[Halle Pumas] The Wallflower บทที่ 2

The Wallflower

[Halle Pumas Series]

by Dana Marie Bell





บทที่ 2



<เอ็มม่าพลิกป้ายให้เป็น “ปิด” ดึงม่านบังตาลงก่อนจะล๊อกประตูหน้าร้าน เธอถอนหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีความสุข

ท่านบาทหลวงรักมาดอนน่าของไซมอน เธอสงสัยว่ามีเธอแค่คนเดียวหรือเปล่าที่สังเกตเห็นว่าภาพมาดอนนามีอะไรบางอย่างที่เหมือนเบ็คกี้ นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอกล้ามากพอที่จะเข้าไปคุยกับแมกซ์ สิ่งนั้นกับสีหน้าของเบ็คกี้เวลาที่มองไซมอน แน่นอนว่าการที่ไซมอนตามติดเบ็คกี้ทุกฝีก้าวก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

ทันทีที่เธอก้าวข้ามความขลาดอายที่ห่อหุ้มเธอไปได้ เอ็มม่าก็พบว่าแมกซ์คุยด้วยง่ายจนน่าประหลาดใจ การที่ได้ใกล้ชิดกับเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว ลิ้นแทบจะพันกันเป็นปมเหมือนที่เธอเป็นเสมอเมื่อพบเขา จนกระทั่งเขาประกาศออกมาอย่างน่าขันว่าไซมอนไม่เหมาะกับเธอ

ไม่หรอก ไซมอนน่ะเหมาะกับเบ็คกี้ต่างหาก

เธอดึงม่านบังตาลูกไม้สีครีมลงปิดหน้าต่างโชว์ร้านบานใหญ่ บดบังแสงยามเย็นที่ส่องเข้ามาในร้านจนหมด เมื่อเอ็มม่าปิดหน้าร้านเสร็จ เบ็คกี้ก็ตรวจนับเงินเสร็จพอดีและกำลังนั่งทำบัญชีอย่างมีความสุขอยู่ที่หลังร้าน มีหม้อกาแฟและกล่องไก่ผัดขิงใบใหญ่วางอยู่ตรงข้อศอก

เธอรักช่วงเวลานี้ของยามเย็น ถนนทั้งสายว่างโล่งมีคนไม่กี่คนกำลังเดินทางกลับบ้านหรือไปร้านอาหารร้านโปรดเพื่อทานมื้อเย็น แสงสลัวของยามโพล้เพล้ทาบทาให้ทุกอย่างกลายเป็นสีแดง ทำให้สิ่งต่างๆดูนุ่มนวลลงและโรแมนติกมากขึ้น เอ็มม่าถอนใจพลางเดินเข้าไปหลังร้าน หยิบเสื้อโค้ทและกระเป๋าถือ โบกมือให้เบ็คกี้ที่โบกส้อมกลับพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินออกไปทางหลังร้าน

“เอ็มม่า”

เอ็มม่ากรีดร้องพร้อมกับผงะถอยไป เธอดึงกระป๋องสเปรย์พริกไทยออกมาจากกระเป๋าก่อนที่จะรับรู้ว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ในเงาคนนั้นคือแมกซ์ “ให้ตายสิ แมกซ์!”

“ผมขอโทษ” เขาไม่ได้ฟังรู้สึกผิดมากขนาดนั้น แต่ดูเหมือนกับเขาพยายามกลั้นหัวเราะมากกว่า “อย่าเพิ่งมาตัดไอ้หนูของผมนะ”

หัวใจของเธอยังคงเต้นระรัวเมื่อเก็บกระป๋องสเปรย์ลงกระเป๋าพลางมองเขา “มีธุระอะไรคะ?”

“ไม่เอาน่า นี่คุณทักคนที่จะมาช่วยคุณอย่างนี้น่ะหรือ?”

เอ็มม่าวางมือทาบอก เหลือบของเขาในแสงสลัว ผู้ชายคนนี้กำลังหัวเราะเธอ “จะมาช่วยอะไรฉัน?”

“จับคู่เบ็คกี้กับไซมอนไง แน่นอนอยู่แล้ว”

“หือ?” เขาดูดิบเถื่อนมากเกินไปเมื่อเดินเข้าหาเธอ

“คุณอยากจับคู่ไซมอนกับเบ็คกี้ไม่ใช่หรือ ผมช่วยคุณได้นะ” เขาจับแขนของเธอขึ้นคล้องแขนของเขา กักขังมือของเธอให้อยู่ใต้มือเขา แล้วจู่ๆก็ขมวดคิ้วมองไปรอบๆ “ว่าแต่เบ็คกี้อยู่ไหนล่ะนี่?”

“ยังอยู่ข้างในค่ะ นั่งทำบัญชีอยู่” เธอตอบอย่างเลื่อนลอย หันเหความสนใจไปยังความรู้สึกของแขนที่อยู่ใต้แขนเธอชั่วคราว แขนของเขาให้ความรู้สึกเหมือนกับแท่งหิน ทั้งแข็งแรงและแข็งแกร่ง ท่าทางเธอจะขยับมันไม่ได้เลย

สีหน้าของแมกซ์ว่างเปล่า “คุณออกมาข้างนอกนี่ ตอนกลางคืน คนเดียว”

เขาไม่ได้ถาม แต่พูดย้ำราวกับว่าเขาไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน

“ใช่ ฉันก็ทำแบบนี้อยู่ทุกคืน ฉันจอดรถเอาไว้ตรงโน้นน่ะค่ะ” เธอชี้ด้วยมือข้างที่ว่างและพยายามดึงมืออีกข้างออกจากมือที่กลายเป็นคีมเหล็กไปโดยกะทันหันอย่างนุ่มนวล เบ็คกี้พักอยู่ในอพาร์ทเมนต์ชั้นบนของร้านส่วนเอ็มม่าพักในอพาร์ทเมนต์ในย่านธุรกิจที่อยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง ถ้าเบ็คกี้จัดการกับบัญชีและอาหารจีนของเธอเสร็จแล้ว เธอก็น่าจะขึ้นไปยังอพาร์ทเมนต์เล็กๆข้างบนแล้วนั่งดูทีวีเล่น

“คุณพกสเปรย์พริกไทย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแถวนี้น่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นบ้าง”

เธอพยักหน้ารับช้าๆ “อันตรายก็มีอยู่ทุกที่นั่นล่ะ แม้แต่ที่ๆอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยอย่างที่นี่”

เขาเริ่มจะเป็นห่วงเธอแล้ว สีหน้าของเขายังคงว่างเปล่าแต่มีบางอย่างในดวงตาของเขาที่เปลี่ยนไป มันส่องประกายแปลกประหลาดราวกับว่าเขากำลังโกรธ เธอตัดสินใจที่จะไม่บอกเขาว่าทำไมถึงพกสเปรย์พริกไทย

“มีคนทำร้ายคุณแถวๆนี้มาก่อนหรือ?”

เธอชะงักและพยายามกลบเกลื่อนอย่างรวดเร็วด้วยการพูดพล่ามไปเรื่อยๆ “ที่นี่ปลอดภัยมากเลยนะคะ แล้วเบ็คกี้ก็จะคอยฟังเสียงรถของฉัน ตอนนี้เธออาจจะกำลังวิ่งลงมาดู เตรียมตัวจะจัดการกับใครก็ตามที่บังอาจมารังแกฉัน เพราะฉะนั้นคุณควรจะปล่อยแขนฉันได้แล้ว!” ตอนนี้สีหน้าของเธอเริ่มเปลี่ยนไปเป็นแสดงความเจ็บปวดเพราะเขาบีบแขนของเธอแน่นขึ้นอีก

เขาปล่อยมือและมองเธอ เอ็มม่าสาบานว่าเธอเห็นดวงตาของเขาเป็นสีทองท่ามกลางแสงจันทร์ก่อนที่เขาจะกระพริบตา ภาพลวงตาเลือนหายไป ดวงตาของเขากลับไปเป็นดวงตาสีฟ้าคู่เดิมเมื่อเขาเดินย่างสามขุมอยู่รอบตัวเธอ เดินวนรอบเธอราวกับนักล่า “ใครทำร้ายคุณ เอ็มม่า?”

“นี่คุณเป็นอะไรของคุณเนี่ย?” เอ็มม่าดึงมือกลับมานวด สงสัยว่ามันจะช้ำหรือเปล่า เธอเหลือบขึ้นมองเขารอคอยคำตอบ

แมกซ์ขมวดคิ้วอย่างดุร้าย “ผมต้องการรู้ว่าใครทำร้ายคุณ เอ็มม่า ผมต้องการรู้เดี๋ยวนี้”

สุ่มเสียงแบบออกคำสั่งของเขาเป็นแบบที่เธอไม่เคยได้ยินจากใครมาก่อน เขาคาดคั้นคำตอบจากเธอด้วยวิธีที่ป่าเถื่อน ไล่ล่าด้วยร่างกายของเขาจนหลังเธอชนกำแพงหินของร้าน โอบล้อมเธอในแบบที่ทั้งขมขู่และปลุกปลอบเธอ ส่วนหนึ่งของเธอต้องการจะค้อมหัวให้เขาอย่างยอมจำนนและตอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาถาม เอ็มม่าต้องใช้พลังใจทุกหยาดหยดเพื่อกลั้นสะอื้นก่อนจะตอบเขา “ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร”

เธอเห็นเขาช็อกเมื่อเธอหันหน้าหนีเขา กีดกันเขาออกจากเธอ เอ็มม่ามุดลอดแขนเขาแล้วเดินหลังตรง เชิดหน้าไปยังรถของเธอ “คุณรู้อะไรไหม ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนหรอกนะที่ชอบพฤติกรรมแบบคนถ้ำ ทำไมคุณไม่ลองเอาวิธีนี้ไปใช้กับลิเวียดูล่ะ ฉันแน่ใจว่าเธอจะต้องชอบแน่ๆ!”

เธออ้าปากค้างเมื่อร่างของเธอถูกกระชากเข้าสู่ความแข็งแกร่งของเขา เธอรู้สึกถึงทุกๆอะตอมของเขาราวกับว่าเขาตั้งใจตีตราประทับตัวเขาลงไปที่ตรงนั้น “ถ้าผมเองรู้สึกแบบนี้ คุณคิดว่าไซมอนจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าเบ็คกี้อยู่ที่นี่คนเดียว?”

เอ็มม่ากลืนน้ำลาย ใครน่ะเบ็คกี้? เธอเลื่อนมือขึ้นมาจับแขนที่อยู่รอบเอวของเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ จิกเล็บด้วยความพึงพอใจในความแข็งแกร่งของมัน

“หืม ไม่รู้สิคะ?” ให้ตายสิ สมองของเธอกำลังปั่นเร็วจี๋และนั่นก็คือทั้งหมดที่เธอทำได้ “เอาไม้ตีหัวเธอแล้วดึงผมลากเธอไปมั้ง? เขาไม่จำเป็นต้องห่วงขนาดนั้นเสียหน่อย เบ็คกี้พักอยู่บนร้านนะ ให้ตายสิ”

เขาโน้มตัวลงปัดริมฝีปากกับหูเธอ ผมของเขาระไปกับผมของเธอ ผสมผสานไปกับเธอ มืออีกข้างของเขาโอบเอวเธอ รัดร่างของเธอเข้ากับตัวเขาแน่นเข้ากว่าเดิม เอ็มม่ารู้สึกไร้ทางหนีโดยสิ้นเชิง รู้สึกถึงความตื่นตัวของเขาที่บั้นท้ายของเธอ เร่าร้องและแข็งขึงราวกับท่อนเหล็ก เธอกลืนน้ำลาย “ทำไมคุณถึงพกสเปรย์พริกไทย เอ็มม่า?”

“คุณจะสนใจไปทำไม แมกซ์?” เธอพยายามจะไม่สนใจริมฝีปากของเขาที่กำลัง—

นั่นเขาเพิ่งจะจูบหูฉันใช่ไหม?

“เอ็มม่า บอกสิ่งที่ผมอยากรู้มา”

“แล้วคุณจะปล่อยฉันไปหรือคะ?” เธอพยายามเมินเฉยความรู้สึกอันแสนวิเศษเมื่อเขาโยกตัวเธออย่างอ่อนโยนในอ้อมแขน ใช่เลย นั่นล่ะ แล้วเดี๋ยวฉันก็จะละลายแล้ว ใกล้แล้ว...

“บ้าสิ ไม่มีทาง” เขาหัวเราะเสียงกระด้าง เขาแนบแก้มเข้ากับหัวของเธอโดยที่ยังคงโยกตัวเธอต่อไป ก่อนจะยืนนิ่งเมื่อท้องของเธอร้องออกมาอย่างน่าอับอายอยู่ใต้มือเขา “นี่เอ็มม่า ผมขวางทางการไปกินมื้อเย็นของคุณหรือเปล่า?”

“พูดถึงเรื่องนี้นะ คุณขวางทางการไปกินมื้อเย็นและขนมมื้อดึกของฉัน”

“หืมมมมม ถ้าอย่างนั้นผมว่าเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า บางหลังจากที่คุณอิ่มแล้ว คุณอาจจะอยากบอกเรื่องที่ผมอยากรู้มากขึ้นก็ได้” เสียงของเขาฟังดูร่าเริงและมั่นอกมั่นใจเมื่อเขาคว้ามือเธอ เหวี่ยงเธอ และเกือบๆลากเธอไปยังรถของเขา

“หูย พ่อกัปตันมนุษย์ถ้ำ ใจเย็นหน่อยได้ไหม? ฉันไม่ได้ตกลงจะไปทานมื้อเย็นกับคุณเลยนะ”

เขาสำลักหัวเราะออกมาอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูรถเอสยูวีของเขา “ไม่ไปรถคุณด้วย!” เขาอุ้มเธอขึ้นนั่งบนรถอย่างนุ่มนวล “กินก่อนแล้วค่อยมาเถียงกัน ตกลงไหม?” เขายิ้มพลางดันขาเธอเข้าไปในรถก่อนจะปิดประตู

เธอคิดจะเปิดประตูและกระโดดออกไป แต่ส่วนหนึ่งของเธอ (โอเค ส่วนใหญ่ของเธอ) อยากจะรู้ว่าแมกซ์เป็นอะไรไปกันแน่ ยิ่งไปกว่านั้น นี่! มื้อเย็นกับแมกซ์เชียวนะ! มันจะมีอะไรเสียหายตรงไหนกัน?

เธอคาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อเขาก้าวขึ้นรถ เธอไม่ได้สนุกกับการเถียงกับใครสักคนมากขนาดนี้มานานแล้ว “อย่าคิดว่าคุณจะได้ในสิ่งที่ต้องการแค่เพราะว่าคุณเลี้ยงมื้อเย็นฉันนะ”

“ผมไม่ฝันเลยด้วยซ้ำ” แมกซ์คำรามเสียงแผ่วเมื่อเขาสตาทร์รถ

“โอ้ย บ้าจริง” เอ็มม่าบ่นพึมพำ เมื่อแมกซ์สำลักหัวเราะออกมาอีก ก่อนจะขับรถออกไปจากลานจอนรถ





แมกซ์เลี้ยวรถมาจอดยังร้านอาหารร้านโปรดของเขา ร้านโนอาส์ เขาลงจากรถ ตั้งใจเต็มที่ที่จะเปิดประตูให้เอ็มม่าและช่วยเธอลงจากรถ แต่เธอกลับทำลายความตั้งของเขาด้วยการกระโดดลงจากรถอย่างง่ายดาย

“นี่คุณแม่ของคุณไม่เคยสอนหรือยังไงว่าให้ผู้ชายเป็นคนเปิดประตูให้น่ะ?” เขาถามอย่างขบขัน ขณะที่เดินตามเธอไปยังประตูร้าน

เธอเหลือบตามองเขาข้ามไหล่ “ก็ไม่ใช่ว่าเราเดทกันอยู่นี่ แมกซ์” เธอปัดผมหางม้าของเธอออกจากไหล่ด้วยมือข้างที่มีร่องรอยแห่งความดื้อดึงของเธอปรากฏอยู่ “นี่เหมือนกับการลักพาตัวแบบแถมมื้อเย็นมากกว่า”

เขาจำต้องเม้มปากเข้าหากันแน่นเพื่อกันไม่ให้ตัวเองหัวเราะออกมาดังๆ “คุณอยากให้ผมช่วยเรื่องไซมอนกับเบ็คกี้หรือเปล่าล่ะ?”

“ก็ถ้าลองคิดดูว่าเราคงอายุเก้าสิบแล้วกว่าที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันล่ะก็ ใช่ อะไรที่ช่วยให้สองคนนั่นสมหวังเร็วขึ้นก็ดีทั้งนั้น”

เขาตั้งใจไปถึงประตูก่อนเธอเพื่อเปิดประตูให้เธอและแตะมือที่หลังเธอเมื่อเธอเดินเข้าร้าน เขาไม่ยอมเอามือออก เพลิดเพลินกับแผ่นหลังนุ่มเนียนแต่แข็งแรงของเธอเมื่อพาเธอเดินไปหาพนักงานต้อนรับคนหนึ่ง

“แมกซ์! ดีใจจังที่ได้เจอคุณ”

แมกซ์ยิ้มแบบที่เขาเรียนว่ายิ้มเข้าสังคมให้กับเบลินดา แคมบ์เบล พนักงานต้อนรับประจำร้านโนอาส์ และเมินสายตาอยากรู้อยากเห็นของเธอไปอย่างง่ายดาย ความสนใจของเขาทั้งหมดมุ่งตรงไปยังผู้หญิงที่อยู่ใต้มือเขา

“สองที่ เบลินดา”

“ได้เลย แมกซ์” ริมฝีปากอิ่มสีแดงของเธอหยัดขึ้นแฝงรอยดูถูก “ทำงานหรือแมกซ์?”

แมกซ์หรี่ตามองเบลินดา ดวงตาของเขาวาบสีทองขึ้นครู่หนึ่งเป็นการเตือน “ส่วนตัว”

พร้อมกับที่เอ็มม่าพูดขึ้นว่า “งาน”

แมกซ์หันความสนใจกลับมายังเอ็มม่าอีกครั้ง ดูจากท่าทางที่เธอเชิดหน้าและยิ้มแล้ว เธอยังคงโกรธเรื่องที่โดน‘ลักพาตัว’อยู่ “อาจจะทั้งสองอย่างนั่นล่ะ”

คิ้วของเบลินดาเลิกขึ้นด้วยความไม่เชื่อถือขณะที่เธอหยิบเมนูเตรียมให้พวกเขา “ทางนี้เลยค่ะ”

ขณะที่เธอเยื้องย่างตัดผ่านร้านไปยังโต๊ะตัวโปรดของแมกซ์นั้น เอ็มม่าก็กระซิบว่า “หูย ฉันรู้สึกได้เลยว่าเธอไม่ชอบฉัน”

“ผมไม่กังวลว่าเบลินดาจะชอบคุณหรือเปล่า” แมกซ์กระซิบกลับขณะที่ช่วยเธอถอดเสื้อเจ็คเก็ตตัวบางและเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่ง เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเธอ พอใจที่เห็นเธอตัวสั่น “กังวลว่าผมชอบคุณหรือเปล่าดีกว่า”

เขานั่งลงตรงข้ามเธอ มีความสุขที่เห็นสีจัดบนแก้มของเธอ เมื่อเธอกระแอมแล้วหยิบเมนูที่วางระหว่างพวกเขาขึ้นมาเปิดดู เขาก็แทบคำรามด้วยความขัดใจ การได้มองดูใบหน้าของเธอ อารมณ์ของเธอ ดวงตาของเธอไม่ว่ายามที่ลุกโชนหรือฝันหวาน ต่างก็น่าหลงใหลทั้งนั้น

ยิ่งเขาใช้เวลาอยู่กับเธอนานขึ้นเท่าไร เธอก็ทำให้เขาชอบเธอมากขึ้นเท่านั้น เธอหยอกล้อเขาด้วยสติปัญญา ยั่วยวนเขาด้วยแววตา ทำให้เขาสับสนด้วยการเมินเฉย และบังคับให้เขาปฏิบัติต่อเธอด้วยวิธีที่น้อยคนนักที่จะทำได้ ตอนที่เขาใช้พลังของเขาบังคับให้เธอตอบคำถามของเขาในตรอกนั้น เธอกลับเดินเชิดหน้าหนีเขาไป หันหลังให้เขา

เขายังตัดสินใจไม่ได้ว่าเขาอยากจะปล้ำเธอหรือว่าตีเธอดีสำหรับกิริยานั้นของเธอ

ถ้าเขาเดินเกมไปได้ถูกทาง เขาน่าจะได้ทำทั้งสองอย่างนั่น





“สปาเก็ตตี้ไวท์ซอสทะเลของที่นี่น่าอร่อยดีนะคะ” เอ็มม่าคาดคะเน เธอเลือกตรึงสายตาของเธออยู่กับรายการอาหารเย็นตรงหน้าดีกว่าให้มองอาหารเย็นที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอ

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แมกซ์ก็ตอบว่า “ผมชอบอะไรแบบพื้นๆมากกว่า ผมว่าผมเอามะกะโรนีอบชีสก็แล้วกัน” เขาวางเมนูในมือลงก่อนจะดึงเมนูออกจากมือเธออย่างนุ่มนวล “สลัดหรือว่าซุปดีครับ?”

“อืมม สลัดดีกว่าค่ะ”

แมกซ์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เมื่อพนักงานเดินผ่านมาเขาก็สั่งอาหารอย่างรวดเร็วพร้อมกับสั่งไวน์มาดื่มคู่กัน เขาสั่งไวน์ขาวให้เธอและไวน์แดงสำหรับตัวเขาเอง

เธอนั่งกอดอกมองเขา “ถ้าเกิดฉันอยากดื่มอย่างอื่นล่ะคะ?”

“ผมคิดว่าหลังจากที่คุณผ่านความกลัวในตรอกนั้นมาแล้ว คุณคงจะไม่ปฏิเสธอะไรที่จะช่วยให้คุณรู้สึกสงบขึ้นหน่อย” เขายิ้ม เป็นรอยยิ้มยั่วยวนของนักล่าที่เกือบทำให้เธอตกเก้าอี้ “ใจเย็นๆสิ เอ็มม่า ผ่อนคลายบ้างก็ได้”

ก่อนที่จะทันคิด เธอก็พูดสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเธอออกมาทันที “นี่คุณกำลังจีบฉันอยู่หรือเปล่า?”

เขากระพริบตาปริบแล้วก็หัวเราะเสียงนุ่มแผ่วๆ กุมมือเธอเอาไว้ ลูบไล้ฝ่ามือเธอด้วยนิ้วโป้งของเขาอย่างแผ่วเบา เธอรู้สึกถึงสัมผัสของเขาลงไปถึงท้องน้อย “แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะ?”

“ฉันคิดว่าฉันอยากได้ไวน์เพิ่ม” เธอพูดออกมาหน้าตาเฉยด้วยอาการตกตะลึง

แมกซ์ แคนนอนกำลังจีบเธอ

เมื่อแมกซ์หัวเราะหึๆ เธอก็พยายามดึงมือออกจากมือเขาอย่างไร้ประโยชน์ เธอจึงตัดสินใจเพิกเฉยต่อสายตาเร่าร้อนของเขาด้วยการพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย “ตกลงว่าคุณวางแผนจะช่วยฉันเรื่องไซมอนกับเบ็คกี้ยังไงคะ?” เธอเลิกคิ้วสั่งเงียบๆ เรียกร้องคำตอบจากเขาในขณะที่พยายามซ่อนความเป็นจริงที่ว่าเธอกำลังหลอมละลายอยู่ภายใน

เขาพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับถอนใจ “จริงๆแล้วผมหวังว่าคุณจะมีแผนสักแผนหนึ่งอยู่แล้ว เหลือแค่ให้ผมเข้าไปช่วยก็พอ”

“ฉันรู้ว่าไซมอนจะไปงานเลี้ยงสวมหน้ากากคืนวันเสาร์นี้ คุณรู้ไหมว่าเขาจะใส่ชุดอะไรไป?”

แมกซ์ขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด “โดยหลักการแล้ว ชุดที่จะใส่ไปงานเลี้ยงควรจะเป็นความลับ”

“คุณจะใส่ชุดซอร์โรไป”

“คุณไปได้ยินเรื่องนั้นมาจากไหนน่ะ?”

“ลิเวียกับแมรี่เมาท์กันเรื่องนี้ที่ร้านขายของชำตอนที่ฉันอยู่ที่นั่น” เอ็มม่าทำหน้ายู่ คิดถึงว่าวันนี้ลิเวียทำกับเธออย่างไรบ้าง กึ่งเสแสร้งแกล้งทำเป็นสงสารผสมกับดูถูกเหยียดหยาม ลิเวียกับเบลินดาเป็นเพื่อนรักของกันและกัน นั่นหมายความว่าอีกไม่นานนักลิเวียจะรู้ว่าเธอมากินข้าวกับแมกซ์เรื่อง “งาน” เล็กๆนี่ นั่นหมายความว่าเธอจะต้องเผชิญหน้ากับลิเวียในอนาคตอันใกล้นี้แน่ เอ็มม่าถอนใจ การต้องรับมือกับลิเวียไม่ใช่เรื่องสนุกเลย

แมกซ์ส่ายหัว “เชื่อข่าวลือพวกนี้ด้วยหรือเอ็มม่า?”

ใบหน้าของเขาเศร้าโศกอย่างเสแสร้ง แววขบขันนั้นทำให้เธอคิดออก เธอแทบจะสามารถได้ยินเสียงเปิดหลอดไฟดังปิ๊งอยู่ในหัวของเธอด้วยซ้ำ “ให้ฉันเดานะไซมอนแต่งเป็นซอร์โร”

“ทายครั้งเดียวถูกเลยนะ”

“ว้าว ลิเวียจะต้องผิดหวังมากแน่ๆ” เอ็มม่าพยายามจะกลั้นหัวเราะแต่ก็หลุดออกมาจนได้

“ผมว่าผมมีชีวิตอยู่บนความผิดหวังของลิเวียได้นะ” เขาเลี้ยงแก้วเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างยังคงกุมมือเธอเอาไว้อย่างแน่นหนา แมกซ์จิบไวน์ ดูเขามีความสุขกับตัวเองมาก “ให้ผมเดานะ เธอรีบไปซื้อชุดสาวสเปนมาทันทีเลย”

“มีหวีประดับแบบสเปน ผ้าคลุมผม และก็พัดแบบครบชุดเลย”

แมกซ์บังคับตัวเองไม่ให้ส่ายหน้าเมื่อพนักงานนำอาหารมาเสริฟ์ เมื่อพนักงานกลับไปแล้วเขาจึงปล่อยมือเธอเพื่อให้พวกเขาทั้งสองคนกินอาหารได้ “แล้วคุณจะใส่ชุดอะไรไปล่ะ?”

น้ำเสียงของเขาฟังดูสบายๆ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้เป็นแบบนั้น “ยังไม่แน่ใจเลยค่ะ เบ็คกี้กับฉันยังไม่ได้มีโอกาสไปช๊อปปิงกันเลย”

แมกซ์หยุดกินไปครู่หนึ่ง เขามองเธอ ใบหน้าของเขาฉาบด้วยความรื่นเริงที่ชั่วร้าย “ผมคิดได้อย่างหนึ่งแล้ว”

เอ็มม่าเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเมื่อเธอเลียซอสสปาเก็ตตี้ที่ติดอยู่ที่ส้อมของเธอ “คิดอะไรได้คะ?”

แมกซ์มองริมฝีปากของเธอ ดวงตาของเขาเข้มขึ้นด้วยความปรารถนาอย่างไม่ปิดบัง “เมื้อกี้ว่าอะไรนะ?”

เอ็มม่าดีดนิ้วตรงหน้าเขา “คิดอะไรได้คะ?”

เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอ ความเร่าร้อนในดวงตาของเขาแทบจะแผดเผาเธอให้เป็นจุล “ผมคิดได้หลายอย่างเลยล่ะ” เขาครางเสียงแผ่ว “คุณอยากฟังอันไหนก่อนล่ะ?”

เอ็มม่าอ้าปากแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอสะท้านด้วยความตกใจก่อนจะปิดปากลงแล้วหันไปให้ความสนใจกับอาหารเย็นของเธออีกครั้งเพื่อหลบรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจของบุรุษเ พศจากอีกฟากของโต๊ะ

หลังจากเงียบไป 2 – 3 นาที เอ็มม่าก็รู้สึกมีแรงพอที่จะพูดอีกครั้ง “แล้วคุณคิดอะไรได้คะ?” เมื่อเขามองเธอราวกับต้องการจะกลืนกินเธอ เอ็มม่าก็รีบพูดต่อทันที “เรื่องงานเลี้ยงน่ะ!”

“ให้เบ็คกี้ใส่ชุดซอร์โรสาวไป แต่ถ้าเบ็คกี้ไม่อยากใส่ชุดนั้น เราให้ไซมอนเปลี่ยนชุดก็ได้เพื่อให้ทั้งสองคนนั่นใส่ชุดเข้ากัน”

เอ็มม่าเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ขมวดคิ้วมุ่นอย่างใช้ความคิด “เบ็คกี้เคยพูดว่าอาจจะใส่ชุดโจรสลัดสาว—”

“ไม่”

เอ็มม่ากระพริบตาช้าๆ ไม่แน่ใจว่าควรจะโกรธหรือว่าขบขันกับคำสั่งเฉียบขาดนั้นดี “ก็ได้” เธอลากเสียง “แล้วคำแนะนำของคุณคือ?”

“ชุดสาวบาร์แบบคาวบอยเป็นยังไง?”

เอ็มม่าสำลักไวน์ “เอ่อ สาวบาร์แบบคาวบอยหรือคะ?”

“ใช่ ไซมอนจะได้แต่งเป็นคาวบอย ชุดนี้มีปัญหาหรือไง?”

เอ็มม่าเม้มปาก “ก็อาจจะ” ไม่ว่ายังไงเธอก็จะต้องเปลี่ยนใจเขาด้วยสิ่งแรกที่เธอคิดออกให้ได้ เบ็คกี้ไม่มีวันใส่ชุดสาวบาร์แบบคาวบอยต่อหน้าคนอื่นแน่! เบ็คกี้เก็บรูปตัวเธอใส่ชุดนั้นเอาไว้ที่กรอบเตาผิงเท่านั้น “เป็นความคิดส่วนตัวของเบ็คกี้ที่เธอคิดว่าเธอไม่มี...คุณสมบัติ”

แมกซ์ท่าทางสับสน “คุณสมบัติ?”

เอ็มม่ารู้สึกว่าตัวเองกำลังหน้าแดง “หน่มน๊ม” เธอขู่ฟ่อ มองไปรอบๆว่ามีใครได้ยินที่เธอพูดรึเปล่า

แมกซ์สำลัก “เธอกังวลเรื่องขนาดหน้าอกของเธออย่างนั้นหรือ?”

เอ็มม่าพยักหน้า เอานิ้วจุ๊ปากให้เขาเบาเสียงลง

แมกซ์ถอนใจ “ก็ได้ งั้นชุดตรงๆเรียบๆแบบแฟลบเปอร์เป็นไง ไซมอนน่าจะหาชุดแบบพวกแกงสเตอร์ได้นะผมว่า”

เอ็มม่าคิดถึงไซมอนในภาพพจน์ที่ดำมืดแสนอันตรายแล้วพยักหน้า ทันใดนั้นเธอก็เขย่ามือของเขาด้วยความตื่นเต้นเมื่อเธอนึกถึงชุดที่เธอเห็นในอินเตอร์เน็ตขึ้นมาได้ “จริงสิ! ชุดนางฟ้าตกสวรรค์เป็นยังไงคะ? ฉันว่าชุดนี้เซ็กซี่ทีเดียว เบ็คกี้ใส่แล้วจะต้องดูดีมากแน่ๆ!”

“แล้วคุณเคยเห็นชุดปีศาจของผู้ชายไหม มันน่าหม่ำมากเลยล่ะ” แมกซ์ขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด “ไม่ เราต้องหาสักชุดหนึ่งที่ทั้งสองคนใส่ได้อย่างสะดวกใจ”

เอ็มม่ายิ้ม “ฉันเห็นปีกค้างคาวที่เขาใส่ไว้ที่ไหล่ได้ ให้เขาใส่โค้ทรุ่งริ่งติดปีก กางเกงหนัง เปลือยอก...” เอ็มม่าโบกมือข้างหนึ่งไปมาตรงหน้าเธอ ทำให้แมกซ์ถึงกับแยกเขี้ยว “เชื่อฉันสิ พวกผู้หญิงจะพากันเป็นลมจากความเร่าร้อนนั่นแน่ๆ”

แมกซ์จับมือเธอข้างหนึ่งแล้วจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอ “จริงหรือ?” เขาถามเสียงแผ่วด้วยท่วงท่าที่เรื่อยเฉื่อยแต่งดงาม ดึงมือเธอไปจรดริมฝีปากและงับข้อนิ้วของเธอเล่นเบาๆ

เป็นอีกครั้งที่เอ็มม่ารู้สึกว่าแก้มของเธอร้อนผ่าว “หยุดเลยนะ!” เธอกระฉากมือกลับไปวางบนตักเพื่อความปลอดภัย เธอกระแอมและพยายามดึงสมาธิกลับมาที่เรื่องเสื้อผ้า “เบ็คกี้เป็นคนที่ชอบความโรแมนติกเอามากๆ เราน่าจะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้”

“อืม ชุดโรบินฮู๊ดกับสาวใช้แมเรียมเป็นไง?”

“ให้ตายก็ไม่ใส่”

“ชุดแวมไพร์คู่ก็เหมือนกันงั้นสิ?”

“ใช่ นี่รู้ไหม บางทีชุดเลดี้ซอร์โรอาจจะไม่เลวนักก็ได้ แล้วก็อาจจะดีกว่าด้วย เบ็คกี้ฟันดาบเป็นนิดหน่อยเพราะฉะนั้นเธอไม่มีปัญหาเรื่องพกดาบแน่”

“เธอจะได้ใช้ดาบฟันไซมอนถ้าเกิดเขาไม่รับรู้ข้อความที่เธอส่งให้ด้วยใช่ไหม?”

“ประมาณนั้น” เอ็มม่าพิงพนักเก้าอี้อีกครั้งเมื่อพนักงานเดินมาที่โต๊ะของพวกเขา ทั้งสองเลือกของหวาน เอ็มม่าสั่งพายฝรั่งเศสกับไวน์อีกแก้วหนึ่ง ส่วนแมกซ์เลือกราซเบอร์รี่ชีสเค้กกับกาแฟ

“อีกอย่างที่เบ็คกี้สนใจก็คือทรินิตี้จากเดอะแมททริกซ์ คุณคิดว่าไซมอนจะอยากเป็นนีโอไหม?”

แมกซ์ส่ายหัว “ยากพอๆกับการที่ต้องไปหลอกให้เบ็คกี้ใส่ชุดนางแมวเลย ผมว่าไซมอนน่าจะอยากแต่งเป็นซอร์โรมากกว่า”

“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ลงตัวแล้วนะคะ เดี๋ยวฉันจะเป็นคนจัดการเรื่องชุดของเบ็คกี้เอง”

“อย่าลำบากเรื่องนั้นเลย เดี๋ยวผมจะเป็นคนไปเลือกชุดของเบ็คกี้ตอนที่ผมไปเลือกชุดของคุณให้เอง”

เป็นอีกหนึ่งครั้งที่เธออยากจะบีบคอเขา “แล้วฉันจะได้ใส่ชุดอะไรหรือคะ?”
แมกซ์ยิ้มกว้าง “เซอร์ไพรส์น่ะ”

“เซอร์ไพรส์หรือ?”

แมกซ์หยิบมือเธอมางับเล่นอีกครั้ง ทำให้สมองของเธอปิดการทำงานลงโดยสิ้นเชิง “อือฮึ”

“อ้อ”

แมกซ์วางมือของเธอลงบนโต๊ะตามเดิมพลางมองด้วยความพึงพอใจ “คุณจะกินของหวานต่อใช่ไหม?”

เอ็มม่ามองพายของเธอแล้วจู่ๆก็รู้สึกว่าไม่อยากกินต่ออีก เธอหายใจเข้าลึกแล้วถามคำถามที่เธอรู้ว่าตัวเองจะต้องถามตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะเข้าร้าน “ฉันจะหาคุณพบในงานเลี้ยงได้ยังไง?” เมื่อเขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเธอก็รีบพูดต่ออย่างรวดเร็ว “ถ้าเราอยากจะแน่ใจว่าไซมอนกับเบ็คกี้จะเจอกันในงาน เราก็จำเป็นต้องแน่ใจว่าเราต้องหากันเจอเหมือนกัน”

“อย่าห่วงไปเลย นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก”

เสียงครางแผ่วของแมกซ์ทำให้เธอสั่นไปทั้งร่าง “ค่ะ” เอ็มม่าขบริมฝีปาก เธอสงสัยว่าควรจะถามคำถามต่อไปดีไหม “คนรักของคุณจะว่าอะไรไหมคะที่คุณมาช่วยฉันอย่างนี้? ฉันหมายความว่าฉันไม่อยากจะสร้างความลำบากใจระหว่างคุณกับแฟนคนปัจจุบันของคุณ ไม่ว่าเธอจะเป็นใครก็ตาม”

“คุณคิดว่าผมชวนคุณมาทานอาหารเย็นทั้งที่ผมคบกับใครอยู่อย่างนั้นหรือ เอ็มม่า?”

เอ็มม่าเลิกคิ้วทั้งสองข้างขึ้น ท่าทางสนุกเต็มที่ “ก็ ถ้าคุณชวนฉัน...”

“เอ็มม่า”

“ฉันหมายความว่ามื้อเย็นระหว่างการลักพาตัวนี่ดีจัง”

“เยี่ยมไปเลย ก็ได้ ผมจะพยายามหว่านเสน่ห์กับคุณอย่างนั้นหรือถ้าผมคบกับใครอยู่?”

เอ็มม่าอ้าปากจะแสดงความคิดเห็นแรกที่วิ่งมาที่ปากของเธอ แต่เมื่อเห็นความจริงจังบนใบหน้าของเขาเธอจึงเก็บมันกลับ แล้วแสดงความคิดเห็นที่สองออกไปแทน “ไม่รู้สิคะ คุณหายไปนานมาก แล้วเท่าที่ฉันรู้ คุณเป็นเกย์”

คราวนี้แมกซ์เป็นฝ่ายพูดไม่ออกบ้าง

เอ็มม่ายกมือขึ้นเรียกพนักงาน “คิดเงินด้วยค่ะ”





“ผมไม่ได้เป็นเกย์” แมกซ์เดินกระแทกเท้าไปยังรถ พยายามไม่ตัดสินใจว่าเขาโดนดูถูกอยู่รึเปล่า

เอ็มม่ายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “งั้นก็เสือไบ”

“เอ็มม่า!”

เขาจำเป็นต้องหยุดเดินเมื่อเธอลงไปหัวเราะคิกคักราวกับเด็กสาวๆอยู่ข้างรถ สิ่งเดียวที่เธอทำได้ระหว่างหยุดพักจากการหัวเราะคือ “โอ พระเจ้า ดูหน้าคุณสิ”

แมกซ์ส่ายหัว เขาสงสัยทั้งที่รู้ดีว่าเธอไม่รู้เลยว่ามีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าล้อเล่นกับเขา นี่เขาพลาดผู้หญิงคนนี้ไปตั้งหลายปีได้อย่างไรกัน ตอนนั้นเขาน่าจะเดทกับเอ็มม่าแทนที่จะเป็นลิเวีย แล้วเขาก็จะมีเอ็มม่าอยู่เคียงข้างตลอดหลายปีนี้หัวเราะกับเขา ล้อเล่นกับเขา ทำให้เขาเป็นบ้า การคิดถึงความตาบอดของเขาเองทั้งๆที่เธออยู่ตรงนั้นมาตลอดทำให้เขากัดฟัดด้วยความเกรี้ยวกราด

ไม่อีกแล้ว เขาจะไม่มีปล่อยให้ตัวเองอยู่โดยไม่มีเอ็มม่าอีกแล้ว

แมกซ์ยืนกอดอกพิงประตูรถรอให้เธอหยุดหัวเราะ “เสร็จหรือยัง?” เขาถามอย่างเอื้อเฟื้อ หัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะแปลกๆเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเธอ

เธอปาดน้ำตาออกพร้อมกับหัวเราะอีกหนึ่งครั้ง “ค่ะ คิดว่างั้น”

“ดี” ด้วยความว่องไวที่มีแต่เสือพูม่าเท่านั้นที่จะเทียบได้ แมกซ์ดึงเธอเข้ามาใกล้แล้วโน้มตัวลงจูบเธอ เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะอ้าปากหายใจด้วยซ้ำ

เสียงหอบเล็กๆแสดงความตกใจนั่นทำให้เขาเข้าถึงเธอได้ทันที เขาโลมลูบภายในปากของเธอเนิบช้าและล้ำลึกราวกับว่าเขาต้องการครอบครองเธอ เขาดื่มกินรสชาติของเธอ ไวน์ ช๊อกโกแลต และความเป็นผู้หญิงจากเธอ หัวของเขาหมุนคว้างเมื่อในที่สุดริมฝีปากของเธอก็เริ่มขยับไปกับเขา เขาคราง ความแข็งแกร่งของเขาเกร็งขึงราวกับว่าเธอได้ลูบไล้ที่ตรงนั้นด้วยความเร่าร้อนเปียกชื้นของเธอ ลิ้นของเธอฟาดฟันกับเขาอย่างขลาดอายซึ่งปลุกสัญชาตญาณในการปกป้องของเขาขึ้นมาอีกครั้ง เขาพลิกตัวให้เธอยืนพิงรถโดยไม่เสียเวลาคิด หลังและไหล่กว้างของเขาบดบังเธอจากสายตาของคนที่อยู่ในร้านอาหาร

นอกจากเขาแล้วจะต้องไม่มีใครได้เห็นความปรารถนาของเธออีก

เขาอยากเปิดประตูรถ วางเธอลงบนเบาะแล้วทึ้งเสื้อผ้าออกจนเธอเปลือยเปล่า เขาต้องการฝังตัวเองล้ำลึกในร่างของเธอเพื่อให้เธอสามารถลิ้มรสของเขาได้ เขาต้องการตีตราเธอเอาไว้ด้วยกลิ่นของเขา เมล็ดพันธุ์ของเขา และเขี้ยวของเขามากจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน

แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่ริมถนน อยู่ด้านนอกของร้านอาหารที่มีคนผ่านไปมา เขาไม่สามารถจะทำอะไรที่เขาอยากทำเป็นที่สุดได้เว้นแต่...

เขาคำรามเมื่อถอนริมฝีปากออกจากเธอก่อนกดลงไปที่ลำคอของเธอแทน
“แมกซ์” เธอกระซิบด้วยเสียงเซ๊กซี่แผ่วเบานั่น

เขาดูดดึง ณ จุดอ่อนไหวตรงช่วงระหว่างคอกับไหล่ของเธอจนกระทั่งเอ็มม่ายืนหอบนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเขา ฝังใบหน้าของเธอเข้ากับไหล่ของเขา แมกซ์ครูดเขี้ยวกับผิวของเธออย่างนุ่มนวลเพื่อเตรียมเธอให้พร้อม มือหนึ่งเคลื่อนไปกอบกุมบั้นท้ายของเธอ เพลิดเพลินไปกับส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอ มืออีกข้างหนึ่งรัดรอบแผ่นหลังบอบบางเอาไว้อย่างแน่นหนา เขาจำต้องตั้งสมาธิไม่ให้ฝังกรงเล็บเข้าเคล้าคลึงเธอ แทรกเข่าเข้าระหว่างขาของเธอจนกระทั่งเธอนั่งอยู่บนขาของเขา แมกซ์ส่งเสียงครางแผ่วก่อนจะฝังเขี้ยวลงไป เรียกเลือดและปล่อยเอนไซมน์ที่จะเปลี่ยนเธอ ตีตราเธอให้เป็นของเขาไปตลอดกาล เสื้อของเขาดูดซับเสียงร้องไห้และน้ำตาของเธอ อาการสั่นสะท้านของเธอทำให้เขารู้ว่าเธอได้พบกับความสุขสมที่เป็นผลมาจากการโดนเขากัด เธอนั่งอยู่บนขาของเขาเมื่อทั้งสองผสานตัวตนเข้าด้วยกัน

เขาเลียแผลเล็กๆนั่น ไม่แปลกใจที่เห็นแผลปิดแล้ว หลังจากตีตราเธอให้เป็นของเขาและเธอได้พบกับจุดสุดยอดแล้ว ความรีบร้อนในตัวเขาก็หายไป เธอเป็นของเขาแล้ว



Create Date : 16 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2554 18:16:14 น.
Counter : 1010 Pageviews.

1 comment
[Halle Pumas] The Wallflower บทนำ + บทที่ 1
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนว Romance Paranormal ของมนุษย์เปลี่ยนร่างกลุ่มหนึ่งที่อ่านแล้วต้องบอกว่าน่าร๊ากกกกอ่ะ เรื่องค่อนข้างเรียบง่าย สบายๆ แอบฮาเป็นระยะๆ บางทีก็มีเรื่องยุ่งๆเหมือนแมวตบกัดกันเข้ามาบ้างพอเป็นสีสัน ไม่ค่อยมีความรุนแรง แต่อะแฮ่ม...ฮ๊อตได้ใจพอสมควร Smiley โดยรวมแล้วสนุกค่ะ ไม่ได้ยาวมากด้วย คิดว่าน่าจะช่วยคลายเครียดเรื่องน้ำท่วมได้ดีทีเดียว

The Wallflower นี่แปลจบหมดแล้วค่ะ เพราะเป็นเรื่องเก่าที่เคยเอาไปลงที่อื่นตั้งแต่สองสามปีก่อนแล้ว ขอสารภาพตรงๆว่า...ไม่ได้แก้เลยสักนิด Smiley แหะๆ จะทยอยเอามาลงเรื่อยๆทุก 2-3 วันจนจบ แต่หลังตอนที่ 2 เป็นต้นไปจะลงในห้องล๊อกนะคะ ใครสนใจอยากอ่านต่อก็ส่งข้อความขอพาสเข้าห้องได้เลยค่ะ 




The Wallflower

[Halle Pumas Series]

by Dana Marie Bell 




บทนำ


“เธอรู้แล้วใช่ไหมว่าแมกซ์กลับมาแล้วน่ะ?” แมรี่มองพลางยิ้มให้อย่างเป็นมิตรระหว่างที่รอเอ็มม่าห่อสินค้าให้เธออย่างระมัดระวัง เอ็มม่าหัวใจกระตุกเล็กน้อยแม้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้ยินข่าวนี้ก็ตาม ข่าวล่ามาแรงสำหรับผู้หญิงทุกคนที่เดินเข้าเดินออกร้านของเธอว่าคุณหมอแคนนอนผู้มีเสน่ห์เย้ายวนใจ ในที่สุดก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านหลังที่จากไปกว่าสิบปี

แมรี่ โฮวาร์ดมาร้านของเธอเพื่อรับกระจกเพนท์มือลวดลายสวยงาม ลิเวียก็มาด้วยเพราะเธอเป็นเพื่อนกับแมรี่ถึงแม้ว่าเธอจะเกลียดทั้งเอ็มม่าและเบ็คกี้ ลิเวียคิดว่าเอ็มม่ากับเบ็คกี้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงที่ทำให้เธอต้องเลิกกับแมกซ์

ลิเวีย แพทเธอร์สัน เป็นสาวสวยประจำเมืองคนหนึ่งและเธอเองก็รู้ตัวดี เธอมีรูปร่างที่งดงามและผิวขาวละมุน แก้มของเธอเป็นสีชมพูระเรื่อรับกับผมบลอนด์อ่อนจาง ดวงตาของเธอเป็นสีฟ้าเหมือนกับดอกฟอร์เก็ทมีนอต และยิ่งเมื่อประกอบกับรูปร่างอ้อนแอ้น ลิเวียก็คือคำจำกัดความของสาวผมบลอนด์ผู้แสนบอบบาง แม้ว่าผู้หญิงคนนี้จะสามารถบุกตะลุยได้ราวกับกองหลังทีมอเมริกันฟุตบอลเมื่อถึงคราวจำเป็นและสามารถกรีดร้องจนค้างคาวที่อยู่ห่ างออกไป 5 ไมล์ตกลงมาตายได้ ซึ่งในตอนที่เธอไม่ทำแบบนั้นพวกผู้ชายก็จะพากันหลงใหลเธอ พวกเขาหลงรักภาพลักษณ์อ่อนช้อยงดงามอย่างอิสตรีที่เธอแสดงออกได้อย่างไร้ที่ติ ไม่ใช่ว่าเอ็มม่าจะอิจฉาเธอหรือว่าอะไรหรอก มันก็ไม่เชิงแบบนั้นเสียทีเดียว

เมื่อพวกผู้ชายมองเอ็มม่าก็จะได้เห็นภาพลักษณ์ของอิสตรีผู้แกร่งกล้า สะโพกแข็งแรงที่ได้รับการสร้างสรรค์เพื่อการตั้งครรภ์โดยเฉพาะ ดวงตากับผมสีน้ำตาลด้าน และด้วยส่วนสูง 5 ฟุต 2 นิ้ว เอ็มม่าไม่มีวันที่จะเทียบชั้นกับลิเวียได้เลย ประกอบกับข้อเท็จจริงที่คนทั้งเมืองพากันเชื่อว่าเธอกับเบ็คกี้เป็นคู่เลสเบียนกันทำให้ตารางนัดออกงานของเธอโล่งจนน่าใจหาย

“เห็นชัดว่าแมกซ์วางแผนจะซื้อคลินิกต่อจากคุณหมอบรูสเตอร์ ว่ากันว่าเขากับเอเดรียนจะร่วมหุ้นกัน” ลิเวียโอ่

“เธอได้คุยกับเขาแล้วอย่างนั้นสิ” อาการแสดงความอยากรู้อยากเห็นอย่างสุภาพของแมรี่ไม่ได้เข้ากันเลยกับน้ำเสียงของเธอ เอ็มม่าไม่กล้ามองตรงๆแต่เธอคิดว่าแมรี่กำลังแหย่เพื่อนของเธอเล่น ใครๆก็รู้กันดีว่าครั้งหนึ่งลิเวียพยายามไล่จับแมกซ์มากขนาดไหน เธออาจจะคิดว่าเธอสามารถทำให้ถ่านไฟเก่าคุขึ้นมาได้อีกกระมัง

“ใช่ แมกซ์เพิ่งจะซื้อบ้านหลังเก่าของพ่อแม่เขา ฉันนะแทบจะรอไปจัดการตกแต่งที่นั่นใหม่ไม่ไหวเชียว” เอ็มม่าแทบจะเห็นลิเวียถูมือด้วยความมาดหมายได้เลยทีเดียว “แน่ละว่าร้านนี้คงไม่ช่วยอะไรหรอก ไม่เห็นมีงานฝีมือจริงๆเลยสักชิ้น ฉันอยากได้ของเก่าของแท้ ไม่ใช่ของสั่วๆ” ลิเวียกราดตามองไปทั่วร้านอย่างรังเกียจและมองเจ้าของร้านด้วยสายตาที่ดูถูกพอๆกัน

เมื่อลิเวียหันหลังให้ เอ็มม่าก็ทำตัวราวกับเด็กเล็กๆด้วยการทำท่าทางล้อเลียนแม่สาวผมบลอนด์ให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้ แมรี่ถึงกับสำลักน้ำชาที่กำลังจิบอยู่เมื่อเอ็มม่าวางมือเท้าสะโพกแล้วขยับปากตามที่ลิเวียพูด “แน่ล่ะ ใครๆก็รู้ว่าแมกซ์น่ะไม่มีทางที่จะเข้ามาเหยียบในร้านวอลล์ฟลาวเวอร์แน่ ตายจริง นี่เขารู้หรือเปล่าว่าเธอมีตัวตนอยู่น่ะเอ็มม่า”

เอ็มม่าเคาะเล็บของเธอกับแก้มอย่างครุ่นคิดเมื่อลิเวียหันกลับมาทางเธออีกครั้ง “รู้สิ จริงๆแล้ว ฉันว่าเขารู้นะ มี...มีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับ...พันช์ พันช์เชอร์รี่นะ ถ้าฉันจำไม่ผิด” นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ลิเวียเลิกกับแมกซ์ เบ็คกี้สาดเชอร์รี่พันช์ใส่ชุดงานพรอมสีขาวของลิเวียเพื่อแก้เผ็ดที่เธอพูดจาร้ายกาจถึงเอ็มม่า แม็กซ์เข้าข้างเอ็มม่ากับเบ็คกี้อย่างชัดเจนและบอกเลิกกับลิเวีย ทำให้ลิเวียเกลียดเอ็มม่ากับเบ็คกี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เอ็มม่าค่อนข้างแน่ใจว่าลิเวียเป็นคนทำให้ข่าวลือเรื่องที่เธอเป็นเลสเบียนยังมีคนพูดถึงอยู่เสมอ

สีหน้าของสาวผมบลอนด์เต็มไปด้วยความเกลียดชังก่อนที่เธอจะลบมันออกไปและกลับมาเป็นหญิงสาวบอบบางผู้เยือกเย็นอย่างที่ชาวเมื องฮอลล์ส่วนใหญ่รู้จักอีกครั้ง เธอแสร้งส่งยิ้มด้วยความเห็นใจให้เอ็มม่า “ฉันได้ยินมาว่าจิมมี่เพิ่งจะออกจากเมืองไปเมื่อเร็วๆนี้ เกิดอะไรขึ้นหรือเอ็มม่า เขาไม่ชอบที่ต้องแบ่งเธอกับเบ็คกี้หรือไง หรือว่าเขาโน้มน้าวให้เธออยู่ด้วยกัน 3 คนฉันผัวเมียไม่ได้”

เอ็มม่ายิ้มตอบ ซ่อนความเจ็บปวดเรื่องจิมมี่เอาไว้อย่างมิดชิด ทั้งเธอและจิมมี่ต่างก็รู้ดีตั้งแต่ก่อนที่เขาจะออกจากเมืองแล้วว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่สามารถไปไกลกว่านี้ได้ และนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของจิมมี่

“เธอได้รับเชิญให้ไปงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้านของแมกซ์ด้วยใช่ไหม” บางทีการมีเพื่อนจากที่แปลกๆก็มีประโยชน์ เพื่อนที่สนิทกับแมกซ์ที่สุดได้กลายมาเป็นช่างฝีมือที่ดีสุดคนหนึ่งและเพื่อนสนิทของเธอ เขาเป็นคนทำกระจกที่แมรี่ซื้อและให้งานแก้วกระจกมาประดับกำแพงร้านของเธอนิดหน่อย

ดวงตาของลิเวียวาวโรจน์ เธอไม่รู้เรื่องงานเลี้ยงนี้เลย เอ็มม่าแอบขีดคะแนนให้ตัวเองเอาไว้ในใจ จะแย่ก็ตรงที่ว่าเอ็มม่าเองก็ไม่ได้รับเชิญเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ได้คาดหวังกับเรื่องนั้นอยู่แล้ว

“งานนี้คงตั้งใจจะให้เป็นเซอร์ไพรส์” ลิเวียโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ เอ็มม่าเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างขบขันโดยไม่พยายามจะเก็บอาการเลยแม้แต่น้อย “เอาล่ะ หวังว่าเธอคงจะไม่ไปก่อกวนแมกซ์เขานะ อ้อ เดี๋ยวๆ นี่เธอได้คุยกับแมกซ์ครั้งสุดท้ายเมื่อไรกัน” ลิเวียส่งยิ้มเย็นชาให้

เอ็มม่าปรบมืออย่างเย้ยหยัน “ว้าว ลิเวีย เธอแสดงความเป็นเด็กอายุ 12 ในตัวเธอออกมาได้ดีทีเดียว”

ลิเวียขบฟันส่งยิ้มอย่างเสแสร้งก่อนจะหันไปทางแมรี่ “ฉันออกไปรอข้างนอกนะ อากาศในนี้มันสุดจะเลี่ยน ฉันไม่รู้จริงๆว่าเธอทนเข้าไปได้อย่างไรกัน” แล้วเธอก็เดินออกไปนั่งตรงม้านั่งหน้าร้านที่เอ็มม่ากับเบ็คกี้ตั้งเอาไว้ วางท่าให้ดูอ่อนหวานงดงามพลางโบกมือทักทายเพื่อนๆและคนรู้จักของเธอ

“ขอโทษนะเอ็มม่า ฉันลืมไปว่าลิเวียไม่ชอบเธอมากขนาดไหน”

เอ็มม่าหันมามองสีหน้าขอโทษขอโพยของแมรี่แล้วยิ้ม “ไม่มีปัญหาแมรี่ ถ้ายัยนั่นเข้ามาซื้อของที่นี่จริง ฉันก็จะมีความสุขมากกับการคิดเงินเพิ่มเป็น 2 เท่า”

แมรี่หัวเราะเมื่อเบ็คกี่โผล่หัวออกมาจากผ้าม่านที่กั้นห้องด้านหลังเอาไว้ “ยัยแม่มดร้ายขี่ไม้กวาดกลับไปหรือยัง”

เอ็มม่าผายมือไปทางหน้าต่างร้าน “ก็ไม่เชิง ตอนนี้เธอนั่งที่ม้านั่งของเราอยู่”

เบ็คกี้ถือกระจกเดินออกมาพลางถอนหายใจ “นี่ค่ะ แมรี่ หวังว่าคุณกับเจมี่จะชอบนะ”

“อุ๊ย แน่นอนจ้ะ” แมรี่ตอบ ตามองกล่องใส่กระจกไม่กระพริบ เธอจ่ายเงิน คุยเล่นกับเบ็คกี้และเอ็มม่าเบาๆ ก่อนจะเดินโบกมือลาออกจากร้านไปอย่างร่าเริง พวกเธอทั้งสองคนเห็นแมรี่แกล้งลิเวียขณะเดินข้ามถนนก่อนที่ทั้งสองจะหายไปอย่างรวดเร็ว

“เป็นอันว่าแมกซ์กลับมาแล้ว” เบ็คกี้ยืนพิงเคาท์เตอร์ ไม่พยายามซ่อนยิ้มนัก

“แล้วเธอจะเข้าไปจิ๊จะกับคุณหมอน่าหม่ำนั่นหรือเปล่า ฉันหมายถึงไหนๆเธอก็สนใจเขาตั้งแต่ เมื่อไรนะ ชั้นประถมใช่ไหม”

“ลองดูสักนิดนึงอย่างนั้นหรือ คงงั้นมั้ง”

สองสาวมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะ พวกเธอทั้งคู่รู้ดีว่าเอ็มม่าไม่มีทางที่จะดึงดูดความสนใจจากแมกซ์ แคนนอนได้เลย ตอนอยู่ในโรงเรียนเธอทำไม่ได้ แล้วเธอเองก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากนั้นตอนนั้นมากมายเท่าไรนัก

ผู้ชายอย่างแมกซ์จะมาสนใจอะไรกับคนอย่างเธอกันล่ะ?







บทที่ 1


“พระเจ้าช่วย เขาเซ็กซี่สุดๆเลย”

เอ็มม่า คาร์เตอร์ หันออกไปทางหน้าต่างโชว์ของร้านวอลล์ฟลาวเวอร์มองดูเจ้าของแผ่นหลังที่แข็ง แกร่งที่สุดที่เธอมองแล้วมีความสุขเดินทอดน่องเลียบถนน ด้านหลังภายใต้กางเกงยีนส์สีฟ้าเข้ารูปของเขาทำให้ผู้หญิงทุกคนถึงกับสวด มนต์สรรเสริญขอบคุณผู้ผลิตกางเกงลีวายส์ แสงอาทิตย์ส่องกระทบผมสีบลอนด์ทองประบ่ากว้างยาวพอจะผูกหางม้าสั้นๆได้ กล้ามเนื้อแกร่งซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อแจ็คเกตหนังตัวใหญ่ เขามีดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างที่สุดในรัฐนี้แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะได้สบตา เขาบ่อยนัก เขามักจะใช้ดวงตาคู่นั้นมองไปที่คนอื่นมากกว่าอย่างเช่นพวกผู้หญิงสวยเนี๊ยบ ที่ล้อมหน้าล้อมหลังเขาอยู่ตลอดเวลา พระเจ้า เขาดูดีสุดยอดไปเลย ใบหน้าของเขางดงามเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นความจริง ตำหนิเพียงอย่างเดียวในความสมบูรณ์แบบของเขาก็คือรอยแผลเป็นเล็กๆตรงจมูก ด้านหนึ่งที่แทบจะมองไม่เห็นหากไม่มองหา เวลาที่เขาคุยกับเธอซึ่งก็ผ่านมาหลายปีเกินกว่าที่เธอต้องการจะนับ เอ็มม่าจะเอาแต่มองแผลเป็นของเขา

เมื่อบั้นท้ายที่สวยที่สุดในโลก เดินลับมุมไป เอ็มม่ากับเบ็คกี้ก็ถอนใจออกมาพร้อมกัน “ของขวัญ คริสต์มาสเพียงอย่างเดียวที่ฉันต้องการคือขอแบบนั้นคนหนึ่ง” เบ็คกี้ทอดถอนใจอีกครั้ง ดวงตาสีเขียวของเธอเป็นประกายพราวหัวเราะ ผมหยักศกสีน้ำตาลยุ่งเหยิงของเธออยู่ในสภาพกระเซอะกระเซิงเสียจนดูเหมือนว่า เธอสะบัดหัวไปมาแรงๆราวกับสุนัขที่เปียกปอน เบ็คกี้ผอมเกินไปจนกระดูกข้อมือและข้อเท้าโผล่โปน และถ้าเอ็มม่าไม่รู้ความจริงที่ว่าเพื่อนของเธอกินจุอย่างกับม้า เธอก็คงกังวลว่าเบ็คกี้อาจจะเป็นโรคอนาร๊อกเซีย แต่เบ็คกี้เป็นคนประเภทที่ถูกสาปให้มีระบบเผาผลาญที่ทำให้กินเท่าไรก็ไม่เคย พอ ทำให้เธอต้องกินมากกว่าคนอื่นหลายเท่าเพื่อให้น้ำหนักตัวของเธอเพิ่มขึ้น เอ็มม่ามีปัญหาตรงกันข้ามเบ็คกี้ สิ่งที่ดีที่สุดที่จะพูดถึงรูปร่างของเธอได้ก็คือมาริลีน มอลโรลเองก็ใส่เสื้อผ้าเบอร์ 12 เหมือนเธอ ไม่ว่าเอ็มม่าจะทำอะไร น้ำหนักตัวของเธอก็ไม่เคยลดลง แต่พวกเธอทั้ง 2 คนก็ไม่ได้อิจฉากันและกันเลย

“อะไรกัน ไม่ใช่แบบไซมอน โฮลท์หรอกหรือ?”

เบ็คกี้หน้าแดงจัด ด้วยผมและตาสีเข้มที่ทำให้ไซมอนหล่อแบบยั่วยวน ล่อลวงชวนให้ทำเรื่องน่าละอาย เขาเป็นส่วนหนึ่งของความเพ้อฝันยามค่ำคืนของเบ็คกี้อยู่หลายครั้ง เอ็มม่าเสยผม “ฉันก็ไม่ต่างกันหรอกน่า แมกซ์ แคนนอนที่มีโบว์ผูกเอาไว้รอบตัวอาจจะมานั่งเปลือยอยู่ใต้ต้นคริสต์มาสของฉัน แล้วสิ่งแรกที่เขาพูดก็อาจจะเป็น ‘หวัดดี เอ็ดน่าใช่ไหม คุณช่วยแกะนี่ให้หน่อยได้รึเปล่าครับ คืนนี้ผมมีนัด’”

หญิงสาวทั้งสองมองหน้าหน้ากันแล้วหัวเราะคิกคักก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานต่อ

เอ็มม่าภูมิใจมากกับสิ่งที่เธอและเบ็คกี้สร้างขึ้น พวกเธอเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ชั้นประถม ทั้งสองสาวต่างเป็นดอกไม้ประดับฉากด้วยกันทั้งคู่ พวกเด็กผู้ชายไม่สนใจเบ็คกี้ เยเกอร์ หัวหยิกหยอยที่ผอมจนเกินเหตุ หรือเอ็มม่า คาร์เตอร์ที่หนาตันทื่อมะลือ โดยเฉพาะเมื่อมีเด็กผู้หญิงอย่างลิเวีย แพทเทอร์สัน และเบลินดา แคมป์เบล สวยแบบสาวน้อยเชียร์ลีดเดอร์อยู่

ทั้งเบ็คกี้และเอ็มม่าต่างก็ตัดสินใจเรียนต่อด้านธุรกิจที่มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน ในขณะที่หลายๆคน รวมทั้งแมกซ์และลิเวีย ต่างก็เลือกที่จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในรัฐอื่น หลังจากเรียนจบ เอ็มม่าก็ได้รับมรดกจากคุณยายของเธอและใช้มันซื้อตึกที่เป็นที่ตั้งของวอลล์ฟลาวเวอร์ในตอนนี้

วอลล์ฟลาวเวอร์เป็นกิจการที่สร้างความสุขให้กับเหล่าคนที่ชื่นชอบงานฝีมือและงานศิลปะต่างๆ เอ็มม่าชอบของปนะเภทนี้ ร้านแปลกๆของเธอมีทั้งนาฬิกากุ๊กกูทำมือ ภาพวาด กระจกแบบโบราณ หน้ากาก แผ่นจารึก...อะไรก็ได้ที่เอามาประดับกำแพงได้ เบ็คกี้เป็นคนเริ่มความคิดเกี่ยวกับกิจการนี้และเล่าให้เอ็มม่าฟังตลอดทั้ง คืนในคืนหนึ่งพร้อมกับแก้วเบอร์ริโต้และมาการิต้าในมือของพวกเธอ

เอ็มม่ายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองไปรอบๆ “ห้องนั่งเล่น” ของพวกเธอ พรมโบราณปูบนพื้นไม้โทรมๆ มีโซฟาแบบวิกตอเรียขนาดเล็กคลุมด้วยผ้าไหมยกเงินสีครีมวางอยูตรงกลาง โต๊ะกาแฟไม้เชอร์รี่สมัยควีนแอนพร้อมชุดกาน้ำชาเงินวางตั้งอยู่ข้างๆ เก้าอี้แบบวิกตอเรียสีครีม 2 ตัวเข้าชุดกันวางตั้งหันหน้าเข้าหาโซฟา สร้างมุมเล็กๆแสนสบายให้กับหญิงสาวทั้งสองที่พวกเธอมักจะใช้นั่งคุยกันรวมไป ถึงใช้ต้อนรับลูกค้าด้วย เตาผิงแก็สครอบด้วยกรอบไม้แกะสลักหรูหราตั้งอยู่ชิดผนังด้านหนึ่ง บนกรอบไม้ครอบเตาผิงแขวนกรอบรูปเงินใส่รูปถ่ายสีขาวดำและสีซีเปีย หนึ่งในนั้นเป็นรูปเอ็มม่าใส่ชุดกระโปรงลูกไม้สีงาช้างแบบยุควิกตอเรีย มีจี้สีดำเล็กๆประดับคอ เธอเกล้าผมขึ้นและยิ้มอย่างอ่อนหวาน อีกรูปหนึ่งเป็นเบ็คกี้อยู่ในชุดสาวบาร์แบบคาวบอย เธอยีผมให้ฟูแล้วปักขนนกรอบๆ ดึงกระโปรงขึ้นด้านหนึ่งเพื่อให้เห็นรองเท้าบู๊ทสีดำกับสายรัดถุงน่อง ทั้งสองรูปนี้ไม่ได้ติดให้เด่นสะดุดตาแต่วางไว้ให้กลมกลืนไปกับรูปอื่นๆทำให้ถ้าไม่ยืนดูรูปทั้งหมดอย่างละเอียดก็จะไม่มีวันหา สองรูปนี้เจอ

เคาท์เตอร์ไม้เชอร์รี่กรุกระจกทำเลียนแบบของยุควิกตอเรียให้เหมือนมากที่สุดเท่าที่จะ ทำได้แต่ใช้งานได้จริงตั้งกลมกลืนไปกับกำแพงด้านหนึ่ง เครื่องคิดเงินแบบโบราณวางอยู่บนเคาท์เตอร์โดยมีเครื่องอ่านเครดิตการ์ดซ่อนอยู่ข้างใต้

พวกเธอพยายามอย่างดีที่สุดที่จะทำให้ร้านมีบรรยากาศแบบ ยุคเก่าแต่ยังคงอบอุ่นและน่าเข้าไปเยี่ยมชม ประกายไฟส่งเสียงอย่างร่าเริงอยู่ในเตาผิงในยามเย็นอันหนาวเหน็บของเดือนตุลาคม กำแพงทุกด้านประดับด้วยไม้เชอร์รี่ประดับผนังกับวอลเปเปอร์ลายเถากุหลาบที่ ให้ความรู้สึกแบบผู้หญิงอย่างที่สุดและหญิงสาวทั้งสองก็ชอบมาก

พวกเธอเปิดร้านมาได้ 3 ปีแล้วและถึงจะรู้ดีว่าพวกเธอไม่มีวันร่ำรวยจากกิจการนี้ได้ พวกเธอก็มีความสุขมาก

เอ็มม่าถอนใจ เธอยิ้มอย่างพึงพอใจขณะเช็ดกระจกขอบทองแบบโบราณที่แขวนอยู่บนกำแพงหลังเคาท์เตอร์

ชีวิตช่างดีอะไรอย่างนี้





ชีวิตของดร. แมกซ์ แคนนอนห่วยแตก นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เขาต้องข้ามถนนเพื่อหลบการดึงดูดความสนใจจากเขา อย่างออกนอกหน้าของลิเวีย เขากลับบ้านมาอยู่ในเมืองเล็กๆนี่ได้ 3 เดือนแล้ว แต่ดูเหมือนเธอจะไม่สามารถทำความเข้าใจผ่านผมสีซีดจางเกินเหตุของเธอไปได้ ว่าเขาไม่สนใจเธอเลย ให้ตายสิ สายตาของเธอปกติดีทุกอย่างแต่เธอก็ยังพยายามมานัดตรวจตาด้วย 3 สาเหตุภายใน 3 เดือนนี้! ขอบคุณพระเจ้าที่เอเดรียนคู่หูของเขาเต็มใจที่จะเข้ามาช่วยขัดคอ ไม่อย่างนั้นแมกซ์คงต้องบังคับตัวเองไม่ให้ทำอะไรรุนแรงกับเธอ และจนกว่าเขาจะมีคูราน่ามาจัดการกับผู้หญิงคนนี้ให้ ลิเวียก็จะยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเขา แมกซ์เข้าไปในห้องทำงานของคู่หูที่ดีที่สุดและเบต้าของเขา ไซมอน โฮลท์ เพื่อหนีจากเหาฉลามผมบลอนด์ที่พยายามมาเกาะแกะ

“ไง แมกซ์”

“ไซมอน”

อาการค้อมหัวทำความเคารพจากไซมอนเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เบต้าของเขาควรจะทำ “หนีลิเวียมาซ่อนอีกแล้วหรือไง?”

กังวานขบขันในเสียงของไซมอนเกือบจะทำให้แมกซ์คำราม “เธอช่างตื๊อจริงๆ”

“นายออกปากไล่เธอให้ไปไกลๆหรือยังล่ะ?”

ความรำคาญที่ไซมอนมีต่อผู้หญิงช่างตื๊อคนนี้ปรากฏออกมาให้เห็นจางๆ ความคิดที่เธอจะกลายมาเป็นคู่ครองของเขาทำให้แมกซ์รู้สึกขยะแขยง พูม่าในตัวเขาส่งเสียงร้องประท้วง ไม่มีทางที่เขาจะให้เธอมาเป็นคูราน่าของเขาเด็ดขาด

“ยัง แต่ก็อีกไม่นานหรอก”

ไซมอนชี้ไปทางกระจกหน้าร้าน “มานู่นละ”

แมกซ์ขบกรามเมื่อประตูหน้าร้านเปิดออก

“แมกซ์ ดีจริงๆที่ได้พบคุณที่นี่!”

เธอพยายามจะคล้องแขนนุ่มหอมกรุ่นกับคอของเขาแต่แมกซ์หลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมามองผู้หญิงที่ตามทรมานเขาตั้งแต่กลับมาอยู่ที่ฮอลล์

“ลิเวีย”

เขาไม่ได้ทักทายแต่กำลังเตือนเธอ ความกลัววาดผ่านในแววตาครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะหัวเราะเพื่อลบมันออกไป “ฉันแค่อยากจะมาเตือนคุณเรื่องงานเลี้ยงเต้นรำสวมหน้ากากที่บ้านแมรี่ คุณจะไปใช่ไหมคะ?”

“ใช่”

ลิเวียขมวดคิ้ว สีหน้าเธอเริ่มฉายแววยุ่งยากใจและคิดคำนวณ “พวกไพรด์เกือบทั้งหมดจะไปงานนี้”

แมกซ์พยักหน้า ในฐานะของอัลฟ่าเขารู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว พ่อของแมรี่เป็นอัลฟ่าคนก่อน และยังคงจัดงานเลี้ยงเต้นรำสวมหน้ากากเป็นประจำทุกปีที่บ้านนอกเมืองของเขา บ้านหลังนั้นคือความภาคภูมิใจและความสุขของเขาและเขาเองก็รักที่จะให้ความ บันเทิงกับผู้คน ลูกสาวของเขาที่จับคู่ไปแล้วโดยสวัสดิภาพกับเจมี่ โฮวาร์ด มาช่วยเป็นเจ้าภาพฝ่ายหญิงในงานนี้เนื่องจากคู่ครองของเขาได้ตายไปแล้วเมื่อสี่ปีก่อน ทั้งมนุษย์และพูม่าต่างก็มาร่วมงานเลี้ยงนี้โดยที่พวกมนุษย์ไม่เคยนึกสงสัยเลยว่ามีพวกพูม่ามากลมกลืนอยู่กับพวกเขา พวกไพรด์ทำทุกอย่างให้คืนงานเลี้ยงเป็นที่น่าจดจำสำหรับทั้งสองเผ่าพันธุ์ และโจนาธอน ฟรีเดลไลนด์ก็ทำงานนี้ได้อย่างดีเยี่ยม งานเลี้ยงนี้ยังเป็นโอกาสที่พวกผู้ชายไร้คู่ครองจะประกาศความสนใจอย่างไม่เป็นทางการในตัวผู้หญิงสักคนหนึ่ง ดังนั้นลิเวียจึงให้ความสนใจกับการไปร่วมงานของเขานัก ถ้าเธอสามารถทำให้เขาอยู่ตามลำพังกับเธอได้นานพอ ทำให้เขาแสดงความสนใจต่อเธอแม้เพียงเล็กน้อยด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เธอก็จะสามารถบังคับให้เขาประกาศเจตนารมณ์ในสิ่งที่เขาไม่ต้องการได้

“คุณจะชวนใครไปงานคะ?”

เธอถามด้วยท่าทางเอียงอายแต่ยั่วยวนที่ทำเอาแมกซ์ขนลุกแต่เขาก็ซ่อนอาการนั้นไว้ เขาไม่สามารถแสดงสัญญาณของความอ่อนแอออกมาได้ “ตอนนี้ยังไม่ได้ชวนใคร”

ความเย็นชาในน้ำเสียงของเขาควรจะทำให้เธอผงะ แต่ผู้หญิงโง่คนนี้กลับคิดว่ามันคือการท้าทาย “อย่างนั้นหรือคะ?” เธอกระพริบตาอย่างเขินอายและกรีดนิ้วที่ได้รับการตกแต่งเป็นอย่างดีออกมา เมื่อเล็บสีแดงก่ำราวกับเลือดของเธอแตะอกเขา ดวงตาของเขาก็วาบเปลี่ยนเป็นสีทอง พูม่ากำลังเตือนให้เธอถอยออกไป

ลิเวียผงะพร้อมกับก้มศีรษะลงอย่างยอมจำนนตามสัญชาตญาณที่มีต่อพลังของอัลฟ่าที่แมกซ์แผ่ออกมา พลังนั้นโอบล้อมตัวเขาราวกับกลุ่มเมฆที่มองไม่เห็น ควบคุมให้ทุกคนที่อยู่ตรงหน้าเขาทำตามที่เขาต้องการ แมกซ์แทบจะไม่จำเป็นต้องใช้พลังนี้มาก่อนแต่วันนี้ลิเวียล้ำเส้นมากเกินไป เธอค่อยๆถอยห่างเมื่อเสียงคำรามในอกของเขาดังขึ้น เขายังคงทำเสียงนั้นต่อไปจนกระทั่งเธอหายไปจากร้านของไซมอนด้วยความโมโหความดื้อด้านอย่างไม่น่าเชื่อของเธอ

“เอาล่ะ ต้องยอมรับว่าดูเหมือนวิธีนี้จะได้ผลมากกว่า ‘ไปให้พ้น ยัยงั่ง’ นะ คิดว่าเธอจะรู้เรื่องไหม?”

และนี่คือเหตุผลที่ไซมอนเป็นเบต้าของเขา สะดุ้งแต่ก็ยังยืนอยู่ที่เดิมซึ่งเป็นสิ่งที่พูม่าคนอื่นๆไม่มีวันทำได้ ปฏิกิริยาของคนอื่นๆเมื่อเขาเลือกที่จะแผ่พลังออกมาจะเหมือนกับลิเวียมากกว่า

ไซมอนยังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่แมกซ์ไว้ใจได้อย่างเต็มที่ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับแมกซ์ ไซมอนจะขึ้นเป็นอัลฟ่าแทนเขา

แมกซ์หันมาพร้อมกับหัวเราะขึ้นจมูกแทนการตอบคำถามของคู่หู แล้วโทรศัพท์ของไซมอนก็ดังขึ้น เบต้าของเขากดปุ่มสปีกเกอร์โฟนทั้งที่ยังคงยิ้มให้แมกซ์อยู่ “สวัสดีครับ”

“ไซมอนใช่ไหม?” เสียงจากสายอีกฝากหนึ่งลากชื่อไซมอนยาวอย่างล้อเลียนทำให้แมกซ์ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นสูง เขารอให้ไซมอนจัดการสั่งสอนให้ผู้หญิงคนนี้รู้ว่าใครเป็นใคร

ไซมอนกลอกตา “ว่าไง เอ็มม่า”

แมกซ์กระพริบตาปริบ เอ็มม่า? เอ็มม่า คาร์เตอร์น่ะหรือ?

“กระจกรูปมาดอนน่าของนายเสร็จช้าไปแล้วนะ ท่านบาทหลวงเกลสตันเริ่มกระวนกระวายแล้ว”

แมกซ์กระพริบตาอีกที เสียงเซ็กซี่ๆนั่นคือเอ็มม่าหรือ?

“ฉัน มี...เรื่องยุ่งๆนิดหน่อยน่ะ” ไซมอนพูดพร้อมกับตวัดสายตาเหลือบมองแมกซ์ เขาเองที่เป็นคนทำให้ไซมอนยุ่ง ในฐานะของเบต้าไซมอนต้องคอยจัดการดูแลงานส่วนใหญ่ของไพรด์ และเอ็มม่าไม่รู้เรื่องนี้

“ถ้าอย่างนั้นนายก็ช่วยบอกเรื่องยุ่งๆของนายให้กลับบ้านไปซะ นายจะได้ทำกระจกของท่านบาทหลวงให้เสร็จเสียทีได้ไหม?”

น้ำเสียงของเธอยิ่งทำให้แมกซ์เลิกคิ้วสูงขึ้นไปอีก และปฏิกิริยาของเบต้าก็เกือบจะทำให้เขาอ้าปากค้าง

“เอ็มม่า” ไซมอนทำเสียงเหมือนจะร้องไห้ “นี่ฉันก็นั่งทำทั้งวันทั้งคืนแล้วนะ เห็นใจกันหน่อยเถอะ!”

เอ็มม่าเนี่ยนะ?!? เอ็มม่า แม่ดอกไม้น้อยกระปุกลุกนั่นน่ะนะ?

“นี่นายกำลังยุ่งอยู่กับใครกัน ไซมอน โฮลท์?”

เอ็มม่าคนที่ไม่กล้ามองตาเขากำลังพูดสองแง่สองง่ามอยู่อย่างนั้นหรือ?

“ไม่มีใครทั้งนั้นแหละน่า ให้ตายสิ! ฉันกำลังยุ่งอยู่กับ...เรื่องอื่นน่ะ” ไซมอนตวัดสายตาเหลือบมองแมกซ์อีกครั้ง

เอ็มม่าเนี่ยนะ? เอ็มม่ากำลังต้อนเบต้าของเขาให้จนมุมเนี่ยนะ?

“เอาล่ะ ยังไงก็ช่วยเก็บของของนายเอาไว้ให้ดีๆ แล้วทำกระจกของท่านบาทหลวงให้เสร็จด้วย โอเค๊?”

น้ำเสียงวางอำนาจแบบไม่เกรงใจใครของเธอทำให้เขาสนใจ ภาพเด็กผู้หญิงผมเข้มในชุดงานพรอมสีแดงอมส้มผ่านเข้ามาในความคิด

“ให้ตายสิเอ็มม่า!” ไซมอนถอนใจ พิงหลังกับโต๊ะทำงานของเขา “เบ๊คกี้อยู่ไหนน่ะ?”

อาการอ้อนวอนในน้ำเสียงของไซมอนนั้นชัดเจน แมกซ์กำลังรอที่จะได้ยินเสียงของเธออีกครั้ง

“โอ๊ะๆ ไม่ อย่าคิดว่านายจะรอดจากการที่ต้องทำหน้าต่างให้เสร็จภายในวันนี้ด้วยเสียงพูดนิ่มๆของเบ็คกี้เลย ฉันรู้ทันนายหรอกน่า ไอ้หนู”

ไซมอนผงะ ส่วนแมกซ์กระตุก

เอ็มม่า?

หืมมมมม เอ็มม่า

“ก็ ได้จ้า ก็ได้ ฉันจะทำหน้าต่างนั่นให้เสร็จวันนี้ล่ะ มีอะไรอีกไหมขอรับ ท่านแม่ทัพน้อย” ไหล่ของไซมอนสั่นจากการหัวเราะ มีความยอมรับนับถืออยู่แฝงในน้ำเสียงของเขา แมกซ์นิ่วหน้ากับน้ำเสียงเจือความรักใคร่ของเบต้าของเขา

“ก็นะ ฉันกับเบ๊คกี้จะไปงานเลี้ยงสวมหน้ากาก คิดว่านายน่าจะอยากรู้”

เอ็มม่าจะไปงานเลี้ยงสวมหน้ากากด้วย? ทันใดนั้นเขาก็อยากเห็นเธอใจจะขาด ตอนนี้เธอดูเป็นอย่างไรกันนะ? จะเซ็กซี่เหมือนกับเสียงของเธอหรือเปล่า?

“อืม ใช่เลย” เสียงครือแผ่วๆในน้ำเสียงของไซมอนทำให้แมกซ์นิ่วหน้า และรอยยิ้มเล็กๆแบบนักล่าของไซมอนก็ทำให้ดวงตาของเขาวาบเปลี่ยนเป็นสีทอง แสดงอาการประท้วงด้วยความหวงแหนที่โลดขึ้นอยู่ภายในตัวเขา เจ้าของเสียงเซ็กซี่นั่นเป็นของเขา

“อือฮึ แล้วเจอกันนะ พร้อมกับหน้าต่างด้วยแน่นะ?”

“แน่นอนครับผม บาย เอ็มม่า”

“แล้วเจอกัน ไซมอน”

ไซมอนวางสายโทรศัพท์ รอยยิ้มเซ็กซี่ยังคงอยู่บนใบหน้า เมื่อเขาหันกลับมาแมกซ์ก็ควบคุมตัวเองได้แล้วและเลิกคิ้วใส่ไซมอน

ไซมอนหน้าแดง “อะไร?”

“นายจะไปส่งหน้าต่างนั่นเมื่อไหร่?”

ไซมอนหันไปมองบานหน้าต่างที่รอการเก็บงานอีกเพียงเล็กน้อย “น่าจะช่วงหลังเที่ยง ทำไม?”

“ฉันจะไปกับนายด้วย” แมกซ์ยิ้มกว้าง

ไซมอนยืดตัวขึ้นตรง ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่เข้าใจ “ไปทำไม ฉันคิดว่านายมีเรื่องอื่นต้องให้ทำเสียอีก”

“อยากจะลองไปดูอะไรๆหน่อยน่ะ” ไซมอนเลิกคิ้ว ทำให้แมกซ์ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีก

“นี่เพื่อน ฉันไม่ค่อยแน่ใจนะว่านายอยากจะไปที่นั่น”

รอยยิ้มของแมกซ์ค่อยๆเลือนไป “ทำไมถึงจะไม่อยากล่ะ?”

“ก็เพราะใครๆก็รู้ว่าร้านวอลล์ฟลาเวอร์เป็นที่ๆจะสูบเอาฮอร์โมนเทสเทอโรนออกไปจากผู้ชายทุกคนที่ย่างเท้าเข้าไปในร้านน่ะสิ”

“ห๊ะ?”

“ที่นั่นมันเป็นสีชมพู แล้วก็กระจุ๋มกระจิ๋ม แล้วก็มีแต่ลูกไม้ แล้วก็ชมพู๊ชมพู”

แมกซ์หัวเราะเมื่อไซมอนทำท่าขนลุก “ก็ถ้าความเป็นลูกผู้ชายของนายทนได้ ของฉันก็ทนได้เหมือนกันล่ะน่า”

แมกซ์ดูเพื่อนของเขาทำหน้าต่างสเตนกลาสแล้วใจก็หวนกลับไปคิดถึงเอ็มม่าอีกครั้ง

เขาไม่ได้พบเธอมา 8 ปีแล้ว ตอนนั้นเธอเพิ่งอายุ 17 กำลังจะเรียนจบชั้นมัธยม ทั้งยิ้มและหัวเราะอยู่ในงานพรอมแบบที่เขาไม่ค่อยได้เห็นเธอทำนัก เธอเจิดจ้าในชุดสียามเย็นของฤดูใบไม้ร่วงที่เธอเย็บเอง พาดพันไปด้วยแถบสีแดงสีทองมากมายและใส่สร้อยคอรูปหัวใจกับกระโปรงสีสันสดใสบาดตา เป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะไม่มองเธอ แต่ตอนนั้นเขาคบกับลิเวียอยู่และแมกซ์จะไม่นอกใจใคร เมื่อตอนที่เขาเลิกกับลิเวียก็เป็นเวลาที่เขาต้องจากไปเพื่อเรียนมหาวิทยาลัยพอดี ในระหว่างช่วงที่เขาเรียนรู้การเป็นจักษุแพทย์ เป็นนักศึกษาแพทย์ฝึกหัด และเรียนรู้การดูแลไพรด์จากโจนาธอนในช่วงปิดภาคฤดูร้อน เขาก็ลืมเอ็มม่าไปอย่างรวดเร็ว การไปเรียนมหาวิทยาลัยที่รัฐอื่นเป็นทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับเขา และเขาก็โชคดีที่โจนาธอนเห็นชอบกับเขาในเรื่องนี้ ในตอนนี้เขาทำงานร่วมกับเอเดรียน ส่วนโจนาธอนก็รีไทร์อย่างเป็นทางการ ในที่สุดเขาก็เริ่มมองหาคูราน่าของตัวเองได้แล้ว แล้วเขาก็คิดว่าเขารู้แล้วว่าต้องการให้ใครมารับตำแหน่งนี้

ตอนนั้นเธอน่ารักไร้เดียงสา อ้วนไปหน่อยแต่ก็มีในส่วนที่ควรมี ความไร้เดียงสานั้นกับลิเวียคือสิ่งที่ฉุดรั้งเขาเอาไว้

ตอนนี้เธอไม่ได้ฟังดูไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว และลิเวียก็ไม่ได้อยู่ในความคิดของเขาเลย

นี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เขาจะสร้างความคุ้นเคยกับคุณหนูน้อยเอ็มม่าให้ดีขึ้น




เอ็มม่ามองรถปิ๊กอัพสีแดงจ้าของไซมอนเคลื่อนเข้ามาจอด เธอยิ้ม รู้ดีว่าเบ็คกี้แอบไปซ่อนหลังร้านเพื่อหลบหน้าไซมอน ไซมอนเป็นคนเดียวบนโลกนี้ที่ทำให้เบ็คกี้สูญเสียความสามารถในการพูด และก็เป็นเวรกรรมแบบแปลกๆที่เอ็มม่าไม่เคยมีปัญหาในการรับมือกับไซมอนผู้แสนจะมีเสน่ห์ การหัวเราะและคุยเล่นกับเขาสำหรับเธอแล้วเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย

เอ็มม่าดูไซมอนลงจากรถ ประตูฝั่งคนนั่งเองก็เปิดออกด้วยแล้วชายหนุ่มผมบลอนด์ร่างสูงก็ก้าวออกมา เขายิ้ม ปล่อยผมให้สะบัดไปกับสายลมเย็นเยียบของฤดูใบไม้ร่วง

เอ็มม่าตื่นตระหนก โอย ไม่ ต้องไม่ใช่เขา! เธอหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เธอไม่ใช่วัยรุ่นขี้อายที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว เธอเป็นผู้หญิงที่โตแล้วและมีร้านเป็นของตัวเอง เธอรับมือกับแมกซ์ แคนนอนได้

เขายิ้มเมื่อไซมอนพูดอะไรบางอย่างและมือของเธอก็เริ่มสั่น เอ็มม่าหายใจเข้าเร็วๆอีกครั้งก่อนจะผ่อนลมหายใจออก เธอพยายามควบคุมจังหวะหัวใจของตัวเองอย่างไร้ประโยชน์

ชายหนุ่มทั้งสองช่วยกันยกหน้าต่างสเตนกลาสลงจากท้ายรถและขนมาที่หน้าร้านด้วยความระมัดระวัง เอ็มม่ารีบเดินไปเปิดประตูพร้อมๆกับที่ท่านบาทหลวงมาถึงพอดี

บาทหลวงเกลสตันยิ้มให้ชายหนุ่มทั้งสอง “สวัสดีไซมอน แมกซ์ นี่เป็นหน้าต่างสำหรับโบสถ์ใช่ไหม?”

เอ็มม่ายิ้มให้ท่านบาทหลวง ท่านเป็นคนจิตใจดี มีดวงตาสีน้ำตาลใสที่ยิ้มได้และผมเหลือน้อยสีเทา ท่านทำให้เอ็มม่ารู้สึกสบายใจได้ทุกครั้ง และตอนนี้เธอจำต้องพึ่งสิ่งนั่นเพื่อให้รอดพ้นจากการปรากฏตัวของเขา

“แน่นอนครับ ท่านบาทหลวง เข้าไปข้างในก่อนเถอะครับ ผมจะได้แกะให้ดู”

เสียงทุ้มลึกของไซมอนทำให้เธอได้สติ ทำให้เธอตกใจเล็กน้อยด้วยซ้ำ ถ้าเธอไม่ได้ฝังใจกับพ่อผมบลอนด์รูปหล่อที่อยู่ข้างหลังเขาเธอก็คงจะจีบไซ มอนไปนานแล้ว แต่พอมาคิดถึงปฏิกิริยาที่เบ็คกี้มีต่อเขาแล้ว...

“นี่ เบ็คกี้ เธอออกมาช่วยฉันหน่อยได้ไหม?” เอ็มม่าตะโกนไปทางหลังร้าน พยายามซ่อนยิ้มเมื่อสายตาของไซมอนจ้องตรงไปยังผ้าม่านที่กั้นด้านหลังร้านของพวกเธอเอาไว้ โอเค บางทีฉันไม่น่าจะไปตามจีบไซมอน

เธอได้ยินเสียงเบ็คกี้สบถพึมพำเมื่อเธอเดินกระแทกเท้าออกมาหน้าร้าน สายตาของไซมอนไม่ละไปจากเบ็คกี้เลยหลังจากที่เขากับแมกซ์วางกระจกเรียบร้อย แล้วดวงตาสีน้ำตาลเข้มราวกับมีประกายไฟวาบขึ้นเมื่อเบ็คกี้ถลึงตาใส่เขาก่อนจะถอยไปยืนด้านหลัง

“เป็นอะไรไปเบ็คกี้?” เอ็มม่าถามพลางกวักมือเรียกให้เธอมายืนข้างหน้า เบ็คกี้ส่งยิ้มร่าเริงจอมปลอมให้เอ็มม่าก่อนจะมายืนข้างเธอที่หน้าต่างโชว์ ของร้าน

“นี่เอ็มม่า?” เอ็มม่าหันไปทางไซมอนที่กำลังมองมาทางเธออยู่ “เธอจำแมกซ์ได้ใช่ไหม?”

เขาเป็นพวกที่ยากที่จะลืมได้ลงนะ เอ็มม่าคิดขณะที่แมกซ์ก้าวมายืนข้างหน้า

“หวัดดี เอ็มม่า”

เธอเงยหน้าขึ้น กวาดตามองใบหน้าที่อยู่ในจินตนาการแสนซนของเธออย่างรวดเร็วก่อนจะเลื่อนสายตาลงมามองแผลเป็นเหนือจมูกของเขา “หวัดดี แมกซ์”

เขากระแอม เสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความขบขัน เธอหันไปมองเขาอีกครั้งและเห็นว่าเขากำลังมองเธอพลางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เมื่อก้มลงมองเธอจึงได้เห็นว่าเขายื่นมือออกมาให้จับ เธอฝืนยิ้มแล้วจับมือเขาเขย่าขึ้นลง 2 ทีก่อนจะรีบปล่อยราวกับว่ามือของเขาเป็นมันฝรั่งร้อนๆ

หัวใจของเธอเต้นระรัวจากการสัมผัสทักทายธรรมดาๆ เธอจึงหันไปทางไซมอนที่น่ากลัวน้อยกว่าสำหรับเธอ “เอาล่ะไซมอน พร้อมที่จะเปิดตัวผลงานชิ้นโบว์แดงของนายหรือยัง?” เธอยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ เธอชอบไซมอนจริงๆ ผลงานของเขาวิจิตรงดงาม และเหนืออื่นใดเลยคือเขาเป็นคนที่มีอารมณ์ขันที่ดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมา เป็นความสุขเหมือนกับการมีพี่ชายสักคนที่เธอไม่เคยได้สัมผัสเพราะเธอเป็นลูกคนเดียว

เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ยิ้มให้เธอ “ได้เลยขอรับท่านแม่ทัพน้อย จะจัดการให้เลยขอรับ ท่านแม่ทัพน้อย”

เธอเอามือเท้าสะโพกมองเขา และถึงแม้ว่าเขาจะขยับยกมุมปากขึ้น เขาก็ดูจะไม่ชอบใจนัก “เดี๋ยวนี้เลย ไซมอน”

เธอได้ยินเสียงท่านบาทหลวงสำลักหัวเราะอยู่ข้างหลังเธอ ไซมอนกลอกตาและหันไปปลดผ้าที่ห่อหน้าต่างกระจกออก

เมื่อปลดผ้าที่คลุมเอาไว้ออก เอ็มม่าก็ต้องตกตะลึง นี่เป็นผลงานชิ้นที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของไซมอน ภาพมาดอนนาสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินที่สะบัดพลิ้วอย่างนุ่มนวล เธอมีรอยยิ้มลึกลับแบบโมนาลิซ่าและกำลังนั่งมองเด็กทารกผมสีเข้มในอ้อมแขน ของเธออย่างอ่อนโยน มาดอนนาของไซมอนสวยแต่ไม่ได้สวยแบบคลาสสิก ใบหน้าของเธออ่อนโยน ความรักลูกที่ปรากฏชัดอยู่บนใบหน้าทำให้ภาพนี้มีความพิเศษอย่างที่สุด เขาตั้งใจเก็บภาพของแม่ทุกคนที่มีความรักต่อลูกที่เกิดมาของพวกเธอและสิ่ง นั้นเองที่ทำให้ใบหน้าธรรมดาๆดูเจิดจรัส

“พระเจ้า ไซมอน นี่มันสวยสุดยอดเลย” เสียงลมหายใจของแมกซ์ดังอยู่ข้างหลังเธอ

“ขอบใจ” สายตาของไซมอนไม่ได้จับจ้องอยู่ที่มาดอนนาแต่เป็นเบ็คกี้ที่กำลังมองภาพมาดอนนาด้วยความหลงใหล “เบ็คกี้ครับ?”

เบ็คกี้ถอนสายตาจากมาดอนนาหันมามองเขา ดูเหมือนว่าความนับถือบนใบหน้าของเธอจะกระแทกใจไซมอนเข้าอย่างจังจนเขาต้องรีบหายใจเข้าลึก

เอ็มม่ารู้สึกว่าแมกซ์ขยับอยู่ข้างหลังเธอและเมื่อมือของเขามาวางอยู่เหนือสะโพก เธอก็แทบจะสะดุ้งสุดตัว “เอาล่ะ!” เธอปรบมือ พาตัวเองออกห่างความร้อนอันตรายจากผู้ชายข้างหลังเธอด้วยการเดินไปหาท่านบาทหลวง และไม่น่าแปลกใจเลยว่าหลังจากที่สะดุ้งสุดตัวแล้วเบ็คกี้ก็ไม่ยอมสบตากับไซ มอนอีก

“เป็นอย่างไรบ้างคะ ท่านบาทหลวง?” เธอใช้น้ำเสียงแบบพนักงานขายที่ดีที่สุดของเธอ เป็นครั้งแรกที่เธอใช้กับคนจริงๆแล้วไม่ตื่นเต้น

รอยยิ้มที่ท่านบาทหลวงค่อยๆเผยออกมาคือทุกคำตอบที่เธอต้องการ





เยี่ยมไปเลย แมกซ์คิดขณะมองไดนาโมน้อยอย่างเอ็มม่าทำงาน ทำไมฉันถึงไม่แวะมาที่นี่ให้เร็วกว่านี้วะ เขายุ่งอยู่กับการฝึกฝนตนเอง นั่นก็จริงอยู่ แต่อย่างน้อยเขาก็น่าจะหาเวลาแวะมาที่นี่บ้างในฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียง

ตอนที่แมกซ์ลงจากรถเขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายนัก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีเสียงอย่างเอ็มม่า เสียงยั่วยวนเล็กๆราวกับว่าเธอใช้เวลายามค่ำคืนครวญครางอยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายสักคน เป็นภาพที่แมกซ์คิดออกได้ไม่ยากนัก เธอแทรกอำนาจลงไปในน้ำเสียงทำให้เบต้าของเขาตาลีตาเหลือกทำตามคำสั่งของเธอ ทำให้พูม่าในตัวของเขาเห็นอะไรบางอย่าง แมกซ์สงสัยว่าเธอจะทำตัวเป็นผู้นำบนเตียงด้วยหรือเปล่า นั่นเป็นเรื่องที่ท้าทาย เขาชอบขึ้นเตียงกับผู้หญิงที่แข็งแรงและทำให้พวกเธอสั่นสะท้านจนต้องร้องขอความเมตตาจากเขา

เธอมัดผมตรงสีน้ำตาลเข้มของเธอเป็นหางม้า ปลายหางทิ้งตัวลงระหว่างช่วงไหล่ของเธอพอดี ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตโดดเด่นอยู่บนใบหน้าของเธอและได้รับการแต่งแต้มสีสันให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ริมฝีปากของเธอมันวาวเป็นสีกุหลาบระเรื่อ รูปร่างหน้าตาของเธอไม่ได้สวยอย่างพิมพ์นิยม แต่ความมีชีวิตชีวาของเธอดึงดูดให้เขาสนใจเธออย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มา ก่อน

และรูปร่างของเธอ...

ให้ตายสิ รูปร่างของเธอ...

เธอสูงแทบจะไม่ถึงไหล่ของเขาซึ่งปกติแล้วเขาจะไม่ให้ความสนใจผู้หญิงที่มีส่วนสูงเท่านี้นัก แต่สำหรับเอ็มม่า ส่วนสูงของเธอกลับปลุกสัญชาตญาณในการปกป้องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมี บั้นท้ายของเธอกลมกลึงสวยที่สุดอยู่ใต้กางเกงยีนส์สีดำกระชับและหน้าอกของ เธอก็สวยงามน่าประทับใจทำให้แมกซ์มีความสุขกับการมองพวกมันเด้งดึ๋งอยู่ภายใต้เสื้อลายลูกไม้สีกุหลาบ เธอมีเอวและสะโพกสมส่วนที่ผู้ชายสามารถคว้ายึดยามควบขับเธออย่างบ้าคลั่ง เธอทำให้เขานึกถึงสาวน้อยเอวเล็กคอดในสมัยก่อนที่มีทั้งส่วนเว้าส่วนโค้งและความแข็งแรงอย่างสตรีเพศ เมื่อเธอหันมาพร้อมๆกับหัวเราะบางสิ่งที่ไซมอนพูด ดูทั้งยั่วยวนและไร้เดียงสาไปในขณะเดียวกัน แมกซ์ก็แทบจะขาดใจตาย

ยอด ไป เลย

เอ็มม่า เอ็มม่า คาร์เตอร์น้อยโตแล้วจริงๆเสียด้วย

มือของเขาราวกับจะแผดเผาเพื่อให้ได้สัมผัสเธออีกครั้ง สัมผัสบางเบาที่เธออนุญาตให้เขาได้แตะต้องบรรเทาความต้องการของเขาแทบจะไม่ได้ เขาต้องการกระชากเสื้อนั่นออกแล้วรื่นเริงกับหน้าอกของเธอ ฟังเธอร้องครวญครางเมื่อเขาปลดกางเกงยีนส์ของเธอออกจากเรียวขางดงามยั่ว น้ำลายคู่นั้น ฟังเสียงเธอสะอื้นแผ่วเบาในขณะที่เขาลิ้มรสชาติของเธอ

ทำให้เธอกรีดร้องชื่อของเขาเมื่อถึงจุดหฤหรรษ์

เขาปรารถนาจะมัดเธอติดกับเตียงของเขา ทรมานเธอด้วยความสุขสมไม่รู้จบ จับเธอพาดกับแขนโซฟาแล้วรักเธอจากข้างหลังอีกครั้งและอีกครั้งจนเธออ้อนวอนขอให้เขาปลดปล่อยเธอ กัดไหล่ของเธอ ตีตราเธอให้ทุกคนที่เห็นได้รู้ว่าเธอเป็นของเขา ความคิดที่จะนำไอ้หนูของเขาเข้าไปทักทายบั้นท้ายเย้ายวนของเธอแทบจะทำให้เขา ทะลักทลายออกมาทั้งๆที่ยืนอยู่กลางร้านของเธอ

เมื่อเธอหัวเราะพลางกอดไซมอน เขาก็แทบจะกระโดดเข้าขย้ำคอเบต้าของเขา

ของฉัน!

มีเพียงไซมอนเท่านั้นที่เห็นดวงตาของเขาวาบเปลี่ยนเป็นสีทอง ได้ยินเสียงคำรามต่ำที่หลุดออกมาจากคอก่อนที่เขาจะหยุดตัวเองได้ทัน แมกซ์สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหันหน้าหนี พยายามอย่างหนักที่จะควบคุมตัวเอง

เขารับรู้มาว่าเขาจะรู้ได้เองว่าใครคือคู่ครองของเขาเมื่อเขาได้พบเธอ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคำพูดนั้นหมายความว่าอย่างไร เขาเคยคุยกับเอ็มม่าเมื่อตอนที่เธอยังเป็นวัยรุ่นและรู้สึกได้ถึงกระแสบางเบาของอะไรบางอย่าง แต่เขาทำพลาดด้วยการคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไรนอกจากความกระหายของวัย หนุ่มเท่านั้น ตอนนี้เขารู้แล้วว่ากระแสนั้นคืออะไรและอยากจะเตะก้นตัวเองสักที ไม่ใช่พูม่าทุกคนที่โชคดีพอที่จะได้พบกับคู่ของตัวเอง การได้รู้ว่าเขาไม่ใช่แค่ได้พบเธอแต่ยังเดินหนีจากเธอไป ให้ตายสิ เขาลืมเธอไปเลยด้วยซ้ำ ทำให้เขาโมโหตัวเอง

เขาบังคับให้ตัวเองมองไปรอบๆร้าน มองอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่กลุ่มคนที่ยืนหัวเราะล้อมรอบรูปมาดอนน่าอยู่ ก่อนที่เขาจะเดินไปหาพวกเขา อุ้มเธอขึ้น แล้วพาเธอออกจากร้านของเธอเองไปยังที่ๆเป็นส่วนตัวมากกว่านี้

เอ็มม่าแต่งร้านได้ดีทีเดียว รูปของเธอติดปนไปกับรูปของเบ็คกี้ สร้างบรรยากาศราวกับว่าร้านนี้เป็นบ้านของพวกเธอ เขาสามารถมองเห็นภาพผู้หญิงกลุ่มใหญ่ในร้านทำให้พวกผู้ชายที่มากับพวกเธอทั้งสนุกและสยองไปพร้อมๆกัน เขาเดินไปยังเตาผิง เห็นกรอบรูปเงินที่แม่ของเขาน่าจะอยากได้เป็นของขวัญวันเกิด อะไรบางอย่างในรูปภาพนั่นดึงดูดความสนใจของเขา แมกซ์กำลังโน้มตัวเข้าไปใกล้และพยายามดูว่าทำไมหญิงสาวยุควิกตอเรียในรูปถึง ได้คุ้นตาเขานักเมื่อเขารู้สึกว่ามีมือเล็กๆมาแตะแขน

“ทุกอย่างระหว่างคุณกับไซมอนเรียบร้อยดีใช่ไหม?”

เสียงเย้ายวนนั้น เมื่อผนวกเข้ากับสัมผัสแผ่วเบาของเธอก็ทำให้เขาแทบจะจวนเจียนระเบิดในกางเกงอีกครั้ง เขาก้มลงมองหน้าเธอและเห็นเพียงความกังวลใจ ก่อนที่เธอจะทันขยับเขาก็วางมือของเขาไว้เหนือมือของเธอ กังขังเธอเอาไว้เคียงข้างเขา มีความสุขอย่างน่าขันที่เธอไม่ได้พยายามดึงมือหนี “ทุกอย่างระหว่างผมกับไซมอนเรียบร้อยดี” ตราบเท่าที่เขาเก็บอุ้งมือของเขาไว้ไกลๆจากคุณ

เธอหันกลับไปมองยังกลุ่มคนในร้านพลางขบริมฝีปาก “ขอฉันคุยกับคุณครู่หนึ่งได้ไหมคะ?”

เสียงของเธอเอียงอายลังเลแบบที่เธอไม่เป็นเมื่อคุยกับไซมอนหรือท่านบาทหลวง แต่สีหน้าของเธออ้อนวอนให้เขาตอบตกลง ความต้องการปกป้องพลุ่งพล่านขึ้นมาในตัวเขา มือของเขาบีบมือเธอแน่นขึ้น เขาพยักหน้า

แมกซ์ปล่อยให้เธอพาพวกเขาไปยังด้านหนึ่งของร้านที่เงียบและเป็นสวนตัวแต่ยังคงเปิดโล่ง เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง ท่าทางไม่แน่ใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะกลับไปมุ่งความสนใจกับแผลเป็นของเขาอีก “เอ่อ คุณรู้ไหมว่าไซมอนรู้สึกยังไงกับเบ็คกี้?”

เธอเหลือบตาขึ้นมองเขาก่อนจะหลบสายตาอีกครั้ง แก้มเธอขึ้นสีระเรื่อและกัดปากตัวเอก

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมความหึงหวงที่กรีดก้องอยู่ในอก “ไม่รู้สิ”

เสียงเธอพึมพำ “บ้าเอ้ย” เบาๆเกือบจะทำให้เขายิ้ม เสียงนั้นเต็มไปด้วยความก้าวร้าวแต่เจ้าปีศาจขี้หึงในตัวเขาไม่ยอมปล่อยผ่านความเป็นไปได้ที่ว่าเธออาจสนใจเพื่อนรักของเขาไป “เขาไม่เหมาะกับคุณหรอก” เขารู้สึกได้ถึงคลื่นพลังเหนือความควบคุมของเขาที่กำลังพยายามบังคับให้เธอเข้าใจถึงความจริงในสิ่งที่เขาพูด

เอ็มม่ามองหน้าเขาเต็มตาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เขาเข้าร้านมา เขารู้ดีว่าเขาพูดเหมือนกับเป็นคนป่าเถื่อนและอาจจะดูเหมือนพวกกุ๊ยขี้อิจฉา แต่ก็ช่วยไม่ได้ เอ็มม่าน้อยทำให้เขาเป็นแบบนั้น

แต่แล้วเธอก็หัวเราะใส่เขา ทว่าไม่ใช่เพราะความตื่นตระหนกหรือว่าหวาดกลัว

“ไม่ใช่ฉัน คนโง่” ดวงตาเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจเมื่อเธอหันกลับไปยังกลุ่มคนที่ยืนล้อมดูภาพมาดอนน่าอยู่ “เบ็คกี้ต่างหาก เธอสนใจเขามาตั้งแต่สมัยอยู่ไฮสคูลแล้ว แต่เธอไม่ยอมแสดงออกและเขาก็ไม่เคยแสดงท่าทางว่าจะจริงจังอะไร” เธอหันกลับมามองเขา “จนกระทั่งเร็วๆนี้ ฉันอยากรู้ ในฐานะที่คุณเป็นเพื่อนสนิทของเขาคุณรู้ไหมว่าเขารู้สึกยังไง”

เขารู้สึกว่าตัวเองเกร็งไปทั้งร่างเมื่อมองเห็นการคิดคำนวณอันร้ายกาจบนใบหน้าของเธอ “คุณกำลังวางแผนอะไรอยู่?” เขาขยับจนทำให้ตัวเขาและเธอเข้าไปอยู่ในมุม กักเธอออกจากกลุ่มคนข้างหลังพวกเขาโดยสิ้นเชิง เขาควบคุมพลังของเขาได้แล้วแต่ความอยากรู้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เธอพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดแล้วกลับมาให้ความสนใจเขาอีกครั้ง ความอายของเธอหายไปและแทนที่ด้วยความฉุนเฉียวที่เขาไม่เคยเห็นในดวงตาของ ผู้หญิงคนไหนมาก่อน “เบ็คส์กับฉันจะไปงานเลี้ยงเต้นรำสวมหน้ากากประจำปี คุณฟรีเดลลินเชิญพวกเราเป็นครั้งแรก ฉันหวังว่าทั้งไซมอนและเบ็คกี้จะไปกันได้ดี แต่ฉันก็ไม่อยากให้เบ็คกี้ต้องเจ็บหรือว่าอายถ้าไซมอนไม่สนใจเธอ” เธอเงยหน้ามองเขา เอียงแก้มเล็กๆนั่นเป็นการเรียกร้องคำตอบ “ว่ายังไง เขาสนใจเธอหรือเปล่า?”

แมกซ์หันกลับไปมองเบต้าของเขา จากท่าทางที่ไซมอนดมกลิ่นรอบๆตัวเบ็คกี้เขาบอกได้เลยว่าไซมอนสนใจเธอมาก แล้วเขาก็หันกลับมามองเอ็มม่าที่กำลังเคาะเท้ารออย่างไม่อดทนนัก “สนสิ”

สีหน้าของเธอแสดงความโล่งใจและร่างกายของเธอก็ผ่อนคลายลงราวกับว่าเขาได้ยกภูเขาออกจากไหล่ของเธอ “ขอบคุณพระเจ้า พวกเขาเหมาะสมกันที่สุดเลย”

“อะไรทำให้คุณพูดแบบนั้น?” เขาถามด้วยความสงสัยล้วนๆขณะยืนมองดูเธอครุ่นคิด

“ไซมอนรู้ดีว่าเขาสามารถได้ผู้หญิงคนไหนก็ได้ที่เขาต้องการเพียงแค่เขาดีดนิ้ว แต่เบ็คกี้จะถอยหนีทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้ทำให้เขาไม่เคยแน่ใจเลยว่าควรจะ ยืนอยู่ตรงไหน เขาเบื่อพวกผู้หญิงที่กระโดดใส่เขาได้ง่ายมากจนทิ้งพวกเธอได้เร็วมากพอๆกัน แต่เขาเดาไม่ถูกว่าเบ็คกี้จะทำอะไรเพราะฉะนั้นเธอจะไม่ทำให้เขาเบื่อแน่ อีกอย่าง เบ็คกี้ชอบผลงานของเขามากและเข้าใจว่าต้องใช้เวลาและความทุ่มเทมากแค่ไหนเพื่อทำงานอย่างที่ไซมอนทำอยู่ ดังนั้น เธอจะไม่ขุ่นเคืองตราบเท่าที่เธอรู้ว่าไซมอนจะกลับบ้านมาหาเธอ เธอจะท้าทายเขา ทำให้เขายุ่งอยู่ตลอด ในขณะที่เขาจะทนุถนอมเธออย่างที่เธอควรจะได้รับการทนุถนอม ไม่มีใครเคยรักเธอจริงหรือแสดงให้เธอเห็นว่าตัวเธอมีคุณค่ามาก่อน” เอ็มม่าหันกลับมาให้ความสนใจกับเขาอีกครั้งก่อนจะขู่อาฆาตอย่างร่าเริง “แต่ถ้าเขาทำร้ายเธอ ฉันจะตัดไอ้หนูของเขาแล้วเอาไปโยนให้เป็ดกิน”

การเปลี่ยนแปลงจากคำพูดช่างฝันมาเป็นแค้นฝังหุ่นทำให้แมกซ์ยิ้มกว้างทั้งๆที่รู้สึกเกร็งช่วงล่างจากการที่นึกภาพตามคำขู่ขอ งเธอ แม้ว่าเมื่อดูจากพฤติกรรมของไซมอนแล้วไม่น่าจะมีอะไรให้เอ็มม่าต้องห่วงก็ตาม “ช่วยเตือนผมด้วยนะว่าอย่าทำให้คุณโกรธ”

“โอ ไม่ ฉันไม่ใช่คนที่ใครๆควรจะกลัวหรอก” เธอกระดิกนิ้วเรียกให้เขาเข้าไปใกล้ และเขาก็โน้มตัวลงไปใกล้เธอพลางสูดกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบ “เบ็คกี้มีเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอยู่คนหนึ่งที่สอนให้เธอตอนแพะ” เธอกระซิบเบาๆ

เขาหันไปจ้องเบ็คกี้แล้วหันกลับมามองเธอที่พยักหน้าน้อยๆอย่างไร้เดียงสาแต่ชั่วร้ายตรงหน้า

แมกซ์เงยหน้าขึ้นหัวเราะเสียงดังกว่าที่เขาเคยทำมาในรอบหลายเดือนนี้





แมกซ์ปีนขึ้นนั่งบนรถกระบะของไซมอนพร้อมกับรอยยิ้ม

“เอ็มม่าบอกอะไรนายกันแน่ถึงได้ทำให้นายหัวเราะขนาดนั้น?” ไซมอนถามด้วยน้ำเสียงกวนโมโห

แมกซ์ส่ายหัว “ไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับนายหรอกน่า เชื่อสิ”

“ก็ลองดูก่อนสิ” ไซมอนคำราม

แมกซ์แยกเขี้ยวคำรามเตือนเบต้าที่แสดงความรู้สึกผิดอย่างนอบน้อม

“ขอโทษครับ”

“อยากจะบอกฉันไหมว่านี่มันเรื่องอะไรกัน?”

แมกซ์ไม่ได้ถามและไซมอนก็รู้ดี เขาถอนหายใจ “เบ็คกี้น่ะสิ เธอไม่ยอมคุยกับฉัน แทบจะไม่มองฉันเลย แถมยังหนีออกจากห้องทันทีที่ฉันเดินเข้าไป ให้ตายสิ ถ้าเธอทำได้เธอคงจะออกไปจากที่นั่นก่อนที่ฉันจะไปถึงด้วยซ้ำ!”

“งั้นนายก็ไม่ได้สนใจเอ็มม่าใช่ไหม?”

สีหน้าของไซมอนที่กึ่งขบขันกึ่งสยองขวัญนั้นทำให้แมกซ์สบายใจ ความกลัวว่าไซมอนจะสนใจเอ็มม่าหายไปเพราะสีหน้าของไซมอนเหมือนกับสีหน้าของ พี่ชายที่มีคนไปถามว่าน้องสาวของเขาเซ็กซี่หรือเปล่า

“เอ็มม่าต้องการจะทำอะไรสักอย่างเพื่อจับคู่พวกนายสองคน ฉันคิดว่าฉันควรจะแน่ใจว่านั่นคือสิ่งที่นายต้องการก่อนที่จะช่วยเธอ”

“พรรคพวก ถ้านายกับเอ็มม่าช่วยทำให้เบ็คกี้ให้โอกาสฉันสักครั้ง ฉันจะซาบซึ้งไปตลอดชีวิตเลย” ไซมอนส่ายหัว ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความหงุดหงิด “ฉันไม่รู้เลยว่าฉันไปทำอะไรให้เธอวิ่งหนีฉันได้ขนาดนั้น แล้วนี่ถ้ายังไม่มีอะไรดีขึ้นเร็วๆนี้ล่ะก็ ฉันชักจะหมดอดทนแล้ว” ไซมอนดูหมดสภาพ “ฉันแน่ใจนะว่าเธอเป็นคู่ครองของฉัน”

แมกซ์ถูมือด้วยความมาดหมายอยู่ในใจ “เราจะดูว่าพวกเราช่วยอะไรได้บ้าง”

เขาเมินสายตาของไซมอนที่เหลือบมองมา รอยยิ้มช้าๆจากเบต้าเหมือนกับรอยยิ้มหยันมากเกินไป “เอ็มม่าโตมาเป็นผู้หญิงที่น่ารักนะ จริงไหม?”

แมกซ์พยายามอย่างดีที่สุดแต่เขาก็ไม่สามารถกลั้นยิ้มเอาไว้ได้ “ใช่ เธอน่ารัก”

ไซมอนพยักหน้ายืนยัน “เธอจะเป็นคูราน่าที่ดี”

แมกซ์ยิ้ม นึกภาพเอ็มม่าเป็นคูราน่าของเขา ปกครองอยู่เคียงข้างเขา เป็นคู่ครองของเขาไปตลอดนิจนิรันดร์ เขาไม่ใช่คนที่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์เมื่อเขาต้องการอะไรสักอย่าง เขาเริ่มร่างแผนการเอาชนะใจผู้หญิงของพวกเขาแล้ว



Create Date : 16 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2554 18:09:01 น.
Counter : 186 Pageviews.

0 comment

schwazen_wolf
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ใครชม ใครชอบ..ช่างเถิด
ใครเชิด ใครแช่ง...ช่างเขา
ใครด่า ใครบ่น...ทนเอา
ใจเรา ร่มเย็น...เป็นพอ
Photobucket
MY VIP Friend