Once upon a time ...
Group Blog
 
All blogs
 
พม่า (อีกครั้ง)

พี่คนหนึ่งชวนไปพม่า ตอบรับอย่างง่ายดาย ค่าทัวร์ไม่ได้แพงมาก อยากไปพระธาตุอินทร์แขวนที่เดียว ที่อื่นในโปรแกรม เคยไปมาแล้วเมื่อ 11-12 ปีก่อน

ตอนนั้นไปกับแม่และพี่สาว ไปไหว้พระธาตุมุเตา ไปหงสา ไหว้พระนอนและอีกบางวัด อยู่กับเจดีย์ชเวดากองนานพอสมควร ตอนนั้นที่ไป ตรงกับวันวิสาขบูชา ได้เห็นเจดีย์ชเวดากองกับพระจันทร์ดวงโต เป็นความประทับใจที่ติดตาติดใจมานาน

ตอนนั้น ศรัทธายังไม่มากเท่าตอนนี้ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ไป บางที การที่เราสะสมอะไรหลายๆสิ่งจากการกระทำบางอย่างหรือการไปสักการะบางสถานที่ ก็อาจมีส่วนให้เรามาถึงวันนี้ ก็เป็นได้

ออกจากกรุงเทพฯเช้ามาก ก่อน 7 โมงเช้า ไปถึงโน่นก็เจอรถทัวร์มารับ แบ่งเสื้อผ้าบางส่วนใส่กระเป๋าเล็กเพราะจะต้องเปลี่ยนไปเป็นรถขนหมูตอนขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนในตอนเย็น แลกเงินกับไกด์ (เงินจ๊าด 25,000 จ๊าดต่อ 1,000 บาทไทย พันละสี่สิบบาท)

วันแรกไปหงสา ผ่านเจดีย์ไจ๊ปุ่น มีพระพุทธรูปปางประทับนั่งอยู่ 4 ทิศ ไกด์อธิบายว่าหมายถึงพระพุทธเจ้าในภัทรกัป ซึ่งที่ผ่านมามี 4 พระองค์ คือ กกุสันธะ  โกนาคมนะ  กัสสปะ และ พระพทุธโคดม ต่อจากนั้นก็ไปพระธาตุมุเตา ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในหงสา แล้วก็ไปที่พระราชวังของบุเรงนอง เขาเอาเมืองขึ้นมาตั้งชื้อประตูเมือง ก็แปลว่าได้เห็นร่องรอยที่ได้มาตีเมืองต่างๆตามนั้นจริง ไม่ใช่เรื่องแต่งที่เล่ากันมาหรืออ่านแค่ในตำราเรียนของที่ไหน แน่นอนว่ามีประตูเมืองอโยธยาเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

มีภาพวาดในนั้นที่ชอบมากคือภาพข้างล่างนี้ ไกด์เล่าว่า ขุนนางมีสองประเภท พวกหนึ่งคือ เป็นพวกเชื้อพระวงศ์ ไม่มีความสามารถอะไร แต่ความที่เป็นเชื้อพระวงศ์ เลยได้นั่งหน้า พวกนี้ใส่เสื้อสีเขียว ส่วนพวกที่มีความสามารถแต่ไม่มีเส้นสาย นั่งข้างหลัง จะใส่เสื้อสีแดง เขาก็แบ่งชัดเจนดีนะ


 ตอนบ่ายใกล้เย็นไปถึงทางขึ้นพระธาตุอินทร์แขวน ต้องเปลี่ยนรถเป็นรถเปิดประทุน 6 ล้อ เขาเรียกกันว่ารถขนหมูแต่เขาทำที่นั่งเหมือนรถสองแถว ระหว่างทางที่ขึ้นไป ยิ่งสูง ยิ่งสวย Smiley  มีน้ำตกอยู่ข้างทาง ทางก็ลดเลี้ยว หักศอกอยู่หลายจุด สุดท้ายก็ขึ้นไปได้อย่างปลอดภัย ให้คนรับจ้างขนกระเป๋าไปโรงแรม (ค่าจ้าง ใบละ 500 จ๊าด) ส่วนเราก็เดินไปเรื่อยๆ ไม่ถึงกิโลก็ถึงโรงแรม

ตอนเย็นใกล้ค่ำ อากาศเย็นนิดๆกำลังสบาย จากที่ปวดหัวเพราะหัวโยกตัวโยกกับการนั่งรถ เจออากาศดีดีเข้าไปก็ดีขึ้น ออกมาสักการะพระธาตุ คนพม่าขึ้นมาอยู่ที่ลานข้างบนกันเยอะมาก ไกด์บอกว่าเขามานอนค้างกันที่นั่น ไม่ได้พักโรงแรมแต่นอนกันบนลาน มีห้องอาบน้ำสาธารณะที่จะใช้ได้ 

นอกจากสักการะพระธาตุแล้ว ก็มีเทพทันใจอยู่ใกล้ๆกัน 

ช่วงที่ไปเป็นช่วงวันเพ็ญ พระจันทร์ดวงโตกับพระธาตุอินทร์แขวน งามดีจัง ไกด์เล่นคำได้น่ารัก เขาบอกว่าโรงแรมที่เราพักน่ะ เรทร้อยดาว ก็เป็นอย่างนั้นนะ ออกมาตอนตีสี่กว่าๆ หน้าระเบียงมืดเชียว มองไปข้างล่างก็มืด มองไปข้างบน ดาวเรียงกันระยิบระยับ พร้อมกับพระจันทร์ดวงโตอีกฟากหนึ่ง อากาศต่ำกว่า 20 องศา ไปซื้อข้าวตักบาตรพระพุทธ อาหารในถ้วยโฟมที่เขาขาย ตกถ้วยละ 500 จ๊าด ข้าวมีกลิ่นหอมเชียวล่ะ ก็เอาไปถวายที่เจดีย์แล้วกราบระลึกถึงพระพุทธเจ้าอีกครั้ง หลังจากนั้น เดินไปอีกฟาก ไปนั่งมองแม่ค้าขายก๊วยเตี๋ยว ทาแป้งทานาคา ไกลออกไปเป็นทะเลหมอก




ลงจากเขามา รู้สึกคลื่นไส้นิดหนึ่ง ทางมันหักศอกมากเกินไปและคนขับคันนี้ก็กระชากมากกว่าคันเมื่อวาน เลยมึนไปครึ่งวัน ไปดูพระนอน ระหว่างทาง ตอนเย็นก็ไปเจดีย์ชเวดากอง ที่ที่หลับตานึกถึงพม่าทีไร ก็จะมีแต่ภาพเจดีย์กับพระจันทร์ดวงโตติดตามานานหลายปี หลังจากอธิษฐาน ไปสรงน้ำพระประจำวันเกิด ก็เดินจงกรมรอบเจดีย์สามรอบ รูปที่ได้หลังจากเดินเหมือนมีกลีบดอกบัวแดงล้อมรอบเจดีย์ อาจเป็นเพราะมือถือเราเองด้วยล่ะ แต่ก็..ชอบนะ Smiley

อีกวัน ไปที่เจดีย์โบตาทาวน์ มีพระเกศาธาตุที่นั่น ในบริเวณเดียวกันมีพระพุทธรูปทองคำแล้วก็รูปปั้นนัตโบโบยีหรือเทพทันใจ จากนั้นก็ไปพระนอน (เจ๊าทัตจี) ปลายเท้าของพระนอนจะมีภาพมงคล 108 ภาพ ไปวัดพระเขี้ยวแก้ว แล้วก็โชคดีที่ช่วงนี้ เขาอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมา พร้อมกับพระธาตุของพระโมคลาและพระสารีบุตร อยู่ในผอบให้ได้เข้าไปมองชัดๆ

ส่วนที่ไปตลาด scott ร่วมสองชั่วโมง อันนั้เป็นช่วงที่เบื่อสุดๆ แต่ก็ได้เข้าไปเดินเล่นใน supermarket แถวนั้น สำรวจราคาสินค้าเปรียบเทียบกับบ้านเรา ไปอุ้มแตงโมลูกโต หนักเกิน 5 kg แต่ราคาประมาณ 100 บาทไทย อยากหอบกลับมาให้เแม่กินจัง

...........

โดยรวมก็ดีล่ะ สำหรับครั้งที่สอง แต่มีข้อสังเกตนิดนึงที่ต่างไปจากเมื่อ 11-12 ปีก่อน คือ คนพม่าที่เข้าวัดมานั่งสวดมนต์ นับลูกประคำ มีจำนวนน้อยลงไปมาก รู้สึกว่าบรรยากาศในการเข้าวัดไม่ขลังเหมือนก่อน มีแต่คนพม่าเข้ามา นั่งดูโทรศัพท์มือถือ ใช้มือถือถ่ายรูปบ้าง ดูอะไรกันบ้าง ดีที่ยังไม่มีเสียงเรียกเข้ามากวนใจเพราะการใช้มือถือที่นั่นก็ยังแพงอยู่ อีกหน่อยก็ตามคนไทยทัน ผู้นำแห่งสังคมก้มหน้า Smiley  ไกด์ยังเหน็บพวกเราเลยว่า ก่อนกินข้าว อย่าลืมถ่ายรูปอาหารด้วยนะครับ เพราะในยุคนี้ ก่อนกินข้าว เราต้องบูชาอาหารบน Facebook ก่อน

แต่ตามวัด ตู้กระจกทั้งหลายมีเงินบริจาคกองกันเต็มหลายๆตู้ ทั้งๆที่เป็นสถานที่เปิด ไกด์บอกว่าวัดแต่ละที่ กรรมการจะบริหารเงินบริจาคกันเอง เงินช่วยเหลือจากรัฐที่จะมาทนุบำรุงแทบจะไม่มีเลย อย่างน้อย นี่ก็ยังเป็นตัวชี้วัดอะไรบางอย่างของคนที่นั่น เพราะถ้าเป็นเมืองไทย ตู้ทึบ ล็อคกุญแจ ยังไม่เหลือเลยนี่นะ

แล้วก็ยังต้องถอดรองเท้าเหมือนเดิมไม่ว่าจะไปในเขตวัดไหน เจดีย์ไหน ถุงเท้าก็ไม่ให้ใส่ ยังชอบวัฒนธรรมแบบนี้อยู่นะ แม้ว่าหลายๆคนจะไม่ชอบเรื่องการถอดรองเท้าก็ตาม 

สิ่งที่ชอบและจำได้คือ เด็กนักเรียนใส่เสื้อสีขาว ผ้าซิ่นหรือโสร่งสีเขียว ถ้าเป็นคุณครูจะไว้ผมมวย ตอนเช้าๆ แต่ละคนจะหิ้วปิ่นโตไปโรงเรียน เพราะค่าครองชีพที่นั่นสูง ห่อข้าวไปถูกกว่าไปซื้อ 

และก็ต้นไม้ หลักๆที่เห็นจากย่างกุ้งคือ ต้นไม้ใหญ่รอบเมือง เป็นความเขียวที่ยังเหมือนเดิม ตอนมองจากเครื่องบินลงมา เห็นสายน้ำหลักที่แยกย่อยออกไป เหมือนเป็นผังของสายน้ำ เย็นดี ไม่ว่าจะจากแม่น้ำหรือจากต้นไม้

สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีมากๆอีกอย่างคือ คน กลุ่มครอบครัวเล็กที่เราไปด้วย มีเด็กสาวอายุ 18 ที่ยิ่งใกล้ชิดก็ยิ่งหลงรัก มีน้ากับแม่ที่อายุ 70 กว่าทั้งคู่ ผู้หญิงตัวเล็กที่เป็นมะเร็งทั้งคู่ แต่น้าแข็งแรงกว่าแม่ น้าพูดน้อย ไม่บ่นอะไรทั้งนั้น น้าเดินขึ้นบันไดหลายสิบขั้นได้เรื่อยๆ ไม่หอบ ไม่ต้องจูง ช่วงวันหลังๆ แม้แต่จังหวะในการไปนั่ง แล้วกราบพระ ก็ดูเรากับน้าจะเข้ากันได้ดีมาก เหมือนอยู่กับญาติสนิท ยังงั้นเลย ความเย็นของน้า แผ่มาให้เราสัมผัสได้เรื่อยๆ 

เด็กผู้หญิงคนนั้น หน้าตาเธอน่ารัก มารยาทเธอก็งาม กราบพระได้งาม เหมือนกราบมาจากใจ ป้าเธอคงสอนมาดีล่ะ แล้วเวลาที่เธอต้องดูแลย่า (เราเรียกว่าแม่) ก็ทำได้ดี อ่อนโยนและตั้งใจ พูดจาไม่มีกระชาก บทจะ selfie ตามประสาคนวัยนี้ เธอก็ทำท่าได้ทันสมัยกับวัยของเธอ เล่นแบดเป็นประจำ เดี๋ยวต้องท้ามาดวลกันหน่อย ภาษาอังกฤษก็พอไหว หลงรักเด็กคนนี้ไปแล้วเรา Smiley


ก็ดีนะ ... อีกครั้งกับพม่า

....

ขากลับเมืองไทย ไปนั่งที่สนามบินร่วมสองชั่วโมง ตอนที่เข้าไปรอตรงประตูเพื่อขี้นเครื่อง ถูกรมควันบุหรี่อยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่ากลิ่นมาจากไหน มองไปรอบๆก็ไม่เห็นมีใครสูบนะ กลับมาก็เริ่มเจ็บคอ ไอ ตื่นทั้งคืนเพราะไอไปร่วมสามคืน เสื้อผ้าต้องซักทั้งหมดรวมไปถึงผ้าคลุมไหล่ อันนี้แย่น่ะทั้งที่สนามบินก็ดูดีนะ







Create Date : 11 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2557 20:34:34 น. 0 comments
Counter : 180 Pageviews.

saifan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add saifan's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.