Group Blog
 
All Blogs
 

ปฏิบัติการปล้นช้างไทย

วันชัย ตัน

ข่าวเล็กๆ ทางหน้าหนังสือพิมพ์เรื่องที่นักอนุรักษ์กลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้านการขนย้ายช้างไทย 8 เชือก ไปที่สวนสัตว์ในประเทศออสเตรเลีย เพราะไม่แน่ใจว่าช้างทั้งหมดเป็นลูกช้างที่จับมาในป่าหรือเป็นช้างบ้าน คงสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้กับคนไทยจำนวนหนึ่งด้วยความรู้สึกที่ว่า

“อ้ายพวกนักอนุรักษ์ค้านมันได้ทุกเรื่อง”

“ช้างไทยไปอยู่เมืองนอกก็ดีแล้ว จะค้านไปทำไม ดีกว่าต้องมาขอทานตามถนนในกรุงเทพฯ”

ถึงนักอนุรักษ์จะพากันคัดค้านอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อราวตีหนึ่งของวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐบาลได้ใช้แผนปฏิบัติการณ์สายฟ้าแลบราวกับกำลังถ่ายทำหนังเรื่อง Mission Impossible ภาคพิสดาร จนทำเอานักข่าวที่เกาะติดเรื่องนี้พากันสงสัยว่า เหตุใดรัฐบาลต้องลงทุนลงแรงทุ่มทุนสร้างมโหฬารกันขนาดนี้

แผนลับนี้ไม่มีชื่อเป็นทางการ แต่ขอเรียกว่าเป็นปฏิบัติการ “ปล้นช้าง” ไปพลาง ๆ ก่อน เพราะมีพฤติกรรมไม่ต่างจากบรรดาโจรผู้ร้ายนิยมผู้ปล้นวัวควายที่อยู่ในคอกของชาวบ้านยามวิกาล

กลางดึกคืนนั้น กองกำลังไม่ระบุสังกัดประมาณ 50 คน ได้ยกขบวนมาที่โรงพยาบาลปศุสัตว์และสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ใช้รถเครนยกท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ที่ขวางประตูแห่งหนึ่งที่ปิดตายมานานแล้ว เมื่อประตูเปิดออก ขบวนรถก็ได้เข้าไปขนย้ายช้างทั้ง 8 เชือก ขึ้นกรงเหล็กออกจากโรงพยาบาลทันที พร้อมรถตำรวจนำและปิดท้ายขบวน โดยไม่ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนักอนุรักษ์ที่เมื่อทราบข่าวจึงได้รีบไปปิดทางเข้า-ออกประจำของโรงพยาบาล

พอนักอนุรักษ์รู้ว่าถูกหลอกให้มาปิดล้อมผิดที่ จึงรีบขับรถไล่ตามอย่างกระชั้นชิด แต่ก็ถูกบรรดาตำรวจทางหลวงนับร้อยตั้งด่านสกัดจนไม่สามารถติดตามได้ ส่วนบรรดาช้างก็ส่งเสียงโหยหวนด้วยความเครียดสุดขีดตลอดเส้นทาง และพอฟ้าสาง ขบวนรถทั้งหมดวิ่งตรงไปถึงสนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง เพื่อรอขึ้นเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่มุ่งหน้าสู่ออสเตรเลีย

ปฏิบัติการ “ปล้นช้าง” ได้รับความสำเร็จเกินคาด ช้างทั้ง 8 เชือก ถึงประเทศออสเตรเลียแล้ว

หากอ่านเรื่องนี้ดูผิวเผินก็ดูสนุกดี แต่หารู้ไม่ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเปรียบเสมือนยอดน้ำแข็ง ที่เบื้องหลังมีเรื่องลึกลับตื่นเต้นมากกว่าที่เห็นมาก

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นหลายปีก่อน เมื่อนายกรัฐมนตรีคุณทักษิณ ชินวัตร กับทางรัฐบาลออสเตรเลียได้ทำสัญญาจะให้มีการแลกเปลี่ยนสัตว์ป่า โดยเอาช้างไทย 8 เชือก ไปแลกกับจิงโจ้ 4 ตัว และหมีโคอาล่า 4 ตัว เพื่อใช้ในกิจการสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี ที่เชียงใหม่

ผู้เชี่ยวชาญสัตว์พอทราบข่าวไทยจะเอาช้างไปแลกจิงโจ้และหมีโคอาล่าได้แต่นั่งทำตาปริบๆ

ช้างไทยเป็นช้างเอเชีย เป็นสัญลักษณ์ของชาติ ทั่วประเทศมีช้างป่าประมาณสองพันกว่าตัว และเป็นช้างบ้านสามพันกว่าเชือก และสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) ได้จัดสถานะของช้างไทยว่าเป็น สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ และถูกจัดอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญา CITES (อนุสัญญาว่าด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศ ว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์) หมายความว่า ห้ามทำการค้าโดยเด็ดขาด

ขณะที่จิงโจ้ในออสเตรเลียเป็นสัตว์แสนจะธรรมดา มีจำนวนหลายแสนตัว มากถึงขนาดเอามาทำเนื้อจิงโจ้และอนุญาตให้คนล่าได้ ส่วนหมีโคอาล่ามีอยู่หลายหมื่นตัว เป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ง่ายในออสเตรเลีย

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์กล่าวว่า หากไทยเอาช้างไปแลก ทางออสเตรเลียก็ควรเอาตุ่นปากเป็ด สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ของออสเตรเลียมาแลก จึงจะสมศักดิ์ศรี

แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลออสเตรเลีย ไม่มีทางส่งเจ้าตุ่นปากเป็ดมาแลกเด็ดขาด เพราะเขาหวงแหนสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้มากกว่าที่รัฐบาลไทยจะแสดงความหวงแหนสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของชาติยิ่งนัก

อย่างไรก็ตาม การแลกเปลี่ยนสัตว์ของทั้งสองประเทศได้ดำเนินต่อไป ซึ่งอันที่จริงก็คือ การซื้อขายสัตว์ระหว่างประเทศ เพราะมีข่าวว่าทางสวนสัตว์ออสเตรเลียทุ่มเงินถึง 2,000 กว่าล้านบาท เพื่อให้ได้ช้างทั้ง 8 เชือก

เงินมหาศาลจำนวนนี้ช่วยดึงดูดให้บรรดานักการเมือง พ่อค้าสัตว์ป่า และบรรดาบิ๊กๆ ในองค์การสวนสัตว์ในฐานะผู้จัดซื้อช้าง กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในฐานะผู้ตรวจสอบความถูกต้องของช้าง และมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะผู้ดูแลช้าง บินกันมาตอมเพราะรู้ดีว่า ราคาซื้อขายช้างอย่างเก่งก็ไม่เกินตัวละ 1 ล้านบาท

เมื่อเสี่ยออสซี่สั่งลุย จึงมีนายหน้าพ่อค้าสัตว์ป่าไปติดต่อหาลูกช้างจนได้ครบทั้ง 8 เชือก และอ้างว่าเป็นช้างบ้านมีตั๋วรูปพรรณชัดเจน แต่เรื่องมันแดงเมื่อทางกลุ่มอนุรักษ์พบว่า ลูกช้างหลายตัวไม่สามารถระบุที่มาที่ไปหรือพ่อแม่ของมันได้ชัดเจน ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ว่าช้างบางตัวไม่ใช่ช้างบ้าน แต่น่าจะเป็นลูกช้างที่จับในป่า เพราะการออกตั๋วรูปพรรณไม่สามารถป้องกันการเอาลูกช้างป่ามาสวมรอยช้างบ้านได้

ถึงตอนนี้ต้องบอกว่า ทุกวันนี้มีขบวนการเอาลูกช้างป่ามาขายเป็นล่ำเป็นสันตลอดชายแดนไทยพม่า ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ถึงแม่ฮ่องสอน โดยการขุดหลุมดักลูกช้าง ใช้วิธีคล้องบ่วง และเอาลูกช้างป่าที่จับได้ผูกถังน้ำมัน 200 ลิตร แล้วลอยข้ามแม่น้ำสาละวินมาสู่ฝั่งไทย

ลูกช้างหลายตัวตายระหว่างทาง หลายตัวได้รับบาดเจ็บสาหัส นำมาขายให้กับพ่อค้าสัตว์ป่าตัวละไม่กี่หมื่นบาท เพื่อรอส่งออกขายไปตามสวนสัตว์เมืองนอกได้ราคาถึงตัวละเฉียดล้านบาท

อย่าลืมว่าช้างจัดว่าเป็นสัตว์น่ารักอันดับต้นๆ โดยเฉพาะช้างเอเชียสามารถฝึกได้ ขณะที่ช้างแอฟริกาฝึกไม่ได้ ตลาดการค้าสัตว์ป่าทั่วโลกจึงให้ความสนใจกับลูกช้างป่าเอเชียมาก

สวนสัตว์ทั่วโลกจึงนิยมมีช้างเอเชียไว้เพื่อดึงดูดลูกค้า และทุกวันนี้ธุรกิจสวนสัตว์ในต่างประเทศเปิดตัวกันมากขึ้น การขโมยเอาลูกช้างป่ามาขายก็เป็นล่ำเป็นสัน และผู้ได้ประโยชน์สูงสุดคือ บรรดาพ่อค้าสัตว์ป่าทั้งถูกและผิดกฎหมาย

ดังนั้น ทางกลุ่มนักอนุรักษ์จึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยตรวจสอบดีเอ็นเอ หาพ่อแม่ของช้างทั้ง 8 เชือก ว่าเป็นช้างบ้านจริง เพื่อให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องคลายข้อกังขาว่า ช้างที่จะส่งไปออสเตรเลียไม่ใช่ลูกช้างป่าที่นำมาจดทะเบียนเป็นช้างบ้าน

อันที่จริงแล้วการเอาช้างไทยไปอยู่ในสวนสัตว์ออสเตรเลีย ก็คงไม่มีใครว่าอะไรมากนัก หากทำอย่างถูกต้องและถูกกฎหมาย

แต่รัฐบาลไทยได้แสดงความไม่โปร่งใส ด้วยการรีบเร่งนำช้างไปส่งที่สนามบินในยามวิกาล ทำกันลับ ๆล่อๆ ราวกับว่า มีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ไม่ชอบมาพากล

ผู้บริหารระดับสูงของสวนสัตว์ออสเตรเลียที่บินมาดูแลการขนย้ายช้างด้วยตนเอง เคยพูดเสียงดังฟังชัดว่า “เราจ่ายให้ไปมากพอแล้วนะ ช้างพวกนี้เป็นของเราแล้ว”

ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังเงิน 2,000 ล้านบาท ที่ออสเตรเลียทำหล่นที่เมืองไทย จ่ายให้กับพ่อค้า นักการเมือง ข้าราชการคนใดมั่ง จึงทำให้รัฐบาลต้องรีบขนช้างกันจ้าละหวั่น จนลืมไปว่าช้างตายตัวเดียวเอาใบบัวปิดไม่มิด

แต่ละปีธุรกิจค้าสัตว์ป่าข้ามชาติทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านบาท ถือเป็นธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยให้กับผู้เกี่ยวข้องเทียบเท่ากับการค้าอาวุธสงคราม ยาเสพติด และที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นศูนย์กลางการค้าสัตว์ป่าสำคัญแห่งหนึ่งของโลก

ธุรกิจการส่งช้างป่าออกนอกประเทศยังสดใส เพราะดูเหมือนรัฐบาลไทยจะเป็นเจ้าภาพเสียเอง

เรารักช้างไทยกันจริงๆ




ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม 2549
(นำมาจาก http://www.onopen.com)




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2549    
Last Update : 13 สิงหาคม 2549 16:48:15 น.
Counter : 145 Pageviews.  

ความจริงที่หายไปในหนังโฆษณาชุดล่าสุดเรื่อง กฟผ.




ประสาท มีแต้ม : คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กลุ่มศึกษาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สงขลา

1. คำนำ
ผมได้ชมหนังโฆษณาชุดล่าสุดในโทรทัศน์ ที่พยายามบอกถึงเหตุผลของรัฐบาลในการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) แล้วรู้สึกว่าต้องเขียนบทความชิ้นนี้ทันที ทั้งนี้เพราะมีข้อมูลสำคัญบางอย่างได้ถูกบิดเบือนและทำให้คิดต่อไปได้ว่า แล้วสิ่งอื่นๆ ที่รัฐบาลจะทำในอนาคตจะถูกบิดเบือนอีกไหม

ในฐานะที่ได้ติดตามข้อมูลด้านพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติและกิจการไฟฟ้ามานาน ผมจึงสามารถจับได้ไล่ทันว่าข้อมูลใดบ้างได้ถูกบิดเบือนหรือถูกทำให้หายไป ดังนั้นผมจึงขอนำเสนอข้อมูลที่ได้หายไปเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ใช้ประกอบการพิจารณา สำหรับข้อมูลดิบที่ผมใช้ในการวิเคราะห์นี้ มาจากกระทรวงพลังงานซึ่งท่านที่สามารถใช้อินเตอร์เนตค้นหาได้ที่ http://www.eppo.go.th/vrs/VRS61.pdf (หน้าที่ 63)

เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ผมจะเปรียบเทียบกิจการไฟฟ้าที่มีความซับซ้อน(และมีตัวเลขเยอะแยะ) กับกิจการคิวรถแท็กซี่ซึ่งจะทำให้เข้าใจได้ง่าย และสามารถนำไปเล่าสู่กันฟังภายใต้การผูกขาดการใช้สื่อแต่เพียงผู้เดียวของภาครัฐ

2. สาระสำคัญของหนังโฆษณา

เนื้อความในโฆษณาดังกล่าวมีสาระสำคัญว่า "ขณะนี้ทาง กฟผ. มีโรงไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้เพียงประมาณ 50% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่คนไทยทั้งประเทศใช้ ที่เหลืออีก 50% เป็นการผลิตของโรงไฟฟ้าของเอกชน ดังนั้นถ้าไม่มีการระดมทุนแล้วจะเอาทุนที่ไหนมาสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เมื่อเศรษฐกิจโตขึ้นสัดส่วนการผลิตของ กฟผ.ก็จะลดต่ำลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ทาง กฟผ.ยังมีหนี้สินถึง 1 แสน 4 หมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์"

3. ความจริงที่หายไป
จากสาระดังกล่าว เราพบว่ามีความจริง 2 ประการที่หายไป

ประการแรก คือทรัพย์สินของ กฟผ. มีอยู่ถึง 4 แสนล้านบาท การมีหนี้สินถึง 1.4 แสนล้านบาทก็ต้องถือว่ายังมีความมั่นคงทางการเงินอยู่และมีกำไรทุกปี ดีกว่ารัฐวิสาหกิจอื่นๆ อีกจำนวนมาก อาจจะดีกว่าฐานะของคนไทยทั้งประเทศที่มีหนี้สาธารณะถึง 52% ของรายได้ต่อปีเสียอีก หรือว่าจะต้องนำประเทศไทยไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย!

ประการที่สอง เรื่องที่ทาง กฟผ.มีส่วนแบ่งการตลาดเพียงประมาณ 50% เรื่องนี้ต้องอาศัยข้อมูลประกอบการพิจารณา ขอท่านผู้อ่านโปรดอ่านอย่างช้าๆสักนิด

3.1 นับถึงเดือนมิถุนายน 2546 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกันถึง 25,647 เมกะวัตต์ แต่มีความต้องการสูงสุดของทั้งปีเพียงที่ 18,121 เมกะวัตต์ หรือมีกำลังผลิตสำรองอยู่ถึง 42% เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ ผมจะเปรียบโรงไฟฟ้าเป็นรถแท็กซี่ ส่วนจำนวนไฟฟ้าที่ผลิตได้เทียบเป็นจำนวนผู้โดยสาร และเพื่อให้เห็นสัดส่วนของการใช้งานของรถแท็กซี่ ผมขอเปรียบให้จำนวนผู้โดยสารในวันที่มีมากสูงสุดมีจำนวน 100 คน (18,121 เมกะวัตต์) ดังนั้นในวันนั้นประเทศไทยมีรถแท็กซี่อยู่ทั้งหมด 142 คัน (รถ 1 คันเทียบเท่าโรงไฟฟ้า 180 เมกะวัตต์คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,300 ล้านบาท)

จากตัวเลขดังกล่าวทำให้เรารู้สึกได้ว่า คิวนี้มีรถมากเกินไป เพราะมีสำรองถึง 42 คัน หากคิดย้อนกลับไปคิดเป็นกิจการโรงไฟฟ้า การมีโรงไฟฟ้าสำรองถึง 42% นั้นต้องถือว่ามีมากเกินไป (ซึ่งปกติเขามักสำรองที่ 15% ท่านนายกฯทักษิณเคยกล่าวเมื่อต้นปี 2545 ว่า "ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าสำรองคิดเป็นมูลค่าถึง 4 แสนล้านบาท เนื่องจากการคำนวณที่ผิดพลาด ทำให้คนไทยต้องเสียค่าไฟฟ้าแพง")
3.2 ในจำนวนรถทั้งหมด 142 คัน ปรากฏว่าเป็นของ กฟผ. 84 คันหรือคิดเป็น 59% ของจำนวนรถทั้งหมดของคิว ที่เหลือ 41%(หรือ 58 คัน) เป็นของบริษัทเอกชน

3.3 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2546 พบว่ารถของ กฟผ. ได้รับผู้โดยสารรวมเพียง 52% (แต่มีรถอยู่ 59%) ในขณะที่รถของเอกชนได้รับผู้โดยสาร 48%(แต่มีรถอยู่ 41%) จากข้อมูลนี้ทำให้เราได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า "นายคิว" นี้ไม่มีความเป็นธรรมอย่างยิ่ง คำถามก็คือว่า ใครคือนายคิว จึงได้ปล่อยให้รถของ กฟผ. หรือของคนไทยทุกคนต้องว่างงานเป็นจำนวนมาก

4. ใครคือนายคิว?
คำตอบคือ กฟผ. เองนั่นแหละที่เป็นนายคิว เพราะ กฟผ. เป็นผู้ควบคุมระบบส่งไฟฟ้าหรือควบคุมถนน แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเกณฑ์การจัดคิวแบบนี้คือใคร? คำตอบคือรัฐบาลไทยนั่นเอง เพราะนโยบายมาจากรัฐบาล โดยรัฐบาลไทยได้เซ็นสัญญาที่เรียกว่า "ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย" กล่าวคือเป็นสัญญาที่ได้ประกันความเสี่ยงให้กับบริษัทเอกชนที่ว่า เมื่อบริษัทสามารถผลิตไฟฟ้าได้แล้ว ทาง กฟผ. ต้องรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัทอย่างน้อย 85% ของจำนวนที่บริษัทผลิตได้เพื่อนำไปขายต่อให้กับประชาชน

โปรดอย่าลืมว่า ในระบบทั้งหมดเรามีรถอยู่ 142 คันแต่มีผู้โดยสารไม่เกิน 100 ราย ด้วยสัญญาแบบนี้ กฟผ. จึงจำเป็นต้องปล่อยรถของตนเองออกให้น้อยลง เพราะถึงปล่อยรถของตนเองออกมา ก็ต้องจ่ายเงินให้รถของเอกชนอยู่ดี ตามสัญญา "ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย"
5. กฟผ. เสียรายได้ปีละ 17,500 ล้านบาท ใน ปี 2546 ทั้งปี คนไทยใช้ไฟฟ้าประมาณ 1 แสน 1 หมื่นล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 275,000 ล้านบาท ดังนั้นปริมาณไฟฟ้า 1% มีค่าเท่ากับ 2,750 ล้านบาท

จากหัวข้อ 3.3 ที่รถของ กฟผ. มีอยู่ถึง 59% แต่ได้รับผู้โดยสารเพียง 52% คือหายไปถึง 7% (เพราะไปเพิ่มให้รถของเอกชน) ดังนั้นด้วยการจัดคิวที่ไม่เป็นธรรมนี้ได้ทำให้ กฟผ. ขาดรายได้ไปถึงปีละ 17,500 ล้านบาท

เงินรายได้ที่หายไปจาก กฟผ.จำนวน 19,250 ล้านบาทนี้ เป็นค่าเชื้อเพลิงประมาณ 11,900 ล้านบาท(หรือประมาณ 68%ของรายได้) ดังนั้นรายได้ที่เหลืออีกประมาณ 6,000 ล้านบาทจึงถือได้ว่าเอากำไรล้วนๆ ของ กฟผ.ไปให้กับบริษัทเอกชนนั่นเอง เพราะว่าต้นทุนค่าสายส่งและค่าบริหารไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มอีกแล้ว

เงินก้อนนี้ตกปีละ 6,000 ล้านบาทนี้เป็นเงินที่ผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้จ่าย ได้หายไปจาก กฟผ. ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน แต่กลับไหลไปสู่กระเป๋าของบริษัทเอกชนเพราะนโยบายการจัดคิวที่ผิดพลาดของรัฐบาลไทย
ที่กล่าวมาแล้วเป็นข้อมูลปี 2546 แต่ที่ทางราชการไทยได้วางแผนไว้สำหรับปี 2547 กลับสาหัสมากกว่านี้คือ รถของ กฟผ. จะได้รับผู้โดยสารเพียง 48% (ทั้งๆที่มีโรงไฟฟ้าหรือรถเพิ่มขึ้นอีก 2 คันที่จังหวัดกระบี่ รวมรถของ กฟผ.มี 60%) รถของบริษัทเอกชนจะได้รับผู้โดยสาร 52%
ความอยุติธรรมนี้จะเพิ่มขึ้นจาก 7% ในปี 2546 เป็น 12% ในปี 2547 เฉพาะส่วนที่ไม่เป็นธรรมนี้คิดเป็นกำไรล้วนๆ ถึงหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี

5. สรุป
ที่ได้กล่าวมาแล้ว ผมได้ชี้ให้เห็นว่าในหนังโฆษณาชุดนี้รัฐบาลทักษิณได้หลอกลวงคนไทยไว้ 3 ประเด็น คือ (1) บอกแต่จำนวนหนี้สินแต่ไม่บอกจำนวนทรัพย์สินที่มีมากกว่า (2) จำนวนโรงไฟฟ้าล้นเกินถึง 42% แทนที่จะเป็น 15% และ (3) ปิดบังความจริงเรื่องการจัดคิวที่ไม่เป็นธรรมซึ่งกำหนดโดยรัฐบาลเอง ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้และเอกชนได้ประโยชน์ถึงปีละ 6,000 ล้านบาท

ผมคิดว่าสิ่งที่คนไทยต้องตั้งคำถามอีก 4 ข้อ คือ
(1) ยังมีสิ่งที่หลอกลวงที่บทความนี้ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกไหม
(2) นี่เป็นการหลอกลวงครั้งสุดท้ายของรัฐบาลหรือไม่
(3) เงินค่าโฆษณาทางโทรทัศน์มาจากไหน ใครเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ซึ่งรับเงินค่าโฆษณาแล้วนำความเท็จมาให้ประชาชน และ
(4) แล้วเราจะเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าภายใต้การปิดกั้นข่าวสารได้อย่างไร

ข้อมูลจาก http://www.fridaycollege.org/index.php?file=forum&obj=forum.view(cat_id=en,id=17)
วิทยาลัยวันศุกร์ http://www.fridaycollege.org


๒. ปลดพนักงานไฟฟ้าสหรัฐอเมริกา:บทเรียนที่พนักงานไฟฟ้าไทยต้องรับรู้


"ทั้งๆที่ความต้องการไฟฟ้าของชาวอเมริกันเพิ่มสูงขึ้น 25% นับจากเริ่มการปฏิรูปกิจการไฟฟ้าในปี 1990
แต่จำนวนพนักงานกลับลดลงจากเดิมถึง 24%หรือ 1 แสน 5 พันคน ในปี 2000 "

บทความนี้จะนำผลการศึกษาวิจัยในการปลดพนักงานไฟฟ้ากว่า 1 แสนคนในประเทศสหรัฐอเมริกาหลังการปฏิรูประบบการกำกับดูแลระบบไฟฟ้าในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1990-2000 มาเตือนสติพนักงานการไฟฟ้าไทยทั้งระบบ ท่ามกลางกระแสการคัดค้านการแปรรูปการไฟฟ้าในบ้านเราในปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงพนักงานการไฟฟ้าเราหมายรวมถึง พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) ที่ทำหน้าที่การผลิตและส่งกระแสไฟฟ้า พนักงานการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และพนักงานการไฟฟ้าภูมิภาค(กฟภ.) ซึ่งพนักงานในสองส่วนหลังนี้ทำหน้าที่ให้บริการประชาชนในเขตของตนเอง แต่ที่กำลังถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในบ้านเราก็คือพนักงานของ กฟผ. เพราะได้รับอนุญาตให้ซื้อหุ้น กฟผ. คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท ในราคาพาร์ซึ่งมีราคาเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของราคาเข้าตลาดเท่านั้น

ความจริงแล้วพนักงานการไฟฟ้าทั้ง 3 หน่วยงานข้างต้นได้ร่วมกันคัดค้านการแปรรูป กฟผ.มาตลอด แต่อาจจะเป็นเพราะคิดเอาเองว่า "ต้านไม่ไหวแล้ว" หรือเพราะ "ผลประโยชน์ที่ทางรัฐบาลหยิบยื่นให้" ก็ไม่อาจทราบได้ พนักงาน กฟผ. ส่วนใหญ่จึงได้ยุติการคัดค้านร่วมกับประชาชนกลุ่มต่างๆในขณะนี้ นอกจากนี้ทางรัฐบาลอาจจะมีคำมั่นสัญญาลับๆกับพนักงาน กฟผ.ว่าในอนาคตจะไม่ปรับลดจำนวนพนักงานลง ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนทุกหน่วยงานต่างก็รู้สึกกลัวกันทั้งนั้น

บทความนี้ผมจะนำเสนอข้อมูลบางส่วนที่ได้มีการศึกษาวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาในเรื่องที่คล้ายกัน แต่ได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว เพื่อเป็นการเตือนสติว่า "คำมั่นสัญญา" ของรัฐบาลที่มีฐานคิดเพื่อกำไรของนายทุนนั้นเชื่อถือไม่ได้. ข้อมูลส่วนใหญ่ต่อไปนี้มาจาก Monthly Labor Review ฉบับเดือนพฤษภาคม 2546(2003) เรื่อง "Regulatory reform and labor outcomes in the U.S. electricity sector" เขียนโดย M. Scott Niederjohn ท่านที่สนใจสามารถค้นได้ google.com ครับ

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2533(1990) เป็นต้นมา หลายมลรัฐในสหรัฐอเมริกาได้เริ่มต้นแผน "การปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า" เหตุผลหลักที่ใช้อ้างในการปฏิบัติการตามแผนดังกล่าวก็คล้ายกับในบ้านเราบางส่วนคือ "เพื่อกระตุ้นการแข่งขันสำหรับการขายส่งในตลาดกิจการไฟฟ้า" (สำหรับรายละเอียดและผลสัมฤทธิ์ด้านอื่นๆเราจะไม่สนใจ แต่บทความนี้จะสนใจเฉพาะที่เกี่ยวกับการปลดพนักงานและเงินเดือนพนักงาน รวมทั้งที่เกี่ยวกับกิจการสหภาพแรงงานเท่านั้น)

ตอนเริ่มต้นการปฏิรูป ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกามีพนักงานการไฟฟ้า(ที่ทำหน้าที่เหมือนกับ 3 หน่วยงานของบ้านเรา) รวมกันประมาณ 4 แสน 5 หมื่นคน ในปีถัดมามีการปลดพนักงานออกเพียงเล็กน้อย เมื่อผ่านไป 2 ปี พนักงานถูกปลดไปถึง 25,000 คน และก็ถูกปลดต่อมาเกือบทุกปี เมื่อนับจำนวนพนักงานไฟฟ้าจนถึงปี 2543 พนักงานของกิจการไฟฟ้าลดลงถึง 1 แสน 5 พันคน หรือลดลงถึง 24% ของจำนวนพนักงานในตอนเริ่มต้นปฏิรูป ทั้งๆที่ ในช่วงเวลาดังกล่าว คนอเมริกันใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 25% (ข้อมูลจาก Energy Information Administration)

ในด้านรายได้ของพนักงาน ผลการศึกษาพบว่า ผลจากการปฏิรูปดังกล่าวไม่ได้ทำให้รายได้ของพนักงานลดลง กล่าวคือรายได้ที่แท้จริงเพิ่มจากสัปดาห์ละ $482 ในปี 2335 เป็น $529 ในปี 2543 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.2% เท่านั้นหลังจากหักค่าเงินเฟ้อไปเรียบร้อยแล้ว

ในด้านเปอร์เซ็นต์ของพนักงานการไฟฟ้าที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานก็ลดลงมาอยู่ที่ 30% จากเดิมที่เคยมีถึงเกือบ 40% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด จำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงานย่อมสะท้อนอำนาจในการต่อรองของพนักงานกับเจ้าของกิจการนั่นเอง

ในปี 2544 คนอเมริกันทั่วประเทศ(293 ล้านคน) ใช้พลังงานไฟฟ้า 3.8 ล้านล้านหน่วย (ล้านสองครั้ง) โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด 9 แสน 5 พันเมกกะวัตต์ มีพนักงานไฟฟ้าทั้งสิ้น 339,000 คน

ลองนำมาเปรียบเทียบกับประเทศในปี 2547 แม้ข้อมูลคนละปีกันแต่ก็พอจะเห็นอะไรได้บ้าง

คนไทยทั่วประเทศ(63 ล้านคน) ใช้พลังงานไฟฟ้า 1.25 แสนล้านหน่วย โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 26,000 เมกกะวัตต์ มีพนักงานไฟฟ้าที่เป็น กฟผ.(25,700 คน) กฟน.(9,913 คน) และ กฟภ.(26,970 คน) รวมทั้งสิ้นรวม 62,583 คน (ไม่นับพนักงานของบริษัทผลิตไฟฟ้าของเอกชน-เพราะผมไม่ทราบ ในการวิเคราะห์ต่อไปจะถือ พนักงานไฟฟ้าทั้งประเทศมี 64,000 คน)

จากข้อมูลดังกล่าว พบว่า ทุกๆ หนึ่งหน่วยเมกกะวัตต์ของกำลังการผลิต สหรัฐอเมริกาว่าจ้างพนักงานเพียง 0.37 คนเท่านั้น(ในประเทศญี่ปุ่นเท่ากับ 0.5 คน) ในขณะที่ของประเทศเราใช้พนักงานถึง 2.46 คน. หรือทุกๆ หนึ่งเมกกะวัตต์ของกิจการไฟฟ้าไทยใช้พนักงานมากเป็นเกือบ 7 เท่าของสหรัฐอเมริกา.
จริงอยู่ครับว่า ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศเรากับของสหรัฐอเมริกา มีความแตกต่างกันในการกำหนดจำนวนพนักงานในการบริการประชาชนในชนบท แต่ตัวเลขที่แตกต่างกันขนาดนี้ย่อมเป็นเงื่อนไขให้เจ้าของกิจการไฟฟ้าอ้างได้

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเจตนาจะทำลายเครดิตของพนักงานการไฟฟ้าแต่อย่างใด ตรงกันข้ามผมกลับยกย่องว่าองค์ทั้ง 3 นี้เป็นองค์กรชั้นเลิศของประเทศไทยเมื่อเทียบกับองค์กรอื่นๆ. ปัญหาประสิทธิภาพที่ต่ำไปเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกานั้นเป็นเพราะปัจจัยต่างๆมากมาย รวมทั้งการแทรกแซงของนักการเมือง ในการจัดซื้อ จัดจ้าง และนโยบายด้านเชื้อเพลิงที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ค่าไฟฟ้าแพง มากกว่าค่าแรงงานของพนักงานหลายเท่านัก

แม้ว่าค่าแรงมีสัดส่วนไม่ถึง 6% ของต้นทุนค่าไฟฟ้าทั้งหมด แต่ด้วยแนวคิดของของผู้ประกอบการที่มีเป้าหมายเพื่อกำไรสูงสุดของผู้ถือหุ้น วิธีการปลดพนักงานที่เกิดขึ้นแล้วในสหรัฐอเมริกาผู้เป็นต้นแบบ ทำไมเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในประเทศไทยผู้เดินตามลูกพี่ใหญ่เกือบทุกกระเบียดนิ้ว

แต่ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ก็คือดัชนีความโปร่งใสในการบริหารประเทศของไทยเราต่ำกว่าของสหรัฐอเมริกามาก กล่าวคือ ในปี 2547 สหรัฐได้คะแนน 7.5 แต่ไทยได้ 3.6 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

ในสถานการณ์ที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่งที่ประชาชนร่วมกันคัดค้านและยื่นต่อศาลปกครอง เพื่อให้รัฐบาลระงับการขายกิจการไฟฟ้า พนักงาน กฟผ. ควรจะต้องเก็บรับบทเรียนจากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ มาพิจารณาผลประโยชน์ที่ทางรัฐบาล หยิบยื่นมาให้นั้น เป็นเพียงเพื่อให้วัตถุประสงค์ของเขาได้บรรลุไปก่อนเท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็ถีบไสไล่ส่งพวกท่านอย่างแน่นอน ผมคิดคร่าวๆจากข้อมูลที่ได้กล่าวมาแล้วว่าน่าจะมากกว่า 24% เยอะเลย




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2548    
Last Update : 6 ธันวาคม 2548 21:32:26 น.
Counter : 195 Pageviews.  

ร่างกายศึกษา ศาสตร์แขนงใหม่ในสังคมบริโภค

การศึกษากับสังคมวัฒนธรรมร่วมสมัย
ร่างกายศึกษา ศาสตร์แขนงใหม่ในสังคมบริโภค
จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์
นิสิตปริญญาเอก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(สมาชิกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)


หมายเหตุ : ผลงานวิชาการชิ้นนี้ชื่อเดิมคือ
อุ้ยอ้าย ฤ เป็นอื่น : อวิชชาว่าด้วย "อ้วน" กับกระบวนการความรู้และการศึกษา
(บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ 5 หน้ากระดาษ A4)




ในโลกแห่งคน "คลั่งผอม" ความอ้วนได้กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เนื้อไขมันกลายเป็นส่วนเกินที่น่าชัง คน จ่ำม่ำถูกเปรียบเป็น "ตุ่ม" หรือตัวตลกที่น่าขัน มุมมองเหล่านี้ได้ส่งผลต่อคนอ้วนที่ได้กลายเป็น "ความเป็นอื่น" (Other) ในสังคม

"ลดน้ำหนักเห็นผล ได้ในพริบตา" "กำจัดส่วนเกิน รับประกันไม่พอใจคืนเงิน" ฯลฯ และอีกนานับคำกล่าวอ้างได้ถูกหยิบยกมาโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งได้กลายเป็นสิ่งเย้ายวนใจบรรดาคนหนุ่มสาวที่เกลียดชังส่วนเกินในร่างกาย

ปรากฏการณ์ที่เกิดนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตคนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผ่านกระบวนการสื่อสารประชาสัมพันธ์ความสวยงามแบบใหม่ที่เกิดขึ้นไปทั่ว ยิ่งทำให้การมองหรือการรับรู้เกี่ยวกับความอ้วนกลายเป็นประเด็นทางสังคม และกำลังกลายเป็นความจริงที่มีผลต่อการเปลี่ยนสังคม วัฒนธรรม และสมาชิกในสังคม

ในขณะเดียวกัน เราได้เห็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่ได้พยายามชู "ความรู้" ชุดใหม่ว่า ความอ้วนเป็นความจริงที่อันตราย "อ้วนไป ตายเร็ว" (Social Fact) ผลที่เกิดขึ้นยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมการบริโภค "ทางเลือก" ที่มังสะวิรัตหรืออะไรก็ตามที่ปิดฉลาก "low fat" ได้กลายเป็นเครื่องประกันสุขภาพ และก่อให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ยุคใหม่ที่คำนึงคุณภาพชีวิตมากยิ่งขึ้น

แต่กระนั้น ในอีกทางหนึ่ง ผลของวาทกรรมชุด "ไร้มัน" ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตแบบสองขั้วภายใต้นิยาม "ความงามแบบใหม่" ในบางประการ อาทิ

"กลัวอ้วน"

- ความเกลียดชังและบทลงโทษคนอ้วนให้กลายเป็นอื่น จนทำให้ใครก็ตามที่ไม่ผอม จะต้องเร่งหันมาปรับพฤติกรรมตนเองก่อนที่จะกลายเป็นผู้ "ไร้ที่ยืน" หรือกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่อาจจะไม่สามารถ "ปรากฏกาย" ได้ในสังคม ก่อให้เกิดคำถามว่า กระบวนการสร้างความรู้ใหม่ที่ทำให้คนอ้วนกลายเป็น "ความเป็นอื่น" เช่นนี้เป็นชุดความรู้ที่ถูกต้องแล้วหรืออย่างไร

"คลั่งผอม"

- ซ้ำร้ายกว่านั้นมันนำไปสู่ปรากฏการณ์และวัฒนธรรม "คลั่งผอม" ที่ต้องคอยรีดไขมัน และยอมทนเป็นไม้เสียบผี พร้อมกับสร้างความเชื่อ "สวยแบบเรียบๆ แบนๆ" คือสุดยอดแห่งความงามที่ทันสมัยในยุคนี้ จนเกิดคำถามว่า สุขภาพที่ดีคือไม่อ้วน หรือต้องสุดผอมกันแน่ และความผอมคือ "ความงาม" ที่แท้จริงหรือไร้จริงที่ลวงโลก

ในทางตรงข้าม หากไม่เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น เราก็จะเห็นปรากฏการณ์ต่อต้านหักล้างค่านิยมดังกล่าวแบบสุดขั้วด้วยการค่านิยมใหม่ที่ว่า

"ไม่เกรงอ้วน"

- คือไม่เกรงที่จะอ้วนแถมด้วยการยอมรับความอ้วนเป็นสภาพชีวิตที่มิอาจเปลี่ยนได้ จนนำไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหว "สิทธิคนอ้วน" ซึ่งแม้นั่นได้สร้างความรู้ในแง่การมองเห็นในศักดิ์ศรีคุณค่าแห่งมนุษย์ทุกคน แต่ในอีกทางหนึ่งมันได้ซ่อนมายาภาพที่เสนอว่า ความอ้วนก็ "เป็นเอก" ได้ หรือเสมือนว่า "อ้วนก็สวยได้" ใครจะทำไม

"ลืมอ้วน (รักอ้วน)"

- ผลกระทบต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นในความ "อ้วนอวบ สวยอึม" นำไปสู่ปล่อยปละละเลยร่างกายไม่สนไขมันส่วนเกิน หรือไม่เช่นนั้นก็รักที่ขุนตัวให้อ้วน โดยไม่กังวลจะเป็น "ชายขอบ" เพราะมีการรองรับความชอบธรรมด้วย "สมาคมคนอ้วน" จนเกิดคำถามต่อมาว่า นั่นคือทางออกที่ดีของคนอ้วนอย่างนั่นหรือ และ "ความรู้ที่ดี" สำหรับชนชาวอ้วนคือต้อง "ขุนน้ำหนัก" มากกว่า การรู้ทันไขมันที่จะไปอุดตันหัวใจได้ทุกเมื่อกระนั่นหรือ

ภาพต่างขั้วดังกล่าวได้นำมาสู่คำถามต่อมาว่า ชุดความรู้และความงามต่างแบบนี้เป็นความรู้แห่งความงามที่ถูกต้องแล้วหรืออย่างไร และมันถูกต้องแล้วหรือกับการให้ความรู้เชิงเดี่ยว (Single) และสร้างค่านิยมสุดขั้วจนเกิดกระแสวัฒนธรรมใหม่ นั่นคือวัฒนธรรม "คลั่งผอม" กับวัฒนธรรม "รักอ้วน" ซึ่งดูเหมือนว่านี่กำลังเป็นกระแสแห่งการก่อเกิด "อวิชชา" (ความไม่รู้/รู้ไม่ทั่ว/รู้ไม่ทัน) มากมายในสังคม ที่สำคัญมันกำลังทำลายกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมที่ความรู้ (วิชา) หรือสัจธรรมของความอ้วนที่แท้จริงกำลังถูกมองข้ามไป


ความจริงแห่งความอ้วน : ความรู้ สู่การศึกษา
ปัจจุบัน พบว่าคนไทยมีปัจจัยเสี่ยงทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 14 ปัจจัย เช่น เพศสารเสพติด สัมพันธ์ไม่ปลอดภัย ทุพโภชนาการ ออกกำลังกายน้อย ฝุ่นในอากาศ สุขาภิบาลไม่ดี ความอ้วน ความดันโลหิตสูง บาดเจ็บจากการประกอบอาชีพ เป็นต้น

โดยเฉพาะกับเด็กไทยนั้น แม้เด็กไทยที่มีปัญหาโรคอ้วนนั้นมีไม่ถึงครึ่ง โดยมีประมาณ 25% เท่านั้น แต่ปัญหาที่พบก็คืออัตราการเกิดเด็กอ้วนในสังคมไทยเป็นไปอย่างรวดเร็วจนน่าวิตก ทั้งที่เมื่อ 20 ปีที่แล้วเด็กไทยยังผอมโกรกกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ปรากฏว่าสัดส่วนเด็กไทยที่เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นเร็วมาก จนกลายเป็นว่าสัดส่วนของเด็กไทยที่อ้วนขึ้น เกิดขึ้นเร็วที่สุด เร็วกว่าเด็กจีน อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม หรือแม้กระทั่งเร็วกว่าที่นิวซีแลนด์และออสเตรเลียเสียด้วยซ้ำ

จากการสำรวจนักเรียนชั้น ม.1-ม.6 พบโรคอ้วนถึงร้อยละ 10 เพิ่มจากเมื่อปี 2529 ที่สำรวจในอายุ 10-25 ปีพบโรคอ้วนแค่ร้อยละ 2 และเพิ่มเป็นร้อยละ 20 ในปี 2537 นอกจากนี้ในปี 2544 พบว่า อัตราภาวะโภชนาการของเด็กได้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือว่าอ้วนเกินไป และยังพบว่าเด็กไทยประมาณร้อยละ 60 ออกกำลังกายน้อยกว่า 30 นาทีต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอและกิจกรรมส่วนใหญ่ยังส่งเสริมให้เด็กอ้วนง่าย โดยลักษณะการอ้วนที่พบจะเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงวัยรุ่น โดยเด็กวัยรุ่นชายจะอ้วนมากกว่าวัยรุ่นหญิง แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เพศหญิงที่อ้วนจะมีโรคแทรกซ้อนมากกว่าเพศชาย

ข้อมูลดังกล่าว คือข่าวสารความรู้ด้านสถานการณ์สุขภาพของคนไทย ซึ่งทำให้เรารับรู้ได้ว่า ทุกวันนี้ "ความอ้วน" กำลังขยายตัวไปทั่วพื้นที่ต่างๆ ในสังคม และมันได้กลายเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้แก่สังคมไปโดยปริยาย และที่น่าเป็นห่วงก็คือ เด็กไทยในยุค "แดกด่วน" (Fast food) นี้ไม่เพียงแต่เติบโตมาพร้อมๆ วัฒนธรรมบริโภคทุกรูปแบบที่มีผลต่อวัฒนธรรมการเลี้ยงดูกลายเป็น "เด็กสมบูรณ์" ได้ง่ายแล้ว ยังหมายความว่าพวกเขามีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงกว่าผู้ใหญ่มากขึ้นด้วย

ที่ร้ายกว่านั้น ยังไม่ทันที่เด็กเยาวชนจะเรียนรู้หรือเข้าใจได้ว่าภาวะร่างกาย "เกินสมบูรณ์" นั้นอันตรายแค่ไหน พวกเขาก็ต้องผจญกับกระแสอินเทรนในแฟชั่น "เรือนร่างนิยม" ที่ดูจะมีอิทธิพลต่อความคิดความรู้สึกที่ทำให้ความอ้วนกลายเป็นอื่น

ที่น่าสังเกตก็คือ ผลกระทบจากปัญหาที่กล่าวนี้ ยังส่งผลไปถึงปัญหาคู่แท้สองโลกของความอ้วน นั่นคือความผอม ซึ่งเคยสะท้อนภาวะทุพโภชนาการของเด็กไทยที่ "อดอยาก ไม่มีกิน" กลับกลายพันธุ์ไปสู่ภาวะทุพโภชนาการทับซ้อนในแบบ "อยากอด งดกิน" เพื่อต่อต้านและทำลายล้างความอ้วนให้จงได้ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งชุดความรู้ใหม่ที่เป็นจริงจากอวิชชาแห่งความอ้วน

โดยนัยนี้ ไม่ว่าเด็กไทยจะทันรู้ตัวหรือไม่ พวกเขาก็ต้องเผชิญกับกระแสแห่งทางสองแพร่งที่ต้องเลือกระหว่างการ "ลืมอ้วน" กับ "หลงผอม" ดังที่สะท้อนไปในข้างต้น

เมื่อมาถึงตรงนี้ก็คงต้องย้อนกลับไปที่การศึกษาที่ควรชูตัวความรู้หรือวิชชาที่แท้ ซึ่งมิใช่เพียงแค่กระบวนการทางข้อมูล (Data) ที่โชว์ข้อมูลสถิติต่างๆ เพื่อการรับรู้ในเชิงสถานการณ์อีกแล้ว หรือแค่ให้ความรู้ด้วยการณรงค์ทางสังคมเพื่อให้ตระหนักถึงภัยความอ้วนเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการศึกษาที่ไม่ละเลยความรู้ถึงภัยแห่งความ "คลั่งผอม" ที่เติบโตความคู่กันมา ที่สำคัญต้องนำพาให้สมาชิกในสังคมได้เรียนรู้ด้วยว่า สุขภาพที่แข็งแรง ร่างกายที่สมส่วน ชีวิตที่สมดุลนั้นคืออะไร

เรียกได้ว่า การศึกษาที่จะชูความเข้าใจในเรื่องนี้ จึงมีมากกว่า "การเต้นแอโรบิคหมู่" หรือมีหลักประกัน "30 บาทรักษาทุกโรค" ของกระทรวงสาธารณสุข (เพราะนั่นหาใช่ที่สุดของคำตอบไม่) หรือแม้แต่การสอนสุขศึกษา / พลศึกษาในโรงเรียน ก็อาจจะยังไม่พอต่อการเข้าถึงความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ด้วยเหตุว่า ไม่ว่าจะเป็นตัวความรู้ก็ดี การศึกษาเรื่องอ้วน(อ้วน) ก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีสารัตถะเหนือกว่าเรื่องของการมีน้ำหนักเกิน (Overweight) แต่ยังเกี่ยวพันกับชุดความรู้/กระบวนการทางปัญญาที่เรียนรู้ทำความเข้าใจในความอ้วน รู้ถึงรู้ทันภาวะอ้วน การบริโภค ค่านิยมและผลกระทบต่อสุขภาพและปัญญาที่การศึกษาจะต้องนำไปให้ถึง และนั่นก็หมายความว่าการศึกษาจำต้องรื้อสร้างชุดความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์ระหว่างเรื่องอ้วนกับชีวิตจริงให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเรียนรู้ได้ในหลายมิติ เช่น

- การเรียนรู้/กระบวนการศึกษาที่มากกว่าการสอนให้เด็กหรือประชาชน "รับรู้" เรื่องโภชนาการ หรือ "รู้จักสุขบัญญัติ" ใดๆ (Nutrition Education / Health Education)

- กระบวนการศึกษาที่สร้างการเข้าใจความจริง และใส่ใจดูแลหรือป้องกันรักษาตนเองมากกว่าการเยียวยาปลายทางแบบต้อง "พึ่งหมอ รอยาช่วย" (Safety Education)

- กระบวนการเรียนรู้ในเรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับสมอง การศึกษาเรื่องของสมอง ภาวะความอ้วนกับผลกระทบต่อ "การเจริญเติบโตของสมอง" และพัฒนาการทางปัญญา (Brain-based Education / Brain-based Learning )

- กระบวนการเข้าใจและเท่าทันความรู้ที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสร้าง การ "ทันรู้" สื่อข่าวสารโฆษณาทั้งหลาย เรียนรู้ที่จะ "รู้เลือก/บริโภคเป็น" มากกว่าปล่อยตัวไปกับกระแสบริโภคแบบ "บุฟเฟ่" ไม่เลือกกินหรือกินไม่เลือก (Media Education / Consumer Education)

- การศึกษาที่มากกว่าความรู้แต่สอนให้ "รู้ทัน" โลกาภิวัตน์ แทนที่จะต้องอินเทรนในกระแส "อ้วน/ผอม ยอมหลง" แต่สามารถตั้งหลักหรือเผชิญหน้าในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างดี (Global Education)

- การเรียนรู้ในคุณค่าหรือสิทธิมนุษยชน ที่มิใช่แค่ให้การเรียนรู้รักษาสิทธิ์ชาวอ้วนชาวผอม เรียกร้อง แต่เพื่อปลดแอกอคติชนต่างกลุ่ม (Human right Education)
และยังจะสามารถปรากฏได้ในอีกหลายรูปแบบวิชาที่มากกว่านั้น เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า การศึกษาที่จะขจัดอวิชชาในเรื่องความอ้วน (ผอม) นี้ มิใช่แค่การเรียนรู้ส่วนเสี้ยวของความรู้ที่เกี่ยวพันกับสุขภาพ และค่านิยมทางสังคมอย่างที่เคยเข้าใจ หากแต่รวมไปถึงการบูรณการวิชาอย่างเป็นองค์รวมในทุกๆ เรื่องที่กล่าวมา รวมความรู้เกี่ยวกับสุขภาวะจิต-กาย-ชีวิต สุขภาวะทางปัญญาและสุขภาวะของสังคม รวมถึงค่านิยม /คุณค่าในชีวิต (Value) ตลอดจนความรู้ความสามารถที่จะ "รู้แจ้ง" ในแก่นแท้ของการมีชีวิตอย่างมี "ดุลยภาพ" ทั้งในตนเองและในสังคม

หรือกล่าวในอีกทางก็คือ ถึงเวลาแล้วที่การศึกษาจะพูดถึงความรู้ว่าด้วย "อ้วน" อย่างจริงจังและถ่องแท้เสียที ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบโรงเรียนก็ดี นอกระบบโรงเรียนก็ดี หรือตามอัธยาศัยก็ควรหันมาใส่ใจในเรื่องนี้แบบที่เป็น "ความรู้หรือวิชชาแบบองค์รวม" ด้วย เพราะอย่างที่เน้นก็คือเรื่องอ้วน มิใช่แค่เรื่องของชั้นไขมันหรือไร้มันอีกแล้ว แต่คือเรื่องของความรู้ที่สัมพันธ์กับสุขภาวะของชีวิตทั้งในแง่ความเสี่ยง (Risk) ความสูญ (Loss) หรือความมั่นคง (Security) และความยั่งยืน (Sustainability) ของมนุษย์และสังคมไทยในอนาคต

อะไรคือสัจธรรมแห่งความอ้วน ก็คงไม่ยากนักที่จะตอบว่า
"You are what you eat"

เช่นเดียวกับอะไรคือสัจธรรมของการศึกษาในเรื่องนี้ ก็คงไม่ต่างจากที่กล่าวในข้างต้น

หากแต่โจทย์สำคัญในขณะนี้ คือทำอย่างไรจะให้คนในสังคมเข้าใจในสัจธรรมนี้ได้ โดยไม่สร้างความเป็นอื่นอันใดมาบดบัง "ปัญญา" และนี่ต่างหากคือหลักประกันชีวิตและสุขภาวะของสังคมไทยที่แท้ อันเป็นสิ่งท้าทายที่ทุกภาคทุกฝ่ายในสังคมต้องร่วมกันใช้พลังการศึกษาทุกรูปแบบ เพื่อคนไทยและสังคมไทยที่สมบูรณ์ (ไม่เกินสมดุล)




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2548 21:14:22 น.
Counter : 210 Pageviews.  

สาระจากโทรทัศน์ไทย

การเข้าห้องเรียนผ่านหน้าจอโทรทัศน์ เลือกเรียนวิชาตามความต้องการ เช่นบางช่องเรื่องเศรษฐกิจ
ส่วนบางช่องเป็นเรื่อง ศิลปวัฒนธรรม บางช่องเป็นกีฬา บางช่องเป็นการสนทนาทางการเมือง เลือกดูและศึกษาเอาเองผ่านชั่วโมงแห่งการถ่ายทอดความรู้เหล่านั้น (โทรทัศน์เมืองไทยก็มีสาระ)



• Green Peace / กลุ่มกรีนพีสในยุโรปและประเทศญี่ปุ่นได้มีการรณงค์ต่อต้านเรื่องหลักๆอยู่สองเรื่องด้วยกัน นั่นคือ เรื่องของนิวเคลียร์(โรงไฟฟ้าปรมาณู) และเรื่องของพันธุวิศวกรรม ทั้งนี้เพราะกลุ่มต่อต้าน green peace ได้ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะทั้งสองสิ่งนี้มันมีความสลับซับซ้อนมากเกินไปกว่าที่มนุษย์จะไปควบคุมมันได้ / สำหรับเรื่อง GMO Food อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตัดต่อทางพันธุกรรมของพืชเศรษฐกิจนั้น กลุ่มดังกล่าวก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และพวกเขาเรียกมันว่าอาหารแฟรงเก็นสไตน์ (Frankenstein Food) / (ITV รายการไอ.ที.วี.ท็อค / ๑๕๑๐๔๒).


• ตัวอย่างของการที่มนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างไม่มีความรู้มากพอ / กรณีต่อไปนี้เกี่ยวกับการอพยพช้างในแอฟริกา ทั้งนี้เพราะในเขตพื้นที่หนึ่ง จำนวนช้างได้เพิ่มขึ้นมาอย่างมากมาย ดังนั้นจึงทำให้ป่า และธรรมชาติถูกทำลายลงไปเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ได้ทำให้สัตว์อื่นๆที่ต้องใช้พื้นที่ป่า และอาศัยป่าเพื่อเป็นแหล่งอาหารต้องได้รับผลกระทบตามมา จึงได้มีการคิดจะอพยพช้างที่มีอยู่จำนวนมากไปอยู่ ณ ถิ่นอื่น แต่การอพยพครั้งนี้จะอพยพเฉพาะช้างขนาดเล็กหรือพวกลูกช้างไปเท่านั้น ไม่เอาพ่อแม่ช้าง ซึ่งมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย / ถึงแม้ว่าจะทำเช่นนี้แล้วก็ตาม จำนวนช้างในพื้นที่นั้นก็ยังคงมีมากอยู่ดี จึงได้มีการฆ่าช้างตัวใหญ่ทิ้งไปบางส่วนโดยไม่มีการคัดเลือก ความคิดทั้งหมดนี้เป็นของสัตว์แพทย์คนหนึ่ง (คนผิวขาว) / ต่อมาอีกหลายปี หลังจากที่ได้โยกย้ายช้างตัวเล็กๆไปอยู่ในที่แห่งใหม่ร่วมกัน เพื่อให้มันได้สร้างสังคมช้างขึ้นมาใหม่ด้วยกันโดยเพื่อนช้างร่วมรุ่นที่วัยเดียวกัน ปรากฏว่ามันได้กลายไปเป็น ช้างเกเร หรือคล้ายกับวัยรุ่นข้างถนน ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ มีแรกจำนวนหนึ่งได้ถูกฆ่าตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งยังไม่ได้มีการตัดเอานอแรดไปด้วย จึงยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยเพิ่มมากขึ้น ผู้ดูแลรักษาอุทยานฯ จึงได้มีการสอบสวนถึงสาเหตุว่า อะไรที่ทำให้แรดเหล่านี้ต้องล้มตาย จึงพบว่า แรดเหล่านี้ได้ถูกรังควานโดยบรรดาช้างป่าวัยรุ่น และช้างป้าเหล่านี้ได้ฆ่าแรดไปจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่อุทยานฯจึงคิดหาวิธีที่จำกัดช้างเกเรบางตัวลง แต่ก็ได้มีการทัดทานว่าให้สืบสวนดูว่า ทำไม่ช้างป่าวัยรุ่นเหล่านี้จึงมีพฤติกรรมที่เกะกะระรานรังควาญสัตว์อื่น พบว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะ มันมีฮอร์โมนเพศชายมากเกินไป และมันไม่มีช้างรุ่นพ่อแม่คอยเป็นแบบจำลองหรือ role model ให้กับพวกมันนั่นเอง จึงมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป / ดังนั้น จึงได้มีการค้นหาช้างรุ่นพ่อมาอยู่ในโขลงช้างป่าวัยรุ่นนี้ โดยการนำมาจากแหล่งอื่น เพื่อช้างที่มาจากโขลงอื่นซึ่งมีสังคมช้างตามธรรมชาติ (หมายถึงช้างมีหลายรุ่นอยู่รวมกันเป็นโขลง)จะได้มาช่วยเป็นแบบจำลองให้กับวัยรุ่นเกเรเหล่านี้ ปรากฏว่าความคิดดังกล่าวนี้ได้ผล ช้างป่าวัยรุ่น เริ่มลดความก้าวร้าวของมันลงไปได้ และไม่ต้องคิดกำจัดช้างอีกต่อไป / เราจะเห็นว่า การที่มนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางธรรมชาติ ที่มีวิวัฒนาการของมันเอง โดยไม่มีความรู้นั้น ได้ก่อให้เกิดผลเสียที่คาดไม่ถึงตามมาได้อย่างไร (สัตว์สวยโลกงาม / ITV / บท. ๑๖๑๐๔๒).


• มีหลักการนวดอยู่ชนิดหนึ่งของชาวมองโกลเลีย ซึ่งเรียกว่า การนวดแบบชีวพลังงาน การนวดด้วยวิธีการนี้จะไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวแต่อย่างใด ผู้นวดจะใช้พลังงานจากฝ่ามือของตนเองลูบไล้ หรือนวดในบริเวณที่ใกล้ๆกับร่างกายหรือศีรษะของผู้ถูกนวด ทั้งนี้เพื่อปล่อยพลังงานที่มีมากเกินไป ของผู้ถูกนวดออกมา และเพิ่มส่วนที่ขาดหายไปของพลังงานเข้าไปในตัวผู้ถูกนวดแทนการสัมผัสจับเนื้อต้องตัว / (รายการเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณของชาวมองโกลเลีย / ช่อง ๑๑ / บท. ๑๖๑๐๔๒)


• ตอนที่สร้างกำแพงเมืองจีนในสมัยจักรพรรดิ์จิ๋นซีนั้น ประชากรของจีนในเวลานั้นมีอยู่ราว ๒๐ ล้านคน ในจำนวนนี้ เป็นผู้ใช้แรงงานและทหาร ๓ ล้านคน (นอกนั้นเป็นชาวนา) / มาโคโปโล ได้เดินทางไปยังประเทศจีน ในช่วงนั้น เขารู้สึกประหลาดใจมากในความยิ่งใหญ่และเจริญของประเทศจีน กล่าวคือ จีนมีเรือสำเภานับแสนลำ และมาโคโปโลเองได้ค้นพบว่า จีนมีแหล่งพลังงานที่ยิ่งใหญ่อยู่ ๒ อย่าง นั่นคือ ดินปืนและบะหมี่ (สปาเก็ตตี้) / (สารคดีน่ารู้ [มาจากสองเรื่องแต่บันทึกเอาไว้ในที่เดียวกัน] / ITV / บท. ๑๖๑๐๔๒)


• ภายหลังสงครามฝิ่น ซึ่งจีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างยับเยิน จีนได้รับสมญานามว่า”คนป่วยแห่งเอเชีย”(The Sick man of Asia) ทั้งนี้เพราะใครก็ตามก็สามารถที่จะเอาชนะประเทศจีนได้ ((สารคดีน่ารู้ / ITV / บท. ๑๖๑๐๔๒)


• การตั้งชื่อหรือความสามารถในการเรียกชื่อสิ่งต่างๆได้ แสดงว่าเรามีอำนาจอธิบายเหนือมัน หรือเรารู้จักมัน หรือเราเข้าใจมันได้ในระดับหนึ่ง มนุษย์มักมีความพึงพอใจในการมีอำนาจอันนี้ มันทำให้มนุษย์มีความมั่นใจในการครอบครองความรู้ที่จะไปสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับมัน. (191142)


• ถ้าเราซ่อนสิ่งหนึ่งเอาไว้ เราจะต้องซ่อนอีกหลายสิ่งตามมา (คำพูดจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง)(201142)


• สุภาษิตจีนกล่าวเอาไว้ว่า “ไม่มีภูเขาใดที่ไม่มีรูปร่างแปลกตา และไม่มีภูเขาใดที่ไม่มีถ้ำ”


• เรื่องเศร้า ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ภาพยนตร์ หรือละคร มักจะเป็นเรื่องที่ดีเสมอ ทั้งนี้เพราะมันเป็นเรื่องของคนอื่นๆที่เราแสดงความเห็นอกเห็นใจโดยที่ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมันมีระยะห่างทางจิตวิทยา แต่เมื่อไรที่เรื่องเศร้านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว เช่นของเพื่อนเราหรือตัวเราเอง มันจะไม่น่าพิสมัยแต่อย่างใดเลย เพราะเราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไม่เป็นสุข (011242).


• sexalhalic / sex + alcoholic / หมายถึงการติดเสพในรสทางเพศ เป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จาก ต่อมกระตุ้นภายในสมองถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ทำให้ต่อมดังกล่าวทำงานผิดปกติโดยไม่มีการยับยั้ง บุคคลที่ประสบกับความกระทบกระเทือนทางสมองนี้จะมีความต้องการทางเพศอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นหญิง ก็พร้อมจะนอนกับชายวัยใดก็ได้ หากเป็นชายก็จะมีความต้องการอย่างเดียวกัน แต่เนื่องจากผู้หญิงที่ยินดีนอนกับชายนั้น ไม่สามารถกระทำได้ง่ายเช่นผู้ชาย ดังนั้นผู้ป่วยทางด้านนี้ที่เป็นชายจึงต้องใช้ความรุนแรง เพื่อทำให้แรงกระตุ้นทางเพศสมปรารถนาโดยมิได้เลือกเฟ้น / ในทางจิตวิทยาจะมีการบำบัดอาการป่วยดังกล่าวโดยการทำ group therapy วิธีการก็คือ พยายามที่จะให้จิตสำนึกควบคุมสัญชาตญานที่ถูกกระตุ้นอันนี้ให้ได้ (จากภาพยนตร์เรื่อง sin in the mind / สร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับผู้หญิงซึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนตร์จนทำให้สมอง
ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง / 021242).


• ฮูลิแกน / เป็นชื่อของกลุ่มชนชาวอังกฤษที่คลั่งกีฬาฟุตบอลอย่างรุนแรง และเป็นพวกที่ก้าวร้าว ชอบใช้ความรุนแรง สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในสนามเสมอๆ / ในการรณรงค์การขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกนั้น อังกฤษได้ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องพวกฮูลิแกนนี้ว่าจะเป็นปัญหาไหม ? คำตอบก็คือ ก่อนหน้านี้ ปัญหาของพวกฮูลิแกนเป็นปัญหาที่รัฐบาลอังกฤษหนักใจมาก แต่ปัจจุบันรัฐบาลอังกฤษ ได้มีวิธีจัดการกับพวกหัวรุนแรงเหล่านี้เป็นอย่างดี จนกระทั่งหลายๆประเทศที่มีพวกฮูลิแกนเกิดขึ้น ต้องมาขอคำปรึกษาจากอังกฤษ. (ITV / รายการจับกระแสโลก / 041242).


• นักกีฬาควรมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนลงแข่งขัน / ข่าวจากการวิจัยในอิตาลีรายงานว่า ปัจจุบันพบว่า การที่นักกีฬามีเพศสัมพันธ์ก่อนการลงแข่งขันนั้น จะทำให้ฮอร์โมนเพศชายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะยังผลให้นักกีฬามีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะและมีความก้าวร้าวมากขึ้น / ผลจากการวิจัยครั้งนี้ ไปขัดกับความเชื่อเดิมที่ว่า หากมีเพศสัมพันธ์ก่อนการลงแข่งขัน จะทำให้สมรรถภาพทางร่างกายอ่อนแอลง หรือสูญเสียพลัง (ITV / รายการจับกระแสโลก / 041242).


• ชายสองคนเล่นปาก้อนหินกัน และพวกเขาได้ปาก้อนหินข้ามกำแพงสูงไปยังอีกฟากหนึ่ง ปัญหาที่ตามมาก็คือ จะข้ามไปเก็บก้อนหินที่ขว้างไปได้อย่างไร ซึ่งนี่คือปัญหาที่ที่เขาจะต้องแก้ให้ได้ (ถ้าจำไม่ผิด คำพูดทำนองนี้เป็นของประธานาธิบดีเคนเนดี) (051242).


• เหตุผลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแย่งเก็บศพของมูลนิธิต่างๆ เช่น ปอเต็กตึ๊ง กับ ร่วมกตัญญู เพราะการนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล จะได้รับเปอร์เซนต์จากโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ หากว่าสามารถเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากคนเจ็บได้ และถ้าหากคนเจ็บตาย ทางโรงพยาบาลจะรีบผ่าตัดนำเอาอวัยวะบางส่วนของคนตายไปขาย เช่น ไต หัวใจ เป็นต้น ผู้นำส่งก็จะได้รับส่วนแบ่งเช่นเดียวกัน ดังนั้นคนเจ็บหรือคนตายจึงเป็นที่มาของทรัพย์ อันเป็นมูลเหตุของการแย่งคนเจ็บเมื่อมีการประสบอุบัติเหตุ (อ.นิธิเล่าให้ฟังว่าได้ข้อมูลมา / ก่อนหน้า 011242).


• Baby Boom หรือ Baby Boomer / หมายถึงยุคซึ่งมีทารกเกิดขึ้นมาในโลกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา ประมาณกันว่า มีทารกที่เกิดขึ้นมาในยุคดังกล่าวปัจจุบันซึ่งเป็นผู้ใหญ่ถึง 75 ล้านคนของจำนวนประชากรในสหรัฐอเมริกา. สำหรับยุคซึ่งเรียกันว่า Baby Boomer นี้อยู่ในราว ค.ศ.1946-1964 สาเหตุก็คือ หลังสงครามโลกครั้งที่สองคือ 1945 เนื่องจากเป็นภาวะที่เพิ่งผ่านสงครามมา และผ่านช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ประชากรส่วนใหญ่เริ่มที่จะมาคิดถึงเกี่ยวกับการมีบุตรกัน จึงทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวมีการให้กำเนิดทารกขึ้นมาอย่างมากมาย. ประธานาธิบดีคลินตัน และรองประธานาธิบดี อังกอร์ ก็ถือว่าเป็นพวกที่อยู่ในยุค Baby Boom นี้ด้วยเช่นกัน. (ITV / รายการ”จับกระแสโลก / 080143)


• Yahoo.com / เป็นโปรแกรมที่ใช้ค้นหาข้อมูลใน internet คิดขึ้นมาโดยคนในยุค Baby Boom ด้วยเช่นกัน. คนสำคัญของโปรแกรมการค้นหาใน internet นี้ คิดขึ้นมาจากคนสองคน คนหนึ่งคือ Jerry Yang ซึ่งเป็นชาวจีนเกิดในไต้หวันแต่ไปเติบโตในสหรัฐ และเรียนปริญญาเอกในสาขาคอมพิวเตอร์ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ซึ่งเคยเป็นอาจารย์พิเศษของ Yang และเคยให้ C แก่ Yang ด้วย. ภายหลังสองคนนี้มาร่วมมือกันทำ Yahoo.com ขึ้นมาจนร่ำรวย ประมาณกันว่าพวกเขามีเงินอยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญเลยทีเดียว.(ITV / รายการ”จับกระแสโลก / 080143)


• อาจารย์นิธิ กล่าวว่า “ข้อแตกต่างระหว่างการรับประทานอาหารมังสวิรัติ กับคนที่รับประทานอาหารแบบชีวจิตก็คือ คนแรกเป็นคนที่ทำเช่นนั้นเพราะ ไม่ต้องการจะให้ตนไปเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นๆ ส่วนคนที่สองทำอย่างนั้นทำเช่นนั้นเพราะ ไม่ต้องการให้สัตว์อื่นๆมาเบียดเบียนชีวิตตน. (พูดแบบติดตลกในวันประชุมประจำปีของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่บ้านพี่สุชาดา / 11.00 น. / 080143)


• สำนวนการด่าว่าผู้อื่นว่า โง่เขลาเบาปัญญาอย่างสุดๆ ในสำนวนไทยซึ่งเคยได้ยินก็คือ ”ไอ้สันขวาน”ซึ่งหมายความว่า ไร้ความแหลมคมของขวานซึ่งมันไม่ค่อยจะคมอยู่แล้ว ต้องใช้แรงมากสำหรับผ่าของแข็ง ยิ่งงไปกว่านั้น บุคคลดังกล่าวยังได้ใช้ด้านสันซึ่งไร้คมจริงๆมาแก้ปัญหาต่างๆอีก เท่ากับว่าต้องใช้วิธีการทุบอย่างเดียวเท่านั้น ถึงจะขบปัญหานั้นๆได้ เท่ากับเป็นการใช้ความรุนแรงอย่างสุดๆ โดยปราศจากความประนีประนอมใดๆ. / เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา มีสำนวนอันหนึ่งที่บรรดาชาวบ้าน ซึ่งต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ้านกรูด จ. ประจวบคีรีขันธ์ ใช้เสียดสีโรงไฟฟ้าฯนี้ ที่มีโครงการจะมาสร้างในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อความบนแผ่นผ้าว่า “มึงจะกรองอากาศได้อย่างไร ถ้าประการังกองโตมึงยังมองไม่เห็น” ก็นับว่าเป็นสำนวนเสียดสีที่เจ็บแสบอย่างเข้ากระดูกอีกข้อความหนึ่ง ของสำนึกชาวบ้านต่อพัฒนาการอันละเลยสิ่งแวดล้อม และข้ามหัวชาวบ้านทั้งหลาย. สำนวนนี้ได้แสดงให้เห็นชัดว่าเป็นการละเลยบางสิ่งบางอย่างไปอย่างจงใจ และมาใช้วิธีการเอาใจมนุษย์ที่ปลายเหตุโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา เพราะสิ่งแวดล้อมดังกล่าวเป็นที่มาของการทำมาหากินของชาวบ้าน. / อีกสำนวนหนึ่งซึ่งได้มาจากภาพยนตร์ อันเป็นการพูดเหน็บแนมคนที่ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงที่ใช้ได้กับบุคคลในทุกๆวงการก็คือ “คุณนั้นเปรียบเสมือนถังขี้ที่ไม่ให้แม้กระทั่งแก๊สสำหรับจุดไฟ” ซึ่งสำนวนนี้มาจากภาพยนตร์เรื่อง “instinct”. เป็นสำนวนที่จิตแพทย์คนหนึ่งต่อว่าจิตแพทย์อีกคนหนึ่งที่ทำงานตามใบสั่งของหัวหน้าพัสดีในทัณฑสถาน
ที่กักตัวตัวเอกของเรื่อง (บท. 090143.)


• แนวคิดในเรื่องของการติดคุกของคนนั้น ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากการลงโทษ(punish) ไปสู่การแก้ไขพฤติกรรมคนให้ถูกต้อง(correct). ดังนั้น การลงโทษประหารก็น่าจะหมดไปด้วยเพราะ โทษประหารไม่ใช่วิธีการ correct คนแต่เป็นการ punish คน (อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ / พูดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวอุโมงค์ / 110143).


• การตัดสินให้ ไอน์สไตน์ เป็นบุคคลแห่งศตวรรษ แทนที่จะเป็น มหาตมะ คานธี นั้น, สำหรับนิตยสารไทม์ เขามีหลักเกณฑ์ที่ว่า “นักวิทยาศาสตร์ทำสิ่งที่เป็นนิรันดร ในขณะที่นักการเมืองทำในสิ่งที่เป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราว. คำถามมีว่า ถ้าไม่มีคนอย่าง มหาตมะ คานธี อินเดียจะเป็นอิสรภาพไหม? ในทำนองเดียวกันถ้าถาม ไอน์สไตน์ ว่า ถ้าไม่มีเขาจะมีการค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพไหม? คำตอบสำหรับทั้งสองคำถามนี้ก็คงจะเหมือนกันคือ “เป็นไปได้”( อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ / พูดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวอุโมงค์ / 110143).


• การเกิดขึ้นของแอ่งเชียงใหม่ / คำอธิบายในทางภูมิศาสตร์สันนิษฐานว่า เมื่อแรกที่บริเวณพื้นดินเคลื่อนตัวมาบรรจบกัน ได้อัดให้พื้นโลกปูดขึ้นมาเป็นเนินเขาขนาดใหญ่ (คล้ายกับเราลองเอาก้อนดินเหนียวสองก้อนมาชนกัน ตรงกลางจะนูนขึ้นมา) และจากการปะทะกันนี้ นอกจากจะทำให้เกินเนินดินสูงขนาดใหญ่ แล้วยังตามมาด้วยรอยปลิแตกหลายๆรอยเกิดขึ้น จากรอยปลิแตกเหล่านั้นได้เป็นที่มาของความไม่มั่นคงทางภูมิศาสตร์ เพราะมันจะถูกนำเซาะให้พังทลายลงได้ในเวลาต่อมา ก่อให้เกิดสภาพที่เป็นแอ่งคล้ายตัวยู และจากแอ่งรูปตัวยูหากมีสภาพที่มีรอยปลิแตกอีก มันก็จะถูกน้ำกัดเซาะทำลายลงไปอีกระดับในรูปตัวยูอีก ทำให้เป็นรูปตัวยูซ้อนๆกันหลายชั้น. สำหรับแอ่งเชียงใหม่ นักภูมิศาสตร์กล่าวว่า มันมีแอ่งที่ซ้อนกันอยู่ 3 แอ่งลึกลงไป หากเราอยู่ที่ใต้แอ่ง เราจะมองเห็นแนวเนินดินค่อนข้างเรียบที่อยู่สูงกว่าระดับตายาวไปตลอด สภาพเช่นนี้เรียกว่าเทอเรส แบ่งเป็น High, Middle, Low level. ซึ่งเกิดขึ้นมาจากคำอธิบายข้างต้น. สิ่งที่กล่าวมานี้ เราสามารถสังเกตุเห็นได้จากที่หลายๆแห่งในเชียงใหม่ นับตั้งแต่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริเวณสำนักหอสมุดกลางเป็นต้น และบริเวณแถวแม่มาลัย และแม่แตงก็มีสภาพเช่นนี้เช่นกัน (เก็บความจากคำบรรยายของ ดร. สุจิตร พิตรากุล / เดินทางไปทัศนศึกษากับนักศึกษาและคณาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มช. กระบวนวิชาของ อ. ชัชวาล ปุญปัน / บท. 150143).


• ก้อนกรวด เป็นก้อนหินที่เราพบได้ในบริเวณเขตที่มีน้ำไหลพัดพามันมา ที่ใดก็ตาม ซึ่งเราได้พบก้อนกรวดเป็นจำนวนมาก ให้สันนิษฐานได้ว่า มันเป็นบริเวณที่เคยเป็นที่ลุ่ม หรือที่เคยมีน้ำไหลผ่านมาก่อน แต่พอวันเวลาเปลี่ยนไป บริเวณนั้นอาจจะถูกแรงอัดของพื้นโลกยกตัวให้สูงขึ้น หรือบริเวณนั้นอาจถูกกัดเซาะจากน้ำทำให้พื้นดินบางส่วนทลายลงกลายเป็นแอ่งต่ำลงไป ส่วนที่อยู่บริเวณขอบที่เหลืออยู่เดิม จึงอาจมีร่องรอยของเศษก้อนกรวดจำนวนมากเหลือค้างอยู่ นักภูมิศาสตร์ก็สามารถจะสันนิษฐานได้ว่าบริเวณนั้นเคยเป็นบริเวณพื้นน้ำมาก่อน / ลักษณะของก้อนกรวด หากว่ามันมีลักษณะกลมมนไม่มากนัก ยังพอเห็นร่องรอยของเหลี่ยม แสดงว่าอายุมันประมาณ 40-50 ล้านปี แต่ห่กว่ามันมีรูปร่างที่กลมมนมาก ก็อาจจะมีอายุเป็นสองเท่าของที่กล่าวนี้มี. (เก็บความจากคำบรรยายของ ดร. สุจิตร พิตรากุล / เดินทางไปทัศนศึกษากับนักศึกษาและคณาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มช. กระบวนวิชาของ อ. ชัชวาล ปุญปัน / บท. 150143).


• ที่ดินซึ่งมีราคาแพงที่สุดในโลกในปัจจุบัน คือประเทศญี่ปุ่น. กล่าวกันว่า ราคาที่ดินในกรุงโตเกียว โดยรวมทั้งหมดเพียงแห่งเดียวนั้นมีราคาเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ (สมภพ มานะรังสรรค์ / คุยกับ อ.นิธิ ที่วัดต้นเกว๋น หางดง เชียงใหม่ / 120243).


• ประเทศญี่ปุ่นมีเนื้อที่ในการปลูกข้าวประมาณ 10 ล้านไร่ ซึ่งสามารถเลี้ยงคนญี่ปุ่นทั้งประเทศได้(จำนวน 120 ล้านคน) เปรียบเทียบกับประเทศไทยซึ่งมีเนื้อที่ในการปลูกข้าว 60 ล้านไร่. ถ้าคนไทยสามารถปลูกข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทียบเท่ากับประเทศญี่ปุ่น ก็จะเลี้ยงคนได้ 720 ล้านคน. แต่จากวิธีการทำเกษตรในปัจจุบันนั้น ประเทศไทยสามารถผลิตข้าวได้ 60 ล้านไร่ก็จริง แต่เลี้ยงคนได้ประมาณ 240 ล้านคนเท่านั้น / หากญี่ปุ่นไม่ต้องปลูกข้าวเลย เขาต้องซื้อข้าวไทยปีละ 30 ล้านไร่(เท่ากับว่า การปลูกข้าวทั้งหมดของเราเลี้ยงประเทศญี่ปุ่นได้ 2 ประเทศเท่านั้น แทนที่จะเป็น 6 ประเทศ) (สมภพ มานะรังสรรค์ / คุยกับ อ.นิธิ ที่วัดต้นเกว๋น หางดง เชียงใหม่ / 120243).


• กล่าวกันว่า หากชาวนาญี่ปุ่นขายพื้นที่นาของตนเอง จะทำให้การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจของเอเชีย กลับฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะทุกวันนี้ ราคาที่ดินในประเทศญี่ปุ่นแพงมาก แม้ว่าประชากรจะมีรายได้มากแต่ก็ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด อาศัยอยู่บนตึกสูง ทำให้สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆต้องมีอยู่อย่างจำกัดเพื่อเหมาะสมกับเนื้อที่ว่างอันมีอยู่อย่างจำกัด / แต่หากว่าชาวนาญี่ปุ่นขายพื้นที่ไร่นาของตนเอง จะทำให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นมาอีก 10 ล้านไร่ พอที่ผู้คนจะลงมาจากตึดสูง สร้างบ้านเพิ่มเติมขึ้น ซื้อสิ่งของอุปโภคบริโภคมากขึ้น เพราะเป็นคนที่มีกำลังซื้อ อย่างเช่น มีการซื้อตู้เย็นใหม่ ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ ซื้อไมโครเวฟใหม่ ซื้อรถยนตร์คันใหม่ และอื่นๆ ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะก่อให้เกิดการผลิตในเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล (ดร. สมภพ มานะรังสรรค์ / คุยกับ อ.นิธิ ที่วัดต้นเกว๋น หางดง เชียงใหม่ / 120243).


• นักข่าวอินเดียถามเลขาธิการองค์การ UNCTAD ว่า องค์การนี้ทำไมไม่ทำหน้าที่ในฐานะ Rule Setting เกี่ยวกับโลกทางด้านการค้าและการพัฒนา แทนที่จะปรับตัวให้สอดคล้องไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ (เท่ากับว่าองค์การดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่กำหนดนโยบายให้โลกเดินตาม แต่ทำหน้าที่เดินตามโลก – Follower) (ดูจาก ITV / วันที่เลขาองค์การ unctad ตอบคำถามกับบรรดานักข่าวนานาชาติ 11 กพ. 43).


• คนไม่ถึงธรรม ไม่รู้ค่าของธรรมะ : มีโอกาสแต่ไม่เรียน, เรียนแต่ไม่รู้, รู้แต่ไม่มีธรรมะ, มีแต่ไม่ใช้, ใช้แต่ไม่ถูกเรื่อง, ถูกเรื่องแต่ตื้นนิดเดียว. (พุทธทาสภิกขุ)


• เราให้อำนาจเขาเด็ดขาดไปแล้ว แต่ยังผูกเชือกเอาไว้ที่หลัง ก็คงจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง (คำพูดของ ประธานวุฒิสภา มีชัย ฤชุพันธ์ / ช่วงหลังประกาศผลการเลือกตั้ง สว.ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญใหม่ / บท.110343).
• คำพูดที่ได้มาจากภาพยนตร์ต่างๆ - ครูคือ: เวลาที่เด็กเอาความชั่วโยนมาให้เรา เราก็จะเอาความดีส่งคืนกลับไปให้พวกเขา. – แล้วทำไม่คุณต้องมีเมียน้อย, ก็เพราะจะได้ทำอะไรต่างๆที่ทำกับเมียไม่ได้นะซิ, ที่ว่าทำไอะไรกับเมียไม่ได้นั้น อะไรล่ะ, เฮ้…ก็เธอต้องใช้ปากนั่นจูบราตรีสวัสดิ์กับลูกทุกคืนนะซิ (analyze this / บท. 110343).


• “การแก้ปัญหาแบบนี้ ก็เหมือนกับ การขึ้นค่าตั๋วเครื่องบิน เพื่อป้องกันๆไม่ให้พวกอาชญากรขึ้นเครื่องบินได้นะซิ (บท. 110343).


• สุข สูงสว่าง เจ้าของร้านหนังสือดวงกมล ขาดทุนเพราะการลดค่าเงินบาทไปประมาณ 600 ล้านบาททำให้ต้องขายกิจการในเครือข่ายของดวงกมลทิ้งไป แต่เขากลับไปกู้เงินเพิ่มได้อีกจากธนาคารบางแห่ง ประมาณ 10 ล้านเหรียญในปีนี้ แล้วธนาคารก็ให้เขาไปเปิดบริษัทใหม่ขึ้นมา เพราะเกรงว่า ธนาคารอื่นเมื่อพบว่าเขามีสตางค์แล้วจะมีการบังคับให้มีการชำระหนี้ เขาจึงทำตามคำแนะนำและไปตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา โดยให้ชื่อว่า บริษัท นายสุข จำกัด, คุณสุทธิชัย หยุ่น ได้ถามเขาว่า “คุณสุข ปีนี้อายุก็ 68 ปีแล้ว จะอยู่ต่อไปอีกก็เพียงอีกไม่กี่ปี ธนาคารทำไมจึงปล่อยให้คุณสุขกู้เงินจำนวนนี้อีกได้ล่ะ”. คุณสุขตอบว่า ”ก็เพราะผมจะอยู่ต่อไปได้อีกจนกระทั่ง 140 ปี, เพราะว่า สัตว์โลกทุกชนิดมันจะมีอายุเป็น 7 เท่า ของอายุที่มันรู้จักขึ้นเตียงเป็นครั้งแรก และผมรู้จักการขึ้นเตียงเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 20 ดังนั้นผมจึงจะอยู่ต่อไปจนกระทั่งอายุ 140. และผมดื่มไวน์ทุกวัน อย่างช้าๆ” (nation news talk, /ช่อง 9, /20.30-21.30 น./ 180443) (เรื่องนี้ในวงการแพทย์ เคยทำวิจัยมาว่า หัวใจของคนเราตามปกติแล้ว ได้รับการสร้างขึ้นให้มีความแข็งแรงหรือทนทานได้ประมาณ 120 ปี [แต่เป็นเพราะคนเราใช้ชีวิตและดื่มกินกันอย่างไม่ถูกต้อง ประกอบกับโรคภัยไข้เจ็บด้วยสาเหตุอื่นๆ ทำให้มนุษย์มีอายุโดยเฉลี่ยคือ คนไทยราวๆ 68 ปี, ส่วนฝรั่งประมาณ 70 ปีเท่านั้น – ในทางพุทธศาสนาบอกว่า, เมื่อต้นพุทธศตวรรษ มนุษย์มีอายุได้ราว 100 ปี, แต่อายุของมนุษย์จะลดลงไปเรื่อยๆไปตามอายุของพุทธศตวรรษ กล่าวคือ เมื่อพุทธศตวรรษดำเนินไปหนึ่งพุทธศตวรรษ อายุของคนเราจะลดลงมา 1 ปี, ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 มนุษย์จึงมีอายุลดลงไปประมาณ 25 ปี. ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงมีอายุอยู่ได้ในโลกปัจจุบันประมาณ 75 ปี ตามหลักการคำนวณอายุของพุทธศาสนา. เหตุดังกล่าว, ทางพุทธศาสนาจึงแบ่งช่วงวัยของมนุษย์ออกเป็น 3 ช่วง, ช่วงละ 25 ปีคือ, ปฐมวัย, มัชฌิมวัย, และปัจฉิมวัย]… สมเกียรติ / 190443).


• รายการ Nation News : คุณสุทธิชัย หยุ่น ถามว่า “คุณสุข(เจ้าของร้านดวงกมล)เป็นคนอ่านหนังสือมาก และชอบดื่มไวน์ จนเรียกว่า ทั้งสองสิ่งนี้จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้, แต่ถ้าหากว่าต้องขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ระหว่าง ไวน์กับหนังสือ, ขาดอะไรถึงจะทำให้คุณสุขตายก่อน ?” คุณสุขตอบว่า “ขาดไวน์คงต้องตายก่อน, ส่วนหนังสืออ่าน หากต้องขาดไป จะยังไม่ตายเพราะอ่านมามากและมีตุนเอาไว้เป็นทุนของชีวิตอยู่แล้ว ยังพอนำมาใช้ได้ ส่วนไวน์นั้นดื่มแล้วก็หมดไป” [(คุณสุข เป็นบรรณาธิการของร้านหนังสือดวงกมล หนังสือวันละประมาณเกือบๆ 20 ชั่วโมง, นอนเพียง 3-4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น)] (nation news talk, /ช่อง 9, /20.30-21.30 น./ 180443). (ต่อ)


• คุณสุทธิชัย หยุ่น ได้ตั้งคำถามกับ คุณสุข สูงสว่าง ว่า “ดื่มไวน์ทุกวันจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือ เพราะการดื่มเหล้ามากๆจะทำให้ตับแข็ง ?” คุณสุข ตอบว่า “ดื่มไวน์มากจะทำให้ตับแข็งแรง และทำให้อายุยืน ไม่ได้ทำให้ตับแข็ง …และได้พูดถึงเรื่องคนที่กินเหล้าว่า การกินเหล้าเข้าไปแล้ว หากผ่านไปวันใหม่จนถึงเที่ยง ยังคงมีอาการ hang over อยู่ แสดงว่าตับไม่แข็งแรงแล้ว เพราะมันไม่สามารถทำหน้าที่ฟอกได้ตามปกติ คนเราหากดื่มเหล้าแล้ว เมื่อถึงเที่ยงวันใหม่ควรจะส่างเมา อันนี้เป็นเรื่องของสุขภาพตามปกติ แต่ถ้าหากว่ายังไม่ส่างจากอาการเมา แสดงว่าตับไม่แข็งแรง เกิดขึ้นมาจากความเครียดเวลาดื่ม นั่นคือ เมื่อเครียดแล้ว จึงดื่มเหล้า และเป็นการดื่มอย่างรวดเร็วจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้ลืมความเครียด หรือเกิดขึ้นมาจากการรู้สึกเกลียดตัวเองนั่นเอง จึงทำให้ดื่มจัด. การทำเช่นนี้ จะไม่ทำให้ตับทำงานของมันไปตามปกติ จึงป่วยเป็นโรคตับหรือที่เรียกว่า อาการตับแข็งนั่นเอง” / (คุณสุขเล่าว่า ครั้งหนึ่งตนดื่มเหล้า(ไวน์) แล้ววันรุ่งขึ้น เวลาเกินเที่ยงไปแล้วยังไม่สร่างเมา จึงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงได้ไปปรึกษากับจิตแพทย์ จิตแพทย์ถามว่ามีอาการเครียดใช่ไหม ? แล้วจึงได้ความรู้ข้างต้นมา. อันนี้ทำให้คุณสุขกล่าวว่า ผมเป็นคนที่เชื่อจิตแพทย์มากกว่าหมอ เพราะหมอในปัจจุบันเป็นคนที่ไม่มีความรู้ เนื่องจากไม่ค่อยได้อ่านหนังสือกันนั่นเอง). (nation news talk, /ช่อง 9, /20.30-21.30 น./ 180443).


• ชาวญี่ปุ่น มีปรัชญาชีวิต(หรือสุภาษิต)ในทำนองว่า “มนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น ควรมีองค์ประกอบด้วยกัน 3 สิ่งคือ, มีกระจกแห่งสติปัญญา, มีอัญมณีแห่งความสามารถ, และมีดาบแห่งความเข้มแข็ง” (กระจก น่าจะหมายถึง การสะท้อนหรือตอบโต้กับอะไรได้อย่างชัดเจน, อัญมณี น่าจะหมายถึง ทรัพย์สินเงินทองที่ได้มาจากการประกอบอาชีพ [หรือบุคลิกภายนอกที่ดูดี], ดาบ น่าจะหมายถึง อาวุธทุกชนิดที่จะเผชิญหน้ากับภัยอันตรายได้ทุกอย่างโดยไม่หวาดหวั่น…) (National Geographic / ช่อง 9 / เวลา 21.30-22.00 น. / 180443).


• ในรายการ”ขอคิดด้วยคน” : นายพลเรือคนหนึ่ง จาก สภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า “หลังอเมริกันแพ้สงครมเวียดนาม สหรัฐอเมริกาได้คิดคำ 4 คำขึ้นมา เพื่อเอาชนะสงครามชนิดใหม่ในโลก (สงครามการค้า), นั่นคือคำว่า สิทธิมนุษยชน, ประชาธิปไตย, การค้าเสรี, และสิ่งแวดล้อม. [เพื่อเอาชนะสงครามการค้าในทุกๆสนาม]. (“ขอคิดด้วยคน” / ช่อง 9 / จำวันออกอากาศไม่ได้ แต่เป็นช่วงช่วงไตรมาสแรกของปี 43 / บท.180443).


• Magical Words / คำทักทายที่ดีเหมือนกับเป็นคำวิเศษ(magical words) มันมีอานุภาพในการควบคุมฝ่ายตรงข้ามได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่ก็ได้มากกว่าที่คิด (ไม่รู้ต้นตอคำนี้มาจากไหน, แต่อยู่ในแผ่นกระดาษที่ note เก็บเอาไว้ / บท.180443).


• แมลงสาบฝักเป็นตัวในลิ้นคน / เรื่องแปลกๆที่เป็นเรื่องจริงนี้เกิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวได้ กล่าวคือ ผู้หญิงที่ทำงานในสำนักงานไปรษณีย์แห่งหนึ่ง ใช้ลิ้นของตนเลียกาวด้านหลังของแสตมป์ เพื่อผนึกแสตมป์บนซองจดหมายเสมอ จนกระทั่งเกิดอาการเจ็บบวมขึ้นมาบริเวณลิ้น ในข่าวกล่าวว่า ลิ้นของเธอบวมจนกินอาหารไม่ได้เอาเลยทีเดียว ภายหลังจึงต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา หมอเห็นว่าอาการเช่นนี้ผิดสังเกตุ จึงได้ทำการผ่าตัดลิ้นของหญิงไปรษณีย์คนนั้น แล้วพบว่ามีแมลงสาบที่ฝักเป็นตัวอยู่ในลิ้นของเธอ คำอธิบายต่อเรื่องนี้ก็คือ เธอใช้ลิ้นของเธอเลียกาวด้านหลังของแสตมป์ที่มีไข่ของแมลงสาบอยู่ ประกอบกับลิ้นมีความชื้นและอุ่นเพียงพอที่จะทำให้ไข่ของแมลงสาบฝักเป็นตัวได้นั่นเอง (จากรายการ”จับกระแสโลก” / ITV / 190343).


• ตำนานเกี่ยวกับการสร้างเจดีย์ชเวดากอง / กล่าวว่า พ่อค้าชาวพม่าสองคนที่ไปทำการค้าขายอยู่ในประเทศอินเดีย ได้ข่าวว่ามีนักบวชรูปหนึ่งได้ตรัสรู้แล้วเมื่อ 49 วันก่อน จึงได้เดินทางนำข้าวปลาอาหารไปถวายนักบวชรูปนั้น ซึ่งก็คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากถวายภัตตาหารแล้ว ได้เชิญทูลพระพุทธองค์เสด็จมายังประเทศพม่า แต่พระพุทธองค์ไม่สามารถเสด็จพระราชดำเนินมาได้ จึงทรงมอบพระเกศาแก่พ่อค้าชาวพม่าผู้นั้นมา 8 เส้น เพื่อนำไปสักการะบูชายังประเทศท้องถิ่นตน พ่อค้าทั้งสองคนจึงได้สร้างพระเจดีย์ทองคำขึ้น เพื่อบรรจุเส้นพระเกศาทั้ง 8 เส้นนี้ไว้ เรียกชื่อว่า เจดีย์ชเวดากองมาจนกระทั่งปัจจุบัน. เจดีย์เชเวดากองนี้ถือว่าเป็นพระเจดีย์ทองคำ ที่สร้างขึ้นมาจากทองคำบริสุทธิ์ 8688 แท่ง แต่ละแท่งนั้นมีมูลค่าเท่ากับ 400 เหรียญสหรัฐ ซึ่งคำนวณออกมาแล้วเป็นเงินที่ใช้สร้างพระเจดีย์นี้ได้ 3,475,200 เหรียญสหรัฐ หรือถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็คือ 139,008,000 บาทในสมัยนั้น (บท.จากรายการ”เปิดโลกสดใส”(พม่า) –สารคดีท่องเที่ยว- 050443).

*บทความนี้นำมาจากเวปไซท์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2548 16:37:45 น.
Counter : 175 Pageviews.  

ภายใต้ดวงตะวันของคุณทักษิณ โดย อ.จอน อึ้งภากรณ์





ภายใต้ดวงตะวันของคุณทักษิณ
เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่นึกไม่คิดไม่ฝันไม่รู้สึกถึงคุณทักษิณ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ได้ดีหรือเจอร้ายหรือเสมอตัวภายใต้ชะตาที่เขาได้กำหนดไว้ให้คุณ มีแต่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเช่นคุณสมชาย นิละไพจิตร ที่คงจะไม่รู้สึกถึงคุณทักษิณอีกแล้ว
คุณทักษิณเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในแทบทุกอย่าง ที่เป็นเป้าหมายของเขาโดยอาศัยสาวกในอุปถัมภ์มากคนที่จงรักภักดี มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างอาณาจักร "ชิน" ครอบประเทศไทย เขาเป็นเลิศในด้านการแปลงทุนมาเป็นคลังมันสมอง และแขนขาที่รับใช้เขาในทุกปรารถนา เขาเป็นซีอีโอตัวจริงคนเดียวของประเทศไทย

ตอนที่ ๑. มองตัวคุณทักษิณ
คุณทักษิณเป็นคนที่มีผู้คนชอบและนับถือมากมาย ส่วนคนที่"รู้ทัน"เขาก็เยอะเหมือนกัน ผมเชื่อว่า เขาเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว เป็นพุทธศาสนิกชนที่โอเคเบตง เป็นคนที่มีเสน่ห์ น่าคบเป็นเพื่อน (แต่อาจไม่สนุกที่จะคบเป็นศัตรู) และผมยังเชื่อว่า นอกจากเขาจะเป็นผู้ที่ประสงค์ดีต่อตัวเองและครอบครัวแล้ว เขายังมีความปราถนาที่ดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองอีกด้วย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงสุภาษิตเก่าแก่ของยุโรปที่ว่า "The road to hell is paved with good intentions" - เส้นทางไปสู่นรกปูด้วยความตั้งใจอันดี

สรุปแล้วเขาไม่ใช่คนชั่ว แต่ก็ไม่มีใครแม้แต่ในกองเชียร์ของเขา ที่จะนึกถึงเขาในแง่บุคคลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต เราคงต้องยอมรับว่าเฉพาะในประเด็นนี้ อดีตนายกฯสัญญา นายกฯเสนีย์ นายกฯเปรม นายกฯอานันท์ และนายกฯชวน น่าจะได้คะแนนดีกว่า ผมเองค่อนข้างที่จะเชื่อว่าเมื่อถึงคราวจำเป็น คุณทักษิณจะต้องกลายเป็นคนที่ขี้โกง "เท่าที่จำเป็น" ("เพื่อชาติ" หรือ "เพื่อครอบครัว") ในพริบตาเดียว อันนี้น่าจะเป็นลักษณะทั่วไปของผู้ที่ได้ดีทางธุรกิจในระบบสัมปทานของประเทศไทย และคุณผู้อ่านคงจะสังเกตได้ว่าในรอบห้าปีที่ผ่านมา มีข่าวเกรียวกราวเกี่ยวกับตัวเขาหลายเรื่องที่สนับสนุนสมมุติฐานนี้

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีความสามารถที่เทียบเคียงได้ยากมากในหลายด้าน ทั้งความเก่ง ความฉลาด ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผสมกับความกล้า และความทะเยอทะยานไม่มีขอบเขต ซึ่งเป็นรากฐานแห่งความสำเร็จของเขาในทุกด้าน แต่ที่เด่นที่สุดคือความสามารถที่จะสะสมสาวกลูกน้องมากมาย ซึ่งเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วกลายเป็นหัวรถจักรที่ทำให้ฝันของเขากลายเป็นจริง

สาวกเหล่านี้มีอยู่สองระดับ สาวกในระดับมันสมองซึ่งประกอบกันเป็นกองบัญชาการทักษิณสูงสุด มีพวกวีรชน ๑๔ และ ๖ ตุลา จำนวนมากร่วมอยู่ด้วย พวกนี้เคยมีอุดมการณ์ด้านประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ผู้ที่ด้อยโอกาสและถูกกดขี่ แต่ในปัจจุบันคนเหล่านี้สามารถปรับจูนอุดมการณ์ของตนให้เข้ากับเจ้านายได้อย่างกลมกลืนดีเยี่ยม ส่วนสาวกในระดับแขนขาของเขาถูกวางไว้ในเชิงยุทธศาสตร์ให้กระจายและครอบคลุมตำแหน่งสำคัญทั้งในวงราชการ องค์กรอิสระต่างๆ สื่อมวลชน และวุฒิสภา เพื่ออำนวยให้การทำงานของรัฐบาลคุณทักษิณแสนจะราบรื่นๆ

คำถามที่น่าสนใจคือ เขามีวิธีดึงดูดสาวกได้อย่างไร โดยเฉพาะสาวกชั้นหัวกะทิของเขา ?

ผมคิดว่าประการแรก น่าจะเกิดจากลักษณะการแสดงตัวเป็นผู้นำที่เด่นชัดเจนและมีเสน่ห์ยิ่ง ซึ่งโดยสันดานของทั้งสัตว์และมนุษย์ จะมีผลดึงดูดฝูงของผู้ตามเสมือนเป็นแม่เหล็ก แต่ที่สำคัญ เขารู้จักคัดเลือกฝูงผู้ตามที่มีคุณภาพเหมาะสมที่จะรับใช้เขาได้เป็นอย่างดี (ใครประจบประแจงเกินไป หรือเช้าชามเย็นชาม หรือด้อยฝีมือ เขาคงไม่เอาไว้) เขาน่าจะยึดเหนี่ยวสาวกด้วยลักษณะการอุปถัมภ์ที่เหมาะสม เช่นใครตกทุกข์ได้ยากมีหนี้สินรุงรังก็คงจะได้รับการปลดหรือผ่อนคลายการชำระหนี้ ใครบำเพ็ญประโยชน์ให้กับเขาก็คงจะได้รับรางวัลตอบแทนที่คุ้มเหนื่อยในระบบการแบ่งปันดอกผลที่ค่อนข้างยุติธรรม

และแน่นอนที่สุด สาวกแต่ละคนได้โอกาสร่วมเหินฟ้าแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ โดยการเกาะติดกับขากางเกงของเขาอย่างเหนียวแน่น ทั้งยังมีโอกาสในอนาคตที่อาจจะได้สืบทอดอำนาจต่อจากเขาโดยตรง ด้วยเหตุนี้ผมจึงคาดเดาว่าการแย่งชิงดีชิงเด่นกันในหมู่ลูกน้องของเขา น่าจะไม่เบาทีเดียว

เท่านี้ก็ยังไม่พอ ลักษณะของคุณทักษิณที่เป็นจุดสุดยอดที่แท้จริงคือ ความสามารถเฉพาะตัวที่จะสื่อสารวาดภาพจินตนาการสวรรค์บนดิน เสมือนเป็นฝันและอุดมการณ์สูงสุดที่กำลังจะกลายเป็นจริงในประเทศไทยในเร็วๆนี้ ซึ่งได้ผลในการทำให้คนทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งผู้ที่มีอุดมการณ์จำนวนไม่น้อยเกิดความฝันที่คล้อยตาม เช่นในเรื่องสังคมที่ไร้ความยากจน สังคมที่ปลอดยาเสพติด สังคมที่เจริญก้าวหน้าและทันสมัยในทุกด้าน สังคมแห่งอุทยานการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นต้น

คุณทักษิณใช้ทุกโอกาสที่ได้สื่อสารกับประชาชน เช่นในรายการวิทยุประจำสัปดาห์ ของเขา เพื่อวาดภาพฝันที่ประชาชนอยากจะเชื่อจนเกิดความเชื่อที่แท้จริง ทั้งๆ ที่ในหลายกรณีเป็นภาพที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง แต่คนจำนวนมากยังมองไม่เห็นเรื่องนี้ เพราะแรงศรัทธาหรือแรงที่อยากจะเชื่อ ประกอบกับความหวังที่จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นมาเหนือกว่าความต้องการที่จะค้นหาความเป็นจริง

บ่อยครั้งสิ่งที่เขาพูดกับประชาชนน่าจะเป็นคำพูดที่มีการเตรียมไว้เป็นอย่างดีเพื่อให้ถูกอกถูกใจประชาชนเสียงส่วนใหญ่โดยเฉพาะ ถ้าจะให้ผมพูดตรงๆ ความสามารถของเขาที่กล่อมประชาชนได้เกือบทั้งประเทศ สามารถสยบสื่อมวลชนอย่างราบคาบ เป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ไม่แตกต่างนักจากความสามารถของนักขาย หรือนักต้มตุ๋นชั้นเซียน

ผมคงจะต้องย้ำว่า ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะสื่อว่าคุณทักษิณเป็นผู้ที่ไร้ความจริงใจ หรือความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ แต่ผมก็ยังเชื่อว่าคุณทักษิณมีความสัมพันธ์กับประชาชนที่ไม่ตรงไปตรงมา เช่นมีเป้าหมายแอบแฝงบางอย่างที่ไม่ได้บอกประชาชนชัดเจน (ที่คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เรียกว่า "นโยบายการแปลงทรัพย์สินสาธารณะให้เป็นของเอกชน")

นอกจากนี้เขาคงจะต้องรับรู้ผลแห่งนโยบายของเขาบางอย่าง ที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเสียชีวิต หรือตกทุกข์ยาก หรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และนี่อาจเป็นเรื่องที่เขาจะยอมให้สังคมเกิดความตระหนัก และวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไปไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน เขาอาจไม่ต้องการให้สังคมได้ตรวจสอบในเรื่องที่เป็นข้อสงสัยว่า คุณทักษิณกับพวกอาจได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจบางอย่างอันเนื่องมาจากนโยบายทางเศรษฐกิจบางประการ หรือจากผลการเจรจาระหว่างประเทศ (เช่นกรณีข้อตกลงการค้าเสรีกับบางประเทศ ที่ทำให้เกษตรกรไทยต้องสูญเสียรายได้อย่างไม่เป็นธรรม) หรือจากการให้การสนับสนุนต่อบทบาทของสหรัฐในอิรัก หรือจากการผูกมิตรกับผู้นำของรัฐบาลเผด็จการพม่า เป็นต้น

คุณทักษิณได้ใช้ความพยายามหลายวิธี ที่จะสกัดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบนโยบายและผลงานของเขาในเวทีสาธารณะ วิธีที่ใช้บ่อยคือการใช้อารมณ์และคำพูดที่คมคาย โจมตีนักวิชาการหรือตัวแทนภาคประชาชนที่เป็นผู้วิจารณ์ (เช่นเรียกเป็น "พวกขาประจำ" หรือใช้คำพูดที่ส่อว่าเป็นพวกไม่ติดดิน ไม่รู้จริง ไม่รักชาติ รับใช้ต่างชาติ เป็นต้น) ซึ่งได้ผลครบสามด้านคือ ในด้านการเบนประเด็นออกไปจากเรื่องที่ตนถูกวิจารณ์, ด้านการลดความน่าเชื่อถือของผู้วิจารณ์, และด้านการป้องปรามไม่ให้คนอื่นกล้ามาวิจารณ์เขาอีก

"ผมรู้ว่า ไอ้พวกนี้ไม่เลือกเบอร์ 9 ทั้งนั้น แต่ไม่มีปัญหา ไม่ใช่ไม่เลือกแล้วผมไม่ฟัง แต่ขอให้มีแนวคิดเสนอมาด้วย ติอย่างเดียวไม่ได้ อย่างอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน แม่ง.. ออกมาติอยู่นั่นแหละ ติแล้วไม่มีแนวคิด แล้วถามว่า ชีวิตเขาทำอะไรเป็นมั่ง มันต้องติแล้วเสนอแนวคิดบ้าง นี่แนวคิดก็ไม่มี ติ ติ ติ อยู่นั่น …"

"คนบางคนเห็นผมพูดหรือทำอะไรก็ขอค้านไว้ก่อน ทั้งๆ ที่เลือกตั้งเสร็จมาใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ และประชาชนก็ให้ความไว้วางใจผมเป็นจำนวนมาก ก็น่าจะให้เวลาในการแก้ปัญหาบ้าง แต่ว่าก็วิจารณ์มันทุกเรื่อง และก็ไม่ได้รู้จริงเลย ข้อมูลก็ไม่มี"

"วันนี้เกลียดผมหรือไม่ชอบผม ไม่เป็นไร แต่อย่าเกลียดประเทศไทยเลย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ท่านอาศัยแผ่นดินอยู่..."

พรรคพวกของคุณทักษิณได้ใช้วิธีการต่างๆ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ตรวจสอบผลงานของรัฐบาลโดยอิสระ โดยเฉพาะสื่อวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งถูกควบคุมอย่างเข้มงวดภายใต้กลไกของรัฐ แม้แต่หนังสือพิมพ์เอกชน ก็ยังหนีไม่พ้นการถูกบีบคั้นด้วยอิทธิพลทางอำนาจและเศรษฐกิจของคนในรัฐบาล

"สิ่งที่ผมเสียใจคือว่ามีความพยายามที่จะบิดเบือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่ค่อยชอบผมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน ประเทศไทยเราโชคร้ายมีสื่อมวลชนภาษาอังกฤษสองฉบับ ที่ทำภาษาอังกฤษจนไม่รู้ว่าความเป็นคนไทยลดน้อยลงหรืออย่างไร ไม่ทราบ จึงทำความเสียหายมากพอสมควรในการที่เสนอข่าวข้างเดียว อย่างไม่มีความเป็นมืออาชีพ …" (ความเห็นของคุณทักษิณต่อการเสนอข่าวกรณีตากใบ)

ทำไมเขาจึงมีความจำเป็นต้องปิดกั้นการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ ในเมื่อเขามีคะแนนสนับสนุนท่วมท้นทั้งจากประชาชนและในสภา ? คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่าหากช่องว่างระหว่างความฝันที่เขาได้วาดไว้ กับความเป็นจริงบนพื้นดิน หรือหากเรื่องสกปรกบางอย่างในรัฐบาลของเขาได้ปรากฏตัวอย่างชัดเจน อาจมีผลทำให้ลูกโป่งแห่งความศรัทธาของประชาชนแตกได้ และเมื่อแตกไปแล้วจะไม่มีอะไรที่แน่นอนเหลืออยู่ในกอไผ่

พูดง่ายๆ เขาจะต้องป้องกันไม่ให้ "ขาลง" เกิดขึ้นกับเขา นี่เป็นเรื่องที่ไม่แตกต่างจากภารกิจของนักขาย หรือนักมายากลหรือนักต้มตุ๋นที่จะต้องทำให้ผู้ที่เป็นเป้าหมายของตนคงอยู่ในสภาพที่ถูกสะกดจิตตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยหรือเกิดการรู้ทันความเป็นจริง

เนื่องจากคุณทักษิณยังขาดความรู้สึกมั่นคงในตัวเอง และมองเห็นศัตรูคู่อริรอจิกหัวของเขาอยู่รอบด้าน เขาจึงยังต้องแสดงบทบาทเป็นฝ่ายรุกทางการเมืองตลอดเวลา และจะต้องรักษาภาพลักษณ์ของการเป็นฮีโร่ของประชาชนให้คงเส้นคงวา แต่ตัวเขาเองก็ขาดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในประชาชนที่ให้อำนาจแก่เขา ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องจำกัดบทบาทของผู้ที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อเขา ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักการเมือง สื่อมวลชน องค์การภาคประชาชน หรือพรรคการเมืองฝ่ายค้านก็ตาม และเรื่องนี้เขาก็ทำได้สำเร็จพอสมควร

การจำกัดบทบาทของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่สำคัญคือ การจำกัดการรายงานข่าวกิจกรรมและความเห็นของพรรคฝ่ายค้านทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งอยู่ในการควบคุมของรัฐบาลของเขาทั้งหมด ในประเทศประชาธิปไตย เช่นประเทศอังกฤษ เมื่อใดที่นายกรัฐมนตรีได้ออกวิทยุหรือโทรทัศน์แถลงต่อประชาชน วันรุ่งขึ้นผู้นำฝ่ายค้านจะได้โอกาสเหมือนกัน และเท่าเทียมกันที่จะแสดงความเห็นต่อถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี

แต่ที่นี่ประเทศไทยนายกรัฐมนตรีมีโอกาสกล่อมประชาชน ทุกวันเสาร์เช้าทางสถานีวิทยุทั่วประเทศ แต่ผู้นำฝ่ายค้านของประเทศไทยซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ กลับไม่ได้โอกาสโต้ตอบเลย นี่คือระบบการสื่อสารมวลชนที่ทำให้ประชาชนได้ฟังความข้างเดียวเท่านั้น แต่ผมไม่เคยเห็นคุณทักษิณเดือดร้อนเรื่องนี้เลย

ผมขอฟันธงว่าคุณทักษิณไม่ใช่ผู้ที่มีความชัดเจนในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ใช่ผู้ที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามเจตนาของรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่ผู้ที่ให้ความสำคัญนักกับสิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่หลักนิติธรรมขั้นพื้นฐาน ลึกๆ แล้วผมคิดว่าเขาคงไม่เห็นด้วยกับหลักการสำคัญบางส่วนของรัฐธรรมนูญ แต่บังเอิญเขาได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่า จะปฏิบัติตามและรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

รัฐธรรมนูญมาตรา ๗๖: "รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ"

ทักษิณ: "โดยระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดีและสวยงาม แต่ไม่ใช่เป็นเป้าหมายสุดท้ายของการบริหารประเทศ แต่เป็นเพียงเครื่องมือในการบริหารประเทศ โดยเป้าหมายของการบริหารประเทศ คือ การทำงานให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีความผาสุก ประเทศมีความก้าวหน้า ตรงนี้คือเป้าหมาย ส่วนประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือ และต้องดูเครื่องมือด้วย อย่างสมมติเราจะขับรถไปแก้ปัญหาให้ชาวบ้านในชนบท บางทีต้องใช้รถปิกอัพออฟโรด ไม่ต้องเอารถโรลสรอยซ์ไปหรอก"

รัฐธรรมนูญมาตรา ๓๓ : "ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้"

ทักษิณ: "แน่นอนว่าการเคารพในสิทธิมนุษยชนนั้นก็ต้องเคารพ แต่ลำดับความสำคัญนั้นต้องอยู่ที่ผู้บริสุทธิ์ก่อน เพราะถ้าจะพูดให้เท่มันก็พูดได้ง่าย แต่พูดแล้วก็ต้องทำด้วย และทำในสิ่งที่ควรทำ ขอบอกว่าผมไม่แคร์หรอกที่ต่างประเทศออกมาพูดนั้น ผมฟังแล้วดูเหมือนว่าไปให้ความสำคัญกับคนที่ก่อความไม่สงบมากกว่าคนบริสุทธิ์ที่ถูกทำร้ายทุกวัน แต่ผมถือว่าจะให้ความสำคัญกับคนบริสุทธิ์ที่ถูกทำร้ายทุกวันก่อน"

เป็นที่ชัดเจนว่า คุณทักษิณไม่ใช่นักปฏิรูปการเมืองตามความหมายของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ หรือเคยโบกธงเขียวทั้งหลายไม่น่าจะมีความสงบทางจิตใจภายใต้ดวงตะวันของเขา แต่เขาก็เป็นนักปฏิรูปตัวจริงเหมือนกัน เป็นทั้งนักปฏิรูปทางเศรษฐกิจและทางด้านการบริหารประเทศ และดูเหมือนเขาได้พยายามบริหารประเทศในสไตล์ที่เลียนแบบนายลี กวน ยู (อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่เขานับถือ) ซึ่งเป็นการบริหารประเทศในแบบระบบอุปถัมภ์ แต่ถ้าจะให้พูดตรงๆ แม้ทั้งสองคนจะนิยมการบริหารประเทศด้วยลักษณะ "ผู้นำย่อมรู้ดีกว่าประชาชน" แต่ผลงานในด้านการสร้างระบบการบริหารประเทศที่เน้นธรรมาภิบาล และความซื่อสัตย์สุจริตนั้น ก็ยังห่างกันเป็นโยชน์

ตอนที่ ๒. มองผลงานคุณทักษิณ
ที่ผ่านมารัฐบาลของคุณทักษิณ มีนโยบายและผลงานหลายอย่างที่ผมเห็นด้วย โดยเฉพาะนโยบาย "ประชานิยม" ต่างๆ เช่นนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (๓๐ บาทรักษาทุกโรค) กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารคนจน บ้านเอื้ออาทร โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนเรียนต่อต่างประเทศ - เพียงแต่รัฐบาลควรจะได้ดำเนินโครงการเหล่านี้อย่างจริงจัง ให้มีประสิทธิภาพในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจในสังคมไทยและในการสร้างหลักประกันทางสังคมให้กับประชาชน ทั้งยังควรใช้โครงการเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการพัฒนาชุมชนทั่วประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

แต่ปรากฏว่าวิธีการดำเนินโครงการต่างๆ กลับมีลักษณะที่ไม่เป็นระบบเท่าที่ควร ทั้งยังขาดมิติด้านการพัฒนาชุมชนแบบยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลคุณทักษิณขาดความเข้าใจ ดังนั้น ผลงานที่เกิดขึ้นจึงค่อนข้างจะผิวเผินอย่างน่าเสียดาย แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงให้กับพรรคการเมืองของคุณทักษิณ และในการขยายฐานของสมาชิกพรรค

รัฐบาลของคุณทักษิณเป็นรัฐบาลที่ทำงานกระฉับกระเฉง และด้วยประสิทธิภาพและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากกว่ารัฐบาลก่อนๆ อันนี้เป็นเรื่องที่ถูกใจประชาชน และมีต้นตอมาจากประสบการณ์การเป็นนักบริหารในภาคธุรกิจของคุณทักษิณเอง ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานขยันดียิ่ง และรัฐบาลทักษิณได้กล้าเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการบริหารประเทศ ในลักษณะที่เสริมอำนาจการสั่งการของรัฐมนตรีต่อข้าราชการ และหน่วยราชการในสังกัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสม

เพราะที่ผ่านมาในหลายสมัย ระบบราชการมีอำนาจอิทธิพลครอบงำการบริหารประเทศมากเกินไป เสมือนเป็นรัฐบาลตัวจริงที่มีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง แต่ในกรณีของรัฐบาลทักษิณก็ได้เกิดปัญหาใหญ่จากการที่มีรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง เข้าไปใช้อิทธิพลในทางที่ผิดเพื่อแทรกแซงระบบราชการ จนกลายเป็นเรื่องยากที่ระบบราชการจะสามารถวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และรักษาความเป็นอิสระ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีข่าวเกรียวกราวเรื่องข้าราชการระดับสูง ถูกเกณฑ์มารับใช้ผลประโยชน์ของพรรคไทยรักไทยในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ผมอยากจะกล่าวตรงๆ ว่าแม้รัฐบาลของคุณทักษิณได้ทำในสิ่งที่ดีหลายอย่าง แต่ความเสียหายที่ได้ก่อแก่ประเทศชาติ มีมากกว่าหลายเท่า อันได้แก่

. ความเสียหายที่เกิดแก่ระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน
. ความเสียหายที่เกิดแก่ความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ในการเสนอข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน
. ความเสียหายที่เกิดแก่สิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม
. ความเสียหายที่เกิดแก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
. ความเสียหายที่เกิดแก่องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ
ซึ่งผมจะขยายความในบางประเด็นพอสังเขปดังต่อไปนี้

ในระบอบประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ การมีสื่อมวลชนที่หลากหลายและเป็นอิสระ ในการเสนอข้อมูลข่าวสารเป็นปัจจัยที่จำเป็นยิ่ง เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้เรื่องราวของบ้านเมืองอย่างรอบด้าน แต่ภายใต้รัฐบาลทักษิณ สื่อมวลชนได้เสียความเป็นอิสระในการเสนอข่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสื่อวิทยุและโทรทัศน์ เช่น รายการวิทยุโทรทัศน์ ที่มีลักษณะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองที่หลากหลายทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ได้ค่อยๆหายไปจากแผงรายการจนแทบจะไม่เหลือ และมีรายการประเภทที่ประจบประแจงรัฐบาล และตำหนิผู้วิจารณ์รัฐบาลเข้ามาแทนที่

สถานีวิทยุหลายแห่งมีคำสั่งหรือมาตรการควบคุม ไม่ให้ผู้จัดรายการเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นที่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาล (เช่นคำสั่งของสถานีวิทยุ เสียงสามยอด เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ที่ไม่ให้ออกอากาศความคิดเห็นที่คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ)

สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งตั้งขึ้นมาหลังเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ เพื่อเป็นสื่อข่าวสารข้อมูลที่เป็นอิสระสำหรับประชาชน ได้ถูกเทคโอเวอร์โดย บริษัทชินคอร์ป ของครอบคัวคุณทักษิณก่อนหน้าการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ ตามด้วยการปลดพนักงานในทีมข่าวของไอทีวีออก ๒๑ คนเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งที่คุณทักษิณครองชัยชนะเป็นครั้งแรก และต่อมาไอทีวีได้พลิกโฉมมาเป็นสถานีโทรทัศน์ที่เน้นรายการบันเทิงเป็นหลัก ซึ่งเป็นการทรยศต่อเจตนาในการก่อตั้งสถานีโดยสิ้นเชิง

ส่วนหนังสือพิมพ์ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกือบทุกฉบับ ถูกกดดันและเล่นงานด้วยวิธีการทั้งเหนือดินและใต้ดิน เช่น การทำให้ขาดรายได้ด้านโฆษณา หรือกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินและธุรกรรมของผู้ถือหุ้นใหญ่ในหนังสือพิมพ์ แนวหน้า ไทยโพสต์ และ เนชั่นกรุ๊ป อย่างผิดกฎหมาย เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๔ หรือการที่คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เลขาธิการพรรคไทยรักไทยและรัฐมนตรีคมนาคมได้กวาดซื้อหุ้นของ เนชั่นกรุ๊ป อย่างน่าสงสัยว่าจะเตรียมเทคโอเวอร์ เป็นต้น

แม้จะมีการใช้มาตรการควบคุมสื่อที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการกระทำของคุณทักษิณโดยตรง จึงอาจเป็นการกระทำของคนในรัฐบาล หรือข้าราชการระดับสูงที่ทำกันไปโดยพลการ คุณทักษิณอาจจะอ้างว่าตนไม่เกี่ยว แต่การที่คุณทักษิณอยู่เฉยๆ ไม่ออกมาแก้ปัญหาที่สื่อถูกควบคุมและคุกคาม หรืออยู่เฉยๆ ทั้งๆ ที่สื่อซึ่งครอบครัวของตนเป็นเจ้าของ ได้ปลดพนักงานออกเนื่องจากการก่อตั้งสหภาพแรงงาน และการเรียกร้องความเป็นอิสระในการเสนอข่าว นี่แสดงถึงการละเลยที่จะปกป้องเสรีภาพของสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญ และน่าจะขัดต่อคำสัตย์ปฏิญาณที่ตนได้ถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เช่นเดียวกัน เมื่อบริษัทชินคอรป์ได้ฟ้องนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ในคดีแพ่งฐานหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหายจำนวน ๔๐๐ ล้านบาท อันเนื่องมาจากการแสดงความเห็นเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่บริษัทฯ อาจได้รับจากนโยบายของรัฐบาล คุณทักษิณก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวและไม่คิดจะช่วยคุณสุภิญญา ทั้งๆ ที่การกระทำของบริษัทนี้ เป็นตัวอย่างชัดเจนของการคุกคามประชาชนทางเสรีภาพ ในการวิจารณ์หรือตรวจสอบรัฐบาล

การทำสงครามกับยาเสพติดของคุณทักษิณต้องถือเป็นนโยบายที่ดียิ่ง แต่วิธีดำเนินการในช่วงต้นปี ๒๕๔๖ ได้นำไปสู่การฆาตกรรมคนทั่วประเทศไม่น้อยกว่า ๑๓๘๖ คน (ตัวเลขของรัฐบาลเอง) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ฝ่ายปกครอง หรือตำรวจสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด แต่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ในศาล ในจำนวนนี้ยังมีผู้ที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดรวมอยู่ด้วย รวมทั้งเด็กเล็ก

การที่คุณทักษิณได้กดดันหน่วยราชการ เรียกร้องการจัดการเร่งด่วนกับผู้ค้ายา พร้อมขู่ลงโทษข้าราชการในจังหวัดที่มีผลงานหย่อนยาน ได้ทำให้หน่วยตำรวจทั่วประเทศเข้าใจว่าตนได้รับไฟเขียว ให้จัดการกับผู้ที่มีข้อสงสัยว่าค้ายาเสพติดได้ตามอำเภอใจ จึงเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนานใหญ่ที่สุดใน ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา ที่คุณทักษิณเรียกว่าการ "ฆ่าตัดตอน" แต่ไม่ยอมรับว่าส่วนใหญ่เป็นผลงานของตำรวจ

การที่แทบจะไม่มีใครถูกจับมาลงโทษเลย อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจทั่วไปว่า รัฐบาลพร้อมที่จะปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมาย หากเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และนี่คือการทำลายสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมที่ร้ายแรงยิ่ง แต่ขนาดนี้คุณทักษิณก็ยังเป็นที่ชื่นชมของประชาชนจำนวนมาก

ต่อไปนี้ขอยกตัวอย่างเรื่องราวของผู้ที่อาจถูกละเมิดสิทธิตามนโยบายของคุณทักษิณ เพื่อให้เห็นภาพเป็นรูปธรรม

ชายข้าราชการในจังหวัดหนึ่ง เคยถูกใบปลิวโจมตีในปี ๒๕๓๙ ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ครั้งนั้นหน่วยงานที่ผู้นี้สังกัดอยู่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ผลปรากฏว่าชายผู้นี้ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

จนเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๔๖ ข้าราชการผู้นี้ถูกยิงเสียชีวิตขณะอยู่หน้าบ้านของตนเอง เป็นเวลาที่ไม่มีใครอยู่บ้านเพราะภรรยาและลูกออกไปซื้อของ เมื่อภรรยาและลูกทราบเรื่องก็รีบกลับบ้าน ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์ชันสูตรได้เดินทางมาถึงก่อนแล้ว และได้เข้าตรวจสภาพศพและสถานที่เกิดเหตุ ขณะนั้นผู้ตายนอนตายในสภาพที่ใส่กางเกงขายาวสีกากี ไม่ใส่เสื้อ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงถอดกางเกงขายาวออกพร้อมทั้งถอดกางเกงใน และได้พลิกกางเกงในออกและพลิกกลับในสภาพเดิม

จากนั้น ศพของชายผู้นี้ถูกนำไปยังโรงพยาบาลเข้าห้องเอ็กซเรย์ และไปยังห้องพิธีกรรมศพตามลำดับ ในห้องพิธีกรรมมีทั้งญาติผู้ตายและเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเคื่องแบบ เจ้าหน้าที่พิธีกรรมศพได้ถอดกางเกงในของผู้ตายโดยรูดจากศพของผู้ตายออกมาจนเป็นเกลียวแล้วทิ้งขยะไป เมื่อทำความสะอาดและตกแต่งศพเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอให้ญาติผู้ตายออกจากห้องพิธีกรรมให้หมดเพื่อจะถ่ายรูปและพิมพ์ลายนิ้วมือ และต่อมาเจ้าหน้าที่ก็ได้เรียกญาติผู้ตายเข้าไปในห้องอีกครั้ง แจ้งว่าพบยาเสพติดอยู่ในซองพลาสติกสีฟ้า บรรจุยาบ้าจำนวน ๙๘ เม็ด และอีก ๒๑ ชิ้นอยู่ที่เป้ากางเกงในของผู้ตายซึ่งถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำคำสั่งของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สั่งยึดอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ตายและภรรยาไปเพื่อตรวจสอบ และต่อมาบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด อ้างว่าผู้ตายเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจึงใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิต

ในด้านการติดตามหาตัวผู้กระทำผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า พยานในที่เกิดเหตุได้บอกเพียงรูปพรรณสัณฐานคร่าวๆ ทั้งที่บริเวณเกิดเหตุอยู่ในเขตชุมชน ห่างจากสถานีตำรวจประมาณ ๓ กิโลเมตร ส่วนหลักฐานได้แก่ หัวกระสุน และปลอกกระสุนที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมส่งไปกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเปรียบเทียบว่าใช้ยิงมาจากปากกระบอกเดียวกับคดีอื่นที่มีประวัติเก็บไว้หรือไม่ แต่กองพิสูจน์หลักฐานตอบว่า ไม่สามารถตอบได้เนื่องจากระบบฐานข้อมูลของกองพิสูจน์หลักฐานชำรุดใช้การไม่ได้

เมื่อรัฐบาลทักษิณต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อต้นปี ๒๕๔๗ ได้มีการส่งหน่วยตำรวจจากส่วนกลาง เข้าไปควบคุมสถานการณ์และหาข่าวในพื้นที่ ปรากฏว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่น่าจะเกี่ยวข้องกับหน่วยราชการบางส่วน ได้เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ในรูปแบบของการ "อุ้ม" แล้วฆ่าหรือหายตัว แม้แต่ทนายสมชาย นิละไพจิตร ผู้กล้าหาญที่ว่าความให้บรรดาผู้ต้องหาชาวมุสลิม ก็ต้องหายไปอย่างน่าเชื่อว่าได้เสียชีวิตไปแล้ว ถึงจะไม่ใช่คำสั่งหรือความต้องการของคุณทักษิณ แต่ในความเห็นของผมคุณทักษิณหนีไม่พ้นการมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อยู่ดี

ต่อมาได้เกิดกรณีกรือเซะกับการตายหมู่อย่างปริศนาของทีมฟุตบอลอำเภอสะบ้าย้อย และกรณีตากใบที่มีการตายหมู่ของผู้ชุมนุม ทั้งระหว่างและภายหลังการสลายการชุมนุม ข้อเท็จจริงหลายอย่างในเหตุการณ์ทั้งสองนี้ยังมีความคลุมเครือ เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เปิดให้สื่อมวลชนทำการค้นหาและเสนอข้อมูลโดยอิสระ

การที่รัฐบาลได้ตอบโต้ความรุนแรงของผู้ก่อการร้ายด้วยการใช้ความรุนแรงที่กระจายไปยังผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เป็นการช่วยหาแนวร่วมให้กับผู้ก่อการร้าย และอาจมีผลทำให้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขยายตัวไปอย่างไม่สามารถควบคุมได้เป็นเวลายาวนานอีกหลายปีข้างหน้า นี่คือผลงานของรัฐบาลทักษิณที่ประชาชนจำนวนมากได้ให้ความชื่นชม

รัฐบาลทักษิณได้พยายามสกัดกั้นการแสดงออกของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญและตามหลักประชาธิปไตย โดยการสลายการชุมนุมของสมัชชาคนจนหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยการข่มขู่ว่าจะดำเนินการจับกุม ผู้ที่ชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดีบุชของสหรัฐอเมริกาในช่วงที่บุชมาร่วมการประชุมเอเพ็ค (พร้อมการสร้างกระแสกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็นบุคคลที่ไม่รักชาติ) และโดยการบีบผู้บริหารของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้ดำเนินการทางวินัยกับพนักงาน กฟผ.ที่รวมตัวกันชุมนุมต่อต้านแผนงานของรัฐบาลที่จะแปรรูป กฟผ.โดยการนำกิจการทุกส่วนเข้าไปขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

เรื่องของการแทรกแซงวุฒิสภาและองค์การอิสระต่างๆ โดยคนของรัฐบาลทักษิณเป็นที่ทราบกันทั่วไป ในกรณีของวุฒิสภานั้น รัฐบาลสามารถควบคุมเสียงของ ส.ว. ได้มากกว่ากึ่งหนึ่งทุกครั้งที่มีการลงคะแนนในเรื่องที่มีความสำคัญต่อรัฐบาล ทั้งนี้โดยการใช้อิทธิพลในรูปแบบต่างๆ ตามระบบอุปถัมภ์เพื่อทำลายความเป็นอิสระทางเมืองของวุฒิสภา และประกันความอยู่รอดของรัฐบาล

ขอยกตัวอย่าง ทุกครั้งที่มีการเลือกคณะบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งต่างๆในองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นต้น บรรดาสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ใต้อิทธิพลของฝ่ายบริหาร จะได้รับโผที่ชี้นำการเลือกตั้งของพวกเขา ซึ่งจะปรากฎเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในช่วงของการนับคะแนน เมื่อผลการขานคะแนนในบัตรเลือกตั้งต่างๆ ออกมาตรงกันเป็นชุดอย่างไม่มีทางเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ ในหมู่ ส.ว.กันเองก็เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่ามี ส.ว.บางคนได้รับเงินเดือนพิเศษเป็นประจำ และอีกส่วนหนึ่งได้รับค่าตอบแทนพิเศษเฉพาะกิจเป็นครั้งคราว แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ผมเองยังไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ในขณะนี้

ในกรณีขององค์กรอิสระต่างๆ คนของรัฐบาลได้ใช้อิทธิพลเข้าไปแทรกแซง ทั้งกระบวนการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา ที่มีองค์ประกอบตัวแทนจากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลเป็นบล๊อคโหวต และกระบวนการเลือกตั้งโดยวุฒิสภาดังที่ได้กล่าวถึงแล้ว ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่า บุคคลที่ได้รับเลือกเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรเหล่านี้ ซึ่งต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หรือตรวจสอบผลการเลือกตั้งต่างๆ นั้น จะไม่ดำเนินการใดๆ ที่อาจเป็นพิษเป็นภัยต่อรัฐบาลของคุณทักษิณ หรือต่อคนในรัฐบาล หรือต่อพรรคการเมืองของคุณทักษิณ

ผลที่ปรากฏชัดเจนคือบุคคลที่ได้รับเลือกเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ในสมัยของรัฐบาลทักษิณ กลายเป็นผู้ที่มีความด้อยทางคุณสมบัติ และความน่าเชื่อถือด้านความซื่อสัตย์สุจริต เมื่อเทียบกับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวในสมัยก่อนรัฐบาลทักษิณ

ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าประชาชนค่อนข้างขาดความเชื่อถือ ในความซื่อสัตย์สุจริตของบุคคลที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ได้รับเลือกตั้งในสมัยคุณทักษิณ ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีอันเป็นไป ซึ่งเป็นผลกรรมที่ตอบสนองความเห็นแก่ตัวของคณะกรรมการดังกล่าว ในการขึ้นเงินเดือนของตัวเองอย่างใจร้อนและอย่างผิดกฎหมาย

สรุปง่าย ๆ คือ รัฐบาลทักษิณได้ปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทำลายชีวิตของคนจำนวนนับพันที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ความผิด ขยายความรุนแรงและความขัดแย้งในภาคใต้ แทรกแซงวุฒิสภาและองค์กรอิสระ จนทำให้ไร้ศักยภาพในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล นี่เป็นการกระทำที่พยายามรวบอำนาจแบบเดียวกับรัฐบาลเผด็จการทั้งหลาย และนี่คือการกระทำของรัฐบาลที่ได้รับคะแนนนิยมอย่างท่วมท้นจากประชาชน

ตอนที่ ๓. การกำหนดท่าทีต่อรัฐบาลของคุณทักษิณ
เมื่อคุณทักษิณได้กลับมาบริหารประเทศ ด้วยคะแนนเสียงจากประชาชนที่มากมายเหลือล้นยิ่งกว่าเดิม (แม้จะไม่ใช่คะแนนนิยมที่ให้ด้วยความเต็มใจทั้งหมดก็ตาม) แต่ในขณะเดียวกัน คุณทักษิณได้ก่อความเสียหายแก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะต่อระบอบประชาธิปไตย และต่อสิทธิมนุษยชนมากเพียงนี้ ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะบริหารประเทศต่อไปในทำนองเดียวกัน ซึ่งอาจก่อความเสียหายต่างๆ เพิ่มทวียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเมื่อกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลต่างๆ มีกำลังอ่อนแอลงไปมากแล้ว ถามว่า "เรา" ควรจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?

ในฐานะที่ผมกับอาจารย์เจิมศักดิ์อยู่ในกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาเสียงส่วนน้อย ที่แพ้คะแนนในสภาเป็นประจำ ได้มีพวกเราคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า หลังจากผลการเลือกตั้งปรากฏชัดเจนได้มีสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งมาพูดกับเขา อย่างทีเล่นทีจริงทำนองว่า "ไหนๆ ทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็น่าจะเลิกทำตัวเป็นฝ่ายค้านเสียที แล้วมากินเงินเดือนพิเศษจะดีกว่า จะได้อยู่แบบสบายๆ"

ส่วนอาจารย์เจิมศักดิ์เอง ได้ตั้งคำถามในเชิงแง่คิดที่น่าสนใจที่มีส่วนคล้ายกัน (แต่เป็นคนละเรื่องกันด้านจริยธรรม) ทำนองว่า "อย่างไรๆ เราก็คัดค้านเขาไม่สำเร็จและแพ้คะแนนเขาวันยังค่ำ แล้วประชาชนก็มองเราเป็นพวกขวางโลก ถ้าเช่นนั้นเรามาเปลี่ยนท่าทีกันดีไหม ? คือแทนที่จะเราจะอภิปรายคัดค้านและต่อสู้ในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย เราอยู่เฉยๆ จะดีกว่าไหม ? ไม่ต้องไป ขัดขวางเขา เพียงแต่ลงคะแนนเพื่อบันทึกความไม่เห็นด้วยก็พอ แล้วให้ประชาชนได้เรียนรู้ตัดสินด้วยตนเอง"

อันนี้ก็ต้องถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ ที่แสดงถึงความเชื่อมั่นในประชาชนพอสมควร แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าอาจารย์เจิมศักดิ์จะเชื่อ หรือปฏิบัติตามแนวที่อาจารย์ตั้งเป็นคำถามเพื่อการขบคิดอยู่ดี

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของแนวคิดที่ผมไม่เห็นด้วยที่มีทำนองว่า "ในเมื่อคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยได้คะแนนท่วมท้นขนาดนี้แล้ว เราน่าจะต้องปรับเปลี่ยนท่าทีและวิธีการต่อสู้ใหม่" ซึ่งน่าจะมาจากสมมุติฐานว่า ประชาชนจะไม่ยอมรับต่อการออกมาคัดค้านนโยบายของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

ผมเองมองว่าคะแนนเสียงของประชาชนที่ให้กับพรรคไทยรักไทยนั้น เป็นการแสดงเจตนาของประชาชนที่จะให้พรรคไทยรักไทยเป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาล ภายใต้การนำของคุณทักษิณ ดังนั้นคุณทักษิณมีความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยพรรคไทยรักไทย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลของคุณทักษิณ มีความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศอย่างไรก็ได้ หรือว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณ จะแสดงความเห็นคัดค้านตามรัฐธรรมนูญไม่ได้

ที่สำคัญหากรัฐบาลใหม่ของคุณทักษิณ ไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา หรือมีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่นในด้านการละเมิดสิทธิประชาธิปไตย หรือสิทธิมนุษยชนของประชาชน ต้องถือว่าเป็นการบริหารประเทศโดยมิชอบ ซึ่งตามปกติจะมีวิธีการทางรัฐธรรมนูญหลายวิธีที่จะล้มรัฐบาล หรือถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งเมื่อมีการใช้อำนาจในทางที่ผิด

แต่ในปัจจุบันวิธีทางเหล่านี้ได้ถูกปิดกั้นไว้เกือบหมดแล้ว เช่นในขณะนี้รัฐบาลมีส.ส.เพียงพอที่จะป้องกันการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลทั้งคณะในสภาผู้แทนราษฎร และยังมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะป้องกันการถอดถอนนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีโดยข้อกล่าวหาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การถอดถอนนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ยังเป็นไปได้ ต้องอาศัยการลงชื่อร่วมกันของประชาชนที่ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน ตามด้วยการชี้มูลความผิดโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และการวินิจฉัยความผิดโดยวุฒิสภา แต่ในปัจจุบันคณะกรรมการ ปปช.ก็ลาออกกันหมดแล้ว หลังถูกศาลตัดสินความผิด ส่วนวุฒิสภาก็มีคะแนนเสียงข้างมากสนับสนุนรัฐบาลทักษิณแบบไม่เป็นทางการอยู่แล้ว

ภารกิจของผู้ที่ "รู้ทัน" และมองเห็นปัญหาของรัฐบาลทักษิณยังเหมือนเดิมหรือเข้มข้นยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป นั่นคือภารกิจที่จะให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายการ "รู้ทัน" รวมทั้งภารกิจที่จะรวมพลังกันในลักษณะเครือข่ายต่างๆ เพื่อต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม และต่อต้านความอธรรมทุกรูปแบบ และการเป็นเสียงส่วนน้อยในสภาพแวดล้อมที่ถูกปิดกั้นด้านประชาธิปไตยยิ่งท้าทายให้ต้องพัฒนาคุณภาพของการต่อสู้มากยิ่งขึ้น

ผู้ที่ "รู้ทันทักษิณ" อาจมีแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองที่หลากหลาย แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นต้องผนึกกำลังกัน ในเรื่องที่มีความเห็นพ้องตรงกัน ดังนั้นขบวนการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง น่าจะต้องนำหลักสิทธิมนุษยชน และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในด้านสิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนมาเป็นเป้าหมายร่วมกัน แต่ไม่ใช่เป้าหมายเพื่อโค่นล้มหรือเอาผิดคุณทักษิณให้ได้ (เพราะนั่นจะเป็นเป้าหมายแบบอคติ)

นั่นหมายความว่า นโยบายที่ดีของรัฐบาลทักษิณควรได้รับการสนับสนุน และหากในด้านที่เคยมีนโยบายที่ผิดคุณทักษิณเกิดอาการสำนึกผิดและ "เปี๋ยนไป๋" ไปในทางที่ดีขึ้นก็ควรได้รับการสนับสนุนเช่นกัน แต่จะต้องช่วยกันติดตามตรวจสอบว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงหรือไม่ รวมทั้งผลักดันการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

แต่ในเรื่องที่คุณทักษิณหรือรัฐบาลของเขามีนโยบายหรือการกระทำที่ผิด ก็ต้องว่าไปตามผิด หากถึงขนาดเป็นความผิดร้ายแรงที่ละเมิดสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และสมควรที่จะดำเนินการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญก็ต้องทำ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ หากถึงขนาดต้องชุมนุมโดยสันติวิธี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกไปก็ต้องทำ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ นี่คือภารกิจของประชาชนในการดูแลสังคม และประเทศชาติของตนไม่ให้ตกอยู่ในในสภาพที่ตกอับ

รัฐธรรมนูญมาตรา ๔๔: "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก"

รัฐธรรมนูญมาตรา ๖๕: "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้"

__________________________________________________________

หมายเหตุ: บทความนี้ดัดแปลงเล็กน้อยจากบทความชื่อเดียวกันที่ตีพิมพ์ในหนังสือ "อยู่กับทักษิณ" - บรรณาธิการ : เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือทั่วไป

รายได้ทั้งหมดที่ผู้เขียนได้รับจากบทความ "ภายใต้ดวงตะวันของคุณทักษิณ" ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ "อยู่กับทักษิณ" ผู้เขียนจะมอบให้คุณสุภิญญา กล้าณรงค์ เพื่อใช้ในการต่อสู้คดีที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาท ๔๐๐ ล้านบาทโดยบริษัทชินคอร์ป


สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ
ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I สารบัญเนื้อหา 3
ประวัติ ม.เที่ยงคืน




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2548 10:09:33 น.
Counter : 256 Pageviews.  


สหายสันติ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สหายสันติ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.