Group Blog
 
All blogs
 

“ไลฟ์สไตล์ รสนิยม และวัฒนธรรมของของคนประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน”

 

 

ไม่ได้อัพบล็อกมา 2 เดือน บล็อกนี้เลยมาบันทึกเรื่องราวที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนอ่านค่ะ เพราะเรากำลังก้าวสู่อาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้านี่เอง

มานึกดูประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ได้เคยมีโอกาสไปเยือนก็มีลาว (หลวงพระบาง) มาเลเซีย  เวียดนาม แต่ตอนที่ไปก็ไม่ได้คิดถึงการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงปลายปี 2558 เลย

สิ่งที่ทำให้พฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละประเทศแตกต่างกัน ก็คงเป็นเพราะพื้นฐานการเลี้ยงดู วัฒนธรรม แนวความคิดที่แตกต่างกัน การนับถือศาสนา    เราลองมาดูกันค่ะว่าแต่ละประเทศเป็นอย่างไรกัน

---------------------------------------------

“ไลฟ์สไตล์ รสนิยม และวัฒนธรรมของของคนประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน”

ที่มา : “อาเซียนกระเป๋าตุง” โดย ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ SMEs ในอาเซียน  

 

สิงคโปร์  

คนสิงคโปร์ชอบดำเนินชีวิตอยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์ ชอบความเป็นระบบ มีการศึกษาดี มีรายได้สูง จึงมีกำลังซื้อค่อนข้างสูงไปด้วย  นิยมสินค้าแบรนด์เนม ได้รับอิทธิพลเรื่องวัฒนธรรมและวิถีชีวิตจากตะวันตกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น สนใจติดตามกระแสนิยมและแฟชั่นในตลาดโลกมาก กระแสนิยมในโลกมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าสูง     

ชาวสิงคโปร์ให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพค่อนข้างมาก นิยมทานอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกาย ผู้มีรายได้และมีระดับการศึกษาสูงจะนิยมบริโภคอาหารออร์แกนิกมากขึ้น  ผู้หญิงสิงคโปร์มีความเป็นวัตถุนิยม และให้ความสำคัญเรื่องเงินมาก  

 ----------------------------------

มาเลเซีย  

เนื่องจากเศรษฐกิจที่พัฒนาไปในระดับค่อนข้างสูงแล้ว  ทำให้ชาวมาเลเซียมีกำลังซื้อสูง มีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าที่อำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันมากขึ้น กลุ่มวัยรุ่นให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ  มีการใช้จ่ายสินค้าไอทีสูงกว่าด้านอาหารและการพักผ่อนอื่น ๆ  คนมาเลเซียมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและสนใจเรื่องข้อมูลข่าวสาร

มาเลเซียมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ กลุ่มหลัก ๆ คือ ชาวมาเลย์ ชาวจีนและชาวอินเดีย รสนิยมจึงแบ่งย่อยตามกลุ่มเชื้อชาติด้วย แต่กลุ่มผู้บริโภคที่มีระดับการศึกษาสูงและรายได้สูงมักสนใจและชื่นชอบวัฒนธรรมตะวันตก นิยมสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น ด้านอาหารนิยมบริโภคอาหารสด แต่ด้วยความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น อาหารแปรรูปก็เริ่มมีแนวโน้มได้รับความนิยม ระหว่างวันมักพักดื่มน้ำชาพร้อมอาหารว่างเป็นขนมต่าง ๆ เช่น บิสกิต ประชาชนกลุ่มวัยทำงานนิยมบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ  

 -----------------------------

อินโดนีเซีย :

ในเรื่องรายได้ ชาวอินโดนีเซียยังมีช่องว่างทางรายได้ค่อนข้างสูง มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง ยังมีคนรายได้น้อยอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงยังอ่อนไหวกับราคาสินค้า ไม่ค่อยนิยมสินค้าราคาแพง ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไปนิยมบริโภคสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทั้งสินค้านำเข้าจากเอเซียและจากประเทศตะวันตก มีแนวโน้มใส่ใจกับการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น

ชาวอินโดนีเซียใช้จ่ายเพื่อซื้ออาหารค่อนข้างสูง  สัดส่วนประมาณร้อยละ 51 ของรายได้  นิยมออกมารับประทานอาหารนอกบ้านเพื่อผ่อนคลายและใช้เวลาร่วมกับครอบครัว เนื่องจากมีความเป็นสังคมเมืองเพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มเริ่มหันมานิยมซื้ออาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมรับประทานมาเก็บไว้ที่บ้านแทนการออกไปซื้ออาหารสดทุกวันเช่นเดิม  อาหารจำพวกซีเรียลเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันสำหรับทุกกลุ่มรายได้ และคนอินโดนีเซียชอบรับประทานอาหารรสเผ็ด  

 

-------------------------------

ฟิลิปปินส์  

ชาวฟิลิปปินส์มีระบบคิดและวัฒนธรรมคล้ายชาวตะวันตก เพราะเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกมานาน มักไม่ค่อยหลงไปกับกระแสสินค้าแบรนด์เนมราคมแพงแต่มีความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์สินค้าที่เลือกแล้วสูง  มีรสนิยมค่อนข้างหลากหลาย เน้นความเรียบง่าย สะดวก เหมาะสมกับรายได้ ใส่ใจการดูแลสุขภาพ การดูแลความสวยงามและผิวพรรณ ชาวฟิลิปปินส์นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นหลัก แนวโน้มนิยมซื้อสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกสบายมากขึ้นโดยเฉพาะรถยนต์และอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ชนิดต่าง ๆ  

คนไทยน่าจะเข้าใจลักษณะนิสัยของคนฟิลิปปินส์ได้ไม่ยาก เพราะมีอุปนิสัยคล้ายคนไทยมากในเรื่องการเป็นคนร่าเริง รักความสนุกสนาน ชอบเขาสังคม บุคลิกสบาย ๆ แต่มีความต่างคือ คนฟิลิปปินส์มีความพร้อมที่จะเข้าใจความเป็นสากลมากกว่า มีความเป็นประชากรโลกสูงมาก บุคลิกและระบบคิดเหมือนฝรั่งที่หน้าตาเป็นเอเขีย  คนฟิลิปปินส์ไม่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ขอบไปเลือกซื้อสินค้าด้วยตนเอง

-------------------------------

บรูไน :

บ้านเมืองเงียบสงบ เป็นระเบียบ ไม่มีผับบาร์ ไม่มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ประชากรมีรายได้สูงเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเป็นสินค้าหลัก  มีประชากรเพียง 4 แสนคน ร้อยละ 80 เป็นข้าราชการ  ชาวบรูไนมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้ามาก นิยมสินค้าแบรนด์แนมหรูหราราคาแพงและสินค้าฟุ่มเฟือยนำเข้าจากต่างประเทศ มีรสนิยมทันสมัยและสนใจติดตามวัฒนธรรมตะวันตก

ด้านการบริโภค นิยมอาหารฮาลาลที่ผลิตตามหลักการของศาสนาอิสลาม ใส่ใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารมาก วัฒนธรรมการบริโภคอาหารคล้ายชาวมาเลเซีย  

---------------------------- 

พม่า :

ชาวพม่าเป็นคนชอบสังคม  ชอบพบปะสังสรรค์ แม้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ฝนตกหนัก ชาวบ้านก็ยังออกจากบ้านมาพบปะพูดคุยกัน เกี่ยวกับร้านอาหารชาวพม่ามีมุมมองที่น่าสนใจว่า ยิ่งเก้าอี้สูง อาหารก็ยิ่งแพง หากไปที่พม่าเราจะเห็นร้านอาหารของชาวบ้าน ร้านข้างทางที่มีเก้าอี้เตี้ย ๆ สำหรับนั่งทานอาหาร  พม่ากับเวียดนามมีมุมมองเรื่องนี้คล้ายกัน คือ ยิ่งเก้าอื้ต่ำ อาหารยิ่งถูก ยิ่งเก้าอี้สูง อาหารก็ยิ่งแพง

ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีกำลังซื้อไม่สูงนัก  การตัดสินใจซื้อเน้นเลือกจากประโยขน์ของสินค้าเป็นสำคัญ มักซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น  พิจารณาเรื่องราคาเป็นหลัก สินค้าประเภทเดียวกันหากยี่ห้อไหนราคาถูกกว่าก็จะซื้อยี่ห้อนั้น  สินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะไทยและจีนมีอิทธิพลค่อนข้างมากในตลาดพม่า  สินค้าอุปโภคบริโภคในพม่ายังมีให้เลือกไม่หลากหลายนัก  ประชาชนส่วนใหญ่ยังซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน  ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสิ่งอำนวยความสะดวกได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูงจำนวนไม่มาก  ในกลุ่มนักการเมือง ทหาร นักธุรกิจ

หรือข้าราชการระดับสูง  

----------------------------

เวียดนาม :

พฤติกรรมการซื้อสินค้าของชาวเวียดนามแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทางตอนใต้พิจารณาเรื่องราคาเป็นสำคัญ ขณะที่ทางตอนกลางให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ส่วนทางเหนือจะดูที่ฟังก์ชั่นการใช้งานและความคงทน  อย่างไรก็ตาม ด้วยเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างมาก รสนิยมการบริโภคของชาวเวียดนามเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ต้องการสินค้าระดับกลางถึงบนมากขึ้น ชาวเวียดนามในเมืองใหญ่มักนิยมความทันสมัย ชื่นชอบสินค้าแฟชั่น สินค้าไอที  คนเมืองวัยแรงงานและวัยรุ่นมีความอ่อนไหวต่อกระแสความนิยมในตลาดโลกมากขึ้น  

รสนิยมเรื่องอาหาร เริ่มนิยมอาหารสไตล์ตะวันตกเพิ่มขึ้นมาก แฟรนไชส์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เข้ามาจึงค่อนข้างประสบความสำเร็จมากในเมืองใหญ่ ๆ   อาหารเวียดนามยังเป็นอาหารสดและผักสดเป็นหลัก  มักออกไปซื้ออาหารสดอาหารแห้งมาเก็บไว้สัปดาห์ละครั้ง  อาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุงก็มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น  

ด้านสังคม มีการพบปะทางธุรกิจและสังสรรค์มากขึ้น นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น ระดับรายได้ที่สูงขึ้นทำให้ชาวเวียดนามเริ่มซื้อสินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ในบ้านมากขึ้น  อย่างไรก็ตามยังคงนิยมสินค้าราคาประหยัด  

-------------------------- 

กัมพูชา 

กัมพูชามีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วยเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่เข้าไปลงทุนสูงขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตามประชาชนส่วนใหญ่ยังมีกำลังซื้อไม่สูงนัก  การตัดสินใจซื้อเน้นพิจารณาจากประโยชน์ของสินค้าและราคาเป็นสำคัญ

สินค้าอุปโภคบริโภคยังมีให้เลือกไม่หลากหลายนัก ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน มักเป็นสินค้าจากไทย จีนและเวียดนาม  แนวโน้มความนิยมสินค้าฟุ่มเฟือยและสิ่งอำนวยความสะดวกเริ่มได้รับความนิยมในกลุ่มผู้มีรายได้สูง นักการเมืองและนักธุรกิจ

--------------------------

ลาว

ชาวลาวมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย  รักสบาย รู้จักพอ ไม่ใช่คนขี้เกียจแต่ใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ ไม่เร่งรีบ ไม่โลภ ส่วนใหญ่มีกำลังซื้อไม่สูง  มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจน้อย  การตัดสินใจซื้อสินค้าเน้นพิจารณาจากประโยชน์การใช้งานเป็นสำคัญ

ด้านอาหารการกิน ชาวลาวได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมทางอาหารจากฝรั่งเศสมากพอสมควร   แต่อาหารท้องถิ่นก็ยังคงเป็นที่นิยมแพร่หลายเป็นหลัก  นิยมทำอาหารทานเองที่บ้าน  หากออกไปทานอาหารที่ร้านอาหารต้องเป็นโอกาสพิเศษและเลือกทานในร้านอาหารระดับกลางถึงสูง ซึ่งยังมีให้เลือกน้อย  

ที่เมืองหลวงเวียงจันทน์เป็นเมืองที่กำลังโต การก่อสร้างมีมากขึ้น ประชาชนในเมืองโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นติดตามกระแสแฟชั่นสมัยใหม่จากไทย  สื่อโทรทัศน์ของไทยมีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้า  สินค้าด้านเครื่องแต่งกายและการดูแลสุขภาพได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง  ลาวไม่นิยมสินค้าเงินผ่อน  มักเก็บออมแล้วซื้อเงินสด คนลาวยังมีทัศนคติที่ไม่ดีกับสินค้าเงินผ่อนอยู่

สินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดยังมีให้เลือกไม่หลากหลายนัก  ในขณะที่ตลาดมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากไทย จีน และเวียดนาม  แต่ถ้าเป็นกลุ่มสินค้าที่ใช้บริโภค ของกินของใช้ สินค้าที่ใช้กับร่างกายและมีผลต่อสุขภาพ  ชาวลาวเชื่อถือในคุณภาพ ความปลอดภัย และนิยมสินค้าไทยมากกว่าสินค้าจากจีนและเวียดนาม



.....รัชชี่...

 

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตค่ะ













  








 

Create Date : 28 กันยายน 2556    
Last Update : 28 กันยายน 2556 12:28:26 น.
Counter : 5578 Pageviews.  

เติมทำนองให้ชีวิต



ถ้าอ่านเรื่องราวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะพบว่าหลายคนมีพฤติกรรมที่คล้ายกันคือชอบอ่านหนังสือชีวประวัติของคนเก่งในอดีต เช่น หลวงวิจิตรวาทการ เป็นท่านหนึ่งที่เป็นนักอ่านตัวยงและยกตัวอย่างคนดัง
ในอดีตบ่อย ๆ

ฉันเองไม่ค่อยจะอ่านหนังสือประเภทนี้สักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าซื้อเป็นสมบัติส่วนตัวตอนนี้เท่าที่นึกออกอยู่น่าจะมีอยู่แค่เรื่องราวของ ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็น
เรื่องราวของลูก ๆ ที่ท่านส่งไปเรียนที่นิวซีแลนด์

ฉันได้ยินชื่อเสียงของ ดร.วรภัทร โตธนะเกษมมานานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยมีโอกาสได้ฟังบรรยายโดยตรงจากท่าน

ฉันเห็นหนังสือ “เติมทำนองให้ชีวิต” ในร้านหนังสือมาสักพักหนึ่งแล้ว เป็นหนังสือที่พิมพ์เมื่อเดือน ต.ค. ปี 52 เปิดคร่าว ๆ พบว่าเป็นเรื่องราวที่ ดร.วรภัทรเพิ่งเรียนรู้ดนตรี + การเขียนเพลงมาเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

เมื่อมีเวลาอ่าน จึงตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มา สรุปเนื้อความของหนังสือเล่มนี้กำลังบอกว่าหลาย ๆ เรื่องที่ ดร. วรภัทร ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดมาจากพื้นฐานความเก่งกาจแต่เบื้องต้น ท่านบอกว่าท่านคือผู้ชายคนธรรมดาคนหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จก็คือ

......“แรงบันดาลใจที่ทำให้ก้าวไปถึงสุดปลายฝัน”......





ดร.วรภัทรเกิดที่ ต.บ้านบุ่ง อ. เมือง จ.พิจิตร ในสมัยนั้นไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา กลางคืนจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดเพื่อให้มีแสงสว่างสำหรับอ่านหนังสือ

“ผมเคยสอบภาษาอังกฤษเกือบตก ผมเคยขึ้อายไม่กล้าพูด แต่ก็มุ่งมั่นที่จะเอาชนะข้อจำกัดเหล่านี้จนสำเร็จ ผมเคยอยากแต่งเพลงทั้ง ๆ ที่อ่านโน้ตไม่เป็น และเล่นดนตรีไม่ได้ และผมก็เก็บความฝันนั้นไว้เกือบ 30 ปี
จึงสามารถแต่งเพลงได้ 4-5 เพลง”

“วิธีที่ผมพยายามจะแก้ปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษก็คือ ทุกวัน ผมตั้งเป้าว่าจะเขียนไดอารี่เป็นภาษาอังกฤษให้ได้ 1 หน้า เขียนด้วยภาษาง่าย ๆ แบบว่าวันนี้ฉันทำอะไรบ้าง เขียนแบบผิด ๆ ถูก ๆ ว่าไปก่อน ไม่คำนึงถึงไวยากรณ์ เขียนเสร็จแล้วก็ส่งให้ครูสอนภาษาอังกฤษ ขอร้องให้ครูช่วยตรวจแก้ให้ด้วย ผมทำอย่างนี้ทุกวัน มันก็ค่อย ๆ ดีขึ้นทีละนิด ๆ”

ปีสุดท้ายของการเรียนมัธยมปลาย ท่านสมัครสอบชิงทุน AFS ปรากฏว่าสอบได้เป็นที่ 1 ของนักเรียนภาคกลางทั้งหมด

นั่นคือการประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในฝันของ ดร.วรภัทร

ดร.วรภัทรชอบอ่านประวัติบุคคลสำคัญของโลก “อับราฮัม ลินคอล์น” เป็นหนึ่งในบุคคลที่น่าทึ่ง มาจากความยากจนสุดขีด ได้เรียนหนังสือจริง ๆ ไม่นาน เงินก็ไม่มี ต้องทำงาน ที่เหลือนี่เรียนเองทั้งหมด ขี่ม้าไปยืมหนังสือจากห้องสมุดมาอ่าน ไต่เต้าจนเป็นถึงประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกา


ดร.วรภัทรสอบชิงทุนของธนาคารกสิกรไทยไปเรียนระดับปริญญาโท MBA ที่ Kellogg School of Management และปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจที่ The University of Illinois at Urbana-Champaign (ระหว่างเรียนปริญญาเอกก็เจียดเวลาไปได้ปริญญาอีกคณะหนึ่ง)

….ความใฝ่ฝันอีกครั้ง กับการแต่งเพลง….


เมื่ออายุ 53 ปี ดร.วรภัทรศึกษาหนังสือแต่งเพลงหลายเล่ม แต่ก็ยังเริ่มไม่ได้สักที อ่านเล่มนี้ก็บอกอย่างนั้น อ่านเล่มนั้นก็บอกอย่างนี้ (ตามประสาคนในแวดวงวิชาการ อ่านหนังสือเยอะแยะเพื่อเก็บข้อมูลไว้ก่อน)

จนมาถึงบางอ้อ เมื่อเจอหนังสือเล่มหนึ่ง “ถ้าอยากจะตีกอล์ฟ แล้วมัวแต่อ่านตำรากอล์ฟ ยังไงก็เล่นไม่ได้ สู้คุณไปจับไม้กอล์ฟแล้วหวดมันเลยจะดีกว่า”

“เรา…ชาวทริส” “วตท.คือพลัง” “วตท.รักกัน” “You have a place in my heart” เหล่านี้คือเพลงที่ ดร.วรภัทรแต่งให้สถาบันทริส สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) และแต่งให้ Professor Dipak C.Jain คณบดีจาก Kellogg ในโอกาสที่มารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แผนที่ชีวิต : ไม่ว่าฝันของคุณจะเป็นเช่นใด ไม่ว่าวันนี้คุณจะพร้อมหรือไม่
ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าใด จงอย่าทิ้งความฝัน….

นี่คือข้อคิดดี ๆ ที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ค่ะ



....รัชชี่...






 

Create Date : 20 สิงหาคม 2553    
Last Update : 22 สิงหาคม 2553 16:39:39 น.
Counter : 290 Pageviews.  

ทำตัวให้เป็นปลาเล็ก



"ทำตัวให้เป็นปลาเล็ก"


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "กลักไม้ขีด" วารสาร “กรีนนิวส์” ฉบับที่ 71
มีนาคม 2552




ดิฉันอ่านเจอเรื่องที่คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย เขียนไว้ในหนังสือ
“ฮีโร่การตลาด” เป็นหนังสือที่ออกเมื่อปี 2547 อ่านแล้วพบว่าเรื่องราวไม่ล้าสมัยเลย จึงขอนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ก่อนปี 2540 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง รวมถึงจากกระแสโลกาภิวัฒน์ เราจะพบว่าในเวลานั้นโลกนิยมหลัก “เล็ก ๆ ไม่ ใหญ่ ๆ ทำ” ทำให้บางธุรกิจทำอะไรที่เกินตัวไป ไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไร ยังไม่ทราบว่าตัวเองมีจุดเด่นอะไร แต่ก็ทำตามเขา โดยอาศัยเงินทุนต่างชาติที่ไปหยิบยืมมาทุ่มกันเข้าไป



http://www.cha-lad.com/images/bank



เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งไทยเองก็ได้รับผลกระทบอยู่ไม่น้อย หลายธุรกิจหรือหลายคนพบวิกฤตเป็นโอกาส แต่หลายธุรกิจหรือหลายคน ก็ลืมกับวิกฤติดังกล่าวไปก็ไม่น้อย เมื่อเจอภาวะเฟื่องฟูกลับมาใหม่ บางทีก็ลืมตัว

ใครเลยจะคิดว่า 10 ปีผ่านไป วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์จะมาเยือนอีกครั้ง คราวนี้
หนักหนาสาหัสทีเดียว

สิ่งที่คุณดนัยเขียน กำลังจะบอกว่า บางทีการที่เรา “ทำตัวให้เป็นปลาเล็ก” ก็อยู่รอดได้ เพราะเมื่อสภาพแวดล้อมกระทบ แต่เราอยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเอง และเศรษฐกิจพอเพียง ปลาเล็กก็ยังใช้ชีวิตได้เช่นกัน
แถมเผลอ ๆ ใช้ชีวิตได้ดีกว่าด้วย

คุณดนัยกล่าวว่า เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจ ธุรกิจประเภทใหญ่แต่ตัว
แต่ข้างในกลวงจึงล้มไม่เป็นท่าตามไปด้วย พลอยทำให้เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับชาติ เพราะ “ใหญ่เกินตัว”




http://travel.mthai.com/uploads/2009/07/20/1336-attachment.jpg

“ทำตัวให้เป็นปลาเล็ก” เป็นธุรกิจที่ว่าแม้จะเล็ก แต่ไม่ต้องพึ่งพา
กระแสแรงลมใด ๆ อยู่และยืนหยัดด้วยจุดเด่นของตัวเองที่ต่างจากรายอื่น และปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองไม่ชำนาญ

ในหนังสือ “แกะรหัสลับองค์กรสายพันธ์ใหม่ Rebuilding the Corporate Genome” ผู้เขียนคือ Johan C. Aurik, Gillis J. Jonk และ Robert E. Willen กล่าวไว้ว่า


“องค์กรสายพันธ์ใหม่จะเน้นทำเฉพาะในสิ่งที่ถนัดที่สุด ได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นกอบเป็นกำ ด้วยการมุ่งเน้นพัฒนาจุดแข็งของตนเอง
และหยุดทำในสิ่งที่เป็นจุดอ่อน”

ธุรกิจสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจใหญ่โตครบวงจร เพียงแต่เรารู้ถึงขีดความสามารถของเรา หรือยีนของเราที่เป็นเลิศและโดดเด่นที่สุดพร้อมกับตัดขีดความสามารถที่ไม่ได้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างผลผลิตให้บริษัทออกไปเป็นหน่วยงานอิสระ และรู้จักใช้ value chain เพื่อร้อยเรียงความสามารถแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน และผลักดันให้เกิดผลผลิตของบริษัทขึ้นมา

ดังนั้น “แม้จะเป็นปลาเล็กก็ไม่เป็นไร สำคัญแต่ว่าอยู่รอดได้เป็นพอค่ะ”





http://talk.edtguide.com/wp-content/uploads/2009/08/pung-nga.jpg



เรียบเรียงจาก “ทำตัวให้เป็นปลาเล็ก” โดย “ดนัย จันทร์เจ้าฉาย” หนังสือ “ฮีโร่การตลาด Marketing Hero แนวคิดสู่กรณีศึกษาความสำเร็จ” โดย
“สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย”

.....รัชชี่...
















บันทึกเพิ่ม

บทความนี้ตีพิมพ์ในเดือน มี.ค. 52

แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าเดือน พ.ย. ปีนี้เกิดวิกฤตดูไบเวิลด์อีกครั้ง


การผิดชำระหนี้ของดูไบเวิลด์ กองทุนมหาเศรษฐีของดูไบ หลังจากที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ดูไบแตกกระจุย อันเป็นผลจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ดิ่งเหวลงมากกว่า 50%

ซึ่งก็มาจาก “เล็ก ๆ ไม่ ใหญ่ ๆ ทำ” ทำอะไรเกินตัว
เน้นวิถีการกู้ โดยไม่มีปัจจัยรองรับอีกนั่นเอง



.....รัชชี่ ....








Ratchee’s Grateful Journal
วันจันทร์ 21 ธ.ค. 2552

ช่วงนี้บล็อกเกอร์ที่เข้าร่วมโครงการ”ถนนสายนี้ ...มีมิตรภาพ” เขาเขียนเรื่อง “ไดอารี่ที่รัก” กัน ฉันไมได้เข้าร่วมโครงการกับเขาหรอก แต่ก็ถือโอกาสมาเขียนเรื่องราวในหัวข้อนี้ด้วยคนกับ Journal วันนี้.......

ตอนเด็ก มีบ้างที่ซื้อไดอารี่สวย ๆ และหวังว่าจะเขียนจนเต็มเล่ม แต่กลายเป็นว่าไดอารี่ที่สวย ๆ จะเขียนอยู่ไม่กี่หน้า
และไม่เคยเต็ม


ตอนหลังเลยใช้เคล็ดลับใช้สมุดราคาถูก ๆ นี่แหละ
วันไหนอยากบันทึกก็บันทึกไป แต่สิ่งที่บันทึกจะเป็นเรื่องราวที่มีความสุข ส่วนความทุกข์ อาจบันทึกบ้าง แต่เมื่อเขียนเสร็จจะฉีกทิ้ง เพราะไม่อยากให้เมื่อวันเวลาผ่านไปแล้วเรากลับมา
เปิด ๆ แล้วเจอเรื่องนั้นอีก เรื่องไม่ดีก็ควร forget it ไปซะ

หลายเรื่องราวที่ผ่านมา บางเรื่องก็น่าจดจำ เวลาไปเที่ยว ฉันจะพกสมุดเยิน ๆ ไป 1 เล่มเช่นเคย แต่ไม่ได้บันทึกอะไรมาก เพียงแค่โน้ต ๆ highlight สำคัญของสถานที่ หรือความรู้สึก แล้ว
หลังจากกลับมา ถึงจะบันทึกเรื่องราวชุดเต็มอีกครั้ง

ฉันว่าการบันทึกบางเรื่องราวมันเป็นสิ่งดี เพราะนาน ๆ ครั้งเมื่อย้อนกลับไปอ่าน ก็นึกอยู่เหมือนกันว่าเคยเจอแบบนี้ด้วยหรือ ซึ่งถ้าเราลืมมันไป มันน่าเสียดายมาก ๆ

จากการเข้าไปอ่านหัวข้อเรื่องนี้ของบล็อกเกอร์ที่เข้าร่วม
ค่อนข้างสรุปได้ว่าบล็อกเกอร์แต่ละท่านมีที่มาจากการเขียนไดอารี่มาก่อนตั้งแต่วัยเด็ก









 

Create Date : 18 ธันวาคม 2552    
Last Update : 21 ธันวาคม 2552 18:40:50 น.
Counter : 421 Pageviews.  

Long tail marketing นวัตกรรมทางการตลาด



นำงานเขียนบทความวารสารของบริษัทที่ส่งถึงลูกค้ามา
แบ่งปันกันค่ะ

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "กลักไม้ขีด" วารสารกรีนนิวส์ ฉบับที่ 70
เดือนธันวาคม 2551









กลักไม้ขีดฉบับนี้ขอนำเสนอกลยุทธ์การตลาดลองเทล
(Long Tail Marketing) มาให้ท่านผู้ประกอบการทราบนะคะ

ความจริงคำศัพท์ทางการตลาดนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2547 โดย Chris Anderson บรรณาธิการของนิตยสาร “Wired Magazine” ได้เขียนบทความเรื่อง The Long Tail และได้พิมพ์หนังสือในชื่อเดียวกันออกมาในปี 2549 ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึง
ปรากฎการณ์นี้ในโลกอินเตอร์เน็ท และนำมาสู่การใช้คำ ๆ นี้ใน
แวดวงวิชาการกัน



ขอบคุณภาพจาก http://www.elanso.com/.../VcVIJNUpUpP0LcUUJNNsRRIi.html





กฎของพาเรโต

ก่อนจะกล่าวถึง Long Tail ขอเกริ่นถึง “กฎของพาเรโต 80/20” ก่อน คงเคยได้ยินกันบ้างนะคะว่ากฎของพาเรโตที่นำมาใช้ในโลกธุรกิจนั้น มีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่า “ยอดขาย 80%
มาจากลูกค้าชั้นดีเพียงแค่ 20%” จึงทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่มักให้ความสนใจเฉพาะลูกค้าชั้นดี

แนวคิดดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากข้อจำกัดของงบประมาณ เพราะในการสื่อสารทางการตลาดนั้น มีต้นทุนแฝงอยู่เสมอ

แต่ต่อมาที่ยุคของการเข้ามาของอินเตอร์เน็ท ทำให้ธุรกิจสามารถเผยแพร่ข้อมูลทางการตลาด (E-Marketing) ออกไปในวงกว้าง ซึ่งทำให้ต้นทุนการสื่อสารทางตลาดจะลดลง




ขอบคุณภาพจาก http://www.sevista.com/why-e-marketing.html






ทำไมต้องตัดลูกค้าที่เหลือทิ้งไป?????

ดังนั้นจึงนำมาสู่แนวคิดที่ว่าการที่ธุรกิจจะให้ความสำคัญกับลูกค้าชั้นดี ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ไม่เห็นจะต้องตัดลูกค้าธรรมดาอีก 80% ทิ้งไปด้วย



ขอบคุณภาพจาก en.fotolia.com/id/4812277





Long Tail คืออะไรหรือ?????

พูดภาษาง่าย ๆ ก็คือ Long Tail เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับกฎพาเรโต ซึ่งมีหลักการอยู่ว่า “ยอดขายของบรรดาสินค้าที่ขายไม่ดี
ทั้งหลาย เมื่อรวมกันแล้วอาจจะสูงกว่ายอดขายสินค้าขายดีก็ได้”

อธิบายศัพท์ Long Tail ในภาษาสถิติ ก็คือลักษณะหนึ่งของการกระจายตัวของข้อมูล ยกตัวอย่างเช่น คำที่ใช้กันในภาษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ จะสังเกตเห็นว่าจะมีความถี่ของการใช้ไม่เท่ากัน บางคำจะถูกใช้บ่อยมาก บางคำจะมีความถี่ในการใช้น้อยลง คำที่มีความถี่ในการใช้ที่ลดลงมากขึ้น จะอยู่ทางด้านขวาของกราฟที่ลากออกมาเป็นหางยาวออกไป **




Long Tail สินค้าขายไม่ดี 80% ที่เมื่อรวมกันแล้วกลับมียอดขายสูงอย่างน่าประหลาดใจ






ตัวอย่างที่เด่นชัดของธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์ Long Tail คือ Amazon.com ซึ่งเป็นเวปไซด์ที่มีหนังสือหลากหลาย
สำนักพิมพ์ ซึ่งถ้าเป็นร้านหนังสือปกติคงไม่สามารถมีพื้นที่รองรับการวางหนังสือในร้านได้เต็มที่ ดังนั้นร้านค้าปกติจะมีหนังสือที่ขายดี มาวางในร้านเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าเป็นหนังสือที่มีปริมาณการขายน้อย จะเริ่มทะยอยนำออกจากร้าน ไปเก็บไว้ที่คลังสต็อค แต่ Amazon.com ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนหนังสือบนชั้น จึงได้เปรียบเพราะสามารถเปิดตลาดส่วนหาง (Long Tail) ได้สบาย ๆ




ขอบคุณภาพจาก http://www.amazon.com/.../dp/B00011TQUS






Long Tail ทำให้ดีมานด์รวมกันของสินค้าส่วนหางที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก เริ่มเติบโตมากขึ้นทุกวัน และสามารถซื้อหาได้ผ่าน E-Marketing ซึ่งเท่ากับเดิมแทนที่จะสนใจเฉพาะ Mass Market (ขายคนจำนวนมาก) ไปเพิ่มการขาย Niche Market (ตลาดที่มียอดขายไม่มาก เป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่สนใจเรื่องนั้น ๆ) ซึ่งเมื่อรวม Niche Market หลายอันเข้าก็ทำให้เกิดกำไรมากขึ้น



ขอบคุณภาพจาก keng.com/2008/08/11/long-tail-keyword/

โยชิฮิโร สึงายะ ชาวญี่ปุ่นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท MOJI Inc. ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโซลูชั่นด้านอีคอมเมิร์ช และบริการให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์
เคยเช็คเว็ปไซด์ Amazon.com และพบว่าปัจจุบัน Amazon ให้ความสำคัญกับการขายหนังสือในรูปข้อมูลดิจิทัล (Digital Content) และกำลังจะวางแผนนำเสนอต่อลูกค้าสำหรับบริการ Amazon Pages และ Amazon Upgrade








บทสรุปโดยย่อก็คือ กลยุทธ์การตลาด Long Tail คือการสร้างกลไกในการเพิ่มยอดขายอย่างสมเหตุสมผล ด้วยการนำ
ระบบสารสนเทศมาปรับใช้ในการทำงานด้านการตลาดนั่นเอง

ท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามคอลัมน์
“กลักไม้ขีด” มาโดยตลอด และหวังว่าแนวคิดดังกล่าวอาจ
จุดประกายเพิ่มเติมเป็นแนวทางในการทำธุรกิจนะคะ

......รัชชี่.......ปลายปี 2551







อ้างอิง

1. “กลยุทธ์การตลาด Long Tail Marketing : ผู้เขียน Yoshihiro Sugaya / ผู้แปล ประวัติ เพียรเจริญ พิมพ์ปี 2551




2. Chris Anderson ต้นตำรับผู้เขียน Long Tail เป็นหัวหน้าบรรณาธิการของนิตยสาร Wired ได้ผลักดันให้นิตยสารดังกล่าวขึ้นมาอยู่ในชั้นแนวหน้า และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในสาขานิตยสารทั่วไปในปี 2548 และเป็นปีที่ตัวเขาเองได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบรรณาธิการแห่งปีอีกด้วย



** ที่มาของแนวคิดการยกตัวอย่าง มาจากบทความของ
ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์











ส่วนเพิ่มที่เขียนไว้ แต่ไม่ได้นำลงในวารสาร เพราะพื้นที่เต็ม

"ล่าสุดดิฉันได้เข้าไปเช็คเว็บไซด์ ได้เห็นการเปิดให้บริการของ Amazon upgrade ซึ่งเป็นการนำเอาข้อดีของความอ่านง่ายของหนังสือเป็นเล่ม มาผนวกเข้ากับความสะดวกในการเรียกดูและค้นหาเนื้อหาของหนังสือในโลกดิจิทัล

ให้บริการสำหรับลูกค้าที่เคยซื้อหนังสือจาก Amazon สามารถเรียกดูเนื้อหาของหนังสือเล่มดังกล่าวบนเว็บไซด์ได้ด้วย (โดยมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม เข้าใจว่าน่าจะเล็กน้อย) เหมาะกับผู้ที่ต้องการอ่านข้อความบางส่วนโดยไม่ต้องเป็นพกหนังสือเป็นเล่ม ๆ ไปด้วย เช่นอยู่ที่ทำงาน แต่ต้องการเปิดบางหน้าของหนังสือเล่มนั้นเพื่อหาข้อมูล แต่ขณะนี้ให้บริการเฉพาะลูกค้าที่อาศัยอยู่ในอเมริกานะคะ

ส่วนบริการ Amazon Pages ขณะนี้ยังไม่เปิดให้บริการค่ะ ปกติพวกเราต้องซื้อหนังสือเป็นเล่ม ๆ แม้ว่าอยากอ่านเพียงบางส่วนของหนังสือ แต่ Amazon Pages เราสามารถสั่งซื้อหนังสือเป็นรายหน้าได้โดยไม่ต้องซื้อทั้งเล่ม คาดว่าคงอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องลิขสิทธ์และผลประโยชน์ของสำนักพิมพ์และผู้เขียนหนังสือค่ะ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็คงจะเปิดตัวค่ะ"

...รัชชี่....ปลายปี 2551






Eyes On Me - Faye Wong





 

Create Date : 02 มีนาคม 2552    
Last Update : 2 มีนาคม 2552 0:08:54 น.
Counter : 2323 Pageviews.  

ประกายความคิด



ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "กลักไม้ขีด" วารสารกรีนนิวส์ ฉบับที่ 53 กันยายน 2545








รู้ไหมคะว่าทัศนคติเป็น 1 ในสินทรัพย์ที่มีค่าในตัว เป็นทุก ๆ สิ่งของจุดเริ่มต้นที่มีผลต่อการกระทำ เพราะความคิดและทัศนคติเป็นผู้กำหนดสิ่งที่เป็นตัวตนของเราในปัจจุบันและที่จะเป็นในอนาคต ไม่ใช่ครอบครัว ครู เพื่อน เจ้านาย ที่ปรึกษา ไม่มีใครมีผลตัวตนของเราเองมากไปกว่าทัศนคติของเราเอง







ตัวอย่างของผู้ที่มีทัศนคติเชิงสร้างสรรค์ เอาชนะอุปสรรคขวากหนามก้าวเข้าสู่ชัยชนะ ไม่ปล่อยให้ความผิดหวังล้มเหลวฉุดกระชากให้ตกต่ำ ได้แก่ประสบการณ์จริงของวิลมา รูดอล์ฟ ผู้หญิงหัวใจแกร่ง เธอเกิดมาในครอบครัวยากจนทางแถบเทนเนสซี่ เมื่ออายุ 4 ขวบ เธอป่วยเป็นทั้งนิวมอเนียผสมกับไข้อีดำอีแดง ซึ่งร้ายแรงถึงขั้นทำให้เธอพิการด้วยโรคโปลิโอ ต้องใส่เฝือกเหล็ก หมอบอกว่าเธอไม่มีวันจะเดินได้อีกแล้ว แต่วิลาต้องการเป็นผู้หญิงที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก ดังนั้น เมื่ออายุ 9 ขวบ เธอถอดเฝือกเหล็กออกโดยไม่ฟังคำทัดทานของหมอ จากนั้นก็เดินเป็นก้าวแรก พออายุ 13 วิลมาลงแข่งวิ่งเป็นครั้งแรก และเข้าเส้นชัยหลังสุด ต่อจากนั้นเธอก็ลงวิ่งแข่งเป็นครั้งที่ 2 ที่ 3 และ 4 .... โดยรั้งท้ายมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้เข้าเส้นชัยเป็นคนแรก






ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นจะเป็นผู้หญิงที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก ไม่มีอะไรหยุดเธอได้ และแล้ววันเวลาก็มาถึง วันที่เธอได้เข้าแข่งโอลิมปิค เธอได้พบสุดยอดนักกีฬาจากทุกมุมโลก และต้องแข่งกับคนที่มีฝีมือชื่อ จัตตา ไฮน์ ผู้ซึ่งไม่เคยแพ้ใครเลย วิลมาสามารถเอาชนะ จัตตา ไฮน์ ในการแข่งขัน 3 เกมรวด คือ วิ่งแข่ง 100 เมตร, 200 เมตร และวิ่งผลัด 400 เมตร ก้าวขึ้นรับเหรียญทองโอลิมปิคเป็นครั้งแรกของเธอถึง 3 เหรียญ





เรื่องราวของวิลมากลายเป็นตำนานเล่าขาน ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้หญิงพิการที่กลายเป็นผู้หญิงวิ่งเร็วที่สุดในโนกีฬาโอลิมปิค ค.ศ. 1960 สอนให้รู้ว่า คนที่จะประสบความสำเร็จนั้น เขายืนหยัดต่อสู้ทั้ง ๆ ที่มีปัญหา เธอเป็นแบบอย่างของคนที่สามารถเปลี่ยนสภาพที่เลวร้ายที่เกิดกับตนเองให้กลายเป็นโอกาส





รางวัลชีวิตมีให้สำหรับผู้ที่ทำเต็มที่เท่านั้น จงทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด ทำด้วยศักยภาพเต็มที่ อย่ามัวเสียเวลากับการสงสารตัวเอง หรือน้อยอกน้อยใจในความแร้นแค้น ขัดสน กับข้อจำกัดของตนเอง ยามที่ท้อแท้ เหนื่อยหน่ายกับชีวิต มีประโยคหนึ่งของฝรั่งที่แปลความหมายได้ว่า “ฉันมัวแต่บ่นว่าฉันไม่มีรองเท้าใหม่ จนกระทั่งฉันพบคนที่ไม่มีแม้แต่เท้า”






การสร้างทัศนคติเชิงสร้างสรรค์เริ่มได้โดยอันดับแรก หยุดบอกตัวเองถึงข้อจำกัดว่าคุณไม่มีวันไปถึงสิ่งที่คุณอยากจะเป็น ทุกครั้งที่คุณเชื่อว่าคุณทำไม่ได้ สินทรัพย์อันมีค่าในตัวคุณจะถูกปิดตายอยู่ในกล่อง คุณเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ถือกุญแจไข และตัวคุณเองเท่านั้นที่จะค้นพบสินทรัพย์อันมีค่าเหล่านี้

อันดับต่อมา ให้ความสนใจในทุก ๆ คำที่พูดออกมา คิดก่อนพูดเสมอ เหนือสิ่งอื่นใด พูดเฉพาะเชิงบวกและมีความหมายไปในทางที่ดี






อันดับสุดท้ายซึ่งสำคัญยิ่ง เลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เพราะสิ่งรอบตัวมีอิทธิพลต่อทัศนคติของคุณด้วย เช่น คนที่อยู่รอบตัวซึ่งจะส่งข้อความต่าง ๆ มาถึงคุณ ลองพิจารณาดูว่าหลังจากแยกจากกลุ่มเพื่อนมาแล้ว คุณพบว่าพลังในแง่บวกและความเชื่อมั่นในตัวคุณเป็นอย่างไร คุณรู้สึกว่าคุณทำได้หรือรู้สึกแย่ มีความคิดในเชิงลบหรือเปล่า

ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนเกมส์ที่ต้องทำคะแนน การอยู่ใกล้สิ่งแวดล้อมหรือผู้คนที่ดีจะช่วยให้คุณทำคะแนนได้ดี อย่าเลือกคนที่ใส่ความคิดร้าย ๆ ให้คุณ หรือให้พลังในเชิงลบแก่คุณ






สร้างทัศนคติที่ดีให้กับตัวเองแล้วสิ่งดี ๆ จะติดตามมาเอง “Rain has to fall before the rainbow appears”






เรียบเรียงจาก “A is for attitude, an alphabet for living” โดย Patricia Russel-McCloud
และ “อารมณ์ฉลาด” โดย วรรณประภา












 

Create Date : 29 กันยายน 2551    
Last Update : 23 ตุลาคม 2551 9:40:07 น.
Counter : 311 Pageviews.  

1  2  

รัชชี่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




พี่มานิต ประภาษานนท์ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการการเขียนบล็อก ด้วยประโยคว่า
“จ๊ะเขียนบล็อกซี"

เริ่มเขียนบล็อก : 24 ก.ย. 51




สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน นำรูป ข้อความที่เขียนไว้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในบล็อกแห่งนี้ ไปเผยแพร่อ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก






Setting program for counting visitors since 7 Nov. 2009
free counters
New Comments
Friends' blogs
[Add รัชชี่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.