Group Blog
 
All blogs
 
Reject 2/2


แล้วถัดจากวันนั้น...วันถัดมา...วันต่อมา...และวันต่อๆ มา เค้าก็ยังรักษาคำพูดที่เอ่ยออกมาได้ดีเสมอ

ฮยอกแจยังหลบหน้าผมเหมือนเดิม ยังไม่คุยกับผมเหมือนเดิม ยังไม่มองหน้าผมเหมือนเดิม

ในขณะที่ผมก็ยังเลิกรักเค้าไม่ได้เหมือนเดิม

แล้วจะให้ผมทำอะไรได้? ยอมตัดใจงั้นเหรอ? ถ้าตัดได้ผมก็คงไม่ต้องมานั่งคิดมากอย่างตอนนี้หรอก

และยิ่งตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเรายิ่งแย่ลงเรื่อยๆ การโทรคุยกับเกือบทุกวันที่ผ่านมาสำหรับเค้ามันคืออะไร? วันไหนวันนึงคิดอยากจะไม่รับสายผม ตัดสายผม หรือไม่คุยกับผมเค้าก็ทำได้ง่ายๆ และมีชีวิตอยู่ได้ง่ายๆ โดยที่ไม่มีอะไรผิดปกติไปจากเดิมอย่างนั้นเหรอ

เพราะเค้าก็ยังยิ้มให้ทุกคนได้อย่างปกติยกเว้นผม

สำหรับเค้าที่ผ่านมาระหว่างเราคืออะไร? มันก็แค่ความเป็นเพื่อนที่คิดอยากจะตัดก็ตัดได้ง่ายๆ อย่างนั้นรึไง?

แต่ในขณะที่ผมคิดมากอย่างนี้ผมก็ต้องทำงานร่วมกับเค้าไปด้วย บรรยากาศระหว่างเรามันเลยยิ่งน่าอึดอึด ที่ใครคนนึงพยายามทุกวิถีทางจะหาเรื่องคุย ในขณะที่ใครอีกคนก็หาเรื่องจะหนีได้ทุกเวลา

นั่นเลยทำให้ผมต้องปรึกษาพี่...ปรึกษาหัวหน้าวงที่เดินเข้ามาถามไถ่ เพราะก็คงไม่ชอบจะเห็นน้องๆ เป็นอย่างนี้อีกต่อไป

และพี่ก็รับปากว่าจะช่วยผม วันนี้ทั้งวันผมเลยนั่งรอลุ้นผลจากที่พี่บอกว่าจะโทรมาเล่าให้ฟังหลังจากไปคุยกับเค้าแล้ว

แต่เสียงเรียกเข้าที่กำลังบอกว่าฮยอกแจโทรเข้ามากลับทำให้ผมแปลกใจได้

ถ้ารู้ว่าปรึกษาพี่แล้วจะเห็นผลทันตาอย่างนี้ผมคงทำไปนานแล้ว!

ดังนั้นผมเลยรีบกดรับด้วยการปล่อยให้มันดังไม่ถึงสองครั้ง เสียงเค้าที่ดังลอดสายออกมาทำไมผมกลับรู้สึกว่าคิดถึงมากมายขนาดนี้

ฉันคิดถึงนายมากเหลือเกินนายรู้ตัวมั้ย

“ฮัลโหลฮยอกแจ นั่นนายใช่มั้ย?”

“อื้อ...ฉันเอง นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?”

“ก็...อยู่ที่บ้าน ไม่มีอะไร...นาย...นายหายโกรธฉันแล้วเหรอ?”

“.........”

“อึนฮยอก...?”

เสียงปลายสายที่เงียบไปเริ่มทำให้หัวใจผมเต้นแรง มันไม่น่าจะใช่คำถามที่ตอบยากขนาดนั้น แต่สิ่งที่เค้าพูดออกมามันกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมถามเลยแม้แต่นิดเดียว

“วันมะรืนนี้นายว่างมั้ย?”

ถ้าคนถามคำถามนี้คืออีฮยอกแจ...แน่นอนที่คำตอบของผมจะมีแค่คำตอบเดียว

“ว่างสิ...นายจะให้ฉันไปหาได้แล้วใช่มั้ย?”

“ไม่ต้องหรอก ไปเจอฉันที่เคียงดันตอนหกโมงเย็นนะ ถ้านายถึงก่อนก็อย่าลืมสั่งอาหารก่อนด้วยล่ะ”

“ได้สิ เคียงดันหกโมงเย็นใช่มั้ย แน่นอน...ฉันไม่สายแน่ แล้วเจอกันฮยอกแจ”

แล้วหลังจากนั้นผมก็กดตัดสายด้วยอารมณ์ที่ต่างจากก่อนหน้านี้ลิบลับ ใบหน้าผมคงมีแต่รอยยิ้มและลักยิ้มที่ใครบางคนชอบจิ้มเล่นกระจายเต็มหน้าแล้ว

เค้าเองก็คงเหงาเหมือนผม เค้าเองก็คงเข้าใจผมแล้ว นั่นคือสิ่งที่ผมคิดไปมาขณะที่เดินไปเลือกเสื้อผ้าเอาไว้ล่วงหน้าก่อนเป็นวันไม่ต่างจากตอนออกเดทครั้งแรกเลยสักนิด

ฮยอกแจอาจจะอยากคุยกับผม เราอาจจะปรับความเข้าใจกันได้ เวลาที่เราอยู่ห่างกันบ้างอาจจะทำให้เค้าคิดได้ก็ได้ว่าเค้าคิดยังไงกับผม และถ้าได้โอกาส...ผมหมายถึงถ้ามีโอกาสดีๆ และบรรยากาศมันเป็นใจ...


ผมจะสารภาพรักกับฮยอกแจ


มันอาจจะมีหวังน้อยนิดแต่ผมก็จะลองดู อย่างน้อยที่สุดเค้าก็คงไม่ได้เกลียดผม


อย่างน้อยที่สุดมันก็อาจจะเป็นเหมือนที่ผมหวังเอาไว้ก็ได้


แล้วหลังจากนั้นผมก็นั่งนับวันรอวันนัดของเราด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ จนวัดนัดก็มาถึง


ผมแต่งตัวด้วยชุดที่คิดว่าทำให้ตัวเองดูดีที่สุดแล้วและขับรถออกจากบ้านไปรอก่อนเป็นชั่วโมง ร้านนี้เราเคยมาด้วยกันหลายครั้งเพราะฮยอกแจชอบบรรยากาศที่มันเป็นส่วนตัว ห้องที่ผมเลือกคือห้องเดิมที่สามารถมองออกไปเห็นการจัดสวนแบบโบราณข้างนอกได้ ผมเปิดเมนูไล่เลียงรายการที่เค้าชอบเอาไว้ในใจก่อนจะบอกให้พนักงานทำมาเสริ์ฟในช่วงใกล้เวลานัดเพื่อที่มันจะยังร้อนและฮยอกแจมาถึงจะได้กินเลย

เสียงน้ำไหลข้างนอกและการคิดถึงใบหน้าของคู่นัดทำให้เวลาในการรอไม่น่าเบื่อเลยสักนิด แม้ว่าเข็มนาทีกำลังเดินเลยผ่านเลขสิบสองไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมคิดในใจคือผมผิดเองที่ไม่ดึงดันจะไปรับเค้าที่บ้าน เพราะการนั่งแท็กซี่มาที่นี่คงไม่สะดวกและไม่แปลกที่จะทำให้เค้ามาสาย

และสุดท้ายสิ่งที่ผมคิดในใจก็เป็นจริง เมื่อรอไปได้ไม่นานประตูไม้ก็เลื่อนออก ผมผุดลุกขึ้นมาด้วยความดีใจพร้อมลักยิ้มที่คงโผล่มากระจายบนหน้าเช่นเดิมก่อนจะเตรียมเดินไปรับเค้าที่ประตู


หากแต่ภาพที่ไม่ใช่เพียงเค้าที่เดินเข้ามาคนเดียวกลับหยุดขายาวๆ ของผมได้ชะงัดอีกตามเคย


ผู้หญิง...หญิงสาวหน้าตาสะสวยกำลังเดินตามหลังฮยอกแจเข้ามาด้วย


และยังไม่ทันที่ผมจะได้สติจากการตกตะลึง...เสียงกรี๊ดดังลั่นก็มาจากคนผมยาวข้างหลังฮยอกแจที่พอมองเห็นหน้าผมปั๊บก็คว้าแขนขาวๆ ของคนข้างหน้าเขย่าแรงๆ ทันที

“.....ซีวอนๆๆๆๆๆ ซีวอนจริงๆ ด้วยอ่ะฮยอกแจ! กรี๊ดดดดด นายไม่ได้หลอกฉันจริงๆ ด้วย! โฮ....ฉันรักนายจังเลยเจ้าไก่แห้ง....ไม่ไหวแล้วอ่ะ....หน้าฉันร้อนมากเลยตอนนี้....”

เธอที่กอดแขนฮยอกแจแน่นพร้อมซบหน้ากรี๊ดและทำตัวไม่ถูกก็คงเหมือนผมที่กำลังมองหน้าขาวๆ นั้นด้วยความไม่เข้าใจ


ไม่ใช่ไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์ข้างหน้าคืออะไร...แต่ผมกำลังไม่เข้าใจว่าฮยอกแจทำได้ยังไง


ลมหายใจเหยียดยาวที่สุดเท่าที่เคยมีมาในชีวิตถูกผ่อนออกมาอย่างหนักหน่วง พร้อมๆ กับการวางตัวที่ผมคิดว่ามันคงอยู่ในสถานการณ์ที่ยากที่สุดเท่าที่เคยผ่านมาก็กำลังถูกนำมาใช้


ใบหน้ายิ้มน้อยๆ ที่หลายคนคงเห็นจนเจนตาของผมและมือที่ยื่นออกไปอย่างมีมารยาท กำลังถูกส่งออกไปพร้อมๆ กับหัวใจข้างในที่มันกำลังแตกสลายไม่มีชิ้นดี!


“ชเวซีวอนครับ...ยินดีที่ได้รู้จัก...คุณคงเป็นเพื่อนของฮยอกแจใช่มั้ย?”


เสียงของผมทำให้เธอผละหน้าออกมาจากแขนขาวๆ นั่น ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือมาจับมือผมอย่างไม่ได้สติ ดวงตาของเธอกำลังจ้องมองผมอย่างเพ้อๆ พร้อมๆ กับที่แนะนำตัวอย่างงงๆ ไปด้วย

“...คิม...ฉัน...คิม...คิมแชอึนค่ะ...คุณหล่อมากเลย...หล่อกว่าที่เคยเห็นในภาพซะอีก...ฉันเป็นแฟนคลับของคุณเลยนะคะซีวอน....ไม่คิดว่าจะได้เจอตัวจริงอย่างนี้เลย....ตอนแรกฉันนึกว่าฮยอกแจแกล้งฉันเล่นซะอีก โฮ....ไม่ไหวแล้วอ่ะ...ฉันจะบ้าตายอยู่แล้วตอนนี้....”

สมองกำลังสั่งให้ผมยิ้มน้อยๆ ตอบรับคำพูดที่ไม่ปะติดปะต่อเท่าไหร่ของเธอและมือเล็กๆ ที่กุมมือผมเขย่าแรงๆ ในขณะที่หัวใจของผมกำลังมองเห็นอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยหางตา

หน้านั้นกำลังจ้องออกไปข้างนอกหน้าต่างและไม่กล้าสบตาผมเลยตั้งแต่เค้าเดินเข้ามา!

ถ้าเริ่มต้นดี...ดังนั้นเหตุการณ์มันยังจะเดินไปได้ดีภายใต้การควบคุมที่ดี พ่อของผมเคยสอนเรื่องนี้เอาไว้

ดังนั้นมันคงไม่แปลกถ้าบรรยากาศในการกินข้าวมันจะสนุกสนานอย่างที่ผมรู้ว่าใครบางคนอยากให้เป็นอย่างนั้น

ได้...แค่นี้ผมทำได้...ถ้าเพื่อเค้า...มากกว่านี้ผมก็ทำได้!

ผมจ้องมองเธอ สนใจเธอ และยิ้มให้เธอ ทำง่ายๆ แค่นั้นเธอก็คงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเป็นของเธอแล้ว แต่สำหรับผม....บรรยากาศอันแสนอึดอัดในวัยเด็กมันกำลังย้อนกลับมาอีกครั้ง

ผมเคยคิดมาเสมอว่าการได้เจอกับฮยอกแจช่วยเปลี่ยนอะไรมากมายภายในตัวผม แต่วันนี้ผมก็มาค้นพบอีกอย่างว่าฮยอกแจกลับสามารถพาเหตุการณ์ที่มันน่าอึดอัดมากมายหลายเท่ากว่าเดิมให้มันเข้ามาหาผมได้เช่นกัน

โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ผมต้องทำให้รอยยิ้มน้อยๆ มันแปะอยู่บนหน้าให้ได้ทั้งๆ ที่ภาพและคำพูดโต้ตอบตรงหน้ากลับทำให้ผมจับส้อมในมือแน่นจนน่ากลัวมันจะงอ

“ฮยอกแจ...เจ้าไก่แห้ง! นายนี่เอาแต่กินเหมือนเดิมเลยนะ ซีวอนถามนายน่ะได้ยินมั้ย”

“ได้ยินสิ แต่ใครจะไปแย่งเธอพูดได้ทันล่ะ ไม่เจอกันหลายปีก็ยังพูดมากเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเล้ยยย! นี่นะเจ้าหญิงประจำห้องเรา...คนยกตำแหน่งให้เธอนี่คงตาบอดเป็นใบ้แหงๆ ”

“เฮอะ! จะบอดจะใบ้ยังไงฉันก็ยังจำได้แหละน่าว่าใครมาสารภาพรักฉันตอนปีสามอ่ะ! นี่ดีนะที่ฉันไม่ตอบตกลงด้วย...เพราะเจ้านั่นก็ยังเป็นเจ้าไก่ผอมแห้งเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนนั่นล่ะ! นึกว่าเป็นดาราดังกับเค้าแล้วจะเปลี่ยนไปสักนิด...เฮ้อ...เพราะนายเป็นงี้น่ะสิถึงยังไม่มีแฟนกับเค้าซักทีน่ะ”

“เฮ้ย! ใครใช้ให้เธอพูดจาร้ายกาจอย่างนี้ฮึยัยแชอึนปากมาก หักอกคนอื่นเค้าแล้วมีสิทธิมาพูดอย่างนี้ได้รึไง”

คำพูดโต้ตอบที่กำลังตอกย้ำว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย...

ไม่มี...ตั้งแต่แรกแล้ว...

“ก็ถ้าตอนนั้นนายไม่มัวแต่เป็นแม่ลูกอ่อนให้จุนซูอ่ะฉันก็คงอาจจะคิดปฏิเสธนายนานกว่านั้นก็ได้ แต่นี่ไปไหนก็ตัวติดกันตลอด...ผู้หญิงที่ไหนเค้าจะอยากได้แม่ลูกอ่อนมาเป็นแฟนเล่าอีฮยอกแจ๊.....ทำไม...เงียบไปเลย...ฉันพูดแทงใจดำนายรึไง”

“แทงใจอะไร? ไม่มี๊...แล้วฉันก็ดีใจแล้วล่ะที่ตอนนั้นไม่ได้เป็นแฟนกับเธอ เพราะเกิดเป็นจริงป่านนี้ชีวิตฉันโดนฉุดลงเหวไม่สว่างรุ่งโรจน์มีแฟนคลับทั่วเอเชียอย่างนี้แหง ฮ่าๆๆๆ”

เสียงโต้เถียงปนหัวเราะกำลังผสานไปกับการที่เพื่อนเก่ากำลังกัดกันไปกัดกันมาอย่างสนุกปาก ในขณะที่ผมมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่ยังทำให้มันแปะอยู่บนหน้าได้เหมือนเดิม แต่หัวใจผมตอนนี้มันคงหลุดลอยไปแล้ว

ไปไหนซักที่ที่ผมจะเก็บมันซุกซ่อนเอาไว้และคอยย้ำบอกกับมันว่าอย่าคาดหวังอะไรที่มันเกินตัวไปกว่านี้อีก!

และโต๊ะอาหารที่น่าอึดอัดมื้อนี้ก็จบลง เค้กวันเกิดถูกสั่งมาให้หญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องเป่าก่อนที่เธอจะขอกอดผมสักครั้งเป็นของขวัญวันเกิด มือผมกำลังโอบไปรอบร่างเล็กๆ นั้นเบาๆ อย่างสุภาพในขณะที่สายตากลับเบือนไปสบกับอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้า

นายต้องการอย่างนี้ใช่มั้ย...ต้องการให้ฉันทำอย่างนี้ใช่มั้ย...

ต้องการให้ฉันมีแฟนเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตนายอีกแล้วอย่างนั้นใช่มั้ย!


เสร็จจากมื้ออาหารคือการพาสุภาพสตรีไปส่งที่บ้าน ถึงตอนนี้พ่อสื่อก็ทำหน้าที่ตัวเองได้ดีเหลือเกินเมื่อรีบส่งตัวเองไปนั่งเบาะหลังอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ประตูที่ผมเปิดเอาไว้จะพาให้เธอขึ้นไปนั่งข้างหน้าคู่กับผมแทน แต่อย่างน้อยเพื่อนของฮยอกแจคนนี้ก็ไม่ได้นิสัยแย่อะไร ติดจะคุยด้วยง่ายซะด้วยซ้ำไปถ้าผมไม่อคติกับเธอ ตลอดทางเธอพูดจ้อไม่หยุดในขณะที่ผมหันไปยิ้มให้เป็นระยะและพยักหน้ารับคำพูดของเธอในบางครั้ง การสนทนาของเราจึงค่อนข้างราบรื่น ในขณะที่ภาพที่สะท้อนกระจกมองหลังคือหน้าขาวๆ ของใครอีกคนแกล้งหลับแนบกับประตูรถไปเรียบร้อยแล้ว

ฮยอกแจวางตัวได้ดีในฐานะพ่อสื่อ...และผมก็รู้ตัวว่าผมกำลังวางตัวได้ดีในฐานะชเวซีวอนที่คนอื่นรู้จัก พวกเรายังทำได้ดีแม้เมื่อมาส่งเธอที่หน้าบ้านและร่ำลากับเธอเรียบร้อยแล้ว

ตราบจนเมื่อฮยอกแจเลื่อนขึ้นมานั่งข้างหน้ากับผมอย่างเสียไม่ได้ ผมก็ยังรู้ตัวดีว่าหน้ากากที่มันแปะอยู่บนหน้ายังไม่หลุดออกอย่างเคย

เพราะแม้เมื่อนั่งด้วยกันเงียบๆ ไปได้สักพักก่อนคนข้างๆ จะเปิดบทสนทนาขึ้นมา ผมก็ยังสามารถฟังไปได้ ขับรถไปได้ และมองทางข้างหน้าไปได้

ทั้งๆ ที่ในใจตอนนี้มันเจ็บจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว!

“แชอึนสวยมากใช่มั้ยล่ะ? ถึงเธอจะพูดเยอะไปหน่อยแต่เธอก็คุยสนุก และที่สำคัญนิสัยดีด้วย”

“.........”

“ตอนเรียนมัธยมเธอฮอตมากเลยเลยนะ ทั้งสวยทั้งเก่งกว่าใคร แต่ก็ไม่มีใครจีบเธอติดเลยสักคน ฉันเองก็เคยจีบเธอแต่ยังไม่ทันได้เริ่มจริงๆ จังๆ เธอก็ปฏิเสธมาแล้ว ดังนั้นหายากมากเลยนะที่จะเจอคนที่แชอึนปลื้มมากๆ ได้เหมือนนายน่ะ”

“.........”

“ฉันคิดว่าเธอน่าจะต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆ ของนาย แชอึนเป็นคนที่น่าชื่นชมมากๆ ถึงจะเห็นอย่างนั้นแต่เธอก็ใจดีและเข้มแข็งมาก แล้วเธอก็ชอบช่วยเหลือคนอื่นด้วย ตอนที่ฉันหมดกำลังใจตอนเป็นเด็กฝึกหัดเธอก็คอยให้กำลังใจฉัน ถึงจุนซูจะเป็นเพื่อนสนิท...แต่ถ้าให้คนที่เดบิวต์ไปก่อนคอยปลอบมันก็รู้สึกไม่เหมือนมีใครซักคนที่จะเข้าใจเราจริงๆ มาคอยให้กำลังใจ ดังนั้นฉันเลยเคยชอบเธอไงล่ะ”

“..........”

“วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ และเธอก็ชอบนายมากๆ ด้วย นาย...นายกับเธอถือเป็นเพื่อนที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน ถ้า....ถ้าทั้งสองคน...ทั้งสองคน ‘สนิท’ กันได้...ฉัน...ฉันก็จะดีใจมาก นาย...แล้วนาย...นายคิดว่าเธอเป็นยังไงบ้างซีวอน?”

“ก็ดี”

“ก็ดี? ไม่ใช่แค่นี้สิ เมื่อกี้พวกนายก็พูดกันตั้งเยอะตอนกินข้าว ดังนั้นมันต้องอะไรมีมากกว่าคำว่า ‘ก็ดี’ สิ”

“นายก็พูดไปหมดแล้วฉันถึงพูดแค่นั้นไงล่ะ...ถึงหอแล้ว...ราตรีสวัสดิ์ฮยอกแจ”

“ไม่ได้นะ นายต้องตอบฉันจริงจังกว่านี้ก่อน ตอบมาก่อนสิว่านายคิดว่าเธอเป็นยังไง พอคบกันได้มั้ย?"

แรงเขย่าจากมือเล็กทำให้ผมค่อยๆ แกะมือนั้นออกจากแขน ก่อนจะลงจากรถเพื่อเดินอ้อมฝั่งมาเปิดประตูให้อีกคน ร่างนั้นเองก็รีบก้าวลงเพื่อมาเอาคำตอบจากผม และแค่ผมเดินยาวๆ ตรงไปส่งที่ลิฟต์ฮยอกแจก็รีบเดินตามมาเพื่อจะเอาคำตอบให้ได้

“นายอย่าเงียบสิซีวอน ตอบฉันมาก่อนสิ นายคิดยังไงกับแชอึนน่ะ ถ้าไงลองคบกันก่อนดูมั้ย? ถ้าไม่ใช่ค่อยว่ากันอีกทีไง เอามือถือนายมาสิ ฉันจะเมมเบอร์เธอไว้ให้”

มือน้อยรีบฉวยโทรศัพท์ไปจากกระเป๋าผมและรีบกดเมมเบอร์อย่างรวดเร็วก่อนจะยื่นส่งมาให้ ในขณะที่ผมกดลิฟต์ให้มันลงมารับอย่างไม่สนใจ ทั้งๆ ที่ภายในใจผมตอนนี้ทุกอย่างมันป่นปี้พังทลายลงไปหมดแล้ว

มันเจ็บ...เจ็บจนผมไม่รู้จะบรรยายยังไง ยิ่งแสดงท่าทางว่าไม่มีอะไรมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้สิ่งที่ไม่ได้แสดงออกไปมันอัดอั้นอยู่ภายในใจมากเท่านั้น

“นี่เบอร์เธอนะ รับไปสิ หรือจะเอาอีเมล์ด้วยมั้ย? แล้วฉันจะส่งเมลเธอให้นายทีหลังนะ”

“.............”

“รับไปสิซีวอน...เธอเป็นคนดีจริงๆ นะฉันรับประกันได้”

“...............”

“ซีวอน...ซีวอ...”


เพล้งงงงงงงงง!!!!!


ยังไม่ทันที่คำคะยั้นคะยอจะหลุดออกมาจากแดงๆ นั้นอีกครั้ง...ความอดทนของผมที่มันเดินทางมาถึงขีดสุดก็ทำให้เผลอปัดมือถือตัวเองที่ร่างเล็กกำลังยื่นส่งมาให้ออกเต็มแรง!!


“พอกันที! อยากให้ฉันมีแฟนมากนักใช่มั้ยฮยอกแจ! อยากให้ฉันมีแฟนเพื่อที่จะได้ไปให้พ้นหน้านายเร็วๆ นักใช่มั้ย!”


เสียงตวาดดังลั่นของผมทำให้ร่างนั้นตัวแข็งค้างด้วยความตกตะลึง และสิ่งที่สะสมผ่านมาหลายอาทิตย์มันก็กำลังถูกระบายออกมาด้วยน้ำเสียงที่ผมไม่เคยคิดจะใช้มันพูดกับคนตรงหน้า


“ถ้านายไม่อยากให้ฉันยุ่งวุ่นวายก็บอกมาตรงๆ สิ! แค่นี้ฉันทำให้นายได้อยู่แล้ว! แค่นายบอกมาตรงๆ ว่ารำคาญแค่นี้ฉันก็จะไปให้พ้นหน้านายได้อยู่แล้ว!”


ผมไม่เคยคิดจะให้สถานการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นระหว่างเรา แต่ตอนนี้ผมกลับไม่มีความสามารถมากพอจะหยุดตัวเองเอาไว้ได้ มือผมกำแน่นเข้าที่ต้นแขนเล็กทั้งสองก่อนจะบีบแน่นและดึงเข้ามาพูดใส่หน้าในระยะประชิดเพื่อให้ร่างนั้นรับรู้ความรู้สึกของผมบ้าง


“ถ้าไม่เอาก็อย่ายัดเยียดฉันให้ใคร! เพราะถ้านายต้องการฉันจะหายหัวไปเลยก็ได้ถ้ามันทำให้นายพอใจ!”


บอกทิ้งท้ายไว้อย่างนั้นและผลักร่างนั้นชนประตูลิฟต์เสร็จผมก็ก้าวยาวๆ จากมาด้วยความเร็วที่เกือบเหมือนวิ่ง เสียงฮยอกแจที่ตะโกนเรียกชื่อและวิ่งตามมาผมก็พอจะได้ยินมันบ้าง แต่ความโกรธและเสียใจมันก็บดบังการรับรู้ตรงนั้นเกือบทั้งหมด เพราะผมที่กำลังสตาร์ทรถก็พารถออกตัวเสียงดังทิ้งเสียงร้องเรียกนั้นเอาไว้เบื้องหลัง


หัวใจผมมันรับความเจ็บปวดมากกว่านี้ไม่ไหวแล้วหรอก


..


..



จะเช้าแล้ว


เส้นสีทองที่ขอบฟ้ากำลังบ่งบอกว่าอีกไม่นานจะเป็นเวลาเริ่มต้นของวันใหม่ แสงสีสวยที่สะท้อนกับแนวการทอดตัวยาวของแม่น้ำฮันก็เหมือนจะย้ำเตือนว่าผมควรจะออกไปจากที่นี่ได้แล้ว ก่อนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะทันสังเกตเห็นว่าเป็นผม

ใช่...เพราะเป็นผม ผมที่การกระทำทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบที่กำหนดเอาไว้ ผมเคยคิดอยากชวนเพื่อนออกไปหาเรื่องดื่ม อยากเมาเละเทะ อยากไปทำนั่นทำนี่ที่มันจะสามารถทำให้ลืมความเจ็บปวดจากการรักฮยอกแจได้แม้เพียงชั่วคราวก็ยังดี

แต่ถ้าผมทำอย่างนั้นเมื่อไหร่ สถานะของผมตอนนี้มันก็คงจบลงทันที

ผมรักเพื่อน ผมรักทุกคนในวง ผมรักตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ดังนั้นถ้าสามารถต่อเวลาอีกต่อไปได้ผมก็ยอมที่จะหาที่ซักที่ที่มันเงียบพอจะสะกดอารมณ์วุ่นวายในใจผมให้มันสงบลงไปให้ได้

แม้มันจะเป็นการนั่งมองแม่น้ำจากที่สะท้อนแสงจันทร์กลายเป็นกำลังจะสะท้อนแสงอาทิตย์ในเวลาอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าอยู่ทั้งคืนอย่างนี้ก็ตาม

ผมบิดตัวอย่างเมื่อยขบก่อนจะสะบัดหัวเบาๆ เพื่อตั้งสติเตรียมขับรถกลับกลับบ้าน แม้วันนี้จะไม่มีงานแต่การมานั่งจมปลักอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะอย่างน้อยตอนนี้สภาพจิตใจของผมก็ไม่ได้ย่ำแย่เท่าเมื่อคืน...

รอให้มันฟื้นตัวอีกซักหน่อยก็คงสามารถเข้าหน้าทุกคนได้

เข้าหน้าได้ในแบบที่ทุกคนจะไม่เอะใจกับความสัมพันธ์ระหว่างผมและฮยอกแจที่มันเปลี่ยนไป


ถนนตอนเช้าตรู่ค่อนข้างโล่งในขณะที่ผมบังคับพวงมาลัยพามันกลับไปยังเส้นทางเดิมที่คุ้นเคย ยามที่ทางเข้างัวเงียขึ้นมาตะเบ๊ะทักก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างเคย รอยยิ้มเจนตาของผมถูกส่งออกไปให้ก่อนจะพารถเข้าจอดในที่ประจำ และลิฟต์ตัวเดิมก็กำลังพาผมพุ่งดิ่งขึ้นสู่บ้าน...

บ้านที่ใครบางคนเคยบอกว่าชอบมันนักหนาและถ้ามีเรื่องอะไรไม่ว่าร้ายหรือดีเค้าจะมาหาผมที่นี่เพื่อเล่าให้ฟังถ้าผมอยู่ แต่เค้าคนนั้นก็เคารพความเป็นส่วนตัวของผมมากพอที่จะไม่รับคีย์การ์ดสำรองแม้ผมจะพยายามหาทางยัดเยียดให้เค้าอย่างเต็มอกเต็มใจมากเพียงไร

‘ไม่เอาหรอก เกิดฉันโผล่เข้าไปตอนนายพาผู้หญิงเข้าบ้านนายก็จะได้หาเรื่องบ่นไม่ให้ฉันต้องไปอีกไงล่ะ ฉันฉลาดพอจะรู้หรอกน่า’

เค้าเคยพูดเอาไว้อย่างนั้น

ดังนั้นคีย์การ์ดสำรองชุดนั้นมันเลยยังนอนนิ่งๆ อยู่ในลิ้นชักของผมมาหลายปีแล้ว แม้ผมจะอยากให้มันเปลี่ยนที่อยู่ไปอยู่ในห้องเล็กๆ ที่มีเตียงนอนลายสดใสตั้งอยู่ของใครคนนั้นมากขนาดไหนก็ตาม

คิดถึงความหวังในอดีตไปพลางลิฟต์ก็มาส่งผมถึงชั้นที่ต้องการและผมก็เตรียมหาคีย์การ์ดที่จะใช้เอาไว้ ในระหว่างทางที่ก้าวไปตามโถงทางเดินที่คุ้นเคย หากแต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นเพื่อจะตรงไปที่ประตูบ้าน...บางสิ่งบางอย่างที่เหมืองกองอะไรซักอย่างขยุกขยุยอยู่ที่หน้าประตูก็พาคิ้วผมขมวดด้วยความแปลกใจ


แฟนคลับ....?


ณ แวบแรกที่เห็นผมคิดอย่างนั้น แต่พอแวบต่อมาที่หางตาผมพอมองเห็นเสื้อฮู้ดแขนยาวคุ้นตาที่ผมเพิ่งเห็นมันเมื่อเย็นวานมันก็ช่วยทำให้เลือดที่ไหลในร่างกายๆ ค่อยๆ เย็นจนชาวาบไปทั้งตัว


หัวใจข้างในอกตอนนี้มันกระตุกจนเจ็บเมื่อผมมองเห็นร่างที่นั่งขดซบหน้ากับเข่าอยู่หน้าบ้านผมชัดๆ ก่อนที่ผมจะรีบก้าวยาวๆ ตรงเข้าไปหาร่างนั้นหลังจากตั้งสติได้ เสื้อผ้าที่เค้าใส่เย็นเฉียบในขณะที่เนื้อตัวและลมหายใจร้อนผ่าวราวกับไฟ นั่นทำให้ผมต้องเขย่าร่างนั้นให้ตื่นขึ้นมาพร้อมๆ กับที่ไขประตูห้องอย่างร้อนรนไปด้วย

“ฮยอกแจ...ตื่นสิ..ฮยอกแจ! นี่นายนั่งนานแค่ไหนแล้วเนี่ย ฮึ่ย...ทำไมเวลาอย่างนี้มันต้องเปิดยากด้วยนะ!”

เพราะมือที่สั่นเทาทำให้กว่าผมจะจับจะรูดการ์ดได้ก็ใช้เวลาพอสมควร ในขณะที่ร่างที่ขดจนตัวกลมเพราะหนาวสั่นก็กำลังจะเอียงล้มกระแทกพื้นอย่างไม่รู้สึกตัวอยู่รอมร่อ จนผมต้องเอามือหนึ่งประคองไว้ในขณะที่อีกมือรูดการ์ดไปด้วย พอจัดการกับประตูได้ผมก็หาทางช้อนร่างนั้นขึ้นมาอุ้มเพื่อพาเข้าไปในห้อง แต่ในขณะที่ผมสอดแขนเข้าใต้เข่าและตัวฮยอกแจ...บางสิ่งที่มือเล็กกุมเอาไว้ตลอดเวลาทั้งที่ไม่ได้สติกลับพาความรู้สึกผิดมากมายให้มันแล่นริ้วขึ้นมาทั่วร่าง

มือถือของผม...ซากมือถือของผมที่ความคมของชิ้นส่วนที่แตกกำลังทำให้มือขาวๆ ประดับไปด้วยรอยสีแดงเป็นจ้ำๆ เพราะเจ้าตัวคงกำมันเอาไว้แน่นทั้งคืน

ผมใช้ไหล่ดันประตูเข้าไปและใช้เท้าตวัดมันปิดตามหลังในขณะที่ก้าวยาวๆ ตรงไปที่ห้องนอนข้างในอย่างร้อนรน ร่างในอ้อมแขนยังเพ้อไม่ได้สติ....แต่เสียงแหบๆ ที่ลอดออกมาจากลำคอขาวใสที่พอจับใจความได้บางคำทำให้ผมต้องกระชับร่างนั้นแนบอกแน่น


“ซีวอน....ขอโทษ...วอน...ซีวอน....ขอโทษ....”


ไม่เห็นต้องขอโทษเลย...แค่เห็นหน้านาย...แค่นายยอมมาที่นี่เหมือนเดิมฉันก็ใจอ่อนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว


ร่างนั้นยังเพ้อตลอดเวลาแม้เมื่อยามที่ผมวางเค้าลงบนเตียงแล้วก็ตาม ทั้งผ้า ทั้งอ่างน้ำ ทั้งสารพัดขวดยาที่ไม่รู้ว่ายาอะไรเป็นอะไรถูกผมขนลงมากองที่โต๊ะเล็กข้างเตียงอย่างร้อนใจ โทรศัพท์ในห้องถูกใช้โทรหาคุณหมอที่รู้จักให้มาที่นี่โดยด่วนที่สุด ก่อนที่ผมจะกำลังหาทางเช็ดตัวเพื่อคลายความร้อนของร่างบนเตียงให้มันลดน้อยลงบ้างก็ยังดี

การเช็ดตัวเป็นไปด้วยมือเล็กที่วุ่นวายปัดมือผมออกอย่างรำคาญ หากแต่เมื่อผมคอยเค้ากระซิบบอกเค้าที่ข้างหูการต่อต้านนั้นก็ลดน้อยลง ก่อนที่มือขาวๆ จะยกมาแตะที่มือผมเบาๆ เรียกให้ผมต้องหันไปมองหน้าแดงเรื่อที่กำลังลืมตาปรือปรอยขึ้นมาอย่างแปลกใจ

“...ขอ...ขอโทษนะ...นาย...แค่กๆ...นายยังโกรธ....อยู่มั้ย...?”

เสียงถามแหบๆ และมือข้างนั้นที่กำลังกุมมือผมแน่นเท่าแรงที่เจ้าตัวจะใช้ได้ตอนนี้ทำให้ผมรีบส่ายหน้าเร็วๆ ทั้งๆ ที่พูดอะไรไม่ออกเพราะในลำคอมันจุกไปหมด

“...ฉะ...ฉัน...ไม่...ไม่ได้ตั้งใจ...จะทำอย่างที่นาย...ฮึก...เข้าใจ...ฉันแค่...แค่ไม่อยาก...ต้องคอยกวนนาย...” กระซิบบอกทั้งเสียงแหบๆ ก็เหมือนคนพูดจะมองเห็นสภาพห้องที่มันยุ่งเหยิงเพราะผมค้นหาของที่อาจจะเอามาช่วยได้อย่างไม่ระวังเท่าไหร่นัก “...เหมือนอย่างตอนนี้...”

น้ำตาเม็ดสวยร่วงพราวลงมาโดยที่เจ้าของมันก็ไม่ได้สนใจจะเช็ดออก เพราะดวงตาสีน้ำตาลแน่วแน่นั้นกำลังจ้องมาที่ผมพร้อมๆ กับที่สะอื้นไปพูดไปด้วย

“นาย...คือคนสำคัญสำหรับฉัน...สำคัญ...ฮึก...พอๆ กับจุนซู....ฉันแค่ไม่อยาก...ฮึก..ไม่อยาก...ฮึกๆ...ต้องเสียนายไปอีกคน...”

จบคำพูดนั้นผมต้องคว้าร่างบนเตียงขึ้นมากอดแน่นให้สมกับความรู้สึกทั้งมวล ในขณะที่เจ้าตัวก็กอดตอบผมเช่นกันพร้อมๆ กับซบหน้าปล่อยน้ำอุ่นๆ ให้มันซึมกับบ่าผมไปด้วย

“ฉัน...ฮึก...ขอโทษจริงๆ นะ...นาย...ฮึก...ไม่โกรธฉันแล้ว...ฮึก...จริงๆ นะ...”

“ฉันไม่เคยโกรธนายฮยอกแจ...ไม่เคยเลย...เลิกร้องไห้ซะนะ เดี๋ยวถ้าคุณหมอมาถึงจะเข้าใจว่าฉันรังแกนายน่ะสิ”

จบคำพูดผมก็เหมือนร่างนั้นจะหัวเราะเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ผล็อยหลับด้วยความอ่อนเพลียจากพิษไข้ทั้งๆ ที่ยังถูกผมกอดอยู่อย่างนั้น เสียงพึมพำไม่ได้สติในขณะที่ผมค่อยๆ วางร่างนั้นลงบนเตียงอย่างระวังมาพร้อมๆ กับมือน้อยที่ยังกำเสื้อผมเอาไว้แน่นตลอดเวลา ในขณะที่ปากก็พร่ำเพ้อประโยคที่ผมพอจะจับใจความได้บ้างเป็นบางอัน

“...ฉันรักนายนะซีวอน...นายเป็นเพื่อนของฉันนะ...อย่าโกรธเลยนะ...”

คำพูดนั้นทำให้ผมต้องค่อยๆ ปลดมือนั้นออกมาเปลี่ยนเป็นจูบเบาๆ และกุมไว้แน่นแทน ในขณะที่นั่งจ้องมองใบหน้านั้นด้วยความรู้สึกที่ผมก็ไม่รู้จะบรรยายมันออกมายังไง

“ฉันก็รักนาย...แม้จะไม่เหมือนกับที่นายรักฉัน...แต่ฉันก็รักนายด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี...ฉันรักนายเหลือเกินฮยอกแจ...”

และฉันก็รู้ดีว่าคำพูดพวกนี้นายไม่อยากได้ยินมันในตอนที่นายตื่นหรอก ฉันรู้ดีว่าพูดมันออกไปไม่ได้ในเวลาปกติหรอก


ฉันรู้สถานะของตัวเองดี


รู้ดีแล้วว่านายต้องการฉันในสถานะอะไร



‘ผมควรจะทำยังไงดี?’


ในตอนนี้ผมเริ่มได้คำตอบจากคำถามที่คอยเพียรถามตัวเองแล้ว


คำถามที่ผมก็พอจะรู้ตัวแล้วว่าผมไม่ได้ถามเพื่อต้องการจะหาคำตอบ แต่มันเป็นคำถามเพื่อระบายความเจ็บปวดจากคำตอบที่ผมก็รู้ดีอยู่แก่ใจต่างหาก


ผมควรจะเตรียมใจสำหรับอนาคตที่มันไม่มีทางจะเป็นไปได้นี้แล้วใช่มั้ย?







END



Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2553 22:58:35 น. 3 comments
Counter : 138 Pageviews.

 
เม้นตอนแรกเสร็จเพิ่งเห็นตอน 2 เลยอ่านต่อทันทีค่ะ

น้ำตายังไม่ทันเหือดแห้ง...ก็ต้องเปียกหน้าอีกครั้ง
เจ็บปวดไปกับซีวอน...แต่แปลกกลับเข้าใจฮยอกแจ
ตอนแรกเสียใจมากๆ จนกระทั่งซีวอนกลับบ้าน
อารมณ์มันกลับกันทันทีค่ะ

น้ำตาหยุดไหล...แต่ตกในใจแทน...เพื่อน...คำที่ทำให้ความรู้สึกได้หลายแง่มุม

ขอบคุณไรเตอร์มากค่ะ สำหรับ 2 ตอนนี้
คอยติดตามดูก่อนหน้านี้มาพักนึงแล้วค่ะ
แต่ไม่เห็นตอนใหม่ๆ เข้าที่ sm fic ก็ไม่เจอผลงานของไรเตอร์เลย รู้สึกคิดถึงมากๆ

ตอนแรกคิดว่าเลิกเขียนไปแล้ว รู้สึกเสียดายไปพักเลยค่ะ

ยังไงขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ และจะรอชมผลงานชิ้นต่อไปค่ะ


โดย: ooysl45 IP: 113.53.115.15 วันที่: 10 มีนาคม 2553 เวลา:18:54:29 น.  

 
ู^
^
^

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นค่า ^ ^
เข้าใจว่าการเม้นที่นี่ได้ไม่ง่ายเลยเพราะ code ป้องกันกอป
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเม้นให้จนได้
ขอบคุณอีกครั้งมากๆ นะคะ มีกำลังใจขึ้นจมเลย


โดย: ryoshin วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:22:08:14 น.  

 
^
^
^
เพราะอยากเม้นจากใจจริงๆ เลยค่ะ
(ลำบากแค่ไหนก็จะเม้นให้ได้)
อ่านจบปุ๊บความรู้สึกมันเกิดขึ้นทันทีค่ะ
ต้องยกความดีให้กับความสามารถของไรเตอร์เองค่ะ
ถ้าฟิคไม่ดี ไม่โดนจริง ความรู้สึกอยากเม้น อยากบอก
ก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ง่ายๆค่ะ

รู้สึกดีจังเลยค่ะ ที่ทำให้ไรเตอร์มีกำลังใจขึ้น
ขอบคุณไรเตอร์เช่นกันค่ะที่ไม่ทิ้งกันไป

หลายคนอาจอ่านฟิคแค่ความบันเทิง
แต่ในความบันเทิงนั้นมีหลายมุมมอง
ในการใช้ชีวิต ในการตัดสินใจ
และหลากหลายแนวคิดที่สามารถนำมาช่วย
ได้ในบางสถานการณ์ เพราะคนเราส่วนมากมักมอง
เพียงด้านเดียว ตัวเราเป็นที่ตั้งเสมอแต่ในฟิค
ไม่ใช่แค่มุมเดียวนั่นทำให้ฟิคมีค่ามากกว่าคำว่า บันเทิง

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ สำหรับฟิคดีๆ ของไรเตอร์

ออย




โดย: ooysl45 IP: 113.53.114.78 วันที่: 30 มีนาคม 2553 เวลา:18:52:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.