|
|
|
Tribute to X Japan ครบรอบ 8ปี

อีก 4 วัน..........
ย้อนกลับไปเมื่อ วันที่ 22 กันยายน 1997 วันที่ข้าพเจ้าเสียใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต วงดนตรีที่เรียกได้ว่าทำให้ข้าพเจ้าเป็นบุคคลแบบนี้ในทุกวันนี้ (ไม่รู้ว่าเป็คนดีหรือร้ายล่ะนะ) ประกาศยุบวงหลังจากออกอัลบั้มมาเพียงหยิบมือ ข้าพเจ้าในตอนนั้น แม้ว่ามิได้ร้องไห้ฟูมฟายดั่งแฟนเพลงของวงคนอื่นๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความทุกข์สาหัสนัก ทุกข์ที่ฝังลึกอยู่ในรากเหง้าของหัวใจ
วงดนตรีที่ข้าพเจ้ารัก....X Japan
ข้าพเจ้ารู้ได้ฟังเพลงของ X Japanครั้งแรก ตอนอยู่ประมาณ มัธยมศึกษาตอนต้น ในช่วงเวลานั้น ข้าพเจ้ามีความรู้เรื่องเพลงญี่ปุ่นน้อยมาก จะรู้จักและร้องได้ก็แต่เพียงเพลงประกอบการ์ตูนโดราเอมอนและดราก้อนบอลเท่านั้น จะอย่างมากในช่วงนั้นทีโด่งดังในเมืองไทยก็น่าจะเป็น Dance Idolอย่าง Nanase Aikawa แต่กับเพลง J-Rockแล้ว ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย
แต่ฟ้าประทานด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรไม่ทราบ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกไปต้องตาโดนใจกับการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ดันมีชื่อไปพ้องกับวง X Japan ของค่ายClampที่ทำการ์ตูนตาหวาน....X (ชื่อไทย X พลังล้างโลก) และด้วยความบ้าในการ์ตูนเรื่องนี้นี่เอง ที่ทำให้ข้าพเจ้าไปความหาAnimeเรื่องนี้มาดู ทั้งๆที่มันยังไม่ออก และด้วยความบังเอิญซ้ำสอง บวกกับความเข้าใจผิด ทำให้ซื้อพลาดไปซื้อวีดีโอม้วนหนึ่งเข้า วิดีโอม้วนนี้ มีชื่อว่า X-Image Clip
ด้วยความคาดหวังว่าวีดีโอม้วนนี้จะต้องเป็นAnimeเรื่อง X อย่างแน่นอน เมื่อกลับถึงบ้านปุ้บ ข้าพเจ้าก็รีบเร่งไปหยิบยกเครื่องเล่นวีดีโอจากห้องชั้นล่าง แบกขึ่นไปดูบนห้องตัวเองทันที ....แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าพบกลับเป็นว่า....วีดีโอที่ข้าพเจ้าได้ซื้อมานั้น มิได้เป็น OVA หรือ Animeแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงวีดีโอฉายภาพงานศิลป์ของการ์ตูนเรื่องนนี้ พอกลับมาอ่านที่ชื่อวิดีโออีกทีจึงร้องอ้อ....Image Clip ฝังใจเลยว่า ณ ตอนนั้นจะต้องฝึกภาษาอังกฤษให้ดีกว่านี้ จะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าขนมอันน้อยนิดไปกับการซื้อวีดีโอประเภทนี้อีกแล้ว แต่กระนั้น เจ้าวีดีโอเจ้ากรรมม้วนนี้นี่แหล่ะ ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จัก X Japan
เรื่องของเรื่องก็คือ แม้ว่าวีดีโอม้วนนี้จะเป็นการฉายงานศิลป์ไปเรื่อยๆ แต่มันก็มีเพลงประกอบอยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนที่ทำเพลงประกอบให้ ....... Silent Jealousy
Kurenai..........Endless Rain
..X..... คือสี่เพลงที่ผู้กำกับใช้ในวีดีโอม้วนนี้ 4เพลงกับ 4ชั่วโมง ข้าพเจ้านั่งจ้องหน้าโทรทัศน์กว่า4ชั่วโมง ข้าพเจ้าได้แต่นั่งอึ้งอยู่ตรงนั้น ดื่มด่ำกับบทเพลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปิดซ้ำเปิดซากอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุดเสียที จนคุณแม่ท่านเข้ามาตักเตือนว่าพอเสียได้แล้วนั่นแหล่ะ จึงเพิ่งจะรู้ตัวว่า นั่นมันเกือบเที่ยงคืนแล้ว!!!
2 อาทิตย์กว่าๆ ที่ข้าพเจ้ามิได้ทำอะไรเลย นอกจากทุบกระปุก แล้วเดินไปตามร้านขายเทปเพื่อซื้ออัลบั้มเก่าๆของ X Japan ทีละอัลบั้ม ค่อยๆรู้จักบทเพลงอย่าง Week End, Rose of Pain, Say Anything ฯลฯ ค่อยตามหาทีละม้วนโดยไม่รู้เลยว่า มันมีกี่อัลบั้มกันแน่ ก็ซื้อดะมันไปเท่านั้น (ความบ้าตอนนั้นมันขนาดนั้นเลยนะ) จะเทปลิขสิทธิ์ เทปผี ข้าพเจ้าซื้อหมด ได้รู้จักกับร้านอย่าง Kanemuchi, Voice, Ichimaru และร้านขายเทปก้อปแถวบ้านที่ปิดไปในเวลาไม่นานต่อมา
ชีวิตในตอนนั้น (10ปีแล้วสินะ) ฟังอยู่แต่ X Japanเป็นหลัก เพลงไทยนี่ไม่เข้าหูเลย จากที่เคยฟังพวก Grammy หรือ RSแบบพอได้ ดันกลายเป็นฟังแล้วตะหงิดๆพิลึก (ยกเว้น The Olarn Project กับวงHard Rockแนวๆนั้นอ่ะนะครับ) แถมยังออกขำๆซะอีกตอนที่ Y not 7 (สมัยเหน่งยังใส่กางเกง5ส่วน) ไปออกรายการโชว์แสดงดนตรีที่ญี่ปุ่น แล้วได้จับมือกับ Yoshiki (ราศีมันคนละชั้นจริงๆนะนี่ ขอโทษแฟนพี่เหน่งด้วยนะ) มิหนำซ้ำยังตั้งกลุ่มบ้า X Japan กลุ่มเล็กๆขึ้นในโรงเรียน ก็มีกันอยู่ไม่กี่คนหรอก ที่ฟังๆก็เพราะไปยัดเยียดให้พวกมันๆฟังทั้งนั้นหล่ะ นอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็เพราะ Xjapanนี่เองที่ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มเปิดโลกทัศน์ในการฟังเพลงญี่ปุ่น Luna Sea, Larc en Ciel, Dir en Grey, Pennicillin และวงอื่นๆในยุคนั้นอีกมากมาย
อีกไม่กี่เดือนต่อมาอัลบั้มใหม่ของ X Japan ก็ออกวางจำหน่าย Dahlia นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีหลังจากไม่ได้ออกอัลบั้มเต็มมาหลายปีว่าวงยังไม่เลิกทำเพลงและอาจได้เห็นอัลบั้มต่อไป (อัลบั้มเต็มก่อนหน้านั้นคือ Jealousyในปี 1991 มินิอัลบั้มยิบๆย่อยๆในระหว่างนั้นข้าพเจ้าไม่นับนะ) ถึง Dahliaจะเต็มไปด้วยเพลงที่ข้าพเจ้ามีSingleแล้วหลายเพลงก็เถอะ กระนั้นอัลบั้มนี้ก็ทำให้หายคิดถึงได้มากทีเดียว แม้ว่าเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี่เป็นเพลงช้ากว่าครึ่งทั้ง Longing Melody, Crucify My Love, Tear, Forever Love แต่เพลงเร็วในอัลบั้มก็แสดงให้เห็นพัฒนาการ และการกล้าแหวกแนวของตัวเองของวง นอกจากนั้น ยังใช้กลิ่นของงานโซโลของสมาชิกแต่ละคนเข้ามารวมกันได้อย่างแปลกหู .....ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่เห็นพัฒนาการอันนี้ โดยไม่ได้รู้เลยว่า มันเป็นเหมือนสัญญาณถึงอะไรบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
22 กันยายน 1997 ....X Japan ราชาวงร๊อคแห่งญี่ปุ่นประกาศยุบวง เหมือนมีอะไรทุบเข้าที่หน้าอก ข้าพเจ้าไม่อยากจะเชื่อ มันเป็นจริงจริงๆหรือ ด้วยเหตุผลคำว่า แนวทางการทำเพลงที่แตกต่างของ Toshi นักร้องนำ และคำกล่าวของ Yoshiki หัวหน้าวงที่ว่า เมื่อไม่มี Toshi ก็ไม่มี X Japan จะไม่มีการหานักร้องนำคนอื่นมาแทน ข้าพเจ้ารีบโทรหาเพื่อนเพื่อคอนเฟิร์มข่าวร้ายที่เพิ่งได้รับมา ซึ่งเพื่อนคนนั้นก็อยู่ในอาการเดียวกันกับข้าพเจ้า
X japan Last Live ปลายปี1997 คอนเสิร์ตสุดท้ายที่นักดนตรีทั้ง5ขึ้นเล่นด้วยกัน ข้าพเจ้าอยากจะไปดูใจจะขาด แต่จะทำอย่างไรได้ ก็ได้แต่รอให้วีดีโอบันทึกการแสดงออกวางจำหน่าย หลายเดือนนั้นหยิบหนังสือประวัติ X Japanที่สั่งซื้อจากนิตยสารฉบับหนึ่งซ้ำไปซ้ำมาเป็นร้อยๆรอบ อ่านแต่ละที น้ำตาก็จะไหล จะด้วยความที่คนเขียนเขียนได้ซึ้งมากๆก็หนึ่งล่ะ แต่ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือทุกครั้งที่อ่านจะเปิดเพลงของ X Japan คลอไปด้วย กี่ครั้งก็ยังเศร้าเหมือนเดิม พฤษภาคม 1998 ข่าวร้ายข่าวที่สองก็ตามมา Hide (Hideto Matsomoto) อดีตมือกีต้าร์ของวง ผู้ที่มีงานเดี่ยวมากที่สุด และกำลังจะออกอัลบั้มใหม่ ถึงแก่อสัญกรรม จะด้วยสาเหตุใด ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรืออัตนิวิบาตกรรมก็ตาม อารมณ์ของข้าพเจ้ายิ่งดิ่งลงเหวเข้าไปใหญ่ ท่านผู้อ่านหลายคนคงจะคิดว่า ไอ้นี่มันจะบ้าอะไรได้ขนาดนี้ แต่ข้าพเจ้าก็บ้าเช่นนั้นจริงๆ (พอๆกับต่อมาตอนที่ โจ้ วงพอสเสียชีวิต) อีกสาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะว่า หลังจากยุบวงแล้ว มีเพียง Hide เท่านั้นที่ยังออกผลงานอย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนกับสมาชิกคนอื่นที่เงียบๆกันไป
เป็ฯเวลาหลายปีทีเดียว ที่ข้าพเจ้าพยายามหางานเพลงของวงอื่นมาแทนที่ X Japan แต่ก็ไม่พบเสียที วงที่เป็นตัวตายตัวแทนอย่าง Luna Sea นั้นอีกไม่กี่ปีถัดมาก็ยุบตามไปอีก (ยังดีที่ไม่มีใครตาย) อดีตสมาชิกของ X Japanแต่ละคนก็ไปตามทางของตนเอง ซึ่งก็หาฟังยากมากในเมืองไทย Taiji ที่ออกไปเมื่อนานมาแล้ว ก็ไม่ได้ฟังผลงานอีกเลย จะได้ยินก็เพียงข่าวคราวบางหูเท่านั้น Toshi ก็เริ่มทำเพลงออกแนวPop ที่ฟังง่ายขึ้น และถึงแม้จะใช้เสียงร้องโทนเดียวกับเมื่อตอนอยู่ X Japan แต่ฟังยังไงก็ไม่ใช่อยู่ดี Pataเองก็ออกงานโซโลอัลบั้มแนวกีต้าร์โซโล่ ที่อเมริกันจ๋าทีเดียว ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ ส่วน Heathนั้นก็ไปช่วยเล่นวงนู้นบ้างวงนี้บ้าง แล้วก็มีงานเพลงร่วมกับ Pata และสมาชิกอีกสองคน (คนหนึ่งจากวงเก่าของ Hide) ในนาม Dope Headz ซึ่งก็กระเดียดไปทาง Progressive ตามแนวถนัดของ Heath แต่คนที่ข้าพเจ้าคิดถึงที่สุดก็คือเจ้าของเสียงรัวกลองปีศาจร้าย และเสียงเปียโนขั้นเทพ หัวหน้าวง Yoshiki
.
ในส่วนของYoshiki นั้นมีงานเล็กๆน้อยๆออกมาเรื่อย แต่ก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าใดนัก จะรวมงานเพลง Classicที่ชอบบ้าง รวมงานเปียโนบ้าง ล่าสุดก็ออก Eternal Melody II มาเมื่อหน้าร้อนที่แล้ว ที่นับว่าเป็นผลงานชิ้นเอกเหมือนกัน แต่กระนั้น ก็มีโปรเจคหนึ่งของ Yoshikiในนาม ของ Violet UK ที่ประกาศว่าจะออกตั้งแต่ปี2002 แต่ก็ติดโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาจนปีนี้ ที่หวังว่าจะออกจริงๆ
22 กันยายน 2005 Violet UK Debut Album อัลบั้มเต็มชุดแรกของYoshikiในนาม Violet UK หลังจากที่ปล่อยเพลงรั่วออกมาหลายเพลงก่อนหน้านี้ งานเพลงที่ว่ากันว่ามาจากการผสมผสานดนตรีแนวใหม่ของ เสียงกลอง,เปียโน สไตล์ Yoshiki วงเครื่องสาย และเสียงร้องของผู้หญิงอันนุ่มนวล งานเพลงที่แฟน X Japanรอคอยมาเนิ่นนาน งานเพลงที่เป็นการประกาศครบรอบ 8ปี แห่งการยุบวงของ X Japan
อีก 4 วัน.....เท่านั้น
| Create Date : 18 กันยายน 2548 |
| Last Update : 18 กันยายน 2548 23:10:24 น. |
| |
|
|
|
|
Academy Fantasia กับ การหักมุมในซีซั่นต่อๆไป
เขียนเมื่อ 31 Aug 2005
ช่วงนี้หันซ้ายหันขวา ก็เห็นแต่คนบ้า AF เต็มไปหมด ทางนี้ก็ AF ทางนั้นก็ AF วันๆพูดกันเรื่องอื่นไม่เป็นหรือไงครับ.... แต่จะว่ามันไปก็ใช่ที่ เราเองก็ดูเหมือนกันนิ
อ่อ สำหรับคนที่บ้านไม่ติด UBC หรือติดแต่ไม่มีเวลาดูล่ะก็ AF= Academy Fantasia รายการเรียลลิตี้โชว์รายการแรกของประเทศไทย (ตามที่ UBCเค้าอุปโลกขึ้นมา ซึ่งความจริงฟรีทีวีช่องหลายสีก็เคยทำนะ แต่เจ๊งสนิทไม่เป็นท่า)
เอาล่ะ แต่ถึงจะบอกว่าเป็น Reality ก็เถอะ แต่ถ้าจะให้มานั่งดูกัน24ชม.ไปวันๆไม่มีสีสันมันก็เบื่อตาย มันก็ต้องมีการแข่งขันบ้าง เรื่องป้ายสี คนนู้นตีกับคนนี้บ้าง ก็ยุแยงตะแคงรั่วกันไป จนบางครั้งรู้สึกเหมือนดูละครน้ำเน่าวิกหลายสีแต่เป็นเวอร์ชั่นที่คนดูต้องจินตนาการกันเอง ทั้งๆที่จริงๆแล้วไอ้คนในบ้านAF มันไม่ได้ทำอะไรผิดปกติไปจากพวกเราแม้แต่น้อยนิด คนดูคิดแทนให้หมดจริงๆ
แต่ไอ้เทคนิคกระตุ้นยอดขาย(หรือยอดโหวตSMS)ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น มันก็เป็นเรื่องหยุมหยิมยิบย่อยที่ต้องทำกันเป็นกิจวัตรขาดเสียมิได้อยู่แล้ว แต่ครั้นจะหากินกับไอ้เรื่องพวกนี้ไปทุกๆซีซั่น ซักวันไม่คนดูก็คนทำเองมันก็ต้องเบื่อเอียนไปตามกาลเวลา ฉะนั้นก็ถึงคราวที่ผู้จัดรายการจะต้องหาตัวช่วยมาช่วยพยุงรายการเรียลลิตี้นั้นให้อยู่รอดไปได้นานเท่าที่จะนานได้ ไอ้ตัวช่วยที่ว่านั้น ทางฝรั่งมังค่าต้นตำรับเรียลลิตี้โชว์เค้าเรียกว่า Twist หรือเอาง่ายๆภาษาบ้านเราก็คือ หักมุม นี่หล่ะ ซึ่งถ้าเป็นการแต่งนิยายทั่วไปนี่ก็มักจะไปหักมุมตอนจบใช่มะ (แน่ล่ะมันก็มีไอ้หักมุมกลางเรื่องเหมือนกัน แต่อย่าเพิ่งมาจับผิดกระผมตอนนี้เลยนะครับ) แต่กับกฏการทำเรียลลิตี้เนี่ย การหักมุมมันต้องต่างกันออกไป มันต้องมาแบบไม่ให้ทั้งคนเล่น และในบางกรณี... คนโหวตตั้งตัวไม่ติด เพื่อสร้างกระแสทั้งทางบวกและลบให้กับรายการ ต้องเข้าใจก่อนว่าในฐานะผู้จัดรายการโชว์ประเภทนี้แล้วไม่ว่ากระแสมันจะออกมาด้านใดมันก็มีผลดีต่อรายการทั้งนั้นแหล่ะ เพราะมันจะนำมาซึ่งกลุ่มคนดูที่กว้างขึ้น และความสนใจที่มากขึ้น ซึ่งแปลง่ายๆก็คือเรตติ้งมันดีขึ้นนั่นเอง
เกริ่นเสียนานสองนาน ขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน เรื่องที่จะนำมาเล่าให้ฟังวันนี้ก็คือเรื่อง หักมุม หรือ Twist ที่เกริ่นไปแล้ว ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา (ในขณะที่เขียนนี้) ทางAF2 ได้มีการนำtwist (ที่บางคนก็เดาได้อยู่แล้ว เพราะปิดข่าวไม่มิด) โดยการให้มีการโหวตให้โหวตผู้เข้าแข่งขันที่ออกไปแล้วกลับเข้าบ้านอีกครั้ง ซึ่งไอ้การโหวตกลับในครั้งนี้ก็สร้างกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมต่อubc ที่ถึงแม้หลายท่านจะออกมาก่นด่าubc ว่าเอาเปรียบผู้บริโภคถึงขั้นฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ก็น่าแปลกที่ผม (ซึ่งไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริง) รู้สึกตะหงิดๆ เหมือนมีจิ้งจกทักว่า ยอดการโหวตทางSMS มันจะพุ่งพรวดไปพร้อมๆกับเสียงก่นด่านั่นแหล่ะ
ซึ่งจากเสียงตอบรับอันน่าพอใจอันนี้ ผู้จัดรายการก็คงจะยิ้มกริ่มแน่ ว่าคงจะตื้อยืดไอ้รายการAF นี่ไปได้อีกหลายซีซั่น นำมาสู่ข้อกังขาของคนดูว่าUBCมันจะมีมุขบ้าๆบอๆอะไรมาหักมุมอีกในซีซั่นถัดๆไป กระผมในฐานะของผู้ที่ช่ำชองและหลงงมงายติดไอ้เรียลลิตี้โชว์ประเภทนี้มาหลายปีดีดักแล้ว ขอบอกเลยว่า มีอีกหลายสิบมุขที่คนไทยยังไม่เคยเจอครับ ก่อนอื่นเลย ต้องขอนิยามเสียก่อนเพื่อความเป็นสากลว่า เทคนิคการโหวตกลับ (vote back) นี้มันก็มีชื่อสากลเฉพาะเหมือนกันนะ เค้าเรียกว่ามุข Outcast (แปลง่ายๆว่าพวกที่โดนไล่ออกไปแล้วแต่กลับมาใหม่) เพื่อความง่าย ถ้าจะกล่าวถึงอีกต่อไปผมจะใช้คำนี้นะครับ
มุขที่มีความเป็นไปได้อื่นๆที่UBCจะนำมาใช้นั้น มุขแรกที่น่าสนใจก็คือ Spy มุขนี้โด่งดังมาจากรายการประกวดนายแบบซักรายการ (ที่ผมจำชื่อไม่ได้ ก็ไม่ใช่เกย์นี่นา) ซึ่งจะมีการเอานายแบบตัวจริงเข้าไปแฝงในกลุ่มผู้เข้าแข่งขัน นั่นก็เพื่อ เอานิสัยลับๆที่หลบซ่อนอยู่ของผู้เข้าแข่งขันมาแฉหน้ากล้องให้อายม้วนกันไปข้าง ซึ่งคิดๆดูแล้วก็น่าจะเข้ากับนิสัยของคนไทยที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเป็นนิจ (สัจธรรมอันยอมรับกันโดยทั่ว) หรือที่ภาษาปะกิดเค้าเรียกกันว่า Surveillance นั่นแหล่ะ (เพิ่งเรียนมา ขอซักนิด) แต่ไอ้มุขที่ว่านี้ก็ใช่ว่าจะไร้ข้อเสีย เพราะด้วยกฏว่าด้วย12คนแล้ว การที่ UBC จะใส่ Spy เข้าไปนี้ ก็จะเหลือนักล่าฝันตัวจริงเพียง 11คนเท่านั้น กลุ่มเป้าหมายหายไปหนึ่งกลุ่มเป็นไปได้ที่รายได้อาจลดลงได้ เสี่ยงต่อผลกำไรของผู้จัดเป็นอย่างมาก หรือถ้าจะเอาเข้าไปแบบSpyตัวจริงโดยที่คนดูไม่รู้ก็ดูจะเป็นการต้มตุ๋นคนดูกันออกทีวีสดๆ อาจโดนฟ้องฐานหลอกลวงผู้บริโภคได้เหมือนกัน อีกกระทั้งก็จะเป็นการใช้ศักยภาพของSpy ได้ไม่เต็มที่ อันว่ามุขSpy นี้ ท่านผู้อ่านที่ผ่านการรับน้องก็คงจะเข้าใจดีหากเอ่ยคำว่า พี่ปลอม หรือ น้องปลอม นั่นเอง
มุขหักมุมที่สองที่ผมอยากนำเสนอก็คือ มุข ภูมิคุ้มกัน หรือ Immunity มุขภูมิคุ้มกันนี้แทบจะเป็นมุขที่เก่าแก่ที่สุดของเรียลลิตี้โชว์เลยก็ว่าได้ ซึ่งใจหนึ่งผมก็ไม่อยากจะเรียกมันว่าการหักมุมเท่าใดนัก เพราะมันไม่ได้มีอะไรเหนือความคาดหมายแต่อย่างไร แต่การที่ UBCจะนำมุขนี้มาใช้ในซีซั่นถัดไปของAFนั้นก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่ดี มุข immunityนี้ ก็เปรียบเสมือนการให้ภูมิคุ้มกันจากการโดนโหวตออก ในตอนหนึ่งๆนั่นเอง โดยอาจจะมีการแข่งขันกันกลางสัปดาห์เพื่อหาว่าสัปดาห์นี้ใครจะไม่ถูกโหวตออกแน่นอนไม่ว่าคะแนนโหวตจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม มุขimmunityนี้มีข้อดีตรงที่ว่าเป็นการแข่งขัน ที่จะทำให้กลุ่มคนดูหรือ fanclub ของบรรดาผู้เข้าแข่งขันสามารรถลุ้นตามได้ตลอดเวลา ส่วนข้อเสียนั้นก็คงจะเป็นเรื่องรายได้เหมือนเดิม ที่ UBCก็คงจะต้องเสียรายได้จากการปั๊มโหวตสุดสัปดาห์ก่อนคัดออกของคนที่ได้ภูมิคุ้มกันไปเสียอย่างนั้น แต่ถ้าUBCจะใช้มุขภูมิคุ้มกันนี้จริงๆมันก็มีวิธีอยู่ โดวิธีนี้ก็คือเอาวิธีการชิงimmunity กับการโหวตจากคนดูมาเชื่อมต่อกัน โดยอาจบอกว่า ณ วันนี้เวลานี้ของอาทิตย์นี้ ผลโหวตใครสูงสุด อาทิตย์นี้ก็เอาภูมิคุ้มกันไปเลย ไม่ต้องเสี่ยงกลับบ้านชัวร์ เช่นนี้จะยิ่งเป็นการกระตุ้นยอดSMS กลางสัปดาห์ที่อาจดูเงียบเหงาให้กระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้ทันตาเห็น
วิธีการหักมุมประเภทที่สาม ที่ช่วงหลังๆมานี้เห็นมีการพูดถึงกันบ่อยๆก็คือ Two House หรือ Three House หรือชื่ออะไรก็ตามแต่ที่จะตั้งกัน แต่ใจความหลักๆของมุขนี้ก็คือการเพิ่มหน่วยใหญ่ของการแข่งขันเข้าไป โดยกรณีของ AF อาจเป็นการเพิ่มบ้านเป็นสองหลัง ผู้เข้าแข่งขันสองชุด แข่งแบบสัปดาห์เว้นสัปดาห์ แข่งแบบสองลีคแล้วเอาคนเข้ารอบมารวมบ้านแบบฟุตบอลหรือกุศโลบายใดๆก็ตามแต่ที่ผู้จัดจะคิดออก อาจเป็นการแบ่งบ้านชาย หญิง (Gender Twist) หรือแบ่งสองกลุ่มแล้วแข่งกันอะไรก็ว่าไป แต่กรณีนี้อาจเกิดได้ยากหน่อย เพราะดูจะหลุดconceptของรายการไปไกลเกินไป แต่นอกจากแบ่งบ้านแล้ว วิธีประเภทที่สามนี้ยังมีอีกวิธี คือ Additional players วิธีนี้คิดง่ายทำง่าย ก็แค่เพิ่มผู้เข้าแข่งขันไปเท่านั้น ไม่มีอะไรใหม่เลย สรุปแล้ววิธีท่าสามนี้ก็เกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนนั้นเอง
วิธีที่สี่ที่จะกล่าวถึง สมควรเรียกได้ว่าเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับรายการที่เกี่ยวกับการโหวตประเภทนี้ นั่นก็คือ Random Vote เห็นชื่อแล้วอย่าเพิ่งตกใจว่ามันจะเอาคนออกแบบมั่วหรือไง ไม่ใช่หรอก มันไม่ง่ายขนาดนั้น วิธีนี้เป็นการกำหนดการโหวตเข้าหรือออกแบบมั่วๆไม่บอกล่วงหน้า(หรือบางครั้งก็บอก)แล้วแต่ความสะดวกและผลประโยชน์ผู้จัด วิธีนี้มีเห็นบ้างประปรายแล้วใน AF ซีซั่นแรก ที่มีบางสัปดาห์ไม่มีการโหวตออก นั่นก็ถือว่าผู้เข้าแข่งขันโชคดีไป ส่วนคนดูโหวตฟรี เสียตังค์เปล่า ผู้จัดรับเละ แต่ ณ ตอนนั้น คนดูยังไม่เจณจัดสนามมากอย่างทุกวันนี้ และเพื่อจะตอบรับคนดูที่มีการพัฒนาการในการดูรายการเรียลลิตี้แล้ว Random Vote ในขั้นต่อไป อาจเป็นการ Double Vote Out หรือการเอาออกมันสองคนเลยต่อสัปดาห์ วิธีนี้จะยิ่งกระตุ้นยอดการส่งSMSเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว บรรดาFanclub ก็จะปั้มโหวตกันกระจายจนคู่สายไหม้ก็เป็นได้ เพราะกลัวผู้เข้าแข่งขันที่ตนเองรักดั่งไข่ในหินจะต้องถูกให้ออกจากบ้านไป และถ้ายิ่งถูกให้ออกในฐานะผู้ได้คะแนนน้อยอันดับสองนะ อื้อหือ คงจะเจ็บใจกันพิลึก
วิธีที่ห้าอาจดูเป็นวิธีที่ไม่เข้าท่าในบางครั้ง หรืออาจดูสิ้นคิดไปนิดหน่อย แต่ก็ยังมีบางรายการนำไปทำกันนั่นก็ Specify Contestants การกำหนดแบบผู้เข้าแข่งขัน อนึ่งนั้น รายการที่เป็นแบบถ่ายทอดสด 24 ชม. นั้นย่อมเน้นความแตกต่างของผู้เข้าแข่งขันเพื่อความเข้มข่นของดราม่าที่จะเกิดขึ้นภายในบ้าน การกำหนดรูปแบบผู้เข้าแข่งขันดูเผินๆจะคล้ายเป็นการทำลาย Concept ดั้งเดิมของรายการแต่แท้จริงแล้ว ก็สามารถทำได้อยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น อาจกำหนดให้ซีซั่นนั้นๆ มีผู้เข้าแข่งขันเป็นคู่แฝด Twins ซึ่งดูจะเป็นมุขที่ใช้กันเกลื่อนกลาดหลายรายการทีเดียว หรือไม่ก็กำหนดให้เป็นพวก นักร้องที่เคยออกเทปแล้วแต่ไม่ดังมารวมตัวกันให้ค่ายUBC ปั้นใหม่ ก็ล้วนแล้วแต่จะสามารถนำมาadaptใช้กันได้ ในซีซั่นที่ 7-8 ในช่วงที่ผู้จัดหมดมุขจะขายแล้ว
วิธีที่หกอาจดูคล้ายๆวิธีที่ห้า แต่ต่างกันนิดหน่อยตรงที่วิธีนี้เน้นหนักไปที่ Team play วิธีนี้ก็สมควรนำมาใช้ในซีซั่นซัก9-10ที่ชักจะเบื่อๆกันแล้ว นักร้องที่เกิดจาก AFมีเต็มบ้านเต็มเมือง ขายได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตามแต่บุญวาสนาความสามารถจะส่ง ทีนี้ผู้จัดก็เลยคิดแบบ เอาวะ จัดประกวดแบบยกทีมไปเลย อาจขั้นดูดีหน่อยโดยการประกวดเป็นวงดนตรีแบบเต็มวง จะเอาวงrock มาชนบอยแบนด์ ชนกับเครื่องสาย ปี่พาทย์ก็ว่ากันไป ก็คงดูบ้านสาริน (ถ้ายังจะเป็นสปอนเซอร์ต่อไปนะ) แตกกันก็คราวนี้ คนดูก็อิ่มตาเลย เดินกันให้ควั่ก 12ทีม 48กว่าชีวิตก็ว่าไปนั่น หรือสิ้นคิดที่สุด เพื่อไม่ให้ผู้เข้าประกวดคิดถึงบ้านและกันข้อครหาแบบเข้ารอบเพราะพ่อรวย ลูกเจ้าพ่อ หลานเจ้านาย เหลนนายก ก็จัดแบบประกวดยกทีมครอบครัวพ่อแม่ลูกมันไปเลย แบบนี้ลูกท่านหลานเธอทั้งหลายของไม่กล้าสมัครแล้วให้ป่ะป๋านักการเมือง นักธุรกิจใหญ่มาพักร้อนในบ้านด้วยหรอก ก็คงจะเหลือแต่แบบบ้านๆจริงใจๆถูกใจคนดูส่วนใหญ่ไทยแท้ แต่ข้อเสียก็คือ การได้ดูหนังเหี่ยวๆออกทีวี24 ชม. คงไม่น่าอภิรมย์เท่าไรนัก ยิ่งตอนเปลี่ยนชุดอาบน้ำนะ บรื๋อ....
วิธีสุดท้ายที่จะเล่าในวันนี้ ดูจะเป็นวิธีที่ผู้จัดรายการเรียลลิตี้โชว์ในประเทศไทยพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวคนดูมันจะไม่โหวตเลย วิธีนี้ก็คือ Vote Out หรือ การโหวตให้ออก ความจริงวิธีนี้ไม่ควรเรียกว่าTwistเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมันคือ Basicของเรียลลิตี้โชว์มาโดยตลอด แต่ด้วยเหตุผลที่ว่ากันว่า ธรรมชาติของประเทศไทยไม่เหมาะกับการโหวตออก วิธีนี้จึงยังถูกเก็บอยู่ในกรุมิดชิดเป็นอย่าง ดีไม่มีทีท่าว่าจะเอาออกมาแต่อย่างใด เพราะมันไม่เหม้าะ ไม่เหมาะกันคนไทย เอาเสียเลย แต่ก็นั่นอีกแหล่ะ หากอีกซักสิบปีคนไทยเริ่มชาชินกับไอ้เรียลลิตี้โชว์ที่ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากความโด่งดังเป็นพลุแตกของทั้ง Academy Fantasia และ Big Brotherแล้ว มันจะต้องมีอีกหลายๆโชว์ที่จะค่อยๆตามมาอย่างช้าๆแต่หนุนเนือง จนกระทั่งรายการประเภทนี้กลายเป็นส่วนนึงของรายการทีวีปกติอย่างแน่นอน และเมื่อวันที่การโหวตมันเริ่มอิ่มตัวแล้วล่ะก็ ก็เป็นไปได้ที่อีกสักสิบปี ผู้จัดมันจะกลืนน้ำลายกลับมาใช้วิธีนี้โดยเหตุผลประมาณ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ใครทำอะไรก็ควรจะได้รับแบบนั้น อะไรแบบนี้ล่ะครับท่านผู้อ่าน
อันรายการทีวีนี้ ดูเพื่อเหตุบันเทิงเริงรมย์ อันไหนดูแล้วบันเทิงก็ดูไป แต่เมื่อใดดูแล้วเป็นทุกข์ก็จักหยุดพักเสียบ้าง เมื่อกลับมาดูอีกครั้งอาจสนุกขึ้นอีกไม่น้อย อีกทั้งดูแล้วก็ควรแบ่งปันความสุขให้กับผู้อื่น การอันใดที่ทำแล้วผู้อื่นจะเจ็บช้ำน้ำใจ หากละๆเลิกๆได้ก็ขอให้พิจารณาอย่าไปทำเสีย จะดีมิใช่น้อย จริงๆนะเออ
คำตาม :
1. บทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อโจมตีผู้ใด สถาบันใด ห้างร้านหรือบริษัทใด หากอ่านแล้วภาษาที่ใช้ดูเหมือนจะโจมตี ก็ให้ถือซะว่าเป็นความผิดพลาดจากความด้อยในทักษะการเขียนของผู้เขียนที่ไม่สามารถสื่อความออกมาได้อย่างชัดแจ้ง จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
2. บทความนี้ในบางช่วงเขียนด้วยความคะนองไปบ้าง ทั้งใช้ภาษาไม่สละสลวย ไม่กระชับ บางครั้งถึงกับเยิ่นเย้อยืดยาด วานท่านผู้อ่านช่วยตักเตือน ติเตียนหรือแนะนำ ผู้เขียนจะได้นำไปปรับปรุงแก้ใข จึงขอขอบคุณมาล่วงหน้า
3.ผู้เขียนเป็นลูกค้าUBC และ True Internet แต่มิได้มีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องทั้งเปิดเผยและซ่อนเร้นกับบริษัทดังกล่าว อันเป็นเหตุให้เขียนบทความนี้แต่อย่างใด จึงขอแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
4.ผู้เขียนติดReality Show มาหลายปี แต่มิได้เป็นFanclubใครเลย ฉะนั้นจึงมิได้เขียนเพื่อโปรโมตผู้เข้าแข่งขันคนใด ขอแจ้งให้ทราบในที่นี้เช่นกัน
5.ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ทนอ่านจนจบครับ
| Create Date : 31 สิงหาคม 2548 |
| Last Update : 31 สิงหาคม 2548 2:35:03 น. |
| |
|
|
|
|
นิยายนอกสายตา 5 เรื่องแห่ง "เฮียบ"
โดย เซียวสี่บ้อ
ในชีวิตของข้าพเจ้า นับว่าสิบปีให้หลังมานี้ มีนิยายกำลังภายในเป็นเครื่องชโลมจิตใจ มาตรว่าไม่นาน แต่ก็ไม่นับว่าน้อยแล้ว อย่างน้อยควรนานพอรู้จักพลิกแพลงได้ คิดค้นได้ สำเร็จได้ขั้นต้น ในชีวิตการอ่านช่วงแรกของข้าพเจ้า เริ่มในวัยเยาว์ เมื่อเริ่มอ่าน ก็ติดงอมแงม เมื่อตื่นต้องอ่าน เมื่อนอนยังไม่วายจินตนาการ ยามนั่งอ่านได้ ยามยืนก็อ่านได้ มิว่าทำอะไรล้วนหยิบจับขึ้นมาอ่านได้ ที่ข้างกาย ในมือขวาต้องมีหนังสือนิยายกำลังภายในแนบอยู่ตลอดเวลา คล้ายว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายข้าพเจ้าก็มิปาน
ครึ่งหลังของชีวิตการอ่านกลับแตกต่างไป อ่านครึ่ง ครุ่นคิดครึ่ง มิอ่านมากเหมือนอดีต แต่กลไกความคิดกลับวิ่งเร็วเป็นเท่าตัว อ่านหนึ่งบทคำนึงหนึ่งบท อ่านสองบท คำนึงสองบท ท้ายสุดอ่านหนึ่งเล่มคำนึงถึงไร้จำกัด บางทียังคำนึงถึงตัวเองว่า คำนึงมากเกินไปแล้ว มากเกินพอดี แต่คิดคำนึงย่อมมีเหตุปัจจัย เหตุนั้นคือแนวทางที่แตกต่าง แนวทางหนังสือที่แตกต่าง
เมื่อเริ่มต้น อ่านแนวทางสายหลัก ไม่ว่า กิมย้ง โกวเล้งล้วนอ่าน เนี่ยอู้เซ็ง อ้อเล้งเซ็ง ล้วนไม่พลาด หลังจากนั้น ก็อ่านไม่เลือกผู้เขียน มิว่าเรื่องใดก็ล้วนอ่าน แต่พออ่านถึงจุดหนึ่งกลับเริ่มรู้สึกอิ่มตัว ความรู้สึกมิใช่เช่นเดิม จึงเปลี่ยนแนวทางการบริโภค เลือกอ่านเพียงเฮียบ (คุณธรรม) ไม่เน้นบู๊ (ต่อสู้)
เมื่อเลือกอ่านขั้นต้นยังเลือกยาก ยังแปลความหมายของ เฮียบ ไม่ออก ล้วนอ่าน เฮียบ บนแผงร่ำไป จากนั้นปรากฏว่า เฮียบ ของหนังสือในตลาดก็ไม่ต่างจาก เฮียบ ในนิยาย มีทั้ง เฮียบ และ เฮียบจอมปลอม ข้าพเจ้าพบว่าตัวละครมาตรว่าตัวเอกชอบอ้างพฤติการณ์คุณธรรม กลับประพฤติตนเยี่ยงผู้ดีจอมปลอมไม่ต่างไปจากตัวร้าย เยี่ยงนี้ยังรับได้ ตัวเอกใช่ว่าต้องเพียบพร้อมเสมอ แต่ลึกลงไป พบว่าผู้ประพันธ์ยิ่งผิดพลาด มิได้ผิดพลาดในการเขียน เพียงผิดพลาดในด้านคุณธรรม ทั้งคุณธรรมในกายเนื้อของเรื่องเล่า และคุณธรรมที่สะท้อนจากกลไกตลาดเอง เพียงเขียนสุกเอาเผากิน พอขายยังชีพเป็นใช้ได้
ในระหว่างนั้น ข้าพเจ้าสับสนยิ่ง ยิ่งอ่านยิ่งมัวหมอง กระทั่งเลิกอ่านไปพักหนึ่งเลยก็มี หลังจากนั้นด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และกอปรกับได้อาจารย์และบิดาที่ดี ค่อยค้นพบแนวทางของตนเอง เป็นแนวทางแห่ง เฮียบ ที่ใกล้ เฮียบ ที่แท้มาอีกขั้น
ข้าพเจ้าพบว่าการอ่าน เฮียบ ไม่สามารถเร่งร้อน ในอดีต วันหนึ่งอ่านได้หนึ่งเล่ม รวดเร็ว แต่ปัจจุบัน วันหนึ่งสามบทถือว่าไม่น้อยแล้ว มาตรว่าอ่านช้า แต่รู้สึกสามารถบริโภคได้อิ่มเอิบยิ่งขึ้น เข้าถึงตัวหนังสือมากยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าเริ่มต้น กลับไปย้อนทวนอ่านหนังสือในอดีต อ่านทีละบท ทีละเล่ม เสพตัวอักษร อย่างเต็มที่ ข้าพเจ้าพบว่ามีหนังสือห้าเล่มของห้านักเขียน ที่ข้าพเจ้าสามารถบันทึกได้ ว่าเป็นห้าเรื่องในดวงใจของข้าพเจ้า ยังเป็นห้าเรื่องแห่ง เฮียบ ประจำใจของข้าพเจ้า
วิถีดาบสั้น - ประพันธ์โดย อูตังเล้า
ในบรรดาห้าเรื่องนี้ นับวิถีดาบสั้นอยู่ในใจข้าพเจ้ามานานที่สุด วิถีดาบสั้นเป็นงานยุคหลัง เป็นยุคที่กำลังภายในซบเซา แม้ว่าจะได้รับรางวัลกระบี่เงินคู่กับศาสตราวุธของจิวนึ้ง แต่ในวงกว้างกลับไม่ดังสุดขีด เพียงมีการพูดถึงบ้างเป็นครั้งคราวตามซอกหลืบ ในประเทศไทยยิ่งเงียบเหงา เพียงพากผ่านแล้วก็หายไป
ข้าพเจ้าอ่านวิถีดาบสั้นครั้งแรกเมื่อประมาณหกปีก่อนได้ หากจำไม่ผิดพลาด ในตอนนั้น นับเรื่องนี้โดดเด่นเพราะการดำเนินเรื่องที่กระชับ คล้ายภาพยนตร์ ข้าพเจ้าซึ่งมีความชอบพอในศิลปะการทำภาพยนตร์อยู่ก่อน ยิ่งอ่านยิ่งชมชอบยิ่งสบใจ ฉากการดำเนินเรื่องตัดต่อมีจังหวะจะโคน อ่านไปตบต้นขาไป มีอารมณ์ร่วมเต็มที่
สี่ปีถัดมาข้าพเจ้าจึงหยิบจับมาอ่านอีกครั้ง เป็นรอบที่เท่าไหร่ยังจำไม่ได้ จำได้เพียงว่ารอบนี้ต่างออกไปมาก ข้าพเจ้าพบว่าวิถีดาบสั้น เป็นนิยายที่เปี่ยมไปด้วย เฮียบ ในด้านศิลปะการเขียนวิถีดาบสั้นแสดงถึง เฮียบ ที่เป็นคุณธรรมในการแสวงหาหนทางของตนเอง เป็นคุณธรรมที่แสดงถึงความภาคภูมิในแนวทางที่เป็นเอกเทศ ทั้งนี้ยังขอชม น.นพรัตน์ทั้งสองที่แปลเรื่องนี้ได้จังหวะตามบทประพันธ์ มิให้เสียอรรถรสไป
ในด้านเนื้อเรื่อง ตัวละครเอก เม้งน้อยแห่งเฮ้งจิว หรือซิมเง็กมึ้ง ตัวปลอม ก็แสดง เฮียบ ที่สะท้อนตัวผู้เขียน อูตังเล้าเองออกมา มาตรว่าประสบโชคลาภได้เป็นคุณชายใหญ่แห่งตระกูลอันดับหนึ่ง แต่ยังคงคำนึงถึงชีวิตในการก่อน บางคนอาจเห็นว่า มิว่าตัวเอกตัวใดล้วนเป็นเช่นนี้ กล่าวเช่นนี้ แต่หากการกระทำของเม้งน้อย ยังคงเป็นเม้งน้อย ตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายยังคงเป็นเม้งน้อย เม้งน้อยเมื่อเริ่มต้นเป็นพ่อครัว เพียงรู้จักผัดกับข้าว หั่นหมู ครั้นจะให้ฆ่าคนย่อมทำไม่ได้ และจวบจนสุดท้าย เม้งน้อยก็มิได้ฆ่าคนเลยแม้แต่คนเดียว การกระทำแห่ง เอียบ ของเม้งน้อยย่อมแสดงให้เห็นชัดกว่าบทบรรยายของผู้เขียนเป็นแน่
โดยสรุป วิถีดาบสั้น แสดงให้เห็น เฮียบ ที่หายากยิ่งในปัจจุบัน เฮียบ ของคุณธรรมที่ไม่หลอกลวงตนเอง
บ้อซังเกี่ยม ประพันธ์โดย ฉิ่นอั๊ง
ข้าพเจ้าได้ยินคำ บ้อซังเกี่ยม หรือกระบี่ไร้คู่เปรียบ ตั้งแต่อายุเพียงห้าขวบปีจากคำบอกของบิดา บ้อซังเกี่ยมนับว่าเป็นนิยายอันดับหนึ่งในดวงใจของท่านผู้เฒ่าเลยทีเดียว เมื่อวัยเยาว์ บิดามักเล่าเรื่องราวของอึ้งป้วกให้ฟังอยู่เสมอ เล่าแล้วเล่าอีก แม้เล่าซ้ำจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนเล่ากลับไม่เคยเบื่อ คนฟังก็ไม่เคยเบื่อเช่นกัน แต่จวบจนเติบใหญ่ ยังไม่ประสบโอกาสเหมาะจะได้อ่าน จนกระทั่ง มีการนำมาพิมพ์ใหม่ จึงนับว่าได้อ่านเต็มเรื่องอย่างแท้จริง
เมื่ออ่านรอบแรก นับว่าเรื่องราวเรื่องนี้ประหลาดอยู่บ้าง เพราะก่อนหน้านี้ เคยรู้เรื่องมาก่อน จึงให้รสชาติที่ผิดแผกแตกต่าง ซ้ำยังให้ความรู้สึกไม่คลับคลาย เพราะที่บิดาเคยเล่าให้ฟังครั้งยังเด็ก เป็นการถอดความจากต้นฉบับภาษาจีน เมื่ออ่านภาษาไทยจึงพบว่าตัดทอนลงไปเยอะ แต่เนื้อความหลักยังคงครบถ้วน
บ้อซังเกี่ยม เป็นเรื่องแรกในชีวิตที่อ่านพร้อมบิดา ทั้งยังเป็นหนังสือเล่มแรกในรอบห้าปีนี้ที่ข้าพเจ้าเห็นบิดาหยิบจับมาอ่านอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะท่านผู้เฒ่าอย่างไรก็ชรามากแล้ว เราทั้งสองผลัดกันอ่าน ผลัดกันถก อาจดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรกลับงอกเงย ขึ้นกว่าเดิม
เหมือนกับเรื่องบังเอิญที่ ในนิยายตัวเอก อึ้งป้วก มีจุดหมายเพียงตามหาบิดา ทั้งที่บิดาอยู่ใกล้แสนใกล้ เพียงเอื้อมมือก็ถึงแต่กลับหาไม่เจอ จนท้ายที่สุด ข้าพเจ้าก็เช่นอึ้งป้วก ได้สานสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นับเป็น เฮียบ แห่งสัมพันธ์รักไร้ข้อแม้ที่ข้าพเจ้าคงมิอาจจะหาจากนิยายกำลังภายในเรื่องอื่นใดได้
ในตัวเนื้อเรื่อง บ้อซังเกี่ยมเอง อ่านแล้วคลับคล้ายแนวทางหลักอยู่มาก ตัวเรื่องหากไม่บอกแทบจะเป็นมังกรหยกกลายภาค อาจารย์ของพระเอกเป็นขอทาน หนึ่งในห้าจอมยุทธยิ่งใหญ่แห่งยุค ยังมีนักพรต มือกระบี่ จอมหมัด และจ้าวทะเลทราย ยิ่งคลับคล้ายจนแยกแทบไม่ออก สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าประทับใจบ้อซังเกี่ยมกับเป็นตัวเอก เปรียบกับก๊วยเจ๋ง จากมังกรหยกแล้ว ลีลานิสัยลายอักษรบรรยายของอึ้งป้วกคงไม่อาจเปรียบติด แต่สำหรับข้าพเจ้าอึ้งป้วกแสดงให้เห็นถึงปุถุชนธรรมดายิ่งกว่า อึ้งป้วกไม่ฆ่าคน ให้ตายก็ไม่ฆ่าคน เมื่อฆ่าคนครั้งแรก แม้จะเยี่ยมยุทธเกินกว่านักสู้ในยุทธจักร แต่ยามต้องฆ่าแล้ว มือเท้าอึ้งป้วกกลับสั่นระริก ใจเต้นตึกตักไม่เป็นกระบวนท่า หลังจากจำใจต้องลงมือแล้ว ยังรู้สึกผิดยิ่ง ถึงกับรู้สึกเหมือนตนเองตกตายตามไปด้วย อึ้งป้วกเป็นคนเช่นนี้ เพียงลงมือเพื่อสยบ ไม่ฆ่าได้จะไม่ฆ่า
โดยสรุป บ้อซังเกี่ยม แสดงให้เห็น คุณธรรมที่ตัวเอกนิยายวิทยายุทธพึงมีที่สุด คุณธรรมแห่งการเห็นค่าของชีวิตปัจเจกชน มิว่าคนดีคนเลวย่อมมีคุณค่าในตนเอง
กวีในดงดาบ ประพันธ์โดย อุนเลี้ยงเง็ก (อุนสุยอัน)
ในนิยายกำลังภายในที่เคยผ่านตาข้าพเจ้า นับว่ากวีในดงดาบใช้เวลาอ่านมากที่สุด ข้าพเจ้าอ่านกวีในดงดาบเมื่อตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่หนึ่ง ใช้เวลาร่วมหนึ่งเดือนถึงจะอ่านจบ นับว่าตกระกำลำบากกับนิยายเรื่องนี้มากที่เดียว ยิ่งกว่านั้น กวีในดงดาบเป็นนิยายเรื่องแรกของอุนสุยอันที่ข้าพเจ้าได้อ่าน ด้วยความไม่คุ้นเคยในอารมณ์จากโวหารในการเขียน ยิ่งไม่ทราบว่าปวดเศียร เวียนเกล้าอีกกี่รอบ
กวีในดงดาบยิ่งอ่านยิ่งปวดใจ อาจเพราะด้วยในเวลาที่อ่านนั้น อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงของชีวิต วันนึงอ่านได้เพียงหนึ่งบท ไม่มากไปกว่านั้น บางวันถึงกับทิ้งไว้ที่หัวหมอน ไม่กล้ายหยิบจับ แต่ด้วยภาษาและลีลาที่เสียดแทงอารมณ์ของข้าพเจ้า แม้ว่าจะเจ็บแปลบ แต่กลับให้ความรู้สึกในทางบวก ในความขมขื่นแฝงด้วยสัจธรรม
กวีในดงดาบแสดงให้เห็นถึงสัจธรรมที่คนต้องเผชิญ สิ่งที่เกียงเฮียบไฮว้เผชิญก็ไม่ผิดไปจากที่วิญญูชนคนอื่นต้องเผชิญ เพียงแต่เกียงเฮียบไฮว้ไม่ยอมแพ้ ยอมโดนจับ แต่ไม่รับสารภาพ มาตรว่าทัณฑ์ทรมานปานใดก็ไม่อาจทำให้รับว่าขายชาติได้
กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวามุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ อ้างจากพาหุงแปดบทที่ห้า
พระจอมมุณี (พระพุทธเจ้า) ถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยนางจิญจมาณวิกา ทำอาการประดุจว่ามีครรภ์ แอบนำไม้มาซ่อนไว้ใต้ร่มผ้า ให้เป็นประดุจมีท้อง พระพุทธเจ้าท่าน เอาชนะด้วยสมาธิอันงาม คือระงับพระหฤทัย ในท่ามกลางหมู่ชน ท่านทำเฉยเสีย "สันเตนะ" "สันตะ" คือ เฉย สงบ สันเตนะ โสมะวิธินา ในที่สุดพระพุทธเจ้าชนะด้วยอาการทำความสงบเฉยนิ่ง ไม่ตอบโต้อะไรเลย
แม้ในที่สุด เรื่องของเกียงเฮียบไฮว้จะมิได้จบด้วยดีเช่นเรื่องราวของพระพุทธเจ้า แต่เจตนารมณ์ของเกียงเฮียบไฮว้ยังคงอยู่ แม้กายม้วย แต่ก่อเกิดเป็นวิญญาณ ข้าพเจ้าได้เห็นความร่วมมือของมิจฉาชีพทางอธรรม และจอมยุทธพิทักษ์คุณธรรม มาตรว่าเละเทะบ้าง ไร้ระเบียบบ้าง ถึงกับล้มเหลวในที่สุด แต่ยังแสดงให้เห็นว่าทุกผู้คนมีปณิธานตั้งมั่น มิสำเร็จ แต่พากเพียร
ในแง่หนึ่ง เมื่อได้ฟังคำวิจารณ์ต่อเรื่องกวีในดงดาบที่มักกล่าวถึงความรันทดของกวีในดงดาบเป็นเอก บางครั้งข้าพเจ้าอยากจะร้องฮาๆ เสียให้ดังๆก้องฟ้า ว่านักอ่านเหล่านั้นสามารถทนกับนิยายบู๊ล้างผลาญ ตัวเอกฆ่าคนเป็นร้อยเป็นพันราวผักปลาได้ แต่กลับทนกวีในดงดาบมิได้ หรือชีวิตตัวละครในนิยายบู๊ล้างผลาญเหล่านั้นมิมีค่าหรือไร หรือพวกเหล่านั้นมิได้มีชื่อแซ่ให้จดจำ ต่างกับในกวีในดงดาบที่ผู้เขียนให้ชื่อกับตัวละครแทบทุกตัว หรือว่าก็ต่อเมื่อมีชื่อ จึงจะเกิดความผูกพัน จึงจะเกิดความทรงจำร่วมกัน ยิ่งทำให้ข้าพเจ้ามองย้อนกลับมาที่ตัวเองและสมเพชตัวเองยิ่งนัก เพราะข้าพเจ้าก็เป็นเช่นนั้นไม่ต่างกัน
โดยสรุป เฮียบ ของกวีในดงดาบคือ เฮียบ แห่งคุณธรรมปณิธาน และเหนือกว่านั้น คือ เฮียบ ที่ทำให้บุคคลควรย้อนมองดูตนเองใหม่อีกครา
กระบี่ใจพิสุทธ์ ประพันธ์โดย กิมย้ง
ในบรรดานิยายกำลังภายในแนวทางหลักทั้งมวล ข้าพเจ้ารักชอบกระบี่ใจพิสุทธิ์เป็นอันดับหนึ่ง
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้อ่านเรื่องกระบี่ใจพิสุทธ์นี้นั้น ได้เคยอ่านเคาน์ ออฟ มองเตร์ คริสโต ที่ว่ากันว่าเป็นแรงบันดาลใจของกระบี่ใจพิสุทธ์อยู่เก่าก่อน จึงมีความรู้สึกคาดหวังถึงส่วนเชื่อมเรื่องราวอยู่มาก แต่เมื่อได้อ่านแล้วกลับรู้ว่าไม่ใช่เลย แม้ว่าจุดหักเหของเรื่องจะคล้ายกัน แต่บุคลิกของตัวเอก เต็กฮุ้นจากกระบี่ใจพิสุทธิ์ และดังเต้ จากเคาน์ ออฟ มองเตร์ คริสโตนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้วยบุคลิกที่แตกต่างนี่เองที่นำมาสู่การกระทำที่แตกต่าง และนำไปสู่เรื่องราวที่แตกต่าง
ในเคาน์ออฟ มองเตร์ คริสโต ดังเต้ แสวงหาการแก้แค้น ดังเต้ค้นพบว่า การมีสมบัติพัสถานมากมายมิได้นำมาซึ่งความรื่นรมย์ แต่กลับขมขื่นเพราะรสชาติของความแค้น ผิดกับ เต็กฮุ้นที่พบรักแท้ และน้ำมิตรในยามยาก และพบว่าความสุขมิใช่สิ่งนอกกาย แต่เป็นความรักอันไร้ข้อแม้ ในท้ายสุด เต็กฮุ้นจึงได้กลับสู่ความสุขอีกครั้ง นั่นเพราะเต็กฮุ้นมีจิตปรารถนาที่บริสุทธิ์ จึงได้รับรักบริสุทธิ์กลับโดยมิต้องพึ่งพารสหอมหวนของน้ำผึ้งจากถ้อยคำหวานใด
ในด้านเนื้อเรื่อง กระบี่ใจพิสุทธิ์รันทดยิ่งกว่าทุกเรื่องของกิมย้ง ทุกจังหวะของการดำเนินเรื่องเต็มไปด้วยความอับโชคของเต็กฮุ้น กระทั่งซ่อนตัวในน้ำ และดึงทึ้งกระชากผมตัวเองเพื่อล่อหลอกศัตรูว่าตนเองเป็นลามะก็มี ผิดกับตัวเอกตัวอื่นของกิมย้ง ที่มาตรว่าประสบภัยแต่ก็ได้มิตรที่ดีช่วยเหลือ ในกระบี่ใจพิสุทธิ์ นอกจากนางเอกแล้ว เต็กฮุ้นแทบจะมีตัวคนเดียว ต้องเอาตัวรอดด้วยสมองทีทึบสมฉายา คงซิมใช่
คิดแล้วก็นึกถึงวัยเด็กของข้าพเจ้า ในอดีต ข้าพเจ้าเคยประสบได้รับคำสอนจากหลวงปู่ท่านหนึ่งว่า เป็นคน จักต้องเงยหน้าสู้ความจริง จะให้รอเพียงปาฏิหาริย์ ให้หลวงปู่เขกหัว โป้กๆ เอาบุญ ชาติหน้าก็อย่าหวังจะได้ รังแต่จะเจ็บหัวเสียเปล่า ตั้งแต่นั้น ข้าพเจ้า ยึดเอาคำสอนนี้เป็นสรณะในการดำรงชีวิต มีปัญหาต้องแก้ปัญหา ตนเองแก้มิได้ ต้องเชื่อใจในน้ำมิตรของสหาย เมื่อร่วมกันอย่างจริงใจจักฝ่าฟันหักด่านไปได้
เต็กฮุ้นก็เช่นกัน แม้ว่าจะประสบคราเคราะห์ซ้ำซาก ก็ยังเพียรพยายามเอาตัวรอดด้วยตนเอง ฟ้าไม่ช่วยคน ไฉนคนต้องรอความตาย เมื่อคนพยายาม ย่อมสำริดผล จะมากน้อยอย่างไรมาจากมือของตนเอง อ่านถึงตอนนี้หลายท่านคงมีความเห็นว่าข้าพเจ้ามีความคิดแบบเด็กๆ ข้าพเจ้าจะไม่ปฏิเสธและภูมิใจที่จะยอมรับเสียด้วยซ้ำ หากใจคนมิคิดในทางสวยงามเลยเล่า โลกนี้จักมีความสวยงามจากหนไหน สังคมมิใช่กอปรจากปัจเจกชนหรือ
โดยสรุป กระบี่ใจพิสุทธิ์ คือ เฮียบ ใน บู๊ และ บู๊ ใน เฮียบ แทบจะแสดงให้เห็นธาตุแท้แห่งนักสู้ที่บุคคลควรมี
ไม่มีน้ำตาวีรบุรุษ ประพันธ์โดย โกวเล้ง
กล่าวถึงโกวเล้งแล้ว ผู้อ่านนิยายกำลังภายใน และท่านอื่นๆที่ไม่ได้ติดตามอ่าน ควรจะนึกถึง มีดบินลี้น้อย ขุนพลทิ้งความหอม หรือบุรุษสี่คิ้วเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับตัวข้าพเจ้า ไม่มีน้ำตาวีรบุรุษถือเป็นเพชรน้ำเอกของโกวเล้ง
ในช่วงที่ข้าพเจ้าอ่านไม่มีน้ำตาวีรบุรุษนั้นกำลังอยู่ในวัยคะนอง ความคิดอ่านเช่นเด็กวัยรุ่น เน้นความเป็นตัวของตัวเอง เมื่ออารมณ์เลือดขึ้นหน้า จะหุนหันพลันแล่น ผิดไม่ยอมรับผิด มาตรว่ารู้ว่าตนเองเป็นคนผิด ยังยืนกรานไม่รับผิด การกระทำยิ่งเกินรับได้ นับว่าเป็นเด็กวัยรุ่นใช้ไม่ได้โดยแท้
ข้าพเจ้าอ่านวีรบุรุษไร้น้ำตารอบแรกเมื่อยังอยู่ในวัยเยาว์ เพียงได้แต่รสผิวเผินมิได้ใจความ แต่เมื่อได้ย้อนกลับมาอ่านรอบสอง พบว่าตนเองน่าตายยิ่ง พบว่าความผิดพลาดในอดีตล้วนมีต้นเหตุ ข้าพเจ้าพบว่า ควรจะฟังก่อนจะพูด ควรจะคิด ก่อนจะประณาม การนี้ทำให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไม่น้อย หรืออย่างน้อยที่สุดควรจะก้าวจากวัยรุ่นมาสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น
ที่ว่าข้าพเจ้าได้ก้าวสู่วัยก่อนผู้ใหญ่นั้น อาจมิต้องกล่าวถึงวิธีการคิด แต่ควรกล่าวถึงมุมมองที่เปลี่ยน ในไม่มีน้ำตาวีรบุรุษ โกวเล้งได้สร้างอาณาจักรของตัวละครที่แผ่ไพศาลยิ่งกว่าเรื่องใด แม้ว่าบุคลิกตัวละครอาจไม่หลากหลายเท่ามีดบินลี้น้อย ตัวละครไม่เพลิดแพล้วเหมือนในจอมโจรจอมใจ หรือเปิดเผยกว้างขวางอย่างหงส์ผงาดฟ้า แต่ในหนึ่งตัวละครของไม่มีน้ำตาวีรบุรุษกินควาหมายลึกล้ำยิ่ง หนึ่งบุคคลมีทั้งสุขและทุกข์มีทั้งดีและเลว คนที่ท่านตราหน้าว่าเลว กลับไม่เลวในสายตาผู้อื่น เห็นได้ชัดในปัจจุบัน ไฉนจึงมีการแบ่งพรรคพวก พวกท่านงมงาย พวกข้าพเจ้าจึงเห็นชัดแจ้งเช่นนั้นหรือ เปล่าเลย แต่เป็นมุมมองที่ต่างกันออกไป ความคิดเห็นที่ต่างกันออกไป ถึงกับได้ผลประโยชน์ซ้อนทับที่ต่างกันออกไป
อ่านไม่มีน้ำตาวีรบุรุษแล้วเข้าใจจิตใจของ ตัวเอก กอเกียงปวย ถึงน้ำมิตรที่ระอุ่นอุที่มีต่อสหาย ถึงน้ำใจที่กว้างขวาง ถึงคุณค่าที่มากกว่าน้ำตาที่เสีย
อ่านไม่มีน้ำตาวีรบุรุษแล้วเข้าใจจิตใจของซือเบ๊ปุกคุ้ง ถึงชาวยุทธจักรไม่เป็นตัวของตัวเอง ถึงความรู้สึกทั้งรัก ทั้งแค้น ถึงชาติชายที่ต้องยืนหยัดด้วยศักดิ์ศรีของตนเอง
อ่านไม่มีน้ำตาวีรบุรุษแล้วเข้าใจเต็งโอ๊ย เข้าใจความทุ่มเทของมนุษยชาติ ความซื่อสัตย์ถือมั่นภักดี กระทั่งตัวตายมิเคยปริปากบ่น
อ่านไม่มีน้ำตาวีรบุรุษแล้วเข้าใจโต๊ะตั้งไล้ที่สุด เข้าความรู้สึกรักที่ล้ำลึก เข้าใจความรู้สึกของการสูญเสีย รสขมขื่นที่ไม่อาจยอมรับได้
โดยตัวเนื้อเรื่องเอง ไม่มีน้ำตาวีรบุรุษ สอนถึง เฮียบ ของวีรบุรุษ น้ำตาอาจหลั่งไม่ได้ แต่น้ำใจไม่อาจไม่หลั่ง นับว่าสะท้อนแง่มุมที่สวยงามของตัวละครทุกตัวได้ดีเยี่ยม มิ จำเป็นเลยที่จะต้องถกกันถึงเรื่อง หีบ ประหลาดใบนั้นที่เป็นสุดยอดแห่งศาสตราวุธ เพียงแต่ได้เห็น หีบ ที่เก็บกักหัวใจของแต่ละคนถูกเปิดออกให้เห็นใจที่แท้ก็คุ้มค่ายิ่งแล้ว
เมื่ออ่านจบรอบสอง ข้าพเจ้าหวังว่าตัวเองสามารถมองผู้คนในแง่ดีได้ เข้าใจในผู้คนให้มากขึ้น ใส่ใจในตัวตนของผู้อื่นให้มากขึ้น ทั้งยังให้เกียรติความคิดผู้อื่นให้มากขึ้นอีกด้วย
โดยสรุป ไม่มีน้ำตาวีรบุรุษ คือ เฮียบ แห่งน้ำใจของมิตรสหาย ซึ่งมิตรสหายจะเกิดขึ้นเมื่อมี เฮียบ ตามหลักพระพุทธศาสนา เอาใจเขามาใส่ใจเรา
คำตาม
บทความนี้ของข้าพเจ้า เมื่ออ่านอาจพบว่าภาษาไม่สละสลวยบ้าง มีคำศัพท์นอกสาระบบบ้าง อ่านไม่ลื่นไหลบ้าง ถึงกับน่าเบื่อสุดแสน รวมทั้งอาจพบว่าบางสำนวนลอกเลียนนักเขียนใหญ่มาบ้าง ทั้งนี้ข้าพเจ้าต้องขออภัยอย่างยิ่ง และในบทความนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยมีความคิดที่จะว่ากล่าวกระทบกระเทียบ หรือประสงค์ร้ายต่อบุคคลหรือสิ่งของใด แต่หากคำกล่าวของข้าพเจ้าคล้ายกับพาพิงถึงบุคคลใด ยิ่งต้องขออภัยเป็นรอบสอง ข้าพเจ้าไม่มีจุดประสงค์เช่นนั้นจริงๆ อีกการหนึ่งระหว่างที่เขียนบทความนี้ ประจวบกับอยู่ในระหว่างศึกษาหนังสือธรรมะบางเล่ม หากภาษาจะดูคล้ายกับสั่งสอนไปบ้าง ก็ขอน้อมรับผิด คงเป็นเพราะอิทธิพลจากสำนวนเทศน์ในหนังสือเหล่านั้นกระมัง
ข้าพเจ้ายอมรับว่ามิได้อ่านนิยายกำลังภายในมากมายเท่ากับหลายท่าน ความกว้างขวางย่อมไม่อาจเปรียบติด ประสบการณ์ชีวิตยิ่งห่างชั้น อายุความคิดของข้าพเจ้าในวันนี้เทียบแล้วยังอยู่ในวัยเยาว์ยิ่ง หวังว่าตนเองสามารถเติบโตขึ้น เพราะฉะนั้น หากท่านผู้อ่านเห็นว่าข้อคิดที่ข้าพเจ้าได้นั้นตื้นเขิน หรือผิดพลาดอย่างไร ก็ขอให้ทุกท่านวิจารณ์ออกมาอย่างเถรตรง ข้าพเจ้าจักนำไปปรับปรุงในการเขียนครั้งต่อไป
เมื่อเป็นคน จักต้องไม่ทรยศตนเอง ต้องเห็นค่าชีวิตมนุษย์ ต้องมองย้อนดูตนเองเมื่อผิดพลาด ต้องรู้จักเงยหน้าสู้ ต้องรู้จักทำความเข้าใจในผู้อื่น
ด้วยความเคารพอย่างสูง
เซียวสี่บ้อ, เหล็กยิ่งใหญ่แห่งตระกูลเติ้ง
| Create Date : 17 พฤษภาคม 2548 |
| Last Update : 17 พฤษภาคม 2548 10:08:12 น. |
| |
|
|
|
|
เรื่องของ10พยัคฆ์กวางตุ้ง - - โดยเซียวสี่บ้อ (นามแฝงในห้องนิยายจีน)
เขียนเมื่อ 18 ธันวาคม 2004

1.Wong Kei Ying หวงฉีอิง
10พยัคฆ์กวางตุ้งมีด้วยกัน 10 คนตามชื่อ แต่คนมักจะเข้าใจผิดว่า หวงเฟยหงเป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่ครับ
คนแซ่หวงที่นับเป็น 10พยัคฆ์กวางตุ้งนั้นคือ หวงฉีอิง (Wong Kei Ying ) บิดาของหวงเฟยหงนั่นเองครับ หวงฉีอิง เป็นบุตรของ Wong Tai ซึ่งเป็นศิษย์ของ Luk Ah Choi ศิษย์เอกเส้าหลินรุ่นเดียวกับ หงซีกวน โดยใช้กังฟูที่เรียกว่า Hung Gar (มวยสกุลหง)
กังฟูเส้าหลินแบบ Gar style เป็นหนึ่งในรูปแบบการต่อสู้ที่เก่าแก่ที่สุดของจีนตอนใต้ เทคนิคและวิธีการฝึกฝนกังฟูชนิดนี้คงรูปแบบดั้งเดิมมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วยท่าสัตว์ 5 อย่างได้แก่ เสือ นกกระเรียน เสือดาว งู และมังกร ซึ่งสัตว์แต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะและความสำคัญที่แตกต่างกันไป
ในทางเทคนิคแล้ว กังฟู Hung Gar อาศัยการทำงานของระบบในร่างกายในเชิงวิทยาศาสตร์ การเคลื่อนไหวและท่าเทคนิคจะเรียบง่าย ปฏิบัติได้จริง และได้ผลในการป้องกันตัวหรือต่อสู้ ในการฝึกฝนจะเน้นที่ปัจจัยต่างๆ อันนำไปสู่การใช้พลังอย่างมีหลักการเชิงวิทยาศาสตร์ ปัจจัยที่ว่าได้แก่ ความเร็ว ความไว ความสมดุล ความยืดหยุ่น จังหวะที่เหมาะสม และการจดจ่อที่เป้าหมาย ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะถูกฝึกให้ทำงานประสานกันอย่างดี ทำให้ผู้ฝึกต่อสู้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง ระยะประชิด ระยะกลาง ระยะไกล หรืออยู่ไกลเกินระยะต่อสู้ก็ยังได้
หวงฉีอิงนั้นแม้ว่าจะถูกบดบังด้วยความดังของลูกชาย แต่หากไม่มีเขาคนนี้แล้ว ไหนเลย จะมีหวงเฟยหงที่โด่งดังตามออกมา
2.ยาจกซู (Beggar Soh-- Beggar Su -- Su Chan)
ยาจกซู หรือซูฉาน (เจ้าตำนานหมัดเมา) เป็นบุตรชายของคหบดีในมณฑลกวางตุ้ง So Suen
ซูฉานถูกเลี้ยงมาโดยความเชื่อที่ว่าเงินและหมัด แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ซูฉานจึงไม่มีความรู้ด้านอักษรแม้แต่น้อย ด้านนิสัยนั้น แม้ว่าจะถูกเลี้ยงมาให้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี แต่ลึกๆแล้ว ก็เป็นคนที่มีเมตตามากทีเดียว
ภายหลัง ด้วยการติดสินบนเจ้าพนักงาน ทำให้ซูฉานได้มีโอกาสเข้ารับราชการในราชสำนัก นับเป็นช่วงรุ่งเรืองของเขา แต่โชคร้ายที่ถูกเปิดโปง ครอบครัวเขาจึงถูกตัดสินให้เป็นยาจกตลอดไป
ที่น่าหัวร่อก็คือ ซูฉานนั้นบังเอิญมีพ่อบุญธรรมเป็นประมุขพรรคกระยาจกอีกต่างหาก ซูฉานที่กำลังท้อแท้กับชีวิตจึงถูกพ่อบุญธรรมจับกรอกเหล้าให้หายบ้าพร้อมทั้งถ่ายทอดวิชาหมัดเมาให้ไปด้วย
ต่อมาซูฉานก็ได้รับสืบทอดตำแหน่งประมุขพรรคกระยาจกต่อจากพ่อบุญธรรม ในบั้นปลายของชีวิต เขาได้มีโอกาสถ่ายทอดหมัดเมานี้ให้กับลูกชายของเพื่อน ซึ่งก็คือ หวงเฟยหงนั่นเอง
3.Tid Kiu Sam (Leung Kwan) (น่าจะรู้จักกันในนามเหลียงจ้าน)
เหลียงจ้านเกิดในปี 1813 ในแถบกวนตง เป็นบุตรคนที่สามในครอบครัวเหลียง
เหลียงจ้านเริ่มฝึกกังฟูตั้งแต่เด็กกับอาจารย์ Lee Hu Si หรือ เคราลี้ ตะขอทอง
ต่อมาเหลียงจ้านได้ออกเดินทางฝึกฝีมือ และได้พบกับ Gwok Yan พระจากเส้าหลินผู้ที่มีอายุเกือบ 110ปีในตอนนั้น Gwok Yanได้รับเหลียงจ้านเป็นศิษย์ และติดตามเขาไปด้วย
หลังจากร่ำเรียนสรรพวิชาจากอาจารย์แล้ว เหลียงจ้านได้คิดค้นวิชาของตัวเอง โดยเรียกกัน หมัดใยเหล็ก Iron wire Fist
ชื่อของเหลียงจ้านโด่งดังไปทั่วและถูกนับรวมเป็น 10พยัคฆ์กว้างตุ้ง บางตำนานถึงกับบอกว่าเขาเป็นผู้นำเลยทีเดียว
เหลียงจ้านได้รับฉายาTid Kiu Sam หรือสะพานเหล็ก3 ด้วยความที่ว่าเขาเป็นลูกชายคนที่3ในครอบครัว และว่ากันว่า มือและแขนของเขาแข็งแกร่งดุจดั่งสะพานเหล็กไม่มีวันหัก
ในบั้นปลาย เหลียงจ้านได้รับลูกศิษย์ลูกหาไว้หลายคน และแต่ละคนก็สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว
4.Tit Chi Chan (ทิจี้เฉิน)
ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของ ทิจี้เฉิน (ซึ่งนับเป็นคนที่ลึกลับมากๆ) รู้แต่ว่าเขาโด่งดัง มาจาก วิชาดรรชนีเหล็ก (ทิจี้) และแซ่เดิมคือเฉิน คาดว่าทิจี้เฉินคงปกปิดชื่อจริง ในยุคที่กำลังทำสงครามกับฝิ่น
วิชาดรรชนีเหล็กของทิจี้เฉิน พัฒนามาจากดรรชนีเหล็กส่ายเส้าหลิน โดยพ่อค้าขายหมูคนหนึ่ง พ่อค้าขายหมูคนนี้ชื่อ เหลียงไค Leung Kai เป็นคนหนุ่มร่างสันทัดที่มีเพลงมวยเส้าหลินสายแข็ง
เหลียงไคนั้น พัฒนาวิชาดรรชนีเหล็กของเขาไว้ใช้ในการฆ่าหมู -_-"............... โดยเหลียงไคจะ ใช้ดรรชีของเขา จี้ไปที่คอหมู ทีเดียวเท่านั้น เจ้าหมูน้อยก็ถึงฆาตอย่างไม่รู้ตัว ไม่มีadrenalinหลั่งแม้แต่น้อย
คาดว่าทิจี้เฉินได้เรียนวิชาดรรชนีเหล็กสายนี้ มาจากจอมยุทธคนหนึ่งที่ไปเห็นเหลียงไคฆ่าหมูโชว์ แล้วนำมาเลียนแบบ ใช้เป็นท่าสังหาร
5.So Hak Fu (ซูเฮ็กโฮ้ว)
หรือ เสือดำ(เฮ็กโอ้ว) แซ่ซู โด่งดังจากวิชา กรงเล็บพยัคฆ์ รวมกับหมัดร่างเสือดำ สองในห้ายุทธสัตว์ของเส้าหลิน โดยพัฒนาเป็นวิชากรงเล็บสายของตนเอง เรียกว่า มวยเล็บเสือดาว (เสือดำ(panther)กับเสือดาว(Leopard) เป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน ซึ่งความจริงแล้ว เสือดำก็คือ เสือดาวที่จุดเยอะจนทึบนั่นเอง)
วิชากรงเล็บนับเป็นวิชาที่โหดเหี้ยมที่สุดในกระบวนยุทธของเส้าหลิน อาจารย์ในเส้าหลินมักจะถ่ายทอดลักษณะของเพลงหมัดเสือดำเสียมากกว่า ในภายหลัง (ถึงปัจจุบัน) มวยเล็บเสือดาว ถูกนับเป็นมวยนอก (หมายถึงมวยที่ไม่ได้อิงจากเส้าหลิน และสายไท้เก้กของบูตึ๊ง) เพราะด้วยความเหี้ยมของกระบวนท่า (ลองคิดดู คว้าไปที่เป้ากางเกงอ่ะขอรับ-_-")
6.wong yanlam หวังเอี้ยนหลาน
wong yanlam มีฉายาว่า สิงโตคำรามแซ่หวัง (wang) (ไม่ใช่ huang เหมือน หวงเฟยหงนะครับ) wong yanlamนับว่าเป็นพยัคฆ์ที่วิทยายุทธประหลาดที่สุดในจำนวน10คน เพราะในวัยเยาว์ wong yanlamมีอาจารย์เป็นลามะธิเบตชื่อว่า SingLung วิชายุทธของเขา จึงถูกบางคนประนามว่า "นอกรีต" ในสมัยนั้น
ในบรรดา 10 พยัคฆ์นั้น wong yanlam สนิทชิดเชื้อกับ หวงฉีอิงมากที่สุด ทั้งคู่ได้แรกเปลี่ยนวิชาซึ่งกันและกัน จนในที่สุดจึงพัฒนามาเป็น มวยลูกครึ่งพุทธ-ธิเบต และ ต่อมาเป็น มวยจีนสาย hapka รวมถึง พัฒนามาเป็น มวยกระเรียนขาว ส่วนคนที่ได้อานิสสงฆ์ที่สุดก็คงเป็นเจ้าเดิม หวงเฟยหงของเรานี่เอง
ว่ากันว่าการที่หวงฉีอิงได้รับวิชาสายธิเบตมา ทำให้ เพลงมวยสกุลหง (ต้นกำเนิดจากหงซีกวน) ถูกดัดแปลงในเชิงความรวดเร็วที่มากขึ้น เฉียบขาดขึ้น เป็นฝ่าเท้าไร้เงา(ซึ่งวิชานี้ถูกเข้าใจผิดมากว่าเป็นการเตะรัวๆ แต่จริงๆแล้ว เป็นการเตะต่ำ ตั้งแต่พับนอก พับใน hamstring จนถึงผ่าหมาก โดยจะเตะในระยะสั้นๆให้เร็วที่สุด โดยไม่มีการตั้งการ์ด เป็นเพลงเตะที่คู่ต่อสู้ตั้งตัวไม่ติดแน่ๆ)
7. Wong Ching Ho (ออกเสียงไม่เป็นอีกแล้วคร้าบ)
หรือ หวงหัวเหล็ก หวงหัวเหล็ก เป็นศิษย์ฆราวาสของวัดสาขาย่อยในเขตกวางตุ้งของเส้าหลิน
หวงหัวเหล็กมีวิชาเด่นคือ หมัดอรหันต์เศียรเหล็ก ซึ่งเป็นวิชาเอาหัวโขกข้าง เน้นเป้าหมายไปที่ท้องน้อย เป็นอีกหนึ่งวิชาประหลาดของเส้าหลินที่ฝรั่งงง
8.Tham Chai Hok
Tham Chai Hok หรือ ยอดยุทธสามขา ที่ได้ฉายานี้ เพราะTham Chai Hok ใช้ท่าเตะเพียงสามท่า แต่ก็ไม่มีใครสู้ได้ นั่นคือ ท่าเตะหางพยัคฆ์ (ประมาณจระเข้ฟาดหาง) ท่าเตะกวาด (เถรกวาดลานเรานี่แหล่ะ) และท่าเตะทะลวงไส้ (นึกถึงหมัดเจ็ดทำร้ายของคุนล้นออกมั้ยครับ ก็ประมาณนั้นหล่ะ)
9.Chow Tai
Chow Tai เป็นคนเดียวใน10พยัคฆ์ที่ใช้อาวุธ โดยอาวุธของ Chow Tai คือ พลอง
Chow Tai มีวิชาพลองเป็นเอกลักษณ์ที่ชื่อว่า Tai Cho Chooi Wan Khun หรือ เพลงพลองปฐมจักรพรรดิ์ล่าวิญญาณ (ชื่อหรูเนาะ แปลเป็นปะกิด Soul-Chasing Staff of the First Emperor)
ที่Chow Tai โด่งดังก็เพราะ ครั้งหนึ่งมีขุนนางค้าฝิ่น ได้นำฝิ่นเข้ามาในกวางตุ้งโดยผ่านพ่อค้าตะวันตกคนหนึ่ง พ่อค้าคนนี้ มีบอดี้การ์ดเป็นชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นถึงระดับแชมป์มวยยุโรป Chow Tai และพวก ออกมาต่อต้านการค้าฝิ่นอย่างโจ่งแจ้ง ขุนนางคนนั้น คิดจะให้Chow Tai เสียชื่อเสียง ไม่เป็นที่เคารพอีกต่อไปในฐานะครูมวย เลยท้าให้Chow Tai ประลองกับแชมป์มวยฝรั่งเศส กะว่าแชมป์ชาวฝรั่งเศสคงชนะแบบนอนมาแหงๆ แต่ปรากฏว่า CHow Tai ใช้พลอง ตีซะแชมป์หน้ายับ หงายเก๋งไม่เป็นท่า
Chow Tai เป็นจอมยุทธที่อาภัพที่สุดใน10พยัคฆ์ เพราะมักจะถูกจดจำแทนที่ ด้วย หวงเฟยหง
10.Lai Yun Chiu หรือ ลี้ยู่เหลียง
ลี้ยู่เหลียงเป็นจอมยุทธที่ใช้วิชาที่พื้นฐานที่สุด แต่ก็ซาดิสม์ที่สุด
วิชาที่ว่าคือ ฝ่ามือทรายเหล็ก เป็นวิชาที่มักจะฝึกกันไปแก้แค้น วิธีฝึกไม่ซับซ้อน แต่ต้องอดทน คนที่ฝึกวิชานี้ได้ แปลว่าต้องเป็นคนที่อดกลั้นเก่งทีเดียว ฝ่ามือทรายเหล็กไม่เน้นกระบวนท่า แต่เน้นที่ทำลายภายใน ขอเพียงซัดโดนก็เป็นใช้ได้ การที่ลี้ยู่เหลียงสามารถใช้ฝ่ามือสุดซาดิสม์นี้ผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในสิบพยัคฆ์ได้แสดงว่าต้องเป็นคนที่หนักแน่นมากทีเดียว
อ้า...จบซะทีขอรับ ข้อมูลมาจากหลากหลายแหล่งนะครับ เนื่องจาก สิบพยัคฆ์กวางตุ้งเป็นเรื่องเล่าแบบปากต่อปาก ทำให้มีเรื่องโม้ๆเข้ามาเยอะทีเดียว ผมพยายามจะคัดในส่วนที่เป็นไปได้ที่สุด ออกมาแล้วก็พบว่า ประวัติแต่ละคนนั้นลึกลับเหลือเกิน ที่จะรู้จักกัน ก็คือเพลงยุทธสร้างชื่อนี่ล่ะครับ
| Create Date : 01 มกราคม 2548 |
| Last Update : 2 มกราคม 2548 0:00:20 น. |
| |
|
|
|
| |
|
|