IMPOSSIBLE IS NOTHING
Group Blog
 
All blogs
 

จักรวาล 1x1 เมตร จักรวาลของฉัน จักรวาลของเธอ





1...

เป็นหนังสือเล่มแรกของปีนี้ที่เราอ่านรวดเดียวจบ!!!
เพราะที่จริงแล้วเรามีหนังสือที่หยิบมาอ่านแล้วหลายเล่ม
แต่ก็วางมันลง หยิบ วาง หยิบ วาง อ่านไม่จบสักที
รู้สึกว่าตัวเองอ่านหนังสือช้ากว่าเดิม
และเริ่มเบื่อหนังสือบางแนวที่เคยชอบอ่าน
หันมาอ่านอะไรง่ายๆ สบายๆ
ที่จะสามารถจะดื่มกินแรงบันดาลใจจากมันได้


“จักรวาล 1x1 เมตร” ก็คือหนังสือเล่มนั้น


ฉันเห็นหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกตอนที่เธอถูกวางอยู่บนชั้นหนังสือ
ได้หยิบขึ้นมาเปิดดูด้วยความสนใจ
แต่ด้วยความที่วันนั้นตัวเองต้องการอ่านงานประเภทสารคดี
ฉันก็เลยวางมันลงอย่างจำใจ
และก็พาเพื่อนใหม่อีกเล่มหนึ่งออกจากร้านแทน


และเมื่อวันก่อนนี้เอง ฉันก็ได้ยินชื่อของเธออีกครั้ง...


ขวัญคุยกับอาจารย์ว่าอยากทำสารคดีแนวสัมภาษณ์แบบเรื่อง “จักรวาล 1x1 เมตร” ที่ตัวเองปลื้มมาก


“จักรวาล 1x1 เมตร”

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินชื่อเธอจากปากคนอื่น
แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันกลับมาสนใจเธออีก




2...

เมื่อวานมีงานหนังสือในสวนที่คณะ
มีร้านหนังสือและสำนักพิมพ์มาออกร้านมากมาย
วันนี้เองที่ฉันเริ่มตามหาเธออีกครั้ง แล้วเราก็ได้พบกันอีก...


แต่เธอช่างมีสภาพที่แตกต่างจากเธอที่วางในร้านหนังสือนั้นมาก

เธอคลุกฝุ่นจนฉันแทบจำเธอไม่ได้
แต่เอาเถอะ...
หนังสือคลุกฝุ่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ฉันไม่ซื้อหนังสืออีกต่อไป


เพราะว่าเดี๋ยวนนี้ฉันซื้อหนังสือด้วยหัวใจ
ฮิ้ววว ซื้อด้วยหัวใจที่อยากอ่านไงล่ะ


ฉันไม่สนใจว่าเธอจะเปรอะเปื้อนสกปรกมอมแมมอย่างไร
แต่เพราะเธอที่เป็นแบบนี้ต่างหากที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า...

เราจะต้องเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแน่ๆ




3...

ฉันเผลอส่งเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กคนเดียวบนรถเมล์
จนคนที่นั่งอยู่แถวนั้นหันมามองด้วยความสงสัย
แต่เอาเถอะ ก็ฉันสนุกสนานกับเรื่องที่เธอกำลังเล่าให้ฉันฟังอยู่นี่นา


คนมีความสุขมันก็ต้องยิ้ม หัวเราะสิ จะให้ร้องไห้รึ


ทุกคนมีจักรวาลของตัวเอง
จักรวาลของแต่ละคนอาจจะมีพื้นที่ไม่เท่ากัน
แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่มีใครแทนที่จักรวาลของใครได้
เพราะจักรวาลนั้นเป็นของส่วนตัว


และตอนนี้ฉันก็กำลังก้าวล้ำเข้าไปในเขตแดนจักรวาลของเธออยู่
พร้อมกันนั้นก็ก้าวเข้าไปนั่งเล่นในจักรวาลของใครหลายต่อหลายคนที่เธอรวบรวมไว้


ขอบคุณนะ ที่บอกกับฉันว่า


...ทุกคน ‘เชี่ยวชาญ’ ในทางของตน
เราจึงควรภูมใจใน ‘ดี’ ของตนเอง
และคน ‘ควรให้เกียรติ’ กัน




รู้จัก ม.ย.ร. มะลิ ได้ที่นี่ http://www.mayuread.com/




 

Create Date : 16 มกราคม 2553    
Last Update : 16 มกราคม 2553 11:32:43 น.
Counter : 424 Pageviews.  

พระราชาแตงกวา



รายละเอียด:
จู่ๆ ครอบครัวโฮเกลมันน์ก็มีพระราชาแตงกวาลี้ภัยจากห้องใต้ดินขึ้นมาอาศัยอยู่ในบ้าน เขาเป็นพระราชาที่ปวงประชาราษฎร์รังเกียจ และเป็นตัวแตงกวาที่สมาชิกครอบครัวโฮเกลมันน์อยากขับไล่ไปให้พ้นๆ ยกเว้นพ่อ กับนิกกี้ ลูกชายคนเล็ก ตั้งแต่วันแรกที่พระราชาแตงกวาเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้าน ความสับสนวุ่นวายก็เริ่มก่อตัวขึ้น ปัญหาที่แฝงอยู่ในครอบครัวค่อยๆ ปรากฏออกมาทีละน้อย และความลับที่ทุกคนปกปิดกันไว้ก็เริ่มเผยออกมา ยิ่งกว่านั้น แผนร้ายของพระราชาแตงกวายังทำให้ครอบครัวโฮเกลมันน์เกิดความสับสนวุ่นวายหนักขึ้นไปอีก พวกเขาจะกำจัดความยุ่งเหยิงเหล่านี้ได้อย่างไร ความจริงแล้วปัญหาของพวกเขามาจากพระราชาแตงกวาหรือมาจากอะไรกันแน่ และจะมีสิ่งใดที่ทำให้ครอบครัวโฮเกลมันน์กลับมาปกติสุขได้อีกครั้ง


ข้อมูลจาก: http://www.naiin.com




พระราชาแตงกวากับครอบครัวโฮเกลมันน์ : ความเหมือนที่แตกต่างของ “พ่อ” กับ “ตัวแตงกวา"



คริสทีเนอ เนอสลิงเงอร์ เขียนเรื่อง พระราชาแตงกวา เพื่อนำเสนอปัญหาในชีวิตประจำวันของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัว โดยใช้ครอบครัวโฮเกลมันน์เป็นตัวแทนของครอบครัวที่ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวที่มีความสุขดีครอบครัวหนึ่ง แต่ความจริงก็มีปัญหาเหมือนกัน ครอบครัวโฮเกลมันน์มีสมาชิกทั้งหมด 6 คน ประกอบไปด้วยคุณปู่ พ่อ แม่ มาร์ทีน่า พี่สาวคนโต โวล์ฟกัง (ผู้เล่าเรื่อง) น้องชายคนกลาง และนิกี้ น้องชายคนเล็ก ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปภายหลังการปรากฏตัวของพระราชาแตงกวา ผู้ถูกประชาราษฎร์คูมิ-โอริขับไล่ออกมาจากห้องใต้ดิน


ในครั้งแรกที่มาถึงพระราชาแตงกวาก็ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ครอบครัวโฮเกลมันน์เป็นอย่างมาก ก็จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร ในเมื่ออยู่ๆ ก็มีตัวแตงกวานุ่มๆ หยุ่นๆ เหมือน “แป้งหมักในถุงพลาสติก” มาเรียกร้องขอที่อาศัย แถมยังอ้างว่าตนเองนั้นเป็นถึง “พระราชาคูมิ-โอริที่สองแห่งราชวงศ์ลิเปอเดน”


โวล์ฟกังเล่าว่าพ่อของเขาพูดคำว่า “ไม่” ออกมาสามครั้ง แต่กลับกลายเป็นพ่อคนที่คุณปู่เคยออกเคยออกความเห็นว่า “ชอบกลับมาโวยวายที่บ้าน” และเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ “เคร่งครัดในประเพณี” กลับยอมรับการปรากฏตัวของพระราชาแตงกวาอย่างง่ายดาย




...พ่อชอบพูดว่า ถ้าพ่อบอกว่าไม่ ก็คือ ไม่ แต่คราวนี้ไม่ของพ่อไม่มีประโยชน์อะไรเลย เจ้าฟักทองแตงกวายังนั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะ... (หน้า 16)




การยอมรับพระราชาแตงกวาอย่างง่ายดายของพ่อนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าเจ้าตัวแตงกวาได้ได้กุมความลับอะไรสักอย่างของพ่อไว้ จึงทำให้พ่อไม่อาจขัดขวางการขอมาลี้ภัยทางการเมืองชั่วคราวของพระราชาแตงกวาได้ เนื่องจากพ่อเป็นคนแรกที่ลงไปยังห้องใต้ดินของบ้าน และไปลื่นล้มที่ตรงบันไดจนข้อเท้าเคล็ด ดังนั้นพ่อจึงไม่อนุญาตให้ทุกคนลงไปห้องใต้ดิน พ่ออาจจะเคยเห็นตัวฟักทองแตงกวามาก่อนแล้วก็ได้ แต่ก็ขลาดเกินกว่าที่จะยอมรับความจริง ดังนั้นการปรากฏตัวของพระราชาเป็นการตอกย้ำ “ความจริง” ที่พ่อเคยหลีกหนี และพระราชาแตงกวาเป็น “คนนอก” ที่พ่อไม่อาจออกคำสั่งได้เหมือนคนในครอบครัว


 ทั้งพ่อและพระราชาแตงกวามีอะไรหลายอย่างที่มีความคล้ายคลึงกัน พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีอำนาจสูงสุดภายในบ้าน ตัวฟักทองแตงกวาเองก็เป็นถึงชนชั้นสูงของคูมิ-โอริผู้อาศัยอยู่ในห้องใต้ดินชั้นล่าง มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประชาราษฏร์ แต่สิ่งที่แตกต่างกันในอำนาจของพ่อกับพระราชาแตงกวาก็คือ ทุกคนในบ้านยังยอมรับในอำนาจของพ่อ ในขณะเดียวกันกับที่พวกประชาราษฎร์คูมิ-โอริได้ปฏิเสธในอำนาจที่มีอยู่ของพระราชาแตงกวา โดยการก่อกบฏขับไล่พระราชาแตงกวาออกมา


อำนาจของพ่อยังคงมีอยู่จริง ในขณะที่อำนาจของพระราชาแตงกวากลายเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น ซึ่งแสดงออกให้เห็นจากการที่พระราชาแตงกวามักจะกระวนกระวายใจทุกครั้งที่มงกุฎของตนหายไป





“มงกุฎของเราอยู่ที่ไหน!  เราต้องการมงกุฎ!  เขาคลำหาที่ศีรษะอย่างตื่นตกใจ (หน้า 24)


พระราชาแตงกวาร้องครวญครางอยู่ตลอดเวลาว่า เขาต้องใส่มงกุฎเดี๋ยวนี้ เพราะถ้าไม่ใส่มงกุฎ ตัวก็เปลือยเปล่าล่อนจ้อน ทำให้คิดอะไรไม่ออก มีชีวิตอยู่ไม่ได้(หน้า 25)





ทุกครั้งหลังจากที่พระราชาแตงกวาได้มงกุฎคืน ก็เหมือนกับว่าอำนาจของตนได้กลับมาอีกครั้ง มงกุฎจึงเป็นตัวแทน “อำนาจ” ที่ไม่มีอยู่จริงของพระราชาแตงกวา


แต่หลังจากการเข้ามาอยู่ในบ้านโฮเกลมันน์ของพระราชาแตงกวา อำนาจที่พ่อเคยมีมาโดยตลอดก็กลับลดลงเรื่อยๆ คนในครอบครัวเริ่มไม่ยอมรับในอำนาจของพ่ออีกต่อไป หรือเพราะในความเป็นจริงแล้วอำนาจของพ่อก็เป็นเพียงสิ่งสมมติขึ้นมาเท่านั้น





...พอพ่อแต่งตัวเสร็จ ก็มายืนเอาเรื่องพวกเราด้วยท่าทางขึงขันดุดัน  พ่อถามว่า “เอาละ ใครจะเป็นคนอุ้มพระราชานั่งบนตัก”


คุณปู่ แม่ มาร์ทีน่าและผมต่างสั่นหัว นับเป็นครั้งแรกที่ไม่มีใครยอมทำตามคำสั่งของพ่อ  เราต่างก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน แต่พ่อแปลกใจยิ่งกว่า พ่อถามย้ำอีกถึงสองครั้ง แต่ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา (หน้า 37-38)





ทุกคนเริ่มแปลกใจกันว่าทำไมพ่อถึงดูแลเอาใจใส่พระราชาแตงกวานัก พ่อยอมทำอะไรที่ไม่เคยทำตั้งหลายอย่างเพื่อความสุขสบายของพระราชาแตงกวา พ่อหามันฝรั่งที่แตกยอดอ่อนไปให้พระราชาแตงกวา แม้ว่าจะต้องเอามือล้วงลงไปในถังขยะก็ตาม





มาร์ทีน่าทำส้อมหลุดมือด้วยความตกใจ “พ่อล้วงลงไปในถังขยะจริงๆ ด้วย”  เธออุทานเบาๆ


“ทั้งที่พ่อขยะแขยงมันจะตาย!” นิกบอก  แล้วพูดต่อว่า “แสดงว่าพ่อต้องรักตัวแตงกวามากๆ !”


“ทีเพื่อแม่ละก็” แม่พูด “พ่อไม่เคยแตะถังขยะเลยสักครั้ง!”  (หน้า 45)



ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปของพ่อที่มีต่อพระราชาแตงกวา ทำให้แม่ทะเลาะกับพ่อ และปัญหายุ่งๆ ภายในบ้านเริ่มจะส่อเค้าความวุ่นวาย ทุกคนในบ้านต่างเห็นตรงกันว่าพระราชาแตงกวานั้นเป็น “ต้นเหตุ” ของปัญหาทั้งหมด



“ถ้าเขาเป็นแตงกวาที่มีเหตุผลล่ะก็ เขาควรจะรีบหนีออกไปตั้งนานแล้ว เขาน่าจะเห็นนะ ว่าเขาคือตัวการที่ทำให้เกิดการทะเลาะกัน” (หน้า 47)





พระราชาแตงกวาจึงถูกคนในบ้านกีดกันไม่ให้มาร่วมโต๊ะอาหาร และห้ามออกมาจากห้องนอนของพ่อ พระราชาแตงกวาเองคงจะรู้ตัวว่าตนเองไม่มีอำนาจที่จะสั่งคนในครอบครัวโฮเกลมันน์เลย ดังนั้นระหว่างที่ทุกคนไม่อยู่บ้านพระราชาแตงกวาก็ไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ เที่ยวเสาะหา “ความลับ” ของคนในบ้านที่พ่อไม่เคยรู้ ทั้งกระดาษปลอมลายเซ็นพ่อของโวล์ฟกัง และพวงกุญแจของเขา ไหนจะสมุดบันทึกของมาร์ทีน่า และแผ่นกระดาษสองสามแผ่นของแม่มาเก็บไว้ เพื่อที่จะทำการ “แบล็กเมล์” ทุกคนที่ไม่ชอบหน้าเขา





“เราต้องการของสิ่งนี้นะ!  เราต้องเก็บมันไว้เป็นหลักฐาน ให้คุณโฮเกลมันน์ได้เห็นครอบครัวเลวๆ ของเขา!  พวกเขาไม่ชอบเรา!  เราจะลงโทษพวกเขาให้ถึงเวลานั้นก่อนเถอะ!” (หน้า 83)


 


เรื่องราวดำเนินไปต่อไปจนในที่สุดจนทุกคน(ยกเว้นนิกี้) เริ่มจะทนไม่ไหวกับการกระทำของพ่อและพระราชาแตงกวา แม่เริ่มจะประสาทเสีย โวล์ฟกังมีปัญหากับครูฮาสลิงเงอร์เรื่องการบ้านวิชาเลข มาร์ทีน่าทะเลาะกับเพื่อนชายของเธอ ในตอนแรกคุณปู่กับแม่ไม่ยอมพูดถึงพระราชาแตงกวาเลย





มาร์ทีน่าพยายามพูดกับแม่เรื่องพ่อกับตัวแตงกวาเหมือนกัน แต่แม่ไม่ยอมพูดด้วย แม่จะบอกทุกทีว่าคูมิ-โอริไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแม่ แม่ไม่สนใจ มันเป็นเรื่องของพ่อคนเดียว


...


คุณปู่ทำตัวเหมือนแม่เปี๊ยบ คุณปู่อธิบายว่า ธุระอะไรจะเอาเรื่องแตงกวาลี้ภัยมาคิดให้หนักหัว (หน้า 81)




ทุกคนรู้อยู่เต็มอกว่าเรื่องพระราชาแตงกวาไม่ใช่เรื่องของพ่อคนเดียว เป็นเรื่องของทุกคนในครอบครัว ปัญหามีนานแล้ว เพียงแต่เราไม่เคยสังเกตเท่านั้น พอพระราชาแตงกวาเข้ามา ทุกคนจึงเห็นปัญหาในบ้านชัดขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมรับความจริงและโยนความผิดทั้งหมดไปให้พระราชาแตงกวา




แต่แม่ก็ประสาทเสียอยู่ดี แม่เริ่มร้องไห้คร่ำครวญและสะอึกสะอื้นว่า ทั้งหมดเป็นความผิดของพระราชาคูมิ-โอริ


คุณปู่บอกว่า ไม่จริงหรอก แม่คิดไปเอง คูมิ-โอริเป็นคนแคระที่น่าชังก็จริง แต่ถ้าเป็นในครอบครัวธรรมดาๆ อย่างที่ควรจะเป็นแล้วล่ะก็ คูมิ-โอริ คงจะไม่ทำอะไรบ้าๆ ได้ขนาดนี้


แต่แม่บอกว่าพวกเราเป็นครอบครัวปกติและเรียบร้อยดีทุกอย่าง


จู่ๆ มาร์ทีน่าก็ร้องขึ้นมาว่า “ไม่จริง ไม่จริงค่ะ เราไม่ได้เป็นแบบนั้น! เราเป็นครอบครัวที่แย่ที่สุด! จะดูทีวีก็ต้องดูรายการที่พ่ออยากดู! จะกินอาหารก็ต้องกินอย่างที่พ่อชอบ! จะแต่งตัวอะไรสักหน่อยก็ต้องแต่งแบบที่พ่ออนุญาต! จะหัวเราะก็ต้องหัวเราะเมื่อพ่อพอใจ!” (หน้า 87-88)





เมื่อทุกคนทำใจยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้แล้ว ความจริงที่ทุกคนพยายามปิดบังเอาไว้ก็เลยพรั่งพรูออกมาจนหมด โวล์ฟกังจึงใช้โอกาสนี้เล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับครูฮาสลิงเงอร์ให้คุณปู่กับแม่ฟัง เมื่อคุณปู่กับแม่รู้ก็ไม่ได้ตำหนิเขาแต่อย่างใด กลับช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เขาสบายใจขึ้น และบรรยากาศภายในบ้านโฮเกลมันน์จึงกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง


เรื่องราวดำเนินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งโวล์ฟกังได้ลงไปยังห้องใต้ดินชั้นล่าง เพื่อพิสูจน์ว่าในห้องใต้ดินมีประชาราษฎร์คูมิ-โอริอาศัยอยู่จริงหรือไม่ และได้รู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง




ครั้นแล้วก็มีหัวเล็กๆ ห้าหัวโผล่ออกมาตรงขอบรู ทุกคนมีหน้าตาเหมือนคูมิ-โอริทุกประการ เพียงแต่ตัวไม่ได้เป็นสีแตงกวา แต่มีสีน้ำตาลหม่นๆ เหมือนสีของหัวมันฝรั่ง (...) มือของพวกเขาไม่ใช่มือเล็กบอบบางอย่างมือของตัวแตงกวา เมื่อเทียบกันกับส่วนหัวแล้ว มือสีน้ำตาลหม่นของพวกเขาใหญ่เทอะทะมาก นิ้วมือก็อ้วนใหญ่ทีเดียว (หน้า 102)


...ทั้งหมดมีผิวสีน้ำตาลหม่น รูปร่างผอมบาง และเล็กกว่าตัวแตงกวา แต่มือกับเท้าใหญ่กว่าตัวแตงกวามาก (หน้า 106)





จากการบรรยายลักษณะของประชากรคูมิ-โอริ เราจะสามารถสังเกตเห็นได้ว่าพระราชาแตงกวา กับประชาราษฎร์คูมิ-โอริ มีลักษณะที่แตกต่างกันอยู่มาก ถึงแม้ว่าหน้าตาจะเหมือนกันทุกประการ แต่ลักษณะของพระราชาแตงกวาเป็นลักษณะของชนชั้นสูง หรือพวกชนชั้นปกครอง มือเล็กบอบบางไม่เคยทำงานหนัก ในขณะที่ประชาราษฎร์คูมิ-โอรินั้นมือใหญ่ เท้าใหญ่ นิ้วอ้วน เป็นลักษณะของพวกใช้แรงงาน ทำงานหนัก ซึ่งอาจเปรียบได้กับชนชั้นกลางที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนให้ตนเองอยู่รอดในสังคมภายใต้การกดขี่ของพระราชาแตงกวา


“แตงกวา” และ “มันฝรั่ง” จึงอาจมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ก็ได้ และทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญในการปรุงอาหารของชาวเยอรมันมาก จากการสอบถามเพื่อนที่เรียนภาษาเยอรมันเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อนก็ได้ให้คำตอบว่า หน้าที่ของแตงกวาในอาหารเยอรมันนั้น คือ เครื่องเคียง เป็นผักที่เอาไว้ใช้ประดับตกแต่งอาหารให้ดูสวยงามน่ารับประทานและเพิ่มรสชาติของอาหาร แต่หน้าที่ของมันฝรั่งในอาหารเยอรมันนั้นสำคัญยิ่งกว่าแตงกวาเสียอีก มันฝรั่งเปรียบได้กับ “ข้าว” ของคนเยอรมัน เป็นอาหารจานหลักที่ขาดไม่ได้


พระราชาแตงกวาสำคัญตนผิด คิดว่าอีกไม่นานพวกประชาราษฎร์จะต้องมารับเขากลับไป หลังจากที่ขับไล่เขาออกมาจากห้องใต้ดิน เนื่องจากประชาราษฎร์คงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา แต่ประชาราษฎร์คูมิ-โอริกลับคิดอีกอย่างว่า





ตราบใดที่พวกชนชั้นสูงมีอำนาจปกครอง ลูกหลานชาวคูมิ-โอริไม่มีวันจะได้รับอนุญาตให้เข้าโรงเรียน มีแต่ลูกๆ ของพวกที่อยู่ชั้นบนเท่านั้นที่ได้ไปโรงเรียน และที่แปลงมันฝรั่ง ชาวคูมิ-โอริได้รับอนุญาตให้ปลูกมันฝรั่งแค่พอไม่ให้อดตายเท่านั้น เวลาที่เหลือทั้งหมด พวกเขาต้องไปเคี้ยวดิน เพื่อนำมาตกแต่ลวดลายพระราชวังให้พระราชา (หน้า 107)





เรียกได้ว่าโดนกดขี่แบบให้พวกประชาราษฎร์คูมิ-โอริโงหัวไม่ขึ้นกันเลยทีเดียว ไม่ให้เรียนหนังสือ ไม่ให้กินดีอยู่ดี แถมยังใช้แรงงานอย่างหนักอีกต่างหาก เรียกได้ว่าพระราชาแตงกวาใช้อำนาจในทางไม่ชอบ กดขี่ราษฎรเพื่อความสุขสบายของตนเอง


จากคำบอกเล่าของประชาราษฎร์คูมิ-โอริที่อาศัยอยู่ในห้องใต้ดินชั้นล่างทำให้โวล์ฟกังเข้าใจความเดือดร้อนที่ประชาราษฎร์คูมิ-โอริได้รับ และได้เห็นว่าพ่อของตนกับตัวแตงกวานั่นทำไม่ถูก พ่อต้องมีความลับอะไรบางอย่างกับตัวแตงกวาแน่ๆ โวล์ฟกังจึงพยายามที่จะทำให้นิกี้ น้องชายคนเล็กที่รู้เรื่องแผนการของพ่อกับตัวแตงกวาเป็นอย่างดีพูดความจริงออกมาให้ได้ ดังนั้นโวล์ฟกังจึงพามาร์ทีน่ากับนิกี้ลงไปทำความรู้จักกับประชาราษฎร์คูมิ-โอริ เมื่อได้เห็นความน่ารักอันบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของคูมิ-โอริตัวเล็กๆ นิกี้จึงบอกเขาเกี่ยวกับแผนการของพ่อและตัวแตงกวาที่พ่อจะช่วยให้พระราชาแตงกวากลับคืนสู่อำนาจโดยการฆ่าพวกคูมิ-โอริให้หมด เพื่อแลกกับการเลื่อนตำแหน่งให้พ่อเป็นผู้จัดการที่บริษัทประกันภัยรถยนต์


เมื่อได้รู้ความจริงทั้งหมดเด็กๆ เลือกที่ช่วยเหลือพวกประชาราษฎร์คูมิ-โอริ ขัดขวางแผนการของพ่อกับพระราชาแตงกวา และแม้ว่าจะต้องกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพ่อตัวเองก็ยอม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นแนวความคิดหนึ่งของคนเยอรมันที่เรียกกันว่า “anti-authority” ที่ให้สิทธิ เสรีภาพกับเด็กในการต่อต้านการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ หากเด็กไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพ่อแม่ พ่อแม่ทำตัวไม่ดี เด็กก็มีสิทธิ์ที่จะต่อต้านการกระทำของพ่อแม่ได้ เพราะเด็กก็คือ คนธรรมดาทั่วไปที่มีความคิดเป็นของตนเอง และต้องการเป็นตัวของตัวเอง


เรื่องราวของพระราชาคูมิ-โอริกับประชาราษฎร์จึงมีความคล้ายคลึงกับความสัมพันธ์ของ “พ่อ” กับสมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อแตกต่างจากพระราชาแตงกวา คือ การที่พ่อยังเป็นที่ต้องการของคนในครอบครัว ในขณะที่พระราชาแตงกวาไม่เป็นที่ต้องการของพวกคูมิ-โอริอีกต่อไป ดังที่เราจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่พ่อหายตัวไป ทุกคนต่างกระวนกระวายใจมาก โดยที่โวล์ฟกังบรรยายความรู้สึกของเขาว่า





ผมรู้สึกแปลกๆ  ที่จริงผมรู้สึกสองอย่าง รู้สึกโกรธพ่อและรู้สึกเป็นห่วงพ่อด้วย ทุกสิบห้านาทีที่ผ่านไป ความรู้สึกโกรธก็ยิ่งลดลง ความเป็นห่วงยิ่งทวีขึ้น และผมก็นึกถึงเรื่องดีๆ ของพ่อมาได้ตั้งหลายเรื่อง (หน้า 136)


 


ปัญหาทุกอย่างเริ่มคลี่คลายเมื่อพ่อกลับมาที่บ้าน หลังได้รับอุบัติเหตุในห้องใต้ดินของบริษัทประกันรถยนต์ แต่ปัญหาสำคัญที่สุดที่ทุกคนพยายามจะไม่นึกถึงยังคงอยู่ในบ้านพวกเขา นั่นคือ พระราชาแตงกวา ทุกคนปรึกษากันเพื่อหาทางกำจัดพระราชาแตงกวาออกไปจากบ้านอย่างละมุนละม่อมที่สุด แต่ก็ไม่มีใครคิดออกว่าควรจะทำอย่างไรกับตัวแตงกวาดี จนในที่สุด นิกี้ น้องชายคนเล็ก ตัดสินใจที่จะเป็นคนแก้ปัญหาเรื่องพระราชาแตงกวาด้วยตัวเอง


       


ผมมองออกไปทางหน้าต่างห้องครัว ข้างนอกมืด มีแต่แสงไฟจากหน้าต่างครัวเท่านั้นที่ส่องเป็นลำไปบนถนนโรยกรวดที่ทอดยาวไปยังประตูสวน นิกเดินผ่านลำแสงนั้นไป เขาเข็นรถเข็นตุ๊กตาไปด้วย ในรถเข็นมีพระราชาคูมิ-โอรินั่งอยู่ พร้อมกับมงกุฎบนศีรษะและกระเป๋าสะพายหลัง


แล้วนิกก็หายไปจากแสงไฟ ผมนั่งอยู่ที่หน้าต่างและดูนาฬิกา นิกโผล่มาที่แสงไฟสิบห้านาทีพอดีเป๊ะ พร้อมกับเข็นรถเข็นตุ๊กตามาด้วย แต่คราวนี้รถเข็นว่างเปล่า (หน้า 163)





ใครเลยจะคิดว่าเด็กอย่างนิกี้จะเป็นคนทำให้ปัญหาพระราชาแตงกวาคลี่คลายไปได้อย่างง่ายๆ แต่ก็อย่างที่โวล์ฟกังพูดไว้ ก็นิกไม่ใช่เด็กแดงๆ แล้วนี่นา



Free TextEditor




 

Create Date : 19 เมษายน 2552    
Last Update : 19 เมษายน 2552 22:29:23 น.
Counter : 587 Pageviews.  

อ่านคั่นเวลากับ...โมโม่








รายละเอียด: เรื่องของโจรที่ขโมยเวลาไปจากมนุษย์ ยุยงให้ผู้คนเก็บออมเวลา โดยการพักผ่อนให้น้อยลง ทำงานให้หนักขึ้น และเลิกเอาเวลาไปติดต่อสัมพันธ์กับเพื่อน และ เมื่อเมืองทั้งเมืองตกอยู่ในอำนาจของผู้ชายสีเทา โมโม่จำเป็นต้องเขาช่วยเหลือ ก่อนที่คนทั้งโลกจะไม่มีเวลาเหลือ

ข้อมูลจาก: http://www.naiin.com/





บ่อยครั้งที่ฉันมักจะเกิดความรู้สึกเสียดายเวลาที่เสียไปในแต่ละวัน
บางครั้งเวลาที่ฉันได้มามักหมดไปกับความเรื่อยเปื่อยของฉัน


ฉันมักจะเปรียบเทียบเวลาของฉันกับของคนอื่น
ทั้งที่รู้ว่าการเปรียบเทียบนั้นไม่ได้ทำให้เวลาของฉันเพิ่มมากขึ้นเลย
ตรงกันข้ามมันกลับน้อยลงๆ เรื่อยๆ ทุกนาทีและวินาที



แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันปฏิเสธไม่ได้ก็คือ...เวลาของเราเท่ากันทุกคน



ฉันเคยนึกสงสัยเพื่อนๆ ของฉัน
ว่าพวกเขาเอาเวลาที่ไหนไปทำอะไรได้ตั้งมากมาย
ในขณะที่ฉันกับเขาเรียนก็เรียนเหมือนกัน
มีหน้าที่อย่างอื่นที่ต้องทำเหมือนกัน

...และเวลาของเราก็เท่ากันด้วย



แต่ทำไมฉันจึงไม่สามารถใช้เวลาให้คุ้มค่าอย่างที่เพื่อนๆ ของฉันทำ?



ฉันเริ่มรู้สึกมานานแล้วว่าฉันเป็นคนใช้เวลาเปลือง
ควบคุมตัวเองไม่เป็น จัดไพออริตี้ไม่ได้
ว่าสิ่งไหนควรทำก่อน ทำทีหลัง
และบ่อยครั้งฉันมักจะเสียเวลาไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ที่ไม่ควรเก็บมาคิดมาก


แต่...
ฉันก็มีความสุขไม่ใช่เหรอ? กับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้
สิ่งที่ฉันให้ความสำคัญ แม้รู้ว่ามันเป็นเรื่องเสียเวลา
...แม้แต่ในความคิดของฉันเอง


ช่วงที่ฉันเบื่อหน่าย ใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปวันๆ
บางทีรู้สึกว่าตัวเองเริ่มทำตัวไร้ค่า เรื่อยเปื่อย
ฉันมักจะหยิบ "โมโม่" ขึ้นมาอ่านเสมอ


โมโม่ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น
โมโม่คือเพื่อนที่ฉันรู้จักคนหนึ่งและนับถือเธอมาก
โมโม่สอนให้ฉันเรียนรู้อะไรๆ ตั้งมากเกี่ยวกับ "เวลา"
แน่นอนล่ะว่าโมโม่คือหนึ่งในคนที่ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากที่สุด
มีความสุขกับเวลาที่เธอใช้ โดยที่ไม่นึกเสียดายทีหลัง












ในโลกที่หมุนเร็วจนน่ากลัว ทุกคนกลับถูกเรียกร้องให้ประหยัดเวลามากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนคิดเพียงแต่จะหาวิธีการประหยัดเวลา ประหยัดเวลาและประหยัดเวลา โดยละเลยสิ่งที่สำคัญมากกว่าการประหยัดเวลา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่การได้ทำสิ่งที่ตนรัก


"...ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตว่า ที่เขาลดการใช้เวลานั้น อันที่จริงแล้วเขาได้ลดการใช้สิ่งอื่นไปพร้อมกันด้วย ไม่มีใครยอมรับว่าชีวิตของเขากลับน่าสงสารมากขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำซากขึ้นและเย็นยะเยือกขึ้น..."


"...เวลาคือชีวิต และชีวิตสถิตอยู่ในหัวใจ
ยิ่งมนุษย์ประหยัดมันมากเท่าไร กลับยิ่งทำให้มีน้อยลงเท่านั้น"



กลายเป็นว่าตอนนี้เราต้องทำงานแข่งกับเวลา "เวลาเป็นเงินเป็นทอง" ไม่ใช่ "เวลาคือชีวิต" อีกต่อไป ทุกอย่างต้องมีเวลากำกับ ยิ่งทำเสร็จเร็วเท่าไรยิ่งดี แต่มนุษย์หารู้ไม่ว่ายิ่งแสวงหาและพยายามมากเท่าไร เวลาก็ไม่เคยพอ




ยิ่งวันเรากลับยิ่งต้องการมันมากขึ้นเรื่อยๆ




โจรขโมยเวลาหรือ "พวกผู้ชายสีเทา" ในเรื่องนี้ก็จะไม่มีวันมาทำลายชีวิตของมนุษย์ได้เลย หากว่ามนุษย์เข้มแข็งพอและไม่เปิดโอกาสให้โจรขโมยเวลาเหล่านี้มาครอบงำจิตใจของตน



แต่ทว่ายิ่งมนุษย์เจริญก้าวหน้ามากเท่าไร มนุษย์ยิ่งอ่อนแอและเปราะบางมากขึ้นเท่านั้น



มิฆาเอล เอ็นเด้ ผู้เขียนเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็น "ความจริง" ดังที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ แต่มันยังเป็นความจริงที่"สมจริง"ในโลกปัจจุบันด้วย.




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2551 10:48:03 น.
Counter : 316 Pageviews.  

งานหนังสือกับฉัน




เมื่อวันเสาร์ไปเดินงานหนังสือกับพี่มาค่ะ สนุกมากๆ เลยการได้อ่านซื้อหนังสือหนังสือที่ชอบนี่มีความสุขจัง แม้ว่าหลังเดินออกจากงานแล้วจะพบว่าตัวเองจนลงก็ตาม

ปีนี้แปลกตากว่าทุกปีตรงที่มีบูธขายหนังสืออยู่ด้านนอกด้วย มีอาหารและเครื่องดื่มชวนหิวเต็มไปหมดเช่นกัน ฉันกับพี่เลยตกลงใจที่จะกินก่อนแล้วค่อยเข้าไปข้างใน ไม่ว่ายังไงเรื่องกินสำคัญเสมอ ^^"

มางานหนังสือนอกจากหนังสือแล้ว ฉันสนใจสมุดบันทึกด้วยเหมือนกัน เป็นพวกชอบสะสมสมุดบันทึกแบบว่าเห็นสมุดบันทึกจะชอบซื้อเก็บไว้ แล้วก็ไม่เคยเขียนหมดซะที

คราวนี้ได้สมุดบันทึกมาสามเล่ม เล่มที่ถูกใจที่สุดเป็นเล่มที่ซื้อจากบูธที่ขายการ์ดอวยพรแผ่นละ 5 บาท บูธอยู่ตรงโซน C ชั้นบนที่มีร้านนายอินทร์ แบบว่าจำได้เค้ามาขายทุกปี

ฉันชอบสมุดบันทึกมีเส้นมากกว่าสมุดบันทึกไม่มีเส้นนิดหน่อย เพราะว่าฉันเป็นคนเขียนเอียงไปเอียงมา ก็เลยต้องมีเส้นบรรทัดในการเขียนสักหน่อย ชีวิตเราจะได้เป็นระเบียบมากขึ้น (ตรงไหน?) แต่สมุดบันทึกไม่มีเส้นก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง ตรงที่เราไม่มีเส้นมาคอยกำกับว่าเราต้องเขียนตามนี้นะ ไม่จำกัดจินตนาการและอิสระทางความคิดของตัวเรา

ไปๆ มาๆ จะสรุปว่าตัวเองชอบทั้งสองแบบนั่นแหละ หุหุ

มางานหนังสือทำให้ฉันเป็นงงว่าในเมื่อคนเยอะขนาดนี้ เค้ายังว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือกันอีก แล้วที่มีข่าวคนไทยอ่านหนังสือปีละหกบรรทัดนี่มันจริงเหรอ ในเมื่อเวลามีงานสัปดาห์หนังสือหรืองานมหกรรมหนังสือทีไร ก็มีคนให้ความสนใจมากมายทุกครั้ง

อีกอย่างที่เป็นเสน่ห์ของงานหนังสือที่ทำให้ฉันหรือใครต่อใครพากันมา ก็คงเป็นเพราะการที่เราจะได้พบปะพุดคุยกับนักเขียนคนโปรดยังไงล่ะ ฉันรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เจอกับนักเขียนที่ชอบ ติดตามผลงานมานาน อย่างปีที่แล้วเจอคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นอะไรที่ดีใจมากๆ เพราะฉันก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ถึงจะได้เจอท่านอีก

คราวนี้ฉันได้เจอคุณพนมเทียน นักเขียนชื่อดังที่เขียนเพชรพระอุมา เพชรพระอุมาทำออกมาเป็นฉบับการ์ตูนด้วย เพิ่งออกตอนแรกก็คือไพรมหากาฬ อยากอ่านเพชรพระอุมาจังแต่ก็กลัวติดงอมแงมไม่เป็นอันทำอะไร เอาไว้ก่อนแล้วกันนะ เลยได้เรื่องจุฬาตรีคูณมา

นักเขียนอีกคนที่ฉันไม่คิดว่าจะได้เจอเพราะตอนไปซื้อหนังสือก็ไม่เห็น กะว่าจะกลับแล้ว พอดีกับที่เค้าประกาศว่าพบกับนายาและพงศกรที่บูธเพื่อนดี ดีใจมากๆ ฉันกับพี่เลยพากันไปที่บูธเพื่อนดีอย่างรวดเร็ว

งานเขียนของคุณนายาเป็นแนวสืบสวนสอบสวน พี่สาวฉันนี่เป็นแฟนนิยายคุณนายาเลยล่ะ ปลื้มสุดๆ ได้เจอตัวจริง เลยเอาเรื่องมาลัยที่ปลายทางไปให้เซ็น คุณนายาน่ารักเป็นกันเองมากๆ ถามพี่ฉันว่าอ่านเรื่องอะไรแล้วบ้าง อ่านหมดหรือยัง เป็นยังไงบ้างคะ

คุณหมอโอ๊ต พงศกร นักเขียนอีกคนที่ฉันชื่นชอบ เป็นนักเขียนที่สามารถเขียนได้หลากหลายแนว ทั้งลึกลับ ย้อนยุค สืบสวนสอบสวน อย่างตอนนี้ฉันกำลังอ่านเรื่องชุดปริศนามาเลศ ทะเลราตรี-มาลีสีเลือด-เคหาสน์เชือดใจ แต่ถ้าเรื่องแรกที่ฉันได้อ่านก็คือ สาวหลงยุค อ่านในสกุลไทย มางานหนังสือครั้งนี้ฉันซื้อเรื่องสร้อยแสงจันทร์ ได้ลายเซ็นมาด้วย ปลื้มใจจัง ^^

อีกคนฉันไม่คิดว่าจะได้เจอก็คือคุณกาละแมร์ เพราะได้ยินมาว่าจะมาตอนบ่ายโมง แต่ฉันไปตั้งบ่ายสี่โมงเย็นคงไม่เจอ ตัวจริงสวยจัง ได้ถ่ายรูปมาด้วยแต่อยู่ในกล้องพี่ค่ะ
เลยได้ปรากฏการณ์แห่งรักมาสองเล่ม เล่มนึงของฉันกับพี่ อีกเล่มซื้อฝากเพื่อนของฉัน
เค้าชอบคุณกาละแมร์มากๆ ได้ลายเซ็นสมใจ

ไปที่บูธคุณวินทร์ เลียววาริณได้หนังสือรอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง เจอคุณวินทร์ตัวจริงอายุยังน้อยๆ อยู่เลย แต่มากความสามารถแบบที่ต้องยกนิ้วให้ สร้างงานเขียนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เห็นประชาธิปไตยบนเส้นขนานพิมพ์ปกใหม่ สวยอย่างแรงแต่มีแล้ว เสียดายจัง

มาครั้งนี้สบายหน่อยซื้อเสร็จแล้วไม่ได้ขนกลับเอง ใช้บริการไปรษณีย์ไทยเอาไปส่งให้ที่บ้าน กล่องใหญ่ 190 บาท ส่งรวดเร็วทันใจดีมากเลย ประมาณสองวันก็ได้รับหนังสือแล้ว





รายชื่อหนังสือที่ได้มาจากงาน

1. เขียนฝันด้วยชีวิต - ประชาคม ลุนาชัย
2. เสื้อฝน เสื้อหนาว นิ้วเท้า+++วอฟเฟิล - พอลลี ฮอร์วาร์ธ
3. ชีลาร้ายที่สุด - จูดี บลูม
4. ตำนานแห่งเครื่องราง - อี. เนสบิต
5. ส.ป.ช.สร้างเสริมประสบการณ์บางชนิด - ป้อม-สมประสงค์
6. จุฬาตรีคูณ - พนมเทียน
7. รักครั้งสุดท้ายที่ปลายรุ้ง - Clear Ice
8. รักด้วยเล่ห์-ร้อยด้วยกล(เล่ม 1-2) - คีตภา
9. Kitchen Princess (เล่ม 1-4) - Natsumi Ando
10.วันดีๆ - ดวงตะวัน (แอบเปิดดู กรี๊ดดด นางเอกชื่อใหม่อ่ะ)
11.รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง - วินทร์ เลียววาริณ
12.สร้อยแสงจันทร์ - พงศกร
13.มาลัยที่ปลายทาง - นายา
13.อรุณในราตรี (กวีนิพนธ์) - ชมจันทร์
14.คุณยายหวานซ่าส์ส์ส์ - ชมัยภร แสงกระจ่าง
15.วินน์-ดิ๊กซี่ สุนัขร้านชำ ทำเหตุ - เคท ดิคามิลโล
16.สะพานอธิษฐาน - กิ่งฉัตร
17.ปรากฏการณ์แห่งรัก - กาละแมร์
18.DVD Arsenal 2005/2006 Farewell To Highbury Season Review
(อยากได้มากที่สุด หุหุ อาร์เซนอลที่รัก)
19.ไอน้ำ เล่ม 19



ปล. หมดตัว จำศีล กินแกลบ ใครก็ได้เลี้ยงข้าวที






 

Create Date : 10 เมษายน 2550    
Last Update : 17 มีนาคม 2551 10:18:14 น.
Counter : 283 Pageviews.  

หนังสือกับฉัน




หลังจากอ่านนิยายและหนังสือการ์ตูนมาอย่างเมามัน
ให้สาสมกับความอยากที่สะสมมาเป็นเวลานาน
เริ่มอยากลองอ่านหนังสือในแนวอื่นๆ บ้าง
ก็เลยไปค้นในตู้หนังสือหนังสือที่แสนรกของตัวเอง

น่าแปลก...ที่หนังสือบางเล่มที่เห็นเกือบลืมไปแล้วว่าเคยมี
หนังสือหลายเล่มทีเดียวที่ฉันยังไม่เคยหยิบขึ้นมาอ่าน
หนังสือหลายเล่มเช่นกันที่จำได้ว่าอ่านเมื่อนานมาแล้ว


การอ่านหนังสือของคนเรามันเป็นไปตามวัยหรือเปล่านะ...


ตอนที่ฉันเริ่มอ่านหนังสือจริงๆ ก็คงจะเป็นตอนประถมปลายนี่ล่ะ
หนังสือเล่มแรกที่ฉันอ่าน คือ แอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม
เรื่องนี้อ่านเพราะคุณครูที่สอนสังคมเล่าให้ฟัง
กว่าจะอ่านจบได้ก็ใช้เวลานานทีเดียว

หลังจากนั้นก็มีคนแนะนำให้ฉันอ่านเจ้าชายน้อย
บอกตามตรงเลยตอนนั้นอ่านไม่รู้เรื่อง
อ่านจบทั้งเล่มรู้แค่ว่าภาพที่เจ้าชายน้อยวาดตอนต้นเรื่อง
คือ งูเหลือมที่นอนย่อยหลังจากที่กลืนกินช้างเข้าไปทั้งตัว
ถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้กลับไปอ่านเจ้าชายน้อยอีก

ฉันคิดว่าการที่เราจะอ่านหนังสือได้เข้าใจมากเพียงใด
ขึ้นอยู่กับวัยและประสบการณ์ของเราด้วย
อย่างตอนเด็กฉันชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชน
ตัวละครทุกตัวเป็นเพื่อนของฉัน เพื่อนวัยเดียวกัน
ที่พวกเขาเข้าใจฉัน และฉันก็เข้าใจพวกเขา

พอโตขึ้นมาหน่อย
ฉันก็เริ่มอ่านนิยายและหนังสือแนวอื่น
ฉันก็ยังคงชอบวรรณกรรมเยาวชนอยู่ดี
แต่ก็ไม่มากเท่าตอนเด็กๆ

อีกเรื่องที่น่าแปลก...
เคยเป็นกันไหมที่หนังสือเล่มเดียวกัน
อ่านครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม...
จบลงด้วยความเข้าใจในหนังสือนั้นต่างกัน
อ่านครั้งแรกได้ความสนุก อ่านเอาเรื่อง
แต่อ่านครั้งที่สองเรารู้รายละเอียดของเรื่องแล้ว
อาจทำให้มองเห็นสิ่งที่เราละเลยไป
ซึ่งผู้เขียนต้องการจะบอกกับเราก็ได้
แต่การที่จะอ่านครั้งถัดมาได้
แสดงว่าหนังสือเล่มนี้มี 'อะไร'
ที่ทำให้เราอยากจะอ่านอีกครั้ง

ในโลกนี้มีหนังสือหลากหลายประเภท
หนังสือบางเล่ม อ่านครั้งเดียวแล้วจบ
หนังสือบางเล่มอ่านแล้วอยากอ่านซ้ำ
หนังสือบางเล่ม อาจจะเหมาะกับเรื่องบางเรื่องเท่านั้น


แต่...
หนังสือทุกเล่มจะมีคุณค่ามากที่สุด
หากเราได้อ่านมัน


ข อ บ คุ ณ โ ล ก นี้ ที่ มี ห นั ง สื อ







ปล.โค้ดเพลงจากคุณบัว fluffyboy101




 

Create Date : 23 มีนาคม 2550    
Last Update : 23 มีนาคม 2550 21:07:36 น.
Counter : 290 Pageviews.  

1  2  

สลิลลา No.1
Location :
ศรีสะเกษ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




กระต่ายตัวกวน
เจ้าตัวหัวเขียว
X
X
Friends' blogs
[Add สลิลลา No.1's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.