Group Blog
 
All blogs
 
หิมะ 1/2











หิมะตกอีกแล้ว...


ผมกำลังนั่งจ้องหิมะที่กำลังตกบนท้องถนนผ่านกระจกใสๆ ของร้านอาหารที่ผมนั่งเขี่ยน้ำแข็งในแก้วเล่นมาพักหนึ่งแล้ว และเจ้าหิมะที่เห็นมันกระตุ้นให้ผมคิดถึงใครคนหนึ่ง

ใครซักคนที่นับว่าเป็นเพื่อนสนิทรองลงมาจากคนตัวเล็กข้างหน้าผมได้เลย



:: Snow::



คุณเคยมีเพื่อนที่ทำอะไรหลายๆ อย่างเพื่อคุณบ้างมั้ย?


ผมมีเพื่อนแบบนั้นอยู่คนหนึ่ง ผมเริ่มรู้สึกว่ายิ่งรู้จักกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรับรู้ว่าเจ้านั่นมันทำอะไรๆ เพื่อผมมาก มากซะจนบางครั้งผมก็อดแอบจะเกรงใจมันไม่ได้

แต่นั่นผมไม่ได้รวมถึงปากมันด้วยนะ เพราะมันน่ะปกติชอบแกล้งผมยังกะอะไรดี แถมอ้าปากแต่ละทีก็ไม่วายต้องหาเรื่องให้ผมโมโหมันได้ทุกวันนั่นล่ะ

แต่ผมรู้ดี...รู้ดีว่ามันพูดไปอย่างนั้นเอง แต่จริงๆ มันห่วงผมมากผมรู้ เพราะแม้แต่วันนั้นก็เหมือนกัน ผมรู้ว่าทำไมมันถึงทำอย่างนั้น...





‘เฮ้ย! เอาคืนมานะเฟ้ยทงเฮ! นั่นกุ้งฉันนะ!!’

‘แค่ชิ้นเดียวเองทำหวงไปได้ นายก็มีอยู่ตั้งสองชิ้นนี่นา แบ่งๆ เพื่อนบ้างไม่ได้รึไง’

‘ไม่ได้โว้ย! นายเองก็ได้จากคิบอมอีกตั้งสองชิ้นแล้วนี่ อย่ากินนะโว้ย! อ๊า...อย่า...’ แต่ห้ามไงก็ห้ามไม่ทันหรอกก็มือมันคงเร็วไปกว่าปากปลาๆ ของอีทงเฮเพราะกุ้งทอดชิ้นนั้นมันเข้าไปในปากแดงแจ๋นั่นซะแล้ว แถมไม่พอ...กินเสร็จเจ้าเตี้ยยังทำท่ายักคิ้วกวนประสาทให้ด้วยซ้ำ

มันหงุดหงิดยังไงไม่รู้!

ก็รู้หรอกว่าทงเฮมันแกล้งเล่น แต่อารมณ์มันหงุดหงิดนี่นา ผมก็เลยก้มหน้าก้มตากินข้าวงกๆ ไม่พูดไม่คุยไม่สนใจแล้ว ซักพักนั่นแหละที่ทงเฮคงเพิ่งรู้ว่าผมโกรธจริง น้ำเสียงเลยเริ่มอ่อนเหมือนทุกครั้งที่เจ้าตัวเล็กคิดจะอ้อน

‘เฮ้! เล่นแค่นี้ก็ทำงอนไปได้...เนี่ยล่ะน้าเลยเป็นแค่เจ้าขี้งอนอีฮยอกแจอ่า’

ผมไม่หันไปต่อปากต่อคำก็จริงแต่มันก็ยังหงุดหงิดอยู่ เจ้าตัวเล็กข้างหน้าพยายามทั้งแหย่ทั้งชวนคุยแต่ผมก็หมดอารมณ์จะสนใจคนอื่นแล้วนอกจากชามกับข้าวตรงหน้าตัวเอง

“นายโกรธจริงๆ อ่ะฮยอกแจ? กุ้งยังเหลืออีกตั้งตัวนึงอ่ะ ไม่รีบกินฉันจะกินอีกนะ”พูดพลางมือเล็กก็ยื่นตะเกียบมาทำท่าจะคีบกุ้งทอดตัวที่เหลือเข้าปาก “จะกินล่ะน้า ~ กินล่ะน้า ~~ ไก่ตัวน้อยไม่ว่างั้นปลาเท่ห์ๆ ก็จะกินล่ะน้า ~~”

แต่ผมบอกแล้วว่าผมหงุดหงิดจริงๆ ดังนั้นไอ้กุ้งตัวนั้นอยากกินนักก็กินเข้าไปเถอะผมไม่สนใจหรอก

‘จะกินแล้วนะ กุ้งตัวน้อยจะเข้าปากอีทงเฮสุดแสนจะเท่ห์คนนี้แล้วนะอีฮยอกแจ๊...’

ผมไม่สนใจหรอก!


อาการนิ่งเงียบตั้งตาตั้งตากินข้าวของผมแบบไม่มองหน้าใครก็คงทำให้คนที่กำลังทำท่ากินเริ่มจะรู้ตัว จากหางตาบอกว่ามือเล็กๆ ชะงักอยู่แค่ปากตัวเองแต่ตาหยีๆ นั่นก็จ้องมาที่ผมอย่างคาดหวังแกมหวั่นใจ

ผมรู้ว่าผมไม่ควรจะทำอย่างนี้เพราะทงเฮจะไม่สบายใจ แต่บางครั้งผมก็ไม่ชอบเหมือนกันนะกับการเข้ามาจุ้นทุกเรื่องของทงเฮ ถึงแม้คราวนี้ผมจะไม่ได้โกรธมากก็เถอะแต่ผมก็อยากให้เจ้าปลาป่วนนั่นรู้ซะบ้างว่าทุกอย่างมันต้องมีขอบเขต

แต่สุดท้ายที่เหตุการณ์มันกำลังกระอักกระอ่วนอยู่นี่ อยู่ๆ คนนั่งข้างๆ ผมก็กลับยื่นมือใหญ่ๆ ของตัวเองไปคว้ามือเล็กของทงเฮเข้ามาใกล้ก่อนจะก้มลงไปกินกุ้งเจ้าปัญหาที่ปลายตะเกียบนั้นซะเอง


‘ซีวอน!’


แกร็ก!!!


เสียงแรกคือเสียงตะโกนเรียกชื่อมือที่สามของทงเฮ และเสียงที่สองคือเสียงของเด็กหน้าตายมือที่สี่ที่นั่งข้างทงเฮจะวางตะเกียบลงกับโต๊ะเต็มแรงและหันไปจ้องหน้ามือที่สามอย่างเอาเรื่อง


เรื่องมันเริ่มมาจากผมกับทงเฮแต่ตอนนี้มันกลับลามไปถึงเด็กตัวดำที่กำลังเอาสายตาคมๆ ที่ถ้าจ้องแล้วคงสะท้านเยือกไปถึงไขสันหลังส่งให้ไอ้เจ้าชายที่กำลังทำหน้าทะเล้นและเลิกคิ้วเข้มๆ มองอย่างล้อเลียน

‘ก็เห็นไม่มีใครกินฉันก็เลยช่วยกินให้ไง ยื้อกันไปยื้อกันมายังกับเด็กดื้อทะเลาะกันงั้นแหละ’

‘ชเวซีวอน!!’

คราวนี้เป็นเสียงผมกับทงเฮที่หันไปจ้องหน้าไอ้เจ้าชายนั่นอย่างเอาเรื่องบ้าง แต่พอรู้ตัวว่าพูดคำเดียวออกมาพร้อมๆ กันเราก็เผลอหันมาสบตากันโดยบังเอิญก่อนจะหันหนีกันไปคนละทางอย่างเก้อๆ

‘แต่พี่ก็ไม่ควรจะทำอย่างนั้นนะ อย่างน้อยนั่นก็ตะเกียบของทงเฮ’

คิมคิบอมพูดเกินประโยคนี่น่าจะถ่ายวีดีเก็บเอาไว้จริงๆ และสายตาอย่างนั้นเป็นผมคงไม่กล้าเถียงกับไอ้เด็กหน้าดำนี่หรอก แต่คงไม่ใช่กับเจ้าชายไม้เลื้อยชเวซีวอนที่ส่งสายตากรุ้มกริ่มไปให้เจ้าปลาน้อยก่อนจะส่งหน้าทะเล้นไปกวนประสาทคิบอม

‘ก็แล้วไง? อยู่ที่จีนเราใช้อะไรด้วยกันตั้งเยอะเนอะทงเฮเนอะ ทงเฮยังไม่เห็นบ่นอะไรเลยแล้วนายจะมาเดือดร้อนทำไมล่ะ?’

เออว่ะ เจ้าชายกำลังเข้าโหมดกวนประสาทเต็มขั้นแล้ว...สนุกแฮะ...และคราวนี้ก็ถึงกับเห็นหน้าคมๆ ของเจ้าน้องหน้าตายส่อแววไม่พอใจได้อย่างเปิดเผยเลยแหละ ทว่าเสียงคนกลางที่อยู่ดีๆ โพล่งออกมาก็ทำให้หน้านั้นคงเปลี่ยนอารมณ์แทบไม่ทัน

‘บ่นสิทำไมฉันจะไม่บ่นล่ะ! นั่นกุ้งของฉันนะ เอาของนายมาคืนให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย!’

หน้าเชิดๆ รั้นๆ ที่ทำเอาสามคนมองหน้าคนตัวเล็กก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมๆ กัน

ประเด็นมันไม่ใช่เรื่องกุ้ง...แต่มันคือเจ้าบ้าซีวอนหลอกจูบนายทางอ้อมเย้ยเจ้าเด็กข้างนายเล่นอยู่นายรู้ตัวบ้างมั้ยอีทงเฮ๊!

ตอนนั้นผมกำลังคิดเหนื่อยใจกับรักสามเศร้าของเพื่อนตัวเล็กจนเผลอลืมเรื่องที่หงุดหงิดปลาน้อยมันไปโดยไม่รู้ตัว และคิบอมเองก็คงเหนื่อยใจเหมือนผมหรือไม่ก็ไม่พอใจอะไรบางอย่างมากๆ เลยหยิบตะเกียบขึ้นมาก้มหน้าก้มตากินต่อ

เด็กแก้มบวมหน้าตายก็งอนเป็นเหมือนกันล่ะว้า

ผมก็เลยเอาอย่างคิบอมบ้างเมื่อเริ่มกินข้าวตรงหน้าอีกครั้งปล่อยให้ทั้งสองคนตัดสินกันเอง คนนั้นก็น้องคนนี้ก็เพื่อน ผมเข้าข้างฝั่งไหนเป็นพิเศษไม่ได้หรอก

‘แต่มันเข้าปากไปแล้วนี่ นายจะให้ฉันคายออกมามั้ยล่ะ หรือจะให้ป้อนทางปากดีน้าปลาน้อย ~’

‘หยุดพูดจาลามกนะไม่งั้นจะฟ้องพี่ฮีชอล!’ คำแย้งใสๆ ประโยคเดียวที่เล่นเอาคนต่างชาติคนเดียวในโต๊ะสะดุ้งโหยงและเริ่มทำหน้าไม่พอใจได้ แต่เจ้าตัวเล็กมันคงไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองเริ่มขยายวงทะเลาะลามไปหาอีกคนแล้ว ‘...งั้นนายก็เอาของนายมาให้ฉันสิ...ของนายยังเหลือตั้งสองตัวอ่ะ ถือว่าไถ่โทษที่นายเอาไปไง’

‘กุ้งของนายที่ไหน...’ พูดลากยาวพร้อมๆ กับการยกถ้วยกุ้งตัวเองหนีมือเล็กๆ และก่อนที่ทงเฮจะได้ฉุนมากกว่านี้เจ้ากุ้งถ้วยปัญหาต่อมาก็ถูกวางตรงหน้าผม

‘นายเอาของใครไป ฉันก็ควรจะคืนคนนั้นสิ งั้นฉันก็ไถ่โทษด้วยการยกอีกตัวให้ฮยอกแจด้วยดีมั้ยทงเฮน้อย~’ เอ่ยยั่วๆ ในขณะที่คนอีกฝั่งเตรียมอ้าปากเถียงแล้ว แต่พอคิดอะไรได้ทงเฮก็ชะงักกึกและยอมนั่งลงโดยดีไม่เอ่ยปากเถียงอะไรอีกนอกจากอ้อมๆ แอ้มๆ พูดออกมาเบาๆ

‘งั้นก็ได้...ยกให้ฮยอกแจก็ได้’

ผมเคยคิดว่าถ้าผมไม่ได้รักจุนซูอยู่ก่อนแล้วผมอาจจะรักทงเฮก็เป็นได้

ดูอย่างตอนนี้ที่ผมต้องกลั้นยิ้มแทบตายเพราะคำพูดน่ารักของเจ้าปลาน้อย แต่ก็ดีแล้วล่ะที่ผมไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น ก็ดูสิ...ถ้าผมคิดอย่างนั้นกับทงเฮเมื่อไหร่ผมคงได้ไปต่อสู้แย่งชิงกับทั้งไอ้เจ้าชายและเจ้าเด็กตัวโตๆ แก้มบวมๆ คนหนึ่งที่วันนี้กินเงียบกว่าปกติน่ะสิ

ถึงผมจะหล่อจะเท่ห์อยู่บ้างแต่ผมก็พอรู้หรอกว่าเจ้าสองคนนี้มันหล่อเท่ห์กว่าผมแค่ไหน (ผมไม่ได้หลงตัวเองจนไม่รู้หรอกน่า - -* )

แต่ว่านะ...บางทีการอยู่วงนอกมันก็ได้เห็นอะไรดีๆ เยอะ...ได้ดูคิมคิบอมงอนมันก็สนุกดีเหมือนกันล่ะน่า หาดูได้ง่ายที่ไหนเล่า ฮ่าๆๆๆ

คิดไปผมก็กินข้าวต่ออย่างสบายใจ แม้ในใจจะยังแอบหัวเราะพอใจเล็กๆ อยู่อย่างนั้นแต่ผมก็รู้ดีว่านอกเหนือจากความรู้สึกขำนั้นกลับเป็นเจ้ากุ้งสองตัวที่อยู่ตรงหน้า

หลายคนคงเข้าใจว่าเจ้าชายชเวซีวอนกำลังจีบอีทงเฮ ผมเองก็ยังเคยคิดอย่างนั้นหลายครั้งและแม้แต่ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่ แต่ทุกครั้งที่ซีวอนเข้าไปแหย่ปลาน้อยผลพลอยได้ของมันกลับเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมสะดุดใจ

ซีวอนรู้ว่าผมกำลังหงุดหงิดที่มีคนเข้ามาวุ่นวายกับของกินในส่วนของผม และถึงเรื่องมันจะเป็นยังไง คนอื่นจะมองว่าซีวอนกำลังเล่นอะไร แต่สุดท้ายข้างหน้าผมก็มีกุ้งอยู่สองตัวเหมือนเดิมและตอนนี้ผมก็ไม่รู้สึกโกรธทงเฮแล้ว

ถ้าผมไม่บอกว่ามันเป็นเพื่อนที่ทำอะไรเพื่อผมมากแม้จะยอมทะเลาะกับคนที่ตัวเองกำลังหว่านเสน่ห์ใส่แล้วจะให้ผมเรียกว่าอะไรล่ะ

ไม่ใช่แค่การกินข้าวครั้งนั้นที่หลังจากนั้นทงเฮจะยอมเสียสละแอบคีบปลาหมึกของโปรดตัวเองใส่ในถ้วยผมเงียบๆ หลายๆ ตัวจนผมต้องคีบหมูส่งกลับให้บ้างเจ้าตัวเล็กมันถึงยิ้มและหัวเราะให้อย่างดีใจแกมโล่งอก แต่ทั้งก่อนหน้าและหลังจากนั้นต่างหากที่ผมก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความห่วงใยเงียบๆ ที่ซีวอนมีให้ผม

เวลาที่ผมกำลังเสียใจ เวลาที่ผมทะเลาะกับใคร ไม่รู้ทำไมโทรศัพท์จากจีนถึงได้โทรมาได้ทันใจนัก โทรมาทีเจ้าชายก็จะโม้นั่นโม้นี่ วันนี้แต่งหล่ออย่างนั้น สาวตรึมอย่างนี้ แต่จบท้ายก็จะเป็นคำถามว่า


‘เป็นอะไรไป...ทำไมเสียงถึงฟังดูแปลกๆ ล่ะ?’


เท่านั้นล่ะที่ผมจะเป็นฝ่ายที่พล่ามระบายไม่หยุดบ้าง

และก็แปลกที่ซีวอนกลับไม่ขัดไม่แย้งซักคำแต่กลับหยุดโม้และฟังผมเงียบๆ อยู่อย่างนั้นอีกหลายชั่วโมง

คนโทรคือซีวอนแต่คนพูดกลับเป็นผมอย่างนี้ทุกครั้ง...ผมถึงได้บอกว่ามันห่วงผมยังไงล่ะ

และมันก็หลายปีแล้วที่ผมกับซีวอนคบกันเป็นเพื่อนอย่างนี้ ไม่ได้สนิทตัวติดกันอย่างหลายคนแต่ก็เป็นคนที่ทุกครั้งที่ผมมีเรื่องอยากเล่าทั้งดีหรือไม่ดีผมก็จะคิดถึงซีวอนเป็นคนแรก

ค่าโทรศัพท์ต่างประเทศแต่ละเดือนต้องจ่ายเท่าไหร่มันไม่เคยบอกผม แต่พอผมเป็นฝ่ายโทรไปบ้างมันก็จะตัดสายและเป็นฝ่ายโทรกลับแทน

‘บ้านฉันทำธุรกิจนี้ด้วยนายไม่รู้เหรอ?’

เมื่อสองปีก่อนผมเคยโง่เชื่อมันอย่างนั้น พอปีที่แล้วผมถึงรู้ว่ามันโกหก และแม้จะเป็นปีนี้ผมก็ยังเอาชนะมันเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ดี

แต่ตอนนี้ก็ยังดีเพราะอัลบั้มใหม่ทำให้ซีวอนไม่ต้องจ่ายค่าโทรศัพท์แพงๆ พวกนั้นอีกแล้ว ทำไมน่ะเหรอ?

ก็เพราะตอนนี้เจ้าขี้เก๊กคนนี้มันกำลังมานั่งรอผมที่สถานีวิทยุน่ะสิ!


เพราะไม่ได้เจอกันนานวันนี้ผมเลยว่าจะไปนอนที่คอนโดซีวอน(ไม่ใช่เพราะตอนนี้บ้านกำลังจะแออัดจากเจ้าพวกต่างด้าวที่อพยพกลับมาหรอก ไม่ใช่เล้ยยยย) ไอ้เจ้าชายมันก็บอกว่าจะมารับและพอมาถึงมันก็เดินเตร่โปรยเสน่ห์เช็คเรตติ้งชดเชยช่วงที่ไม่อยู่ในขณะที่ผมยังนั่งทำงานงกๆ อยู่นี่แหละ

จะว่าไปแล้วซีวอนมันคือตัวเปรียบเทียบในทุกสิ่งที่ผมไม่มีเลยนะ ผมควรจะนอยเมื่อยืนข้างมันสิ นี่ผมไปหลวมไปเป็นเพื่อนกับมันได้ยังไงก็ไม่รู้ ไม่ไหวแฮะ ไม่ไหวๆ

คิดวุ่นวายไปมาผมก็ผละจากหน้าไอ้เจ้าชายที่กำลังเต๊ะท่านั่งอ่านหนังสือข้างๆ มาให้ความสนใจกับงานตรงหน้าต่อ เข้าสู่ช่วงเปิดเพลงก็คือช่วงพักที่ผมจะทำนั่นทำนี่ได้ล่ะ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรอยู่ๆ เสียงโทรศัพท์น่าเกลียดก็ดังขึ้นจนผมสะดุ้ง


‘ตะล้าลา..ล้าล้าลา...เจ้าลูกน้องฮยอกแจรับสายได้แล้ว...ล้าลาลาลา...เจ้าลูกน้องฮยอกแจ๊รับซี๊...’


แปลกมั้ย...แค่เสียงร้องเพลงใสๆ แหบๆ และใบหน้าที่โชว์หราบานเต็มหน้าจอของคนโทรเข้ากลับทำให้ผมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

ท่าทางของตัวเองที่เปลี่ยนไปมากขนาดนั้นมันจะไปสะดุดใจใครอื่นผมไม่ได้สนใจหรอกนอกจากจะรีบกดรับสายโดยเร็ว

‘ว่าไง?’

‘ฮยอกแจ’

‘อื้อ’

‘นายอยู่ที่ไหนน่ะ?’

‘รายการวิทยุ’

ผมคงแทบไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองคุยโทรศัพท์ด้วยใบหน้ายังไง แต่สิ่งที่ผมรู้ตัวคือหัวใจกำลังเต้นแรงและแก้มกำลังเจ็บเพราะยิ้มมากเกินไป เจ้าปีศาจปลาโลมาน้อยถามอะไรมาผมก็ได้แต่ตอบไปงั้นแหละ แต่คำถามต่อไปนี้กลับทำเอาหัวใจผมสะดุดจนแทบสำลักน้ำลายตัวเอง

‘ความสัมพันธ์ของพวกเราเป็นยังไงบ้างนะ?’

หมายความว่าไง?

แต่ก็แค่แวบแรกที่หัวใจผมมันสะดุดจนเจ็บกับคำถามแทงใจดำ ทว่าเพราะการชาชินกับมันมาหลายปีแล้วทำให้แว่บต่อมาผมก็พอจะรู้ว่าเจ้าตัวไม่ได้หมายความลึกซึ้งอย่างที่ผมเข้าใจ

‘พี่ชายกับน้องชาย!’

เพราะถ้าเป็นปกติคงจะไม่ใช่เสียงใสๆ แหบๆ ที่ถามผมอย่างนี้ แต่เสียงสั่นเครือแกมร้องไห้ปนสะอื้นจะนำมาก่อนที่จะถามแล้วน่ะสิ

‘อิยะฮ่าฮ่า นายล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย ความสัมพันธ์ของพวกเราคืออะไร พูดสิ’

‘เพื่อน’

‘ก็เพื่อนประเภทไหนเล่า?’

ท่าทางคงจะมีอะไรซักอย่างเพราะเจ้าปีศาจน้อยไม่ใช่คนมานั่งถามเอาอะไรลึกซึ้งขนาดนี้ แม้หัวใจมันจะเจ็บจี๊ดๆ กับความจริงที่ผมเพิ่งพูดออกไปแต่อีกใจหนึ่งผมก็อยากแกล้งเจ้าเอ๋อนั่นเล่นเหมือนกัน

ฉันรู้สึกกับนายมากกว่าเพื่อนมาตั้งนานแล้วนายก็ไม่เคยจะรู้ซักทีน้า...เฮ้อ...


และพอแกล้งจุนซูได้สมใจจนฝ่ายนั้นต้องทั้งเล่าทั้งชักแม่น้ำกี่สายไม่รู้มาประกอบให้ผมพูดให้ได้ สุดท้ายผมก็เลยยอมที่จะพูดสิ่งที่เจ้าตัวต้องการออกมา


‘เพื่อนที่สนิทที่สุด’


นั่นคือความสัมพันธ์ของเราแต่มันไม่ใช่ความรู้สึกของฉันจุนซู


ฉันรักนายมากเกินกว่านั้นรู้ตัวบ้างมั้ย?


ถัดจากการยอมรับของผมก็เหมือนจะได้ยินเสียงผู้หญิงแทรกเข้ามา และจุนซูก็บอกว่ากำลังอัดรายการโชว์อะไรซักอย่างแล้วจะโทรมาหาทีหลัง หลังจากนั้นผมก็กดตัดสายด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

ผมดีใจที่ได้ยินเสียงจุนซู แต่ผมกำลังเสียใจที่เป็นได้แค่เพื่อนของจุนซู

ทั้งที่มันน่าจะหลายปีจนชาชินแล้วเหมือนกับที่ผมคอยย้ำบอกกับตัวเอง แต่ทำไมผมถึงยังเจ็บกับมันอยู่ทุกครั้ง และพอถามอย่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปเอาคำตอบจากใครเพราะผมรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

ผมรู้ตัวว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่คือการรอคอย...รอคอยอย่างลมๆ แล้งๆ กับความหวังที่เป็นศูนย์ตั้งแต่เริ่มแรก


ฮะๆๆๆ ก็ใครใช้ให้ผมรักมันล่ะ ใครใช้ให้ผมดันไปหลงรักคนที่มีเจ้าของแล้วอย่างเจ้าเด็กนั่นกันล่ะ!


หัวเราะอย่างสมเพชให้กับตัวเองผมก็เงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอและเตรียมตัวทำงานต่อ แต่พอกำลังยัดมือถือเข้ากระเป๋าบางอย่างก็สะดุดสายตาให้ผมหันไปมองได้ก่อน

ดวงตาดำสนิทที่ผมเคยอิจฉาของไอ้เจ้าชายกำลังจ้องผมอย่างเป็นห่วง...จ้องนิ่งๆ จนผมชักจะทำหน้าไม่ถูก

และพอเพลงที่เปิดใกล้จบผมก็จำต้องทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อนและโบกมือปัดๆ ว่าไม่เป็นไรก่อนจะเริ่มต้นทำงานอีกครั้ง จากหางตาบอกผมว่ามันลุกออกไปข้างนอกและนั่นก็ทำให้ผมโล่งอกไปนิดหนึ่ง

ผมบอกไม่ถูกหรอกว่าผมรู้สึกยังไง...แต่สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือผมเริ่มรู้สึกเกร็งกับสายตาของซีวอน

มัน...บอกไม่ถูกจริงๆ นะ ไม่ได้ไม่ชอบ...แต่ผมกำลังรู้สึกเหมือนซีวอนมันจะจ้องทะลุเข้าไปเห็นถึงหัวใจผมล่ะมั้ง ผมคงไม่อยากเป็นคนที่น่าสงสารในสายตาใครนั่นเอง เพราะมันดูไม่เท่ห์น่ะสิ

คิดได้อย่างนั้นอารมณ์ผมก็เริ่มดีขึ้น ขณะที่นั่งทำงานไปพูดไปอยู่ๆ ผมก็รู้สึกถึงไออุ่นจากคนที่มายืนซ้อนหลัง มือใหญ่ๆ โผล่มาให้เห็นก่อนก่อนมือนั้นจะวางกล่องนมรสสตอเบอร์รี่ลงตรงหน้า แล้วไอ้เจ้าชายมันก็ผละกลับไปนั่งเต๊ะท่าอ่านหนังสือเงียบๆ ที่เก้าอี้ข้างๆ เหมือนเดิม


ผมบอกไม่ถูกอีกครั้งว่ารู้สึกยังไง แต่ตอนนี้กระบอกตากำลังร้อนผ่าวขึ้นจนรู้สึกได้


เพราะมันคือช่วงเวลางานและมันอาจดูไม่ค่อยเท่ห์ไปนิดที่จะพูดตรงๆ ผมจึงหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความสั้นๆ ส่งให้เจ้าคนที่นั่งอยู่ห่างผมไม่เกินสองเมตรนี่


‘ขอบคุณ’


และจากหางตาอีกเช่นกันที่บอกผมว่ามันกำลังเงยหน้ามาส่งรอยยิ้มกว้างๆ มาให้ผมและเปลี่ยนจากจ้องหนังสือมาเป็นจ้องหน้าผมตลอดทั้งรายการ

ผมเริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าทำมันถึงป๊อบนักในหมู่สาวๆ แต่ถ้าจะให้ดีก็ให้มันช่วยหันหน้าไปมองอย่างอื่นนอกจากหน้าผมก็ดีนะ


ตรูเป็นผู้ชายก็จริงแต่โดนจ้องอย่างนี้ตรูก็เขินเป็นนะโว้ย! TT^TT







แล้วคืนนั้นผมก็ได้ไปนอนที่คอนโดซีวอน หลังจากไปหาอะไรกินมาแล้วซีวอนก็ยอมนั่งเล่นเกมส์เป็นเพื่อนผม พอชนะหลายๆ ครั้งติดๆ กันอารมณ์ผมก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งชนะเป็นครั้งที่ 10 ผมก็อารมณ์ดีจัดจนเผลอตบบ่ากว้างๆ นั่นอย่างปลอบใจ

‘ไม่ต้องแปลกใจหรอกนะเจ้าชาย หน้าหล่อๆ มันไม่ได้ช่วยให้เล่นเกมเก่งหรอกนะเว้ย! แล้วฉันก็อัจฉริยะอยู่แล้วแพ้ฉันมันไม่แปลกหรอกรู้มั้ย ไม่ต้องเสียใจไปนะ ฮ่าๆๆๆๆ’

ซีวอนไม่ได้ตอบอะไรนอกจากดีดแปะบนหน้าผากผมเบาๆ แล้วก็พูดขำๆ งุบงิบๆ ว่าหลงตัวเองไม่เปลี่ยนเลย แต่ก็น้า...คนมันมีดีให้หลงนี่นะ แล้วอารมณ์ผมก็ยังดีต่อเนื่องจนจะถึงเวลานอนด้วย

‘พรุ่งนี้เราเล่นอีกเกมนะ ฉันจะสอนนายเล่นเกมตัวใหม่ที่เพิ่งประมูลมาได้ โคตรเจ๋งเลยนะซีวอน! กว่าจะได้มานี่ฉันต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตั้งหลายชั่วโมงรู้มั้ย’

“ก็ได้...ไหนๆ พรุ่งนี้ก็วันหยุดงั้นออกไปกินข้าวเย็นที่ร้านดีมั้ย? นายอยากกินอะไรล่ะ?” พูดพลางมันก็ลากผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ผมและคลุมเผื่อตัวเองด้วย เตียงมันเคยใหญ่ยังไงก็ใหญ่อยู่อย่างนั้นแหละ และเจ้าชุดนอนลายลูกเจี๊ยบเคยอยู่ยังไงมันก็ยังอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิมซึ่งก็คืออยู่บนตัวผม - -*

ผมเคยบอกแล้วนะว่าผมไม่ชอบและจะซื้อตัวอื่นมาเผื่อไว้ แต่มันก็จะคอยบอกว่าไม่ต้องหรอก เปลือง ถ้ามีตังค์ก็หัดเก็บซะบ้างอย่าใช้สุรุ่ยสุร่าย

คนอื่นพูดผมยังพอเชื่อบ้างแต่นี่คือเจ้าชายชเวซีวอนนะ ค่าเสื้อนอนที่ผมจะซื้อยังไม่ถึงหนึ่งในสิบกางเกงนอนตัวนึงของมันด้วยซ้ำ และที่สำคัญที่มันทำให้ผมฉุนคือมันก็จะคอยมีคอลเลคชั่นลายลูกเจี๊ยบอัพเกรพขึ้นทุกวันๆ ที่ผมมาพักน่ะสิ

ลูกเจี๊ยบวิ่งเล่นในสวน ลูกเจี๊ยบอาบน้ำ ลูกเจี๊ยบเตะฟุตบอล และแม้แต่รองเท้าใส่ในบ้านก็ยังเป็นลายลูกเจี๊ยบใส่ผ้ากันเปื้อนถือตะหลิวด้วยซ้ำ


‘มีตั้งเยอะตั้งแยะแล้วจะซื้อมาอีกทำไม หัดประหยัดบ้างสิ’


คำบ่นที่ผมเถียงมันไม่ออกได้แต่กัดปากจ้องหน้ามันเขม็งสลับกับอ้าปากพะงาบๆ ให้มันล้อกวนประสาทว่าเหมือนลูกเจี๊ยบอ้าปากรอรับอาหาร

ทำไมผมถึงไม่สูงกว่ามันนะ ถ้าผมแข็งแรงกว่ามันเมื่อไหร่ผมจะจับมันทุ่มซักวันให้ดู!

แต่ตอนนี้ผมยังตัวเล็กกว่ามันอยู่ ยังต้องไปเร่งกินนมแล้วค่อยไปชวนมันเล่นมวยปล้ำก็ยังไม่สาย ผมเลยตอบเจ้ายักษ์ที่กำลังจ้องมาจะเอาคำตอบ

‘งั้นกินชาบูชาบูได้มั้ย อยากกินมาหลายวันแล้วแต่หาโอกาสกินไม่ได้เลยอ่ะ’

ผมเปล่าอ่อนให้มันน้า...แต่ผมก็อยากกินจริงๆ นี่นา แล้วทุกคนมีแต่คนไดเอทเพราะต้องถ่ายรูปอัลบั้มใหม่เลยไม่ยอมไปเป็นเพื่อนผมซักคนนี่ แม้แต่พี่คังอินที่หน้าเฮียแกโคตรจะอยากตอบตกลงด้วย(ตาเป็นประกายวิ้งๆ มากพอคิดถึงภาพเนื้อลอยไปลอยมา)แต่พอได้ยินเสียงนิ่งๆ ของหัวหน้าวงเรียกชื่อเท่านั้นแหละ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าแค่เสียงหวานๆ ของคนตัวบางๆ กลับสามารถทำให้ตัวโตโคตรยักษ์อย่างพี่คังอินสะดุ้งเฮือกได้เลยล่ะ!

แค่ผีเสื้อขยับปีกแล้วยังกระเทือนถึงดวงดาวจริงๆ ด้วย (เกี่ยวมั้ย?)

แต่พอพูดออกไปคนตรงหน้าผมก็ไม่ปฏิเสธเหมือนทุกคน เพราะปากหยักที่ผมก็อิจฉาเพราะมันสวยสมชายก็เปิดยิ้มกว้างให้ผมแถมยังยกมือมาขยี้หัวผมด้วย

“งั้นตกลงกินชาบูชาบู ไหนๆ ฉันเล่มเกมแพ้นายฉันจะยอมเลี้ยงซักมื้อก็ได้ แต่ตอนนี้ต้องนอนได้แล้วนะ...มันดึกมากแล้ว..”

แปลกมั้ย...ผมไม่ได้รังเกียจสัมผัสจากซีวอนเลย ผมไม่รู้สึกแปลกที่มันคอยเข้ามาใกล้ผม กอดผม หอมแก้มผม หรือลูบหัวผม ถ้าเป็นคนอื่นผมคงปัดออกบ้างเพราะมันทำให้ผมดูเหมือนเด็ก แต่กับมืออุ่นๆ ของซีวอนกลับทำให้ผมพยักหน้ารับก่อนจะหลับตาลงอย่างผ่อนคลายและยอมให้มันลูบต่อตามสบาย

หลายปีมานี่ผมคงโดนไอ้เจ้าชายไม้เลื้อยมันล้างสมองเรียบร้อยซะแล้วล่ะมั้ง

แต่ในขณะที่บรรยากาศมันเดินไปนิ่งๆ...มีมืออุ่นๆ ของซีวอนมาลูบหัวเบาๆ ...เสียงโทรศัพท์ที่แสนน่าเกลียดก็ทำให้ผมสะดุ้งขึ้นมาได้


‘ตะล้าลา...ล้าล้าลา...เจ้าลูกน้องฮยอกแจรับสายได้แล้ว...ล้าลาลาลา...เจ้าลูกน้องฮยอกแจ๊รับซี๊..’


เจ้าปีศาจน้อยนั่นโทรมาจริงด้วย


อาการรีบร้อนหันซ้ายหันขวาหาโทรศัพท์ผมคงไม่รู้ตัวหรอก แต่การที่ซีวอนแค่หยิบมือถือที่วางบนโต๊ะเล็กข้างเตียงมายื่นส่งให้และตัวเองยิ้มรับจนเจ็บแก้มผมก็รู้สึกตัวดี


‘ว่าไงจุนซู ทำไมเพิ่งโทรมาตอนนี้ล่ะ’

‘ก็เพิ่งอัดรายการเมื่อกี้เสร็จน่ะสิ เหนื่อยชะมัดเลยอ่าฮยอกแจ T_T’

‘อย่ามาอ้อนน่า เหนื่อยแต่ก็ได้ตังค์คุ้มล่ะสิ ไหนใครบอกกลับมาแล้วจะเลี้ยงอาหารจีนฉันนะ’

พูดเสร็จแล้วผมก็ต้องหัวเราะเบาๆ ให้กับเสียงเถียงงุ้งงิ้งของจุนซูว่าทำไมถึงยังจำได้ดีนัก แต่ดูท่าเจ้าปีศาจน้อยมันจะอู้ฟู่จริงเพราะสุดท้ายมันก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยบอกคำที่ก่อนพูดเจ้าตัวคงคำนวณนับตังค์ในกระเป๋าเสร็จสรรพล่วงหน้าแล้ว

‘งั้นเลี้ยงก็ได้ แต่นายต้องสัญญาก่อนนะว่าจะไม่กินเยอะมากอ่ะ’

‘กร๊ากกกกกกกกก ทีตอนฉันเลี้ยงนายยังซัดเกลี้ยงกว่าปกติไม่ใช่เรอะเจ้าเด็กเอ๋อ นี่จะมาบังคับให้กินน้อยได้ไงเล่า ไม่ยุติธรรมซะบ้างเล้ยยยยย’

‘เอ๊ะ! ก็อาหารจีนมันแพงนี่! ตกลงตัวจะไปไม่ไปอ่ะ!’ ท่าทางเจ้าปีศาจน้อยจะเริ่มฉุนขึ้นมาบ้างแล้ว ผมเลยต้องรีบกลั้นหัวเราะก่อนจะตอบมันด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มกระจายเต็มหน้า

‘ไปสิ คิมจุนซูอุตส่าห์เลี้ยงทั้งที ลาภปากอย่างนี้หาได้ง่ายที่ไหนกัน แล้วตกลงจะไปวันไหนอ่ะ?’

‘งั้นพรุ่งนี้ตอนเย็นนะ ฉันว่างแค่นั้นแหละ วันอื่นๆ ต้องทำงานยันดึกเลย เหนื่อยอ่าฮยอก TT^TT’

‘โอเคๆ งั้นพรุ่งนี้ตอนเย็....’


ยังพูดไม่ทันจบประโยคหรอกผมก็เริ่มคิดได้ว่าพรุ่งนี้ตอนเย็นตัวเองวางแผนจะทำอะไรตอนแรก


และพอคิดบางอย่างนั้นออกหน้าผมมันก็เผลอเงยมองไอ้เจ้าชายอย่างไม่รู้ตัว สิ่งที่เห็นคือสายตาดำสนิทนั่นจ้องผมอยู่ก่อนหน้าแล้ว แว่บแรกที่ผมเห็นมันคือลูกแก้วสีดำที่สื่อถึงอะไรบางอย่างที่ผมอ่านไม่ออก...มันแปลกๆ...มัน...ดูทั้งเจ็บปวดและอ้างว้าง แต่พอแว่บต่อมาที่หน้านั้นยิ้มให้และพูดแบบไม่มีเสียงว่าไม่เป็นไร ไปเถอะ ผมก็เลยคิดไปว่าคงเพราะในห้องมันมืดและแสงข้างนอกทำให้ดูหลอกตาไปเอง

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกไม่ดีที่ต้องผิดนัดกับซีวอน

‘ทำไมเงียบไปล่ะฮยอกแจ ตกลงพรุ่งนี้ได้มั้ย? ฮยอก...ฮึนฮยอก...เจ้าแห้งฮยอกแจตอบซี๊...’

และสงสัยผมคงทำหน้าลำบากใจและจ้องหน้านั้นนานไปหน่อยจนเงียบไป...เสียงปลายสายเลยเร่งๆ จะเอาคำตอบจากผมให้ได้ ในขณะเดียวกันคนที่นั่งเผชิญหน้าก็ยกมือใหญ่มาขยี้หัวผมพร้อมยิ้มกว้างก่อนจะให้อ่านปากเอาว่าไม่เป็นไรจริงๆ

‘ฮาโหล...โหลๆๆๆ อีฮยอกแจนายได้ยินมั้ย...ตอบหน่อยสิ...ถ้านายไม่ตอบฉันจะวางสายนะ’

‘เดี๋ยวก่อนจุนซู! ได้ยินๆ ...คือ...พรุ่งนี้ตอนเย็นใช่มั้ย..ง” พูดพลางผมก็เงยหน้าเหลือบขึ้นไปดูคนตัวโตตรงหน้าพลาง และพอเห็นหน้านั้นยังยิ้มสบตามาให้ผมก็เลยตัดสินใจตอบจุนซูด้วยเสียงที่เบาจนรู้สึกได้ ‘...ได้สิ เจอกันพรุ่งนี้ตอนเย็น ฉันจะไปรับนายที่บ้านนะ...’

‘โอเค! งั้นพรุ่งนี้เจอกัน แล้วนายก็อย่าแต่งตัวซอมซ่อล่ะ มากับซูเปอร์สตาร์อย่างคิมจุนซูต้องแต่งตัวหล่อๆ อ่ะรู้มั้ย’

‘ได้อยู่แล้วน่า พรุ่งนี้เจอกันนะ’

‘พรุ่งนี้เจอกัน บาย’

‘บาย’

ถัดจากเสียงบอกลาคือการกดตัดสาย แต่คราวนี้ผมก็ไม่คิดจะใช้อะไรเป็นตัวกลางเมื่ออ้าปากพูดตรงๆ กับคนตรงหน้า

‘ขอโทษนะ

หน้าหล่อๆ นั้นอึ้งไปนิดแต่สุดท้ายซีวอนกลับยิ้มกว้างหวานๆ ให้และขยี้หัวผมแรงๆ อีกครั้ง

‘ขอโทษทำไม? โอกาสนี้ไม่มีง่ายๆ ฉันรู้น่า ก็ท่าทางเจ้าเด็กเอ๋อนั่นงานยุ่งจะตาย แต่ก็ดีน้า...งี้ฉันก็ไม่ต้องเสียตังค์เลี้ยงนายแล้วล่ะสิ ฮ่าๆๆๆๆๆ’

น่าแปลกที่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์ขำไปกับซีวอน ที่ผมรู้ตัวตอนนั้นคือตัวเองยังจ้องหน้าซีวอนนิ่งๆ และอ้าปากพูดจริงจัง

‘งั้นนายไปกับพวกเรามั้ย? ถ้าเป็นนายจุนซูคงไม่ว่าหรอกมั้ง’

เพียงแค่นั้นเสียงหัวเราะเสแสร้งก็พลันหายไปก่อนซีวอนจะชะงักกึกและนิ่งเงียบไปเลย แต่ไม่เกินอึดใจหลังจากนั้นหรอกที่สองมือใหญ่จะรวบผมเข้าไปกอดและกระซิบเบาๆ กับหัวผม

‘ฉันไม่เป็นไรหรอกน่าอย่าห่วงเลย นัดแล้วก็นัดใหม่ก็ได้ เวลายังมีอีกตั้งเยอะ อย่าคิดมากด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้สิ’

และก็น่าแปลกกับตัวเองที่ผมไม่ได้รู้สึกรังเกียจอ้อมแขนอบอุ่นนี้ คนอื่นอาจจะมองพวกเราแปลกๆ แต่ผมรู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น

ซีวอนคือเด็กโข่งขี้เหงา...การชอบสัมผัสกับชาวบ้านจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กที่ต้องการความอบอุ่นจากร่างกายคนอื่นอย่างซีวอน

ดังนั้นผมเลยไม่ผลักอกกว้างๆ นี่ออกอย่างที่จะทำอย่างนี้กับเพื่อนคนอื่น มือผมถูกยกไปตบแปะๆ ที่แผ่นหลังกว้างๆ นั้นอย่างปลอบใจ

‘งั้นพรุ่งนี้ทั้งวันฉันจะอยู่กับนายแล้วตอนเย็นค่อยออกไปหาจุนซูดีมั้ย? แต่นายไม่โกรธจริงๆ นะที่ฉันผิดนัดนายน่ะ’

‘ใครบอกไม่โกรธ...ฉันโกรธนายสิ โกรธมากด้วยล่ะ’

คำพูดอย่างนั้นทำให้ผมรีบผละออกมาเพื่อจ้องหน้านั้นอย่างตกใจ แต่พอเห็นรอยยิ้มวิบวับในดวงตาดำขลับผมก็เริ่มเอะใจว่าโดนหลอกอีกแล้ว

‘นายต้องให้ของไถ่โทษเพื่อปลอบใจฉันรู้มั้ย เนี่ย...ต้องหอมแก้มฉันด้วย นี่ๆ ...ตรงเนี้ย...’

ท่าของยักษ์ตัวโตที่พองลมเอียงแก้มให้ผมพร้อมชี้ที่ตำแหน่งที่เจ้าตัวอยากให้หอมนักประกอบทำให้ผมหมั่นไส้ท่าทางนั้นนิดๆ แฮะ สงสัยตอนเป็นเด็กที่บ้านคงให้รางวัลอย่างนี้จนเคยชินเจ้าตัวเลยไม่รู้ว่ามันผิดปกติจากที่บ้านคนธรรมดาเค้าทำกัน

แต่ก็...เฮ้อ...ไหนๆ ผมก็เป็นเพื่อนมันนี่ และไหนๆ ผมก็เป็นฝ่ายผิดผมเลยถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะยื่นหน้าไปทำตามที่มันขอ

จุ๊บ

‘ฉันทำแล้วก็ต้องเลิกงอนนะ และนายก็อย่าไปขอให้ใครทำอะไรอย่างนี้ให้อีกล่ะ โดนล้อกลับมาฉันไม่รู้ด้วยนะจำไว้’

บ่นเบาๆ พลางลากผ้าห่มขึ้นมาเตรียมตัวนอนอีกครั้ง และเสียงพึมพำเบาๆ เช่นกันจากคนร่วมเตียงก็สะดุดหูจนผมต้องรีบหันไปมองมันอย่างแปลกใจปนตกใจ

“ฉันจะขอจากแค่นายคนเดียวเท่านั้นล่ะ’

‘ห๊ะ! เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ!’

‘เปล่านี่ ฉันไม่ได้พูดอะไร นอนกันเถอะพรุ่งนี้นายจะสอนเกมใหม่ฉันไม่ใช่เหรอ’

ท่าทางปกติของไอ้เจ้าชายทำให้ผมได้แต่ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ แต่หลังจากนั้นความง่วงที่ค่อยๆ คืบคลานลงมาก็ทำให้ผมขี้เกียจจะเถียงจะหาความจริงอะไรจากมัน และการที่ตัวเองโดนแขนใหญ่ๆ นั้นดึงเข้าไปซุกตัวในอ้อมกอดกว้างผมก็คุ้นเคยเกินกว่าจะขัดขืนหรือต่อต้าน

ก็มันอุ่นดี...และยอมให้ไอ้เจ้าชายขี้เหงามันกอดบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่เป็นไรหรอกน่า...

อย่างน้อยมันก็คือเพื่อนสนิทของผมคนนึง...ไม่เป็นไรหรอก...





Create Date : 15 สิงหาคม 2552
Last Update : 15 สิงหาคม 2552 18:35:18 น. 0 comments
Counter : 171 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.