Das Gesicht eines Menschen erkennst du im Licht, seinen Charakter im Dunkeln.
Group Blog
 
All blogs
 

คนเยอรมัน สถิติ scandal 2008

หายไปนาน ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเล่าสู่กันฟังดี
พอดีอ่าน Sueddeutsche Zeitung แล้วเจอคอลลัมล์ที่เค้ารวบรวมข้อมูลสถิติของคนเยอรมันในปี 2008ในหัวข้อต่างๆนาๆ
น่าสนใจ บางทีก็สร้างความประหลาดใจ คิดไม่ถึงเหมือนกัน


การอยู่อาศัย

- ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของคนเยอรมันอนุญาตให้หมาหรือแมวร่วมเตียงด้วย
- เมื่อสามสิบปีที่แล้วแค่สองเปอร์เซ็นต์ของคนที่นี่รู้สึกถูกรบกวนทางเสียงจากคนข้างบ้าน ปีนี้จำนวนตัวเลขมากขึ้นเป็นเท่าตัว


การเงิน

- สำหรับของขวัญคริสต์มาสต์จ่ายคนเมืองอินทรีย์เหล็กเฉลี่ยประมาณคนละ 221ยูโร
- 72% ของนักศึกษาประเทศนี้ต้องทำงานไปด้วยระหว่างเรียน

การงาน

- 55% ของคนทำงานไม่พีงพอใจกับรายได้ที่รับอยู่
- 25% คนเยอรมันมีความเห็นว่า เจ้านายชอบใช้หลักความเด็ดขาดและวางอำนาจ
28% เห็นว่าเจ้านายไม่ชอบการต่อต้านหรือการขัดแย้งในด้านความคิดจากลูกน้อง

ครอบครัว

- หนึ่งในสามของคนที่นี่โทรศัพย์คุยกับแม่ทุกวัน 72%อย่างน้อยหนึ่งครั้งในสัปดาห์
ปรกติแม่จะเป็นฝ่ายโทรหาจนลูกอายุถึง40ปี หลังจากนั้นลูกเองจะเป็นฝ่ายโทรหาแม่
- 95% ผู้ชายเมืองเบียร์สมัครใจอยู่กับภรรยาในห้องคลอด
- เด็กที่นี่จะยอมบอกความลับให้กับ Michael Ballack(25%) 8%จะเผยให้Angela merkel
- 93% ผู้ชายที่ไม่มีลูกอายุระหว่าง 15-42ปี อยากจะเป็นพ่อคน

รูปร่างหน้าตา



- ผู้หญิงที่นี่มีรองเท้าเฉลี่ยคนละ14คู่ในครอบครอง ผู้ชายแค่8คู่
- ประมาณ97%ของประชากรโกนและกำจัดขนส่วนเกินอย่างน้อยเป็นบางส่วนของร่างกาย
เกือบครึ่งหนึ่งของผู้หญิงโกนขนบริเวณ ขา รักแร้ จุดซ่อนเร้นและคิ้วเป็นประจำ
- คนเยอรมันส่วนใหญ่ที่อายุระหว่าง20ถึง29ปีชอบส่องกระจก สามในห้าบรรยายว่าตัวเอง"ดูดี"
ถึง"ดูดีมาก"
- ผู้หญิงเมืองเบียร์ไม่ชอบใส่รองเท้าส้นสูง ความสูงของส้นรองเท้าตกอยู่ที่3,7cm.

สุขภาพ

- แค่3-4%ของประชากรบริจาคเลือดเป็นประจำ แต่66%ได้รับเลือดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต
- ในเดือนพฤศจิกายน39%คนที่นี่ป่วยหรือได้รับผลกระทบจาก "Winter Blues"
11%รู้สึกได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างแรง ในจำนวนนี้ส่วนมากเป็นผู้หญิงที่อายุมากกว่า55ปี

อาหารการกิน

- อาหารดีๆที่ทำเองที่มากมีความหมายสำหรับ59% ของประชาชนมากกว่าการไปกินข้าวข้างนอก
- ชาวเบอร์ลินคือแช้มป์ในการกินขนมของหวาน 27%ยอมรับว่ากินชอคโคแลตแท่ง(Schokoriegel)และลูกอม(Bonbon)ทุกวัน

ชีวิตคู่

- ผู้หญิงที่นี่เริ่มนอนกับคู่นอนอีกครั้งหลังจากที่คลอดลูกแล้วเฉลี่ยเก้าอาทิตบ์
- คำถามที่ทำให้ผู้หญิงเยอรมันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่สุดคือ "วันนี้เราจะกินอะไรกันดี"(66%)
รองลงมาก็ "ฉันไม่สามารถจัดการดูแลอะไรได้หมดทุกอย่าง" "มันก็ลูกสาาวเธอนั่นแหละ"
และ"เธอจะใช้ห้องน้ำอีกนานไหม"
- ความจงรักภักดีในชีวิตคู่สำคัญกว่าsex(58%) แต่
- 17%ของผู้ชายประเทศนี้ยอมรับว่านอกใจคู่รักอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผู้หญิงแค่6%
- หากต้องเลือกระหว่าง sexกับ internet 30%ของผู้ชายเลือกการไม่มีsexในสองสัปดาห์
ส่วนผู้หญิงเลือก internet 46%

สังคม

- ใครขับรถเบนซ์ที่นี่จะถูกมองว่าเป็นประชากรดีแต่หัวสูง คนที่ทันสมัยและอารมณ์สุนทรีย์
ต้องขับ Volkswagen รองลงมาคือ Mini และ Citroen
- 26%ผู้ชายและ16%ผู้หญิงเยอรมันให้ข้อมูลว่าไม่ได้อ่านหนังสือสักเล่มในปีที่ผ่านมา
- การค้นพบหลอดไฟคือสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับ53%ของประชากรเมืองอุตสาหกรรม ตาม
มาด้วยล้อรถ(49%) และการพิมพ์หนังสือ(47%)
- 55%ของคนประเทศนี้ยอมโกหกหากจะช่วยเหลือคนตรงข้ามทางจิตใจได้
34%ยอมหลอกลวงหากเพื่อเป็นการรักษาชีวิตสมรส


อาจยาวไปหน่อยและมึนสำหรับคนที่ไม่ชอบสถิติ




ขอสวัสดีปีฉลูล่วงหน้าละกัน มีความสุข สุขภาพแข็งแรงกันทุกคนนะคะ




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2551    
Last Update : 29 ธันวาคม 2551 1:52:36 น.
Counter : 760 Pageviews.  

อยู่เมืองนอกแล้วปลอดภัย จริงหรือ2

ต่อจากเนื้อหาครั้งที่แล้ว

ตั้งแต่วันที่20ธันวาคมมาจนถึงวันนี้ ที่มิวนิคได้มีเหตุการณ์ที่ผู้โดยสารรถไฟใต้ดินถูกทำร้ายและรุมซ้อม
จนได้รับบาดเจ็บแล้วทั้งสิ้น4ราย

เหยื่อของความรุนแรงครั้งแรกเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนที่เกษียรข้าราชการแล้ววัย76ปี ถูกซ้อมจนสบัดสบม โชคดีที่สมองไม่ได้รับความกระทบกระเทือน รูปนี้เป็นรูปจากกล้องตรวจจับความปลอดภัยที่หนังสือพิมพ์นำออกมาลง
width='450' height='244' border=0>

วันเกิดเหตุเป็นเวลาหลังเลิกงานปรกติประมาณ21น.เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายได้เดินทางรถไฟใต้ดินร่วมตู้ขบวน
กับเด็กต่างชาติ2คน Serkan A.(20)และ Spiridon L.(17) เด็กทั้งสองคนนี้เป็นที่รู้จักดีในแฟ้มของตำรวจเพราะการก่อเหตุทะเลาะวิวาทมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งสองคนไม่มีวุฒิการศึกษา ว่างงานทั้งคู่และเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยเงินช่วยเหลือทางสังคม

สิ่งที่เป็นเหตุจุดประกายความรุนแรงคือ เหยื่อได้ตักเตือนด้วยความหวังดีไม่ให้เด็กสองคนนี้สูบบุหรี่บนรถไฟ
ในขบวนที่เหยื่อและผู้ก่อเหตุโดยสารนั้น มีผู้โดยสารร่วมอยู่ประมาณ20คน ทั้งๆที่สถานการณ์บ่งชัดแล้วว่า เด็กวัยรุ่นทั้งสองได้ตามประกบเหยื่อออกจากรถไฟออกไป แต่ก็ไม่มีใครสนใจจะโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือตำรวจอย่างไร จนกระทั่งมีคนมาเจอชายแก่นอนจมกองเลือด หายใจรวยริน

เหตุการณ์ที่ตามมาก็ลักษณะคล้ายๆกัน ที่เหยื่อได้ตักเตือนกลุ่มวัยรุ่นทีี่ชอบแสดงอาการเรียกร้องความสนใจและสร้างความรำคาญ
ให้แก่ผู้ร่วมโดยสาร
ผลตอบรับไม่ใช่แค่คำขอบคุณแต่เป็นฝ่ามือและฝ่าเท้า!

มิวนิคถือว่าเป็นเมืองหนึ่งที่ปลอดภัยที่สุดในเยอรมัน พอเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายบ่อยครั้งแบบนี้เข้า
เลยพลอยสร้างความวิตกกังวลให้แก่ชาวเมืองทั่วไป บางคนถึงกับไม่กล้าใช้บริการรถไฟหลังสองทุ่มหรือเปลี่ยนมาใช้รถส่วนตัวแทน
แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องทนฝืนเผชิญกับความกลัว ไม่รู้วันไหนจะโดนกับตัวเองบ้าง

ทางฝ่ายรักษาความปลอดภัยมิวนิคก็ได้ออกมาสร้างความมั่นใจให้กับชาวเมืองความเป็นไปได้ที่จะตกเป็นเ
เหยื่อความรุนแรงที่ 1ต่อ1.9ล้าน เพราะปีหนึ่งมีผู้ใช้บริการการขนส่งภายในตัวเมืองประมาณ 300ล้าน แต่มีเหตุเกิดเพียง192ครั้ง
แต่ตำรวจคงจะลืมไปว่า สำหรับกลุ่มคนที่ทำงานเป็นกะอย่างเช่นในโรงพยาบาล ศูนย์การค้า ไปรษณีย์ 9ล9 ที่เวรบ่ายเลิกสามทุ่มครึ่งและเวรเช้าเข้าหกโมงนั้น การเดินทางไปทำงานหรือกลับบ้านช่วงParty time ที่คนส่วนใหญ่เมาสุราจนได้ที่นั้น ความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่ออันธพาลยิ่งสูงไปอีกไม่รู้กี่เท่าตัว






 

Create Date : 08 มกราคม 2551    
Last Update : 9 มกราคม 2551 23:50:21 น.
Counter : 209 Pageviews.  

อยู่เมืองนอกแล้วปลอดภัย จริงหรือ1

ตั้งแต่หลังช่วงเทศกาลคริสต์มาสต์ถ้าไปเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ที่นี่ก็จะเจอแต่กระแสการต่อต้านความรุนแรง
ของกลุ่มเด็กวัยรุ่นซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเด็กที่มีเชื้อสายต่างด้าว

เด็กพวกนี้แหละ เห็นรูปแล้วก็สะท้อนใจถึงระบบสังคมที่นี่
เด็กกลุ่มนี้มักจะเกิดในครอบครัวแรงงานหรือในครอบครัวที่ผู้ปกครองฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่ตกงาน ต้องอาศัยหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยเงินช่วยเหลือสังคมจากรัฐบาล
การศึกษาของกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ก็พลอยไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น นับตั้งแต่การเข้าเรียนต่อ พวกเด็กเหล่านี้มักจะถูกจัดให้เข้าเรียนในโรงเรียนบ๊วย จากเด็กที่ด้อยโอกาสก็พลอยจะกลายเป็นเด็กที่สิ้นหวังในชีวิตไปเพราะโอกาสเรียนต่อหรือฝึกอาชีพ
หริบหรี่เต็มที เพื่อนฝูงในโรงเรียนก็มักจะมีพื้นหลังคล้ายๆกัน พากันจับกลุ่มเป็นอันธพาล หนีโรงเรียน
ก่อเหตุลักขโมย อาชญากรรม อนาคตเป็นยังไงก็ช่าง ถึงจะโดนจับไม่นานก็ต้องถูกปล่อยออกมาเดินลมชมวิวได้เหมือนเดิม
เพราะกฎหมายอาญาสำหรับเด็กที่นี่ค่อนข้างจะล้าสมัย! ยกตัวอย่างเช่นการกำหนดอายุของผู้ต้องโทษในคดีอาญา วัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า21ปีจะถูกตัดสินในศาลเด็ก
กฎหมายนี้ถูกเขียนตั้งแต่ปี 1923 ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ยังถูกยึดถือเป็นเส้นตายกาลงคดีระหว่างเด็กและผู้ใหญ่
บ่อยครั้งประเด็นนี้เป็นหัวข้อสนทนา ในเมื่อกฎหมายระบุไว้ว่า บุคคลที่อายุ18ปีขึ้นไปสามารถซื้ออัลกอฮอล์ ทำสัญญาต่างๆได้้ด้วยตนเองซึ่งเป็นสิ่งแสดงความบรรลุภาวะแล้วทำไมหลังก่อเหตุถึงกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
จากสถิติในปี2006 64%ของผู้ที่ถูกดำเนินคดีที่อายุ18ถึง21ปี ถูกต้องโทษในศาลผู้เยาวว์
ผู้ที่กระทำความผิดซ้ำซ้อนมักจะได้รับการให้โอกาสทางสังคมใหม่ด้วยการฝึกหัดอาชีพแต่โอกาสในตลาดแรงงาน
สำหรับบุคคลกลุ่มนี้ก็ยังเหมือนเดิม
ใครอยากจะรับคนที่มีประวัติเข้าทำงาน? คำถามนี้รัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ไขได้
เด็กกลุ่มนี้ก็มักจะหันกลับเข้าสู่วงจรเดิม จับกลุ่ม ดื่มอัลกอฮอล์ ก่อเหตุวิวาท การถูกโอนตัวกลับประเทศบ้านเกิดไม่สามารถเป็นไปได้เพราะขัดกับมนุษยธรรม
คนเหล่านี้เลี้ยงชีวิตด้วยเบี้ยเลี้ยงทางสังคมที่มาจากภาษีซึ่งคนหากินสุจริตต้องจ่ายตอนสิ้นเดือน

ในเมื่อสังคมที่นี่ยังมีระบบความคิดที่ยังไม่เผด็จการ ไม่ไม่เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ประเทศที่เปิดกว้างและถือว่าเป็นมิตรสำหรับผู้อพยพอย่างเยอรมันก็คงต้องประสบกับปัญหาภายในประเทศอย่าง
ประเทศฝรั่งเศส ไม่น่าแปลกใจเมื่อหน่วยความคิดการต่อต้านคนต่างชาติขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ

เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีหรอกที่เมืองไทย




 

Create Date : 05 มกราคม 2551    
Last Update : 5 มกราคม 2551 3:57:35 น.
Counter : 241 Pageviews.  

สุขสันต์วันคริสต์มาสต์ Frohe Weihnachten!!

วันคริสต์มาสต์ พอเอ่ยถึงคำนี้ คุณคงคิดถึงซานตาคลอส ชายแก่อ้วนหนวดยาวในชุดสีแดงซึ่งเป็นอัตลักษณ์
ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาในปีคศ 1930 เพื่อเป็นสื่อในการโฆษณาโคล่าช่วงคริสต์มาส
ที่เยอรมันหลังจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง คนที่นี่ก็รู้จักซานตาคลอสหรือWeihnachtsman ที่ถูกนำเข้ามาพร้อมๆกับทหารG.I.

ด้วยที่คนในรัฐบาวาเรียส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิค ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสต์เกือบทุกบ้าน
จะประดับตกแต่งด้วยต้นตริสต์มาสต์ พระเยซูในผ้าห่อเล็กๆหรือ Krippe พระแม่มาเรีย โจเชพ นางฟ้าและสามกษัตริย์

ด้วยที่โรงเรียนเป็นคริสต์และก่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาสต์ทางโรงเรียนจัด Pflichtseminar ก็พลอยจะได้ความรู้เรื่องนี้มา
นอกจากประเพณีการแจก แลกของขวัญในครอบครัวแล้วก็ยังมีประเพณีการอวยพรส่งความสุขทางไปรษณีย์ด้วยการ์ดอวยพร
ใครขี้เกียจหน่อยก็ใช้วิธีทางโทรศัพท์

พอดีมีคนรู้จักสมัยที่เมื่อก่อนเคยอาศัยบ้านแกอยู่ อายุอานามเค้าก็เกือบจะแปดสิบแล้ว ก่อนที่สามีตายจากไปเค้าเป็นคนแข็งแรงมาก ทำงานในสวนยังกับคนรุ่นๆ แต่ไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไร
หลังการตายของสามี เค้าก็เข้าๆออกๆโรงพยาบาล ถึงแม้เค้าจะมีรายได้ดีจากค่าเช่าบ้านและเงินบำนาญ
ที่รัฐบาลจ่ายให้ แต่เค้าไม่เคยดูมีความสุข ลูกหลานไม่ค่อยสนใจ เค้าเคยเล่าให้ฟังว่า หลานเค้าจะแวะมาเยี่ยมเวลาไม่มีเงินใช้

เมื่อวานเป็นวันคริสต์มาสต์อีฟหรือ Heiligabend คิดถึงยายเค้าเลยว่าโทรไปอวยพรสักหน่อย
ปรากฎว่าน้ำเสียงเค้าทางโทรศัพท์เศร้ามาก เค้าบอกว่าไม่ค่อยสบายปวดหัว ก็เลยถามไปว่าทานยาอะไรหรือยัง ยายแกก็บอกว่าลองแล้วเกือบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ASS, Nitroglycerin, Paracetamol,... แต่ก็ไม่ดีขึ้น
ดิฉันเลยบอกให้แกโทรเรียกรถพยาบาลเพราะตัวยายเค้าเองก็ไม่รู้ว่าทานอะไรไปบ้างและ
ทานไปแล้วกี่เม็ด เค้าก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ไหนๆแกก็อยู่คนเดียวในวันที่คนอื่นเค้าอยู่กันพร้อมหน้า จะตายที่บ้านนี่หรือตายที่โรงพยาบาลก็เหมือนกัน
*cheisse! ทำยังไงดีล่ะเนี่ย ไม่อยากจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ จะดิ่งไปหาเค้าแต่บ้านดิฉันกับบ้านยายก็อยู่กัน
คนละชีกเมือง ถึงนั่ง Taxi ไปก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง กว่าจะไปถึงตัวแกก็คงแข็งทื่อมาเปิดประตูให้ไม่ได้หรอก แล้ว Taxi ที่นี่ก็ไม่ได้มีเยอะอย่างที่กรุงเทพฯ
ยิ่งวันหยุดแบบนี้ใครอยากจะทำงาน
แฟนเลยแนะนำให้โทรไปแจ้งตำรวจ ให้เค้าส่งคนไปเยี่ยมยายดู
OK หลังจากเล่าเรื่องให้คุณตำรวจฟังเค้าก็รีบส่งหมอกับรถฉุกเฉินไปทันที สักประมาณครึ่งชั่วโมงได้
หมอฉุกเฉินก็โทรมาแจ้ง ว่ายายแกไม่ได้มีอาการน่าเป็นห่วงอะไร แค่ทานยาเกินไปนิดหน่อยจากปรกติ
ไม่ได้มีอาการของ Depression หรือว่าลักษณะที่น่าเป็นห่วงว่าจะฆ่าตัวตายหรืออย่างไร
แถมยายแกยังส่งเสียงตามหลังมาอีกว่า "ใช่ๆ"
ก็เลยต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หมอฟังอีกที หมอเค้าก็ไม่ได้มากล่าวหาว่าอะไรแถมยังพูดแสดงความเข้าใจอีกว่า ถ้าเป็นเค้าพอเจอสถานการณ์แบบนี้ก็คงจะทำแบบเดียวกัน

พอมาเจอแบบนี้ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกัน ถ้าไม่โทรไก็คงไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไร แต่ไหนๆก็เปลี่ยนเรื่องราวในอดีตไม่ได้ เก็บเอาไว้เป็นประสบการณ์ชีวิตในปีนี้ละกัน





 

Create Date : 25 ธันวาคม 2550    
Last Update : 25 ธันวาคม 2550 22:58:11 น.
Counter : 411 Pageviews.  

เรื่องมันเกิดขึ้นในคลินิค

มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเป็นคนโรเมเนียน วันก่อนเขามาเล่าตอนช่วงพักงานให้ฟังว่า
เขามีลุงคนหนึ่ง ทำงานเป็นบุรุษพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ในตัวเมืองมิวนิคนี่มาได้สี่ห้าปีแล้ว

หลังจากได้รับวีซ่าถาวรแล้ว เค้าก็เชิญครอบครัวมาอยู่ด้วย ภรรยาของเค้าอายุอานามก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ประมาณ40 กว่าๆ หลังจากที่ครอบครัวได้ย้ายมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ภรรยาของเค้าก็เริ่มที่จะปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่นี่ โดยเริ่มต้นด้วยการเข้าคอร์สเรียนภาษาเยอรมัน
เวลาผ่านไปสามปี ความรู้ทางด้านภาษาของภรรยาก็พอไปวัดไปวาได้แต่ก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี ดังนั้นเวลาที่ภรรยาต้องไปติดต่อกับสำนักงานต่างๆหรือไปหาหมอ สามีก็ตามไปช่วยสื่อภาษา(สามีพันธุ์นี้หายากนะ ว่าไหม)

อย่างที่บอก ภรรยาของเค้าอายุสี่สิบกว่าๆ ลูกสองแต่ก็ยังสวยแจ่มเหมือน Elisabeth Taylor สมัยยังรุ่นๆ(เพื่อนเค้าบอกมาอย่างนี้ เชื่อเขาเหอะ ยังไงก็ป้าเค้า)

แล้วกฎระเบียบทางด้านประกันสุขภาพที่นี่ระบุไว้ว่า กลุ่มสตรีที่อายุตั้งแต่สี่สิบปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม(Mammakarzinom)
ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของผู้หญิงที่นี่รองมาจากโรคหัวใจและทางเดินโลหิต?(Herz- und Kreislauferkrankungen) การป้องกันทีี่ได้รับความนิยมที่สุดในตอนนี้ก็คือ Mammographie
ซึ่งเป็นวิธีการตรวจหาก้อนเนื้องอกในเต้านมด้วยรังษี X-Ray



แม้ว่าในปีสองปีที่ผ่านมามีงานวิจัยด้านการแพทย์ออกมาโต้แย้งว่า Mammographie ไม่ได้ช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม แต่อย่างไรก็ตามประกันสุขภาพที่นี่ก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่า กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมต้องไปตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนและป่วยขึ้นมา
ประกันสุขภาพจะไม่รับจ่ายค่ารักษาใดๆทั้งสิ้น

เมื่อรู้อย่างนี้ลุงของเพื่อนก็พาภรรยาไปตรวจกับหมอสูติฯใกล้ๆบ้าน บังเอิญหมอเป็นผู้ชาย ยังหนุ่มยังแน่น แล้วก็เป็นครั้งแรกของป้าเพื่อนที่ต้องถอดเสื้อต่อหน้าคนแปลกหน้า
หลังจากที่หมอเห็นหน้าอกป้าเพื่อนก็ถามถึงครอบครัวซึ่งปรกติแล้วมักจะเป็นวิธีการทำความ
รู้จักกับคนไข้และลดความกระดากอาย ความไม่สบายใจของคนไข้(คนที่นี่เค้าก็มียางอายเหมือนคนไทยเหมือนกัน)
ป้าเพื่อนก็สวนตอบเลยว่า "แต่งงานแล้ว ลูกสอง"
หมอ"ลูกสองแต่หน้าอกยังสวยอยู่นี่" ป้าเพื่อนได้ยินก็ลมขึ้นหูโกรธขึ้นมาทันที เพราะถึงแม้เค้าเป็น
คนยุโรปตะวันออกแต่ก็มาจากบ้านนอกที่ค่อนข้างจะ conservative (ความจริงหมอไม่ได้ลามกหรอก ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่นี่จะภูมิใจมากถ้ามีใครมาชมว่า มีลูกแล้วแต่หน้าอกยังสวยอยู่ ประโยคนี้ของหมอก็เป็น compliment ดีๆนี่เอง)
พอตรวจเสร็จหมอก็ส่งมือให้จับแล้วก็พูดว่า "Bis zum naechsten Mal"
ซึ่งเป็นการบอกลาปรกติที่นี่ แปลว่า "แล้วพบกันใหม่คราวหน้า"
แต่ป้าเพื่อนเค้าเข้าใจว่า หมออยากเห็นหน้าอกป้าอีกคราวหน้าเลยหน้าบึ้งเดินออกมาจากห้องตรวจ
แล้วก็บอกลุงว่า คราวหน้าแกไม่มาหาหมอลามกนี่อีกละ

ลุงเพื่อนก็ตกใจนึกว่าป้าถูกทำมิดีมิร้าย พอกลับไปบ้านเค้าก็มานั่งคุยกันอีกทีเป็นอันว่า ที่ป้าเค้าตีความไปอย่างนั้น ที่จริงหมอเค้าหมายถึงอีกอย่างนึง
O wei la.....




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2550 3:44:56 น.
Counter : 1031 Pageviews.  

1  2  3  

schornstein
Location :
Berlin Germany

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Es gibt keinen Weg zum Glück. Das Glück selbst ist der Weg!
Friends' blogs
[Add schornstein's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.