sunji149
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sunji149's blog to your web]
Links
 

 

เงินเดือนของงานด้านภาษาญี่ปุ่น

วันนี้ง่วงกะว่าจะเข้านอนเร็วแต่หัวค่ำ นอนไปได้สัก 1 ชั่วโมงมีเพื่อนคนนึงโทรมาคุยเกี่ยวกับเรื่องสมัยมหาวิทยาลัย ว่าทำไมถึงเลือกเรียนคณะนี้ ตอนนี้คิดอะไร ตั้งเป้าอะไรไว้ พอคุยกันไปผมจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าผมเป็นคนนึงที่เลือกเรียนคณะวิชาในมหาวิทยาลัยตามสิ่งที่เราคิดว่าเราชอบ อยากรู้(บ้าง)และเรียนได้ด้วยความตั้งใจ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าจบออกมาแล้วจะทำงานอะไร ได้เงินเดือนเท่าไหร่ ใช้ชีวิตประกอบวิชาชีพอะไร เรียนคณะอะไรที่ได้เงินดี หางานง่าย และได้เปรียบกว่าวิชาอื่นๆ


ตั้งแต่ม.ต้นถึง ม.ปลาย ผมมีวิชาแนะแนวซึ่งจะคอยแนะนำการใช้ชีวิตและชี้ช่องทางในอนาคต และมีห้องแนะแนวที่เด็กนักเรียนสามารถเข้าไปปรึกษาปัญหาต่างๆกับอาจารย์ได้

อาจารย์แนะแนวคอยให้คำปรึกษาให้คำแนะนำในเรื่องการเรียนในม.ปลายและการเข้ามหาวิทยาลัย ภาพรวมการเรียนในมหาวิทยาลัย

แต่ในวิชาแนะแนวสำหรับผมแล้วไม่เคยได้รับข้อมูลอาชีพต่างๆ การใช้ชีวิตในสังคม หรือเงินเดือนในแต่ละวิชาชีพจากอาจารย์แนะแนวเลย

หลังจากจบมหาวิทยาลัยหรือจบการศึกษาทุกคนย่อมต้องใช้ชีวิตในสังคม ตามแต่ละอาชีพต่างๆกันไป บางคนอาจจะไม่มีอาชีพก็ว่ากันไป(ประมาณว่ามีเงินถุงเงินถัง) แต่สุดท้ายแล้วเวลาในชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยทำงานนี้

ตอนเป็นเด็กผมได้รับคำแนะนำและคิดแต่จะเรียนมหาวิทยาลัยในสิ่งที่ตัวเองเรียนได้ และชอบ ผมเลือกเรียนคณะมนุษยศาสตร์ภาษาญี่ปุ่น เพราะติดเกม และคิดว่าสิ่งนี้ผมได้เรียนจะมีความสนใจเรียนได้มากกว่าเรียนวิชายากๆอื่นๆ และไม่เคยคิดเลยว่าจบออกมาจะทำอะไร มีแต่ถามพี่ที่รู้จักนิดหน่อยในตอนก่อนจะเลือกคณะนี้ “ว่าเรียนญี่ปุ่นแล้วจบออกมาทำอะไรได้มั้ง” พี่ก็ตอบแบบคร่าวว่าตลาดกำลังต้องการอยู่เยอะ เงินเดือนก็ไม่เลว

ผมก็ไม่ต้องการรู้อะไรมากกว่านั้นได้ข้อมูลแค่นี้ก็พอโอเคว่าน่าจะมีงานอะไรให้ทำบ้างตอนจบมา
ผมเรียนไปจนถึงปี 3 ตอนนั้นฐานะทางบ้านเริ่มย่ำแย่ ผมจึงนึกถึงอนาคต นึกถึงการหาเงินของเรา หากเราจบออกมาเราจะทำอะไร เราจะเลี้ยงคนทางบ้านไหวเหรอ เงินเดือนของคณะที่เราเรียนมันเป็นสักเท่าไหร่ ผมจึงถามอาจารย์ว่าโดยปกติเงินเดือนของคนที่จบภาษาญี่ปุ่นเริ่มต้นเท่าไหร่ ขั้นต่ำเท่าไหร่ สูงสุดประมาณเท่าไหร่

ที่จริงแล้วคำถามนี้ผมควรจะรู้ก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว

หลังจากที่ผมรู้ว่าเงินเดือนที่สูงๆนั้นเป็นเท่าไหร่ และต้องการอะไรบ้างในการที่จะทำให้เงินเราได้เท่านั้น ผมก็เริ่มตั้งใจเรียนเพือ่ไปให้ถึงระดับนั้น

ผมคิดว่าการให้ข้อมูลเงินเดือนของแต่ละอาชีพกับเด็กม.ปลายก่อนที่จะติดสินใจเลือกคณะที่จะเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะเกี่ยวพันถึงด้านเศรษฐกิจในชีวิตของเค้าและประเทศ หากทุกคนมีเงินและฐานะที่ดีได้ ก็จะทำให้ประเทศมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เด็กจะสามารถตัดสินใจได้ว่าเสียเงินเสียเวลาเรียนอะไรไปแล้วจะได้เงินเดือน หรือสิ่งตอบแทนกลับมาคุ้มค่าแค่ไหน และมีเหตุผลในการเรียนเพื่อเป้าหมายในอนาคตมากกว่าความชอบหรือความสบาย (อย่างที่ผมเป็น)


สำหรับผมซึ่งเรียนมาทางด้านภาษาญี่ปุ่นจะขออนุญาตให้ข้อมูลในสายอาชีพนี้เล็กๆน้อยๆนะครับ (บางข้อมูลผมเสียเงินลงคอร์สสัมนาเพื่อให้ทราบข้อมูล)

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและข้อมูลต่างๆที่ได้รับจากอาจารย์และรุ่นพี่ทั้งหลายผู้ที่ทำงานด้านภาษาญี่ปุ่นและทำงานในเมืองไทยจะมีเงินเดือนแรกเริ่มตั้งแต่ 12000 บาท -60000 บาท ซึ่งจะแตกต่างกันตามระดับความสามารถของภาษาญี่ปุ่น

ผมเคยเจอน้องคนนึงจบจุฬา มีประสบการณ์ทำงานมาปีกว่าๆ ภาษาญี่ปุ่นระดับ 1 โทอิคเกือบเต็ม ได้เงินเดือน 5 หมื่นกว่าๆ(เป็นงานสัญญาจ้างชั่วคราว)

*เรทต่างๆเหล่านี้คือที่ข้อมูลที่ผมรู้และบางเรทมีประสบการณ์ตรง แต่แท้จริงเพดานอาจจะมากกว่านั้น

อัตราค่าแปลเอกสารที่นักแปลภาษาญี่ปุ่นได้รับ คือ 100 -1500 บาท (ประสบการณ์ตรงผมเคยโดนร้านรับแปลเอกสารขอให้แปลได้หน้าละ 100 บาท)

งานล่ามรายวันตั้งแต่ 2000 – 40000 บาทต่อวัน
ไกด์ 4500 บาท/วัน ครึ่งวัน 3000 บาท ล่ามเจรจาธุรกิจ 6000 บาท/วัน ล่ามการประชุม 12000 บาท/วัน ล่ามการประชุมใหญ่ 15000 บาท/วัน

พนักงานประสานงานพูดภาษาญี่ปุ่นได้ 12000-40000 บาท เลขา 12000-100,000 บาท เจ้าหน้าที่การตลาด 15000-100,000 up

งานด้านภาษาญี่ปุ่น(จากข้อมูลที่บริษัทจัดหางาน Nikkei Human and Outsourcing Ltd.Part)
Zone Chacheongsao
Japanese Interpreter (QC)
Location : Wellgrow, Chacheongsao
Business : Automotive part
No. of employee : 1,800 persons
Qualification : Male, Female 25-35 , pass JLPT 2 and good command of English
Work : Mon-Fri
Salary : 35-40K
Bonus : 4 month/year
Company bus : บางนาตราด, ท่าสะอ้าน, เทพารักษ์

-------------------------------------------------------------------------------
Zone Amata Nakorn
Job 1 : Japanese Interpreter (production)
Location : Amata Nakorn Chonburi
Business Type : Automotive part
Main Task : To translate and interpret in production
No. of employee : 2,000 persons
Qualification : Male, Female, 22-30 years old, pass JLPT N2/N1 (new grad welcome),
good command of English (require TOEIC Score 550)
Work : Mon-Fri
Salary : 30,000 – 45,000 B
Bonus : 3-4 Month/year
Company bus : ลาดกระบัง, บางพลี, มีนบุรี, ฉะเชิงเทรา, บางแสน

Job 2 : Japanese Interpreter (Production)
Location : Amata Nakorn, Chonburi
Business Type : Switch and electronic part for automotive and electronic
Qualification : Female, 22-35 years old, pass JLPT N3 (new grad N2 welcome)
Main task : To translate and interpret in production
No. of employee : 180 persons
Work : Mon-Fri (alter sat)
Salary : Max 30K
Bonus : 2 Month
Company bus : ดอนหัวฬ่อ, บ้านสวน, บ้านเก่า, หน้านิคม, พนัสนิคม

Job 3 : Japanese Interpreter for Admin (Permanent)
Business Type : Trading and Engineering Design Office for automotive
Location : Amata Nakorn, Chonburi
Qualification : Female, age up to 35 years old, pass JLPT N2, have at least 1-2 years experience,
New graduate from japan is welcome.
Main Task : To translate in HR and admin
Work : Mon-Fri
No. of employee : 100 persons
Salary : Max 40K
Company bus : บางนาตราด, เทพารักษ์ , บางแสน, ศรีราชา

Job 4 : Japanese Interpreter for Production Control (Permanent)
Business type : Automotive part
Main Task : To translate in production
Location : Chonburi (far from Amata Nakorn 15 km) stand alone factory
No of employee : 300 persons
Qualifcation : Male or Female, pass JLPT N2 or N1
Work : Mon-Fri (alter sat)
Salary : Max 65K
Bonus : 3 month/year
No company bus : must drive by yourself , far from Amata Nakorn 15km

Job 5 : Japanese Interpreter
Location : Amata Nakorn
Business : Automotive part
No. of Employee : 15 persons
Qualification : Female, pass JLPT N3 with 1 year experiences
Main task : To translate in office and production
Work : Mon-Fri
Salary : 20K
Bonus : 2-3 month/year
Bus : บริเวณรอบนิคมอมตะ ถึง ABAC บางนา

-------------------------------------------------------------------------------
Zone Pinthong

Job 6 : Japanese Interpreter for Production (Permanent):
Business type : Suspension part for automotive
Main Task : To translate in Production section
Location : Pinthong
No. of Employee : 500 persons
Qualification : Male, pass JLPT N2
Work : Mon-Fri (alter Sat)
Bus : อ่าวอุดม,เครือสหพัฒน์
Salary : Max 50K
Bonus : 4.5 Month/year

Job 7: Japanese Interpreter **New grad welcome**
Location : Work at Pathumthani until October 2013, then move to work at Pinthong/Chonburi from October 2013
Business : Automotive part
No. of Employee : 150 persons
Qualification : Female, pass JLPT N3
Main Task : To translate in production and office (only 1 interpreter)
Work : Mon-Fri (alter Sat)
Salary : Max 25,000B
Bonus : 2 month/year
Bus : ศรีราชา, อ่าวอุดม, แหลมฉบัง

Job 8 : Japanese Interpreter N3&N2 (Permanent 3 persons)
Location : Pinthong (new company)
Business Type : Tooling and die
Main task :
Position No.1 (require N3/N2) : To translate and support in production
Position No.2 (require N3/N2) : To translate and support in office
Position No.3 (require N2/N1) : To translate and support in production
No. of employee : 200 persons
Qualification : Male or Female, age 25-35 years old, pass JLPT N3
Work : Mon-Fri (1 Sat/month)
Salary : For N3 Max 30K, For N2 Max 45-50K
Company bus : ชลบุรี, ศรีราชา, เครือสหพัฒน์ หนองมน, บ่อวิน, แหลมฉบัง

-------------------------------------------------------------------------------

Zone Eastern Seaboard

Job 9 : Japanese Interpreter for MD (Permanent)
Business Type :Automotive
Main Task : To translate in office and translate for Manager and MD
Location : Hemaraj Bowin, rayong
No. of employee : 400 persons.
Qualificatio : Female, male, age not over 30, pass JLPT N2 or N2 with experiences
Work : Mon-Fri (no Sat)
Salary : Max 60K
Bonus : 4 month/year
Bus : ศรีราชา, บางแสน, โรงไฟฟ้าบางปะกง

Job 10 : Japanese Interpreter (Permanent) **N3**
Business Type : Baby Diapers
Main task : To translate in office, GA, and help some IT job
Location : Amata City, Rayong
No. of employee : about 100 persons
Qualification : Male or Female, pass JLPT N3
Work : Mon-Fri (alter Sat)
Bus : ศรีราชา, ปลวกแดง
Salary : 30K
Bonus : 2 month/year

*ขอบคุณข้อมูลจากบริษัทจัดหางาน Nikkei Human and Outsourcing Ltd.Part
โชคดีมากที่สมัยนี้แทบทุกคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้และสามารถหาข้อมูลได้อย่างง่ายๆ แน่นอนครับ ข้อมูลเรื่องเงินเดือนก็มีมากมายในกูเกิ้ล ลองเสิร์ชคำว่า”หางาน”ดูนะครับ และจะรู้ว่างานอะไรทำเงินได้เท่าไหร่บ้าง ผมอยากให้น้องๆก่อนเข้ามหาวิทยาลัยควรหาข้อมูลดูก่อน เพื่อจะใช้ข้อมูลนี้วางแผนอนาคตของตัวเองได้

บทความจาก http://www.toytorich.com

facebook
http://www.facebook.com/sawmooon




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 14 พฤษภาคม 2556 23:58:00 น.
Counter : 8741 Pageviews.  

อารมณ์ดีสมองก็ดี

สมองจะทำงานได้ดีใน"ภาวะตื่นตัวและผ่อนคลาย"
ตื่น ตัวคือ การมีความรู้สึกตื่น พร้อม
ผ่อนคลาย คือ ไม่ตื่นเต้น ตกใจ หรือถูกกดดัน

การจะตื่นตัวและผ่อนคลายได้นั้น การดูแลรักษาอารมณ์มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก

อารมณ์ที่แจ่มใสจะช่วยให้การทำงานของสมองทำงานได้ดี

การดูแลกปรับระดับของอารมณ์ของตัวเองเป็นเรื่องทีควรทำอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ตัวเองเครียด หรือหงุดหงิดลึกๆ ซึ่งเมื่อความหงุดหงิดถูกสะสมมากๆ สุดท้า่ยความหงุดหงิดจะหลุดออกมากระจายสู่คนรอบข้าง และนั่นจะัเป็นการทำร้ายสมองของคุณและคนรอบตัว

คนที่หงุดหงิด ฉุนเฉียวอยูี่่เสมอ ย่อมไม่ใช่คนที่ใช้สมองได้เต็มศักยภาพ

ดร.แกรี่ สมอล ผู้อำนวยการศูนย์ Aging มหาวิทยาลัย UCLA แนะนำว่าเคล็ดลับการรักษาอารมณ์ให้อยู่ในสถานะที่ดีว่า

1.ตั้งใจใ้หดีว่าทุกๆวันเราจะอารมณ์ดี ตั้งใจทุกวันว่าใจเราจะมีผลกับความสุขมากกว่าความทุกข์
ความสุขเหมือนโรคติดต่อหากเรามีความสุขมากๆ สิ่งนั้นจะถูกส่งไปยังคนรอบข้างได้ ในขณะเดียวกันความทุกข์ก็เช่นกัน
การรักษาระดับอารมณ์ของเราไว้ตลอดวน ไม่ให้หลุด เป็นสิ่งที่ดีกับสมองของเราและคนรอบข้าง

2.ฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนให้อภัยเก่ง หากอภัยคนได้เร็วจะทำให้ระดับความเครียดของเรามีไม่มาก เมื่อเครียดน้อยสมองจะทำงานได้ดีขึ้น

3.หัดเข้าสังคม เพราะจะช่วยให้สมองตื่นตัว และไม่เหงา หรือโดดเดียวซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด
แม้ว่าคุณจะเป็นมีโลกส่วนตัวสูงและไม่ได้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่นสักเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ตามหากคุณอยู่ในกลุ่มของสังคมได้คุณก็จะได้ประโยชน์สักทางนึง อย่างน้อยก็ช่วยกระตุ้นสมองให้ตื่นตัว ทำให้สมองทำงานได้ีดีขึ้น

สรุปบทความเรื่องสารพันวิธี"สมองดีอารมณ์ดี"
ในคอลัม ฉลาดสุขจากหนูดี หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

เข้าไปชมบทความอื่นๆได้ที่ www.toytorich.com/article




 

Create Date : 10 มีนาคม 2556    
Last Update : 10 มีนาคม 2556 12:53:53 น.
Counter : 840 Pageviews.  

หลักแนวคิดเกี่ยวกับสมอง 7 ประการ

หลักแนวคิดเกี่ยวกับสมอง 7 ประการ

1.สมองส่วนที่เป็น”อารมณ์”มีขนาดใหญ่กว่าส่วนที่เป็นเหตุผล ในโลกแห่งการทำงานเป็นโลกที่ต้องใช้เหตุและผล แต่พอดีคนเป็นสัตว์ที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล สิ่งที่สำคัญสำหรับผู้นำในการแก้ปัญหาการกระทบกระทั่ง คือ ทำใจเย็นไว้ก่อน

2.สมองไม่สามารถคิดหลายอย่างพร้อมกันได้ แม้จะแยกสมองได้แต่ประสิทธิภาพจะลดลง ความผิดพลาดจะเพิ่มมากขึ้น

3.ธรรมชาติของการทำงานของสมองคือ เร็วและหยาบ สมองมีความสามารถต่ำในการจดจำรายละเอียดต่างๆให้สมบูรณ์ จึงทำให้หลายครั้งเกิดเหตุการณ์วันนี้พูดอย่าง อีกวันพูดอย่าง วิธีแก้ไข คือ ควรจดเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ดีกว่าหากสิ่งที่ตกลงกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

4.การทำงานของสมองมีขีดจำกัด เมือใช้งานมาทั้งวัน มันจะล้า และทำให้การตัดสินใจของเราทำได้ไม่ดีเท่าตอนที่สมองสดชื่น พลังเต็มถัง หากต้องคิดหรือพิจารณาอะไรที่เป็นเรื่องยากๆ ควรทำในตอนเช้า เพราะสมองยังสดชื่นตื่นตัว หากมีปัญหาเข้ามาในตอนเย็น ควรตอบไปว่า”ไว้พรุ่งนี้เช้าจะให้คำตอบ”

5.สมองให้น้ำหนัก”ความกลัว” มากกว่า”ความหวัง” คนเราจะจดจำและมีอารมณ์ร่วมกับความผิดพลาดมากกว่าคำชมเชย ประมาณ 5 เท่า กล่าวคือ เมื่อมีคนต่อว่าเรา 1 ครั้ง จะทำให้ความรู้สึกกลับมาได้เหมือนเดิมจำเป็นต้องชมกลับมา 5 ครั้ง

6.สมองผู้หญิงมีความตื่นตัวมากกว่าผู้ชาย ผู้บริหารที่เป็นผู้หญิงมักจะทำงานด้านบริหารหรือบริการที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนได้ดีกว่าผู้ชาย เพราะสมองตื่นตัวกว่า กระตือรือร้น และไวต่อความรู้สึกมากกว่าผู้ชาย จุดอ่อนของสมองผู้หญิงคือมีแนวโน้มที่จะคิดมากและสะสมความเครียดได้ง่าย จำเป็นต้องหาทางระบายออก แต่ของผู้ชายคือเฉื่อยชาควรหาอะไรมากระตุ้นให้กระตือรือร้น

7.ในงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สมองต้องการสมาธิและความสงบ หากทำงานในสภาวะที่ตรงกันข้ามคือ กดดันมีความกลัว และมีสิ่งรบกวน จะคิดงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่ดี

สรุปความจากบทความ Leading Out-of-the Box กับดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (กรุงเทพธุรกิจ)

บทความจาก http://www.toytorich.com




 

Create Date : 03 มีนาคม 2556    
Last Update : 3 มีนาคม 2556 13:50:50 น.
Counter : 754 Pageviews.  

ประสบการณ์ช่าง

ทุกครั้งเวลาผมต้องใช้ช่างเพื่อซ่อมอะไรสักอย่างเหมือนกับเป็นเกมวัดใจ เพราะต้องตัดสินใจเสี่ยงกับข้อเสนอของช่างซึ่งเราไม่มีข้อมูลอะไรเลยในตอนนั้น บางข้อเสนอก็ทำให้เราเสียเงินแพงกว่าความเป็นจริง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า”โดนเขก” และทำให้เราต้องมานั่งเจ็บใจในภายหลัง

ส่วนใหญ่ข้อเสนอที่เอ่ยมาจากช่างจะเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ เพราะเค้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น การนำเสนอเพื่อขายสินค้าจะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อช่างได้แสดงฝีมือซ่อมในสิ่งที่เราทำไม่ได้และไม่มีความรู้

วันนี้ผมได้มีประสบการณ์อีกครั้งกับช่าง เรื่องมีอยู่ว่าน้ำในแท้งหลังชักโครกของผมไหลไม่หยุด เหมือนกับมีอะไรสักอย่างรั่วอยู่ จึงเรียกช่างของนิติบุคคลขึ้นมาตรวจเช็ค

ช่างที่ขึ้นมาดูให้บุคลิกดูน่าเชื่อถือ ใส่แว่นและดูเคร่งขรึมมีความรู้ ช่างวินิจฉัยว่า “ลูกลอยเสีย” ต้องเปลี่ยนลูกลอย ผมถามว่า”ราคาประมาณเท่าไหร่” ช่างบอกว่า”ให้ผม 350แล้วเดี๋ยวผมไปซื้อมาเปลี่ยนให้พี่เลย”

มาแล้วครับ ช่วงเวลาวัดใจ  ผมไม่มีข้อมูลราคาของชุดลูกลอยเลย และไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ด้วย จึงถามต่อไป

“แล้วถ้าไปซื้อที่ร้านหน้าปากซอยราคาประมาณเท่าไหร่”

ช่างบอกว่า “อย่าไปซื้อเลย แพงร้านนี้”

ผมถามต่อ “แล้วถ้าเป็นร้านที่ซอย 10 ล่ะ ราคาเท่าไหร่”

ช่างบอก “อย่างดี ก็ประมาณสองร้อยกว่าบาท”

ผมลองคำนวณดูอืม......ถ้าต้องเสียเวลาเดินไปซื้อเอง และต้องเรียกช่างอีกรอบคงเสียเวลา ร้อยนึงก็คงโอเคน่ะ สำหรับค่าแรงและเพื่อรวดเร็ว

จ่ายเงินให้ช่างไป 350 บาท

ลองเสิร์ชหาราคาชุดลูกลอยในเน็ต ปรากฏว่าอยู่ที่ราคาประมาณ “1xx” บาท เซ็งเป็ดเลยครับ

ผ่านไปสองชั่วโมงช่างกลับมาพร้อมช่างอีกคน

เหมือนกับว่าช่างคนแรกเปลี่ยนไม่เป็นเลยต้องเรียกช่างคนนี้ชึ้นมาช่วยเปลี่ยน

พอเปลี่ยนเสร็จช่างคนแรกบอกว่า” เรียบร้อยแล้วครับ ยังไงพี่ให้เงินน้องเค้าหน่อยสิครับ”

ผมก็  เอ่อ..... พูดไม่ออก......ได้แต่ไล่กลับไปด้วยสีหน้า

นอกจากเรื่องช่างในวันนี้แล้วยังมีประสบการณ์เกี่ยวกับช่างในเรื่องที่รุนแรงกว่านี้มาก อีก 4 เรื่องมาแบ่งปันให้ฟัง

เรื่องที่ 1 เกิดเมื่อตอนที่ผมจะติดอินเตอร์เน็ตที่ห้อง ก่อนตกลงนัดวันให้ช่างเข้ามาผมคุยกับศูนย์บริการแล้วว่าไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรทั้งนั้น  พอตกลงนัดวันกันเสร็จเรียบร้อย

ก็รอวันช่างมา พอดีวันที่นัดกันวันนั้นผมไม่ได้อยู่ห้องด้วย อยู่แต่แม่กับพี่ชาย

วันนั้นผมทำงานอยู่ ตอนเที่ยงๆแม่ก็โทรมาบอกว่า “ช่างมาติดอินเตอร์เน็ตให้เสร็จแล้วนะ แต่ช่างบอกว่ามีค่าติดตั้งด้วย 100 บาท “

ในใจผมก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอก เออ 100 บาทเอง ไม่เท่าไหร่ แต่พอมานึกดูได้ว่าเคยคุยไว้กับศูนย์บริการแล้วนิว่าฟรี

จึงบอกแม่ว่า ”อย่าพึ่งให้ ขอลองเช็คดูก่อน”

พอโทรไปเช็คก็ปรากฏว่า ฟรีจริงๆ

จึงโทรหาแม่แล้วคุยกับช่าง

ช่างบอกว่า “อ่าว เหรอครับ สงสัยเค้าพึ่งเปลี่ยนกฏใหม่”

เออ ไม่รู้ แกล้งโง่เนียนไปเรื่อย แต่ยังไงก็เอาผิดอะไรไม่ได้ และก็ไม่ต้องจ่ายด้วยก็ดีแล้ว ไม่เสียเงินฟรี

แต่ผมก็แจ้งเรื่องราวนี้กับบริษัทอินเตอร์เน็ตเรียบร้อยไปแล้ว

บริษัทแจ้งว่า”ในส่วนการติดตั้งเค้าใช้ช่างข้างนอกจึงไม่เกี่ยวกับบริษัทแต่ในส่วนเรื่องนี้จะดำเนินการส่งเรื่องต่อไปให้

สรุปโชคดีที่คิดได้เลยไม่ต้องเสียเงินฟรี แม้จะไม่ได้เงินมากอะไรแต่ก็เงินแหล่ะนะครับ

เรื่องที่ 2 แอร์ที่ห้องผมเสีย ออกแต่ลมไม่มีความเย็นเลย ใจก็คิดว่าน่าจะต้องล้างแอร์

พอดีไปเจอร์ใบปลิวรับซ่อมแอร์ รับล้างแอร์ที่มาหย่อนไว้ในคอนโด จึงโทรเรียกมา

ช่างแอร์เข้ามาประมาณ 10 นาที ตรวจคอมเพลสเซอร์ และสรุปอาการให้ฟังเลยว่าคอมเพลสเซอร์เสีย ล้างแอร์ไปก็เท่านั้น ต้องเปลียนหากซื้อกับเค้าจะให้ราคาพิเศษ 10000 กว่าบาท พร้อมรับซื้อตัวเก่าไปด้วยลดให้อีก 500 บาท

ในใจผมก็คิดว่า ยังไม่อยากซื้อใหม่และอยากเช็คราคาดูก่อน และที่สำคัญเราจะเชื่อคำวินิจฉัยของเค้าได้จริงเหรอ เค้าอาจจะหาเรื่องมาขายแอร์ก็ได้ จึงปฏิเสธไป

สักพักช่างก็เขียนบิลมายื่นให้ “เก็บค่าตรวจ 350 บาทครับ”

ผมเข้าโหมดเซ็งในทันที คิดในใจ “ท่านครับ มากันแค่ 10 นาทีเองนะ แล้วเก็บค่าบริการขนาดนี้เลยเหรอ โอ้...นี่กูพลาดไปแล้วจริงๆ ไม่ได้ถามก่อนเรียกเข้ามาว่าค่าบริการเท่าไหร่ ตกลงว่านี่ต้องเสียค่าตรวจเหมือนกับเสียค่าตรวจร่างกายให้หมอสินะ “

สุดท้ายก็โดนไป 350 บาท โดยแลกกับข้อมูลว่าแอร์ของเรานั้นใช้ไม่ได้เพราะคอมเพลสเซอร์เสีย โดยที่ยังไม่แน่ใจด้วยว่าข้อมูลนี้เชื่อได้มากแค่ไหน

เรื่องที่ 3 ผมได้ซื้อเครื่องซักผ้ามาเครื่องนึงจากห้างค้าปลีกขนาดหใหญ่แห่งหนึ่งมา พอเครื่องซักผ้ามาส่งพนักงานส่งของก็เป็นผู้มาติดตั้งเครื่องให้ผม พอติดตั้งเสร็จจนถึงการต่อท่อน้ำทิ้งปรากฏว่าท่อน้ำทิ้งที่มากับเครื่องสั้นมาก ไม่สามารถต่อไปจนถึงท่อน้ำของผมได้

ผู้ติดตั้งก็ยื่นข้อเสนอมาว่า “พี่จะเอาท่อน้ำทิ้งมั้ยครับ ผมมีเอามาด้วย”

ผมก็ดีใจเออดีแฮะไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อและต้องมาติดตั้งเอง เพราะทำไม่เป็น

ผมก็ถามว่า “สนๆครับ เท่าไหร่ครับ “

ผู้ติดตั้งก็บอกว่า ” 600 บาทครับ”

ผมเกือบจะตอบตกลงแล้ว มาลองคิดดูว่า “เฮ้ยเครื่องซักผ้าราคา 6000 กว่าบาท ค่าสายมันต้องเพิ่มอีก 600 เลยเหรอ เพิ่มอีก 10%ของเครื่องเลยนะ”  แต่ใจนึงก็คิดว่าซื้อความสบายไม่ต้องเสียเวลา และถ้าราคาจริงๆมันก็เท่านี้ล่ะจะทำยังไง เราก็ต้องเสียเวลาไปซื้อและก็ต้องหาวิธีติดตั้งอีก

แต่สุดท้ายผมก็เลือกที่จะตอบปฏิเสธไป เพราะรับไม่ได้กับราคาจริงๆ

ผู้ติดตั้งก็กลับไป ผมไปเช็คราคาปรากฏว่าประมาณ 200 บาทแบบเดียวกับที่คนติดตั้งเอามา โอ้ แม่ง พระเจ้า !! อยากจะด่าเป็นภาษาเขมร ขูดกันเลือดซิบๆเลยนะ

เรื่องที่ 4

เรื่องนี่แรงสุดเลยครับ จากประสบการณ์เรียกช่างเข้ามาซ่อม คิดว่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจกันได้เลยทีเดียว เรื่องนี่ต่อเนื่องจากเรื่องที่สอง เรื่องมีอยู่ว่า

เครื่องซักผ้าที่ซื้อมานั้นเมื่อนำมาใช้งานได้ไม่กี่ครั้งเครื่องก็เริ่มมีเสียงดังมากผิดปกติ

ผมโทรไปที่ศูนย์ขอคำแนะนำการแก้ไขเบื้องต้นก็ไม่หาย จึงโทรเรียกช่างเข้ามาซ่อม

ซึ่งผมก็นัดวันที่จะซ่อมและก็หยุดงานในวันนั้นเพื่อรอช่าง นึกสังหรใจอะไรไม่รู้เลยโทรไปคอนเฟิร์มกับศูนย์บริการแต่เช้าเลยเพื่อจะได้นัดเวลาที่แน่นอนไม่ต้องเสียเวลาอยู่บ้านรอช่างทั้งวัน

ปรากฏว่าฝ่ายบริการแจ้งว่า ไม่มีนัดเข้ามาในวันนี้

เหมือนประสานงานกันผิดด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้ แต่ผมยืนยันกับเจ้าหน้าที่แล้วแน่นอน

สรุปวันนี้ก็ต้องพลาดไป หยุดงานฟรี ผมเลยเลื่อนนัดซ่อมไปไกลๆเลย หาวันที่ไม่ได้มีงานเข้ามาแน่ๆแล้วก็นัดไป

ปรากฏว่ายังไม่ถึงวันนัด มีช่าง(ช่างเลยนะครับ ไม่ใช่ฝ่ายคอลเซ็นเตอร์ หรือฝ่ายประสานงาน)ของบริษัทนี้โทรเข้ามาก่อนวันที่ผมนัด บอกว่า ขอเข้ามาซ่อมวันนี้ได้มั้ยเพราะมาซ่อมแถวนี้แล้วจะได้แวะเข้าไปซ๋อมต่อ

พอถึงเวลาช่างก็มาเลยครับ มีกลิ่นเหล้านิดๆด้วย ซ่อมจนเสร็จใช้เวลาประมาณ 5 นาที และลองเทสเครื่องจนปั่นเสร็จ 40 นาที ช่างบอกว่าเป็นเพราะการตั้งเครื่องไม่ได้ระนาบเลยเสียงดัง

เท่าที่ผมดูการซ่อมของเค้าคือ ใช้ยางมาวางที่ฐานของเครื่องเพื่อให้ได้ระนาบ

เสร็จแล้วช่างก็เขียนบิลแล้วยื่นบิลที่เป็นเหมือนแบบฟอร์มบิลเงินสดของบริษัทมาให้ผม ค่าใช้จ่ายประมาณ 700 กว่าบาท

อุ๊ป ผมสะดุ้งเลย เพราะเครื่องพึ่งใช้ไม่ถึงเดือนมันก็น่าจะยังอยู่ในประกันสิ และแค่เข้ามาทำแค่นี้เก็บไป 10% ของราคาเครื่องเลยเหรอ

โอเค เข้าใจว่าราคาค่าเซอร์วิสอาจเกิดขึ้นตามหน้างานจากค่าอะไหล่ แต่นี่มันไม่ได้ใช้อะไหล่อะไรเลย แค่การติดตั้งผิดพลาด ถ้าเก็บผมสัก 200 กว่าบาทก็ไม่คิดอะไรหรอก

สุดท้ายผมไม่ยอมเลยโทรไปหาคอลเซ็นเตอร์ของบริษัทและสอบถาม ได้ความว่าการซ่อมทำให้เครื่องได้ระนาบไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร และผมก็ยื่นโทรศัพท์ให้ช่างคุย

ช่างก็โอเค รับทราบ แล้วยินยอมกลับบ้านไปมือเปล่า

โห นี่ถ้ายอมก็เสียเงินไปแล้วนะเนี่ย

สรุปหากมีการคิดค่าใช้จ่ายอะไรที่เกิดหน้างาน ที่ต้องเป็นค่าอุปกรณ์อะไรต่างๆ ผมคิดว่าอย่าพึ่งตกลงเลยดีกว่า เพราะส่วนใหญ่ข้อมูลที่ได้จากช่างนั้นมักจะไม่จริง และแน่นอนเค้าต้องบวกค่าเหนื่อยเข้าไปที่อุปกรณ์แล้ว ถอยออกมาเช็คข้อมูลไว้ก่อนย่อมดีกว่า เสียเวลาบ้างแต่ไม่เสียดายเงินแน่

บทความจาก www.toytorich.com

บทความใน FaceBook: http://www.facebook.com/pages/Sawmoon/465074080170124?ref=hl




 

Create Date : 28 มกราคม 2556    
Last Update : 28 มกราคม 2556 23:04:09 น.
Counter : 1533 Pageviews.  

มากกว่าคำว่าเงินเดือน

ผมไม่ชอบการเป็นลูกจ้างเลย ไม่ชอบการทำงานบริษัทที่มีข้อจำกัดผูกมัดที่ทำให้ทำอะไรไม่สะดวก ผมรู้ตัวตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มทำงานแล้วว่าไม่เหมาะกับผม แต่ด้วยทางเลือกที่มีไม่มาก ฐานะครอบครัวเราก็ค่อนข้างลำบาก และยังหาหนทางเลี้ยงชีพแบบอื่นยังไม่ได้ จึงทำอยู่เรื่อยมาอยู่หลายปี

การทำงานของผมมีทั้งที่ทำได้ดีและไม่ดี แต่ถ้านับเป็นคะแนนเปรียบเทียบแล้วอาจจะมีที่ไม่ดีเยอะกว่า เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีผลงานโดดเด่นอะไรและมักจะโดนว่ามากกว่าโดนชม แต่ก็ไม่ได้ทำให้บริษัทเสียงาน และยังจัดการกับหน้าที่การงานของตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เรียกว่าทำตลอดอย่างมีวินัย แต่ไม่ได้สร้างผลงานน่าประทับใจ

แม้ผมจะไม่ได้ก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน เพราะอาจจะย้ายงานบ่อยและไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นกว่าคนอื่นมาก แต่ก็ถือว่าผมก้าวหน้าทางหน้าที่การเงินพอสมควร เพราะแม้จะไม่มีตำแหน่งที่ใหญ่โตอะไรแต่ก็พอมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยถ้านับจากปีแรกที่เริ่มทำงาน

หากให้ทำงานต่อไปตามชะตากรรมของมนุษย์เงินเดือนจนเกษียณอายุ 60 ผมก็ทำได้และมั่นใจว่าเลี้ยงชีพได้และมีเงินเก็บไว้ใช้จนวันสุดท้ายของชีวิตแน่นอน แต่ถึงกระนั้น ชีวิตผมก็ต้องเจอฝันร้ายของงานต่อไปเรื่อยๆ อีกหลายปีเลยทีเดียว และไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักซะที

เคยได้ยินคำคมที่บอกว่า”หากเจองานที่รัก ชีวิตก็จะไม่ต้องทำงานอีกต่อไปแล้ว”

สิ่งที่ตัวผมรักผมก็ค้นเจอแล้ว มีหลายอย่างด้วย แต่พวกมันยังหาเงินเลี้ยงชีพให้ผมไม่ได้ และชีวิตนี้อาจจะทำเงินให้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพให้ผมไม่ได้ด้วย เพราะมันเป็นศาสตร์ที่ให้เงินกับผู้ที่มีฝีมือระดับสูงมาก หรือผู้ชนะเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งกว่าผมก็ไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์สูงขนาดน่าลุ้นที่จะเข้าถึงระดับขั้นนั้น และถึงจะใช้เวลาเพื่อทำให้ได้ผมก็คงจะขาดรายได้จนล้มละลายก่อน

เหตุผลเหล่านี้ทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำเมื่อเกือบสามปีก่อน

ถ้าคิดถึงตอนนั้นแล้วผมรู้สึกมองไปทางไหนก็มืดเสียเหลือเกิน หาไม่เจอรายได้จะมาจากทางไหน ความฝันของเราก็ยังทำเงินให้เราไม่ได้

ผมคลำหาลู่ทางไปเรื่อยๆ จากการรับงานฟรีแลนซ์ พบปะเพื่อนฝูง พบเจอเหล่าคนที่ไม่ได้มีรายได้จากการทำงาน หลายคนก็มีรายได้ที่ไม่ธรรมดาซะด้วย ชนิดที่เรียกว่ามีรายได้มากกว่าเงินเดือนซะอีก

เพื่อนฝูงของผมหลายคนมากที่ไม่ได้ทำงานประจำมาหลายปีแล้ว เค้าเหล่านั้นสามารถหาเงินพอเลี้ยงชีพไปได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งเงินเดือน แต่สิ่งที่สำคัญคือมีหลายคนที่เค้าไม่ได้ใช้เงินลงทุนจากพ่อแม่ ไม่ได้มีฐานะที่ดีมาแต่เดิม

สิ่งสำคัญในการเข้าถึงรายได้เหล่านั้นคือการเป็นนักสร้างสรรค์ การหาไอเดียเพื่อสร้างตลาดขึ้นมา

ถึงวันนี้ผมอาจจะพูดยังไม่ได้เต็มปากว่าสามารถหาเงินเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือน แต่จากประสบการณ์ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนเหล่านี้มากๆทำให้เกิดความมั่นใจ ธุรกิจหลายอย่างเป็นเรื่องมีความเสี่ยง แต่พอเราอยู่กับคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อนทำให้เราเริ่มรู้สึกว่ามันมีวิธีการที่จะจัดการความเสี่ยงนั้น

แม้ผมจะออกจากงานประจำมาเกือบสามปี แต่ในช่วงนั้นผมก็รับงานมาตลอดแบบสัญญาจ้าง แบบชั่วคราว ถึงจะไม่ได้เป็นงานประจำแต่การทำงานก็ยังไม่ต่างกับงานประจำอยู่ดีเพราะต้องไปทำงานตามวันทำการเหมือนเดิม เพียงแต่สามารถหยุดได้ หรือยังไม่รับงานก็ได้ในช่วงที่หมดสัญญาจ้าง เรียกได้กว่าออกจากงานประจำแต่ยังคงทำงานคล้ายงานประจำอยู่

แต่ตั้งแต่เดือนตุลาคมปี2012ที่ผ่านมา ผมหมดสัญญาจากงานล่าสุดและไม่ได้รับงานสัญญาจ้างอะไรเลยเพื่อจะได้มาทำธุรกิจกับเพื่อนอย่างเต็มตัวเพราะต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน เรียกได้ว่านี้แหล่ะที่ออกจากการทำงานอย่างเต็มตัว ไม่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างจริงจัง

แต่ถึงจะทำธุรกิจ แต่ธุรกิจนี้ก็ยังทำเงินให้เราไม่ได้ยังมีความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เราเสียเวลาและเงินไปเปล่าได้ รายได้ในแต่ละเดือนของผมติดลบเรื่อยๆ เรียกว่ากินเงินเก็บไปวันๆ ชีวิตแบบนี้เหมือนลอยแพอยู่กลางทะเลก็จริงแต่ผมเห็นถึงโอกาสหลายๆอย่าง

คือในช่วงที่เราว่างงานนี้ก็มีงานหลายอย่างที่เงินดีติดต่อเข้ามาให้ผมทำฟรีแลนซ์ แต่ผมไม่รับเพราะตั้งใจจะทำธุรกิจตัวนี้ให้ดีที่สุดซะก่อนโดยยอมเสียงาน เสียโอกาสในการรับเงินไป แต่ผมก้มั่นใจว่างานมันมีอยู่เรื่อยๆแม้ว่าผมจะเสียธุรกิจไป ผมก็ยังเริ่มทำงานฟรีแลนซ์เหล่านี้ได้

นอกจากนั้นการได้อยู่กับเพื่อนที่ไม่ได้เป็นพนักงานกินเงินเดือนและทำธุรกิจกันมาหลายอย่าง ทำให้ผมเปิดโลกทัศน์มาก ได้เห็นช่องทาง ความรู้ในการทำงานในหลายๆแบบ

สิ่งสำคัญที่อยากจะบอกทุกคนไม่ใช่รูปแบบวิธีการทำเงินที่ผมทราบมาครับ เพราะการทำเงินมีหลายรูปแบบนัก และแต่ละคนชอบทำเงินด้วยรูปแบบที่ต่างกันด้วย คนเรารสนิยมและความชอบไม่เหมือนกันนิครับ ไอเดียของผมคุณอาจจะไม่โดนก็ได้

แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ เงินอยู่รอบตัวเราจริงๆ จะเก็บมันได้ต้องมีความรู้ และทัศนคติครับ นอกบางอย่างเราไม่เคยไปไม่เคยทำได้ แต่พอคนรอบข้างเราเคยทำได้มาก่อน ความเชื่อ ความมั่นใจของเค้าจะส่งผ่านมาถึงเรา

จนถึงตอนนี้ผมมีเริ่มมั่นใจกับการหารายได้อื่นนอกจากเงินเดือนมากขึ้น แม้อาจจะยังทำไม่สำเร็จแต่เชื่อว่าทำได้แน่ 

บทความจาก http://www.toytorich.com

facebook 

http://www.facebook.com/pages/Sawmoon/465074080170124




 

Create Date : 22 มกราคม 2556    
Last Update : 22 มกราคม 2556 23:59:08 น.
Counter : 988 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.