เรื่องเล่าของชายคนหนึ่ง
Group Blog
 
All Blogs
 

เคล็ดลับน่ารู้ กินเพื่อสุขภาพ

กินเพื่อสุขภาพ







 

Create Date : 01 กันยายน 2552    
Last Update : 1 กันยายน 2552 14:11:03 น.
Counter : 226 Pageviews.  

Co Q 10

CoQ10 (โคคิวเท็น)

CoQ10 คืออะไร ?
โคเอนซัยม์คิวเท็น (CoenzymeQ10) หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่าโคคิวเท็น (CoQ10) นั้น เป็นที่รู้จักกันในชื่ออื่นอีกหลายชื่อ เช่น ยูบิควิโนน (Ubiquinone) จัดเป็นสารจำพวกวิตามินหรือคล้ายวิตามิน ซึ่งมีในทุกเซลล์ของร่างกาย
CoQ10 ถูกค้นพบในปี ค.ศ.1957 ว่าเป็น โคเอนซัยม์ที่จำเป็นตัวหนึ่งในร่างกาย ทำหน้าที่เป็นตัวร่วมจุดประกายการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่สำคัญในกระบวนการสร้างพลังงานของไมโตคอนเดรียแห่งเซลล์ของกล้ามเนื้อผู้วิจัยนำเสนอให้เข้าใจในบทบาทของ CoQ10 ได้รับรางวัล Nobel ในปี ค.ศ.1978
CoQ10 สำคัญอย่างไร ?

CoQ10 ไม่ได้ให้พลังงานโดยตรงแก่ร่างกาย แต่เป็นโคเอนซัยม์ที่จำเป็นในการจุดเริ่มปฏิกิริยาเคมีเพื่อสร้างพลังงาน จึงมีความสำคัญต่อกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ เนื่องจากหัวใจต้องทำงานสม่ำเสมอตลอดเวลา ไม่ว่ายามตื่นหรือหลับ ประมาณ 95% ของพลังงานในร่างกาย ล้วนเกิดจากบทบาทของ CoQ10


จากการศึกษากว่า 25 ปีในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อิตาลี และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก พบว่าผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจล้มเหลวที่ทำการศึกษาล้วนมีภาวะขาด CoQ10 ที่รุนแรง ซึ่งเมื่อได้รับ CoQ10 ปริมาณเพียงพอก็สามารถฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างได้ผล จากกลไกบทบาทในกล้ามเนื้อเรียบ ยังใช้ช่วยอธิบาย ในกรณีหายใจลำบาก หายใจแล้วเหนื่อย ว่าอาจมีภาวะขาด CoQ10 ร่วมด้วย


คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ของ CoQ10 ทำให้วงการแพทย์นำ CoQ10 มาใช้ในการร่วมรักษาโรคต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากระดับสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายลดลง ได้แก่ โรคทาลัสซีเมีย และโรคเซลล์สมองเสื่อมต่างๆ เช่น โรคพาร์กินสัน เป็นต้น


CoQ10 ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยคงไว้ซึ่งผนังเซลล์ จัดให้ Co Q10 เป็น potent antioxidant ป้องกันการเกิดริ้วรอยอีกด้วย


เมื่อขาด CoQ10 จะมีผลอย่างไร ?
ในกรณีกล้ามเนื้อหัวใจ หากขาด CoQ10 มากเกินขนาด จะส่งผลให้ปริมาณเซลล์ที่ไม่ทำงานมีมาก เมื่อถึงระดับหนึ่งย่อมไม่บีบตัวทำงาน เซลล์ที่เหลือย่อมปรับตัวโดยบีบให้ถี่ขึ้น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไม่มีแรงสูบฉีดเลือดส่งออกไปเลี้ยงอวัยวะ ได้เป็นชีพจรที่เร็ว เราจะรู้สึกใจสั่น แต่อาจรู้สึกใจเต้นแรงก็เพราะหัวใจบีบผิดจังหวะหรือไม่ราบรื่นนั่นเอง อาจเกิดอาการวิงเวียนศีรษะเนื่องด้วยเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และอาจรู้สึกชาที่ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า เพราะขาดเลือด อาการอ่อนเพลีย หายใจเหนื่อย ย่อมเกิดขึ้นได้


นอกจากนี้การขาด CoQ10 ยังทำให้เกิดริ้วรอย เนื่องจากเซลล์ผิวหนังและกล้ามเนื้อชำรุดทรุดโทรมไป


เราจะสังเกตอาการขาด CoQ10 ได้อย่างไร ?
นอกจากอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะแล้ว อาการอื่นที่พบบ่อยในภาวะขาด CoQ10 ก็คือ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง วิงเวียนศีรษะ ชีพจรเร็ว หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ชาปลายมือ ปลายเท้า


ใครบ้างที่ควรได้รับ CoQ10 เพิ่มเติม ?



  1. ภาวะขาด CoQ10 อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลัก 3 ประการคือ การได้รับปริมาณ CoQ10 จากอาหารไม่เพียงพอ ความบกพร่องของกลไกการสร้าง CoQ10 ในร่างกาย และภาวะที่มีการใช้ CoQ10 มากเกินปกติ เช่น การออกกำลังกายมากเกิน ภาวะช็อค หรือมีกระบวนการเผาผลาญพลังงานมากผิดปกติ (hypermetabolism)



  2. สำหรับบุคคลทั่วไป แม้ว่าร่างกายจะสร้าง CoQ10 ได้เอง แต่ความสามารถนี้จะลดลงเมื่ออายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป ในขณะที่ปริมาณที่ร่างกายต้องการกลับไม่ลดลง พบว่า การสังเคราะห์ CoQ10 ในร่างกายต้องอาศัยวิตามินถึง 7 ตัว และแร่ธาตุอีกหลายรายการ



  3. ผลการศึกษาและวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ก็ได้มีหลักฐานสนับสนุนคุณประโยชน์ของCoQ10 ในด้านต่างๆ CoQ10 ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากวงการแพทย์ว่ามีบทบาทร่วมรักษาโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงและโรคเส้นเลือดในสมอง (stroke) โดยพบว่าเมื่อผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวได้รับ Co Q10 อย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจที่ทรุดโทรม จะสามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติ และทำงานได้ดีขึ้น ภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น อาการใจสั่น เหนื่อยล้า เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ



  4. นอกเหนือไปจากบทบาทในการรักษาโรคหัวใจแล้ว Co Q10 ยังจำเป็นต่อผู้ที่ได้รับยาลดไขมัน หรือยาลดระดับโคเลสตอรอลในเลือด เพราะยาลดไขมันมักหยุดยั้งกระบวนการสร้าง Co Q10 ก่อเกิดภาวะขาด Co Q10รุนแรง



คุณประโยชน์ของ CoQ10 ในแง่การรักษาโรค


1. โรคหัวใจ
จากผลการทดลองในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง โดยจัดให้ผู้ป่วยได้รับ Co Q10 เพิ่มเติมในปริมาณ 100 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าระดับพลาสม่า CoQ10 สูงขึ้นถึง 3 เท่า ดัชนีวัดค่าความหนาผนังกล้ามเนื้อหัวใจ (systolic wall thickening score index) สูงขึ้นทั้งในส่วนของ rest and peak dobutamine stress echo โดยสูงขึ้น 12.1% และ 15.6% ตามลำดับ


2. โรคความดันโลหิตสูง
ในการศึกษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงของ Dr. Langsjoen ผู้ป่วยร้อยละ 51 มีอาการดีขึ้น มี Diastolic pump มากขึ้น จนหยุดยาลดความดันโลหิตได้ภายใน 4 เดือนหลังการใช้ Co Q10


3. ผลข้างเคียงจากยาลดไขมัน (statin)
ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยยาลดไขมัน (statin drug therapy) มักพบอาการข้างเคียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการอ่อนเพลีย อ่อนล้า (fatigue) ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (myalgia) หายใจติดขัด หายใจลำบาก (dyspnea) ความจำเสื่อม (memory loss) หรืออาการชา (peripheral neuropathy) แต่เมื่อได้รับ Co Q10 เพิ่มเติม


ในปริมาณ 240 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 12-22 เดือน พบว่า Co Q10 สามารถช่วยลดอาการข้างเคียงต่างๆ อย่างได้ผลเป็นที่น่าพอใจจากเดิมที่พบว่ามีอาการอ่อนเพลีย อ่อนล้า 84% เหลือเพียง 16% อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อลดจาก 64% เหลือเพียง 6% อาการหายใจลำบาก ลดจาก 58% เหลือ 12% ความจำเสื่อมลดจาก 8% เหลือ 4% และอาการชา ลดจาก 10% เหลือ 2%5

4. โรคทาลัสซีเมีย

สำหรับผู้ป่วยโรคทาลัสซีเมีย ผลการทดลองของคณะแพทย์ศิริราพบว่าการได้รับ Co Q10 เพิ่มเติมในปริมาณ 100 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือนติดต่อกัน จะช่วยลด oxidative stress ทำให้การต้านอนุมูลอิสระทำงานได้ดียิ่งขึ้น


5. โรคที่เกิดจากเซลล์สมองเสื่อม
การศึกษาพบว่า Co Q10 สามารถชะลอการเสื่อมของเซลล์สมองที่เกิดจาก oxidative stress โดย Co Q10 จะทำหน้าที่ stabilizing mitochondria membrane ด้วยเหตุนี้ Co Q10 จึงเป็นทางเลือกของการรักษาผู้ป่วยโรคที่เกิดจากเซลล์สมองเสื่อม ได้แก่ โรคพาร์กินสัน โรค Friedreich's Ataxia


ทำอย่างไรเราจึงจะได้รับ CoQ10 ในปริมาณที่เพียงพอ ?
Co Q10 มีมากในน้ำมันถั่วเหลือง ปลาทะเล เนื้อสัตว์ ถั่วลิสง และผักโขม เป็นต้น แต่ต้องได้รับปริมาณมากพอจึงจะรักษาสมดุลย์การทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย อีกทั้งความร้อนจากการปรุงหรือเก็บรักษาอาหารก็อาจทำให้สารนี้เสื่อมสลายไปได้ ในการรับประทานอาหารปกติของเราจะได้ CoQ10 ประมาณ 3-5 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น3 ผู้ที่มีความต้องการมากกว่านี้จึงต้องได้รับ CoQ10 เสริม ขนาดที่แนะนำทั่วไปคือ 20-30 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนขนาดที่ใช้ป้องกันหรือเสริมการรักษาโรคอยู่ที่ 100-300 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจาก CoQ10 ละลายได้ดีในไขมัน จควรกินพร้อมอาหารเพื่อให้ดูดซึมได้ดี และควรรับประทานต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือนขึไปจึงจะเห็นผล


Co Q10 ปลอดภัยแค่ไหน มีผลข้างเคียงใดหรือไม่
พบว่า CoQ10 มีความปลอดภัยสูงไม่พบผลข้างเคียงหรือกระทบผลของยาขนานอื่น9แม้จะบริโภคถึงวันละ 3,000 มิลลิกรัมก็ตาม


เลือกกินหรือทาดี?
ชนิดทานั้นหากดูดซึมได้ดีก็เป็นการออกฤทธิ์เฉพาะที่ แต่การกินทำให้ CoQ10 ไปถึงเนื้อเยื่อทุกส่วน บางคนจึงพบกับความแปลกใจที่กิน Co Q10 เพื่อป้องกันการเหนื่อยเพลีย แต่ถูกทักว่าหน้าเด้งหน้าใส


ใช้ Co Q10 สังเคราะห์หรือสารสกัดดี?
เนื่องจากพบว่า Co Q10 สังเคราะห์อยู่ใน form ที่แตกต่างจากที่พบในธรรมชาติ จึงควรพิจารณาใช้ Co Q10 ที่ได้จากการสกัดจากสารธรรมชาติเท่านั้น


หากใช้ได้ผลดี ทำไมไม่แพร่หลาย(ในอเมริกา)
สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเหตุผลเชิงพาณิชย์ เนื่องจาก CoQ10 เป็นผลงานค้นพบในอเมริกาก็จริง แต่เป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ ไม่มีผู้ได้ประโยชน์ทางการค้า อีกทั้งวัตถุดิบส่วนใหญ่ล้วนถูกพัฒนาต่อยอด และผลิตในญี่ปุ่น แต่ก็พบว่าในประเทศญี่ปุ่นมีการใช้ CoQ10 อย่างแพร่หลาย

บทบาทในอนาคตของ Co Q10


มีความหวังว่า CoQ10 น่าจะเป็นกองหน้าแห่งยุค ของการปฐมพยาบาลในระดับเซลล์ หรือ เป็นสารหลักในการต่อต้านโรคภัย ด้วยวิถีทางชีวเคมีภายในเซลล์
ยังมีความคืบหน้า เมื่อพบว่าผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านมะเร็ง Adriamycin รวมถึงผู้ป่วยเอดส์ มักมีภาวะขาด CoQ10 ร่วมด้วย
Dr.Langjoen กล่าวว่า “สำหรับคนปกตินั้นอาจเป็นค่าโง่ในการกิน CoQ10 เพื่อป้องกันอาการขาด (ด้วยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่เพียงไร) แต่น่าจะโง่ยิ่งกว่าหากผู้ป่วยที่พร่อง CoQ10 แล้วไม่หาเติมเข้าไป!”

สรุป การได้รับ CoQ10 เพิ่มเติมเหมาะสำหรับ
-ผู้สูงอายุ และผู้ที่อายุเกิน 21 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้มีภาวะขาด CoQ10
-ผู้ป่วยโรคหัวใจ
-ภาวะความดันโลหิตสูง
-ภาวะเหงือกอักเสบ
-ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน (stroke)
-ผู้ที่ได้รับยาลดไขมัน / ยาลดระดับโคเลสตอรอล
-ผู้ป่วยโรคทาลัสซีเมีย
-ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันและโรคที่เกิดจากเซลล์สมองเสื่อม
-นักกีฬา หรือผู้ที่ต้องใช้พลังงานมาก



ที่มา:http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=24251




 

Create Date : 29 สิงหาคม 2552    
Last Update : 29 สิงหาคม 2552 7:32:47 น.
Counter : 87 Pageviews.  

ความดันเลือดกับการออกกำลังกาย



ระบบหัวใจและหลอดเลือดเปรียบได้กับระบบประปาในบ้าน
เครื่องปั๊มน้ำคือหัวใจ ส่วนท่อน้ำประปาก็เปรียบได้กับหลอดเลือดแดง ท่อน้ำทิ้งเปรียบเหมือนหลอดเลือดดำ น้ำประปาก็คือเลือด

ความต่างอยู่ตรงที่ว่าร่างกายนำเลือดดำกลับมาฟอกที่ปอด กลายเป็นเลือดแดงกลับมาใช้ในระบบใหม่ ขณะที่ระบบท่อน้ำทิ้งนั้นจะทิ้งน้ำไป ไม่ได้นำน้ำกลับมาใช้ใหม่

เครื่องปั๊มน้ำเป็นตัวสร้างให้เกิดความดันในระบบประปาของบ้าน ความดันในท่อนั้นต้องพอดี ถ้าน้อยเกินไปน้ำจะไปตามส่วนต่างๆ ของบ้านได้ไม่ครบ ถ้ามากเกินไปท่อก็แตกหรือรั่วได้ง่าย

ระบบหัวใจและหลอดเลือดก็เช่นเดียวกัน ถ้าความดันเลือดน้อยเกินไปจากการที่หัวใจทำงานได้ไม่ดี เช่นกล้ามเนื้อหัวใจตาย เลือดก็จะไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้ไม่พอ

ในทางตรงข้ามถ้าความดันเลือดสูงเกินไป จะทำให้หลอดเลือดที่เปราะบางหรือแข็งเกินไปแตกได้ง่าย หรืออาจทำให้ไขมันที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือดหลุดออก (จากแรงดันเลือดที่สูง) ไปอุดตามหลอดเลือดสำคัญ เช่นที่หลอดเลือดสมองก็จะเป็นอัมพาต หรือที่หลอดเลือดหัวใจจะเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

การวัดประสิทธิภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากจะดูอัตราการเต้นของหัวใจแล้ว การวัดความดันเลือดเป็นตัวบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง การวัดความดันเลือดจะวัดได้
1. ขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่าความดันช่วงบน หรือความดันซิสโตลิก
2. ขณะหัวใจคลายตัว เรียกว่าความดันช่วงล่าง หรือความดันไดแอสโตลิก

ค่าปกติของความดันทั้ง 2 มักเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วคือ 120 มม.ปรอท สำหรับความดันช่วงบน และ 80 มม.ปรอท สำหรับความดันช่วงล่าง

ผู้ที่มีความดันช่วงบนเกิน 140 มม.ปรอท และ/หรือความดันช่วงล่างเกิน 90 มม.ปรอท ถือว่ามีความดันเลือดสูงกว่าปกติ ต้องพบแพทย์เพื่อการจัดการที่ดีต่อไป

ความดันช่วงบนเป็นแรงดันเลือดที่เกิดขึ้นในขณะหัวใจบีบตัว คล้ายๆกับทำงานของปั๊มน้ำ เมื่อหัวใจบีบตัวในครั้งหนึ่งจะเกิดแรงดันเลือดในระบบหลอดเลือดแดง ยิ่งถ้าหัวใจบีบแรงเท่าไรแรงดันเลือดจะมากขึ้นเท่านั้น เมื่อหัวใจคลายตัว หลอดเลือดแดงที่ถูกดันให้ขยายออก ในขณะที่หัวใจบีบตัวจะคลายตัวทำให้เกิดแรงดันเลือดจากหลอดเลือดแดงที่เรียกว่าความดันช่วงล่าง ความดันช่วงล่างจะทำให้เลือดยังไหลต่อไปได้แม้หัวใจจะคลายตัว นับว่าเป็นความฉลาดของร่างกายที่สามารถทำให้เลือดไหลในระบบได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการหยุด

ความดันเลือดมีค่ามากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยใดบ้าง?

ความดันเลือด = ปริมาณเลือดที่ไหลออกจาก หัวใจ x ความต้านทานของหลอดเลือดแดง


สูตรข้างบนนี้บอกอะไรเราได้บ้าง?
ถ้าปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจมีค่ามากขึ้นความดันช่วงบนจะเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีภาวะไตไม่ทำงาน ถ้ายิ่งให้น้ำเข้าไปในร่างกาย ปริมาณเลือดที่อยู่ในร่างกายจะเพิ่มขึ้นจากเดิม ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจเพิ่มทำให้มีภาวะความดันเลือดสูงได้ หรืออย่างที่รู้กันว่าผู้ที่มีความดันเลือดสูงไม่ควรกินอาหารที่เค็ม

การกินเกลือจะทำให้ค่าออสโมแลลิตี (osmolality) ของเลือดเพิ่มขึ้น มีผล 2 ประการคือ
1. จะมีการดึงน้ำจากเซลล์ในร่างกายเข้ามาในระบบหลอดเลือด
2. ทำให้เรากระหายน้ำและดื่มน้ำเพิ่มขึ้น

ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น มีผลทำให้ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจเพิ่มขึ้น ความดันเลือดจะสูงขึ้น ผู้ที่มีความดันเลือดสูงมักจะมีการตอบสนองต่อปริมาณเกลือที่ได้รับเข้าไปไวกว่าคนปกติ ดังนั้นปริมาณเกลือเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ความดันสูงขึ้นมาก

ส่วนความต้านทานของหลอดเลือดแดง จะขึ้นกับขนาดของหลอดเลือดแดงเป็นหลัก ถ้าหลอดเลือดแดงขยายตัว เลือดจะผ่านไปได้ง่ายหรือมีแรงต้านต่อการไหลน้อย ในทางตรงกันข้าม ถ้าหลอดเลือดแดงหดตัว จะมีแรงต้านทานต่อการไหลสูง ความดันของระบบจะเพิ่มขึ้น เปรียบได้กับระบบประปาในบ้าน ถ้าท่อประปามีขนาดเล็ก แรงดันของระบบจะสูงเมื่อเทียบกับระบบที่มีท่อขนาดใหญ่ ความต้านทานของระบบหลอดเลือดแดงนั้นจะมีความสัมพันธ์กับความดันช่วงล่าง

ขนาดของหลอดเลือดแดงจะถูกควบคุมด้วยระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเทติกหรือระบบที่ใช้พลังงาน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อเราเครียดระบบซิมพาเทติกจะกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ขณะเดียวกันที่หลอดเลือดแดงจะหดตัว ดังนั้นความดันเลือดทั้งช่วงบน และช่วงล่างจะสูงขึ้นทั้งคู่

ออกกำลังกายแบบแอโรบิกกับความดันเลือด
เมื่อออกกำลังแบบแอโรบิก เช่น การวิ่ง เดิน หรือเต้นแอโรบิก ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจจะเพิ่มขึ้นจาก การที่หัวใจเต้นเร็วและบีบตัวแรงมากขึ้น ดังนั้นความดันช่วงบนจะสูงขึ้น ถ้าออกกำลังอย่างหนักอาจสูงได้ถึง 200 มม.ปรอท แต่การออกกำลังแบบแอโรบิกจะมีปฏิกิริยา (reflex) ของระบบอัตโนมัติทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ออกกำลังขยายตัว ได้กล่าวมาแล้วว่าการขยายตัวของหลอดเลือดจะสัมพันธ์กับความดันช่วงล่าง

จากสูตร ความดันเลือด = ปริมาณเลือดที่ไหลออกจากหัวใจ X ความต้านทานของหลอดเลือดแดง
เมื่อออกกำลังแบบแอโรบิก แม้ว่าปริมาณเลือดออกจากหัวใจจะเพิ่มมากขึ้น ความดันช่วงบนเพิ่มขึ้น แต่ความต้านทานของหลอดเลือดแดงจะลดลง ดังนั้นความดันโลหิตโดยรวมจะสูงขึ้นไม่มากนัก

ออกกำลังกายแบบมีแรงต้านกับความดันเลือด
เมื่อออกกำลังด้วยการยกน้ำหนัก ความดันเลือดทั้งสองตัวจะเพิ่มขึ้น เพราะปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นบวกกับแรงต้านทานของหลอดเลือดแดงที่เพิ่มขึ้นจากการที่กล้ามเนื้อที่ออกกำลังจะบีบหลอดเลือดให้เล็กลง

ดังนั้น ความดันเลือดในขณะที่ออกกำลังแบบมีแรงต้านจะสูงขี้นอย่างมาก ยิ่งถ้าออกแรงยกน้ำหนักที่มากๆ แรงดันเลือดทั้งสองตัวจะสูงขึ้น เพราะการเบ่ง (Valsava Maneuver)

มีการทดลองออกกำลังแบบมีแรงต้านแบบสูงสุดของกล้ามเนื้อขา พบว่าความดันเลือดช่วงบนอาจสูงถึง 480 มม.ปรอท ขณะที่ความดันช่วงล่างมีค่า 350 มม.ปรอท ค่าความดันระดับนี้ถือว่าสูงมาก แต่ผู้ที่ออกกำลังเป็นประจำจะไม่มีอันตรายเพราะความดันจะสูงช่วงเวลาสั้นๆ ขณะทำการออกแรงเท่านั้น

การออกกำลังกายของผู้ที่มีภาวะความดันเลือดสูง
ผู้ที่มีภาวะความดันเลือดสูง และไม่ได้ควบคุมความดันให้ต่ำลงด้วยวิธีการใดๆก็ตาม (เช่น การกินยา) ไม่ควรออกกำลังแบบมีแรงต้านเพราะมีความดันขณะพักที่สูงอยู่แล้ว เมื่อออกกำลังแบบมีแรงต้านจะทำให้ความดันทั้ง 2 ตัวสูงมาก ควรเลือกออกกำลังแบบแอโรบิกจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า

ขอยกตัวอย่างจริงของตัวผู้เขียนเองที่มีภาวะความดันเลือดสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ (Primary Hypertension) ต้องพบแพทย์เพื่อกินยาควบคุมความดันให้อยู่ระดับไม่เกิน 130/85 มม.ปรอท

ปรากฏว่าช่วงแรกของการกินยาความดันจะขึ้น-ลง ไม่แน่นอน ต้องมีการปรับยาจากแพทย์ให้เหมาะสม ผู้เขียนเลือกที่จะออกกำลังแบบแอโรบิกด้วยการวิ่งที่ความเหนื่อยปานกลาง หลังจากที่ความดันถูกควบคุมให้ค่อนข้างคงที่แล้ว จึงเริ่มออกกำลังแบบมีแรงต้านด้วย แต่จะไม่เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้นานเกินไป และไม่ยกน้ำหนักที่หนักมากจนต้องเบ่ง

สิ่งที่อยากจะเตือนสำหรับผู้ที่มีความดันเลือดสูงก็คือ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการจัดการที่เหมาะสม บางคนอาจไม่จำเป็นต้องกินยา การลดน้ำหนักจะช่วยลดความดันเลือดได้วิธีหนึ่ง เพราะหัวใจไม่จำเป็นต้องบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนที่เกินของน้ำหนักตัว

มีรายงานว่าการออกกำลังแบบแอโรบิกเป็นประจำ จะช่วยลดความดันเลือดทั้ง 2 ตัวได้ 6-8 มม.ปรอท ชึ่งน่าจะเป็นเพราะ
1. การเพิ่มแขนงของหลอดเลือดแดงในกล้ามเนื้อที่ออกกำลัง จึงลดความต้านทานของหลอดเลือดแดงได้ระดับหนึ่ง
2. น้ำหนักตัวที่ลดลงจากการออกกำลัง

สำหรับผู้ที่มีความดันเลือดสูงมากคงต้องรักษาด้วยการกินยา เพราะการที่ปล่อยให้ความดันเลือดสูงอยู่นานๆ มีผลร้ายต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น ตา ไต สมองและหัวใจ เมื่อกินยาควบคุมความดันให้อยู่ระดับที่เหมาะสมแล้ว ก็สามารถออกกำลังแบบแอโรบิกได้เหมือนผู้ที่มีความดันปกติ การออกกำลังแบบมีแรงต้านก็ทำได้แต่ไม่ควรเบ่ง ไม่ควรเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้นาน ไม่ยกน้ำหนักที่มากเกินกำลัง
 
แม้มีโรคประจำตัว เช่น ความดันเลือดสูงก็ออกกำลังได้ แต่ต้องทำให้เหมาะกับสภาวะของตัวเอง และค่อยเป็นค่อยไป ผลที่ได้คือการมีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรคแทรกซ้อน (เช่น อัมพาต) ที่อาจตามมาได้







Free TextEditor




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2552    
Last Update : 26 สิงหาคม 2552 18:02:56 น.
Counter : 82 Pageviews.  

BMI นักทำนายสุขภาพ

BMI หรือ ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index)  เป็นวิธีหนึ่งของการประเมินปริมาณไขมันในร่างกายที่นิยมใช้กันทั่วไป เพื่อประเมินภาวะอ้วนผอมในบุคคลอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โดยใช้สมการ 


 
    
    น้ำหนักตัว (กิโลกรัม
           ส่วนสูง (เมตร)
2



แล้วเปรียบเทียบกับค่าที่กำหนดไว้



  • น้อยกว่า 18.5  = ผอม

  • ระหว่าง 18.5 -24.9 = สมส่วน

  • ระหว่าง 25-29.9 = น้ำหนักเกิน

  • มากกว่า 30   = อ้วน

  • มากกว่า 40  = อ้วนอันตราย


ตัวอย่างเช่น ภราดรมีน้ำหนักตัว 72 กิโลกรัม มีส่วนสูง 185 เซนติเมตร (1.85 เมตร)
เทียบสูตร  =   72        =     72          = 21.05
                  1.85 2            3.42

ตัวเลขที่ได้คือ 21.05 ถือว่าภราดรมีร่างกายสมส่วน
เหตุที่ BMI ได้รับความนิยมมาก แม้เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นก็ตาม เนื่องจาก BMI เป็นดัชนีที่มีความสัมพันธ์กับระดับไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังในร่างกายของคนเราค่อนข้างดีที่สุด และสามารถคำนวณได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง


BMI กับการชี้วัดภาวะโรคอ้วน
ปัญหาโรคอ้วนในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งสาเหตุของโรคอ้วนมีหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต การเลี้ยงดู และพฤติกรรมสุขภาพ จากรายงานทางการแพทย์ อาทิ รายงานของ Berenson และคณะ ในการศึกษา Bogalusa Heart Study และรายงานอื่นๆ สรุปได้ว่า เด็กที่อ้วนมีแนวโน้มจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน และคนอ้วนมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง ผลกระทบจากปัญหาโรคอ้วน  ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองหาวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ โดยการแสวงหาและพัฒนาเครื่องมือชี้วัดปริมาณไขมันในร่างกายที่เหมาะสมและเชื่อถือได้ สำหรับคนไทย ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นเกณฑ์บอกขนาดของปัญหาแล้ว เพราะถึงแม้จะมีเครื่องมือวัด และสมการที่สามารถหยิบมาใช้ได้สะดวก แต่ทั้งหมดเป็นการพัฒนาโดยนักวิจัยชาวตะวันตก การนำไปใช้กับชนชาติที่แตกต่างออกไป ผลที่ได้ย่อมขาดความเที่ยงตรง เนื่องจากแต่ละเผ่าพันธุ์มีรูปแบบการเจริญเติบโตและระดับกิจกรรมของร่างกายที่แตกต่างกัน แม้ในกลุ่มประเทศเอเชียด้วยกันเอง  ดังรายงานการวิจัยของ  Deurenberg และคณะ ที่ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายกับ BMI ในกลุ่มตัวอย่างต่างเชื้อชาติพบว่า คนจีนควรมีค่า BMI ที่ 23.1 คนไทย ที่ 22.1 และคนอินโดนีเซีย ที่ 21.8 ขณะที่ค่ามาตรฐานที่ได้มีการวิจัยโดยชาวตะวันตกนั้น กำหนดไว้ที่ 25

แม้การใช้ BMI จะเป็นที่นิยมในการวัดปริมาณไขมันในร่างกาย เนื่องจากใช้ง่าย และได้ค่าที่น่าเชื่อถือ แต่วิธีการนี้ไม่เหมาะในคนที่มีปริมาณกล้ามเนื้อมาก เช่น นักกีฬา เนื่องจากอาจได้ค่าที่ผิดพลาดได้ เพราะใช้ค่าความสูงยกกำลังสองไปหารน้ำหนักร่างกาย อย่างไรก็ตามการใช้ BMI เพื่อดูภาวะอ้วนในเด็กและวัยรุ่นมีความแตกต่างออกไป แม้ในรายงานการประชุมเกี่ยวกับการจัดทำเกณฑ์วัดและประเมินภาวะอ้วนในเด็กและวัยรุ่นของ International Obesity Task Force ในปี 1997 จะสรุปว่า BMI เป็นวิธีที่ใช้ได้ดีในเด็ก แต่เนื่องจากเด็กมีการเปลี่ยนแปลงความสูงตามอายุ และมีการเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่แตกต่างกัน โดยเด็กหญิงจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นก่อนเด็กชาย จึงมีการเสนอให้ใช้ BMI for Age ซึ่งขณะนี้มีความพยายามพัฒนา BMI for Age สำหรับใช้กับเด็กในหลายประเทศ รวมถึงความพยายามที่จะให้มี International BMI for Age ด้วย



 


BMI กับการชี้วัดโรคหัวใจและหลอดเลือด
จากรายงานที่ว่า คนอ้วนเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน ดังนั้น ค่า BMI ระหว่าง 25-29.9 ที่บอกถึงภาวะน้ำหนักเกิน ค่า BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปที่บอกถึงภาวะอ้วนจนถึงอ้วนอันตราย จึงเป็นดัชนีชี้วัดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคที่เกี่ยวเนื่องจากการนำข้อมูลจากงานวิจัยระบาดวิทยาของโรคหัวใจและหลอดเลือดในเอเชีย (Inter Asia) นำโดยนายแพทย์ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล มาพิจารณาจะพบว่า ค่า BMI ที่ 23 และ 25 คือตัวชี้วัดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เราพบว่าค่า BMI ที่ ๒๓ ก็เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานแล้ว ขณะที่โรคไขมันในเลือดสูง ค่า BMI อยู่ที่ 25 นั่นแสดงว่า คนที่มีค่า BMI 25 มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด" เมื่อพบว่าเบาหวานเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคความดันเลือดสูงและไขมันในหลอดเลือด ดังนั้นเบาหวานก็คือตัวที่ต้องเฝ้าระวัง 


 BMI กับการลงพุง
เพื่อเพิ่มค่าความแม่นยำและเที่ยงตรงกับให้กับ BMI ในการพยากรณ์โรคที่เกี่ยวเนื่องกับความอ้วน เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ได้มีการนำการวัดเส้นรอบเอวมาใช้เป็นตัวชี้วัดประกอบอีกอันหนึ่ง ด้วยมีการค้นพบว่า คนอ้วนโดยเฉพาะบริเวณท้องหรืออ้วนลงพุง เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน หรือความดันเลือดสูงมากกว่าคนที่อ้วนปกติ ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาหาเหตุผลกันอยู่ว่า เหตุใดไขมันที่ไปอยู่บริเวณหน้าท้อง จึงส่งผลต่อการเป็นโรคความดันลือดสูงและเบาหวานเพิ่ม 


BMI กับโรคกระดูกพรุน
สำหรับโรคกระดูกพรุนแล้ว BMI ไม่ใช่ตัวประเมินหลัก แต่น้ำหนักและอายุของบุคคลนั้นๆ สามารถบอกความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน และอาจเกิดกระดูกหักในอนาคตได้ แต่ความเสี่ยงเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับโรคอื่นๆ คือ  ยิ่งมีน้ำหนักมาก ยิ่งมีความหนาแน่นของกระดูกมาก และเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนน้อย ในขณะที่โรคความดันเลือดสูง หัวใจ เบาหวานนั้น ผู้มีน้ำหนักมาก (ที่ไม่สัมพันธ์กับส่วนสูง) มีแนวโน้มที่จะเสี่ยงต่อโรคมากกว่า ผู้มีน้ำหนักน้อย





Free TextEditor



ที่มา http://www.doctor.or.th/node/1959






 

Create Date : 26 สิงหาคม 2552    
Last Update : 26 สิงหาคม 2552 17:57:04 น.
Counter : 83 Pageviews.  

แบบทดสอบสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

ใครเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ ของคนที่เรารัก หรือตัวเองลองทำดูนะครับ

1 คุณมีพ่อแม่พี่น้องเป็นอัมพาต หรือโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคเส้นเลือดในสมอง ก่อนอายุ 60 ปี

ใช่ 0 คะแนน
ไม่ใช่ 2 คะแนน


2.คุณอ้วนจนต้องเปลี่ยนขนาดเสื้อผ้าบ่อยๆ
ใช่ 0 คะแนน
ไม่ใช่ 3 คะแนน


3.คุณปรุงเครื่องปรุงรสเกือบทุกครั้งในการกินอาหาร
ใช่ 0 คะแนน
ไม่ใช่ 2 คะแนน


4.คุณกินอาหารไขมันมาก เช่น หนังเป็ดหนังไก่ อาหารทอด เนย ไข่ เครื่องใน ไม่เกิน 3 มื้อในหนึ่งสัปดาห์
ใช่ 4 คะแนน
ไม่ใ 0 คะแนน


5.คุณสูบหรี่
ใช่ 0 คะแนน
ไม่ใช่ 6 คะแนน


6.คุณดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เกิน 12 แก้ว ใน 1 สัปดาห์
ใช่ 0 คะแนน
ไม่ใช่ 4 คะแนน


7.คุณออกกำลังเช่น เดินเร็ว วิ่ง กวาดบ้าน...ครั้งละ 20 นาที ขึ้นไปและทำมากกว่า 3 ครั้งในหนึ่งสัปดาห์
ใช่ 4 คะแนน
ไม่ใช่ 0 คะแนน


8.คุณเป็นเบาหวาน
ใช่ 0 คะแนน
ไม่ใช่ 6 คะแนน


9.คุณเป็นความดันโลหิสูง
ใช่ 0 คะแนน
ไม่ใช่ 8 คะแนน


10.คุณอายุมากกว่า 40 ปี
ใช่ 0 คะแนน
ไม่ใช่ 2 คะแนน


เฉลย
36-41 คะแนน กลุ่มหลอดเลือดแข็งแรงยืดหยุ่นดี สุขภาพหลอดเลือดดีเยี่ยม

27-35 คะแนน กลุ่มหลอดเลือดแข็งแรงพอใช้ แต่อาจมีตะกอนอยู่ภายในหลอดเลือดง่าย ควรสำรวจการปฎิบัติตัว และเริ่มทำกิจกรรมดูแลตนเอง เช่น ลดอาหารไขมัน ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะที่อายุเกิน 40 ปี

15-26 คะแนน กลุ่มหลอดเลือดแข็งแรงน้อย ควรเริ่มทำกิจกรรมดูแลตนเอง เช่นกินแต่พอดี ลดการเติมเครื่องปรุงอาหาร ลดอาหารไขมันและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายไม่น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ้าอายุเกิน 40 และมีโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ต้งพบแพทย์สม่ำเสมอ

0-14 คะแนน กลุ่มหลอดเลือดไม่แข็งแรง เปราะแตกง่ายหรือตีบตัน ต้องเริ่มดูแลสุขภาพในทุกๆด้านและติดตามผลอย่างใกล้ชิด ควรตรวจสุขภาพตรงตามแพทย์นัดและปฎิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการบริโภคและการออกกำลังกาย

ขอบคุณ http://www.agalico.com/board/archive/index.php/t-6037.html





 

Create Date : 06 สิงหาคม 2552    
Last Update : 26 สิงหาคม 2552 18:58:46 น.
Counter : 110 Pageviews.  

1  2  

เข็มเงิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Custom Search

ผู้เข้าชม

ราคาน้ำมัน

พยากรณ์อากาศ

อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน












อัลกรุอ่านพร้อมแปลภาษาไทย

Friends' blogs
[Add เข็มเงิน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.