อุปสรรคทุกอย่างมีทางแก้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกวิธีแก้อย่างไร
Group Blog
 
All Blogs
 

ชาล้นถ้วย

จากมรสุมลูกใหญ่ที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตผม ทำให้ผมกลายเป็นคนที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา มีความกระหายในการบริโภคข้อมูล ข่าวสาร อย่างมหาศาล ยิ่งมี Internet เข้าในชีวิต (ผมได้มีโอกาสใช้ Internet มาตั้งแต่ Internet ยังไม่มีการเปิดขายเป็น Package ทั่วไป สมัยนั้น Internet มีให้ใช้อยู่ตามศูนย์คอมฯ ในมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็ศูนย์วิจัยฯ ต่างๆ เท่านั้น) ยิ่งทำให้ผมบริโภคข้อมูลตลอดทั้งวันก็ว่าได้ จนทำให้ผมมีพฤติกรรมเห็นผู้อื่นทำอะไรไม่ถูกต้องไปหมด เนื่องจากผมมีข้อมูลที่ถูกต้องอยู่ในมือจำนวนมาก ทำให้สามารถบอกผู้อื่นได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง / ไม่ถูกต้อง (ตามหลักการ)

ตรงนี้แหละครับ ทำให้ผมเหมือนการเทน้ำชาจนล้นถ้วยที่จะใส่ ผู้อื่นเกิดความรังเกียจที่จะเข้ามาปรึกษา หรือ ทำงานร่วมด้วยกัน เพราะผมจะให้แก้ไขอยู่บ่อยๆ เพราะไม่ถูกต้องในหลักการ แต่ในความเป็นจริงหลายๆ เรื่องเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตามหลักการเป๊ะๆ เลย.......

ซึ่งคำว่า ชาล้นถ้วย ผมได้รุ่นพี่ที่มหาลัยฯ สอนผม (เกือบ 15 ปีแล้วที่ได้รับคำแนะนำนี้) และได้ให้หนังสือธรรมะของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งท่านพุทธทาสฯ ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้หลายแง่มุม
และได้หนังสือของหลวงพ่อปัญญาฯ ที่อธิบายเรื่องที่ใกล้เคียงไว้หลายแง่มุมเช่นกัน

หลายๆ ครั้งหากผมมีช่วงเวลาที่ใจสงบ ก็มักจะหยิบหนังสือเหล่านี้กลับมาอ่าน เพื่อเตือนสติให้กลับมาให้นิ่ง และพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ขอบคุณ รุ่นพี่ เพื่อนๆ หลายท่านที่ช่วยเตือนสติน้อง และเพื่อนผู้นี้ ให้กลับมาอยู่ในร่องในรอยที่ควรจะดำเนินชีวิตต่อไป




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2551    
Last Update : 14 สิงหาคม 2551 22:41:13 น.
Counter : 165 Pageviews.  

กว่าจะมีชีวิตแบบที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ได้ เหนื่อยแต่ก็ต้องสู้ต่อไป

เนื่องในโอกาสวันแม่ และวันพ่อที่จะมาถึง ผมจึงเขียนบทความนี้ แด่ท่าน

ก่อนอื่น ผมขอท้าวความย้อนอดีตไปไกลหน่อย สมัยผมยังเด็กอยู่ราว 3-7 ขวบ บ้านผมมีฐานะที่ค่อนข้างดี พ่อ-แม่สามารถซื้อบ้านที่มีพื้นที่ขนาด 100 ตร.วา บริเวณพัฒนาการได้ มีรถยนต์ยุโรปนั่ง สามารถเรียนโรงเรียนเอกชนมีชื่ออันดับต้นๆ ของประเทศได้ แม้ว่าพ่อ-แม่ต้องเสียเงินมากมายกว่าจะให้เข้าโรงเรียนได้ เนื่องจากผมสอบไม่ติด

แต่สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด คือ พ่อ-แม่ โดยพ่อไม่ได้เรียนหนังสือเลย อ่านหนังสือได้บ้าง เขียนได้เพียงเล็กน้อย โดยอาศัยครูพักลักจำเอา หรือ พระที่วัดสอนให้ในบางโอกาส ในขณะที่พ่อผมยังเด็กอยู่ เนื่องจากฐานะที่บ้านยากจน ทำให้พ่อผมต้องทำงานหลากหลายอย่าง จนได้มีโอกาสไปฝึกงานเป็นช่าง จนฝรั่งชาวยิวเจ้าของสินค้าบินมาได้สอนเทคนิคทางช่างให้พ่อผมจนชำนาญ ทั้งๆ ที่พ่อผมเองก็พูดภาษาเค้าไม่ได้เลย แต่ก็สามารถสื่อสารด้วยภาษามือ และการปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน จนมีสงครามเวียดนามพ่อผมจึงได้รับการสอนภาษาอังกฤษจากทหารที่เข้ามาในบ้านเรา ทำให้พ่อสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ แต่เขียนได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งผมเองก็แปลกใจเพราะผมจะเห็นพอคุยกับฝรั่งได้คล่องมาก และขายของได้บ่อย จนฝรั่งเองก็ไปบอกต่อๆ กัน ทำให้มีฝรั่งมาอุดหนุนมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้คนทำงาน หรือเจ้าของกิจการคนไทย หรือเศรษฐีไทยบางคนในสมัยนั้น ต้องมาที่ร้านพ่อผม เพื่อมาซื้อสินค้า หรือบริการจากพ่อผมอยู่บ่อยครั้ง
ผมเองภูมิใจในความสามารถของพ่อผมเป็นอย่างมาก ดังนั้นด้วยความที่พ่อผมไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือในวัยเด็ก จึงพยายามส่งลูกทุกคนได้เรียนหนังสือที่ดีๆ หรือ ดีที่สุด ที่มีอยู่ ณ เวลานั้น
ส่วนแม่ ผมก็ช่วยพ่อเรื่องบัญชีได้เป็นอย่างดี เพราะแม่จบการศึกษาด้านนี้โดยตรง และพ่อ-แม่ คอยพร่ำสอนเรื่องความรักและสามัคคีในหมู่พี่-น้องตลอดเวลา ทำให้พี่-น้องของผมไม่มีปัญหาเรื่องนี้แต่อย่างใด

จนมาวันหนึ่ง พ่อได้ลงทุนผิดพลาดในกิจการ ทำให้สินทรัพย์ของทางบ้านต้องถูกขายออกไป ทรัพย์สินเงิน ทอง ต่างๆ ต้องถูกทยอยขายออกไปทีละชิ้นๆ ซึ่งเป็นภาพที่ผมจำติดตาและเป็นบทเรียนอันมีค่าที่สุดของชีวิต ในการดำเนินชีวิตแบบ "พอเพียง" นับแต่นั้นมา จากครอบครัวที่มีฐานะค่อยข้างดี ก็แปรเปลี่ยนเป็นแบบพอมีพอกิน บางครั้งไม่มีเงินในบ้านเลย เนื่องจากต้องนำเงินไปจ่ายหนี้สินที่ติดค้างอยู่ เงินทุกบาทมีค่าอย่างมาก ณ เวลานั้น เพื่อนฝูงของพ่อ-แม่ ต่างตีจากเนื่องจากกลัวไปขอยืมเงิน

ดอกเบี้ยกู้ยืมสมัยนั้นสูงมาก พ่อ-แม่ต้องใช้ทุกวิถีทางในการหมุนเงิน เพื่อให้มีเงินเลี้ยงดูครอบครัวให้ได้ ขณะที่ต้องส่งลูกทุกคนเรียนต่อไปให้จบ ณ โรงเรียนเดิม เพราะนั่นคือความหวังสุดท้ายของท่าน ที่หวังว่าการศึกษาจะช่วยให้พวกเรามีชีวิตที่ดีได้ในอนาคต

จากวันนั้น มาถึงวันนี้ ผ่านมาราวๆ 30 ปีกับมรสุมลูกใหญ่ที่พัดผ่านเข้ามาในครอบครัวของเรา แม้ว่าจะยังเหลือหนี้ที่พ่อ-แม่ยืมมาจากเพื่อนที่มีน้ำใจ และมีความเมตตาต่อครอบครัวของเรา ที่ให้ยืมโดยไม่หวังผลตอบแทน (ผมจะต้องทดแทนคุณของเพื่อนพ่อ-แม่ให้ได้แน่ๆ) ปัจจุบัน พี่-น้อง ทุกคนมีหน้าที่การงานที่ดี และสามารถแบ่งเบาภาระของพ่อ-แม่ได้เกือบหมดทุกอย่าง รวมถึงหนี้ที่เหลือ ที่ต่างทยอยคืนต่อไป ทำให้พ่อ-แม่ ไม่ต้องเหนื่อยล้ากับมรสุมที่ผ่านไปอีกแล้ว

แต่มรสุมลูกใหญ่นี้ ได้สอนเราได้หลายอย่างตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการวางแผนในการทำงานต่างๆ หรือ ระเบียบวินัย หรือ การดูแลตัวเอง
และที่สำคัญ พ่อย้ำเสมอว่า "ปัญหา-อุปสรรคต่างๆ มีทางออก อย่าหาทางออกด้วยการคิดสั้น เป็นหนึ้ก็ต้องใช้หนี้ เงินทองของนอกกาย สามารถหาใหม่ได้"

ขอบคุณครับ พ่อ-แม่ ที่สอนสั่งผมตลอดและเสมอมาครับ




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2551    
Last Update : 13 สิงหาคม 2551 22:50:09 น.
Counter : 238 Pageviews.  


rogthai
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add rogthai's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.