Look at the sky. I'm smiling to ^ u ^.
Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องของ TENSE ไม่เห็นจะยาก 2 (PRESENT TENSE) By KruFiat


Credit : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=krufiat&month=12-2007&group=6&date=20&gblog=2

เรื่องของ TENSE ไม่เห็นจะยาก 2 (PRESENT TENSE)

ตอนที่ 2. “ปัจจุบันกาล (PRESENT TENSE)”

คุณเคยคิดหรือเปล่าครับว่า “ทำไมคนไทยเรียนเรื่อง TENSE มาก็มาก (น่าจะครบทุก TENSE เลยตั้งแต่เด็ก) แต่มักจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ค่อยเป็น?” ถ้าให้ผมวิเคราะห์จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่คนไทยไม่ประสบความสำเร็จในการใช้ TENSE เนื่องมาจากเราเรียนแบบไม่ประติดประต่อกันเท่าไหร่ คือ สัปดาห์นี้เรียน TENSE หนึ่ง สัปดาห์หน้าเรียนอีก TENSE หนึ่งซึ่งอาจจะลืมไปแล้วว่า TENSE ที่เรียนในสัปดาห์ที่แล้วนั้นใช้อย่างไร ถ้าเรียนอย่างนี้กว่าจะครบทุก TENSE ก็ต้องคูณ 12 เข้าไปซึ่งใช้เวลานานพอควรอยู่นะครับ ถ้ามีความอุตสาหะเพียงพอบวกกับความจำเป็นเลิศ คุณก็อาจจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ TENSE ด้วยเหตุนี้จริงๆ แล้วผมอยากจะอธิบายสถานการณ์ 12 แบบที่ต้องใช้ TENSE แตกต่างกันให้อ่านแบบม้วนเดียวจบ จะได้ เข้าใจรวดเดียวกันไปเลย แต่หน้ากระดาษมันไม่เอื้ออำนวยนะสิครับ คือถ้าให้พูดใช้เวลา 1 ชั่วโมงก็จบ แต่ให้เขียนออกมาเป็นบทความก็คงต้องใช้หลายหน้าอยู่เหมือนกัน พร่ำพรรณนามานาน สิ่งที่อยากบอกกับท่านผู้อ่านก็คือ ในกรณีที่จำไม่ได้แล้วว่ากระบวนการคิดในเรื่องกาลเวลาเป็นอย่างไร? ผมแนะนำให้อ่าน blog ที่แล้วให้เข้าใจก่อน แล้วจึงอ่านต่อในblog นี้จึงจะประติดประต่อกันให้เข้าใจมากขึ้นครับ และขอฝาก การบ้านสำหรับผู้ที่อยากใช้ TENSE ในภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องและถูกต้อง คือ กรุณานำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้บ่อยที่สุด เช่น เวลาพูดติดต่องานกับฝรั่ง, เวลาเขียน E-MAIL เป็นต้น รับรองว่าคุณจะเก่งแน่ๆ ถ้าคุณใช้งานมันบ่อยๆ ในทางกลับกันถ้าคุณอ่านจบแล้ว ไม่เคยนำไปใช้อีกเลย ในไม่ช้าก็จะต้องลืมแน่ๆ เลยครับ

กล่าวถึงปัจจุบันกาล หรือ PRESENT TENSE ถ้าคุณต้องการสื่อเป็นภาพนิ่ง กล่าวคือไม่เน้นการกระทำมากนัก จะมีให้เลือกใช้ 2 TENSE ดังนี้ครับ

1) SIMPLE PRESENT TENSE (ประธาน + กิริยาช่อง 1)

TENSE นี้ถือว่าเป็น TENSE ที่ง่ายที่สุด คิดว่าคนใช้ภาษาอังกฤษทุกคนคงใช้กันคล่องอยู่แล้ว ซึ่งจะใช้ในการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลาใดๆ หรือเกิดได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต อาทิเช่น



I GO TO BANGKOK ABOUT 3 TIMES A WEEK.
ฉันไปกรุงเทพฯประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์

MY PARENTS LIVE IN BANGKOK.
พ่อ แม่ ของฉันอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ

WATER FREEZES AT 0 deg.C.
น้ำแข็งตัวที่ 0 องศาเซลเซียส

ตัวอย่างสุดท้ายนี้คือเหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใดก็ตาม ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “FACT” ซึ่งใช้ SIMPLE PRESENT TENSE อธิบายได้ดีที่สุดครับ

นอกจากนี้แล้ว SIMPLE PRESENT TENSE ยังถูกนำมาใช้อธิบายเหตุการณ์ภาพนิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นได้เช่นกัน



ยกตัวอย่างเช่น เรากำลังดูฟุตบอลอยู่ คนพากย์บอกว่า

MORRISON PASSES TO TAYLOR. TALOR SHOOTS - AND IT’S A GOAL!!!
มอริสันส่งลูกให้เทเล่อร์ เทเลอร์ยิงและได้ประตู

จุดประสงค์ของคนพากย์ต้องการให้ผู้ชมเห็นเป็นภาพนิ่งในแต่ละช็อต ไม่เน้นการกระทำเท่ากับการใช้ PRESENT CONTINUOUS TENSE ที่จะกล่าวต่อไปครับ

2) PRESENT PERFECT TENSE (ประธาน + HAS/HAVE + กิริยาช่อง 3)

TENSE นี้เชื่อว่าทุกคนท่องตั้งแต่เด็กว่า “ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีตและดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน” ที่ท่องมาก็ไม่ผิดหรอกครับ เพียงแต่คุณนึกถึงเหตุการณ์ลักษณะนี้ที่เจอในชีวิตประจำวันได้บ้างหรือไม่? ผมว่าคนไทยยังใช้ TENSE นี้เป็นค่อนข้างน้อย ไม่เป็นไรครับถ้าคุณใช้ไม่เป็น ไม่ยากหรอก มาทำความเข้าใจพร้อมตัวอย่างใกล้ตัวคุณดีกว่า เช่น



ตัวอย่างที่ 1
คุณเห็นขาผมเข้าเฝือกอยู่ ตอนนี้เดินไม่ได้ ซึ่งขาผมหักตั้งแต่ในอดีตก่อนที่คุณจะมาเห็นและปัจจุบันมันก็ยังหักอยู่ (ยังไม่หายดี) ผมจะบอกว่า
I HAVE BROKEN MY LEG.
ขาฉันหักอยู่นั่นเอง

ตัวอย่างที่ 2
HAVE YOU EVER BEEN TO PHUKET ISLAND?
คุณเคยไปภูเก็ตหรือไม่?

ประโยคทำนองนี้ใช้บ่อยนะครับ การที่คุณจะถามใครว่าเคยทำหรือเปล่า? นั่นจะหมายถึงตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเค้าเคยทำหรือเปล่า ซึ่งต้องใช้ TENSE นี้แหละครับ อีกตัวอย่างใกล้ตัวเช่น

HAVE YOU RECEIVED MY E-MAIL YET?
คุณได้รับอีเมล์ของฉันแล้วหรือยัง?
เห็นมั้ยครับว่าพวกนี้เป็นการท้าวความไปในอดีตจนถึงปัจจุบันที่พูดคุยกัน

ตัวอย่างที่ 3
I HAVE WORKED FOR THIS COMPANY FOR 5 YEARS.
ฉันทำงานที่บริษัทนี้มา 5 ปีแล้ว คือทำมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบันนั่นเองครับ

คุณลองแต่งประโยคพร้อมกับนึกเหตุการณ์ใกล้ตัวที่ต้องใช้ TENSE นี้ดูสิครับ ต่อไปเวลาเจอเหตุการณ์ทำนองนี้อีก จะได้ใช้ TENSE นี้ได้อย่างถูกต้อง

3) SIMPLE PRESENT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + IS/AM/ARE + กิริยาเติม ING)

TENSE นี้ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่ “กำลัง” เกิดขึ้น ณ เวลาปัจจุบัน เราจะใช้กิริยาเติม ING เข้าช่วยอธิบายให้เห็นภาพเคลื่อนไหวที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งต่างจากภาพนิ่งใน 2 TENSE แรกที่กล่าวไปแล้ว



ยกตัวอย่างเช่น
HURRY UP! WE ARE ALL WAITING FOR YOU.
เร็วๆ หน่อยสิ พวกเราทุกคนกำลังรอคุณอยู่นะ;

WHAT ARE YOU DOING? I AM READING.
คุณกำลังทำอะไรอยู่? ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ เป็นต้น

คุณจะเห็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจนกว่าการใช้ SIMPLE PRESENT TENSE ที่อธิบายไปในข้อ 1 ครับ

4) PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + HAS/HAVE + BEEN+ กิริยาเติม ING)

ถ้าคุณใช้ PRESENT PERFECT TENSE ได้อย่างคล่องแล้ว PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSE จะไม่ยากเกินไปสำหรับคุณ เพราะมันใช้ในเหตุการณ์คล้ายๆ กันกล่าวคือ ใช้อธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและยังคงดำเนินอยู่หรือเพิ่งจบไปก็ได้ แต่จะแสดงภาพเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน เช่น


IT HAS BEEN RAINING ALL WEEK.
ฝนตกตลอดสัปดาห์ (เห็นภาพเลยว่าฝนตกทุกวันตลอดทั้งสัปดาห์เลย)

ตัวอย่างต่อไป มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งมาโดยตลอดเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว เพิ่งหยุดวิ่งไปแป๊บเดียว

ชายคนนั้นอาจบอกว่า I HAVE BEEN RUNNING.
คือเน้นให้เห็นภาพว่าฉันวิ่งมาโดยตลอดตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันเพิ่งหยุดไป

การที่คุณต้องการเน้นกิริยาอาการที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ในอดีตและดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ต้องใช้ TENSE นี้หล่ะครับ ลองดูอีกตัวอย่าง


HAVE YOU BEEN WAITING LONG?
คุณรอฉันนานมั๊ย? (เน้นว่ารอมาโดยตลอด)

ไม่ทราบว่าตอนนี้ คุณเข้าใจทั้ง 4 TENSE ที่กล่าวไปแล้วมากเพียงใด ถ้าคุณสามารถแยกแยะถึงความแตกต่างของทั้ง 4 สถานการณ์ได้ว่าเมื่อไหร่จะใช้ TENSE ไหนได้อย่างถูกต้องแล้วนำไปใช้งานบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน รับรองครับว่าเรื่อง TENSE ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนไทยส่วนใหญ่จะกลายเป็นเรื่องหมูๆ สำหรับคุณแน่ๆ

รออ่านเรื่อง PAST TENSE กับ FUTURE TENSE ในตอนต่อไป เร็วๆ นี้ครับ


Last Update : 20 ธันวาคม 2550 17:45:46 น.




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2550    
Last Update : 30 ธันวาคม 2550 20:04:34 น.
Counter : 269 Pageviews.  

เรื่องของ TENSE ไม่เห็นจะยาก 1 (ตอนปรับกระบวนการคิด)

Credit by KruFiat
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=krufiat&month=19-12-2007&group=6&gblog=1

เรื่องของ TENSE ไม่เห็นจะยาก 1 (ตอนปรับกระบวนการคิด)

ตอนที่ 1. “กระบวนการคิดในเรื่องกาลเวลา (TENSE)”

ถ้าคุณเป็นคนไทย เกิดในประเทศไทย ใช้ภาษาไทยมาตั้งแต่เกิด คุณต้องมีปัญหาการใช้ TENSE ในภาษาอังกฤษอย่าง แน่นอนเพราะภาษาไทยไม่มีการผันกิริยาไปตามกาลเวลาเหมือนภาษาอังกฤษ เช่น เมื่อวานนี้ฉันไปกินข้าวกับเจ้านายมา วันพรุ่งนี้ฉันก็จะไปกินข้าวกับเจ้านายเหมือนเดิม ในภาษาไทยไม่ว่าคุณจะ “กิน” ในอดีต, ปัจจุบัน หรือ อนาคต คุณก็ยังใช้คำว่า “กิน” อยู่ดี แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ จะมีกิริยา 3 ช่องให้คุณเลือกใช้ว่าจะ EAT, ATE, หรือ EATEN ดี? เชื่อแน่ว่าคุณต้องเคยท่องกิริยา 3 ช่องมาตั้งแต่เด็ก ผมเองก็ถูกจับให้ท่องมาตั้งแต่ป.6 ขณะนั้นยังจำได้อยู่เลยว่า ได้แต่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะท่องไปทำไมกัน? มันจะเอาไปใช้ยังไง? แล้วทำไม 1 กิริยาต้องมี 3 ช่องให้มันยุ่งยาก? มาเข้าใจอีกทีก็ตอนโตแล้วนั่นเอง

เราลองมาดูกระบวนการทางความคิดเพื่อที่จะใช้ TENSE ได้อย่างถูกต้องกันดีกว่า อันดับแรกเลย คุณต้องคิดก่อนว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต, ปัจจุบัน หรืออนาคต อันดับต่อไปคือ คุณต้องการสื่อข้อความนั้นออกมาเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว อย่าเพิ่งงงนะครับ จะยกตัวอย่างให้ดูดังนี้

ตัวอย่างภาพนิ่ง เช่น ฉันอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิด, เมื่อวานฉันไปดูหนังมา เป็นต้น

ตัวอย่างภาพเคลื่อนไหว เช่น ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่, ตอน 4 โมงเย็นเมื่อวานนี้ ฉันกำลังดูทีวีอยู่ เป็นต้น

คุณจะสังเกตเห็นว่า เราจะเห็นภาพเคลื่อนไหวได้ชัดเจนกว่า คือเน้นที่การกระทำโดยใช้คำว่า “กำลัง” ซึ่งในภาษาอังกฤษเราจะใช้กิริยาเติม ING นั่นเอง พอคุณเลือกได้ทั้ง 2 อย่างแล้ว ต่อไปจะมีให้คุณเลือกว่าจะเสนอข้อความในรูป SIMPLE หรือ PERFECT ดี ดังข้างล่างนี้

1) อดีต (PAST) แบ่งเป็น
1.1) ภาพนิ่ง ซึ่งมีทั้ง PAST SIMPLE และ PAST PERFECT TENSES
1.2) ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งมีทั้ง PAST SIMPLE CONTINUOUS และ PAST PERFECT CONTINUOUS TENSES

2) ปัจจุบัน( PRESENT) แบ่งเป็น
2.1) ภาพนิ่ง ซึ่งมีทั้ง PRESENT SIMPLE และ PRESENT PERFECT TENSES
2.2) ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งมีทั้ง PRESENT SIMPLE CONTINUOUS และ PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSES

3) อนาคต (FUTURE) แบ่งเป็น
3.1) ภาพนิ่ง ซึ่งมีทั้ง FUTURE SIMPLE และ FUTURE PERFECT TENSES
3.2) ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งมีทั้ง FUTURE SIMPLE CONTINUOUS และ FUTURE PERFECT CONTINUOUS TENSES

ถ้าสังเกตให้ดี ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวก็มีให้เลือก 2 อย่างคือ SIMPLE และ PERFECT เพียงแต่ถ้าเป็นภาพเคลื่อนไหวเราจะต้องมีคำว่า “CONTINUOUS” ต่อก็เท่านั้นเอง พอมีให้เลือกมาก ชักจะสับสนแล้วใช่มั้ยครับ? ไม่ยากหรอก ยกตัวอย่างเช่น ผมต้องการจะเล่าเรื่องของเมื่อวานนี้โดยอยากจะเน้นถึงการกระทำให้ชัดเจนด้วย ผมก็เลือกได้ 2 TENSE นั่นคือ PAST SIMPLE CONTINUOUS หรือ PAST PERFECT CONTINUOUS แล้วจะเลือกใช้อันไหนดี จะอธิบายต่อไปครับ จากตารางข้างบนคุณจะเห็นว่าในภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 12 TENSE คือ

1. PAST SIMPLE TENSE (ประธาน + กิริยาช่อง 2)
2. PAST PERFECT TENSE (ประธาน + HAD + กิริยาช่อง 3)
3. PAST SIMPLE CONTINUOUS TENSE (ประธาน + WAS/WERE + กิริยาเติม ING)
4. PAST PERFECT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + HAD BEEN + กิริยาเติม ING)
5. PRESENT SIMPLE TENSE (ประธาน + กิริยาช่อง 1)
6. PRESENT PERFECT TENSE (ประธาน + HAS/HAVE + กิริยาช่อง 3)
7. PRESENT SIMPLE CONTINUOUS TENSE (ประธาน + IS/AM/ARE + กิริยาเติม ING)
8. PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + HAS/HAVE + BEEN + กิริยาเติม ING)
9. FUTURE SIMPLE TENSE (ประธาน + WILL + กิริยาช่อง 1)
10. FUTURE PERFECT TENSE (ประธาน + WILL + HAVE + กิริยาช่อง 3)
11. FUTURE SIMPLE CONTINUOUS TENSE (ประธาน + WILL BE + กิริยาเติม ING)
12. FUTURE PERFECT CONTINUOUS TENSE (ประธาน + WILL HAVE BEEN + กิริยาเติม ING)

จริงๆ แล้ว ไม่ตั้งใจจะให้คุณท่องจำหรอกครับ เอาเป็นว่าแค่เห็นภาพรวมของกระบวนการคิดว่าจะใช้ TENSE ไหนดีก็พอ ส่วนแต่ละ TENSE จะใช้อธิบายเหตุการณ์ใดบ้างและมีความแตกต่างกันอย่างไร ผมจะวิเคราะห์ให้อ่านพร้อมกับยกตัวอย่างในตอนต่อไปครับ







 

Create Date : 19 ธันวาคม 2550    
Last Update : 19 ธันวาคม 2550 23:41:52 น.
Counter : 301 Pageviews.  

Before & After part I

http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q6001390/Q6001390.html

Before & After
ขอขอบคุณ ทุกท่านในโต๊ะเครื่องแป้ง ความรู้คู่ความสวยด้วยคำแนะนำและประสบการณ์ดีๆๆที่ได้รับจากคุณๆๆ ทำให้ดิฉันมีกำลังใจและได้มีวันนี้ ในวัย 40 ปี ขอบคุณค่ะ

บอกก่อนนะคะ ไม่ได้ไปทำศัลยกรรมใดๆๆทั้งสิ้น ไม่มีการฉีดเติมเสริมแต่ง ภาพ Before เป็นภาพหลังคลอด คนที่ 2 ส่วน After คือ ภาพ ณ ปัจจุบันค่ะ

ทั้งหมดทั้งมวล ที่นำภาพเผยแพร่ ไม่ต้องการสร้างกระแสใดๆ แต่อยู่ที่กำลังใจใฝ่ปฎิบัติ ยึดมั่นในตัวเอง ทุกคนมีความสวยอยู่ในตัวเอง มีคุณค่าในจิตใจ เพียงแต่ค้นหาสิ่งดี คำชี้แนะ จากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ คุณก็สามารถทำความฝันของคุณให้เป็นจริงได้ ค่ะ

ใครมีรูป Before&After เอามาลง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ซึ่งกันและกัน นึกว่าแข่งขันกับตัวเองก็แล้วกันนะคะ

ทานน้ำมากๆๆ เครื่องสำอางค์แพงๆๆ มีติดไว้บ้างก็ไม่เสียหาย แต่สำหรับคนมีรายได้น้อย หันมาออกกำลังกาย ทานอาหารครบ 5 หมู่ ทำสวย ทำสาว ด้วย มะขามเปียก ไพร ขมิ้น ตามที่ผู้รู้แนะนำอ่ะค่ะ

ตอนเช้า ดื่มโยเกริต ครึ่งถ้วย ใส่น้ำมะนาว และ น้ำผึ้ง อย่างละ 1 ข้อนชา ก่อนนอนค่ะ น้ำกระชาย ใส่โหระพา ครั้นเอาแต่น้ำ แล้วก็ บีบ มะนาว 1ลูก ตามด้วยน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน อาจจะยุ่งยาก แต่อยากสวยทำงัยได้หล่ะค่ะ ทานเป็นประจำ ผลอาจช้าแต่ชัวร์

ความแก่มาเยือนได้ แต่ขอเวลาอีกนิดนะ

จะขอย้อนถึงแรงบันดาลใจและที่มาของการลดความอ้วน สักนิดนะคะ พอดีมีเวลาว่างสักแป๊ป....

พี่มุกเองใช้ชีวิตเป็น แม่บ้าน หลังจากแต่งงาน ไม่มีเวลาที่จะมาแต่งหน้า แต่งตัวสวย เพราะ การทำหน้าที่แม่บ้าน ต้องดูแล ลูก สองคน และ สามี อีก 1
จะเข้ามาสู่โลกภายนอกได้ก็ผ่านทางโลกไซเบอร์ซะเป็นส่วนใหญ่ ในระหว่างหลังคลอดก็ไม่ได้ใส่ใจดูแลตัวเองเท่าไหร่นะ เพราะสามีก็ไม่บอกว่า เรา ไม่สวย และ เราก็ใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ในการกินอาหาร ทำงานบ้านเหนื่อยก็ ซัด น้ำอัดลม อ้าวพอลูกอยากกินช๊อคโกแลต คุณแม่ป้อน คุณแม่หม่ำเอง อ้วนโดยไม่รู้ตัว และอีกอย่าง เราจะคืดว่าพรุ่งนี้ค่อยลด หน่า....

ประกอบกับได้ใจจากท้องแรก ที่ลดลงมาได้อย่างสบายๆๆๆๆ จากน้ำหนัก 86 ก.ก หลังคลอด พอเลี้ยงลูกเอง น้ำหนักก็ลดลงเองแบบอัตโนมัติ สามเดือน ก็ผอมเหมือนก่อนแต่งแล้ว เดี่ยวมาดูภาพพร้อมกันไปเลยว่า ทำไม้ ทำไม ฉันจึงต้องสวย......

ต่อนะคะ ถ้าคุณอยากมีกำลังใจในการลดความอ้วนเพิ่มความสวย ต้องหมั่นเอาภาพเก่าๆมาดู เตือนใจ เรา อ่ะค่ะ วันหนึ่งพี่มุกพบตัวเองในสภาพแบบนี้ ดูในรูปนะคะ น่าตกใจค่ะ เราทุ่มเท เวลาให้ครอบครัว ดูแล ลูกทำงานบ้าน จนเพื่อนบ้าน แม้กระทั่ง บุรุษไปรษณีย์ นึกว่าเราเป็น สาวใช้หัวใจไฮเทคไปแล้ว เหมือนเราต้องอยู่บ้านแล้วสภาพแบบนี้ ก็หวาดระแวงสามีกลัวไปมีกิ๊ก อีก ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเอง มัวแต่จมกับความหวาดระแวง บั่นทอนจิตใจเสียเปล่า ๆๆๆ จากวันนั้น ลูกเลิกนมแล้ว แต่ไม่มีเวลาที่จะตามสถานเสริมความงามต่างๆๆ เพราะ เราต้องดูแลลูกตลอด ทำงัยดี เฮ้อ...หายใจเฮือกใหญ่แล้วสัญญากับตัวเอง ฉันต้องดูดี กว่าเดิม ให้ได้ ....จากตอนนั้น้ำหนัก 86 ก.ก.
ใช้เวลา 3 เดือน ค่ะ อดทน อดทน พรุ่งนี้ค่อยกินนะ เตือนตัวเองตลอด เคยกินยาลดน้ำหนัก พอหยุดกินก็กลับมาอ้วนเหมือนเดิม กินเก่งกว่าเดิม จึงเลิกใช้วิธีนั้น หันมาออกกำลังกาย โดยการ ปัด กวาด เช็ด ถู บ้าน วิ่งขึ้นวิ่งลง เช้าถูเย็นเช็ด นอกจากบ้านสะอาดแล้ว ตัวเรายังผอมเอง ค่อยๆๆๆทำ ใช้เวลาหน่อยค่ะ วันนี้พอก่อนนะคะ ลูกตื่นแล้ว .... เรื่องอาหารจะมาบอกอีกนะคะ พอดีช่วงนี้ลูกไม่ค่อยสบายทั้งคู่









 

Create Date : 17 ธันวาคม 2550    
Last Update : 11 เมษายน 2553 0:30:36 น.
Counter : 304 Pageviews.  

หาความรู้ เผื่อคนไม่รู้มาให้อ่าน By mooky Miracle Mom

หาความรู้ เผื่อคนไม่รู้มาให้อ่าน

credit @ Mooky Miracle Mom



AHA (Alpha Hydroxy Acid)

ชื่อนี้คุ้นกันที่สุด เพราะได้ยินกันมานานแล้ว AHA คือกรดผลไม้ที่มีฤทธิ์ลอกผิวหนัง ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นบน ทำให้รอยด่างดำและหมองคล้ำหลุดไป เครื่องสำอางหลายตัวมีส่วนผสมของ AHA โดยเฉพาะตระกูลหน้าขาว (Whitening) แต่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่ามันเห็นผลไม่ทันใจ เลยเข้าคลินิกจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ทำทรีตเมนต์ AHA เข้มข้นให้ ได้หน้าขาวขึ้นสมใจในราคาเริ่มต้น 150 บาทเท่านั้น

Iontophoresis

ไอออนโตฯ คือเทคนิคการทำให้วิตามินหรือครีมหน้าขาวทั้งหลายซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีขึ้น โดยใช้เครื่องไอออนโตทำให้มันแตกตัวเป็นประจุ วิธีนี้ราคาใกล้เคียงกับการทำ AHA และสรรพคุณคล้ายกันคือทำให้หน้าขาวใส ถ้าเป็นคนผิวมันและมีสิว ไอออนโตฯ จะทำให้ความมันและสิวลดลงด้วย

Phonophoresis

โฟโนฯ ใช้หลักการเดียวกับไอออนโตฯ คือทำให้วิตามินซึมสู่ผิวได้ดีขึ้น ต่างกันตรงที่เทคนิคคือโฟโนฯ ใช้เครื่องอัลตราโซนิกคลื่นความถี่สูง ราคาไล่เลี่ยกับสองเทคนิคข้างต้น มีสรรพคุณเพิ่มเติมตรงที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต กระชับผิว ลดริ้วรอย และเหมาะกับคนผิวแห้งมากกว่าผิวมัน

กรอหน้าด้วยคริสตัล

เห็นชื่อแล้วนึกถึงการกรอฟัน เป็นการนำเกล็ดอัญมณีขนาดเล็กมากๆ มากรอหนังกำพร้าบริเวณใบหน้าออก ทำเสร็จปุ๊บหน้าจะขาวใสไร้รอยหมองคล้ำ รูขุมขนกระชับขึ้น เป็นวิธีต้องห้ามสำหรับคนที่เป็นสิวอยู่และไม่ควรทำบ่อยๆ เพราะจะทำให้หน้าบางลง ราคาเริ่มต้นครั้งละ 500-1,000 บาท

นอกจากเทคนิคหน้าใสยอดฮิตทั้ง 4 แบบแล้ว ยังมีเทคโนโลยีความงามอื่นๆ ให้บริการอีกมากมาย แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ การใช้คลื่นแสง การฉีดเพื่อเสริมและลด รวมทั้งการสักเสริมความงาม

อยากสวย เลเซอร์ช่วยได้

ไม่อยากจะใช้ศัพท์เทคนิคมากมายให้สับสน เพราะเชื่อว่าหลายๆ คนคงเห็นวิชาฟิสิกส์เป็นยาขมเหมือนกัน เลยขอเรียกบริการกลุ่มนี้แบบรวมๆ ว่าสวยด้วยเลเซอร์ (Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation) หรือคลื่นแสง โดยเทคนิคแต่ละประเภทใช้รังสีที่มีคลื่นความถี่แตกต่างกันออกไป

IPL (Intense Pulse Light)

คลื่นแสงตัวแรกที่กำลังฮิตสุดๆ เป็นคลื่นแสงความเข้มข้นสูงที่มีช่วงคลื่นกว้าง ปล่อยพลังงานแสงออกมาทำลายเม็ดสีที่ด่างดำไม่สม่ำเสมอได้ ผลที่ได้คือผิวหน้าเนียนใสเห็นได้ชัดทันทีหลังทำ และยังช่วยกระชับรูขุมขน ราคาเริ่มต้น 2,000 บาท

Smooth Beam

เป็นเลเซอร์ที่ถูกนำมารักษารอยแผลเป็น ลดรอยเหี่ยวย่น โดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ส่วน VBeam ทำให้เม็ดสีและเส้นเลือดที่ผิดปกติซึ่งกระจายอยู่ทั่วผิวจางหายไป ทำให้มีการเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจน ใช้รักษาริ้วรอยของผิวหนังอักเสบ สิว ฝ้า หรือกระที่เกิดจากสาเหตุนี้ได้ และยังแก้ปัญหาเส้นเลือดขอดของนางมารสวมปราด้าทั้งหลายได้ด้วย อัตราค่ารักษาบางคลินิกคิดเป็นจุด จุดละ 500 บาท บางคลินิกคิดราคาเหมา เช่น เหมาทั้งหน้า เริ่มต้น 2,000 บาทขึ้นไป

RF (Radio Frequency)

กลุ่มคลื่นแสงในช่วงคลื่นวิทย อาทิ Thermage กระตุ้นให้โครงสร้างคอลลาเจนใต้ผิวชั้นหนังแท้กระชับดีขึ้น ผิวจะดูแข็งแรง ตึงกระชับ ริ้วรอยตื้นขึ้น ดูอ่อนเยาว์ สนนราคาเริ่มต้น 30,000 บาท

นอกจากนี้เทคโนโลยีเลเซอร์ยังช่วยกำจัดเสี้ยนหนามตำใจของสาวๆ ที่มีไรหนวด ขนหน้าแข้ง หรือขนแขนมากเกินประสงค์ได้ รวมทั้งคนที่อยากสวยมั่นใจในทุกท่วงท่าด้วยการบอกลาขนรักแร้และขนแนวบิกินี่

วิธีกำจัดขนแบบง่ายๆ ที่ใช้กันมาดั้งเดิมคือการโกน แต่หลังจากนั้นขนที่ขึ้นใหม่จะเป็นตอแข็ง สีเข้ม วิธีที่นิยมมากกว่าจึงเป็นการแวกซ์ หรือใช้ขี้ผึ้ง ซึ่งทำให้ผิวเนียนเรียบกว่า และขนที่ขึ้นใหม่จะบางลง ราคาต่อตำแหน่งตั้งแต่ 150-800 บาท

สำหรับคนที่พอมีทุนทรัพย์ การใช้เลเซอร์กำจัดขนตระกูล YAG เช่น Coolglide น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะไม่เจ็บและได้ผลยาวนานกว่า โดยเลเซอร์จะทำลายรากขนทำให้ขนขึ้นใหม่ช้าลงและขึ้นบางลง ราคาเริ่มต้นตำแหน่งละ 5,000 บาท หรือถ้าทุ่มทุนกับเทคนิคการจี้ด้วยความร้อนแบบคลื่นวิทยุ ราคาจะสูงกว่าคือตำแหน่งละ 15,000 บาทขึ้นไป แต่ได้ผลแทบถาวร

นอกจากนี้เลเซอร์ยังถูกนำไปใช้เพื่อเสริมความงามนอกคลินิกหมอผิวหนัง คือการนำเลเซอร์ไปใช้กระตุ้นเจลฟอกสีฟันให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพและออกฤทธิ์เร็วขึ้น ทำให้ฟันขาวได้ราวๆ 2 ปี ด้วยราคาประมาณ 8,000-12,000 บาท แต่ที่ตอนนี้ยอมรับกันแล้วว่าประสิทธิภาพดียิ่งกว่า คือการฟอกสีฟันด้วยแสง อาทิ Blue Light หรือ Cool Light ซึ่งจะได้ฟันที่ขาวกว่า อยู่ได้นานกว่า 2 ปี และใช้เวลาในการทำน้อยกว่าการฟอกสีด้วยเลเซอร์เสียอีก แต่ต้องมีงบฯ ตั้งแต่ 18,000 บาทขึ้นไป

ฉีดบำรุง-ลด-เสริม

นอกจากการใช้คลื่นแสงเข้าช่วยแล้ว เทคโนโลยีความงามยุคใหม่ยังก้าวไกลไปถึงขั้นที่เราสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างได้สมใจ เพียงแค่ฉีดสารที่เหมาะสมเข้าไปเท่านั้นเอง

เทคนิคตัวหนึ่งที่เกือบจะเรียกได้ว่าครอบจักรวาล คือการทำ Mesotherapy ฉีดสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อสุขภาพผิวเข้าสู่ผิวชั้นใน กระตุ้นเซลล์ผิวให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าอยากให้หน้าขาวใสก็ฉีดสารตระกูลหน้าขาวเข้าไปเติมวิตามินให้ผิวโดยตรง ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ด้วยค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 3,000 บาท

Mesotherapy

หรือถ้ามีปัญหาผมร่วง การทำ Mesotherapy ก็ช่วยได้ โดยฉีดสารอาหารเข้าไปที่หนังศีรษะ เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยบำรุงรากผม

หรือถ้าอยากหุ่นดีโดยไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงของยาลดความอ้วนหรือการดูดไขมัน การฉีดสารสกัดและวิตามินเข้าไปขัดขวางการสะสมไขมันและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เนื้อเยื่อกระชับขึ้น ลดไขมันส่วนเกินและเซลลูไลต์ (รอยแตกลายหรือที่เรียกว่าผิวส้มนั่นแหละ) ก็เป็นทางเลือกที่ดี โดยเทคนิคนี้ใช้กระชับทรวงอกได้ผลเช่นเดียวกัน

ส่วนเทคนิคกำจัดไขมันเฉพาะจุดที่กำลังนิยมกันมากในช่วงนี้ หนีไม่พ้น Carboxytherapy การฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บริสุทธิ์เข้าไปที่ชั้นไขมัน เพื่อให้เซลล์ไขมันแตกตัว กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ขจัดเซลลูไลต์ เลือกได้เลยว่าจะสลายไขมันที่น่อง ท้อง หรือต้นขา

เกือบลืมพูดถึงสารฉีดอมตะนิรันดร์กาลอย่าง Botox หรือ Botulinum สารสกัดจากแบคทีเรียที่มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตชั่วคราว ซึ่งถูกนำมาใช้ฉีดเพื่อลดรอยเหี่ยวย่นที่ใบหน้าและลำคอมาพักใหญ่ จนตอนนี้หน่วยงานด้านอาหารและยาของสหรัฐฯ ให้การรับรองแล้วว่าปลอดภัย โบท็อกซ์ช่วยลบริ้วรอยได้ชั่วคราวเท่านั้น จึงต้องมีการฉีดซ้ำกันเป็นระยะทุก 3-4 เดือน โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ตำแหน่งละ 5,000 บาทขึ้นไป

ความจริงโบท็อกซ์ยังมีสรรพคุณอื่นๆ ที่สถาบันความงามเริ่มนำมาโปรโมตเป็นจุดขายมากขึ้น เช่น ลดการหลั่งเหงื่อผิดปกติ ทำให้โบท็อกซ์เป็นของคู่ใจเหล่าดาราฮอลลีวูดที่ต้องออกงานประกาศรางวัลใหญ่ๆ นอกจากนี้ยังช่วยตอบโจทย์ให้สาวๆ ที่อยากสวยแต่ไม่อยากทำศัลยกรรม เพราะการฉีดโบท็อกซ์ลดความเหลี่ยมของใบหน้าหรือทำให้คางได้รูปขึ้นได้ และยังช่วยลดน่องให้เพรียวขึ้น ทั้งสองอย่างใช้โบท็อกซ์มากกว่าการฉีดลบริ้วรอยบนใบหน้า ราคาจึงสูงตามไปด้วย โดยโบท็อกซ์ลดหน้าเหลี่ยมราคาเริ่มต้น 10,000 บาท ส่วนโบท็อกซ์น่องเรียวเริ่มต้นตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป

แต่ถ้าอยากจะเสริมส่วนไหนบนใบหน้าแบบไม่ต้องผ่า ตอนนี้มีการใช้สารเติมเต็ม หรือ Filler ฉีดเข้าไปในจุดที่มีปัญหา เช่น จมูก โดยสารที่นิยมกันคือคอลลาเจน เพราะเป็นสารเติมเต็มแบบชั่วคราวและไม่มีผลข้างเคียง

จากคุณ : Mooky Miracle Mom - [ 21 พ.ย. 50 08:51:10 ]




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2550    
Last Update : 11 เมษายน 2553 0:15:46 น.
Counter : 158 Pageviews.  

สาว ๆ จ๋า อาจเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย by แม่มุก

Credit by Mooky miracle mom
สาว ๆ จ๋า อาจเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
ก่อนอื่นต้องขอบคุณ ทุกเสียง โหวตให้กระทู้ Before& After โดยกระทู้ที่สร้างไม่ได้หวังกระแสใด ๆ เพียงอยากให้รู้ว่าทุกคนมีความสวยอยู่ในตัวเอง และความสวยที่มั่นคง และ ยืนนาน คือ ความดีของจิตใจ เครื่องสำอางค์เป็นเพียงหนึงที่ทำให้คุณสวยใสขึ้นได้ ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง คือ เรื่องจริงแท้ที่สุด แต่พี่มุกเชื่ว่า สาวๆหนุ่มๆในโต๊เครื่องแป้งต่างมีน้ำใจที่ดีงามดูจากกระทุ้ที่แลกเปลี่ยนความรู้กัน คุณคือส่วนหนึ่งที่ทำให้แม่มุกมีวันนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ


แม่สามีให้หนังสือมาอ่าน เลยอยากยกมาเป็นประโยชน์ต่อสาวๆๆค่ะ

10.00-24.00 ควรนอน
1.00-3.00 หลับให้สนิท
3.00-5.00 ตื่นมาสูดอากาศ
5.00-7.00 ขับถ่าย
7.00-9.00 กินข้าวเช้า
9.00-11.00 อย่าพูดมาก กินน้อยๆ อย่านอน
11.00-13.00 หลีกเลี่ยงความเครียด
13.00-15.00 ห้ามกิน
15.00-17.00 ออกกำลังหรืออบตัวให้เหงื่อออก
17.00-19.00 ทำให้สดชื่น อย่าง่วง
19.00-21.00 ทำสมาธิ
21.00-23.00 นอน ทำตัวให้อุ่นๆ ไว้
23.00-1.00 กินน้ำก่อนนอน




เมนูต้องห้ามขณะท้องว่าง


คุณทราบไม๊ว่า เมื่อคุณรับประทาน อาหารเข้าไป ในยามท้องของคุณว่าง อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณได้ ฉะนั้น
เพื่อความปลอดภัยต่อตัวคุณเอง เรามาดู เมนูต้องห้ามที่เราควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่าง ยิ่งเหล่านั้นน่ะ มีอะไรบ้าง
นมและนมถั่วเหลือง แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหารมี

สารประเภทแป้งอยู่
เหล้า หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็น
แผลในกระเพาะอาหารได้
น้ำตาลหรืออาหารหวาน ไม่ควรรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะหากรับ
ประทานขณะท้องว่าง จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และ ลดสมรรถภาพการทำงานของระบบ
หมุนเวียนเลือดและไต
ชาที่แก่เกินไป ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบ ย่อยอาหารลดลง
และเกิดอาการ ใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ
ลูกพลับ ไม่ควรรับประทานลูกพลับ ในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัว
กับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้ว จะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
กล้วย เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมใน
เลือดสูงขึ้นทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ เป็นอันตราย
ต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
กระเทียม เพราะจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารได้รับการกระตุ้น เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง
ผัก การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้ กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปกติ
นอกจากห้ามดื่มอาหารทั้ง 8 อย่างแล้ว ยังไม่ควรอาบน้ำและออกกำลังกายด้วยเช่นกัน เพราะการอาบน้ำและการออก
กำลังกายในขณะที่ท้องว่าง จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้ง่าย ...ทราบแล้วเปลี่ยน




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2550    
Last Update : 10 เมษายน 2553 14:24:24 น.
Counter : 153 Pageviews.  


Saori_Chubby Chic
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ คุยเก่ง ชอบหาอะไรใหม่ๆทำ ชอบเรียนรู้ไปซะทุกเรื่องที่ตัวเองสนใจ
New Comments
Friends' blogs
[Add Saori_Chubby Chic's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.