อุปสรรคทุกอย่างมีทางแก้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกวิธีแก้อย่างไร
Group Blog
 
All Blogs
 

ระวังใจของตนเอง กับข้อเสนอของโครงการ/ดอกเบี้ย/มาตรการกระตุ้นของรัฐ

จากปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้เราจะเห็นผลกระทบที่เป็นทางอ้อมค่อยๆ คืบคลานเข้ามากระทบกับเรา โดยที่เราเองอาจจะไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน
ดังนั้นในช่วงปี 2552 นี้ ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ก็จะมีการออกโปรโมชั่นมากมาย เพื่อกระตุ้นให้ผู้ซื้อเกิดความอยาก และขวนขวายในการหาเงินมาซื้อ/มาลงทุน แถมกลุ่มทุน (ธนาคาร) และภาครัฐ ร่วมสนับสนุนด้วย กล่าวคือ ธนาคารเองก็ต้องการได้ลูกค้าที่มีฐานะการเงินดี เนื่องจากการแข่งขันที่สูงมาก และภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเอื้อ ทำให้ลูกค้าไม่ค่อยกล้าที่จะใช้จ่าย (คนมีเงิน แต่ไม่นำออกมาใช้มีเป็นจำนวนมากครับ ดูได้จากปริมาณคนซื้อ/ขายทอง) ดังนั้นธนาคารก็จะนำเสนอดอกเบี้ยพิเศษกันสุดฤทธิ์ หากคุณมีเงินจำนวนมาก ก็จะสามารถต่อรองในจุดนี้ได้มาก
ส่วนภาครัฐเองก็จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษี / โครงการเมกกะโปรเจค เป็นต้น

ผู้มีเงินทั่วไป ควรระวังกับดัก "ใจ" ของตัวเองครับ เพราะจิตใจของเราอาจจะโดนสิ่งเร้าเหล่านี้เข้ามายั่วยวนให้เราไม่สามารถหักห้ามใจได้ ทำให้เกิดการลงทุน หรือการซื้อของเกินกว่าความพอเพียง ที่เราจะใช้หรือกำลังตนเอง จนสุดท้ายก็จะกลับไปเป็นเศรษฐกิจแบบตอนช่วงปี 2540 ที่ลงทุนเกินตัว สร้างความต้องการเทียมขึ้นมาจนวันหนึ่งก็สลายหายไปจนหมดสิ้น แล้วเมื่อนั้นหายนะของประเทศก็จะกลับมาอีกครั้ง

ดังนั้นควรจะประเมินกำลังของตนเองตลอดเวลา ว่าสถานะการเงิน/การลงทุนของเรา เกินกว่าความสามารถไปมากน้อยแค่ไหน และสามารถกระจายความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะลงทุนหรือเลือกซื้อสินค้าใดๆ




 

Create Date : 31 มกราคม 2552    
Last Update : 31 มกราคม 2552 17:37:53 น.
Counter : 753 Pageviews.  

เมื่อเศรษฐกิจตกสะเก็ด ผ่อนชำระบ้านไม่ไหว ควรทำอย่างไร???

ก่อนอื่นขอให้กำลังใจต่อผู้กำลังผ่อนบ้านทุกคนให้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ จนผ่อนบ้านหมดทุกท่านด้วยครับ

เมื่อมีปัญหาผ่อนชำระบ้านไม่ไหว หรือ หมุนเงินไม่ทัน ก่อนอื่นต้องสำรวจก่อนว่าเราสามารถลดรายจ่ายอื่นๆ อีกได้ไหม พยายามตัดรายจ่ายก้อนใหญ่ออกก่อน (ที่ไม่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต)
จากนั้นดูว่าเดือนนี้ (หรือเดือนถัดไป) จะเหลือเงินส่งผ่อนน้อยกว่าที่กำหนดได้เท่าไหร่ อาทิเช่น ผ่อนต่องวด 10,000 บาท แต่เหลือเงินแค่ 5,000 บาท เป็นต้น

ดังนั้นสิ่งที่ควรกระทำ ควรทำดังต่อไปนี้
1. โทร.ไปบอกเจ้าหน้าที่ธนาคาร (สาขาที่ทำเรื่องกู้เงิน) ว่าเราสามารถผ่อนชำระงวดนี้ได้น้อยกว่าค่างวดปกติ ธนาคารจะมีเบี้ยปรับอย่างไรบ้าง (ส่วนใหญ่จะมีเบี้ยปรับกรณีผ่อนชำระล่าช้า) ซึ่งจะคิดในอัตราที่สูงกว่าปกติ (ราวๆ 18%) และควรถามค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีก เช่น ค่าธรรมเนียมในการทวงหนี้ที่ค้างชำระ หรือ ค่าธรรมเนียมธนาคารอื่นๆ เป็นต้น

2. จ่ายค่างวดที่สามารถจ่ายได้ ในเดือนนี้ก่อน เช่น เหลือแค่ 5,000 บาท ก็จ่ายไปก่อน
- ห้ามไม่จ่ายค่างวดเลย หรือ เงียบหายไปเฉยๆ เพราะธนาคารอาจจะคิดไว้ก่อนว่าเราจะเบี้ยวหนี้ในครั้งต่อไปด้วยครับ ทำให้ธนาคารอาจจะเตรียมเรื่องส่งฟ้องเพื่อยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด และอาจจะฟ้องเราเป็นบุคคลล้มลายได้ ทำให้เราหรือผู้กู้ร่วมไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ (การเซ็นฯเอกสารการเงิน) ได้อีกเลย เพราะหากมีธุรกรรมใดๆ เกิดขึ้น ธนาคารจะตามไปอายัดไว้ แล้วดึงเงินในธุรกรรมนั้นไปหักค่าคงค้างพร้อมดอกเบี้ย นับตั้งแต่วันหยุดชำระ (ดอกเบี้ยบ้านเป็นแบบหักต้นหักดอก ในกรณีจ่ายค่าผ่อนปกติ แต่เมื่อหยุดจ่าย ดอกเบี้ยบ้านก็จะกลายเป็น "ต้นทบดอก" ไปครับ) ทำให้เมื่อไปเจรจากับธนาคารในภายหลังจากที่ให้ฟ้องล้มละลายไปแล้ว จะทำให้เห็นว่ายังมีเงินคงค้างที่เป็นดอกเบี้ยที่ทบต้นทบดอก ตามมาหลอกหลอนอีกครับ ทำให้ธุรกรรมใดๆ เมื่อมีการโอนเงินก็จะถูกดึงไปหักอยู่ตลอด แบบนี้ก็ไม่มีวันที่จะไปทำมาหากินใดๆ ได้อีกเลย

3. เดือนถัดไปควรจะชำระ เงินค่างวดที่คงค้างไว้ครั้งก่อน + ดอกเบี้ยที่ปรับชำระล่าช้า+ ค่างวดปกติในเดือนนั้น เพื่อที่ธนาคารจะได้หยุดดอกเบี้ยปรับล่าช้า (18%) กลับมาที่ดอกเบี้ยปกติ ที่ควรจะเป็นครับ เมื่อชำระทั้ง 3 ยอดแล้ว นำสลิปส่ง FAX ไปหาเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่เดือนก่อนได้ติดต่อไว้เรื่องขอชำระล่าช้า เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่รีบทำเรื่องยืนยันการชำระที่ค้างชำระไปในเดือนก่อน เพื่อเป็นลายลักษณ์อักษรไปที่สำนักงานใหญ่ด้วยครับ พร้อมทั้งสอบถามว่าแบบนี้จะทำให้กลับมาคิดในดอกเบี้ยปกติเมื่อใดครับ

4. ตรวจสอบว่าเดือนถัดไป (เดือนที่ 3) มีการคำนวณดอกเบี้ย และหักเงินต้นกลับมาเป็นระบบปกติหรือไม่ หากไม่รีบติดต่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ได้ติดต่อไว้ทันทีครับ ว่ามีเหตุผิดพลาดในขั้นตอนไหน หรือ เข้าไปพบเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวให้พิมพ์ Statement การผ่อนชำระมาพูดคุยกันครับ หากเจ้าหน้าที่อธิบายแล้วไม่เข้าใจ แนะนำให้ติดต่อสำนักงานใหญ่ (อาจผ่านระบบโทรศัพท์ก่อน) หากยังไม่ได้รับการอธิบายที่ชัดเจน หรือยังไม่เข้าใจ ก็ขอชื่อเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานใหญ่ที่จะสามารถเข้าพบได้ เพื่อเข้าไปปรึกษาครับ
- ควรรีบเข้าไปดำเนินการเรื่องนี้ครับ ไม่อย่างนั้นระบบยังจะคำนวณเป็นการชำระล่าช้าอยู่ ซึ่งก็จะเป็นลักษณะทบต้นทบดอกอยู่ หากปล่อยให้เนิ่นนานก็จะกลายเป็นยอดที่สูงมากจนเราไม่สามารถชำระไหวครับ

หมายเหตุ เหตุที่ผ่อนชำระไม่ไหว ควรรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารทันที เมื่อเราทราบว่าผ่อนไม่ไหวแน่ๆ ในเดือนนี้ หรือ ในเดือนถัดไปครับ (อาจจะมีเหตุจำเป็นต้องหมุนเงินขึ้นมา) อย่างคิดเอาเองว่าธนาคารน่าจะช่วยเราอย่างนั้นอย่างนี้นะครับ โดยที่เราไม่ติดต่อเข้าไปก่อน ไม่มีใครมาช่วยเรานะครับ หากเราไม่ช่วยตัวเอง

ขอให้ทุกท่านสามารถฟันฟ่าอุปสรรคในการผ่อนบ้านไปได้ครับ




 

Create Date : 27 กันยายน 2551    
Last Update : 27 กันยายน 2551 20:20:46 น.
Counter : 6269 Pageviews.  

เงินเดือนเท่านี้ xx,xxx จะสามารถซื้อบ้านในราคาเท่าไหร่ได้ ???

เป็นคำถามที่ Classic อีกคำถาม ที่คนซื้อบ้าน มักจะถาม

ปัจจุบัน ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านยังถือว่าอยู่ในอัตราที่ไม่สูงมากนัก (MLR=7-8%) ผู้รู้ทางด้านการเงินจึงมักจะประมาณคร่าวๆ ว่าทุกๆ 1 ล้านบาทของราคาบ้าน จะต้องมีเงินเดือนราว 2x,xxx บาท เป็นอย่างน้อย (กรณีกู้ 100%)หากดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ระดับเงินเดือนก็ต้องสูงขึ้นด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นอาจจะกู้ไม่ผ่าน

ทำไมสูตรถึงออกมาเป็นเช่นนั้น เพราะเงินเดือน 2x,xxx บาท ธนาคารจะประเมินเป็นความสามารถที่จะสามารถผ่อนชำระได้ประมาณ 30-35% ส่วนที่เหลือจะให้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ดังนั้นหากกู้ซื้อบ้าน 1 ล้าน ก็จะผ่อนอยู่ราว 7,xxx บาท ทำให้เหลือเงินในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 12,xxx-13,xxx บาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินชีวิตท่ามกลางภาวะเศรฐกิจฝืดๆ แบบนี้ได้ (ยกเว้นภาวะเงินเฟ้อจะสูงขึ้น จนทำให้ดอกเบี้ยต้องปรับขึ้นตามมากกว่าปัจจุบัน)

ซึ่งหากต้องการกู้ให้ผ่านก็จำเป็นต้องหาผู้กู้ร่วม เพื่อเพิ่มยอดรายรับ แล้วใช้สูตรเดิมในการประมาณคร่าวๆ ว่ากำลังพอหรือไม่ในการผ่อนชำระ
และควรที่จะปิดหนี้ต่างๆ ที่มีอยู่ให้หมด เช่น เงินผ่อนต่างๆ / หนี้ที่ค้างชำระ เป็นต้น ก็จะทำให้ประวัติของผู้กู้ดูดีขึ้น ทำให้ธนาคารสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

หมายเหตุ สูตรดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานทีว่าผู้กู้ไม่มีหนี้สินใดๆ (ไม่มีหนี้บัตรเครดิต / Personal loan หรือ ไม่ติดเครดิตบูโร)




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 21:44:14 น.
Counter : 1735 Pageviews.  

Pre-Approved ช่วยคุณได้

หลายคนที่กำลังหาบ้าน แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่าเมื่อยื่นเรื่องไปที่ธนาคารเพื่อขอกู้จะได้รับการอนุมัติ หรือไม่ หากอนุมัติจะได้วงเงินกี่%

จริงๆ แล้ว คุณ(ผู้ซื้อ/ผู้จองบ้าน) สามารถที่จะยื่น Pre-Approved กับธนาคารต่างๆ ไว้ก่อนก็ได้ เพื่อให้ทางธนาคารตรวจสอบ Credit ของคุณก่อนที่คุณจะทำการจองบ้านกับโครงการใดโครงการหนึ่ง ซึ่งการทำ Pre-Approved ไว้ก่อนที่จะจองทำให้คุณสามารถตรวจเช็คสุขภาพ credit ของตัวเองก่อนว่าจะได้รับวงเงินกู้เท่าไหร่ เพียงพอสำหรับการซื้อบ้านในงบประมาณเท่าไหร่ ก่อนที่จะทำการจองซื้อบ้านโครงการใดไป

อนึ่ง ค่าธรรมเนียมในการทำ Pre-Approved ณ ปัจจุบัน ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ดังนั้นคุณสามารถทำเรื่องได้กับทุกธนาคาร (แนะนำให้ยื่นไปทุกธนาคาร จะได้ทราบว่าแต่ละธนาคารให้วงเงินเท่าไหร่) แต่สิทธิ์การขอสินเชื่อหลังจาก Pre-Approved ไปแล้วจะต้องทำการขอสินเชื่อภายใน 30 วัน (อาจจะมากกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับธนาคาร)




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2551    
Last Update : 27 สิงหาคม 2551 14:55:40 น.
Counter : 1233 Pageviews.  

ควรโป๊ะเงินผ่อนค่างวดเมื่อไหร่

หลายคนจะมีคำถามตามมาเมื่อมีเงินโบนัสออก หรือ มีรายได้เพิ่มขึ้น ว่าควรจะโป๊ะเงินผ่อนค่างวดเพิ่มหรือไม่ และเมื่อไหร่

การคำนวณดอกเบี้ยผ่อนชำระบ้าน จะใช้วิธีลดต้น ลดดอก ครับ (ไม่เหมือนการผ่อนรถ ที่ไม่ลดต้น ลดดอก ดังนั้นหากเปรียบเทียบที่ยอดเงินกู้ที่เท่ากัน การผ่อนรถจะเสียเงินเป็นค่าดอกเบี้่ยมากกว่าการผ่อนบ้านมาก)
ตัวอย่าง หากธนาคารกำหนดให้ชำระค่างวด 10,000 บาท ทุกเดือน แล้วคุณสามารถเพิ่มการจ่ายค่างวดเป็น 20,000 บาท/เดือน แทน เงินส่วนที่เพิ่มอีก 10,000 บาท จะไปหักเงินต้นเต็มจำนวนโดยไม่มีการหักเป็นค่าดอกเบี้ยเลย ส่วน 10,000 บาทแรกก็จะเป็นการหักดอกเบี้ยปกติตามระบบของธนาคารครับ

หากคุณได้เลือกอัตราดอกเบี้ยแบบคงทีู่่ และเงินต้นยังคงสูงอยู่มาก แนะนำให้โป๊ะึทุกเดือน หรือโป๊ะเป็นก้อนใหญ่ๆ ทีเดียวครับ เพราะยิ่งคุณสามารถลดยอดเงินต้นได้มาก และเร็วเท่าไหร่ นั่นก็หมายถึง คุณจะสามารถลดจำนวนเิงินที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยให้กับธนาคารได้ และในทางกลับกันจะสามารถลดเงินต้นได้เพิ่มขึ้น
พร้อมกับคุณยังมีอัตราดอกเบี้ยที่คงที่อยู่ ซึ่งหมายถึง ดอกเบี้ยจะต่ำกว่าปกติอยู่ราว 2-2.5% (ส่วนใหญ่จะอยู่ราว 5-5.5% ขณะที่ MLR จะอยู่ราวๆ 7-7.5%) ดังนั้นเงินที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยยังไม่สูงมาก แต่สามารถลดเงินต้นได้เพิ่มขึ้น และเมื่อหมดช่วงอัตราดอกเบี้ยคงที่แล้ว เงินต้นก็จะลดลงไปได้มากในระดับนึง

อีกกรณี หากคุณเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวไว้ และเงินต้นยังคงสูงอยู่มาก แนะนำให้โป๊ะเช่นกันเมื่อโอกาสอำนวย ด้วยเหตุผลเดียวกันกับข้างต้น หากจ่ายเพิ่มก็จะได้หักเงินต้นมากขึ้น ทำให้ลดภาระในการจ่ายดอกเบี้ยลดลงได้

หมายเหตุ การโปีะค่างวด ควรศึกษาสัญญาเงินกู้ที่ได้ทำไว้กับทางธนาคารให้ดี เพราะบางธนาคารจะไม่สามารถให้โป๊ะได้ หรือ บางธนาคารให้โป๊ะได้แต่ห้ามเกิน 2 เท่าของค่างวดที่ทางธนาคารกำหนด หรือ บางธนาคารให้โป๊ะได้ไม่จำกัด
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในช่วง 3 ปีแรกหลังจากทำสัญญาเงินกู้กับทางธนาคาร เกือบทุกธนาคารจะมีค่าธรรมเนียม หรือ ค่าปรับ หากปิดบัญชีก่อน 3 ปี (จ่ายเงินกู้หมดก่อน 3 ปี) ต้องระวังเรื่องนี้ มิฉะนั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมมากพอสมควร (ธนาคารทุกธนาคารก็หวังจะได้กำไรจากดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้ไปทั้งนั้นครับ) เพียงแต่เราจะต้องบริหารจัดการเงินของเราให้เป็นเพื่อที่จะได้ประหยัดเงินที่ต้องจ่ายไปเป็นดอกเบี้่ยให้กับธนาคารให้น้อยที่สุด




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2551    
Last Update : 25 สิงหาคม 2551 15:25:36 น.
Counter : 29398 Pageviews.  

1  2  

rogthai
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add rogthai's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.