เวลาไม่เคยคอยใคร.... สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ.... ค่าของคน.....อยู่ที่ผลแห่งกรรมดี
Group Blog
 
All Blogs
 

การเตรียมตัว ก่อนติดนำรถที่ท่านรัก ไปติดแก๊ส

ควรเตรียมรถเราให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนอาหารของมัน (เดิมกินน้ำมัน มาเป็นปีๆ ปัจจุบันเปลี่ยนอาหาร เป็นแก๊ส) ซึง อาจจะมีอาการเกี่ยงงอนกันบ้าง แต่อย่างไรก็ตามในฐานะเจ้าของรถก็ต้องใจแข็ง บังคับให้ มันกินแก๊สให้ได้ เนื่องจากรับภาระการเลี้ยงดูมันไม่ไหว
1. เปลี่ยนหัวเทียนใหม่ ชุดหนึ่ง ถ้าเป็นรถ เก่าๆก็เปลี่ยนทองขาว และคอนเดนเซ่อร์ด้วย
2. เปลี่ยนกรองอากาศ
3. เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง พร้อมกรอง
4. ตั้งไฟแก่ขึ้น 3 องศา(ไม่ต้องทำเอง ช่างที่อู่แก๊ส จะทำให้ตอนจูน
5. เตรียมเงิน ใส่กระเป๋า เป็นค่าติดตั้งกับเติมแก๊ส(บอกเมียว่า 20000 ที่เหลือเอาไว้เที่ยว)
6. ไปเช้าๆหน่อย เพราะว่าในการติดตั้งใช้เวลามาก
7. ชวนเพื่อนไปด้วย เอาคุยไว้แก้เซ็ง ในระหว่างรอคอย และก็เอาไว้คอยดู คอยแล รถเรา ตรงไหนติดไม่ดีจะได้ช่วยๆกันดูให้ได้ความเรียบร้อยมากที่สุด ที่สำคัญ เอาไว้ ขอยืมเงิน ตอนเงินไม่พอ หรือว่าจะซื้อเบียร์ มาดื่มระหว่างรอ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา


GasThai.Com ขอขอบคุณ

รวบรวมข้อมูล คุณต่าย
ส่งบทความ คุณนัท305
ภาพประกอบ Jeep Grand Cherokee คุณไข่ดาว/JUC และ คุณHope/JUC ทั้งสองเป็นตัวอย่างในการเตรียมตัวไปติดตั้ง เตรียมเฉพาะข้อ 7. เพราะไปตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปรอช่าง รถเสร็จตั้งแต่ เที่ยงก็ยังไม่กลับ เพราะเบียรยังไม่หมด กลับบ้านเร็วแดดร้อน 5 ทุ่มอากาศเย็นๆค่อยกลับ




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2551 5:21:18 น.
Counter : 95 Pageviews.  

NGV แตกต่างกับ LPG อย่างไร

๐ หลายคนเข้าใจผิดว่า NGV กับ LPG คือ เชื้อเพลิงชนิดเดียวกัน และไม่ทราบถึงข้อแตกต่าง ซึ่งความจริงแล้ว NGV ต่างจาก LPG อย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก NGV มีสถานะเป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ โอกาสในการติดไฟยากมาก และหากมีการรั่วไหล NGV จะฟุ้งกระจายขึ้นบนอากาศอย่างรวดเร็ว ไม่สะสมอยู่บนพื้น จึงมีความปลอดภัยสูงมาก สำหรับ LPG (Liquefied Petroleum Gas) ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซหุงต้ม ที่ใช้กันในครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม รวมไปถึงรถแท็กซี่นั้น มีสถานะเป็นของเหลวที่หนักกว่าอากาศ หากรั่วไหลจะมีการสะสมและติดไฟได้ง่าย ในส่วนของค่าออกเทนนั้น NGV มีค่าออกเทนสูงกว่า LPG คือ มีค่าออกเทนสูงถึง 120 RON จึงสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ LPG มีค่าออกเทนอยู่ที่ 105 RON
อุปกรณ์ NGV และค่าใช้จ่าย • รถเครื่องยนต์เบนซิน ติดตั้งอุปกรณ์ NGV โดยใช้ระบบเชื้อเพลิงทวิ (Bi Fuel) สามารถเลือกใช้เบนซิลหรือ NGV เป็นเชื้อเพลิง แบ่งเป็น 2 ระบบใหญ่ ดังนี้ • แบบดูดก๊าซ(Fumigation) - ชนิดวงจรเปิด (คล้ายกับระบบใช้ก๊าซ LPG ในแท็กซี่ส่วนใหญ่) ค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000-35,000 บาท/คัน (รวมถังก๊าซฯ ขนาด 70 ลิตร) - ชนิดวงจรปิด มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมการจ่ายก๊าซ ค่าใช้จ่ายประมาณ 40,000-50,000 บท/คัน (รวมถังก๊าซฯ ขนาด 70 ลิตร) • แบบน้ำฉีด (Injection) ให้สมรรถนะใกล้เคียงกับรถเบนซิล ค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000-60,000 บาท/คัน (รวมถังก๊าซฯ ขนาด 70 ลิตร) • รถเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้งอุปกรณ์ NGV โดยใช้ระบบเชื้อเพลิงร่วม (Diesel Dual Fuel) สามารถเลือกใช้ NGV ร่วมกับ Diesel หรือใช้ Diesel เพียงอย่างเดียว ค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000-45,000 บาท/คัน (รวมถังก๊าซฯ ขนาด 70 ลิตร)
ผลกระทบเรื่องบ่าวาล์วจากการติดตั้ง NGV
เมื่อใช้ก๊าซธรรมชาติแทนน้ำมันเบนซิน บ่าวาล์วจะมีการสึกหรอเร็วขึ้นกว่าเมื่อใช้เบนซินแน่นอน เนื่องจากการเผาไหม้ของก๊าซธรรมชาติเกิดเขม่าน้อยกว่าเบนซิน จึงไม่มีเขม่าช่วยรองรับการสึกหรอของบ่าวาล์วเหมือนเมื่อใช้เบนซิน จากประสบการณ์จะสึกเร็วกว่าประมาณเกือบสองเท่า
ผลของการสึกหรอของบ่าวาล์วคือจะทำให้ระยะห่างของก้านวาล์วลดลงเร็วกว่าปกติ จึงต้องปรับตั้งระยะห่างก้านวาล์วบ่อยกว่าปกติสองเท่า คือปรับตั้งระยะห่างดังกล่าวทุก 40,000 กม. แทนที่จะเป็นทุก 80,000 กม. อายุของบ่าวาล์วแทนที่จะเป็น 400,000 กม. ก็เหลือ 200,000 กม. ซึ่งก็มากพอที่เจ้าของรถไม่ต้องห่วง และเมื่อบ่าวาล์วสึกหรอเต็มที่แล้วก็เปลี่ยนได้ในราคาไม่แพง (อย่างมากก็เป็นหมื่น ปกติจะต่ำกว่าหมื่น) คิดเป็นค่าสึกหรอ 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรในส่วนของบ่าวาล์ว แทนที่จะเป็น 3 สตางค์ถ้าใช้น้ำมันเบนซิน
อัตราการสึกหรอของบ่าวาล์วสามารถลงได้หากใช้ความเร็วต่ำ หรือวิ่งใช้งานในเมือง และสลับใช้น้ำมันเบนซินบ้าง ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อการใช้ก๊าซ 10 ชั่วโมง
สรุปว่าไม่เห็นว่าจะเป็นอุปสรรคในการใช้รถมากนัก เพราะการสึกหรอของบ่าวาล์วไม่ได้มีผลต่อสมรรถนะเครื่องยนต์และเป็นการสึกหรอที่ ต้องเกิดอยู่แล้วแต่อาจจะเร็วขึ้นถึงสองเท่าหากใช้รถแบบไม่ถนอม แต่ถ้าใช้อย่างระวังก็แทบจะไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาเพราะกว่าจะต้องเปลี่ยน (สวม)
บ่าวาล์วใหม่ก็ต้องใช้รถไปแล้ว 200,000 กม. อย่างไรก็ตามต้องหมั่นให้ช่างปรับตั้งระยะห่างวาล์วทุก 40,000 กม.
PTT NGV ราคาถูก ประหยัด คุ้มค่า”3.อยากเปลี่ยนมาใช้ NGV มากครับ เพราะทราบว่าราคาถูก แต่อยากให้ลองเทียบราคากับพลังงานอื่น ๆ และอยากทราบราคาค่าติดตั้งเพิ่มเติมด้วยครับ?
๐ ราคา NGV ถูก ประหยัด คุ้มค่า เป็นที่ทราบกันดีว่า PTT NGV มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ประหยัด และคุ้มค่า เนื่องจากถังก๊าซขนาด 70 ลิตร 1 ถัง จุ PTT NGV ได้ 15 กก. วิ่งได้ระยะทาง 150 – 200 กิโลเมตร ประหยัดกว่าน้ำมันทันทีถึง กม.ละ 1.80 บาท ล่าสุด ทาง ปตท. ยังคงตรึงราคา NGV ไว้ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาททุกสถานี แม้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดจะปรับตัวสูงขึ้น เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระผู้ใช้รถ รวมทั้งเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ NGV ทดแทนการใช้น้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ตามสูตรราคา NGV นั้นจะอิงกับราคาน้ำมันดีเซล โดยคิดราคาครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมันดีเซล แต่มีเพดานราคาที่จะไม่ปรับสูงเกินกว่า 10.34 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งขณะนี้ราคา NGV ถูกกว่าราคาน้ำมันเบนซิน 95 ถึง 67% ถูกกว่าราคาน้ำมันเบนซิน 91 ถึง 65% ถูกกว่าราคาน้ำมันดีเซล 53% และถูกกว่าราคาก๊าซ LPG 33% (บนฐานค่าความร้อนที่เท่ากัน) ซึ่งถ้าคุณขับรถ 500 กิโลเมตร จะประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงได้มากถึง 700 บาท และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ปีละหลายหมื่นบาท
๐ รายละเอียดราคา NGV เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น
เชื้อเพลิง บาท/ลิตร ค่าใช้จ่าย เบนซิน 95 27.34 บาท / ลิตร 2.73 บาท / 1 กม. เบนซิน 91 26.54 บาท / ลิตร 2.65 บาท / 1 กม. แก๊สโซฮอล์ 25.84 บาท / ลิตร 2.58 บาท / 1 กม. ดีเซล 24.19 บาท / ลิตร 2.41 บาท / 1 กม. LPG 9.40 บาท / ลิตร 1.20 บาท / 1 กม. PTT NGV 8.50 บาท / กิโลกรัม 0.85 บาท / 1 กม.
หมายเหตุ: ราคา ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2548 คำนวณที่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง น้ำมันเบนซิน 10 กม. / ลิตร:PTT NGV 10 กม./ กก. ก๊าซหุงต้ม (LPG) 8 กม. / ลิตร
ผมสนใจติดตั้งอุปกรณ์ NGV อยู่เหมือนกันครับ แต่อยากทราบว่า อุปกรณ์ NGV มีกี่แบบ มีรถยนต์ยี่ห้อไหนบ้างที่ใช้ NGV ได้ ติดตั้งอย่างไร และควรไปติดตั้งที่ไหนดีครับ ?
๐ การติดตั้งอุปกรณ์ NGV มี 2 แบบด้วยกัน คือ แบบที่ใช้กับรถเครื่องยนต์เบนซินและแบบที่ใช้กับรถเครื่องยนต์ดีเซล สำหรับรถที่เครื่องยนต์เบนซินมี 2 ระบบ คือ ระบบดูดก๊าซและระบบฉีดก๊าซ
1.ระบบดูดก๊าซ เหมาะกับรถยนต์รุ่นเก่าที่เป็นเครื่องยนต์แบบคาร์บูเรเตอร์หรือท่อร่วม ID เป็นโลหะ ระบบนี้ติดตั้งและบำรุงรักษาง่าย คุ้มทุนเร็ว ราคาถูกกว่า ราคาติดตั้งอยู่ที่ 30,000 – 50,000 บาท (ราคารวมถังและอุปกรณ์ NGV )
2.ระบบฉีดก๊าซ เหมาะกับรถยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นระบบที่ไฮเทค ให้กำลังและอัตราเร่งเครื่องยนต์ใกล้เคียงการใช้น้ำมันเบนซินมากกว่าระบบดูดก๊าซ ไม่ทำให้เกิดการเผาไหม้ย้อนกลับ (Backfire) อัตราความประหยัดในการวิ่งค่าเชื้อเพลิงต่อวันของระบบนี้คุ้มกว่าระบบดูดก๊าซ ราคาติดตั้ง 52,000 - 65,000 บาท (ราคารวมถังและอุปกรณ์ NGV ) ในปัจจุบันนี้ รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลสามารถใช้ NGV ได้เช่นกัน
โดยติดตั้งอุปกรณ์ NGV ระบบดูดก๊าซ ซึ่ง NGV และดีเซลทำงานควบคู่กันตลอดเวลา จะต่างจากระบบเบนซินที่ใช้น้ำมันช่วงแรกที่ออกตัว แล้วหลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นการทำงานของ NGV อย่างเดียว ระบบติดตั้งสำหรับรถเครื่องยนต์ดีเซลนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงประมาณ 25 % ราคาติดตั้งอยู่ที่ 30,000 – 45,000 บาท (ราคารวมถังและอุปกรณ์ NGV )
รถยนต์ยี่ห้อใดที่ใช้ NGV ได้บ้าง
๐ รถยนต์ทุกยี่ห้อและทุกประเภท ทั้งรถยนต์ รถกระบะ และรถตู้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ NGV ได้ทั้งสิ้น โดยรถยนต์แต่ละคันจะติดตั้งอุปกรณ์ NGV ระบบใดนั้น แนะนำให้สังเกตจากท่อร่วม ID ของเครื่องยนต์ ถ้าท่อร่วม ID เป็นพลาสติก (ส่วนมากจะเป็นรถยนต์ใหม่) แนะนำให้ติดตั้งอุปกรณ์ NGV แบบหัวฉีด ส่วนถ้าท่อร่วม ID เป็นโลหะ (ส่วนมากรถยนต์เก่า) แนะนำให้ติดตั้งอุปกรณ์ NGV แบบดูดก๊าซ ซึ่งถ้ารถที่มีท่อร่วม ID เป็นพลาสติก แล้วไปเลือกติดตั้งอุปกรณ์ NGV แบบดูดก๊าซ จะต้องระวังมาก ๆ ในเรื่องของกรณี Backfire หรือเครื่องจามได้ ซึ่งคุณสามารถนำรถยนต์เข้ามาตรวจสอบการใช้ระบบติดตั้งที่เหมาะสม หรือสอบถามราคาและรายละเอียดที่อู่ติดตั้งทั้ง 14 บริษัทในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ให้บริการสะดวกรวดเร็วในการติดตั้ง
ก่อนที่ผมจะตัดสินใจติดตั้งอุปกรณ์ NGV อยากทราบว่าแนวโน้มปริมาณคนที่ใช้ก๊าซ NGV ตอนนี้เป็นอย่างไร และมีแผนงานพัฒนาส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ในอนาคตอย่างไรบ้างครับ ?
๐ แนวโน้มปริมาณผู้ใช้รถติดตั้งอุปกรณ์ NGV สูงขึ้นต่อเนื่อง จากวิกฤตราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง พบว่าหลายประเทศมีการปรับแผนเพื่อเร่งรัดการใช้ก๊าซ NGV เป็นพลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น ประเทศมาเลเซีย ที่ปัจจุบันมีรถยนต์ NGV ประมาณหมื่นกว่าคัน และคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2553 รถยนต์ NGV จะเพิ่มขึ้นเป็น 5 หมื่นคัน ส่วนประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ก็มีความพยายามในการใช้ก๊าซ NGV มากขึ้นเช่นเดียวกัน ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV รวมแล้วกว่า 6,500 คัน ได้แก่ รถทุกประเภท คือ รถแท็กซี่ รถเก๋ง รถกระบะ รถตู้ รถโดยสาร ตลอดจนรถใช้งานภายในองค์กร
แผนงานพัฒนาส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ในอนาคต
๐ กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เร่งแผนส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือ NGV ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ. 2551 จะเพิ่มเป็น 1.8 แสนคัน โดยแนวทางการส่งเสริมให้ใช้ก๊าซ NGV จะมุ่งไปที่รถซึ่งมีปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมากหรือที่ใช้งานหนัก อาทิ รถแท็กซี่ในกรุงเทพฯ รถขนส่งมวลชน รถโดยสาร รถตู้ ซึ่งรถเหล่านี้จะต้องเสียเงินเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเงินต่อเดือนสูงมาก หากนำมาเปลี่ยนเป็นก๊าซ NGV ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงเกือบครึ่งต่อครึ่ง
๐ ในขณะเดียวกัน ปตท. เตรียมเปิดขยายสถานีบริการเพิ่มขึ้นอีกกว่า 20 แห่ง โดยภายในปลายปี พ.ศ.2548 นี้จะเพิ่มเป็น 60 แห่ง และภายในปี พ.ศ. 2551 จะเพิ่มเป็น 180 แห่ง เพื่อรองรับแนวโน้มอัตราจำนวนผู้ใช้รถติดตั้งอุปกรณ์ NGV ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ แม้ว่าน้ำมันจะปรับราคาสูงขึ้นในระดับใดก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ NGV รัฐบาลจึงวางแผนกำหนดเพดานราคาก๊าซ NGV ไว้ไม่เกิน 10.34 บาท/กิโลกรัม โดยมีนโยบายกำหนดเพดานราคาก๊าซ NGV ดังนี้
ปัจจุบัน – ปี 2549 กำหนดราคาร้อยละ 50 ของราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล ปี 2550 ปรับเป็นร้อยละ 55 ของราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 91 ปี 2551 ปรับเป็นร้อยละ 60 ของราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 91
ปี 2552 ปรับเป็นร้อยละ 65 ของราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 91 ทั้งนี้ ปัจจุบัน ปตท. ยังคงลดราคาก๊าซ NGV โดยจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาท
๐ การวางแผนงานพัฒนาส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV จึงเป็นความร่วมมือในการวางแผนระยะยาวต่อเนื่องเป็นระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการใช้ก๊าซ NGV ในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้รถยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ NGV เป็นหลัก
ชื่อผู้ประกอบการจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ NGV
บริษัท ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ
โทรศัพท์. 0 2691 9777
1
บริษัท ส.ศิริแสง จำกัด
300/8-9 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพ 10400
แฟกซ์. 0 2277 8178
โทรศัพท์. 0 2939 5601-9
2
บริษัท ซุปเปอร์เซ็นทรัลแก๊ส จำกัด
7/383 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพ 10900
แฟกซ์. 0 2513 7797
โทรศัพท์. 0 2527 1571
3
บริษัท ก๊าซเทค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
43/9 ถ.พิบูลสงคราม 22 อ.เมือง จ.นนทบุรี 11120
แฟกซ์. 0 2454 0311
โทรศัพท์. 0 2743 5010-25
4
บริษัท สยามราชธานี จำกัด
289/9 ถ.รถรางสายเก่า แขวงสำโรง เขตพระประแดง กรุงเทพ 10130
แฟกซ์. 02743 5007
โทรศัพท์. 0 2954 0505-8
5
บริษัท สแกนอินเตอร์ จำกัด
1/102 ถ.จัทร์ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพ 10210
แฟกซ์. 0 2580 6914
โทรศัพท์. 0 2803 6375,6419,7262-4
6
บริษัท ทาคูนิ (ประเทศไทย ) จำกัด
25/3 ถ.วุฒากาศ แขวงบางค้น เขตจอมทอง กรุงเทพ 10150
แฟกซ์. 0 2803 7261
โทรศัพท์. 0 2396 0168-9 ,0 2744 3151-3
7
บริษัท แซส เทค โซลูชั่น จำกัด
939/23 หมู่ 12 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพ 10260
แฟกซ์. 0 2318 3271 ,0 2319 1093
หาความรู้เพิ่มเติมกันได้อีกที่เวป
http://www.gasthai.com/




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2551 5:04:51 น.
Counter : 179 Pageviews.  

การเลือกใช้ยางให้เหมาะสมกับรถ ขนาดยางที่เหมาะสมกับรถของคุณ

.....หากคุณคือผู้หนึ่ง ที่กำลังคิดจะเปลี่ยนยางชุดใหม่ให้กับรถยนต์คันโปรด ซึ่งรับใช้คุณมานานจนกระทั่ง ดอกยางสึกหรอใกล้หมดแล้ว การเลือกขนาดยางชุดใหม่นั้น ก็ควรเลือกใช้ขนาดเดิมที่ติดรถออกมาจากโรงงานประกอบรถยนต์ เพราะได้ผ่านการทดสอบในทุกสภาวะการใช้งานมาแล้วจากโรงงานประกอบว่า ปลอดภัย คุ้มค่า และให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง นั่นก็คือ ความสามารถในการรับน้ำหนักของยาง ละขีดจำกัดความเร็วสูงสุดของยางเส้นนั้น ซึ่งจะถูกกำหนดมากับยางรถยนต์ทุกเส้น เพื่อเป็นข้อกำหนดควบคุมการใช้งาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งหาก ต้องการทราบถึงข้อมูลเพิ่มเติม
ก็สามารถติดต่อ สอบถามได้จากบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ ที่คุณใช้งานอยู่

เปลี่ยนยางเส้นเดียวควรไว้ที่ตำแหน่งใด
ตามมาตรฐานแล้ว ยางที่อยู่บนเพลาเดียวกัน ควรจะมีขนาดดอกยาง และอัตราการสึกหรอเท่ากัน เพื่อที่เวลาเบรกกระทันหันแล้วจะไม่เกิดอาการรถปัด หรือเสียการทรงตัว ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ หากยางในตำแหน่งล้อหน้า และล้อหลังแตกต่างกันแล้ว ให้เอายางที่มีความสามารถในการยึดเกาะถนน น้อยกว่าไว้ในตำแหน่งล้อหน้า โดยพิจารณาจากขนาดดอกยาง และอัตราการสึกหรอ ดังนั้น การเปลี่ยนยางใหม่ครั้งละ 2 เส้น จึงควรนำยางใหม่ไว้ในตำแหน่งล้อหน้าเสมอ เพื่อให้การควบคุมพวงมาลัยทำได้อย่างแม่นยำ

แต่ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนยางเพียงเส้นเดียว เนื่องจากการเปลี่ยนยางเพียงเส้นเดียวนั้นไม่สามารถ จับคู่เข้ากับยางเดิม ในตำแหน่งล้อหน้าหรือล้อหลังได้เลย ก็ควรนำไปเป็นยางอะไหล่ แล้วรอจนกว่าจะซื้อยางเส้นใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 เส้น ที่มีขนาดและดอกยางเดียวกันกับยางอะไหล่เดิม จึงจะสามารถจับคู่กันได้

ข้อควรรู้ในการเปลี่ยนยางใหม่
เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนยางเส้นใหม่หรือชุดใหม่สำหรับรถคุณ สิ่งที่คุณควรรู้และตรวจสอบทุกครั้งก็คือ

1. ควรเลือกใช้ยางที่มีขนาด ชนิดโครงสร้างของยาง ลักษณะดอกยาง และความลึกร่องดอกยางที่
เหมาะสมกับประเภทการใช้งาน

2. ควรเลือกใช้ยางยี่ห้อและรุ่นเดียวกันทั้งชุด หากจำเป็นหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรใส่ยางยี่ห้อและ
รุ่นเดียวกันในเพลาหรือล้อคู่เดียวกัน

3. ควรเปลี่ยนยางทั้งชุดในคราวเดียวกัน เพื่อให้ประสิทธิภาพการใช้งานของยางทุกเส้นใกล้เคียงกัน
หรือเปลี่ยนครั้งละ 2 เส้นในเพลาเดียวกัน

4. หากจำเป็นต้องเปลี่ยนคราวละ 2 เส้น ยางเส้นใหม่ควรติดตั้งที่ตำแหน่งล้อขับเคลื่อน

5. กรณีที่เลือกใช้ยางแบบทิศทางเดียว (uni-direction) ต้องตรวจดูทิศทางการหมุนของยางว่าถูกต้อง
ไปตามทิศทางที่กำหนดหรือไม่ โดยสังเกตจากเครื่องหมายลูกศรที่ระบุไว้บนแก้มยาง เพราะการใส่ยาง
กลับทิศทาง จะทำให้ประสิทธิภาพของยางในการรีดน้ำลดลง


ในการเปลี่ยนยางเส้นใหม่หรือชุดใหม่นั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน ยังมีข้อแนะนำอื่นๆ เพิ่มเติมอีก ดังนี้

1. ควรเลือกขนาดความกว้างของกระทะล้อ ที่เหมาะสมกับยางขนาดนั้นๆ (ประมาณ 70-75%
ของความกว้างยาง)
2. ต้องทำการถ่วงล้อทุกครั้งที่เปลี่ยนยาง เพื่อให้การหมุนของยางเกิดความสมดุล และไม่เกิดอาการ
สั่นที่พวงมาลัยและตัวรถเมื่อขับขี่ใช้งานจริง
3. เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนทั้ง 4 เส้น หรือ 2 เส้นด้านหน้า ควรต้องทำการตรวจเช็ค
ศูนย์ล้อเสมอ เพื่อป้องกันการสึกหรอผิดปกติเกิดขึ้น

แค่นี้ ก็ช่วยให้คุณเกิดความมั่นใจมากขึ้น จากการเปลี่ยนยางเส้นใหม่สำหรับรถของคุณ และได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน


การปรับตัวของยางใหม่
ยางรถยนต์เส้นใหม่ก็เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ใหม่ เมื่อเริ่มนำไปใช้งานจริงก็ต้องมีการปรับสภาพตัวเองไปกับการใช้งาน หรือที่เรียกกันว่า ระยะรันอิน (run in) ดังนั้น
ในระยะ 100-200 กิโลเมตรแรกของการใช้งาน จึงไม่ควรใช้ความเร็วสูงเกินไป ควรขับขี่อยู่ที่ความเร็วไม่เกิน 80-100 กม./ชม. เพื่อให้โครงยาง แก้มยาง
และหน้ายางปรับสภาพไปกับการใช้งานบนพื้นผิวถนน เนื่องจากมุมล้อของรถแต่ละคันนั้น ไม่ว่าจะเป็น มุมโท (toe) มุมแคมเบอร์ (camber) หรือ มุมคาสเตอร์ (caster)
ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ยังเป็น การถนอมช่วงล่างของรถอีกด้วย

นอกจากนี้ สำหรับยางใหม่ที่ได้รับการเติมลมยางครั้งแรกแล้ว ควรเพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คความดันลมยางด้วย เพราะโครงยางจะมีการยืดขยายออกอีกเล็กน้อย สืบเนื่องจากการปรับสภาพในการใช้งานจริง ซึ่งอาจเป็นผลให้ความดันลมยางลดต่ำลงเล็กน้อย ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คความดันลมยางทุกๆ สัปดาห์ หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง

เลือกยางอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งาน
โดยปกติแล้ว บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ได้ออกแบบยางเพื่อให้ผู้ขับขี่เลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีดอกยางในลักษณะต่างๆ กัน เช่น

ดอกบล็อก
จะมีลวดลายของดอกยาง แยกเป็นอิสระต่อกัน เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนและรีดน้ำได้ดี ทำให้ควบคุมพวงมาลัยได้ง่าย และช่วยในการทรงตัวของรถ อีกทั้งดอกยางยังสามารถระบายความร้อนได้ดีอีกด้วย ดอกยางที่มีลักษณะเป็นบล็อกเล็กๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเงียบและนุ่มนวลในการขับขี่ แต่หากต้องการ
เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน ก็ต้องเลือกดอกยางที่เป็นบล็อกใหญ่ขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีลักษณะดอกยาง ที่เป็นดอกบล็อกเช่นกัน ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเรียกว่า...

ยูนิ-ไดเร็กชั่น
ซึ่งลายดอกยางนั้น จะเป็นร่องยางขนานกันไปทั้งซ้ายและขวาในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีลูกศรที่แก้มยางกำหนดทิศทางการหมุนของยาง เพิ่มประสิทธิภาพในการรีดน้ำ ทำให้รถทรงตัวได้ดีในสภาพน้ำขัง ยางชนิดนี้เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูงโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม หากใส่ยางกลับทิศ
จากที่กำหนด ประสิทธิภาพการรีดน้ำของยางก็จะลดลง

สำหรับผู้ที่นิยมรถขับเคลื่อน 4 ล้อ มีอีกทางเลือกหนึ่งในการเลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งเป็นยางที่มีลักษณะเป็นดอกยางที่ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ เหมาะสมกับทุกสภาพถนนในทุกฤดูกาล นั่นก็คือ

ดอก ออล เทอร์เรน
ซึ่งเป็นลักษณะดอกบล็อกอีกแบบหนึ่ง แต่หากเป็นผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในลักษณะ off-road ลุยเข้าไปในป่าแต่เพียงอย่างเดียว การเลือกใช้ยางที่เป็นแบบ mud terrain อาจมีความเหมาะสมมากกว่า

ข้อดีข้อเสียของการเปลี่ยนขนาดขอบกระทะล้อและยาง
การเปลี่ยนขนาดของขอบกระทะล้อและยางนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนให้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากขึ้น หรือน้อยลงก็ตาม มีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

การเปลี่ยนกระทะล้อให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้น แต่ใช้ยางที่มีขนาดความสูงของแก้มยางต่ำลง หรือ มีซีรี่ส์ต่ำลง มีข้อดีก็คือ ช่วยเพิ่มการทรงตัวและยึดเกาะถนน ขณะที่ใช้ความเร็วบนทางตรงและทางโค้งได้ดียิ่งขึ้น การเบรกก็ทำได้ดีกว่าเดิม แต่ข้อเสียก็คือ การต้องใช้แก้มยางที่ต่ำลง ทำให้ช่วงล่างสึกหรอเร็ว และความนุ่มนวล ในการขับขี่ลดลง

ส่วนการเปลี่ยนขนาดกระทะล้อให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้น และใช้ยางที่มีขนาดความสูงของแก้มยางเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ข้อดีคือ มีความนุ่มนวลเพิ่มขึ้น แต่อัตราเร่งอาจลดต่ำลงกว่าเดิม การทรงตัวในขณะขับขี่ ด้วยความเร็วสูงก็จะไม่ดีเท่าที่ควร




 

Create Date : 15 มกราคม 2551    
Last Update : 15 มกราคม 2551 4:54:13 น.
Counter : 132 Pageviews.  

10 สัญญาณเตือนภัยของรถคุณ

คนใช้รถทุกวันนี้ บางคนอาจจะแค่ขับไปทำงานแล้วกลับบ้าน บางคนก็ขับไปไกลๆ
ถึงต่างจังหวัด มีหลายคนที่ขับอย่างเดียว โดยที่ไม่สนใจหรือเอาใจใส่รถของตัวเอง
ว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรบ้าง ทั้งที่รถทุกคันควรได้รับการดูแลและตรวจเช็คก่อนออก
เดินทางทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิต
"ผู้จัดการ มอเตอร์ริ่ง" จึงแนะนำวิธีตรวจเช็ครถของคุณเบื้องต้น กับ 10 สัญญาณ เตือนที่จะบ่งบอกได้ว่ารถของคุณนั้นอาการน่าเป็นห่วง

1. สัญญาณเตือน

เราสามารถรับสัญญาณบอกอาการผิดปกติของรถได้ โดยใช้ประสาททั้ง 5 คือ การเห็น การฟังเสียง การได้กลิ่น การจับต้องชิ้นส่วนนั้น ๆ และการลองขับดู ถ้าสังเกตพบสิ่งผิดปกติต่อไปนี้ ให้รีบทำการตรวจเช็คและซ่อมแซมโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ มากขึ้นกว่าเดิม

2. เครื่องยนต์

เครื่องยนต์คือหัวใจของรถ ถ้าเครื่องยนต์มีอาการดังนี้
- เครื่องร้อนจัดเกินไป ขับไปได้ไม่เท่าไร ความร้อนก็ขึ้นสูงเสียแล้ว
- เครื่องเย็นเกินไป แม้จะขับมาระยะทางไกลพอสมควรแล้ว เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่กระดิก
- มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์
ควรนำเข้าตรวจสภาพที่ศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ

3. ยาง

การสึกหรอของดอกยางแบบต่าง ๆ บอกเราได้ว่ายางผิดปกติไปอย่างไร
- ดอกยางตรงกลางล้อ สึกหรอมากกว่าขอบ แสดงว่าเติมลมแข็งเกินไป
- ดอกยางขอบล้อ สึกหรอมากกว่าตรงกลาง แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป
- ดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่ามุมแนวตั้งของยางไม่ตรง
- ดอกยางเป็นบั้ง ๆ แสดงว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ
นำรถเข้าอู่เพื่อตั้งศูนย์ล้อ หรือปรับแรงดันลมยางใหม่

4. คลัตซ์

คลัตซ์ที่มีปัญหา จะทำให้ควบคุมเกียร์ไม่ได้ อย่าละเลยอาการเหล่านี้
- คลัตซ์ลื่น หรือเข้าคลัตซ์ไม่สนิท หรือเหยียบแป้นคลัตซ์แล้ว แต่ยังเข้าเกียร์ได้ยาก
- คลัตซ์มีเสียงดัง เมื่อเหยียบแป้นคลัตซ์
- แป้นคลัตซ์สั่นขึ้น ๆ ลง ๆ ขณะกำลังขับ
ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมช่วงล่าง หรือศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ

5. เกียร์


เกียร์จะทำหน้าที่เปลี่ยนแรงบิดของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับความเร็ว
สัญญาณบอกเหตุว่าเกียร์มีปัญหาคือ
- มีเสียงดังทั้งในขณะอยู่ที่เกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่งอยู่
- เปลี่ยนเกียร์ยาก มีอาการติดขัด หรือต้องขยับอยู่นาน
- มีเสียงดังขณะเข้าเกียร์ ทั้ง ๆ ที่เหยียบคลัตซ์แล้ว
- ห้องเกียร์มีน้ำมันหล่อลื่นไหลออกมา
ควรนำรถเข้าอู่ตรวจสอบห้องเกียร์

6. พวงมาลัย
พวงมาลัยที่มีปัญหาเหล่านี้ จะทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ยางเฟืองท้ายชำรุดตามไปด้วย
- พวงมาลัยหนัก หรือต้องใช้แรงมากผิดปกติในการบังคับเลี้ยว
- พวงมาลัยหลวมเกินไป โดยมีระยะฟรีเกิน 1 นิ้ว
- พวงมาลัยสั่นในขณะขับ
ควรนำเข้าศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ
7. เบรก
ถ้าพบว่าเบรกมีอาการผิดปกติ ต้องรีบแก้ไขทันที เพราะเบรกชำรุดนำมาซึ่งอุบัติภัยได้ง่ายที่สุด
ยางเฟืองท้ายชำรุดตามไปด้วย
- เบรกลื่น หยุดรถไม่อยู่ แม้จะไม่ได้ลุยน้ำ
- เบรกแล้วรถปัดไปข้างใดข้างหนึ่ง
- แป้นเบรกยังจมลึกลงไปทั้ง ๆ ที่ถอนเท้าออกมาแล้ว
ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมเบรกทันที

8. ไฟชาร์จ

ไฟชาร์จ ควรจะปรากฏขึ้นที่แผงหน้าปัดทุกครั้งที่เราสตาร์ทเครื่อง และเมื่อสตาร์ทติดแล้ว ครู่หนึ่งก็จะดับลง แต่ถ้าไฟชาร์จไม่สว่าง หรือสว่างแล้วไม่ยอมดับ อาจเกิดจากไดชาร์จผิดปกติหรือสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ ที่แน่ ๆ คือไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ รีบนำรถเข้าอู่ไดชาร์จหรือระบบไฟ

9. หลอดไฟ

หลอดไฟขาดบ่อย ๆ หรือต้องเติมน้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่บ่อยเกินไป แสดงว่าอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า "เรกูเลเตอร์" ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระแสไฟให้เหมาะสมชำรุด ควรนำรถเข้าอู่ระบบไฟ เพื่อซ่อมเรกูเลเตอร์ หรือหากชำรุดก็อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่

10. น้ำมันหล่อลื่น

ถ้าสัญญาณไฟเตือนระบบน้ำมันหล่อลื่นสว่างขึ้นในขณะขับขี่รถยนต์ หมายถึงว่า เครื่องยนต์กำลังทำงาน โดยปราศจากน้ำมันหล่อลื่น รีบนำรถไปยังอู่ที่ใกล้ที่สุดทันที

ถ้าอู่อยู่ไกล ให้เติมน้ำมันเครื่องใส่ลงในถังน้ำมันหล่อลื่นไปก่อนเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้าเป็นสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่นแห้ง ควรใช้รถลากไปอู่ซ่อม




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 21:56:21 น.
Counter : 82 Pageviews.  

12 วิธีการประหยัดน้ำมันแบบง่าย ๆ

ตอนนี้ราคาน้ำมันก็มีวี่แววว่าจะขึ้นต่อไปเรื่อยๆ คนกรุงอย่างเรา ๆ ก็ยังคงเดินทางไปไหนมาไหนโดยอาศัย "รถยนต์" เป็นหลัก ดังนั้น
ไม่ว่าทางไหนที่จะสามารถประหยัดได้ก็น่าที่จะลองดู

ดังนั้น “ผู้จัดการ มอเตอร์ริ่ง” จึงได้มีวิธีประหยัดน้ำมันแบบง่าย ๆ 12 วิธี มาฝากกัน โดยเป็นการรวบรวมจากอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ลองปฏิบัติดูอาจจะช่วยประหยัดได้บ้างไม่มากก็น้อย

ขั้นตอนการประหยัด ผลที่จะได้รับ
1. เติมน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม หรือก่อน 9 โมงเช้าเสมอ อุณหภูมิที่เย็นน้ำมันหดตัวได้ปริมาตรมากขึ้น 2%
2. เติมน้ำมันแค่หัวจ่ายตัดพอแล้ว ถ้าเติมจนเต็มปรี่ ร้อนๆน้ำมันจะขยายตัวระเหยทิ้งที่รูระบาย
3. อุ่นเครื่อง 1 นาทีในหน้าร้อนและ 3 นาทีในหน้าหนาว เครื่องจะได้ไม่ใช้กำลังฉุดมากและการหล่อลื่นจะสมบูรณ์ขึ้น
4. ค่อยๆออกตัวเมื่อรถจอดนิ่ง 1-2 พันรอบ ได้ความนิ่มนวล ประหยัด และลดการสึกหรอของเครื่องยนต์
5. ควรใช้เกียร์สูงเมื่อรถวิ่งได้ 2500 รอบขึ้นไป การลากเกียร์จะทำให้ชดเกียร์ทำงานจนอายุการใช้งานสั้น
6. เครื่อง 2.0 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด 110 กม./ชม. รักษาสเถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง
7. เครื่อง 1.6 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด 90 กม./ชม. รักษาสเถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง
8. พักรถสัก 15 นาทีเมื่อขับเกิน 4 ชม.เพื่อให้ลดความร้อน ให้น้ำมันในระบบคลายความร้อนกลับมามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้ง
9. เกียร์ถอยกินน้ำมันมากสุด ควรค่อยๆถอยไม่ต้องรีบ เกียร์ถอยใช้อัตราทดและแรงฉุดมากกว่าทุกเกียร์
10. ก่อนถึงปลายทางสัก 500 เมตรให้ปิด COM แอร์ลดภาระเครื่อง เป่าลมไล่ความชื้นในตู้แอร์และไล่เชื้อราที่อยู่ในนั้นด้วย
11. เช็คลมยางให้สม่ำเสมอทุกๆ 2 อาทิตย์และเมื่อจะออกเดินทางไปต่างจังหวัด ลมยางอ่อนวิ่งได้ช้า ขอบยางสึกมากอายุการใช้งานสั้น
12. พยายามอย่าใส่ของไว้ในรถเยอะ เพิ่มน้ำหนักรถทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้น 20 % ตามระยะทาง




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 21:53:22 น.
Counter : 95 Pageviews.  

1  2  3  

บูรพาราศีเมษ
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีต้อนรับเพื่อนๆ ทุกท่านครับ ก็มีเพลงเพราะๆ มาให้ฟังกันด้วยครับ
Friends' blogs
[Add บูรพาราศีเมษ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.