอยู่รอ
ท่ามจันทร์ทอแสงวาม .. คล้ายความสื่อ-
นั้นผ่านจิตเฝ้าฉุด .. คอยยุดยื้อ
แทรกเสียงอื้ออึงซ้อนให้ย้อนพบ

๕๙๔. นอนพลิกกายไปมาจิตว้าวุ่น
ราตรีกรุ่นกลิ่นล้อม .. นั้นหอมตลบ
บ่าวไพร่เสียง .. งึมงำในค่ำพลบ
เงียบสงบวังเวง .. ภาคเพรงกาล

๕๙๕. เจ้าเอยนอนไม่หลับกระสับกระส่าย
เหมือนมนต์ชายรุมเร้าคอยเผาผลาญ
ข่มจิตให้รำงับอยู่นับนาน
แต่สุดทานแรงถวิล .. ที่ดิ้นรน

๕๙๖. ค่อยค่อยลุก .. ค่อยค่อยย่อง .. เข้าห้องพระ
เมื่อกาละจันทร์จ้าเวหาหน
ทรุดกราบที่ตั่งหมอน .. เว้าวอน-บน
พระเอยช่วยบันดล .. ให้พ้นกรรม

๕๙๗. รอบนิมิตพิสดารเมื่อผ่านเคลื่อน
ค่อยค่อยเลื่อนกรอบภพ .. กลางพลบค่ำ
รูปหนึ่งมีจำนงเป็นธงนำ
ฝ่าข้ามกาลล่วงล้ำ .. มาย้ำเยือน

๕๙๘. ค่อยค่อยจดก้าวย่อง .. จากห้องพระ
เมื่อกาละดาวพร้อย .. แขลอยเลื่อน
หอมกลิ่นแก้วอ่อนอ่อน .. มาย้อนเตือน
เมื่อใครเคลื่อนบ่ายหน้าสู่ท่าน้ำ





๕๙๙. คืนนี้อัมพรนั้น .. แสงจันทร์จ้า
คล้ายรับรู้ถวิลหา .. แห่งหล้าต่ำ
โผยแผ่วระลอกลมก็พรม .. พรำ
ราวกระซิบยั่วย้ำแรงจำนง

๖๐๐. ด้วยอกใจไขว่คว้า .. สร้างภาวะ-
เป็นพันธะบาปบุญคอยหนุนส่ง
คือสองใจผูกพันอย่างมั่นคง
ร่วมธำรงสืบเชื้อสายเยื่อใย

๖๐๑. แล้วหนึ่งรูปเงาผู้ .. คอยอยู่รอ
ก็เพียงพอแทรกซ้อนความอ่อนไหว
ดึกสงัดยามนี้จักมีใคร-
อยู่รองรับอาลัย .. จากใจนี้

๖๐๒. เมื่อสบหน้า .. แววเนตร .. เผยเลศออก
ค่อยบ่งบอกความนัยหัวใจศรี
เติบเต็มด้วยอาลัยและไมตรี
อันสุดลี้เลือนลบจากภพ-เพรง

๖๐๓. เอื้อมมือจับกรเรียว .. แล้วเหนี่ยวร่าง
โอบสรรพางค์รูปนิมิตก่อนพิศเพ่ง
งามเจ้าเอย .. ทิพแถนยังแกลนเกรง
อาจกุมเหง .. จิตชายสุดคลายคลอน

๖๐๔. กระแจะจันทน์กรุ่นกลิ่น .. ในถิ่นที่
เพื่อใจนี้ .. วนว่ายสุดถ่ายถอน-
จากห้วงลึกเสน่หา .. ความอาวรณ์
อันสืบตอนสัมพันธ์ .. อย่างมั่นคง

๖๐๕. กี่ภพชาติ .. วงวัฏฏ์ของสัตว์โลก
กี่เศร้าโศก .. ร้อนรุ่ม .. ใจลุ่มหลง
กี่รื่นรมย์ .. อ่อนหวาน .. แผ่วผ่านลง
ขอจำนงรับรอง .. ทุกห้องใจ

๖๐๖. แม้นว่ารัก .. จักทุกข์ไปทุกครั้ง
หากเมื่อหยั่งหยัดตอน .. ฤๅผ่อนไหว
แม้นท่วมทับทรมา .. ด้วยอาลัย
ยังยอมให้เคล้าคลุก .. ยอมทุกข์ตรม

๖๐๗. ทรุดลงนั่ง .. กายหญิงก็อิงแอบ
ปลายคางแนบเกลือกเล่นกับเส้นผม
หอมเอยบุปผาค่ำ .. เมื่อกรำลม
เช่นใจบ่มหอมหวาน .. ด้วยคราญนี้

๖๐๘. สายชลต้องลมพลิ้ว .. เป็นริ้วไหว
เมื่ออกใจอาวรณ์ .. สะท้อนถี่
สะท้านด้วยเสน่หา .. ด้วยท่าที
อันร่วมมีร่วมมอบ .. ร่วมตอบแทน

๖๐๙. อีกกี่เดือนปีเว้น .. ห่างเห็นหน้า
เมื่อไม่ช้า .. จำต้องไป .. ที่ไกลแสน
อดีตชาติไพรินทร์เคยหมิ่นแคลน
สู่ดินแดนพวกพม่า .. เชื้อรามัญ

๖๑๐. เป็นตัวแทนองค์บดี .. เจ้าชีวิต
การพาณิชย์ปฏิบัติ .. ช่วยจัดสรร
ผู้ช่วยทูต .. ตอกย้ำสร้างสัมพันธ์
จักไกลกันห่างเห็นอยู่เป็นปี

๖๑๑. รูปเอย-แววเนตรทอด .. แสนออดอ้อน
คล้ายอาวรณ์ต้องพรากไปจากที่
จะหล่อเลี้ยงอาลัยด้วยใยดี
ไว้รอพี่ .. คืนสู่มาคู่เคียง


นิราศด้าวสุพรรณภูมิ ..







๖๑๒. น้อมบาทเทพไท้ทั่ว - - - ธรณินทร์
ยอยศรัตนโกสินทร์ - - - สืบไว้
จรรโลงรูปแบบกวิน- - - - ทรวากย์ วางแล
แจ่มกระจ่างจิตได้ - - - ดั่งเนื้อความเสนอ ฯ

๖๑๓. ภูมิภาคสมภพพร้อม - - - ไพบูลย์
โดยเดชขัตติยาดูร - - - ดับร้อน
พุทธธรรมรับเทิดทูน - - - บ่มทัศ นะนา
เศวตฉัตรแผ่ร่มซ้อน - - - บ่มเกล้าร่มเย็น ฯ

๖๑๔. เสร็จยอพระยศอ้าง - - - ออกแสดง
ครวญคร่ำร่ำความแสลง - - - สลดเศร้า
ปางบำราศรูปแพง- - - - ทองพี่ นุชแม่
เชลงบทรำพันเฝ้า - - - ฝากรู้แรงถวิล ฯ

๖๑๕.โอบองค์กับอกพร้อง - - - รำพัน
แม้นลับรูปไกลกัน - - - ต่างฟ้า
อยู่เดียวเก็บกุมขวัญ - - - คอยกลับ นะแม่
คอยกลับย้อนคืนหน้า - - - โอบเนื้อนวลถนอม ฯ

๖๑๖. พากย์เอ่ยฤๅอ้างดับ - - - อาดูร
เมื่อเดชบำราศพูน - - - เพียบล้อม
ตระกองโอบองค์ผอูน - - - เอนแอบ
อกอุ่นเป็นโอบอ้อม - - - อ่อนเจ้าประคองใจ ฯ

๖๑๗. อ้าเนตรฤๅอาจกลั้น - - - ชลนา
ซบสะอื้นทรมา - - - หม่นเศร้า
ตัวห่างแต่คอยหา - - - หวนกลับ พี่เอย
อยู่ต่างฟ้าขอเฝ้า - - - ใฝ่ย้อนคืนสยาม ฯ

๖๑๘. กรรโหยฤๅเหือดไห้ - - - ห่างถวิล
ซบเกศหอมรวยริน - - - รับรู้
นวลเอยตราบแผ่นดิน - - - ฝังกลบ หน้าแล
ใจจักห่างยอดชู้ - - - แต่ร้างชีพสลาย ฯ

๖๑๙. ผินพักตร์ขึ้นเถิดเจ้า - - - จอมใจ
ดูเถิดน้ำเนตรไหล - - - หลั่งย้อย
ออมเถิดโอดอื้นไหว - - - หว่างเทวษ
มาจะซับโศกสร้อย - - - สร่างสิ้นคืนเกษม ฯ

๖๒๐. อาราธน์อารักษ์น้อม - - - ปราณี
จำพรากเนิ่นนานปี - - - ช่วยป้อง
อวยขวัญอิ่มเอมปรีดิ์ - - - ปราโมทย์
เว้นจิตคอยพร่ำพร้อง - - - ผ่านฟ้าผูกขวัญ ฯ

๖๒๑. ควร-อมรเมศถ้วน - - - ทุกสถาน
โอนเดชออกบันดาล - - - ดับร้อน
เพรงบุญช่วยบรรสาร - - - สุขสู่ แม่นา
เพรงบาปทุกคาบ-ย้อน - - - อยู่ล้อมกายเรียม ฯ

๖๒๒. สั่งสารเสาวณิตสร้อย - - - สายสมร
โอบนิ่มเนื้อกุมกร - - - กล่าวย้ำ
บำบวงภิวาทวอน - - - หว่างโสต
โอนสิทธิ์ความชอกช้ำ - - - ชอบรู้เพียงเรียม ฯ

๖๒๓. ร่ำสั่งร่ำฝากท้าว - - - เทพา รักษ์แฮ
ทุกค่ำเพ็ญจันทรา - - - แม่ย้อน
ช่วยโอนแอบคะนึงหา - - - แนบห่ม
แรงรักช่วยสุมซ้อน - - - แทรกห้วงใจศรี ฯ

๖๒๔. เอ่ยกระซิบสั่งสร้อย - - - กำสรวล
อ้อมโอบรูปผอูนอวล - - - แอบข้าง
หอมเอยเมื่อลำดวน - - - กรุ่นกลิ่น
คำสัตย์เอ่ยออกอ้าง - - - ตอกย้ำ - สัญญา ฯ

๖๒๕. ค่ำดึกแขเด่นพื้น - - - อัมพร
ยินปักษีแว่ววอน - - - อกว้า
แก้มเนียนรูปอัปสร - - - ซบอยู่ ทรวงแฮ
จุมพิตจบเนิ่นช้า - - - แช่มช้อยชื่นกมล ฯ

๖๒๖. กรอมกระมลหม่นเศร้า - - - ทรวงแสยง
จันทร์เลื่อนดวงรอแปลง - - - เปลี่ยนฟ้า
อาสูรคร่ำครวญแฝง - - - ฝากสวาดิ
ฝาก .. อกใจเหว่ว้า - - - หว่างละห้อยคอยเห็น ฯ

๖๒๗. ใกล้สางจำย้อนกลับ - - - เพรงกาล
หลังขับข่มทรมาน - - - มอดเชื้อ
ยอมพรากเพื่อย้อนพาน- - - - พบร่วม เคียงนา
เมื่อคาบยามเหมาะ-เอื้อ - - - อ่อนเจ้าประนอมใจ ฯ





๖๒๘. ก้าวย่างเคลื่อนคล้อยสู่ - - - ห้องพระ
ลมเยียบเย็นโชยชะ - - - ชื่นล้น
สองจิตร่วมสัจจะ - - - จองผูก ไว้นา
แม้นห่างร่างไกลพ้น - - - ไม่พ้นจากใจ ฯ

๖๒๙. ถึงห้องพระ-เนตรเจ้า - - - จบผสาน
โอบกระชับรูปคราญ - - - อกสะท้อน
เดือนปีใช่เนิ่นนาน - - - เกินนับ นะแม่
เสร็จกิจจักคืนย้อน - - - อยู่ถ้าคอยที ฯ

๖๓๐. ร่วมก้มกราบพระน้อม - - - นำใจ
เอื้อนเอ่ยถ้อยความไข- - - - ออกรู้
พระเอยรำบาญไหว- - - - หวาดหวั่น แม่นา
โอนเดชช่วยกอบกู้ - - - กลับเศร้าเป็นสรวล ฯ

๖๓๑. เริ่มร่ำพจนะพร้อง - - - พรพระ
ปรุงพากย์เป็นสัจจะ - - - จบเกล้า
รูปแทนภาคพุทธะ - - - สถิตนิ่ง นั้นนา
ช่วยกร่อนทุกข์รุมเร้า - - - เริดร้างห่างสมร ฯ

๖๓๒. ร้อยเรียงสุจริตไว้ - - - ในคืน
ขอรักจงยั่งยืน - - - เยี่ยงฟ้า
ฝ่ากาลเฉกน้ำผืน - - - ผ่านระลอก
ต่อเนื่องตราบแหล่งหล้า - - - ล่มสิ้นจึ่งสูญ ฯ

๖๓๓. ดินฟ้าสาคเรศสิ้น - - - สูญสลาย แลแม่
อาจ .. กลบอาวรณ์ชาย - - - มอดเชื้อ
วงกรรมรอบวัฏฏ์หาย - - - หาวสูบ เลือนแล
แตกดับ-จิต, เลือดเนื้อ - - - อาจล้างอาลัย ฯ

๖๓๔. ความ..เสียง-เป็นสัตย์เบื้อง - - - หน้าองค์ พระแล
ครองคู่ร่วมจำนง - - - แต่เจ้า
กรชุลิตจิตเพ่งมง- - - - คลรูป
รูปพระ..รูปพักตร์เศร้า- - - - สืบไว้ถวิลหวัง ฯ

๖๓๕. เสียงไก่ขันแจ้วแว่ว - - - บอกสาง
เมื่อรูปลักษณ์โฉมสอางค์ - - - ลับแล้ว
รอเถิดตราบชีพวาง- - - - วายดับ นะแม่
กายห่างใจฤๅแคล้ว- - - - คลาดพ้นคะนึงพาล ฯ


ลุ่มน้ำอิรวดี ..







๖๓๖. เครื่องบินโผผ่านพื้น - - - นภาลัย
รูปหนึ่งพักตร์ผ่องใส - - - แทรกย้อน
หนึ่งคนหนึ่งความนัย - - - แนบอก
นัย, ภาพ-อิงแอบซ้อน - - - อยู่ซ้ำสืบเกษม ฯ

๖๓๗. เจดีย์ดารดาษพื้น - - - ปฐพินทร์
ยิ่งบุเรศเมืองอินทร์ - - - เอี่ยมฟ้า
ลอยล่างเพื่อสืบยิน- - - - ดีโลก ไว้แฮ
ใต้โรจน์แสงแรงกล้า - - - กล่อมเกล้า-ใจนิกร ฯ

๖๓๘. ประจำที่ร่างกุ้ง - - - ใจเมือง
ท่ามคุกรุ่นขุ่นเคือง - - - พระ-แกล้ว
ลิ่มเลือดหลั่งนองเนือง - - - เคียงศพ
กี่ชีพมอดดับแล้ว - - - อาจแล้วเลือนไฉน ฯ

๖๓๙. มอดดับชีพอดีตด้าว - - - ดัสกร
เมื่อรัฐาธิปัตย์รอน - - - รูปเค้า
อำนาจนักรบถอน - - - ความชอบ ธรรมนา
ทุกเหล่าเชื้อรุกเร้า - - - เรียกร้องอิสรา ฯ



มะซาจี ..







๖๔๐. รูปหนึ่ง-เจ้าหน้าที่ - - - สำนักงาน
ร่วมส่งเสริมพานิชย์การ - - - คู่ค้า
สามารถพูดสื่อสาร - - - เสมอเช่น ไทยเนอ
งามนัก-รูปเค้าหน้า - - - ยิ่งหน้านวลไหน ฯ

๖๔๑. หน่อเนื้อจากหมู่บ้าน - - - โยธยา
พวกจำเลยเก่ากา- - - - ละพ้น
พ่ายยุทธจำขื่อคา - - - ถูกกวาด ต้อนเนอ
เกินอาจย้อนขุดค้น - - - เรื่องให้ขจ่างเห็น ฯ

๖๔๒. พักตราไตรเตรียบสร้อย - - - เสาวคนธ์
ประทิ่นถิ่นสุมาลย์ปน - - - เปรียบได้
เบญจลักษณ์อิริยาดล - - - โดยจริต งามเนอ
เปล่งปลั่งแววเนตรไว้ - - - วุ่นว้าพาถวิล ฯ

๖๔๓. ดวงเดียวยุพโยคพ้น - - - พรรณนา
ลอยเลื่อนข่มจันทรา - - - สลดเรื้อง
กี่ทรวงกอปรทรมา - - - เมื่อสบ รูปเนอ
ตาเยี่ยมใจยาตรเยื้อง - - - อยู่ล้อมห้อมประโลม ฯ

๖๔๔. เรียนเพิ่งจบแล้วสมัคร - - - ทำงาน
ฝึกทักษะจัดการ - - - เพิ่มรู้
แช่มช้อยชื่นสำราญ - - - รูปจริต แลนา
ราวอุทัยสาดแสงกู้ - - - กลับเรื้องข่มหมอง ฯ

๖๔๕. ผ่านกาลจวบใกล้ครบ - - - ขวบปี
แคล่วคล่องภารกิจมี - - - เมื่อใช้
ปรารมภ์แต่ท่วงที - - - นาย-หนุ่ม
ขรึมเคร่งงันเงียบให้ - - - ห่วงรู้ประเมินงาน ฯ


คุณชายสอง ..


๖๔๖. หลังกิจลับผ่านพ้น - - - เพียงวัน
ลาพักโดยฉับพลัน - - - ผ่อนร้อน
แจ้งพี่จักผายผัน - - - สู่ร่าง กุ้งแล
ท่องเที่ยวให้อดีตย้อน - - - ยุคพู้นมาเผย ฯ

๖๔๗. ชายชาติแกล้วหนึ่งผู้ - - - ผ่านวัย
ด้วยอัตลักษณ์แจ่มใส - - - รื่นล้น
โดยชาตินักรบ-ใจ - - - หนักแน่น
เรื่องเล็กน้อยปล่อยพ้น - - - ผ่านแล้วผ่านเลย ฯ

๖๔๘. โดยวัยเบญจเพศพร้อม - - - สถานภาพ
จึงหลากหลายคนขนาบ - - - คู่ข้าง
เพื่อนฝูงมากมายทราบ - - - เพียรส่ง เสริมนา
หากส่วนลึกใครบ้าง - - - บอกได้-ฉันใด ฯ

๖๔๙. หลังเหยียบย่างร่างกุ้ง - - - เมืองหลวง
เดินดุ่มดูร้านรวง - - - เปิดค้า
ทอดน่องรื่นรมย์ทรวง - - - ตาสืบ เสาะแล
เรียกรถถีบช้าช้า - - - นั่งเหล้นชมเมือง ฯ

๖๕๐. เรื่อยเรื่อยรถเลียบท้อง - - - ทางถนน
สองฟากทางผู้คน - - - เร่งร้อน
มุ่งกอปรกิจดิ้นรน - - - รองรับ ชีพนา
ตาพิศใจผ่านย้อน - - - ยุคโพ้นมาเผย ฯ

๖๕๑. ปกป้องปิดประเทศล้อม - - - ตัวเอง
นานเนิ่นถูกกุมเหง - - - ยึดไว้
เมื่อพ้นจึ่งยังเกรง - - - การครอบ งำนา
ที่โดดเดี่ยวชาติได้ - - - ย่อมด้วยยินดี ฯ

๖๕๒. แดนพุทธมาสุดสิ้น - - - สูญใจ
ปรางค์ยอดเงาทอดไฉน - - - กลับร้อน
ร่มพฤกษ์ร่มโพธิ์ไกว - - - กวัดรื่น ร้างแฮ
เสียงสวดพระบาลีย้อน - - - ยั่วเย้ยห่ากระสุน ฯ







๖๕๓. อ่อนโยนในยุคล้วน - - - เลือนกลาย
อำนาจเถื่อนรำบาย - - - บอกรู้
ศักดิ์ศรีเกียรติวอดวาย - - - วางเกลื่อน เมืองแฮ
จนร่วมใจลุกสู้ - - - สืบก้าวอุดมการณ์ ฯ

๖๕๔. จีวรปลิวปัดล้อ - - - แรงลม
เมื่อหยดเลือดพร่างพรม - - - แผ่นพื้น
กี่รูปที่ปรารมภ์ - - - รุดเร่ง
กี่หยาดน้ำตารื้น - - - ร่วงหน้านองเนือง ฯ

๖๕๕. มโหรีปี่พาทย์ล้อม - - - บรรเลง
ครวญคร่ำทำนองเพลง - - - ผ่านเร้า
ชีพวอดช่วงวังเวง - - - วางบท
ก่อบทโศกบทเศร้า - - - แทรกรู้อารมณ์ ฯ

๖๕๖. ร่วมชาติบรรพชิตเชื้อ - - - เชิญประชัน
วางกระบวนครบครัน - - - วัด-บ้าน
เคลื่อนพลทักทวงสัน- - - - ติภาพต่อ รัฐแล
จนกลุ่มอำนาจสะท้าน - - - หวั่นแพ้จึ่งผลาญ ฯ

๖๕๗. ชีพม่านหล่นมอดม้วย - - - ราวใบ ไม้แล
เพียงกระสุนว่อนไหว - - - วาบ-ล้ม
กลิ้งเกลือกท่ามหลั่งไหล - - - หยาดเลือด
กายเหยีดยาวหน้าก้ม - - - ก่ายพื้นรอเผา ฯ

๖๕๘. นกในกรงกระดิกนิ้ว - - - เหนี่ยวไก
สามารถองอาจไฉน - - - นะแกล้ว
สิบร้อยย่อมบรรลัย - - - ตายเรียบ
มือเปล่าสู้ปืนแล้ว - - - อาจแล้วรอดหรือ ฯ







๖๕๙. ตราบถึงสถานทูตด้าว - - - แดนไทย
ร่มรื่นแนวไม้ใบ - - - ปกร้อน
พี่ชายติดธุระไป - - - นอกเขต
วานรูปหนึ่งช่วยต้อน- - - - รับหน้ารอคอย ฯ


จบภาค ๖




 

Create Date : 22 มีนาคม 2553    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2555 21:10:10 น.  

1  2  3  
สดายุ...
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 95 คน [?]










O ทาสที่ปล่อยไม่ไป .. O





O จะแช่แข็งประเทศไทย .. !
น้ำลายไหล .. แผดเสียง-บอกเดียงสา ?
อีกครั้งของชีวะ .. ใต้กะลา
ส่งเสียงกลางวรรษา .. เย้ยฟ้าดิน !
O จะแช่แข็ง .. ประเทศชาติ ?
คล้าย-เสียงทาส .. รันทดไม่หมดสิ้น
ถูกปลดปล่อย .. ไปแล้ว-ยังแว่วยิน-
น้ำตารินร่ำไห้ – อาลัยนาย !

O พร้อม .. แสงฟ้าวาบไหว .. น้ำไหลหล่น
คือ-กบน้อยอลวน เฝ้าขวนขวาย-
แซ่เสียงอย่างสับสน .. รับฝนปลาย
ขณะซุ่มซ่อนกาย .. อยู่ใต้กะลา !
O แม้นเส้นแสงวาบไหวอยู่ในสรวง
จะยังช่วงโชนแต้ม-ความแจ่มจ้า
หากกบน้อยริมธาร .. ฤๅ-ผ่านตา-
เมื่อเบื้องหน้า .. กะลาครอบอยู่รอบตัว ?
O ขณะรอบริมธาร .. มีลานหญ้า-
พร้อมพืชพรรณผืนป่า .. รับ-ฟ้ารั่ว
น้ำจากฟ้าร่วงหล่น .. ภาพหม่นมัว-
แผ่บังพราง .. เกลือกกลั้ว .. อยู่ทั่วแดน
O ท่ามกลางโลกเบื้องนอก .. ปวงดอกไม้-
หยุดกลิ่นไอรื่นฉม .. รอลมแล่น
ความฉ่ำชื้นโดยรอบก็ตอบแทน-
เสียงแห่แหน .. แซดล้อมอยู่พร้อมกัน
O หากใต้กะโหลกกะลาครอบ,
ร่างที่หมอบลงราบ .. กำซาบฝัน
สรรพ-เสียง .. แสงโชนช่วงแห่งดวงวัน
ทั้งพืชพรรณมวลไม้ .. ฤๅได้พบ ?
O มืดจริงหนอโลกครอบอยู่รอบตน
มืดเสียจนกักล้อมให้ยอมสยบ
ครั้น-ขยับ .. ก็ปะทะ .. ก็กระทบ-
นึกว่ารู้ครันครบ .. ทั้งภพพื้น !
O ฝนยังคงปร่าโปรยอยู่โดยรอบ
เพรียกกบในกะลาครอบ .. ให้ตอบตื่น
สายฟ้าเลื้อยเส้นโถมเสียงโครมครืน-
ก็เร้าความครึกครื่นให้ตื่นตัว
O หาก-ในกะลาครอบที่หมอบอยู่
ฤๅอาจรู้ .. เห็นระลอกการหยอกยั่ว-
ของลม .. ฝน .. ไม้พรรณ .. การสั่นรัว-
การเกลือกกลั้วกลิ่นไอ .. ร่มใบบัง
O อีกทั้งในกะลาครอบ, การนอบน้อม-
เป็น .. อยู่ .. พร้อม - ภพชาติ .. ผู้วาดหวัง
คอยขับเสียงกล่อมยาม .. ให้ตามฟัง-
วาทกรรมคลุ้มคลั่ง .. ริมฝั่งน้ำ
O อีกทั้งในกะลาครอบ .. การหมอบกราบ-
แต่ล้วนคราบไคลโศกสุมโลกต่ำ
ด้วยสังขารปรุงแต่งสำแดง .. ทำ-
ให้โลกปวงขบขำ .. เหยียบย่ำ .. เยาะ !
O ในสังคมงมงายหลากหลายชีพ-
เดินตัวลีบ .. ปากพูด .. ไว้ดูด .. เกาะ-
เกี่ยว-กับอำนาจใหญ่ .. อย่างไพเราะ
หวังบ่ม .. เพาะสัมพันธ์ .. ผูกกันไป
O พล่ามพูดด้วยความคิดที่ติดคอก
แววกลับกลอกในตาก็พร่าไหว
พูดอย่างและคิดอย่างอวดอ้างไป
เพียงเพื่อให้เชื่องเชื่อ .. คอยเชื่อตาม
O ซึ่งย่อมเป็น .. วาทกรรมอันธรรมดา
เมื่อบอดบ้าจำเริญจนเกินล่าม
ย่อมแหงนเงย แลบลิ้นล้อมถิ่นคาม
ให้ฟังพล่ามสาไถยอยู่ในวัน
O ซึ่งย่อมเป็นวาทกรรมแห่งจำอวด
กับความปวดร้าว .. เจ็บ .. เกินเก็บ .. กลั้น
เพื่อ-จัดการบ้านเมือง .. อย่าง-เบื้องบรรพ์
ป้อง-ชนชั้น .. ผู้ดี .. อยู่ - จีรัง !

O เส้นไฟยังวาบวนอยู่บนสรวง
คำพล่าม .. ปวง-พจน์ภาพ .. ก็ปลาบปลั่ง
แข่งเสียงฟ้าคำรน - เสียงคนดัง-
แผด, คลุ้มคลั่ง .. เสียงตอบ .. จาก-ครอบกะลา !
O จะแช่แข็งประเทศไทย ..
ฝนตกขี้หมูไหล .. จำได้ว่า-
คนจัญไรพบกัน .. แต่นั้นมา-
ก็เปิดครอบกะโหลกกะลา .. ร่วมฮาเฮ !













free counters





Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.