sansook
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]




คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
โค้ดนี้เป็นภาพพื้นหลังนำไปวางที่ช่อง Script Area ค่ะ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sansook's blog to your web]
Links
 

 

การใช้ถ้อยคำ สำนวน




การสื่อสารด้วยการพูด การเขียน การฟังหรือการอ่าน ผ่านสื่อทุกระบบ จำเป็นจะต้องใช้ถ้อยคำ รู้จักความหมายของคำ รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำให้ตรงความหมายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ และบุคคล การสื่อสารก็จะไม่เกิดปัญหา และจะส่งเสริมให้เรามีบุคลิกภาพที่ดี มีความเชื่อมั่นในการใช้ภาษาอีกด้วย การเลือกใช้ถ้อยคำควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

ความหมายของคำ
ลักษณะของความหมายของคำในภาษาไทยมีหลายลักษณะ ซึ่งต้องศึกษาให้เข้าใจ คือ

1. ความหมายกว้างและความหมายแคบ คำมีความหมายกว้าง แคบต่างกันดังตัวอย่าง ดอกไม้ กุหลาบ กุหลาบหนู

ดอกไม้ มีความหมายกว้าง หมายถึง ส่วนหนึ่งของพรรณไม้ที่ผลิออกจากต้นหรือกิ่ง มีหน้าที่ทำให้เกิดผลและเมล็ดเพื่อสืบพันธุ์ ทั้งยังหมายรวมถึงดอกไม้ทุกชนิดที่ต่างสีต่างลักษณะ

กุหลาบ มีความหมายแคบลง หมายถึงดอกไม้ชนิดหนึ่งมีหลายสี และมีกลิ่นหอม

กุหลาบหนู มีความหมายแคบกว่า กุหลาบ หมายถึง กุหลาบชนิดหนึ่งมีดอกเล็ก หลายสี กลิ่นหอม

2. คำมีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย
ความหมายโดยตรง หมายถึง คำที่มีความหมายตรงตามพจนานุกรม

ความหมายโดยนัย หมายถึง คำที่มีความหมายที่ชักนำความคิดให้เกี่ยวโยงกับสิ่งอื่น เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ

เช่น เด็กเลี้ยงแกะคนนี้น่าสงสารมาก

เด็กเลี้ยงแกะมีความหมายตรง หมายถึง เลี้ยงดูแลแกะจริง ๆ
ฉันคบเธอมาตั้งนาน เพิ่งรู้วันนี้เองว่าเธอเป็นเด็กเลี้ยงแกะ เด็กเลี้ยงแกะ ในประโยคนี้มีความหมายโดยนัย หมายความว่าพูดโกหก

3. คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน

คำในภาษาไทยมีจำนวนมากที่มีความหมายใกล้เคียงกัน ดูเหมือนจะใช้แทนกันได้ แต่ในความถูกต้องจะใช้แทนกันไม่ได้ เช่น คำว่า ปิ้ง กับ ย่าง ซึ่งหมายถึงใช้ไฟทำให้อาหารสุก แต่การใช้จะต่างกันเล็กน้อย

ปิ้ง จะใช้กับอาหารสุกแล้วส่วนหนึ่ง
แม่ปิ้งปลาแห้งหอมจัง
ฉันชอบลูกชิ้นปิ้ง
ย่าง เป็นการนำของสด ๆ มาวางเหนือไฟเพื่อทำให้สุก
ย่างเนื้อน้ำตก
ไก่ย่างห้าดาว

4. คำที่มีความหมายเหมือนกันหรือคำไวพจน์
คำที่มีความหมายว่า ผู้หญิง ได้แก่ สตรี นุข นงนุช เยาวลักษณ์ อนงค์ ฯลฯ
คำที่มีความหมายว่า ป่า ได้แก่ พนา วนาลี ไพร ไพรสณฑ์ เถื่อน ฯลฯ
คำที่มีความหมายว่า สวย ได้แก่ วิไล อร่าม รุจี แฉล้ม อันแถ้ง สิงคลิ้ง ฯลฯ
คำที่มีความหมายว่า ตาย ได้แก่ สิ้น เสีย ถึงแก่กรรม มรณภาพ สวรรคต ฯลฯ
คำมากมายที่มีความหมายเหมือนกัน แต่บางครั้งจะใช้แทนกันไม่ได้ ต้องคำนึงถึงกาลเทศะและบุคคลด้วย

5. คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน
เช่น บุรุษ - สตรี กว้าง - แคบ สุภาพ – หยาบคาย เหนียว - เปราะ
ขม – หวาน ยิ้มแย้ม - บึ้งตึ คดโกง - ซื่ หนา - บาง
เข้ม - จาง ดำ - ขาว

การเลือกใช้ถ้อยคำ
ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าการเลือกใช้ถ้อยคำนั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งจะได้นำมาเสนอเฉพาะที่สำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้ คือ

1. เลือกใช้ให้ตรงความหมาย ไม่กำกวม
ประโยคที่ใช้คำกำกวม เช่น
เขาเสร็จหรือยัง เขากินทุกอย่าง ตั้งแต่ไปอยู่ต่างจังหวัด
ประโยคแรก เสร็จ มีความหมายว่า จบ, สิ้น อาจจะหมายความว่า ตาย ได้
ต้องพูดให้ชัดเจนว่า เขาทำงานเสร็จหรือยัง และพูดว่าเขาสิ้นชีวิตหรือยัง
ประโยคที่สอง กิน มีความหมายนัยตรงว่า การรับประทาน มีความหมายโดยนัยว่า คดโกง ควรพูดให้ชัดเจนว่า เขากินอาหารได้ทุกอย่าง

2. เลือกใช้คำให้ตรงตามความมุ่งหมาย
คำบางคำมีเสียงใกล้เคียงกัน เช่น สูจิบัตร - สูติบัตร, ครอบครอง - คุ้มครอง, กรวดน้ำ - ตรวดน้ำ, ทดลอง - ทดรอง ฯลฯ คำแต่ละคำมีความหมายไม่เหมือนกัน ก่อนจะใช้ควรตรวจดูความหมายจากพจนานุกรมให้ดี

3. เลือกใช้ให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล
ภาษาเป็นเครื่องหมายแสดงวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ผู้เรียนควรรู้จักเลือกใช้คำให้เหมาะสมกับสถานที่ โอกาส และฐานะของบุคคล เช่น พูดในที่ประชุมชนจะแตกต่างจากพูดในบ้านกับคนใกล้ชิด พูดกับฆราวาสจะแตกต่างจากพูดกับพระสงฆ์ การกล่าวปราศรัยกล่าวเปิดงาน กล่าวอวยพรคู่บ่าวสาวในงานมงคลสมรสจะแตกต่างจากกล่าวอวยพรวันเกิดให้กับเพื่อนสนิทที่บ้าน

4. เลือกใช้ถ้อยคำที่ทำให้เห็นภาพ
คำที่ทำให้เห็นภาพ หมายถึง ผู้อ่าน ผู้ฟัง เห็นภาพตามคำ เหมือนได้รับรู้หรือสัมผัสร่วมไปด้วย

คำที่ทำให้เกิดภาพ มีดังนี้
1. คำเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น เปรี้ยง โครม ปู๊ด ๆ กริ๊ง ๆ ฯลฯ
2. คำที่เกิดจากความรู้สึก เช่น โอ๊ะ เอ๊ะ โอ้โฮ ว้าย ไชโย ฯลฯ

5. ใช้คำให้ตรงตามความนิยมของผู้ที่ใช้ภาษาเดียวกัน
คำบางคำความหมายเดียวกันบางทีใช้แทนกันได้ บางทีใช้แทนกันไม่ได้ แล้วแต่ความนิยมของผู้ใช้ภาษา เช่น สมรรถภาพกับ สมรรถนะ ใช้แทนกันไม่ได้ หรือคำที่มีความหมายว่า งาม เช่น รางชาง, เฉิดฉาย, แฉล้ม จะไม่ใช้ว่า วันนี้เธอแต่งหน้ารางชางกว่าทุกวัน

6. ใช้คำไม่ซ้ำซาก หรือรู้จักหลายคำ
การใช้คำซ้ำกันหลายครั้งในการพูดหรือเขียน จะทำให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเกิดความเบื่อหน่าย แล้วยังทำให้ข้อความไม่สละสลวย ดังนั้น จึงควรเลือกใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกัน เช่น

แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ฉันก็มีความภูมิใจที่เกิดในประเทศไทย ไม่ว่าฉันจะอยู่ประเทศใด ฉันก็ยังรักและหวงแหนประเทศไทย เพราะเป็นประเทศที่ฉันเกิด และเติบโตตั้งแต่เล็ก

ควรเปลี่ยนเป็น แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่ฉันก็มีความภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย ไม่ว่าฉันจะอยู่แห่งใด ฉันก็ยังรักและหวงแหนประเทศไทย เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของฉัน
สำนวนไทย

สำนวน หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงเป็นข้อความพิเศษ มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ เมื่อจะใช้สำนวนในการพูดหรือเขียน จำเป็นต้องเข้าใจความหมายถ่องแท้เสียก่อน การรู้จักเลือกใช้สำนวนมาประกอบการพูด การเขียน จะทำให้การพูด การเขียน กระชับ มีอรรถรส และชวนคิดกว่าการพูดการเขียนตามปกติ

ตัวอย่าง
แม่ : ฉันไม่แน่ใจว่าเขาจะรักลูกเราจริง
พ่อ : ก็ลูกบอกว่ารักกันมาหลายปี ก็ต้องเชื่อ ปกติ “ปรบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก”
ลูก : แหม คุณพ่อพูดถูกใจจังเลย
พ่อ : เอาละ อย่างนี้ดีไหม ให้ลูกมีเวลาพิจารณาอีกหน่อย เพราะบางครั้ง “ความรักทำให้คนตาบอด” นะ ยามรักกันอะไร ๆ ก็ดีหมด
แม่ : “น้ำต้มผักที่ขมก็ชมหวาน” ใช่ไหมล่ะ
พ่อ : ใช่ ขอให้ลูกคิดให้ดี การเลือกคู่ครองไม่ใช่ของง่าย ดูให้แน่ใจจริง ๆ ถ้าเลือกผิดเดี๋ยว “น้ำตาจะเช็ดหัวเข่า”
แม่ : แม่ว่า “รักคนที่เขารักเราดีกว่า”
ลูก : ค่ะ หนูจะเชื่อคุณพ่อคุณแม่ จะใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ก็แล้วกัน
ฯลฯ
การใช้ภาษาถูกระดับสื่อสารกระชับประทับใจ

ภาษา เป็นเครื่องมือในการสื่อสารความรู้ ความคิด ความรู้สึก ฯลฯ
ระดับภาษา เป็นเรื่องของความเหมาะสมในการใช้ภาษาตามสัมพันธภาพของบุคคล ตามโอกาสและกาลเทศะ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลสมความมุ่งหมาย

ภาษาแบ่งออกเป็น 5 ระดับ

ภาษาระดับพิธีการ
การใช้ภาษาในระดับพิธีการมีข้อน่าสังเกต ดังนี้ :-
1. เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันในที่ประชุมที่จัดขึ้นอย่างเป็นพิธีการ เช่น การกล่าวคำปราศรัย การเปิดประชุมรัฐสภา การกล่าวสดุดี การกล่าวรายงานในพิธีมอบปริญญาบัตรหรือประกาศนียบัตร เป็นต้น
2. ผู้ส่งสาร ต้องเป็นบุคคลสำคัญหรือตำแหน่งสูงในวงการ ส่วนผู้รับสารมักจะเป็นกลุ่มชน ส่วนใหญ่ผู้ส่งสารจะเป็นผู้กล่าวฝ่ายเดียว ไม่มีการโต้ตอบ
3. ลักษณะสารจะเลือกเฟ้นถ้อยคำที่ไพเราะเป็นคำศัพท์ เป็นสารที่เป็นทางการ
4. เป็นสารที่ต้องเตรียมล่วงหน้าและมีการส่งสารด้วยการอ่าน ผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ

ผู้เรียนสามารถดูตัวอย่างการใช้ภาษาระดับพิธีการ เช่น คำปราศรัยของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันเด็กหรือวันสำคัญอื่น ๆ ซึ่งหนังสือพิมพ์จะนำมาตีพิมพ์ในช่วงเวลาของวันสำคัญนั้น ๆ

ภาษาระดับทางการ มีข้อสังเกต คือ
1. เป็นภาษาที่ใช้ในการบรรยายหรืออภิปรายอย่างเป็นทางการในที่ประชุมใหญ่ การรายงานทางวิชาการ, หนังสือราชการ(จดหมายราชการ) หรือจดหมายที่ติดต่อในวงการธุรกิจ คำนำหนังสือ, ประกาศของทางราชการ ฯลฯ
2. การใช้ภาษา จะใช้อย่างเป็นทางการ มุ่งเข้าสู่จุดประสงค์ ที่ต้องการความรวดเร็ว สารชนิดนี้มีลักษณะตรงไปตรงมาไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย ไม่เน้นความไพเราะของถ้อยคำ

ภาษาระดับกึ่งทางการ ข้อสังเกตคือ
1. เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารที่คล้ายกับระดับที่ 2 แต่ลดความเป็นการเป็นงานลงบ้าง การใช้ภาษาระดับนี้ มักใช้ในการประชุมกลุ่มเล็ก การบรรยายในห้องเรียน ข่าวและบทความในหนังสือพิมพ์ โดยทั่วไปจะมีถ้อยคำ สำนวน ที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยมากกว่าในระดับที่ 2
2. เนื้อของสาร มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้ทั่วไป หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต หรือเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ ใช้ศัพท์ทางวิชาการเท่าที่จำเป็น

ภาษาระดับสนทนา มีลักษณะที่สังเกตได้ดังนี้
1. เป็นภาษาที่มักใช้ในการสนทนาโต้ตอบกันของคนที่รู้จักมักคุ้นกัน อยู่ในสถานที่และกาละที่ไม่เป็นการส่วนตัว
2. ภาษาที่ใช้ อาจจะเป็นคำสแลงหรือเป็นคำที่เข้าใจความหมายตรงกันได้ในกลุ่มเท่านั้น
3. ต้องไม่เป็นคำหยาบ หรือคำไม่สุภาพ

ภาษาระดับกันเอง
1. เป็นภาษาที่ผู้ส่งสารและผู้รับสารต้องใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างมาก
2. ภาษาที่ใช้อาจเป็นคำหยาบคาย หรือภาษาถิ่น คำที่ใช้เฉพาะกลุ่ม
คำราชาศัพท์

ตามธรรมเนียมและวัฒนธรรมไทยนั้น จะต้องรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมแก่ฐานะของบุคคล ซึ่งจะแบ่งออกเป็น5 ประเภท ผู้ใช้ภาษาจะต้องเลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับบุคคลทั้ง 5 ประเภท คือ
1. พระมหากษัตริย์
2. พระราชวงศ์ชั้นสูง
3. พระภิกษุ
4. ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
5. สุภาพชนทั่วไป
จึงสรุปได้ว่า คำราชาศัพท์ หมายถึง ศัพท์หรือถ้อยคำที่บุคคลทั่วไปใช้กับบุคคลที่ควรเคารพ คือ พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ชั้นสูง พระภิกษุสงฆ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ และสุภาพชนทั่วไป




 

Create Date : 22 เมษายน 2552    
Last Update : 22 เมษายน 2552 10:19:27 น.  

ข้อสอบความสามารถด้านภาษา(ต่อ)



ความสามารถด้านเหตุผล
การวัดความสามารถประเภทนี้ เป็นไปเพื่อดูว่าท่านมีความสามารถในการใช้เหตุผลเพียงใด ลักษณะของข้อสอบวัดความสามารถทางเหตุผล จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1. อุปมาอุปไมย 2. จัดประเภท 3. สรุปความ
อุปมาอุปไมย
เป็นการวัดความสามารถเชิงเปรียบเทียบ โดยอาจคำนึงถึงหน้าที่ หรือรูปร่างลักษณะ แต่ละข้อจะให้คำมา 2 คำแรก ซึ่งมีความสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และจะให้คำที่ 3 มาด้วยซึ่งคำที่ 3 นี้จะต้องสัมพันธ์กับตัวใดตัวหนึ่งในข้อ 1-5 ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคำที่ 3 และคำหนึ่งในข้อ 1-5 นี้ จะต้องมีความสัมพันธ์คล้ายกับความสัมพันธ์ของ 2คำแรกที่ให้มาดังตัวอย่าง
ตัวอย่าง
นักร้อง : น้ำเสียง ดารา : ?
ก. บทบาท* ข. มารยาท ค. ความฉลาด ง. การแต่งกาย จ. ความประพฤติ
จากตัวอย่างที่ให้มานี้ เราอ่านว่า “ถ้า” นักร้อง สัมพันธ์ กับน้ำเสียง แล้วจะเหมือน ดาราสัมพันธ์กับอะไร
ในที่นี้เพราะนักร้องย่อมแสดงออกมาด้วยน้ำเสียง ในขณะ ดารา ย่อมแสดงออกมาด้วย บทบาท
แบบฝึกหัด
1. มะนาว : น้ำส้ม น้ำปลา : ?
ก. น้ำเกลือ* ข. น้ำตาล ค. มะดัน ง. มะกรูด จ. น้ำใจ
2. กระหาย : น้ำ หิว : ?
ก. ข้าว* ข. น้ำย่อย ค. ปวดท้อง ง. ถึงเวลา จ. พอทนได้
3. ทำลาย : ช่วยเหลือ ความเท็จ : ?
ก. หลอกลวง ข. ความจริง* ค. บาปกรรม ง. เสียสัตย์ จ. ผิดศีล
4. ปลา : น้ำ นก : ?
ก. ปีก ข. ขน ค. บิน ง. หนอน จ. อากาศ*
5. ควาย : โง่ เสือ : ?
ก. ดุ* ข. หิว ค. ไว ง. ลาย จ. อดโซ
6. งาน : เงิน ปริญญา : ?
ก. ซื้อ ข. อดทน ค. ศึกษา* ง. ประจบ จ.พยายาม
7. น้ำ : ไหล แดด : ?
ก. เงา ข. ฉาย ค. ส่อง* ง. ร้อน จ. ดวงอาทิตย์
8. บุหรี่ : มะเร็ง ความรัก : ?
ก. ยินดี ข.สนใจ ค. สำเร็จ ง. ตื่นเต้น จ. ผิดหวัง*
9. ขมักเขม้น : เฉื่อยชา ขยัน : ?
ก. มีทรัพย์ ข. อืดอาด ค. เกียจคร้าน* ง. สุรุ่ยสุ่ร่าย จ.เก็บหอมรอมริบ
10. ข้าว : รวง มะพร้าม : ?
ก. ลูก ข. ผล ค. ซีก ง. เครือ จ. ทะลาย*

***** หมายเหตุ ตำตอบคือดอกจันข้างหลังข้อที่ถูกต้อง*****

จัดประเภท ไม่เข้าพวก
แต่ละข้อจะให้คำมา 5 คำ จากข้อ ก ข ค ง และ จ จากคำ 5 คำจะมีอยู่ 4 คำ ที่มีความหมายเป็นพวกเดียวกันหรือประเภทเดียวกัน แต่จะมีคำหนึ่งที่แตกต่างออกไป ไม่เข้าพวกกับคำอื่น ให้ท่านเลือกคำที่ “ไม่เข้าพวก” นี้เป็นคำตอบดังตัวอย่าง
ก. ทองคำ ข. ทองขาว ค. ทองม้วน ง. ทองแดง จ. ทองเหลือง
จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า ทองคำ ทองขาว ทองแดง ทองเหลือง ล้วนเป็นโลหะ แต่ทองม้วนเป็นขนม ฉะนั้นคำในข้อ ค. จึงๆไม่เข้าพวกกับคนอื่น เราจึงเลือก ข้อ ค. เป็นคำตอบ
1. ก. โจโฉ * ข. ขุนแผน ค. พระราม ง. พระสังข์ จ. พระอภัยมณี
2. ก. เอื้ออารี ข. อุปถัมภ์ ค. ค้ำจุน ง. ยกย่อง* จ.อุปการะ
3. ก. วิ่งราว* ข.วิ่งแข่ง ค. วิ่งเร็ว ง. วิ่งช้า จ.วิ่งเปรี้ยว
4. ก. บีบ* ข. รัด ค. มัด ง. ผูก จ. ดึง
5. ก. กระติก* ข. กระจาด ค. กระบุง ง. กระด้ง จ. กระพ้อม
6. ก. กด ข. ทับ ค. ดึง* ง. อัด จ. บีบ
7. ก. วิหค ข. สกุณา ค. ปักษิณ ง.ทิชานกร จ. จตุบาท*
8. ก. น่ารัก ข. น่าชม ค. น่าเกลียด ง. น่าถนอม จ. น่าเอ็นดู
9. ก. ร่น ข. หด ค. ดึง ง. รุก* จ. ถอย
10. ก. คมขำ ข. งามเก๋ ค. นวยนาด* ง. หล่อเหลา จ. เพริศพริ้ง
***** หมายเหตุ ตำตอบคือดอกจันข้างหลังข้อที่ถูกต้อง*****

อนุกรมคำ
แต่ละข้อจะให้คำมา 5 คำ จาก ก ข ค ง และ จ ซึ่งคำทั้ง 5 คำนี้ จะเรียงลำดับในรูปใดรูปหนึ่งอาจจะเป็นขนาด รส เวลา ระดับความสูง ฯลฯ ให้ท่านพิจารณาคำที่ให้มาทั้ง 5 คำนี้ว่าคำใหนเป็นตัวกลาง ของคำทั้งหมด เมื่อเลือกได้ข้อที่เป็นตัวกลางแล้ว ก็เลือกข้อนั้นเป็นคำตอบ ดังตัวอย่าง
ก. เถาะ ข. วอก ค. กุน ง. ชวด จ. มะแม
จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการให้ปีมาทั้ง 5 คำ การนับปีเราเริ่มต้นที่ปีชวด เป็นอับดับแรก ต่อมาก็เป็น ปี ฉลู ขาล เถาะ ............เรื่อยไปจนถึงปีกุน เป็นปีสุดท้ายดังนั้นเมื่อเราเรียงคำที่ให้มานี้โดยเริ่มจากปีแรกที่เป็น ชวด เถาะ มะแม วอก กุน จะเห็นได้ว่ามะแมเป็นตัวกลาง ของคำที่ให้มา เราจึงเลือกข้อ จ เป็นคำตอบ

1. ก. จรวด ข. เกวียน ค. รถยนต์* ง. จักรยาน จ. เครื่องบิน
2. ก. บาน* ข. แย้ม ค. ล่วง ง. ผลิ จ. เหี่ยว
3. ก. พุธ ข. ศุกร์ ค. เสาร์ ง. อังคาร จ. พฤหัสบดี*
4. ก. ช้าง ข. แมว ค. ม้า ง.คน* จ. จิ้งหรีด
5. ก. เคี้ยว ข. ถ่าย ค. ย่อย ง. ป้อน จ.กลืน*
6. ก. ลูก ข. พ่อ* ค. ปู่ ง. ทวด จ. หลาน
7. ก.ไถ ข. นวด ค. เกี่ยว* ง. สี จ. หว่าน
8. ก. มีด ข. คมแฝก ค. ปืน* ง. จรวด จ.ระเบิด
9. ก. หิ่งห้อย ข. เทียนไข ค. ดวงจันทร์ ง. ดวงอาทิตย์ จ.ตะเกียง*
10. ก.รัฐ ข. โลก ค.ทวีป ง. ประเทศ จ. จักรวาล
***** หมายเหตุ ตำตอบคือดอกจันข้างหลังข้อที่ถูกต้อง****

ศัพท์สัมพันธ์
แต่ละข้อจะให้คำมา 3 คำ และจากคำทั้ง 3 คำนี้ ให้ท่านหาคำตอบจากตัวเลือกที่กำหนดให้ในแต่ละข้อ ก ข ค ง และ เลือก จ ว่าตัวเลือกในข้อใดมีความสัมพันธ์กับคำทั้ง 3 ที่กำหนดให้ ดังตัวอย่าง
กระสูบ ระแห ว่ากระสูบ
ก. กระสง ข. กระทุง ค. กระยาง ง. กระเสา จ. กระเต็น
จากตัวอย่างจะเห็นได้ กระสูบ กระแห กระดี่ ล้วนเป็นชื่อพันธ์ปลา เมื่อมาดูในตัวเลือกพบว่าคำที่เป็นชื่อพันธ์ปลาก็คือ กระสง ฉะนั้นคำในข้อ ก จึงสัมพันธ์กับคำที่กำหนดให้
แบบฝึกหัด
1. ไทย มาเลย์ สิงค์โปร์
ก. เวียดนาม ข. ลาว ค. พม่า ง. อินโดนีเซีย* จ. กัมพูชา
เหตุผล เพราะเป็นประเทศอาเซียนด้วยกัน
2. คมนาคม เกษตร สาธารณสุข
ก. การไฟฟ้านครหลวง ข. การทางพิเศษ ค. การรถไฟแห่งประเทศไทย
ง. องค์การเภสัชกรรม จ. การต่างประเทศ*
เหตุผลเพราะเป็น กระทรวงเหมือนกัน
3. ดินสอ ปากกา พู่กันจีน
ก. ชอล์ค* ข. ยางลบ ค. ยาลบหมึก ง. กระดานชนวน จ. น้ำหมึก
เหตุผลเพราะใช้เขียน
4. ถ้วย จาน ชาม
ก. กระป๋อง ข. แก้ว ค.ขวด ง. กล่อง จ. ถุงพลาสติก
5. ชูชก อมิตดา มัทรี
ก. สีดา ข. เวสสันดร ค. อนิรุธ ง. รจนา จ. สมุทรโฆษ
6. โล่ ดั้ง ทุบทู
ก. เขน* ข. พลอง ค. กระบอง ง. ขวาน จ. ค้อน
เหตุผล เป็นเครื่องป้องกันอาวุธ
7. ไต้ ตะเกียง เทียน
ก. ธูป ข.น้ำมัน ค. ไฟฉาย ง. ไม้ขีด จ. ไฟฟ้า
8. สบง จีวร สังฆาฎิ
ก. ตาลปัตร ข. บาตร * ค. ย่าม ง.อาสนสงฆ์ จ. ผ้าอาบน้ำฝน
เหตุผล เพราะเป็นเครื่อง อัฏฐปริขาร
9. บรรยาย พรรณนา อุปมา
ก. เทศนา* ข. สนทนา ค. อุปลักษณ์ ง.ไตรยางค์ จ. วิเศษณ์
เหตุผล เพราะเป็นโวหาร
10. ตวัด วัด เหวี่ยง
ก. ปา ข. ขว้าง ค.โยน ง.สะบัด* จ. ปัด

***** หมายเหตุ ตำตอบคือดอกจันข้างหลังข้อที่ถูกต้อง****

การสรุปความ
เป็นการหาข้อสรุปโดยพิจารณาความที่กำหนดให้ ท่านต้องอ่านข้อความที่กำหนดให้แล้วพิจารณาว่
ควรสรุปอย่างไรจึงจะเหมาะสมถูกต้องตามหลักตรรกวิทยา หรือหลักแห่งเหตุผล
ข้อสอบจะถามโดยกำหนดประโยคหรือข้อความที่เป็นเงื่อนไขมาให้แล้วให้เลือกว่า ข้อสรุปตามตัวเลือก ก ข ค ง ข้อใดถูกต้อง ตัวอย่าง
1. ถ้าพายุพัดจัดแล้วจิวยี่จะออกปล้นค่ายโจโฉ วันนี้พายุพัดจัด
ก. วันนี้จิวยี่ไม่ออกมาปล้นค่ายโจโฉ ข. วันนี้จิวยี่ออกมาปล้นค่ายโจโฉ*
ค. พรุ่งนี้ไม่มีพายุ ง. พรุ่งนี้จิวยี่ไม่ยกทัพออกมา
ข้อสังเกต เงื่อนไขของข้อความคือ พายุพัด หาตัวที่เกี่ยวพันกับ พายุพัด แล้วจะเกิดเหตุการณ์อะไร ข้อใหนอยู่ในเงื่อนไข คือข้อที่ถูกต้อง
แบบฝึกหัด
1. นักเรียนที่ตั้งใจเรียนทุกคนสอบได้คะแนนดี สมศรีสอบได้คะแนนดีดังนั้น
ก. สมศรีเรียนเก่ง ข. สมศรีตั้งใจเรียน
ค. สมศรีขยันเรียน ง. ยังสรุปแน่นอนไม่ได้*
2. แดงมีเงินมากกว่าดำ แต่น้อยกว่าเอ้และโอ๋ ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. แดงมีเงินมากที่สุด ข. ดำมีเงินน้อยที่สุด*
ค. อ็มีเงินมากกว่าเอ้ จ.ยังสรุปไม่ได้
3. ทหารเกณฑ์ทุกคนไว้ผมสั้น สุนทรไว้ผมสั้น ดังนั้น
ก. สุนทรเป็นทหารเกณฑ์ ข. สุนทรไม่ได้เข้ากองทหาร
ค.สุนทรเป็นพ่อครัวในค่ายทหาร ง. ยังสรุปแน่นอนไม่ได้*
4. ถ้าฝนตกถนนสายนี้จะลื่น วันนี้ฝนไม่ตก ดังนั้น
ก. วันนี้ถนนไม่ลื่น ข. วันนี้ถนนอาจลื่น
ค. พรุ่งนี้ถนนอาจลื่น ง. ยังสรุปแน่นอนไม่ได้*
5. การสูบบุหรี่ทำให้สุขภาพไม่ดี ปรีชาได้รับการยืนยันว่าสุขภาพดี ดังนั้น
ก. ปรีชาไม่สูบบุหรี่ ข. ปรีชาตรวจสุขภาพบ่อย
ค. ปรีชาไม่ชอบสูบบุหรี่ ง. ยังสรุปแน่นอนไม่ได้*




 

Create Date : 17 มีนาคม 2551    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2552 12:50:52 น.  

ความสามารถด้านภาษา(ต่อ)



คำที่เกี่ยวข้อง
เป็นการวัดความเข้าใจทางภาษาโดยหาว่าคำใดที่เกี่ยวข้องกันโดยทางใดทางหนึ่ง เช่นความรู้สึก การใช้สอย เป็นต้น
ตัวอย่าง แต่ละข้อจะมีคำมาให้คำหนึ่ง ให้หาคำตอบที่เกี่ยวข้องกับคำที่ให้มานี้ในทางใดทางหนึ่ง จาก ก ข ค ง และ จ
๑. ลอย
ก. ผอม ข. บาง ค. เบา ง. สูง จ. เล็ก
คำตอบคือข้อ ค. จะเห็นได้ว่า คำที่ให้มาคือคำว่า “ลอย” ท่านต้องหาคำที่มีความหมายที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคำว่าลอย “ลอย” ซึ่งในที่นี้ท่านจะเห็นว่า สิ่งที่จะลอยได้ต้องมีน้ำหนัก เบา

แบบฝึกหัด
๑. ไกปืน
ก. เหนี่ยว* ข. รั้ง ค.กด ง. ดัน จ. ดึง
๒. น้ำจันฑ์
ก. ดื่ม* ข. กิน ค. ทรง ง. พรม จ. เสวย
๓. จาบัลย์
ก. ดีใจ ข. เสียใจ* ค. ตระหนก ง. ตระหนก จ. กรุ้มกริ่ม
๔. แอมแปร์
ก. ไฟฟ้า* ข. สว่าง ค. น้ำหนัก ง. ทรงกลม จ. ความยาว
๕. ซูดซาด
ก. มัน ข. ขม ค. เผ็ด* ง. เฝื่อน จ.หวาน
๖. กระโต้งโห่ง
ก. จิ่งหรีด ข. นกแก้ว ค. นกยูง * ง. นกเขา จ. เก้ง
๗. ป.ล.
ก. ภาษี ข. ทหาร ค. รถยนต์ ง. ออมสิน จ. จดหมาย*
๘. เมตตากรุณา
ก. มนุษยชาติ ข.มนุษยธรรม* ค. มนุษยเทพ ง. มนุษยศาสตร์ จ. มนุษย์สัมพันธ์
๙. อบายมุข
ก. เที่ยวกลางคืน* ข. อยุติธรรม ค. หลอกลวง ง. ลักทรัพย์ จ. ข่มขู่
๑๐. มรณภาพ
ก. สัตว์ ข. มนุษย์ ค. พระสงฆ์* ง. ขุนนางผู้ใหญ่ จ. พระมหากษัตริย์
๑๑. กร้าน
ก. ตา ข. ผิว* ค.เล็บ ง. ขนคิ้ว จ.น้ำใจ
๑๒. แสงแดด
ก. ไขมัน ข. โปรตีน ค. วิตามินซี ง. วิตามินดี* จ. พิษสุราเรื้อรัง
๑๓. บรรณารักษ
ก. สวน ข. เงิน ค. ภาษี ง. หนังสือ* จ. วัตถุโบราณ
๑๔. ขลุ่ย
ก. หลัง ข. ด้าม ค. เลา* ง. เรือน จ. เชือก
๑๕. อริยสัจจ์
ก. มุทิตา ข. สมุทัย* ค. เมตตา ง. อุเบกขา จ. สัมมาอาชีวะ
๑๖. จาม
ก. มีด ข. จอบ ค. ง้าว ง. ขวาน* จ. ค้อน
๑๗. เทนนิส
ก. ตี* ข. ปา ค. ฟาด ง. เหวี่ยง จ. ขว้าง
๑๘. สหัสนัยน์
ก. ปาก ข. เท้า ค. มือ ง. ตา* จ. หู
๑๙. เอสกิโม
ก. หนาว* ข. ร้อน ค. แห้ง ง. อุ่น จ. ฝน
๒๐. ปิตุฆาต
ก. ทรพี* ข. อิเหนา ค. พระราม ง. พระอภัยมณี จ. พระพุทธเจ้า

***** หมายเหตุ ตำตอบคือดอกจันข้างหลังข้อที่ถูกต้อง*****

ความสามารถในการจับใจความ
แบบทดสอบความเข้าใจในการอ่านนี้ ตอนแรกจะให้ข้อความซึ่งอาจเป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรองมาให้ท่านต้องอ่านให้ละเอียด แล้วจึงใช้เนื้อหาที่อ่านไปแล้วตอบคำถาม
ข้อควรละวังในการทำข้อสอบแบบนี้ก็คือ ท่านจะต้องใช้เนื้อหาจากข้อความที่กำหนดให้เท่านั้นจะใช้สามัญสำนึก หรือความรู้ หรือประสบการณ์เดิมมาตอบไม่ได้
ตัวอย่าง
ข้อความที่กำหนดให้ “เวลาพรุ่งนี้ฝนจะตก ครั้งฝนเหือดแห้ง โจโฉจะมาถึงตำบลนั้น จะหยุดอยู่ให้ทหารหุงข้าวกิน แต่พอเห็นควันเพลิง ก็ให้เร่งทหารออกโจมตีเอา”
คำถาม : เหตุใดจึงให้โจมตีเมื่อเห็นควันเพลิง
ก. เพราะทหารกำลังพัก ข. เพราะทหารกำลังหิวข้าว
ค. เพราะทหารกำลังวางอาวุธ ง. เพราะควันบังมิให้ทหารเห็น
จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า ท่านต้องอ่านข้อความเสียก่อน แล้วตีความที่ให้มานั้นว่าเป็นอย่างไร ในตัวคำถาม จะเห็นว่าให้ทหาร โจมตีเมื่อมองเห็นควันเพลิง
ทำไมจึงต้องให้โจมตีในเวลานั้น
ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า เมื่อกองทัพโจโฉหุงข้าวหุงปลาจะเป็นเวลาที่ทหารไม่ได้ระมัดระวังตัว เป็นระยะเวลาที่ทหารกำลังพักหุงข้าวกินกัน จึงอาจประมาทเมื่อโจมตีในเวลานั้นจึงได้เปรียบ ข้อ ค จึงถูก
แบบฝึกหัด
ข้อความนี้ใช้ตอบข้อง 1-3
...ฝ่ายขุนช้างหมางจิตให้คิดแค้น ลูกขุนแผนมั่นคงไม่สงสัย
เมื่อกระนั้นเหมือนกูครั้นดูไป ก็กลับไพล่เหมือนพ่อไอ้ทรพี........
1. คำว่า “กู” และ “พ่อ” หมายถึงใคร?
ก. ขุนแผน และขุนช้าง ข. ขุนช้างและขุนแผน*
ค. ขุนช้างทั้งสองแห่ง ง. ขุนแผนทั้งสองแห่ง
2. คำว่า “ อ้ายทรพี” เป็นคำด่าใคร?
ก.ขุนช้าง ข. ขุนแผน ค.ลูกขุนช้าง ง. ลูกขุนแผน* จ. ไม่ได้หมายถึงผู้ใด
3. ข้อความข้างบนนี้ควรเป็นข้อความประเภทใด
ก. นึก ข. พูด ค. ด่า* ง. ชม จ. บ่น
ข้อความตอนนี้ใช้ตอบข้อ 4-10
“...ซึ่งการจะให้ออกไปเรียนครั้งนี้ มีความประสงค์มุ่งหมายจะให้ได้วิชาความรู้อย่างเดียวไม่ได้หมายมั่นจะให้เป็นเกียรติยศชื่อเสียงอย่างหนึ่งอย่างใด ในชั้นที่ยังเป็นผู้เรียนวิชานี้อยู่เลย เพราะฉะนั้นที่จะไปครั้งนี้อย่าไปถือยศว่าเป็นเจ้า ให้ถือบรรดาศักดิ์ผู้มีตระกูลในกรุงสยาม...”
4. ผู้ที่กล่าวความข้างต้นนี้ ควรจะเป็นอะไรกับผู้เรียน?
ก. ปู่ ข. พ่อ* ค. ลุง ง. พี่ จ. เพื่อน
5. ข้อความข้างต้นนี้กล่าวเมื่อตอนใด?
ก. ก่อนไปเรียน* ข. ขณะที่กำลังเรียน ค. ก่อนกลับบ้านเกิด
ง. กลับถึงบ้านเกิดแล้ว จ. ไม่มีข้อความตอนใดที่จะบอกให้ทราบ
6. จุดประสงค์ในการส่งไปเรียนครั้งนี้มีอย่างไร?
ก. ให้มีเกียรติยศชื่อเสียง ข. ให้มีวิชาความรู้ติดตัว* ค. ให้หยิ่งในบรรดาศักดิ์
ง. การเรียนและการไว้เกียรติ จ. การหาชื่อสียงและการถือยศ
7. ข้อความข้างบนนี้เกี่ยวกับเรื่องใด?
ก. การไว้ยศและการถือศักดิ์ ข. การเดินทางและการเรียน ค. การเรียนและการปฏิบัติตน*
ง. การเรียนและการไว้เกียรติ จ. การหาชื่อสียงและการถือยศ
8. ข้อความข้างบนมีจุดประสงค์อย่างไร?
ก. ตำหนิ ข. ปลุกใจ ค.โอวาท* ง. คาดโทษ จ. สุนทรพจน์
9. ผู้ที่จะไปเรียนควรเป็นบุคคลประเภทใด
ก. ขุนนางผู้ใหญ่ ข. บุคคลธรรมดา ค. บุตรของขุนนาง
ง. ข้าราชการที่ทำงานดี จ. โอรสของพระเจ้าแผ่นดิน*
10. ผู้ถูกส่งไปเรียน ควรไปเรียน ณ ที่ใด
ก. ในอำเภอ ข. ในจังหวัด ค. ต่างจังหวัด ง. ต่างประเทศ* จ. ไม่มีข้อความใดที่ทราบได้

“...เชื่อไหม ครูเคยน้อยใจในอาชีพของครูเป็นที่สุดเพราะอาชีพทำให้พวกเธอและสังคมหวังในตัวครูสูงเกินไป สูงจนไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะขึ้นชื่อว่าครูแล้ว เธอเองและสังคมบังคับให้ทุกอณูของหัวใจครูสร้างขึ้นด้วยธรรมะ ขันติ และความอดกลั้นเป็นเลิศ จงใจขังให้อยู่ในกรอบในโดยเจตนา บังคับให้เป็นแบบฉบับโดยสมบูรณ์ เธอไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่าครูทำงานอยู่กับสิ่งที่เลี้ยงยากที่สุด ทำงานอยู่กับสิ่งที่เจ้าตัวของตัวเองยังบังคับไม่ได้ เพราะแรงที่วูบวาบ แปรปรวนขึ้นๆลงๆ อยู่ตลอดเวลา ครูเหมือนสารถีที่ทำให้ม้าพยศทั้งหลายของเธอ โขยกอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงขั้นปฏิญาณไว้ว่า ต่อไปนี้จะไม่มีน้ำรักให้ แต่ไฉนเธอมาตักขอดได้ทุกครั้งไป...”
11. อาชีพที่ผู้เขียนยึดในขณะนั้นคืออาชีพอะไร
ก. ครู* ข. ขับรถ ค. ฝึกม้า ง. ตักน้ำ จ. เลี้ยงสัตว์
12. สิ่งที่เลี้ยงยากที่สุดคืออะไร
ก. การปราบม้าพยศ ข. ความประพฤติของครู ค. อดกลั้นต่อความใฝ่สูง
ง. การให้คนมีธรรมะ ขันติ* ง. ความประพฤติของนักเรียน
13. ใครเป็นผู้สร้างกรอบการดำเนินชีวิตครู
ก. ครูและสังคม ข. ครูและนักเรียน ค. วินัยและสังคม
ง. วินัยและนักเรียน จ. นักเรียนและสังคม*
14. คนเขียนไม่เป็นตัวของตัวเองเพราะเหตุใด
ก. หลงมัวเมาในความรัก ข. หวังว่าให้เป็นแบบอย่างที่ดี* ค. เอาใจใส่ม้ามากกว่าตนเอง
ง. ความแปรปรวนของผู้โดยสาร จ. ถูกจำกัดขอบเขตการพักอาศัย

***** หมายเหตุ ตำตอบคือดอกจันข้างหลังข้อที่ถูกต้อง*****






 

Create Date : 17 มีนาคม 2551    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2552 12:51:37 น.  

ข้อสอบความสามารถด้านภาษา(คำตรงกันข้าม)



ความสามารถด้านภาษา
การวัดความถนัดทางภาษานี้เป็นไปเพื่อดูว่าท่านมีความสามารถทางภาษามากน้อยเพียงใด ลักษณะของข้อสอบวัดความสามารถทางภาษา จะแบ่งเป็นกลุ่มดังนี้
๑. คำตรงกันข้าม ๒.คำที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
๓. ความสามารถในการจับใจความ ๔. ความเข้าใจภาษา
คำตรงข้าม ให้เลือกว่า คำใดมีความหมายตรงกันข้ามมากที่สุดดังคำที่กำหนดให้ ตัวอย่าง
แต่ละข้อจะมีคำมาให้คำหนึ่ง ให้หาคำตรงกันข้ามกับคำที่ให้จากคำตอบ (แข็ง)
๑. หด ๒.ยืด ๓.นุ่ม ๔. อ่อน ๕.เปราะ
สรุป จะเห็นได้ว่า คำที่ให้คือคำว่า “แข็ง” ท่านต้องหาคำที่มความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า “แข็ง” ซึ่งในที่นี้ “แข็ง” จะตรงข้ามกับคำว่า “อ่อน” ดังนั้น เราจึงเลือกข้อ ๔ เป็นคำตอบ

แบบฝึกหัดคำตรงกันข้าม
๑. มั่นคง
ก. ถาวร ข.อ่อนแอ* ค.แน่นแฟ้น ง.อ่อนน้อม จ. เที่ยงธรรม
๒. ละเลย
ก. เพิกเฉย ข. ทอดทิ้ง ค.ปล่อยปละ ง. เอาใจใส่* จ.เหนื่อยหน่าย
๓. สมาร์ท
ก. ขี้เหร่* ข.คมคาย ค.สวยเก๋ ง. เพริศพริ้ง จ. หล่อเหลา
๔. แจ่มใส
ก.ทึมๆ* ข. มืดมัว ค.อบอ้าว ง.พยับฝน จ. ร้อนอ้า
๕. ฟุ่มเฟือย
ก. ใจบุญ ข. ร่ำรวย ค. หรูหรา ง. ตระหนี่* จ. ใจกว้าง
๖. น่ารัก
ก. น่าชัง ข. น่าชม ค.น่าอิจฉา ง. น่าเอ็นดู จ. น่าเกลียด*
๗. ถอย
ก. หด ข. ร่น ค. ยึด ง. รุก* จ.ไส
๘. นักแสดง
ก. ผู้ดู* ข.ผู้ซื้อ ค. ศิลปิน ง. นักเขียน จ.หลอกลวง
๙. ทำลายเอกราช
ก. ทิ้ง ข.เสีย ค. สละ ง. ปล่อย จ. ดำรง*
๑๐. สะสาง
ก. ชำระ ข.หมักหมม* ค. กวาดล้าง ง. ทำให้เสร็จ จ. ทำสิ่งที่คั่งค้าง
๑๑. ระบุ
ก. บ่ง ข. เก็บ ค. ปิดบัง* ง. ซ่อนเร้น จ.แอบซ่อน
๑๒. กึกก้อง
ก. สงบ ข. เซ็งแซ่ ค. อึกทึก ง.ราบเรียบ จ. เงียบเชียบ*
๑๓. ผลิ
ก. ออก ข. แย้ม ค.แตก ง. บาน จ.ร่วง*
๑๔. ดูด
ก. พ่น* ข. อัด ค. สูบ ง. ถ่ายเท จ. ระบาย
๑๕. ผลัก
ก. สาว ข. ชัก ค.ไส ง. ดัน จ. ดึง*
๑๖. กระจ่าง
ก. สว่าง ข.มอซอ ค. แจ่มชัด ง. แจ่มใส จ.คลุมเครือ*
๑๗. สง่าผ่าเผย
ก. อาจอง ข. ตื่นเต้น ค. ซอมซ่อ* ง. โง่เขลา จ. สงบเสงี่ยม
๑๘. สงสัย
ก. ฉงน ข.วังเวง ค. สนเท่ห์ ง. กระจ่าง* จ. หลากจิต
๑๙. กิ้งก่าได้ทอง
ก. สงบเสงี่ยม* ข. หยิ่งยะโส ค. ลิงโลด ง. อวดดี จ. อืดอาจ
๒๐. อเนก
ก. น้อย* ข.มาก ค.อุดม ง. พูลสุข จ. สมบูรณ์

***** หมายเหตุ ตำตอบคือดอกจันข้างหลังข้อที่ถูกต้อง*****




 

Create Date : 16 มีนาคม 2551    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2552 12:52:02 น.  

สรุปหลักภาษาไทย


หลักภาษาไทย

อักขระวิธี ได้แก่ อักษร แปลว่า ตัวหนังสือ
ลักษณะอักษร
เสียงในภาษาไทย มีอยู่ 3 อย่าง คือ
1. เสียงแท้ ได้แก่ สระ
2. เสียงแปร ได้แก่ พยัญชนะ
3. เสียงดนตรี ได้แก่ วรรณยุกต์

สระ
สระในภาษาไทย ประกอบด้วยรูปสระ 21 รูป และเสียงสระ 32 เสียง
พยัญชนะ
รูปพยัญชนะ มี 44 ตัว คือ
1. อักษรสูง มี 11 ตัว คือ ข ข ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
2. อักษรกลาง มี 9 ตัว ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
3. อักษรต่ำ มี 24 ตัว คือ
3.1 อักษรคู่ คืออักษรต่ำที่เป็นคู่กับอักษรสูง มี 14 ตัว คือ ค ค ฆ ช ฌ ซ ฑ ฒ ท ธ พ ภ ฟ ฮ
3.2 อักษรเดี่ยว คืออักษรต่ำที่ไม่มีอักษรสูงเป็นคู่กัน มี 10 ตัว คือ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ

วรรณยุกต์
วรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่
1. ไม้เอก
2. ไม้โท
3. ไม้ตรี
4. ไม้จัตวา

เสียงวรรณยุกต์ที่ใช้อยู่ในภาษาไทย มี 5 เสียง
1. เสียงสามัญ คือเสียงกลาง ๆ เช่น กา มา ทา เป็น ชน
2. เสียงเอก ก่า ข่า ป่า ดึก จมูก ตก หมด
3. เสียงโท เช่น ก้า ค่า ลาก พราก กลิ้ง สร้าง
4. เสียงตรี เช่น ก๊า ค้า ม้า ช้าง โน้ต มด
5. เสียงจัตวา เช่น ก๋า ขา หมา หลิว สวย หาม ปิ๋ว จิ๋ว

คำเป็นคำตาย

คำเป็น คือ คือเสียงที่ประสมทีฆสระ (สระเสียงยาว) ในแม่ ก กา เช่น กา กี กื กู

คำตาย คือ คือเสียงที่ประสมรัสสระ (สระเสียงสั้น) ในแม่ ก กา เช่น กะ กิ กุ

คำสนธิ คือ การต่อคำตั้งแต่สองคำขึ้นไปให้ติดเนื่องกัน โดยมีการเพิ่มสระในแทรกระหว่างคำหรือเพิ่มคำเพื่อติดต่อกันให้สนิท เช่น
ปิตุ + อิศ เป็น ปิตุเรศ
ธนู + อาคม เป็น ธันวาคม
มหา + อิสี เป็น มเหสี

คำสมาส คือ การนำคำประสมตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปให้เป็นคำเดียวคำที่ใช้นำมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต เมื่อรวมกันแล้วความหมายเปลี่ยนไปก็มี, ความหมายคงเดิมก็มี เช่น
ราช + โอรส เป็น ราชโอรส
สุธา + รส เป็น สุธารส
คช + สาร เป็น คชสาร

คำเป็น คือ พยางค์ทีประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก กา และพยางค์ที่มีตันสะกดใน แม่ กน กง กม เกย และสระ อำ ไอ ใอ เอา

คำตาย คือ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา กก กด กบ แต่ยกเว้นสระ อำ ไอ ใอ เอา

อักษรควบ คือพยัญชนะ 2 ตัว ควบกล้ำอยู่ในสระตัวเดียวกัน เช่น เพลา เขมา

อักษรควบแท้ คือคำที่ควบกับ ร ล ว เช่น ควาย ไล่ ขวิด ข้าง ขวา คว้า ขวาน มา ไล่ ขว้าง ควาย ไป
ควาย ขวาง วิ่ง วน ขวักไขว่ กวัดแกว่ง ขวาน ไล่ ล้ม คว่ำ ขวาง ควาย.

อักษรควบไม่แท้ คือ อักษร 2 ตัวที่ควบกล้ำกันได้แก่ตัว ร แต่ออกเสียงเฉพาะตัวหน้าแต่ไม่ออกเสียง ร หรือบางตัวออกเสียงเปลี่ยนไปเป็นพยัญชนะอื่น
เช่น เศร้า ทราย จริง ไซร้ ปราศรัย สร้อย เสร็จ เสริม ทรง สร้าง สระ

อักษรนำ คือ พยัญชนะ 2 ตัวรวมอยู่ในสระเดียวกัน บางคำออก
เสียงร่วมกันเช่น หนู หนอ หมอ หมี อย่า อยู่ อย่าง อยาก หรือบางคำออกเสียงเหมือน 2 พยางค์ เนื่องจากต้องออกเสียงพยัญชนะตัวหน้ารวมกับตัวหลัง แต่พยัญชนะ 2 ตัว นั้นประสมกันไม่สนิทจึงฟังดูคล้ายกับมีเสียงสระอะ ดังออกมาแผ่ว ๆ เช่น
กนก ขนม จรัส ไสว ฉมวก แถลง ฝรั่ง ผนวก

คำมูล คือ คำที่เราตั้งขึ้นเฉพาะคำเดียว เช่น ชน ตัก คน วัด หัด ขึ้น ขัด

คำประสม คือ การนำคำมูลมาประสมกันเป็นอีกคำหนึ่ง เช่น
แม่ + น้ำ = แม่น้ำ แปลว่า ทางน้ำไหล
หาง + เสือ = หางเสือ แปลว่า ที่บังคับเรือ
ลูก + น้ำ = ลูกน้ำ

พยางค์ คือ ส่วนหนึ่งของคำหรือหน่วยเสียงประกอบด้วยสระตัวเดียวจะมีความหมายหรือไม่มีก็ได้ พยางค์หนึ่งมีส่วนประสมต่าง ๆ คือ
1. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ เช่น ตา ดี ไป นา
2. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด เช่น คน กิน ข้าว หรือพยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวการันต์ เช่น โลห์ เล่ห์
3. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด + ตัวการันต์ เช่น รักษ์ สิทธิ์ โรจน์
พยางค์แบบนี้เรียกว่า ประสม 5 ส่วน

วลี คือ กลุ่มคำที่เรียงติดต่อกันอย่างมีระเบียบ และมีความหมายเป็นที่รู้กัน เช่น

การเรียนหลักภาษาไทยมีประโยชน์มาก

ประโยค คือ กลุ่มคำที่นำมาเรียงเข้าด้วยกันแล้วมีใจความสมบูรณ์ เช่น
1. ประโยค 2 ส่วน ประธาน + กริยา
นก บิน
2. ประโยค 3 ส่วน ประธาน + กริยา + กรรม
ปลา กิน มด


การสะกดคำ การเขียนคำ

เป็นข้อสอบที่ออกสอบทุกครั้งและออกสอบหลายข้อ ผู้สอบส่วนมากถ้าไม่เก่งภาษาไทยจริง ๆ มักเขียนผิดเสมอ ๆ เพราะไม่มีแนวหรือหลักในการจำ ยิ่งถ้าเจอคำหลายคำในตัวเลือกเดียวยิ่งลำบาก พาลจะกาข้อสอบมั่วให้เสร็จ เป็นอันตรายสำหรับการสอบแข่งขัน ต่อไปนี้เป็นแนวทางที่จะช่วยจำและทำแบบทดสอบในสาระการสะกดและเขียนคำได้ (ควรท่องให้จำอย่างยิ่ง รับรองหน้านี้ มีข้อสอบไม่ต่ำกว่า 10 ข้อ
ข้อความต่อไปนี้ คัดมาจาก หนังสือ หลักภาษาไทย ของ อาจารย์ กำชัย ทองหล่อ ด้วยความเคารพยิ่ง
ก่อนอ่าน ก่อนจำ ก่อนสอบ หากจะระลึกถึงพระคุณของ อาจารย์กำชัย ทองหล่อ ด้วยก็จะช่วยให้เรามั่นใจในการทำข้อสอบมากยิ่งขึ้น

พยางค์ที่ออกเสียงสระ ออ ได้แก่ (นิรันดร จรลี ทรชน นรสิงห์ วรลักษณ์ หรดี บริวาร)

พยางค์ที่ออกเสียง อำ ได้แก่ (อมฤต อำมฤต อมหิต อมรินทร์)

พยางค์ที่ออกเสียง ใอ (ไม้ม้วน) นอกเหนือจาก 20 คำนี้ให้ใช้ สระ ไอ (ไม้มลาย)

1. ใช้สระไอ ไม้ม้วน มี 20 คำ คือ
(ใกล้ ใคร ใคร่ ใจ ใช่ ใช้ ใด ใต้ ใน ใบ ใบ้ ใฝ่ สะใภ้ ใส ใส่ ให้ ใหญ่ ใหม่ ใหล)

คำที่มี ญ สะกด มี 46 คำ คือ

ลำเค็ญครวญเข็ญใจ ควาญช้างไปหานงคราญ
เชิญขวัญเพ็ญสำราญ ผลาญรำคาญลาญระทม
เผอิญเผชิญหาญ เหรียญรำบาญอัญขยม
รบราญสราญชม ดอกอัญชันอัญเชิญเทอญ
ประจญประจัญบาน ผจญการกิจบังเอิญ
สำคัญหมั่นเจริญ ถือกุญแจรัญจวนใจ
รามัญมอญจำเริญ เขาสรรเสริญไม่จัญไร
ชำนาญชาญเกรียงไกร เร่งผจัญตามบัญชา
จรูญบำเพ็ญยิ่ง บำนาญสิ่งสะคราญตา
ประมวญชวนกันมา สูบกัญชาไม่ดีเลย.

การเขียน บัน และ บรร
คำไทยที่ใช้ บัน นำหน้า คำไทยที่ปรากฏนอกจากกลอนบทนี้นี้ให้ใช้ บรร

บันดาลลงบันได บันทึกให้ดูจงดี
รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง
บันโดย บันโหยให้ บันเหินไปจากรวงรัง
บันทึงถึงความหลัง บันเดินนั่งนอนบันดล
บันกวดเอาลวดรัด บันจวบจัดตกแต่งตน
คำ บัน นั้น ฉงน ระวังปน กับ ร - หัน.

ตัว ทร ที่ ออกเสียง ซ มีใช้อยู่ 17 คำ

ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี
มัทรี อินทรีย์มี เทริด นนทรี พุทราเพรา
ทรวงไทรทรัพย์แทรกวัด โทรมนัสฉะเชิงเทรา
ตัว ทร เหล่านี้เรา ออกสำเนียงเป็นเสียง ซ
คำไทยที่ใช้ จ สะกด
ตำรวจตรวจคนเท็จ เสร็จสำเร็จระเห็จไป
สมเด็จเสด็จไหน ตรวจตราไวดุจนายงาน
อำนาจอาจบำเหน็จ จรวดระเห็จเผด็จการ
ฉกาจรังเกียจวาน คนเกียจคร้านไม่สู้ดี
แก้วเก็จทำเก่งกาจ ประดุจชาติทรพี
โสรจสรงลงวารี กำเหน็จนี้ใช้ตัว จ.

คำที่ใช้ ช สะกด มีอยู่คำเดียว คือ กริช

คำที่ใช้ ร สะกด
กำธร จรรโจษ จรรโลง สรรเสริญ อรชร พรรลาย พรรเอิญ ควร ประยูร ระเมียร ละคร พรรดึก

คำไทยที่ใช้ ตัว ล สะกด เช่น
ตำบลยุบลสรวล ยลสำรวลนวลกำนัล
บันดาลในบันดล ค่ากำนลของกำนัล
ระบิลกบิลแบบ กลทางแคบเข้าเคียมคัล
ดลใจให้รางวัล ปีขาลบันเดินเมิลมอง.

คำไทยที่ใช้ ส สะกด เช่น จรัส จรส จำรัส ดำรัส ตรัส ตรัสรู้

คำไทยที่ใช้ ง สะกด ต่อไปนี้ไม่ต้องมี ค การันต์ (คำพวกนี้มักเขียนผิดบ่อย ๆ )
จำนง ชงโค ดำรง ธำรง ประมง ประโมง พะทำมะรง พะอง สะอาง สำอาง

การอ่านออกเสียง
ตัวอย่างการอ่านออกเสียง

กรณี = กะ - ระ - นี, กอ - ระ- นี
ปรปักษ์ = ปะ - ระ - ปัก, ปอ - ระ ปัก
กรกฎ = กอ - ระ - กด
ธรณี = ทอ - ระ - นี
มรณา = มอ - ระ - นา

คำที่มีตัวสะกดเป็นพยัญชนะวรรค และมีพยัญชนะที่ตัวตามซึ่งเรียกว่าตัวตามเป็นพยัญชนะวรรคด้วย หรือ เป็น ศ ษ ส มักไม่ต้องออกเสียง อะ ตามหลังตัวสะกด เช่น

อัปสร = อับ - สอน
สัปดาห์ = สับ - ดา

ถ้าตัวสะกด เป็น ย ร ล ว ศ ษ ส ให้ออกเสียง อะ ตาม หลัง เป็นเสียง อะ ไม่เต็ม เสียง เช่น

ไอยรา = ไอ - ยะ - รา
มารยาท = มา - ร - ยาด
กัลปาวสาน = กัน - ละ ปา - วะ - สาน
ศุลกากร = สุน - ละ - กา - กอน
บุษบา = บุด - สะ - บา
ศิษยานุศิษย์ = สิด - สะ - ยา - นุ - สิด
พิสดาร = พิด - สะ - ดาน
ทฤษฎ๊ = ทริด - สะ - ดี
แพศยา = แพด - สะ - หยา
ขนิษฐา = ขะ - นิด - ถา
สันนิษฐาน = สัน - นิด - ถาน
อธิษฐาน = อะ - ทิด - ถาน

คำที่มาจากภาษาบาลีบางคำ ก็ออกเสียง อะ ตามหลังตัวสะกด เป็นเสียงไม่เต็มมาตรา เช่น

ลัคนา = ลัก - ขะ - นา
อัคนี = อัก - คะ - นี
อาตมา = อาด - ตะ - มา
อาชยา = อาด - ชะ - ยา
ปรัชญา = ปรัด - ชะ - ยา

คำสมาส
คำสมาส คือคำที่มาจากบาลีสันสกฤต ตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป รวมกันเกิดเป็นคำใหม่ มีความหมายเนื่องกับคำเดิม เช่น

ราชการ (ราช + การ) = ราด - ชะ - กาน
จุลสาร (จุล + สาร) = จุล - ละ - สาน
สารคดี (สาร - คดี) = สา - ระ - คะ - ดี
ชาติภูมิ (ชาติ + ภูมิ) = ชาด - ติ พูม

มีคำสมาส บางคำไม่นิยม อ่านออกเสียงสระต่อเนื่องกัน เช่น
ธนบุรี = ทน - บุ - รี
สมุทรปราการ = สมุด - ปรา - กาน
ธาตุวิเคราะห์ = ทาด - วิ - เคราะ

คำสมาส ที่ออกเสียงได้ ทั้ง 2 อย่าง เช่น
เกตุมาลา = เกด - มา - ลา, เกด - ตุ - มา - ลา
ราชบุรี = ราด - บุ - รี , ราด - ชะ - บุ - รี
ประถมศึกษา = ประ - สึก - สา , ประ - มะ - สึก - สา
เพชรบุรี = เพ็ด - บุ - รี , เพ็ด - ชะ - บุ - รี

บางคำไม่ใช่คำสมาส แต่นิยมออกเสียงอย่างคำสมาส เช่น
เมรุมาศ = เม - รุ - มาด
มูลค่า = มูล - ละ - ค่า
คุณค่า = คุน - นะ - ค่า
ทุนทรัพย์ = ทุน - นะ - ซับ
พลเรือน = พน - ละ - เรือน

อ่านอย่างไร เขียนอย่างไร

คำ - วิธีเขียน วิธีอ่าน 1 วิธีอ่าน 2 ความหมาย
เกษตรศาสตร์ กะ - เสด - ตระ - สาด - วิชาว่าด้วยเกษตรกรรม
เกษียน กะ - เสียน - ข้อความที่เขียนแทรก
เกษียณ กะ - เสียน - เกษียณอายุราชการ
เกียรติประวัติ เกียด - ติ - ประ - หวัด เกียด - ประวัติ -
ขยุกขยิก ขะ - หยุก - ขะ - หยิก - ไม่อยู่นิ่ง ๆ
คมนาคม คะ - มะ - นา - คม คม - มะ - นา - คม
คฤหัสถ์ คะ - รึ - หัด - ผู้ครองเรือน
คฤหาสน์ คะ- รึ - หาด - เรือนอันสง่าผ่าเผย





 

Create Date : 16 ธันวาคม 2548    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2552 14:51:42 น.  

1  2  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.