Group Blog
 
All blogs
 

โรคอ้วน (Obesity)



           เกิดจากการมีปริมาณไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้นปกติเพศชายจะมีปริมาณไขมันประมาณร้อยละ 18 -23 ส่วนเพศหญิงจะมีไขมันร้อยละ 25 – 30ดังนั้น ในเพศชายและเพศหญิงที่มีปริมาณไขมันมากกว่าร้อยละ 25 และร้อยละ 30 ขึ้นไปจะถูกจัดว่าเป็นโรคอ้วน โดยส่วนมากในเพศชายจะมีการสะสมของไขมันที่บริเวณเอวเรียกว่าอ้วนลงพุงหรืออ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล ส่วนในเพศหญิงไขมันมักจะสะสมที่บริเวณสะโพกและต้นขาเรียกว่า อ้วนแบบลูกแพร์ ที่สำคัญในคนที่อ้วนลงพุงมักจะมีปริมาณไขมันในอวัยวะภายในเพิ่มขึ้นด้วยซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผู้ที่อ้วนไม่ลงพุง ส่วนภาวะอ้วนลงพุงนั้นจะหมายถึงผู้ที่มีภาวะอ้วนร่วมกับเส้นรอบเอวตั้งแต่ 90 เซนติเมตรในเพศชาย และตั้งแต่ 80 เซนติเมตรในเพศหญิงการตรวจทั่วไปเพื่อจะดูว่ามีน้ำหนักตัวมากเกินไป หรือเป็นโรคอ้วนหรือไม่คำนวณได้ง่ายๆ คือ มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 23 ขึ้นไปหรือไม่ โดยสามารถคำนวณได้จาก

                     ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)= น้ำหนัก (กิโลกรัม) / ส่วนสูง(เมตร)2

เมื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายได้แล้วนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ดังนี้

ค่าดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 = ผอมเกินไป

ค่าดัชนีมวลกายเท่ากับ 18.5แต่น้อยกว่า 23 = เหมาะสม

ค่าดัชนีมวลกายเท่ากับ 23แต่น้อยกว่า 27.5 = น้ำหนักเกิน

ดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ27.5 = อ้วน


สาเหตุของโรคอ้วน

โรคอ้วนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุดังนี้

>>> 1. สาเหตุภายนอก

เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ง่ายคือ การตามใจปากมากเกินไปกินมากเกินความต้องการของร่างกายจึงทำให้ส่วนที่เกินนั้นถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกายถ้ามากเกินไปจะกลายไปเป็นไขมันพวกตามส่วนต่างๆของร่างกาย รวมถึงการออกกำลังน้อย

>>> 2. สาเหตุภายใน

เกิดจากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อเช่น ต่อมใต้สมองต่อมไทรอยด์สร้างไทรอยด์ฮอร์โมนน้อยกว่าปกติทำให้มีไขมันตามบริเวณต้นแขน ต้นขาและหน้าท้อง

>>> 3. กรรมพันธุ์

ถ้าพ่อแม่อ้วนทั้งสองคนลูกมีโอกาสอ้วนได้ถึง ร้อยละ 80 แต่ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนื่งอ้วน ลูกมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ40

>>> 4. จากการกินยาบางชนิด

ผู้ป่วยบางโรคที่ได้รับฮอร์โมนสเตียรอยด์เป็นเวลานานก็สามารถทำให้อ้วนได้และผู้หญิงที่ฉีดยาหรือกินยาคุมกำเนิดก็ทำให้อ้วนได้ง่ายเช่นกัน

>>> 5. เพศ

เพศหญิงมักอ้วนมากกว่าเพศชาย ด้วยอัตราส่วน 4:1

>>> 6. อายุ

เนื่องจากอายุที่มากขึ้นนั้นส่งผลทำให้ร่างกายมีความเชื่องช้า ใช้พลังงานน้อยลงกินมากกว่าใช้ ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่35 ปีขึ้นไปมักจะอ้วนง่าย อย่างไรก็ตาม สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคอ้วนมักเกิดจากการที่ร่างกายใช้พลังงานไปน้อยกว่าพลังงานที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายในแต่ละวัน


                                                      ขอบคุณความรู้ดีๆ จาก นพ.สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์

                                                      นิตยสาร SuccessMore (ปีที่ 2 ฉบับที่ 15 หน้า 24)




 

Create Date : 21 มกราคม 2560    
Last Update : 22 มกราคม 2560 13:14:17 น.
Counter : 191 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ผิวมันและรูขุมขนกว้าง

เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยดังนี้

1.สิว (Acne)

สิวพบบ่อยที่ผิวหนังบริเวณใบหน้าหน้าอกและหลังที่มีต่อมไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก มักเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นและในช่วงก่อน/หลังมีประจำเดือน ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวขยายใหญ่ขึ้นเมื่อต่อมไขมันขยายใหญ่ขึ้นจะมีน้ำมันที่เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ตามธรรมชาติของผิวถูกผลิตออกมาเพิ่มมากขึ้นในขณะที่น้ำมันเดินทางจากต่อมไขมันสู่ปากรูขุมขนมีบางแห่งที่ไม่สามารถบีบน้ำมันออกมาได้เนื่องจากมีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วในบริเวณปากรูขุมขนมากจนปิดกั้นทางออกของน้ำมันจึงเกิดการอุดตันขึ้นเมื่อรูขุมขุนเกิดอุดตันบวกเข้ากับเชื้อแบคทีเรียซึ่งปรกติแล้วก็อาศัยอยู่ตามผิวหนังและรูขุมขนเชื้อแบคทีเรียซึ่งไม่ชอบออกซิเจนก็จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็วผิดปรกติจนเกิดการอักเสบในรูขุมขนขึ้นเมื่อรูขุมขนเกิดอาการอักเสบขึ้นแล้วเม็ดเลือดขาวในร่างกายก็จะพยายามฆ่าเชื้อแบคทีเรียทำให้แสดงอาการเป็นตุ่มแดงบวม เจ็บ เป็นสิวอักเสบและเกิดเป็นหัวหนองในที่สุด

2.ผื่นอักเสบบริเวณผิวมัน

ผิวหนังอักเสบแบบนี้ชอบเกิดบริเวณกลางใบหน้าซึ่งเป็นบริเวณที่มีความมันมากผิวบริเวณดังกล่าวจะแบ่งตัวเร็วกว่าปรกติทำให้เซลล์ผิวหนังที่ยังไม่เจริญเต็มที่เคลื่อนตัวขึ้นมาชั้นบนของผิวหนังเร็วเกินไปเซลล์ที่ยังไม่แข็งแรงเหล่านี้จะไวต่อการรบกวนต่างๆ ทำให้เกิดอาการบวมแดง เห่ออักเสบและหลุดลอกเป็นขุยได้ง่าย อาการอักเสบถ้าเป็นน้อยๆหรือเพิ่งเริ่มจะมีลักษณะเป็นขุยลอกเป็นหย่อมๆ ถ้าคันมากจะเป็นผื่นแดงกว้างขึ้นมีขุยหนาลอกเป็นสะเก็ด อาจมีอาการคันร่วมด้วย บริเวณที่ชอบเป็นบ่อยได้แก่เหนือคิ้ว หัวคิ้ว ข้างจมูก ซอกจมูก ถ้าเป็นมากอาจลามไปขึ้นตามไรผม จอน หลังหูต้นคอ และลงไปเกิดที่หน้าอกและหลังได้ด้วยบางรายเป็นผื่นแดงและเป็นขุยหรือสะเก็ดหนาขณะที่บางรายเป็นผื่นและขุยที่ศีรษะเหมือนรังแค




 

Create Date : 27 มีนาคม 2559    
Last Update : 27 มีนาคม 2559 14:25:49 น.
Counter : 285 Pageviews.  

โรคข้อ (Joint Disease)

ความจริงที่เกี่ยวกับ โรคข้อ

        1.โรคข้อเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาระดับชาติที่สำคัญมากและเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะทุพพลภาพแต่จะพบได้บ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เป็นโรคที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมในการรักษาโรคนี้มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมากเช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียโอกาสการทำงาน

        2.ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบคนเป็นโรคข้อถึง 1 ใน 3 ของประชากรผู้ใหญ่ทั้งประเทศ ประมาณ 66 ล้านคนหรือเท่ากับประชากรไทยทั้งประเทศประมาณการค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคข้อในประเทศสหรัฐอมริกา สูงถึงปีละ 3.5ล้านล้านบาท

        3.ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคข้อสูงถึง 6 ล้านคน จากข้อมูลของมูลนิธิโรคข้อ ดังนั้นเราจึงควรมีความรู้ความเข้าใจโรคข้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคข้อเมื่อเรามีอายุมากขึ้น

โรคข้อเป็นกลุ่มโรคที่...

        เกิดการอักเสบขึ้นบริเวณโครงสร้างภายใน และภายนอกของข้อโดยมีลักษณะอาการเจ็บปวดตามข้อ ข้อบวม แดง ร้อน อาการ ฝืด ตึง ขัด ในการเคลื่อนไหวของข้อการสูญเสียการทำงานของข้อ การผิดรูปร่างของข้อ รวมไปถึงอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ


โรคข้อ บางโรคมีลักษณะ…

         ตามแบบที่กล่าวมาหรืออาจมีลักษณะที่แตกต่างไปบ้างซึ่งหากผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจเพียงพอก็สามารถดูแลและป้องกันมิให้โรคกำเริบได้แต่หากดูแลผิดวิธีหรือไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์อาจจะทำให้ข้อเกิดอาการอักเสบและกำเริบมากขึ้นจนถึงขั้นเรื้อรังหรือพิการถาวรก็เป็นได้


โรคข้อแบ่งเป็น 2ประเภทหลักๆ คือ

          1.กลุ่มโรคข้อที่มีลักษณะจากการรับน้ำหนักและการใช้งานมานานมีอาการเจ็บปวดข้อ ข้อบวม การฝืดตึงขัดของข้อ การสูญเสียการทำงานของข้อการผิดรูปร่างของข้อ แต่ไม่มีลักษณะของการแดงร้อนและกดเจ็บตามข้ออย่างชัดเจนอาทิเช่น กลุ่มอาการของโรคข้อกระดูกเสื่อมโรคข้อกระดูกสันหลังเสื่อม เป็นต้น

          2.กลุ่มโรคข้อที่มีลักษณะการอักเสบภายในข้อ มีอาการเจ็บปวดข้อบวม แดง ร้อน การกดเจ็บตามข้อ การฝืดตึงขัดของข้อ การสูญเสียการทำงานของข้อ การผิดรูปร่างของข้อ อาทิเช่น โรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อ โรคเกาต์โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคข้อ

          1.อายุ พบมากในผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มักจะเป็นในกลุ่มอาการของโรคข้อเสื่อม

          2.เพศ เพศหญิงจะมีโอกาสเกิดโรคข้อมากกว่าเพศชายถึง 2 เท่าตัว

          3.ความอ้วนหรือระดับน้ำหนักตัวมากมักทำให้ข้อเข่า ข้อสะโพก หรือข้อสันหลังต้องรับน้ำหนักมากกว่าธรรมดาซึ่งจะทำให้เสื่อมสภาพได้เร็วมากยิ่งขึ้น

          4.ข้อได้รับอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬาหรือจากทำงานส่วนมากมักเกิดบิรเวณข้อเข่า

          5.กรรมพันธุ์บางรายมีกระดูกอ่อนที่ผิดปกติมาแต่กำเนิด และอาการจะชัดเจนขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

          6.โภชนาการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจกระตุ้นให้เกิดผลึกเกลือต่างๆ อาหารที่ทำจากสัตว์ปีกทำให้เป็นโรคเกาต์


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคข้อ

1.โรคข้อเสื่อม

มักเกิดกับผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปส่วนมากพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งจะมีอาการเจ็บปวดตามข้อโดยมักจะเกิดบริเวณข้อเข่า ข้อนิ้วมือ กระดูกต้นคอและกระดูกสันหลัง ข้อจะติดขัดขยับไม่ค่อยออก อาจมีเสียงสั่นดังในข้อ ข้ออาจเป็นตุ่มนูน ข้อคดงอ หลวม คลอนได้

2.โรคเกาต์

มักเกิดกับผู้มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปพบว่าเพศชายเป็นโรคนี้สูงกว่าเพศหญิง ในระยะแรกการปวดบวมตามข้อมักจะเป็นๆหายๆและมักจะเป็นบริเวณโคนข้อ หัวแม่เท้าและข้อเท้า ระยะหลังพบว่าเป็นก้อนตามผิวหนังตามข้อเท้าและข้อศอกได้ อาจมีอาการปวดเอวและปัสสาวะเป็นเลือดมักจะเกิดร่วมกับคนที่มีโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

3.โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

มักจะเกิดกับคนที่อายุระหว่าง 20-50 ปีเพศหญิงจะพบว่าเป็นมากว่าเพศชายซึ่งอาการเจ็บปวดและบวมตามข้อมักจะเรื้อรังและเป็นในหลายๆข้อและจะมีอาการข้อยึดเป็นอย่างมากในตอนเช้าๆ ข้อมักจะบวม ระยะท้ายๆข้อจะคดงอและพิการผิดรูปร่างจะมีสามารถงอข้อได้ โรคนี้เป็นมากๆอาจถึงขนาดทำให้เป็นง่อยได้


การรักษา

1.การรักษาทางยา

ควรเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับโรคข้อชนิดนั้นๆและเหมาะสมกับปัญหาที่พบในระยะของโรค ยาบางชนิดนอกจากให้ผลของการรักษาที่ดีแล้วยังอาจสร้างอาการข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนแก่ผู้ป่วยได้ด้วยดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการใช้ยาแต่ละชนิด

· ภาวะแทรกซ้อนจากยาลดอักเสบแบบดั้งเดิม(NSAIDs)อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีแผลในกระเพาะอาหารเลือดออกในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

· ภาวะแทรกซ้อนจากยาสเตียรอยด์อาจทำให้อ้วน และความดันโลหิตสูง เบาหวาน กระดูกผุ ติดเชื้อง่าย

2.การรักษาทางกายภาพบำบัด

เป็นการรักษาเพื่อลดอาการและป้องกันการพิการของข้อและฟื้นฟูสมรรถภาพข้อให้ใช้งานได้ดีขึ้นการรักษาแบบนี้เป็นการรักษาที่จะต้องนำมาใช้ควบคู่กับการรักษาทั้งทางยาและการผ่าตัด

3.การรักษาทางการผ่าตัด

จะใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อพบว่าข้อมีความพิการที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยยาหรือกายภาพบำบัดการผ่าตัดจึงเป็นทางเลือกเพื่อแก้ไขความพิการหรือเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ข้อนั้นๆ


                                                                 ขอบคุณความรู้ดีๆจาก นพ.สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์

                                                                 นิตยสาร SuccessMore (ฉบับที่ 9 หน้า 24)




 

Create Date : 26 มีนาคม 2559    
Last Update : 26 มีนาคม 2559 9:58:55 น.
Counter : 289 Pageviews.  

การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

         แสงอาทิตย์ประกอบด้วยแสงต่างๆทั้งชนิดที่ตามองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแสงหรือรังสีอันตราย คืออุลตราไวโอเลตซึ่งเป็นรังสีประเภทที่ตามองไม่เห็นที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่ตามองเห็นได้รังสีอุลตราไวโอเลตมี 2 ชนิด คือ อุลตราไวโอเลต-เอ (UVA) มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 320-400 นาโนเมตรรังสีนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังและอุลตราไวโอเลต-บี (UVB) มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 280-320 นาโนเมตร และรังสีนี้เป็นต้นเหตุของฝ้า กระ รอยด่างดำของผิวหนัง

            ในความเป็นจริงมนุษย์เรายังค่อนข้างโชคดีที่ในบรรยากาศในชั้นสตราโตสเฟียร์มีก๊าซโอโซนที่มีความสามารถดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเลตได้ดี ทำให้รังสีผ่านลงมายังพื้นโลกน้อยลงแต่ปัจจุบันนี้ เราพบว่าปริมาณของโอโซนในบรรยากาศเหนือพื้นโลก นับวันจะมีน้อยลงทุกทีจากการถูกทำลายด้วยฝีมือมนุษย์ในโลกเรานั่นเอง เช่น มีการใช้สเปรย์ชนิดต่างๆเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีสารฟลูออโรคาร์บอน หรือที่เรียกว่า ฟรีออน ออกมารวมถึงการใช้กล่องโฟมมากขึ้นในผลิตภัณฑ์บรรจุอาหารซึ่งจะทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศมีปริมาณลดน้อยลง มีผลให้สกัดกั้นรังสีอุลตราไวโอเลตน้อยลงส่งผลให้รังสีอุลต้าไวโอเลตผ่านสตราโตสเฟียร์มายังโลกได้มากขึ้นเป็นอันตรายแก่มนุษย์และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อปกป้องผิวพรรณของเราจากรังสีอุลตราไวโอเลตซึ่งเป็นสาเหตุของฝ้ากระ รอยด่างดำและริ้วรอยแห่งวัยแล้ว จึงมีการใช้ครีมกันแดด (Sunscreen) กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนี้ซึ่งต้องมีความรู้และความเข้าใจ จะทำให้เราสามารถเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูงและเหมาะกับผิวของเราได้การเลือกใช้ครีมกันแดดจะสังเกตุเห็นข้างขวดหรือข้างกล่องครีมกันแดดจะมีคำว่า SPF และ PA อยู่มีความหมายอะไรเรามาทำความรุ้จักกับ SPF และ PA กันครับ

SPF(Sun Protection Factor)

             เป็นค่าระบุระดับการปกป้องผิวจากรังสีUVB คิดเป็นจำนวนเท่าของเวลาที่ผิวทนต่อรังสีอุลตราไวโอเลตหลังจากทาครีมกันแดดแล้วซึ่งโดยปรกติผิวของเราจะรับมือกับแสงแดด โดยปราศจากครีมกันแดดได้ประมาณ 20 นาทีขึ้นกับความแรงของแสงแดด ถ้าครีมกันแดดนั้นมีค่า SPF30 หมายถึงเราสามารถอยู่กลางแดดได้ 20x30 = 600 นาที

PA(Protection Grade of UVA)

            ในขณะนี้ยังไม่มีหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานในการวัดค่าการดูดซึมของรับสีUVA ดังนั้นจึงถือเอาคำว่าPA เป็นหน่วยวัดรังสีUVA โดยค่าPA นั้นจะมี3 ระดับคือ 

             PA+ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA

             PA++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง

             PA+++ หมายถึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด

             สารที่เป็นส่วนผสมในครีมกันแดดก็มีส่วนสำคัญที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของครีมกันแดดได้เป็นอย่างดีในปัจจุบันมีสารสำคัญที่เป็นส่วนผสมหลักๆในครีมกันแดดอยู่ 3กลุ่มตามกลไกในการทำงาน ดังนี้

1.กลุ่มสะท้อนแสง สารกันแดดกลุ่มนี้ทำหน้าที่สะท้อนหรือหักเหรังสียูวีออกไปจากผิวที่นิยมใช้คือ Titaniumdioxide (TiO2) และ Zinc Oxide (ZnO)

           ข้อเสียของสารกันแดดในกลุ่มนี้ คือ เมื่อทาแล้วจะทำให้หน้าขาวเกินไป 

2. กลุ่มดูดซับแสงส่วนใหญ่เป็นสารเคมีประเภทอินทรีย์ทำหน้าที่ดูดซับรังสียูวีให้มีความเข้มน้อยลงเมื่อผ่านไปสู่ผิวหนังสารกลุ่มนี้มีอยู่หลายชนิดซึ่งแต่ละชนิดสามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้มากน้อยไม่เท่ากันบางตัวกันแค่รังสียูวีเอ บางตัวก็กันแค่ยูวีบี ที่นิยมใช้คือ Parsol, Oxybenzone,Avobenzone เป็นต้น

          ข้อเสียของสารกันแดดในกลุ่มนี้ คือ สารบางตัวสามารถป้องกันรังสี UVA แต่ไม่สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ ในขณะเดียวกันสารบางไม่สามารถป้องกันรังสี UVA ได้แต่สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ ทำให้สูญเสียประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดด 

3.สารกันแดดที่ทำหน้าที่ทั้งสะท้อนและดูดซับรังสียูวีได้ทั้งสองอย่างในตัวเองซึ่งพึ่งจะพัฒนาขึ้นมาใหม่ในปัจจุบัน มีสารตัวเดียวในกลุ่มนี้คือ Methylene Bis – Benzotriazolyl Tetramethyl butylphenol หรือ Tinosorb® M ซึ่งเป็นสารที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการปกป้องผิวจากรังสียูวี

             ดังนั้นการเลือกซื้อครีมกันแดดจึงควรศึกษาส่วนประกอบของสารกันแดดว่าสามารถป้องกันรังสียูวีได้ตลอดทั้งช่วงหรือไม่โดยดูฉลากและส่วนประกอบที่ระบุเอาไว้ มีค่า SPF เท่าไหร่ ค่า PA กี่บวกต้องมีความคงตัวสูง ไม่ทำให้แพ้กันน้ำได้และติดทนนานก็จะยิ่งยอดเยี่ยม


ขอบคุณความรู้ดีๆจากนพ.สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์
      นิตยสารSuccessMore(ฉบับที่ 6 หน้า22-23)




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2557    
Last Update : 8 ธันวาคม 2557 19:53:06 น.
Counter : 167 Pageviews.  

โรคจากแสงแดด

           แสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องมายังโลกมีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์สัตว์ พืชพันธุ์บนโลกอย่างมหาศาล ให้ความสว่าง ให้ความอบอุ่นทำให้เกิดวัฏจักรของน้ำอย่างการเกิดฝนช่วยให้พืชสามารถสังเคราะห์แสงเพื่อเป็นอาหารแก่เรา ช่วยฆ่าเชื้อโรคช่วยสร้างวิตามินดี ทำให้กระดูกแข็งแรง กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทำให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยให้ระบบหายใจทำงานดีขึ้น กระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟินทำให้ร่างกายตื่นตัว มีจิตใจเบิกบานและยังมีประโยชน์อื่นอีกมากมายแต่ในขณะเดียวกันก็มีโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากแสงแดดโดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดดในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนตลอดทั้งปีในฉบับนี้ผมจึงอยากให้ความรู้ถึงโรคภัยที่มาจากแสงแดดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคทางผิวหนังเนื่องจากเป็นอวัยวะของร่างกายเราที่สัมผัสกับแสงแดดโดยตรงเพื่อที่เราจะได้ป้องกันดูแลสุขภาพร่างกายและผิวของเราให้แข็งแรงแลดูอ่อนเยาว์ไปตลอดครับ

โรคที่เกิดจากแสงแดด

1. กระ และ ฝ้า (Freckles and Melasma)

        กระแดดและฝ้าที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุจากการที่รังสียูวีบีไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีเมลาโนไซต์ (Melasma) ให้ผลิตเม็ดสีเมลานิน(Melanin) ซึ่งอยู่ในผิวหนังชั้นนอกส่วนล่าง(Epidermis)ให้ทำงานมากผิดปรกติเมื่อมีเมลานินมากขึ้น ผิวก็จะยิ่งมีสีเข้มขึ้นเมื่อมองดูจากผิวหนังด้านบนจึงเห็นผิวหนังมีสีไม่เท่ากัน ซึ่งแยกออกเป็น 2 ชนิดตามลักษณะดังนี้

1.1 กระมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลหรือสีดำ มักมีขนาดเล็กกว่า 0.5 ซม.พบได้บริเวณใบหน้าและผิวหนังส่วนต่างๆ ที่โดนแสงแดดเป็นประจำโดยทั่วไปแล้วเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก เป็นกรรมพันธุ์ในครอบครัวพบมากในคนผิวขาว และจะมีปริมาณและสีที่เข้มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นหรือถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด

1.2 ฝ้า มีลักษณะเป็นแผ่นสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลเข้มพบได้บริเวณใบหน้าตรงโหนกแก้มหน้าผาก จมูก และเป็นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ ฝ้าตื้นหรือฝ้าแดดเกิดจากแสงแดด ฝ้าลึก เกิดจากฮอร์โมนหรือสารเคมี และฝ้าผสมเกิดจากการเป็นฝ้าทั้งสองชนิดซ้อนทับกัน

2. รอยเหี่ยวย่น (Wrinkle)

แสงแดดเป็นอนุมูลอิสระรังสียูวีจากแสงแดดไปทำลายคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในชั้นผิวหนังทำให้ผิวขาดความเต่งตึงเกิดการหย่อนคล้อยนอกจากนี้รังสียูวียังไปทำลายอีลาสตินซึ่งเป็นเส้นใยโปรตีนที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นถูกทำลายเป็นเหตุให้ผิวไม่กระชับ เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นขึ้น เห็นเป็นตีนกาตามใบหน้าและรอบดวงตา

3. ผื่นแพ้แดด(Photodermatitis)

เป็นลักษณะของผื่นแพ้สัมผัส(AllergicContact Dermatitis) เมื่อผิวหนังสัมผัสกับสารชนิดหนึ่งแล้วโดนแสงแดดจนเกิดปฏิกิริยาการแพ้ในการสัมผัสกับแสงแดดก่อให้เกิดผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบขึ้นมาทันที อาการผื่นแพ้แดดที่เกิดขึ้นคือ บวมแสบร้อนที่ผิวหนัง มีผื่นแดงขึ้น อาจมีตุ่มน้ำเล็กๆใสๆขึ้นด้วย

4. ผิวไหม้จากแสงแดด (Sun Burn)

แสงแดดสามารถให้ความอบอุ่นเราได้แต่ถ้าเราอยู่ในที่แจ้งได้รับแสงแดดที่ร้อนมากและเป็นระยะเวลายาวนานโดยขาดความระมัดระวังก็จะทำให้ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสแสงแดดร้อนมากขึ้นจนเกิดอาการผิวไหม้ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ

         ระดับ 1มีการอักเสบเล็กน้อย มีอาการแดงหรือรู้สึกว่าคันที่ผิวหนัง

         ระดับ 2ผิวปวดแสบปวดร้อนและมีลักษณะบวมแดง วันต่อๆมาผิวหนังบริเวณนั้นจะลอก                   ออกเป็นขุย

          ระดับ 3 ผิวพุพองเหมือนโดนน้ำร้อนลวกเมื่อแกะออกจะเกิดแผล
          ทำให้
ติดเชื้อและอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้

5. มะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer)

หากผิวหนังสัมผัสแดดที่ร้อนเป็นประจำโดยไม่ได้ป้องกันผิวหนังบริเวณนั้นอาจเกิดความผิดปรกติขึ้น ทำให้กลายไปเป็นมะเร็งผิวหนังได้โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นไฝ มะเร็งผิวหนังมีหลายชนิดที่พบบ่อย ได้แก่มะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ Squamous cell carcinoma, ชนิดเบซัลเซลล์Basal cellcarcinoma, ชนิดเมลาโนมา Malignant melanoma

6. โรคต้อกระจก (Cataract)

ตาของมนุษย์ไม่เพียงแต่ได้รับแสงที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์โดยตรงเท่านั้นแต่ยังได้รับแสงจากการตกกระทบด้วย แสงแดดเป็นอันตรายต่อกระจกตาและเลนส์แก้วตาหากตาได้รับรังสีอุลตร้าไวโอเลตโดยที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ก็จะเป็นอันตรายต่อดวงตาเกิดโรคต้อกระจกขึ้นได้

7. โรคลมแดด (Heat Stroke)

เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส แสงแดดและความร้อนทำให้ร่างกายขาดน้ำทำให้เป็นลมแดดหรือตะคริวแดด พบบ่อยในผู้สูงอายุและมีโรคเรื้อรังโรคลมแดดยังเกิดขึ้นจากการออกกำลังที่หักโหมเกินไปในกุล่มผู้ใช้แรงงานและนักกีฬาโดยมีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หน้ามืด เป็นลม

8. โรคลูปัส(Systemic lupus erythematosus, SLE)

โรค SLE หรือโรคพุ่มพวงเป็นโรคภูมิต้านทานตนเองทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง ส่งผลร้ายต่ออวัยวะต่างๆในร่างกายของผู้ป่วย ผู้ป่วยโรคนี้เมื่อสัมผัสแสงแดดจะเกิดผื่นแดง บวมได้ง่ายโดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มและดั้งจมูก

โรคที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นโรคที่เกิดจากแสงแดดบางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ระวังและไม่ได้ป้องกันแสงแดดที่แรงๆผมเคยรักษาฝ้าและกระให้กับผู้ที่มีปัญหาในเรื่องนี้ ในคลินิกผิวพรรณความงามกว่าจะรักษาฝ้าและกระให้จางลงได้ ต้องใช้เวลาในการรักษายาวนาน 1-2 เดือนให้ใบหน้าขาวใสขึ้น ทั้งทำทรีทเม้นท์ ยิงเลเซอร์ให้ครีมรักษาฝ้ากลับไปใช้ต่อที่บ้าน แต่ช่วงเวลาเพียงแค่ 1 วัน ที่โดนแดดแรงๆจากการไปเที่ยวทะเลโดยที่ไม่ได้ใช้ครีมกันแดด ฝ้าและกระกลับมาเข้มเหมือนเดิมต้องเริ่มต้นทำการักษาใหม่อีกครั้ง เสียทั้งเวลาและเงินทองในการรักษา

ดังนั้นผมจึงอยากแนะนำให้ป้องกันภัยที่มาจากแสงแดดก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้นแล้วค่อยทำการรักษาและทางเลือกที่ง่ายที่สุดนอกจากการหลีกเลี่ยงการรับแสงแดดโดยตรง นั่นก็คือการทาครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูงพอในการปกป้องผิวของเราครับ

ขอบคุณความรู้ดีๆจากนพ.สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์
นิตยสารSuccessMore(ฉบับที่ 6 หน้า20)




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2557    
Last Update : 5 ธันวาคม 2557 15:13:17 น.
Counter : 83 Pageviews.  

1  2  

MP1982HY
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มอร์ส คอลลาเจน Mores Collagen ,ไฟโตวี่ Phytovy ดีท็อก Detox

Friends' blogs
[Add MP1982HY's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.