Welcome to My World

newravana
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




บ้างาน ชอบการ์ตูน คลั่งใคล้การเมือง และสนุกกับการแต่งนิยาย
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add newravana's blog to your web]
Links
 

 
Shinkenger fanfic : My Lord Part 2

คำเตือน   แฟนฟิคต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องของ Shinkenger อย่างใด และ Shinkenger ไม่ Y นะคะ



คำเตือน 2 ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิค Y ตามแรงจินตนาการของผู้เขียน   และแอบแฝง Spoil เนื้อเรื่องไว้ด้วยค่ะ









Part 2 ทานิ จิอากิ






                มันเป็นเวลาเช้าที่ฟ้าใกล้สางและใครคนหนึ่งตื่นขึ้นเร็วกว่าปกติกว่าทุกวัน  "ทานิ จิอากิ" กำลังเดินไปอาบน้ำและเตรียมสำหรับฝึกภาคเช้าอย่างเบื่อหน่ายแต่ก็จำเป็น ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้เขาตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเร็วกว่าสมาชิกชินเคนเจอร์คนใดในบ้าน แต่ก็แพ้เหล่าคุโรโกะที่เริ่มลงมือหุงหาอาหารกันแล้ว  และ....คงแพ้คนๆนี้ แพ้...ในทุกๆครั้ง



" อรุณสวัสดิ์ ทาเครุ" เอ่ยทักทายยามเช้าให้กับเจ้าบ้านตระกูลชิบะที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดฝึกเรียบร้อยแล้วและกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยในบ้าน  ทาเครุเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับก่อนจะพูดสั้นๆทักทายอย่างเย็นชาเช่นเคย



" อรุณสวัสดิ์"



" อะไรกัน นี่ไม่ตกใจเลยรึไง!" จิอากิแหวใส่เพราะรู้สึกลึกๆว่าตนเองทำเรื่องเซอร์ไพรสแต่ฝ่ายนั้นกลับเหยียดสายตามองอย่างเมินๆ ซึ่งไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่มันก็ถูกแปลความไปในทางนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้



" ตกใจ? เรื่องที่นายหายขี้เซาน่ะรึ" ทาเครุยิ้มเล็กน้อยก่อนจะฉากหลบไปทางสวนอย่างไม่ยี่หระ  ทิ้งให้จิอากิต้องเมินหน้าหนีด้วยความอับอายระคนหงุดหงิดแต่เช้า



" เจ้าบ้าทาเครุ!" อารมณ์เสียขึ้นมาในทันที  ขุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่เคยดีพอ..ในสายตา






                อาจเพราะอารมณ์ที่ไม่คงที่ทำให้ผลการฝึกซ้อมของจิอากิวันนี้เลวร้ายหนักกว่าเดิม  ไม่ว่าจะจับคู่ฝึกกับใครก็โดนฟาดเอาฝ่ายเดียวในขณะที่คนที่เขาอยากให้มองที่สุดอย่างทาเครุกลับแสดงทีท่าหมางเมินแกมเอือมระอา  และอีกเช่นเคยที่คำชมตกเป็นของริวโนสึเกะ ซามูไรมากฝีมือที่ไม่ว่าใครก็ชื่นชมว่ามีทักษะเก่งกาจไม่แพ้ทาเครุ ไม่พอใจที่ดวงตาของทาเครุมองแต่ริวโนสึเกะ ชื่นชมแต่กับริวโนสึเกะ  ไม่ว่าจะทำอะไรก็เทียบเท่าริวโนสึเกะไม่ได้สักอย่าง



" ถ้าการตื่นเช้าทำให้ขาดสมาธิ  ไม่ต้องรีบตื่นก็ได้  จิอากิ" ทาเครุให้คำแนะนำหลังจากที่ตัวจิอากิเพิ่งจะแพ้ริวโนสึเกะมาหยกๆ คำแนะนำอย่างไร้มารยาและตรงไปตรงมาของผู้นำกลับทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมามากขึ้น



" อะไรกันเล่า! ก็แค่พลาดนิดๆหน่อยๆล่ะน่ะ! แน่จริงมาสู้กันหน่อยมา ทาเครุ!" ก็รู้ตัวอีกนั่นล่ะว่าเสียมารยาท  และดูเหมือนเด็กไม่รู้จักโตแค่ไหน และแม้จะไม่ได้อยากหาเรื่องให้อีกฝ่ายเกลียด แต่ก็ปากพล่อยหลุดพูดออกไปแล้ว  แน่นอนว่าริวโนสึเกะรีบตวาดเตือนในทันที



" ห้ามเสียมารยาทกับโทโนะนะ จิอากิ!"



" นี่ไม่เกี่ยวกับนายนะ ริวโนสึเกะ!" เถียงกันไปมาท่ามกลางเสียงถอนหายใจของมาโกะ  ท่าทางหวาดๆของโคโตฮะ ใบหน้าสุดระอาของลุงฮิโคมะ และใบหน้าเรียบเฉยไม่สนใจอะไรของทาเครุ   ท่าทีที่ทำให้จิอากิยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้นไปอีก แต่คงจะรู้สึกหงุดหงิดมากกว่านี้หากไม่ได้ทำอะไรสักอย่างให้ดวงตาคู่นั้นหันมามองเขาบ้าง



" หลีกไป ริวโนสึเกะ" ทาเครุพูดก่อนจะลุกและหยิบดาบขึ้น " เข้ามา จิอากิ"



" ทาเครุ!" ยิ้มเริงร่าขึ้นทันที เพราะรู้สึกตัวว่าได้รับความสนใจ  จิอากิจับดาบของตนเองมั่น และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคนที่ตนเองมุ่งมาดที่จะก้าวข้าม 






ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งกระตือรือร้นและมุ่งมั่นเต็มที่ อีกฝ่ายนั้นกลับเงียบสงบ  ท่วงที จังหวะก้าวเดิน ทุกท่วงท่าและจังหวะการเคลื่อนไหวของทาเครุเป็นสิ่งที่หยุดความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดของเด็กหนุ่มชินเคนกรีน  รู้อยู่เสมอว่าชิบะ ทาเครุนั้นยอดเยี่ยม  และสง่างามมากเพียงไหน หากแต่วันนี้เขากลับยิ่งรู้สึกว่ามันมากเกินไปกว่านั้น ดวงตาของทาเครุที่จ้องมาที่เขาอย่างมุ่งมั่นมีสมาธิ การวางดาบ และความรู้สึกที่ร้อนรุ่มขึ้นมาในทันทีเมื่อถูกจ้องด้วยดวงตาคู่นั้น  นี่คือเปลวไฟ  เปลวเพลิงที่ทั้งก้าวร้าวรุนแรง แต่ก็งามสง่าและน่าพรั่นพรึง  ไม่สิ...มันอาจ...มากกว่านั้น



" จิอากิ ระวัง!!!" เสียงของโคโตฮะร้องลั่นในตอนที่ทาเครุนั้นต้อนจิอากิจนล้มคะมำกลิ้งกับพื้นและเงื้องดาบพร้อมจะฟาดใส่กลางศีรษะ เคราะห์ดีที่ดาบนั่นหยุดอยู่กลางคัน ห่างจากศีรษะของจิอากิเพียงคืบเดียว



" หยุดทำไมเล่า!" เป็นเด็กหนุ่มที่โวยวายขึ้นอีกเมื่อเห็นผู้เป็นนายนั้นเก็บดาบและหันหลังให้กับเขา  ท่าทีเย็นชาและสบประมาทกันอย่าซึ่งหน้านั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้ เพราะว่าตัวเขามันอ่อนแอ เพราะว่าตัวเขามันไม่ได้เรื่อง เพราะว่าตัวเขามันใช้ไม่ได้อย่างนั้นหรือไง



" ไปล้างหน้าล้างตาซะ จิอากิ" เอ่ยเช่นนั้นแล้วก็เดินกลับเข้าตัวคฤหาสน์ไปอย่างไม่ใส่ใจนัก  ทิ้งไว้แต่ฝ่ายตรงข้ามที่ยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นเรื่อยๆ






                บ่ายวันนั้นที่ทุกคนต่างก็ออกไปใช้เวลาส่วนตัวกันนอกบ้าน  หากเป็นยามปกติจิอากิจะต้องเป็นคนแรกที่กระโจนออกไปอย่างเริงร่าเบิกบาน    แต่ในวันนี้เขากลับนั่งอยู่ในห้องตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์  รู้แน่ว่าตัวเองมีบางอย่างที่ผิดปกติ ตั้งแต่เช้าที่ทาเครุหยอกเขาเล่นราวกับเด็กๆ  อิจฉาริวโนสึเกะที่ได้รับแต่คำชม  และตอนนี้ก็กำลังพาลไม่พอใจเกนตะที่แวะเอาซูชิมาให้ทาเครุ  ไม่พอใจใครเลยสักคนที่เข้าใกล้ทาเครุ



เมื่อครู่ที่เขาแอบเดินผ่านห้องโถงแล้วก็พบว่าสองคนนั่นกำลังพูดคุยกัน  เกนตะเอาแต่แซวทาเครุถึงเรื่องสมัยเด็กที่เขาไม่รู้ และแทนที่ทาเครุจะตีสีหน้าบึ้ง กลับยิ้มให้และบางครั้งก็หลุดหัวเราะอกมา  รอยยิ้มยามที่พูดคุยกับเกนตะของทาเครุนั้นน่ามองมาก  แจ่มใสและราวกับเด็กเล็กๆ  ทุกท่วงท่าทีของทาเครุ ทุกอารมณ์ของทาเครุ  บางทีตัวเขา...อาจจะกำลัง...



" งี่เง่าน่ะ! นี่เราจะโมโหทำไมกันล่ะ!" อารมณ์เสียขึ้นอีก ก่อนจะคว้าดาบออกไปที่สวนหวังจะฝึกซ้อมแก้เบื่อให้เหนื่อยตายกันไปข้างนึงเลย   ทว่าตอนนั้นเองที่หูของเขากลับได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินออกมาที่ระเบียง ไม่ผิดแน่นั่นคือเสียงของลุงกับทาเครุ   



" ต้องหลบ!" ว่าแล้วก็รีบเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่   ไม่รู้ว่าเป็นเคราะห์ดีหรือร้ายที่ทาเครุนั้นเลือกที่จะหยุดเดินและนั่งลงแถวนั้นพอดี  จิอากิใจเต้นไม่เป็นจังหวะยามที่รู้สึกถึงเสียงฝีเท้าของอีกฝ่าย รู้สึกอายกับพฤติกรรมงี่เง่าของตัวเอง แต่ความอยากรู้อยากเห็นนั้นก็มีมากกว่า  ทุกเรื่องของทาเครุ...อยากรู้



" พักสักหน่อยมั้ย โทโนะ" ลุงฮิโคมะเอ่ยถามหัวหน้าตระกูลชิบะคนปัจจุบันด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เกินไปกว่านายบ่าวพึงมีต่อกัน  



" ฉันไม่ได้เหนื่อยอะไรนี่" ทาเครุตอบและมองออกไปในสวน  มันเหมือนกับภาพหลอนที่เขาแลเห็นเครื่องบินกระดาษสีขาวบินตัดผ่านท้องฟ้าสีคราม  แลเห็นใบหน้าของคนตายที่คอยปลอบประโลมอยู่เสมอไม่เคยเลือนหาย  ทั้งน้ำเสียงและคำพูดของคนๆนั้นยังชัดเจนอยู่เสมอมา   " บินไป..และอย่าร่วงตกลงมานะ"



" โทโนะ...." ฮิโคมะพึมพำสรรพนามนั้นและล่วงรู้แก่ใจดีว่าความนัยที่อีกฝ่ายเก็บไว้เพียงลำพังคือเรื่องใด  แต่สำหรับพวกเขาแล้วทั้งชีวิตและโชคชะตาก็ถูกลิขิตเอาไว้เช่นนี้แล้วตั้งแต่ต้น จะบิดพลิ้วหรือปฏิเสธ...ย่อมเป็นไปไม่ได้ 



" อย่าเข้าใจผิดสิ  ฉันไม่ได้หนักใจอะไรสักหน่อย" ฝ่ายชายหนุ่มนั้นหันมายิ้มให้เล็กน้อย น้ำเสียงนั้นยังเรียบนิ่งและไม่มีความตระหนกแฝงอยู่  และแม้มันอาจจะฝังลึกอยู่ภายในแต่ก็กลับถูกใบหน้าและน้ำเสียงนั้นกลบเกลื่อนไปเสียสิ้น " ตอนนั้นที่จูโซพูด  ฉันก็แค่กลัว  กลัวว่าจะทำหน้าที่นี้ไม่ได้ดีอย่างที่พ่อต้องการ" อ่อนแอลง  ไร้สามารถ และไม่สามารถปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้ให้ลุล่วงได้  หากว่ามันเป็นแบบนั้นตัวเขาก็คงรังแต่จะทำผิดต่อผู้คนมากมายยิ่งขึ้นไปอีก



" โทโนะ  ทุกอย่างจะต้องเป็นไปด้วยดี  และมันจะจบลงด้วยดี " ฝ่ายผู้สูงอายุกว่าย้ำเตือน  จากรูปการปัจจุบันโทโนะของเขาได้พยายามมามาก  มากกว่าที่ใครจะคิดว่าคนสามัญคนหนึ่งจะทำได้  แต่ต่อให้มากกว่านี้อีกแค่ไหน ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ






ไม่มีใคร






เปลี่ยนมันได้






" ใช่ " ทาเครุตอบรับสั้นๆให้กับคำพูดปลอบโยนของอีกฝ่ายและนั่งนิ่งหลับตาลง  สายลมพัดแผ่วเข้ามาต้องใบหน้า ความรู้สึกนึกคิดเลื่อนลอยราวจางหาย 



" โทโนะ...." ฮิโคมะที่เห็นทาเครุทำเช่นนั้นก็ไม่อาจพูดอะไรต่อไปได้ ได้แต่ก้มศีรษะคำนับให้และผละเดินจากไปเงียบๆ ทิ้งไว้ก็แต่ผู้เป็นเจ้าบ้านที่ค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง 



" มันจะจบลงด้วยดี  สำหรับทุกคน" ชายหนุ่มบอกออกมาเช่นนั้นด้วยเจตนาบริสุทธิ์  ไม่ต้องมีใครสูญเสีย ไม่ต้องมีใครเสียสละ  หากจะมีใครที่จะต้องสละชีวิตมันก็จะต้องมีเพียงคนเดียว  " ให้ชิบะ ทาเครุ เพียงคนเดียว  ที่เป็นฝ่ายตาย...เท่านั้นก็พอ"






                สิ้นคำพูดนั้นของทาเครุใครบางคนที่แอบซ่อนอยู่ก็พลันรู้สึกอึดอัดขึ้นในทันที จิอากิพลันกระชากประตูออกและถลันออกมายืนจังก้าอยู่เบื้องหลัง ทำให้ทาเครุต้องหันกลับไปดูอย่างอิดหนาระอาใจเช่นเคย



" หมายความว่ายังไงน่ะ ทาเครุ!"  มันหมายความว่ายังไงกัน  คำพูดของทาเครุมีความหมายว่ายังไงกัน  ก็ในเมื่อพวกเขาทุกคนคือซามูไรที่มีหน้าที่ปกป้องทาเครุ ปกป้องผู้นำของระกูลชิบะ ก็ในเมื่อทาเครุมีพวกเขาทุกคนแล้ว ทาเครุจะตายได้ยังไงล่ะ!



".........................." ผู้เป็นนายท่านนั้นเพียงหันมาหา แต่กลับยังคงนั่งขัดสมาธินิ่งเงียบ  ดวงตาคมจ้องฝ่ายตรงข้ามอย่างตรงไปตรงมาอย่างไม่มีท่าทีประหลาดใจต่ออะไรเลย



" ทาเครุ....." จิอากิพึมพำชื่อนั้น  นิ่วหน้าไม่พอใจ และยิ่งรู้สึกอึดอัดมากยิ่งขึ้น



"รู้ใช่ไหมว่ามันเสียมารยาทน่ะ จิอากิ" ชายหนุ่มบอกพลางทำทีว่าจะลุกขึ้นยืน หากแต่อีกฝ่ายกลับเอื้อมมือคว้าหัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาไว้ บังคับให้ผู้เป็นเจ้าบ้านต้องนั่งลงอย่างช่วยไม่ได้  " ปล่อย"



" ไม่! จนกว่านายจะบอกว่าที่พูดเมื้อกี้หมายความว่ายังไง ! นี่นายคิดว่าพวกเรามันงี่เง่า ห่วยแตกพึ่งพาไม่ได้ขนาดนั้นเลยรึไง! ทาเครุ!!!!" จับหัวไหล่ของอีกฝ่ายแน่น  รู้สึกเจ็บปวดกับทั้งดวงตาและสีหน้าที่ไม่อาจอ่านความหมายได้   ทำไมล่ะ  เพราะว่าพวกเขา ไม่สิ..ตัวเขา  เพราะว่าอ่อนแอ  เพราะว่าอ่อนไหว เพราะว่าต่ำต้อยจนทาเครุไม่อยากชายตาแลเลยรึไง ทำไม....



" จิอากิ..." ตอนนั้นเองที่ทาเครุยกมือขึ้นแตะที่หลังฝ่ามือขวาของเด็กหนุ่มเบาๆ  มันไม่ใช่อย่างที่อีกฝ่ายคิด  มันไม่ใช่อย่างที่อีกฝ่ายเข้าใจ  แต่การที่จะบอกความจริงให้ออกจากปากไปนั้นกลับเป็นไปไม่ได้ ในฐานะของคนที่มีหน้าที่ที่ต้องทำ ในฐานะของคนที่มีคำสัตย์ที่ต้องรักษา เขาไม่อาจที่จะบอกความจริงนี้กับใครได้  " ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น  ไม่กล้าแม้แต่จะคิด"



" แล้วทำไม!" ก่อนจะตวาดขึ้นอีกครั้ง กลับต้องนิ่งไปเมื่อแลเห็นดวงตาที่มองมาที่เขาอย่างเต็มสายตาอีกครั้ง  ดวงตาของทาเครุ  ทำไมถึงนิ่งเฉยและเย็นชา ทำไมถึงราวกับแบกรับบาปกรรมอะไรไว้กับตนเองเสมอ  ทั้งที่แข็งแกร่งและยอดเยี่ยมขนาดนี้ แต่ทำไมทาเครุถึงทำราวกับว่า.... 



" เพราะฉันไม่ได้สำคัญถึงขนาดนั้น" ผลักฝ่ายตรงข้ามออกไปและค่อยพยุงตนเองลุกขึ้นยืน  แสงแดดยามบ่ายแก่ๆที่ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างในบรรยากาศเคว้งคว้างและเปลี่ยวเหงา แดดที่สาดทอลงมาที่ยิ่งทำให้สายตาที่ทอดมองระหว่างกันมีเพียงความเลื่อนลอย  " ไม่ต้องตายเพื่อฉัน แค่นายเอาตัวรอดให้จบสงครามครั้งนี้ก็พอ"



" ไอ้บ้าเอ๊ย!" ความฉุนเฉียวพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกำปั้นที่เหวี่ยงออกไปหมายตั๊นหน้าอีกฝ่ายอย่างจัง แต่แน่นอนว่าชิบะ ทาเครุนั้นหลบได้อย่างง่ายดายตามสัญชาตญาณ   จนจิอากิกลับถลาล้มลงไปเอง   ทาเครุนั้นมองสภาพของเด็กหนุ่มด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกเช่นเคย  



" ฉันไม่ได้ดูถูกนาย จิอากิ"



"!"



" แต่เรากำลังพูดกันคนละเรื่อง" คนละเรื่อง  และไม่มีวันที่จะกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้เลย   ทาเครุคิดเช่นนั้นพลางก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ เวลาล่วงเข้าบ่ายสี่โมงแล้ว  และตอนนี้เขากำลังรู้สึกอยากอยู่คนเดียวเสียเหลือเกิน  การที่ต้องทนมองหน้าคนที่อยู่รายล้อมรอบตัวและต้องทนเอ่ยแต่คำโกหก  ทำแต่สิ่งโกหก  มันไม่สนุกเลย " ฉันไปล่ะ" ว่าพลางหันหลังให้กับคู่สนทนาและพร้อมจะเดินออกไป  ทว่าตอนนั้นเองที่จิอากิพุ่งขึ้นมาและคว้าข้อมือของทาเครุไว้ก่อนจะต้อนอีกฝ่ายชิดกับฝาบ้าน  ต่างจ้องหน้ากันและกันด้วยความรู้สึกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก  ยามนี้ที่ตัว ทานิ จิอากิรู้สึกว่าในอกของตนเองนั้นรุ่มร้อน  และว้าวุ่นใจแค่ไหนที่จะต้องมองใบหน้าของคนที่ตนเองต้องการก้าวผ่านในยามนี้



" ฉันน่ะ ! จะปกป้องนาย!!" เด็กหนุ่มแผดเสียง



" จิอากิ...." พึมพำชื่อนั้น แต่แล้วเพียงเสี้ยววินาทีที่กลับฝืนยิ้มขึ้นพร้อมกับส่ายศีรษะ



" อย่าทำท่าทีแบบนั้นนะ! ฉันไม่ได้ทำแบบนี้เพราะนายคือโทโนะหรอกนะ!"



"!"



" แต่เพราะคนที่ฉันคุกเข่าให้คือ ชิบะ ทาเครุ!  นายน่ะ ยังเป็นชิบะ ทาเครุคนนั้นอยู่หรือเปล่าล่ะ!!" กรรโชกเสียงถามด้วยความรู้สึกมากมายที่มี  ทาเครุคงไม่มีวันรู้  ไม่มีวันรู้หรอกว่ามันได้ก้าวข้ามความรู้สึกที่เรียกว่าอยากเอาชนะไปแล้ว   จริงว่าเขายังอยากกระโดดออกไป  ยืนขวางอยู่ข้างหน้าทาเครุ  ทั้งเก่งกาจและแข็งแกร่งกว่าทาเครุ   แต่ว่านั่นน่ะ....ก็เพื่อ  " ให้ฉัน ...ปกป้องนายเถอะนะ"



" ......................."



" ให้ฉัน  เป็นประโยชน์กับนายบ้างเถอะนะ" มันคือคำขอที่งี่เง่าไม่สมตัว  และมันอาจจบลงที่เสียงหัวเราะขำขันหรือปฏิกิริยาปฏิเสธอย่างเย็นชาของอีกฝ่าย  แต่จิอากิรู้ดีกับตัวเอง เขาอยากพูด  อยากบอกออกไป  อยากให้ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่นี้ประสบผล   " ทาเครุ....."






          ในวินาทีที่จิอากิแทบจะถอดใจยอมแพ้นั่นเอง ที่ฝ่ามือของชายหนุ่มวางลงบนศีรษะของเขา  ค่อยๆลูบบนเส้นผม  และบนใบหน้านั้นเผยอรอยยิ้มน้อยๆที่มุมริมฝีปาก  น้อยนิด แต่มากมายพอเพียงกับความปรารถนาที่จะได้แลเห็น  ทานิ จิอากิรู้ดี นี่คือรอยยิ้มที่เขาหวังมาตลอด   รอยยิ้มที่เขาหวังว่าในสักวันมันจะเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว  เพื่อรอยยิ้มนี้ล่ะก็ ต่อให้ต้องลำบากเจียนตาย  แต่ก็จะดีขึ้นอีก  เก่งขึ้นอีก  จะเป็นผู้ชายที่ดีพอและเก่งกาจจนทาเครุต้องส่งยิ้มให้เขา ให้เขา...เพียงคนเดียว



" ทำอย่างที่นายต้องการเถอะ จิอากิ" ยิ้มให้พร้อมกับคำพูดสั้นๆที่มากมายเหลือคณา  จิอากิผละออกไปในขณะที่ทาเครุนั้นหยัดกายขึ้นตรงอีกครั้ง  สายลมยามบ่ายพัดมาต้องผิวกาย ในดวงตาของคนสองคนต่างก็มีความลับที่ต่างไม่อาจเผยออก    " ถึงแม้นายอาจจะต้องเสียใจก็เถอะนะ"



" ฉันจะไม่เสียใจ"



" มันจะไม่เป็นแบบนั้นหรอก เชื่อสิ" ชายหนุ่มบอกสำทับอย่างเศร้าสร้อย แต่กลับยังคงส่งรอยยิ้มละไมแสนงามให้ได้ยลชม  ก่อนจะผละลาไปอย่างงามสง่าเช่นเคย  ทิ้งให้เด็กหนุ่มต้องเป็นฝ่ายเฝ้ามองและครุ่นคิดอยู่กับตน



" ไม่หรอก  ฉันจะไม่เสียใจหรอก" กำหมัดแน่นและพร้อมจะถลาออกไปฝึกซ้อมในยามบ่าย  มันจะเป็นไรกันกับความคิดที่แสนสับสนและสลับซับซ้อนของทาเครุ  ก็แค่ขอให้เขายังมั่นคงอยู่กับความรู้สึกของตนเองเท่านั้น  เพื่อคนๆนั้นแล้ว...



" ฉัน จะแข็งแกร่งขึ้น!"






จบตอน








Free TextEditor


Create Date : 04 มีนาคม 2553
Last Update : 4 มีนาคม 2553 20:14:58 น. 0 comments
Counter : 839 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.