Group Blog
 
All blogs
 

โอกาสในการสาธยายพระไตรปิฏกเป็นครั้งที่ 2



2 ปีที่แล้วได้มีโอกาสไปสาธยายพระไตรปิฏกเป็นครั้งแรกที่ยุวพุทธตามการชักชวนของเพื่อน

 

ปีนี้ได้มีโอกาสไปเป็นครั้งที่สองตามการชักชวนของน้องอีกคน 

ในปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ถือเป็นการทำบุญเดือนเกิดไปในตัว และได้โอกาสในการบริจาคเงินเป็นค่าอาหารสำหรับผู้ที่จะมาสวดมนต์ข้ามปีในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้

 

 

ครั้งที่แล้วได้หนังสือเล่มใหญ่ที่รวมรวมส่วนหนึ่งของพระไตรปิฏกมา 1 เล่ม

ก่อนไปโทรไปถามว่าเล่มเก่ายังใช้ได้มั้ย  เพราะตอนแรกเข้าใจว่าใช้ได้  เผื่อจะได้หยิบเล่มเก่าไป

 

สรุปว่ามีเล่มใหม่  เขาคัดเลือกบทอื่น ๆ มา

 

วันนั้นก็อยู่ประมาณครึ่งวัน  บทสวดที่ได้มีโอกาสสวดมีอยู่ 3 หัวข้อ

 

บทสวดแรก : มหาวัตร เป็นเรื่องมารยาท ธรรมเนียม และข้อปฏิบัติในสังคมบรรพชิต

เนื้อหาสาระส่วนหนึ่งว่าด้วยการดูแลความสะอาด ที่พักสงฆ์  (ฟังแล้วก็รู้สึกว่าท่านกำลังสอนบ้านของฆราวาสไปด้วย)

 

 

บทสวดที่สอง : สิงคาลกสูตร

ส่วนหนึ่งว่าด้วยมิตรแท้ มิตรแท้

 

บทสวดที่สาม : จูฬกัมมวิภังคสูตร

เนื้อหาสาระว่าด้วยสุภมานพโตเทยยบุตร เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและกราบทูลถามว่าอะไรเป็นปัจจัยให้สัตว์ที่เกิดเป็นมนุษย์ปรากฎเป็น

คนเลวและคนดี

คำตอบ : สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและดีต่างกัน

 

ความรู้สึกที่ได้ : พระพุทธเจ้าทรงสอนทุก ๆ เรื่องในการใช้ชีวิตจริง ๆ  นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของคำสอนเท่านั้น

 

ช่วงก่อนหน้านี้เป็นช่วงที่เราได้รับดีวีดีการ์ตูนประวัติพระพุทธเจ้าจากเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นกัลยาณมิตรทั้งทางโลกและทางธรรมเช่นกัน

 

ตอนแรกเพื่อนบอกว่าได้แผ่นมาดูแล้วชอบ แต่ไรท์ไม่ได้ อยากให้เราได้ดูต่อ

 

ตอนแรกที่เพื่อนบอก  เราฟังแล้วก็ยังเฉย ๆ คิดว่าเป็นการ์ตูน

ทั่ว ๆ ไป ประวัติพระพุทธเจ้าก็พอรู้ ๆ บ้าง

 

พอได้โอกาสดู  ต้องบอกว่ารู้สึกปิติมาก ๆ และตั้งใจจะให้คนอื่นที่คิดว่าน่าจะชอบ  ได้มีโอกาสดูต่อ

 

พระพุทธเจ้าให้แผนที่ในการดำเนินชีวิตมาเมื่อ 2,000 กว่าปีแล้ว

อยู่ที่มนุษย์เราจะเลือกเดินทางตามที่ท่านสอนไว้หรือเปล่า 

 

....รัชชี่... 

 





 




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2555 17:07:46 น.
Counter : 591 Pageviews.  

ครั้งหนึ่งกับการสาธยายพระไตรปิฏก



ถอยหลังกลับไปราว 1 เดือน “เล้ง” เมลล์มาบอกว่า “นี่นะ ยุวพุทธเพิ่งจัด”กิจกรรมสาธยายพระไตรปิฏก” เขาว่าอานิสงส์แรงมาก อยากไปจัง”

ฉันเองก็ไม่รู้จักว่าสาธยายพระไตรปิฏกเป็นไง แต่ถามก่อนว่า “จะเป็นแบบเทศน์มหาชาติหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้นขอไม่ไปนะ เพราะว่ามีแต่ภาษาบาลี
ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ”





ฉัน forward เมลล์กิจกรรมนี้ต่อไปยังเพื่อน ๆ ผู้คิดว่าน่าจะสนใจ สรุปแล้วมีพี่คนหนึ่งตอบกลับมาว่าไปด้วย

สรุปแล้วเล้งก็โทรไปจองให้เรียบร้อย

ระหว่างนั้นฉันก็ลอง search หาใน google ว่าสาธยายพระไตรปิฏกคืออะไร
อ่าน ๆ ดูเมืองไทยเคยมีจัดอยู่บ้าง คล้าย ๆ สวดมนต์ คือบางบทก็จะเป็นพระสวดเท่านั้น ที่เหลือก็ให้ฆราวาสสวดได้”




วันเข้าร่วมกิจกรรม เมื่อไปถึงก็เห็นทั้งที่นั่งกับพื้น มีโต๊ะตัวเล็ก ๆ ตั้ง
มีทั้งนั่งเก้าอี้ + โต๊ะวางหนังสือ และมีทั้งมุมเสริมวางเก้าอี้ไว้อย่างเดียว

ทุกเก้าอี้นั่งจะมีน้ำวางไว้ให้ 1 ขวด

คณะพระที่มาสวด มาจากวัดจากแดง สมุทรปราการ






ก็เป็นอย่างที่ไป search หาคือบทนำบางเรื่อง พระเท่านั้นที่จะสวด (แต่ยอมรับว่าเสียงสวดเพราะมาก) หลังจากนั้นทุกคนในห้องก็จะสวด
เมื่อพระบอกให้สวดกันได้

โชคดีจังที่เขาทั้งสวดภาษาบาลี ตามด้วยกำกับด้วยคำแปล ไม่งั้นก็คงมึนตึ้บ

จะว่าไปก็เป็นการสวดมนต์ก็เป็นการตั้งมั่นในสมาธิอย่างหนึ่ง




อ้อ! ที่มีน้ำวางไว้ให้ เพราะว่าเวลาสวด ๆ ไป มันเจ็บคอน่ะ หลัง ๆ ฉันเลยไม่สวดบาลี แต่สวดคำแปลแทน (ขอเว้นวรรค)
และบางช่วงก็ไม่สวดเลย ฟังอย่างเดียว

จำนวนคนที่ไปยุวพุทธในวันนั้นประมาณ 600 คน มีการเลือกบทสวดจาก
พระไตรปิฏกมาสำหรับการสวดใน 1 วัน

ฉันว่าห้องประชุมที่ใช้ในวันนั้นคงเต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ในทางดี เพราะเป็นการร่วมแรงร่วมใจในการปฏิบัติธรรมของหมู่ผู้คนเป็นจำนวนมาก

เป็นประสบการณ์ในชีวิตอีกอย่างของการได้สาธยายพระไตรปิฏก จริง ๆ เขามีกิจกรรมทั้งวัน แต่เราอยู่กันแค่ครึ่งวัน (สมาธิมีแค่ครึ่งวัน ภาคบ่ายน่าจะง่วง )





บอกกับตัวเองว่าหนังสือพระไตรปิฏกเล่มนั้น จะนำมาทยอยสวดที่บ้านแล้วกัน

กิจกรรมในครั้งจัดขึ้นในโอกาสที่ยุวพุทธครบรอบ 60 ปี และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



....รัชชี่...
















 

Create Date : 27 กันยายน 2553    
Last Update : 27 กันยายน 2553 16:42:55 น.
Counter : 497 Pageviews.  

เลข 9 หรือ 1+8 = 9



แต่ไหนแต่ไรมาตั้งแต่เด็กเป็นคนชอบเลข 9
ไม่รู้ว่าเพราะเกิดวันที่ 9 หรือเปล่า
หรือเพราะเลข 9 คือเลขสวย (คิดเข้าข้างตัวเอง )



แต่ปกติไม่ใช่คนดูหมอ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยดูหมอเลย
สักครั้งในชีวิต

เอ! จะว่างั้นก็ไม่ถูก ขณะเขียนอยู่เกิดนึกขึ้นได้
มีอาจารย์มหา’ลัยท่านหนึ่งเคยผูกดวงให้ (จริง ๆ เพื่อน ๆ อยากให้อาจารย์ผูกดวงให้มากกว่า ของเรามันเป็นตัวแถม)

แต่สรุปแล้วก็ไม่ได้ดูอะไรมากหรอก มาวันนี้ก็จำอะไรไม่ได้แล้วด้วยว่ามีเนื้อหาอะไรบ้าง


แต่ถ้าดูคอลัมน์ดวงตามนิตยสารแล้วอาจจะมีอ่านบ้าง
เล็ก ๆ น้อย ๆ
แต่บางครั้งลองตามอ่านเล่น ๆ แล้วไปดูเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป
หลายครั้งมันก็ไม่ตรง มาวันนี้คอลัมน์ดวงเหล่านั้นตามนิตยสารก็เลยไม่สนใจอีกต่อไป



อาจจะมาเครียดอีกทีก็ตอนหมอดู
(ออกมาประกาศตามหนังสือพิมพ์)
บอกเรื่องเวลาปีไหนเป็นปีชงนี่แหละ ปีชงปีนั้นเลยเครียด
จนพี่มานิต (ผู้แนะนำให้เขียนบล็อก) จุดประกายว่า

“พี่ก็ผ่านปีชงมาหลายครั้งแล้วนะ ก็ไม่เคยเห็นว่าปีไหน
มันจะแย่กว่าปีไหน
พี่เชื่อในเรื่องการกระทำของเราเองมากกว่า”


อืม! จริงของพี่เขานะ
เราผู้เป็นชาวพุทธ ควรมีวิจารณญาณในการคิด
(แม้ว่าแอบหวั่นไหวไปบ้างเล็ก ๆ)

ว่าแต่….หมอท่านว่าให้ไปหาซื้ออะไรต่อมิอะไรมาพกติดตัว ก็แอบทำนะ….
ทุกปีพวกเราคงเคยได้รับ forword mail ใช่มั้ยคะว่าปีนี้ควรพกอะไรประจำปีเกิด
…ไม่เชื่ออย่าลบหลู่…..
เอ๊ะ ! ตกลงเป็นคนอย่างไรกันแน่




Photo by ....รัชชี่.....



เมื่อวันวิสาขบูชา ฉันไปที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศมา
และในวันนั้นได้เห็นป้ายแปะอยู่ เรื่องทำบุญเดือนเกิด
มูลค่า xxxx บาท
เป็นค่าใช้จ่ายที่จัดให้ผู้คนที่มาปฏิบัติธรรม
ตั้งใจหมายมั่นว่าเดือนตุลาคม เดือนเกิด ถ้ามีโอกาสจะมา
อีกครั้ง หยอดกระปุกทำบุญมาตั้งแต่เดือนนั้น
เผื่อบุญกุศลจะส่งถึง ..... (ล้อเล่น)
เพราะไม่เคยไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมที่ไหนเลย
(เนื่องจากติดสบาย ไม่อยากไปนอนที่อื่น + ตื่นแต่ไก่โห่)
…..ข้ออ้างมันเยอะ…..




โชคดีหรือเปล่าหนอ เพื่อนแจ้งมาว่าวันที่ 18 ต.ค. พระอาจารย์ปราโมทย์
ปาโมชโชจะมาบรรยายธรรม
ที่ยุวพุทธ ครึ่งวันบ่าย หัวข้อ “ทางพ้นทุกข์ ก. ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก”
ประจวบเหมาะละทีนี้ “ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว”


เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ฉันไปงานสัมมนา KM Day
(Knowledge management) ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง
“สนทนาทำเวปไซด์ส่วนตัวกับสี่เซียนทำบล็อก”
ฉันได้พบป้ากุ๊กไก่ แห่งบล็อก “ร่มไม้เย็น” แบบตัวเป็น ๆ
เป็นครั้งแรก
วันที่ 18 แยกออกได้เป็น 1+8 = 9


ฉัน forward mail แจ้งป้ากุ๊กไก่เรื่องบรรยายธรรมของ
พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช
ป้ากุ๊กไก่บอกว่า “อยากไป แต่ต้องดูก่อนว่าสะดวกมั้ย”
ให้ “ธรรมะจัดสรร” แล้วกัน ถ้าได้ไป ก็คงได้ไป

วันที่ 18 ต.ค.ที่พระอาจารย์ปราโมทย์มาบรรยาย
1+8 = 9
ได้เจอป้ากุ๊กไก่อีกครั้ง
…………………………





ป.ล. รัชชี่มีหนังสือ (ตามรูป) จำนวน 14 เล่ม ความหนา 95 หน้า ผู้ใดสนใจแจ้ง
ที่อยู่หลังไมค์ จะจัดส่งให้ฟรีค่ะ




......รัชชี่....






Photo by ....รัชชี่.....






.....บันทึกปิดท้าย.....

“มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง” Concept ที่พระอาจารย์ปราโมทย์สอน
ไม่ต้องไปแทรกแซง แต่ตามรู้ให้ทัน
ธรรมะ ก็คือ ธรรมชาติ




เขามีกิจกรรมให้ญาติธรรมประมาณ 15 ท่าน มีคำถามหรือส่งการบ้านพระอาจารย์ มีคนหนึ่งพูดได้แนวเดียวกับใจฉันเลยค่ะ “เมื่อตามรู้ใจตัวเอง จะพบ
“นางมารร้าย”
ในใจตัวเองเกิดมากมาย”



ใช่ค่ะ ฉันเองก็มีเจ้า “นางมารร้าย” เกิดอยู่บ่อย ๆ พระอาจารย์บอกว่าเป็นเรื่องปกติ ขอแค่ให้มันอยู่ในใจ รู้ทันใจที่คิด แต่ควบคุมให้มันไม่ออกมาทางกาย
(ไปทำร้ายคนอื่น) หรือทางวาจา (ไปต่อว่าคนอื่น)



ที่ยุวพุทธ ได้ประสบเหตุการณ์ติดอยู่ในลิฟท์ในชีวิต
เป็นครั้งแรกค่ะ เพราะ.... จำนวนคนเข้าลิฟต์มากเกินไป

ถามว่า กลัวมั้ย ......... คำตอบ ..... ไม่ถึงกับกลัว
(ตอบแบบนี้ แสดงว่ากลัวนิด ๆ)
เป็นบททดสอบ “ดูใจ” ตัวเองของจริง เสียงจริง



อ้อ! อีกเรื่องถือว่าโชคดีที่ไม่คาดหวังค่ะ เมื่อเดือนก่อนที่เพื่อนไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมที่นี่ แล้วเลยถือโอกาสลงทะเบียนแจ้งชื่อให้ฉันด้วยสำหรับวันที่ 18 ต.ค.



มาทราบเรื่องราวเมื่อถึงวันใกล้มาถึงว่า ประชากรล้นหลามเป็นพันคน ให้เริ่มไปลงทะเบียนตั้งแต่ 11 โมง
(เวลาบรรยายธรรม บ่ายโมงครึ่ง)


สรุปว่าฉันไปถึงบ่ายโมงพอดิบพอดี โชคดีที่ได้นั่งในห้องประชุมที่ท่านบรรยายด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องไปนั่งมุมอื่น ๆ แล้วดูจากจอแทน


โชคดี เพราะทางยุวพุทธทำการจัดสรรที่นั่งให้เรียบร้อย ตั้งแต่ตอนลงทะเบียน ตอนลงทะเบียนหน้างานเราจะได้กระดาษ
ใบเล็ก ๆ สีไม่เหมือนกัน จะได้รู้ว่าได้นั่งที่ไหน หน้าห้องจะมี
เจ้าหน้าที่คอยตรวจ เรียบร้อยดีค่ะ


ฉันถือว่าโชคดีค่ะ เพราะไม่คาดหวัง (แต่ใจจริง อยากนั่งในห้อง มันจะ concentrate มากกว่า) ตอนแรกทำใจค่ะ ว่าถ้าเรามาช้า
ได้นั่งตรงไหนก็ตรงนั้นแล้วกัน




Photo by ....รัชชี่.....

บันทึกไว้ซะหน่อย กันลืม (ความจำสั้น )
ประจวบเหมาะงานบุญมาหลายอันประจำเดือนเกิดปีนี้

1. ทำบุญ “กองทุนทำบุญวันเกิดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
ที่มา “วันเกิดของท่านคือวันที่คนอีกมากมายได้เกิด”
เป็นกองทุนการศึกษาให้รุ่นหลัง

2. ทำบุญเดือนเกิดยุวพุทธ เป็นค่าใช้จ่ายให้คนที่มาปฏิบัติธรรม

3. ฟังธรรม “ทางพ้นทุกข์ ก. ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก”

4. ร่วมทำบุญพิมพ์หนังสือสวดมนต์แปล ….ปอป้า
“ชมรมพรหมญาณี”

5. ร่วมทำบุญซื้อแอลกอฮอล์ให้วัดพระบาทน้ำพุ “บ้านอุเบกขาร่วมกันทำโครงการ “สานรักจากใจพี่ถึงน้องบ้านเด็กธรรมรักษ์”

6. ร่วมทำบุญหาซื้อแก้วน้ำบริจาคให้วัดที่ขาดแคลนแก้วน้ำ














 

Create Date : 26 ตุลาคม 2552    
Last Update : 26 ตุลาคม 2552 17:27:25 น.
Counter : 245 Pageviews.  

ไดอารี่วันวิสาขบูชาของรัชชี่



วันวิสาขบูชาปีนี้ ฉันไปยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย (หรือที่คนจะรู้จักในนามสถานที่ที่คุณแม่สิริสอนธรรมะ) เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่มีโอกาสไปครั้งแรกเมื่อคืน Countdown ปีใหม่ปีนี้



ครานี้ไม่ค่อยรู้โปรแกรมอะไรมากหรอกค่ะ รู้แต่ว่ามีตักบาตรตอนเช้า และมีกิจกรรมถึงเที่ยงวัน เขาว่าส่วนใหญ่เวลาตักบาตรคนจะเยอะมาก ที่จอดรถก็ไม่ค่อยมี
เลยคิดว่าไปสาย ๆ ดีกว่า

ปรากฏว่าสายจริงค่ะ ไปถึงก็ใกล้ 10 โมงแล้ว เห็นคนใส่ชุดขาวกำลังลากกระเป๋า
ชักสงสัยว่านี่คือกลุ่มที่มาปฏิบัติธรรมกันหลายวันหรือเปล่า?????







ใช่จริง ๆ ด้วยค่ะ มีคอร์สปฏิบัติ 1-8 พ.ค. ดังนั้นวันที่ฉันไปก็คือวันสุดท้ายนั่นเอง เขาเริ่มเตรียมตัวกลับบ้านกันแล้ว

ฉันเข้าไปในห้องประชุม กลายเป็นว่าจำนวนคนนิดเดียวเองค่ะ (แตกต่างจากปีใหม่อย่างลิบลับ) ช่วงที่นำรองเท้าไปเก็บใน
ชั้นวางรองเท้า รู้สึกโล่งโปร่งสบายเชียวค่ะ (ไม่ชอบไปไหนแล้วเจอคนเยอะ ๆ แล้วแย่งกัน)








ในห้องประชุมนั้น ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มเด็ก ๆ ค่ะ เป็นเด็ก ๆ กลุ่มที่มาเข้าคอร์สเหมือนกัน


.....“ดีจังนะมาตั้งแต่ตัวแค่นี้”......


ไปถึงก็ถึงช่วงเวลาที่พระให้เด็ก ๆ (รวมถึงผู้ใหญ่ที่อยู่ใน
ห้องประชุมนั้น) กำลังสวดมนต์ให้อโหสิกรรมอยู่
ก็เลยสวดกับเขาด้วย




(ท่าทางรัชชี่คงจะมีเจ้ากรรมนายเวรมากพอตัวอยู่
พยายามไม่มีเรื่องราวกับใคร ถ้าใครเขาไม่มาหาเรื่องก่อน จนทนไม่ไหว)



ขอบคุณภาพจาก http://fwmail2.hotelier.googlepages.com/fw_100_2.jpg








พระที่สอนเด็ก ๆ ได้ต้องเก่งไม่เบาเชียวนะคะ เพราะแหมจับปูใส่กระด้งขนาดนั้น พระองค์หนึ่งชื่อ “พระภาสกร ภูริวฑฒโน ภาวิไล” ค่ะ
(นามสกุลคุ้น ๆ มั้ยคะ)

จากนั้นฉันก็เริ่มเดินเวียนเทียนในห้องประชุมนั้น เดินไป พระนำสวดมนต์
บทอิติปิโสไป

ตรงกลางห้องจะมีสัญลักษณ์ตั้งอยู่ แสดงความหมายของวันวิสาขบูชา คือ มีสัญลักษณ์พระพุ่ทธเจ้าตอนประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน

ปิดท้ายรายการด้วยการ พระให้เด็ก ๆ ออกมาพูดแต่ละคนว่า “อยากจะเป็นอะไรในอนาคต” “กลับบ้านไปตั้งใจทำอะไร”



ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=121989



เรื่องอยากจะเป็นอะไร ส่วนใหญ่ก็มักเป็นคำตอบที่เรารู้ ๆ กัน คือ
อยากเป็นหมอ อยากเป็นตำรวจ

ไม่น่าเชื่อเด็กผู้ชาย 2 คน วัยก็น่าจะอยู่ราว ๆ 10 ขวบ บอกว่า
“จะบวชให้พ่อกับแม่ครับ” อืม….. ความคิดของคนมันไม่ได้แปรตามอายุเลยนะ….. คิดได้ไงเนี่ย ......


ตบท้ายด้วยมีของแจกแก่เด็ก ๆ , เด็ก ๆ คงรู้สึกสนุกสนานเหมือน
งานคริสต์มาสล่ะนะ








มองเด็ก ๆ แล้วมาย้อนดูตัว อายุก็เท่านี้แล้ว แต่ไม่เคยเข้าคอร์สที่ไหนเลยค่ะ ด้วยความขี้เกียจที่มีอยู่กับตัว
อย่างเกาะแน่น ไม่ชอบตื่นเช้าตีสามตีสี่ค่ะ

ก็ได้แต่อนุโมทนากับชาวบ้านคนอื่นเขาทั่วไป เมื่อรู้ว่าเขามาปฏิบัติธรรมกัน

สิ่งหนึ่งที่ทำได้กับตัวเองในทุกวันนี้ (ใช้หลักการประยุกต์แบบมั่ว ๆ เหมาะกับตัว) คือการรู้ใจตัวเอง ไม่แปลกหรอกค่ะที่เราจะเป็นนางมารร้ายในบางเวลา ขอแค่สักนิดที่ทันใจตัวเอง
(แม้จะกลายร่างเป็นนางมารร้ายไปแล้ว) บ่อย ๆ












มาได้ไอเดียอีกนิด เห็นป้ายแปะไว้ค่ะเชิญทำบุญเดือนเกิดของตัวเองได้ น่าสนใจค่ะเดี๋ยวเดือนตุลาคม เดือนเกิดของตัวเองค่อยว่ากันใหม่ อย่างน้อยเงินทำบุญนี้ไปเป็นเงินค่าอาหารให้กลุ่มที่มาปฏิบัติธรรมคงจะดี

ปิดท้าย แวะเข้าร้านหนังสือของที่นี่ค่ะ ได้จ่ายตังค์อีกแล้ว อย่างว่าเข้าร้านหนังสือทีไร เสียตังค์เกือบทุกที










กล่องบุญเล่ม 4 ของคุณแป้ง ภัทริน ซอโสตถิกุล เป็นหนังสือธรรมะที่น่ารักมาก ๆ มีหน้าหนึ่งที่คุณแป้งยก case study ของตัวเอง เธอบอกว่า

“ไม่แฉใคร แต่แฉตัวเองคงไม่ผิด”

เรื่องมีอยู่ว่าตอนที่เธอเขียนกล่องบุญเล่ม 1 เธอเขียนด้วยความอยากเขียน
มีใจที่เป็นสุขมาก อยากแชร์สิ่งที่มีค่าที่สุดในชิวิต
(เล่ม 1 เธอบอกว่าชีวิตเธอเกิดใหม่เมื่ออายุ 27 ครั้งแรกที่ไปปฏิบัติธรรม)





หลังจากหนังสือเล่มนี้ออกวางจำหน่าย คุณแป้งบอกว่าเวลาเจอใคร ๆ ก็มีคนชมว่า “เขียนหนังสือเก่งจัง” เขียนดีนะ” ไป ๆ มาเธอเริ่มรู้สึกตัวพองขึ้นเรื่อย ๆ
มีอัตตาเพิ่มขึ้นมาเหมือนกัน

จนวันหนึ่ง เว็บไซด์หนึ่งมาขอสัมภาษณ์เธอ เธอว่าสงสัยเว็บไซด์นั้นจะโฆษณาว่าเธอดี (เกินจริง) ไปหน่อยหรือเปล่า


ปรากฏว่ามีคน comment เธอว่า “ก็แค่ไฮโซที่มาเขียนหนังสือ แต่ในทางปฏิบัติก็เห็นกิจการของเธอปรับค่าเช่าทุกปี แน่จริงทำไมไม่ให้ค่าเช่าถูก ๆ
หรือฟรีไปเลยล่ะ”
……เธอเป็นลูกสาวของเจ้าของซีคอนสแควร์ค่ะ.....







หลังจาก comment เชิงลบ 1 comment โผล่ขึ้นมา ก็คงเป็นการจุดเริ่มต้นให้มี comment ทำนองนี้ตามมาอีก

วินาทีนั้นเธอจิตตก และกลับมาทบทวนความคิดอีกครั้ง เป็นเพราะจากการที่เธอรู้สึกพองตัวขึ้นเรื่อย ๆ จากคำชม แต่พอถูก comment หนักเข้า
เธอก็เหมือนเสียศูนย์…..



คุณ “ดังตฤณ” นักเขียนหนังสือธรรมะ ให้สติกับเธอว่า นี่เป็นบทเรียนให้เธอรู้ ทุกอย่างในโลกมันมีสมดุลของมัน

เมื่อมีคนชมเชย ด้านหนึ่งก็มีคนนินทา เป็นของธรรมดา

และนี่เป็นบทเรียนอีกบทหนึ่งของเธอ …… เธอเขียนในกล่องบุญ 4 ว่า "ทำธุรกิจก็คือทำธุรกิจ ไม่ใช่ทำมูลนิธิ เธอก็แค่นักธุรกิจที่อยากปฏิบัติธรรม และอยากเขียนเพื่อให้ความรู้แก่คนอื่น"









คิดว่าไดอารี่บล็อกนี้คงจุดไอเดียเล็ก ๆ ในใจผู้อ่าน
หลายคนนะคะ



….รัชชี่…. ผู้มีทั้งมุมสว่างและมุมนางมารร้าย (บ่อย ๆ)


8 พ.ค. เหตุการณ์และความคิดที่ได้ในวันวิสาขบูชา


















 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 14 พฤษภาคม 2552 21:00:14 น.
Counter : 512 Pageviews.  

วันมาฆบูชา ......ใครรู้บ้างว่าคือ วันกตัญญูแห่งชาติ



เขียนบล็อกเข้ากับเทศกาลแล้วกันนะคะ

ใครรู้บ้างคะว่าวันมาฆบูชา คือ "วันกตัญญูแห่งชาติ" ด้วย????

รัฐบาลไทยประกาศเมื่อปี 2549 นี้เอง ฉันเองก็เพิ่งรู้นะเนี่ยจากการอ่านบล็อกของคุณ "หนุ่มร้อยปี"
ขอบคุณสำหรับความรู้นะคะ

"วันกตัญญูแห่งชาติ" มาจากแนวคิดที่พระอรหันต์จำนวนมากได้เดินทางมาถวายนมัสการแสดงความนอบน้อมบูชาต่อองค์พระศาสดา เป็นการแสดงถึงความกตัญญู พร้อมกับรณรงค์ให้
วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรัก (อันบริสุทธิ์)

จะมาย้ำเตือนถึงความสำคัญในวันนี้อีกครั้ง เพราะบางทีฉันเองก็ชอบจำสลับกันกับวันอื่น ๆ (ตามประสาบางทีป้ำ ๆ เป๋อ ๆ น่ะค่ะ)



ภาพจาก http://www.showwallpaper.com/show.php.?wid=013553

วันนี้เรียกอีกอย่างว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" Hilight สำคัญคือ

1. พระสงฆ์สาวก 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกันที่วัดเวฬุวันมหาวิหาร (วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา) โดยมิได้นัดหมาย

2. พระสงฆ์ที่มาล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือผู้ที่ได้รับการอุปสมบทจาก
พระพุทธเจ้าโดยตรง

3. พระสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "พระอรหันต์"

4. วันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง

โอวาทปาติโมกข์

"โอวาทปาติโมกข์" ก็คือ ทำดี ละชั่ว ทำจิตให้ผ่องใส ที่พวกเราได้เรียนหนังสือกันมาตั้งแต่เด็กไงคะ




ภาพจาก http://www.dmc.tv./forum/index.php?showtopic=8003

ในความเห็นของฉัน คนส่วนใหญ่คงทำดี ละชั่ว กันเป็นประจำไม่ยากอยู่แล้ว แต่เรื่องทำจิตให้ผ่องใสตลอดเวลานี่ท่าทางจะยาก (ฉันเองก็สติแตกบ่อย ๆ 5555)

...........Tips ความรู้เพิ่มเติม.........

วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงทำ "การปลงพระชนมายุสังขาร" ด้วย เมื่อทรงมีพระชมมายุได้ 80 พระชันษา ซึ่ง ณ เวลานั้น ทรงได้ตรัสรู้แล้วเผยแพร่
พระธรรมคำสั่งสอนมานานถึง 45 ปีแล้ว ก็ได้ทรงตั้งพระทัยว่า "นับแต่นี้ต่อไปอีกสามเดือน ตถาคตจักดับขันธปรินิพพาน" การปลงอายุสังขารจึงมีความหมายในภาษาสามัญว่า การกำหนดวันตายไว้ล่วงหน้านั่นเอง


การประกอบพิธีวันมาฆบูชาในประเทศไทย เพิ่งเริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เองค่ะ


มีตำราหนึ่งกล่าวไว้ว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้พระสาวกทั้ง 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย มาจากในวันเพ็ญเดือน 3 ตามคติพราหมณ์ เป็นวันพิธีศิวาราตรี พระสาวกเหล่านั้นซึ่งเคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนจึงได้เปลี่ยนจากการรวมตัวกันทำพิธีชำระบาปตามพิธีพราหมณ์ มารวมกันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแทน



ภาพจาก http://www.maipradabonline.com

พิธีศิวาราตรีคืออะไร???

พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงเล่าถึงรายละเอียดของพิธีศิวาราตรี ที่เมืองพารณสี ซึ่งพระองค์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ดังจะขออัญเชิญมาต่อไปนี้.........

"พิธีศิวาราตรี นี้เป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์คล้าย ๆมหาปวาณาจึงโปรดให้ทำตามธรรญเนียมเดิม

พิธีนี้ทำในวันเดือนสามขึ้น 15ค่ำ คือเวลาค่ำพระมหาราชครูทำพิธี เริ่มแต่กระสูทธิ์อัตมสูทธิ์ตามแบบเหมือนพิธีทั้งปวงแล้วเอาเสาปักสี่เสา เชือกผูกคอหม้อโยงเสาทั้งสี่ ภายใต้หม้อตั้งพระศิวลึงค์ เจาะหม้อให้น้ำหยดลงมาได้ทีละน้อยเอาขลังสอดไว้ในช่องหม้อที่เจาะนั้นเฉพาะตรงพระศิวะลึงค์ให้น้ำหยดลงถูกพระศิวลึงค์ทีละน้อย แล้วไหลลงมาตามรางซึ่งรองรับพระศิวลึงค์ซึ่งพระพราหมณ์ในประเทศอินเดียซึ่งข้าพเจ้าเคยไปเห็นเรียกว่าโยนีแล้วมีหม้อรองที่ปากรางนั้นเติมน้ำและเปลี่ยนหม้อไปจนตลอดรุ่ง เวลาใกล้รุ่งทำพิธีหุงข้าวหม้อหนึ่งในเทวสถาน เจือน้ำผึ้ง น้ำตาล นม เนยและเครื่องเทศต่างๆสุกแล้วแจกกันกินคนละเล็กคนละน้อยทุกคนทั่วกัน พอได้อรุณก็พากันลงอาบน้ำในคลอง สระผมด้วยน้ำที่สรงพระศิวลึงค์ ผมที่ร่วงในเวลาสระน้ำเก็บลอยไปตามน้ำ

แต่การพิธีนี้ไม่มีของหลวงพระราชทาน เป็นของพราหมณ์ทำเองเมื่อพิเคราะห์ดูการที่ทำนี้เห็นว่าจะเป็นการย่อมาเสียแต่เดิมแล้ว


แหล่งความรู้ : วิกิพีเดีย, http://banhuasad.th.gs/web-b/anhuasad/pp22.htm,http://www.sriganapati.com/index.php?option=com_content&task=view&id=77&Itemid=2

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

......รัชชี่..... 9 ก.พ. 52

note : ผู้อ่านที่เข้ามา comment ช่วยตอบคำถามให้หน่อยนะคะว่า
"รู้มาก่อนหรือเปล่าว่าวันมาฆบูชาเป็นวันกตัญญูแห่งชาติ????"
รัชชี่จะทำ research เล็ก ๆ ค่ะ
(เผลอ ๆ อาจมีรัชชี่คนเดียวหรือเปล่าที่เพิ่งจะรู้ ^_^)






Love Story - Love Story




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2552 7:48:59 น.
Counter : 5098 Pageviews.  

1  2  

รัชชี่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




พี่มานิต ประภาษานนท์ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการการเขียนบล็อก ด้วยประโยคว่า
“จ๊ะเขียนบล็อกซี"

เริ่มเขียนบล็อก : 24 ก.ย. 51




สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน นำรูป ข้อความที่เขียนไว้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในบล็อกแห่งนี้ ไปเผยแพร่อ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก






Setting program for counting visitors since 7 Nov. 2009
free counters
New Comments
Friends' blogs
[Add รัชชี่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.