Group Blog
 
All blogs
 

ย้อนรอยหลวงพระบาง

เมื่อข้ามแดนไปสู่ฝั่งลาวแล้ว สองข้างทางในลาวดูไม่แตกต่างจากเมืองไทยนัก ผิดกันก็แต่ว่าเราต้องเปลี่ยนเลนวิ่งมาวิ่งที่ถนนฝั่งขวาตามแบบฝรั่งเศสซึ่งลาวเคยตกอยู่ภายใต้การปกครอง กับอีกอย่างหนึ่งคือตัวอักษรตามสองข้างทางที่เป็นภาษาลาว พออ่านได้พร้อม ๆ ไปกับความรู้สึกขำ ๆ

ผ่านประตูชัยฝรั่งเศส



มื้อกลางวัน ชิมเฝอตามร้านข้างทาง ต้องสั่งอาหารกันดี ๆ นะสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อ ต้องเน้นว่าหมู แล้วถ้าเราบอกว่าเอาลูกชิ้น หรือย่อ ๆ ว่า ชิ้นหมู ล่ะก็ จะได้ทานทั้งเนื้อหมู ผสมกับลูกชิ้นเนื้อกันล่ะ เป๊บซี่ในลาวที่นี่กระป๋องละ 16 บาท (ปี 2548) ค่าครองชีพในลาว ฉันว่าสูงทีเดียวเมื่อเทียบกับไทย จากเดิมทีในความคิดที่คิดว่าลาวจนกว่าไทย ฉันว่าคนลาวน่าจะแบ่งออกเป็นไม่รวยก็ธรรมดาหรือจนไปเลย แต่คนรวยน่าจะมีอยู่ไม่กี่เปอร์เซนต์ รถที่เห็นในลาวก็เป็นรถมีราคา น้ำมันเบนซินที่นี่มีเกรดเดียวคือออกเทน 92 ณ ช่วงที่ฉันไปราคาอยู่ที่ 28-29 บาทต่อลิตร ในขณะที่ไทยเกือบ 23 บาท ส่วนดีเซลที่ลาวตกลิตรละ 25 บาท ในขณะที่ดีเซลในไทย 18 บาท คนก็บ่นกันใหญ่แล้ว

ต้องปรับการคิดค่าเงินกีบกันใหม่ ที่นี่ใช้เงินบาทได้ แต่แนะนำให้ใช้แบงก์ย่อย เดี๋ยวเขาจะไม่มีทอน หรือไม่ก็ได้ทอนเป็นเงินกีบมาเพียบ แม่ค้าไม่นิยมรับเหรียญไทย ยกเว้นบางร้านที่มีการติดต่อค้าขายกับไทย สามารถใช้เหรียญได้ เพราะใช้เงินบาทได้ ฉันจึงแลกเงินกีบเพียงแค่เก็บไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น คือ 25,000 กีบซึ่งเท่ากับ 100 บาท พร้อมกับในการเดินทางครั้งนี้ฉันได้เงินกีบมาอีก 2,000 กีบจากเงินทอนในการซื้อของ อัตราแลกเปลี่ยนเงินกีบกับเงินบาทคือ 1,000 กีบเท่ากับ 4 บาท เป็นการเอาค่า 250 หารด้วยเงินกีบก็คือค่าเงินบาท ถ้ามูลค่ามากกว่า 100,000 กีบล่ะ จะใช้ 260 หาร ออกมาได้เป็นค่าเงินบาท





ระหว่างทางสู่หลวงพระบาง แวะสัมผัสธรรมชาติของลำน้ำซอง ที่นี่เป็นภูเขาหินปูนที่ได้รับฉายาว่าเป็น “กุ้ยหลินเมืองลาว” ( ในไทยเองก็มีเขื่อนเชี่ยวหลานที่ได้รับสมญานามว่า “กุ้ยหลินมืองไทย” เหมือนกัน ) ที่นี่มีห้องพักสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว ฉันเห็นชาวต่างชาติที่เป็นชาติตะวันตกเยอะทีเดียว เดินไปมาและนั่งที่ร้านกาแฟที่เราแวะกัน ราคาที่พักแถบนี้ประมาณ 30 ดอลลาร์/คืน ทั้งที่ไม่ใช่โรงแรม ฝรั่งนักท่องเที่ยวที่พักอยู่แถบนี้ ไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่จะชอบความเรียบง่าย สงบ ชอบอ่านหนังสือ







ไกด์พาไปทางอาหารบนถนนสายหนึ่ง ใกล้พระราชวังหลวงพระบาง เมืองเก่าในอดีต ร้านอาหารแถบนี้ฉันพบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากมาย จนฉันคิดว่าเหมือนเดินอยู่ในเมืองท่องเที่ยวของไทย กระบี่ ภูเก็ต พัทยา ยังไงยังงั้น ส่วนใหญ่พวกนี้จะวางตัวดี เรียบร้อย ฉันติดใจหนุ่มสาวต่างชาติคู่หนึ่งในร้านอาหารที่เราทาน ผู้หญิงเป็นสาวสวยน่ารัก นั่งอ่านหนังสือคนละเล่มระหว่างรออาหาร

ระหว่างรออาหาร ฉัน survey สถานที่ช็อปปิ้งก่อน ไม่ไกลกันจะมีสาว ๆ เมืองหลวงพระบางมาวางของขายตามริมถนน ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นจะปิดถนนในตอนเย็นทุกวัน สองข้างทางคือพระราชวังหลวงพระบาง อีกฝั่งคือพระธาตุภูสีอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวลาว

คนไทยนี่ยังไงก็ชอบช็อปปิ้ง แต่ฝรั่งส่วนใหญ่เขาจะเดินดู เขามายังไงก็กลับอย่างนั้น ฉันอยากได้ของพื้นเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของการมาเยือนหลวงพระบางกลับไปเป็นที่ระลึก แต่ไม่พบ ของที่วางขายส่วนใหญ่ไม่ต่างจากเดินไนท์บาร์ซ่าที่เชียงใหม่ และราคาสินค้าบางอย่างก็ไม่ต่างจากไทยนัก

ดู ๆ แล้วสินค้าที่น่าซื้อกลับคือพวกผ้าทอ ผ้าไหม ผ้าฝ้ายต่าง ๆ แต่ต้องต่อรองราคากันดี ๆ ไม่เช่นนั้นก็ซื้อที่ไทยก็ได้ ที่นี่มีหมู่บ้านทอผ้า ฉันเจอข้อมูลในอินเตอร์เน็ทก่อนไป เขาว่าในอดีตที่ลาวยังปกครองโดยกษัตริย์ ซึ่งที่ลาวจะเรียกว่า “เจ้ามหาชีวิต” นั้น จะมีหมู่บ้านหนึ่งซึ่งมีข้าราชบริพารอาศัยอยู่ สาว ๆ ที่นี่จะทอผ้าแล้วส่งเข้าไปในวัง มีการสืบทอดศิลปะการทอผ้ามายังรุ่นต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าหมู่บ้านผานม เป็นหมู่บ้านทอผ้า ไกด์พาชมหมู่บ้านนี้อยู่เหมือนกัน ทุกร้านจะมิสินค้าวางขายเหมือนกันหมด ฉันว่าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์เลยหละ ขึ้นอยู่กับการเลือกร้านและต่อรองราคากันอย่างเดียว





ที่หลวงพระบาง ฉันตื่นแต่เช้ามาใส่บาตรข้าวเหนียว การใส่บาตรข้าวเหนียวเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหลวงพระบาง ที่พระภิกษุและสามเณรจากทุกวัดจะมารวมตัวกันเดินเรียงรายเป็นแถวยาวให้ชาวบ้านใส่บาตร ผู้คนจะเอาเสื่อมาปูพื้น พร้อมวางกระติ๊บข้าวเหนียวไว้ด้านหน้า ถ้าเป็นชาวหลวงพระบาง ผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุง นักท่องเที่ยวบางคนก็เตรียมผ้าถุงไปใส่ เมื่อพระเดินผ่าน ก็จะปั้นข้าวเหนียวใส่ในบาตร ที่นี่จะใส่เฉพาะข้าวเหนียว ส่วนกับข้าว ชาวหลวงพระบางจะนำไปไว้ที่วัดต่างหาก แต่นักท่องเที่ยวบางคนมักทำไปด้วยความไม่รู้ คือใส่หลายอย่างรวมไปในบาตร ฉันเองเห็นผู้ชายคนหนึ่งใส่แบงค์ลงไปในบาตรด้วย

ฉันได้รับการแนะนำจากไกด่ว่าให้ซื้อข้าวเหนียวกันเองที่อื่นที่ไม่ใช้บริเวณใส่บาตร ราคากิโลละ 20 บาท เพราะจุดบริเวณถนนที่พระเดินบิณฑบาตรนั้น จะมีแม่ค้ามาขายข้าวเหนียวกระติ๊บใหญ่ประมาณ 80 บาท ไกด์บอกว่าอย่าไปซื้ออะไรจากกลุ่มนี้ ที่ทำลายการท่องเทียว และให้ระวังแม่ค้าบางคนจะนำถาดใส่ข้าวเหนียวหรือขนมห่อใบตองมาวางข้าง ๆ เราขณะใส่บาตร แล้วเราอาจเผลอหยิบใส่บาตรด้วย เมื่อนั้นนักท่องเที่ยวจะถูกเรียกราคาสูงจากแม่ค้า ฉันเห็นคุณป้าคนหนึ่งมากับทัวร์คณะหนึ่ง ท่านเจอเหตุการณ์นี้อยู่ มีการถกเถียงกันหลังใส่บาตรเสร็จแล้ว ไกด์กรุ๊ปนั้นเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ ได้ยินว่าบอกล่วงหน้าลูกทัวร์ไว้แล้ว แต่ก็มีการเผลอเรอกันอีก ฉันว่านี่แหละที่จะทำให้เสน่ห์ของหลวงพระบางจืดจางไป ทำให้คนต้องมาหัวเสียหลังจากที่เพิ่งมีความสุขจากการทำบุญมาหยก ๆ

เช้าวันแรกของการใส่บาตร ยังไม่รู้เทคนิคปั้นข้าวเหนียว เพราะเพิ่งซื้อข้าวเหนียวมาร้อน ๆ แล้วนำมาปั้น มือพองไปตาม ๆ กัน ปั้นไม่ทันเพราะร้อน จนพระบางองค์เดินผ่านไปแล้ว วันแรกพวกเรานำกระดาษหนังสือพิมพ์ในรถมาปูพื้นนั่ง พอวันถัดมาพวกเราขอแก้ตัว (จัดฉากถ่ายรูป) ด้วยการยืมผ้าทอมาปูพื้น พร้อมยืมกระติ๊บมาใส่ข้าวเหนียว (เพราะข้าวเหนียวที่พวกเราซื้อมาใส่ในถุงก๊อปแก๊ป) และยืมช้อนจากโรงแรมเพื่อไว้เป็นตัวช่วยปั้นข้าวเหนียว เจ้าหน้าที่โรงแรมแนะนำให้วางแก้วน้ำไว้ข้าง ๆ เมื่อเอามือจุ่มในระหว่างนั้นจะทำให้ข้าวเหนียวไม่ติดมือ และไม่ร้อนมือจนเกินไปด้วย

มุมต่าง ๆ ในหลวงพระบาง












City tour ในหลวงพระบางของการสัมผัสเมืองมรดกโลก หลวงพระบางในอดีตเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้าง ถ้ามองตามแผนที่โลก หลวงพระบางจะอยู่ในระดับเดียวกับ จ.เชียงรายของไทย มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,700 เมตร เสน่ห์ของหลวงพระบางในวันนี้คือการสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ ที่เรียบง่าย “Life is easy” เหมือนย้อนวิถีชีวิตของไทยไปในอดีต สาว ๆ ที่นี่ยังนุ่งผ้าถุงกันเป็นเอกลักษณ์ ชุดนักเรียนหญิงเป็นเสื้อสีขาว ปักตัวอักษร แต่ยังนุ่งผ้าถุง ในวันนี้เรายังสามารถมองเห็นสาว ๆ นุ่งผ้าถุง ขี่จักรยาน กางร่มกันตามท้องถนน



ในวันนี้ส่วนหนึ่งของหลวงพระบางเปลี่ยนไปบ้าง เนื่องจากที่นี่ก็ไม่ต่างจากมุมอื่น ๆ ในโลกที่เมื่อความเจริญทางวัตถุเข้ามา การรับสื่อสัญญาณดาวเทียม (ที่นี่เรียกสัญญาณดาวเทียมว่า “อ่างดาวเทียม”) ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าค่านิยม ความฟุ้งเฟ้อจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่นี่มากน้อยแค่ไหนหนอ

นับจากองค์การยูเนสโก UNESCO ยกย่องให้หลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม นับแต่นั้นนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกต่างมุ่งตรงมาเพื่อสัมผัสความงดงวามของเมืองมรดกโลก ที่มีเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเองในแบบอาณาจักรล้านช้างเมื่อวันวาน

พระราชวังหลวงพระบาง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีมาแล้ว เป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส เป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูงแบบฝรั่งเศส แต่มีการผสมผสานระหว่างความเป็นลาวและฝรั่งเศส หลังคายอดปราสาทเป็นศิลปะแบบล้านช้าง ที่นี่จึงถูกเปรียบเทียบว่าเป็นลักษณะของฝรั่งสวมชฎา เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เป็นกษัตรย์องค์สุดท้ายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงถูกเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์




ที่นี่ห้ามนำสิ่งของสัมภาระเข้าไป เขาจะมีตู้ล็อกเกอร์ ให้เราไปเก็บของและล็อกกุญแจไว้ รวมทั้งห้ามถ่ายรูปภายใน ไกด์ลาวพาชมห้องต่าง ๆ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับวิถีชาวลาวโดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส ชมห้องนอนเจ้ามหาชีวิต ห้องนอนพระมเหสี เตียงบรรทมเป็นไม้สักฝีมือชาวไทยในสมัยนั้น ที่ท้องพระโรงปัจจุบันเป็นที่จัดแสดงราชบัลลังก์ไม้แกะสลักหุ้มทอง อีกด้านหนึ่งของอาคารพระราชวังเป็นที่ประดิษฐานของ “พระบาง” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์

สิ่งที่ฉันประทับใจในห้องหนึ่งเป็นรูปภาพวาดของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ พระมเหสีและพระโอรส เป็นภาพวาด 3 มิติ ไกด์ลาวบอกว่าวาดโดยช่างชาวฝรั่งเศส ไม่ว่าเราจะเดินอยู่ ณ จุดไหนของห้องจะเหมือนภาพในรูปวาดมองตามเราไปทุกจุด พวกเรารวมทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นต่างสนุกสนานกับการเดินไปรอบ ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นไปตามที่ไกด์เล่าหรือเปล่า เสียดายจังที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป

วัดเชียงทอง สร้างเมื่อ 400 กว่าปีมาแล้วโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุด ได้รับการยกย่องจากนักโบราณคดีว่าเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สมบูรณ์ที่สุดของศิลปะสกุลช่างล้านช้าง ลักษณะสำคัญคือมีหลังคาซ้อนกัน 3 ชั้น เรียกว่า “หลังคาปีกนก






จุดที่น่าสนใจคือผนังด้านหลังของพระอุโบสถทำจากกระจกสีตัดต่อกันเป็นรูปต้นทองขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เคยมีอยู่ในหลวงพระบางคล้ายกับต้นโพธิ์ อีกจุดหนึ่งคือโรงเก็บราชรถ ประตูด้านนอกแกะสลักเรื่องรามเกียรติ์ เดิมเป็นการลงรักปิดทอง แต่ปัจจุบันบูรณะใหม่ด้วยการทาสีทอง







พระธาตุภูสี อีกแห่งหนึ่งที่เป็นที่เคารพของชาวหลวงพระบาง อยู่ฝั่งตรงข้ามพระราชวังหลวงพระบาง เดินขึ้นบันไดประมาณ 300 ขั้นเพื่อไปสักการะ ระหว่างทางมีจำปาลาว (ซึ่งก็คือต้นลั่นทมนั่นเอง) เป็นต้นไม้อันเป็นสัญลักษณ์หลวงพระบางอยู่รายรอบ มองลงมาจากพระธาตุจะเห็นตัวเมืองหลวงพระบางทั้งหมด



มุมมองจากด้านบนของพระธาตุภูสี






เสน่ห์ของการท่องเที่ยวที่มีต่อฉันคือการสัมผัสวัฒนธรรมในรูปแบบอื่นซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และสามารถรักษาสิ่งนั้นให้ยาวนาน แน่ละหลวงพระบางในวันข้างหน้า บริเวณรอบข้างคงมีการเปลี่ยนไปมากตามกาลเวลาที่ผ่านไป แต่ในฐานะที่เป็นเมืองมรดกโลก ฉันหวังว่าที่นั่นจะยังคงรักษารูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งภูมิภาคแถบนี้และอีกซีกโลกหนึ่งมาเยี่ยมเยือนตราบนานเท่านาน




 

Create Date : 29 กันยายน 2551    
Last Update : 30 กันยายน 2551 7:18:11 น.
Counter : 1903 Pageviews.  

ข้ามขอบฟ้าไปยังภูฎาน ตอน 2

นิทานสี่สหาย (The Four Friends)

ภายในวัดมีรูปของนิทานสี่สหาย ซึ่งพบในทั่วไปในภูฎาน ไกด์เล่าให้ฟังว่าเป็นภาพเขียนที่เล่าเรื่องราวของการอยู่ร่วมกันของสัตว์ 4 ชนิด คือ ช้าง ลิง นกยูง และกระต่าย ซี่งต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นกยูงจะหาเมล็ดผลไม้มาปลูก ลิงเป็นผู้ให้ปุ๋ย ช้างจะดูแลต้นไม้ให้เติบโต และเมื่อต้นไม้ออกผลแล้ว เนื่องจากต้นไม้สูงเกินกว่าสัตว์สี่ตัวจะเอื้อมเก็บถึง พวกมันจึงช่วยเหลือกันโดยช้างจะยืนอยู่ด้านล่างสุด ตามด้วยลิง กระต่ายและนกยูง ต่อตัวกันจนสามารถเด็ดผลไม้ได้




งานฉลองวันเกิด Third King

ชาวภูฎานก็เหมือนคนไทยที่เรียกกษัตริย์เป็นรัชกาล โชคดีที่ฉันได้มีโอกาสเดินสัมผัสชาวภูฎานในงานฉลองอย่างใกล้ชิด เพราะช่วงเวลาที่เราไปน่าจะยังไม่ได้เปิดงาน มีซุ้มเกมส์ต่าง ๆ ที่สามารถไปซื้อคูปองมาเล่นเกมส์ได้เหมือนจัดงานอีเวนต์เมืองไทย บางซุ้มก็เป็นการประมูลราคาสินค้า ฉันเห็นภาพเขียนของประเทศไทยอยู่ที่ซุ้มนี้ด้วยล่ะ เดิมฉันเข้าใจว่าซุ้มนี้เป็นการขายของ แต่พอเงยหน้าจะเห็นป้าย “Auction” มีซุ้มของ Bank of Bhutan ซึ่งมีเจ้าหน้าที่หลายคนแต่งชุดประจำชาติด้านหน้ายืนต้อนรับ แอบมองไปเห็นป้ายอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มากกว่า 10% แพงกว่าประเทศไทยขณะนี้เชียวล่ะ






ระหว่างนั้นฉันก็ถือโอกาสดูสินค้าพื้นเมืองที่เผื่อจะซื้อติดไม้ติดมือกลับมา ส่วนใหญ่ราคาแพงเหมือนที่ฉันเช็คข้อมูลก่อนออกเดินทางจากเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสาน ผ้าทอมือ



เข้าร้านขายของ Souvenir ร้านแรก

น้องฉันตั้งกระทู้ในพันธ์ทิพย์ว่า “ไปภูฎาน มีของอะไรที่น่าสนใจ” มีคนตอบกลับมาว่า “ภูฎานเป็นประเทศเดียวที่แม่ไปแล้วบ่นว่าไม่มีของให้ซื้อ” แต่เมื่อฉันมาอยู่ที่นี่จริง ๆ ฉันพบว่าของน่ะมีให้ซื้อ แต่แพงมากกว่า ฉันว่าน่าจะเป็นเพราะภูฎานไม่ได้ผลิตสินค้าอย่างเป็นอุตสาหกรรมจริงจัง ดังนั้นสินค้าจึงเสมือน Home made และใช้ระยะเวลานานกว่าจะผลิตได้ 1 ชิ้น เช่น กว่าจะทอผ้าลายสวย 1 ผืนใช้เวลาหลายเดือน ใครอาจมีคำถามต่อว่า “อ้าว ไหนว่าคนภูฎานจนไม่ใช่เหรอ ถ้าวัดจาก GDP ที่ทั่วโลกเขาใช้กัน ภูฎานจะติดอันดับท้าย ๆ แล้วคนภูฎานจะเอาตังค์ที่ไหนมาซื้อของ” อันนี้ฉันคิดเองตอบเองนะว่า เขาก็ทอเอง หรือทำเองน่ะซี ไม่เห็นจะต้องพึ่งพาใครเลย

ที่ร้านนี้มีภาพทังคา (Thangka) ซึ่งถือเป็นของที่ระลึกอย่างหนึ่งของภูฎาน ฉันถามราคา ภาพละประมาณ 3,000 บาท ภาพทังคาจะมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น อายุยืน สุขภาพดี



ลักษณะเป็นผืนผ้าสี่เหลี่ยมไว้แขวนฝาผนังหรือตามแท่นบูชา เป็นรูปพระพุทธรูป พระอริยสงฆ์ พระโพธิสัตว์ เขาว่าถ้าเป็นทังคาที่คนภูฎานไว้บูชาจะผ่านพิธีปลุกเสก เขียนมนตราไว้ด้านหลังเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าเป็นทังคาที่วางขายเป็นที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวจะไม่ผ่านพิธีนี้

จากหนังสือ “ภูฎาน มนต์เสน่ห์ในอ้อมกอดหิมาลัย” สารคดียอดเยี่ยมประจำปี 2543 ที่เขียนโดย พิสมัย จันทวิมล กล่าวว่าในประเทศไทยก็มี “ผ้าเขียนสี” ที่ช่างบรรจงเขียนถวายเป็นพุทธบูชาในลักษณะเดียวกับทังคา โดยไทยเรียกว่า “พระบฏ” มีเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย เท่าที่ค้นพบได้และถือว่าเก่าแก่ที่สุดใส่ไว้ในหม้อดินในกรุวัดดอกเงิน อ.ฮอด จ.เชียงใหม่

แต่ถ้าใครสนใจถ้ามีโอกาสแวะไปที่ จ. เพชรบุรี ที่วัดจันทราวาส มีพระบฏที่เขียนเป็นเรื่องพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติถึงปรินิพพาน เดิมมี 9 ผืน แต่ถูกขโมยไป เหลือเพียง 3 ผืนในปัจจุบัน

Window shopping









สถูป 108 กับธงสะบัดลอยฟ้า

ระหว่างทางเดินทางจากเมืองพาโรไปเมืองพูนาคา เรามาถึงสถูป 108 ซึ่งไกด์เล่าว่าควีนมัม (ท่านย่าของจิ๊กมี่)เป็นผู้ดำริสร้าง ภายในสถูป (ไกด์จะเรียกว่า สตู-ปา หรือเป็นคำภาษาอังกฤษว่า Stupa) จะมีพวกพระธาตุ (ก็คงเหมือนบ้านเราน่ะ) บริเวณรอบข้างจะมีติดธงเต็มไปหมด เป็นธงหลายสี เรียกว่า Prayer Flag บนตัวธงจะมีคำจารึกมนตราต่าง ๆ (ฉันว่าเหมือนผ้ายันต์บ้านเรา) ชาวภูฎานจะเชื่อว่าเมื่อลมพัดผ่านธงมนตรานี้จะช่วยพัดพาสิ่งที่ดีมาสู่ผู้คนในแถบนั้น จึงไม่แปลกที่จะพบธงนี้ตามสถานที่ต่าง ๆ ของภูฎาน



ฉันถามไกด์ว่าที่นี่ระดับความสูงเท่าไหร่ ไกด์บอกว่า 3,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศเริ่มหนาวเหมือนกัน ฝั่งตรงข้ามสถูป 108 กำลังก่อสร้างวัดอยู่ เป็นทางขึ้นบันไดสูงพอควร บริเวณแถบนี้มีดอกไม้สวยงามเต็มไปหมด มีดอกกุหลาบพันปี หรือที่เรียกว่าโรโดเดรนดอน (Rhododendron)



ฟังลามะน้อยสวดมนต์ที่วัดวังดี

เข้าไปให้ห้องเรียนของลามะเด็ก ๆ และ วัยรุ่น (แต่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป) เสียงสวดมนต์ดังกระหึ่มภายในห้อง แต่ฉันรู้สึกว่าไม่น่าจะใช่บทสวดบทเดียวกัน (แม้จะไม่รู้ภาษาของเขา) ด้านหน้าของลามะน้อยมีหนังสือธรรมะวาง มีเลขหน้ากำกับ ซึ่งตัวเลขหน้าของแต่ละเล่มที่ลามะกำลังสวดอยู่ไม่ใช่หน้าเดียวกัน ลามะบางองค์นั่งโยกตัวไปมาระหว่างสวดมนต์ (ฉันเดาว่าเป็นวิธีแก้ง่วงอย่างหนึ่ง) บ้างก็เงยหน้ามองพวกเรา คงจะคิดว่าเข้ามาทำไมก็ไม่รู้

ออกจากบริเวณห้องนี้ ฉันถามไกด์ว่าลามะไม่ได้สวดมนต์บทเดียวกันใช่มั้ย ไกด์ตอบว่า “They study different lesson” ซึ่งหมายถึงลามะแต่ละองค์ก็จะสวดบทสวดของตัวเองไป พวกเราสงสัยกันว่าแล้วไม่สับสนหรือเวลาได้ยินบทสวดของคนอื่น คำตอบคือถ้ามีสมาธิจดจ่ออยู่กับบทสวดของตัวเอง ก็จะไม่มีปัญหาหรอก ลามะน้อยจะมีตารางเรียนในแต่ละวัน แต่วันอาทิตย์จะเป็นวันหยุด ฉันฟังตารางเรียน เวลาพักแล้วก็เหนื่อยแทน รู้สึกเหมือนกับตารางปฎิบัติธรรมที่ฆราวาสไปฝึกสมาธิเลย

ลามะน้อยเหล่านี้พูดภาษาอังกฤษได้ไม่เลวเลย พวกเราพบลามะ 2 องค์อายุ 10 กับ 16 ปี ทักทายว่า “สวัสดีครับ” คงมีคนไทยส่วนหนึ่งแวะเวียนมาเที่ยวที่นี่อยู่บ่อย ๆ

ทัวร์ลีดเดอร์ของเราเล่าว่า ครอบครัวภูฎานจะส่งลูกชาย 1 คนมาบวชเป็นลามะ เมื่ออายุ 18 ปีจะมีสิทธิเลือกว่าจะบวชต่อหรือออกมาเป็นฆราวาส แต่ส่วนใหญ่แล้วจะบวชต่อเพราะการบวชเป็นลามะต่อจะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีมากกว่าการสึกออกมา

พูนาคาซอง



อยู่ที่ภูฎาน พวกเราจะท่องเที่ยวกันอยู่แค่ 3 จังหวัดเท่านั้น คือ พาโร ทิมพู และพูนาคา พูนาคาจะเป็นเมืองที่อากาศอบอุ่นกว่าเมืองอื่น เป็นที่ประทับของพระสังฆราชในฤดูหนาว ลามะจากเมืองทิมพูและพาโรจะอพยพมาอยู่ที่นี่กัน

ไกด์จอดรถให้เราถ่ายรูปในระยะไกล และเป็นจุดที่แม่น้ำ 2 สี มาบรรจบกันคือแม่น้ำโม กับแม่น้ำโพ (แม่น้ำ ในภาษาภูฎาน เรียกว่า ชู่ Chhu น่าจะตั้งชื่อจากเสียงธรรมชาติของแม่น้ำ)


พูนาคาซองสร้างเสร็จมาประมาณเกือบ 400 ปี




ที่พูนาคาซองจะมีต้นศรีตรัง ซึ่งไกด์บอกว่าสีของดอกศรีตรังจะเปลี่ยนไปตามฤดู ปีที่แล้วที่ทัวร์ลีดเดอร์มาบอกว่ายังเป็นสีเขียวทั้งต้นอยู่เลย ยังพูดจาแซวไกด์ว่า “ขอบคุณที่ช่วย decorate ดอกไม้ให้เป็นสีม่วง ให้พวกเรามาเห็น” รถจอดให้เราเดินข้ามสะพานไม้ ไม่ใช่สะพานจริงที่กำลังมีการซ่อมแซมในบริเวณแถบนั้น แต่ละคนตื่นตาตื่นใจกับความงดงามของซองและดอกศรีตรัง เรียกว่ากระหน่ำยิงรูปกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว





ฉันขี้นบันไดที่มีความสูงหลายขั้นเพื่อเข้าไปในวัด ก่อนเข้าวัดจะมีกงล้อภาวนาอันใหญ่เช่นเคย เข้าไปไหว้พระ แล้วสังเกตว่าพระพุทธรูปองค์ใหญ่หลายองค์จะขมวดคิ้ว จึงถามไกด์ว่า “ทำไมพระที่นี่ต้องขมวดคิ้ว มีความหมายอะไรซ่อนอยู่” ไกด์ตอบว่า เพราะก่อนหน้านั้นที่จะมีการรวบรวมประเทศภูฎาน พระก็เปรียบเสมือนนักรบ เป็นผู้นำของประเทศ ดังนั้นจึงต้องมีบุคลิกที่จริงจัง ให้ผู้คนเชื่อถือ น่าเกรงขาม (ขณะฟังอยู่ฉันคิดถึงเรื่องผู้นำเรื่องสามก๊กขึ้นมาทันที) ฉันเห็นรูปปั้นด้านข้างพระประธานองค์กลาง ลักษณะแต่งกายคล้ายพระ ในมือถืออาวุธสมัยก่อน การจะรวบรวมประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายทีเดียว ด้านหน้ามีบัลลังก์สำหรับกษัตริย์นั่ง ซึ่งปัจจุบันที่พวกเรารู้จักคือ จิ๊กมี่ เกเซอร์ เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ก็จะต้องมาที่นี่ทุกปี สถานะกษัตริย์กับศาสนาพุทธที่นี่ถือว่าอยู่ในระดับที่มีความสำคัญไม่แพ้กันทีเดียว

วัด Chimi Lhakhang 15 นาทีแม้ว สวิสเซอร์แลนด์แห่งเอเซีย

รถพาพวกเรามาจอดที่บริเวณจุดหนึ่ง ไกด์บอกว่าพวกเราต้องใช้เวลาเดินไปวัดต่ออีกประมาณ 15 นาที แต่จริง ๆ แล้วฉันว่าเราใช้เวลากันมากกว่าครึ่งชั่วโมง สำหรับชาวภูฎานแล้ว 15 นาทีคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่สำหรับบ้านนอก (ภูฎาน) อย่างฉันมันเป็น 15 นาทีแม้วมากกว่า (เหมือนที่ชาวเขาในภาคเหนือของเรา เรื่องเดินขึ้นเขาคือเรื่องธรรมดา)

แต่ด้วยบรรยากาศรอบข้างก็ยังพอเป็นใจให้ชมวิวทิวทัศน์ไปพลาง ๆ ดูการปลูกข้าวบาร์เลย์ ดูชาวบ้านมัดข้าวบาร์เลย์รวมกันแล้วเอาเข้าเครื่องสีข้าว ฉันว่าถ้าเป็นหน้าหนาวบริเวณแถบนี้คงสวยงาม เป็นสวิสเซอร์แลนด์แห่งเอเชียได้เลย







วัดนี้เป็นวัดที่ชาวภูฎานเชื่อว่าจะขอลูกได้ เข้าไปในวัด จะมีถาดที่วางไว้สำหรับทำบุญ กับมีกล่องที่ใส่เงินทำบุญ พวกเราสงสัยว่าแล้วเงินทำบุญของ 2 จุดนี้ต่างกันอย่างไร ไกด์บอกว่า สำหรับในถาดเหมือนเราถวายพระประธานโดยตรง (พระพุทธรูปองค์ใหญ่ในวัด) ส่วนในกล่องหมายถึงสำหรับการใช้จ่ายทั่วไปภายในวัด รวมถึงค่าอาหารลามะ

วัดซิมมี่ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 โดยท่านลามะดรุกปา คุนเล ซึ่งเป็นเทพที่มีชื่อเสียงเช่นกันของภูฎาน

ขี่ม้าขึ้นเขาที่วัดทักซัง

วัดทักซัง ซึ่งอยู่บนเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 3,100 เมตร ไกด์ถามความเห็นว่าจะใช้บริการขี่ม้าขึ้นเขากันหรือไม่ ถ้าไม่ใช้ก็ต้องเดินขึ้นเขาอย่างเดียว แต่ก็ใช้เวลานานพอดู และพวกเราก็คงเหนื่อยกันมาก ค่าบริการขี่ม้าจะแบ่งเป็น 2 อัตรา ถ้าจะไปแค่จุดที่ 1 (จากนั้นก็เดินต่อไปเอง) จะอยู่ที่ราคาประมาณ 300 บาท ต่อไปอีกจุดที่ 2 ที่ม้าไปต่อไม่ได้แล้ว จะต้องเดินเองเท่านั้นอีก 200 บาท สรุปพวกเราตกลงกันว่างั้นเลือก 500 บาทไปเลย

จุดแวะจุดที่ 1 ยังอีกไกลโพ้น



เมื่อถึงจุดสุดท้ายที่ม้าไปต่อไม่ได้แล้ว ฉันลงจากหลังม้าพร้อมกับลูบหัวมันที่พาฉันมาอย่างปลอดภัย ใช้เวลาเดินต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมง มีทั้งเป็นทางลงเขา และขึ้นเขา เดินไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก (แต่รู้สึกจะพักบ่อย) เห็นเขาว่าเดินอีก 620 ขั้น

ฉันมาถึงจุดสูงสุดจนได้ ซึ่งมันเกินความคาดหวังของฉันอย่างมากเลย มาถึงตรงนี้แล้วเหรอ บริเวณด้านในมีเสียงสวดภาวนา พระพรมน้ำมนต์จากกาน้ำลงบนมือเรา ทัวร์ลีดเดอร์ของเราบอกว่า “ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะที่จะขึ้นมาได้ขนาดนี้ ดังนั้นควรอธิษฐานตั้งจิตอุทิศบุญกุศลของความยากลำบากในการเดินทางครั้งอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร หรือจะอธิษฐานขอให้สามารถนั่งสมาธิได้ ถ้าใครมีปัญหาในการปฎิบัติ” พระที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นพระชื่อ รินโปเช ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเป็นพระองค์แรกที่มาปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิที่วัดนี้ และเผยแพร่พุทธศาสนาที่ภูฎาน

ระยะที่เราใช้เวลาขึ้นมา อย่างน้อยก็ 2 ชั่วโมง ดังนั้นฉันจึงอยากอยู่ในนี้นานหน่อย และอยากนั่งสมาธิที่จุดนี้ มีผู้เห็นด้วยกับฉันอยู่หลายคน เราจึงนั่งสมาธิกันสักครู่ แต่อยู่ได้ไม่นานหรอก มีคนแตะตัวฉันบอกว่าเขาไม่ให้อยู่นาน เพราะก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ

มุมมอง ณ จุดด้านบนสุด





ออกมาด้านนอก ไกด์พาไปอีกมุมหนึ่ง มีประตูปิดแต่ให้เราไปยืนดูได้ทีละคน ในห้องนั้นเป็นห้องปฎิบัติกรรมฐานของพระรินโปเช (Guru Rinpoche) ท่านเป็นผู้มาเผยแพร่พุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้ในศตวรรษที่ 8 ซึ่งไกด์บอกว่าบริเวณจะมีความศักดิ์สิทธิ์ ความขลัง ของพลังบทสวด สมาธิ

จากประสบการณ์ขี่ม้า กับเดินทรหด บวกความเป็นมาของผู้เผยแพร่ศาสนาพุทธในดินแดนแถบนี้ ความศรัทธาของผู้สร้างวัด จึงทำให้เส้นทางการเดินทางมายังวัดทักซังกลายเป็นสถานที่ที่ฉันประทับใจมากที่สุดในการมาเที่ยวครั้งนี้




 

Create Date : 29 กันยายน 2551    
Last Update : 29 กันยายน 2551 16:04:52 น.
Counter : 708 Pageviews.  

ข้ามขอบฟ้าไปยังภูฎาน ตอน 1

กูโซซางโปลา (เป็นคำว่า "สวัสดี" ในภาษาภูฎานค่ะ)

เริ่มต้นที่สนามบินภูฎานเมืองพาโร

สถาปัตยกรรมของสนามบินก็มีความเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมภูฎาน ขนาดอาคารของสนามบินภูฎานทำเอาฉันนึกถึงสนามบินแม่ฮ่องสอนบ้านเรา ภายในเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งแต่งชุดประจำชาติ บนฝาผนังมีรูปกษัตริย์องค์ปัจจุบันที่พวกเรารู้จักกันในนาม “จิ๊กมี่” อีกด้านหนึ่งเป็นรูปกษัตริย์องค์ก่อน




ไกด์ภูฎานมารอเราที่สนามบินอยู่แล้ว เขานำผ้าสีขาวมาคล้องคอพวกเราทีละคน เป็นการแสดงความต้อนรับ (เหมือนที่เคยเห็นในหนัง Seven years in Tibet หรือตามสารคดี) และให้ของที่ระลึกเป็นตะกร้าสานไม้ไผ่ ในนั้นมีเหรียญจำนวน 25 เหรียญ เป็นเหรียญที่ปัจจุบันภูฎานไม่ใช่แล้ว แต่ใหม่เอี่ยม เนื่องจากไกด์ไปแลกมาจากธนาคารมาให้

สนามบินภูฎานมีที่เมืองพาโรที่เดียว จากปัจจัยเรื่องภูมิประเทศนั่นแหละ เพราะที่นี่พอจะมีเนื้อที่ที่เป็นที่ราบมากที่สุด คืนแรกพวกเราจะไปพักที่โรงแรมในเมืองทิมพู เมืองหลวงของภูฎาน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. แม้ว่าระยะทางแค่ 40 กม. แต่เราต้องเดินทางลัดเลาะไปตามเทือกเขาแบบทางภาคเหนือของไทย

วัด Chang gang kha lhakhang

หลังจอดรถหน้าวัด เดินขึ้นเขาไปนิดเดียว ด้านบนสามารถมองเห็นวิวเมืองทิมพูได้ วัดนี้สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ชาวภูฎานจะพาเด็กเล็กมา และนำชื่อที่ตั้งไว้มาถามพระว่าเหมาะหรือไม่ พวกเราได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูปได้เฉพาะภายนอกเท่านั้น บริเวณด้านนอกมีกงล้อภาวนา (Prayer Wheel) ฉันเดินไปหมุนกงล้อภาวนา ซึ่งจะมีมนตราบันทึกไว้ ชาวภูฎานเชื่อว่าการหมุนกงล้อ 1 รอบถือเป็นการสวดมนต์ 1 รอบเช่นกัน ฉันว่าเป็นกุศโลบายที่ทำให้คนมีสติอยู่กับสิ่งหนึ่ง ชาวภูฎานส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ฉันพบหญิงภูฎานเดินแกว่งกงล้อมือถือ หมุนไปพร้อมพร่ำภาวนาสวดมนต์เดินรอบวัด





ด้านในของวัดซึ่งเราไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ ดังนั้นจึงต้องบันทึกไว้ในความทรงจำอย่างเดียว ฉันมองเห็นชาวภูฎานพาเด็ก ๆ มา มือถือตะกร้าสานไม้ไผ่ใส่ของมาถวายพระ ไกด์บอกว่าอาจมีพวกข้าว ธูป มาถวาย พระจะนำของที่มาถวายไปวางไว้ และนำตะกร้ามาคืน

วิธีการพรมน้ำมนต์ที่นี่จะแตกต่างจากบ้านเรา คือพระจะถือกาน้ำมนต์แล้วให้เรายกมือรอรับน้ำมนต์ ฉันเห็นไกด์และชาวภูฎานแตะน้ำมนต์ที่ปากเหมือนจะดื่มเล็กน้อย และแปะพรมที่หัวและหน้า แต่ฉันไม่กล้าดื่มน้ำมนต์หรอก ได้แต่พรมที่หน้าผากอย่างเดียว น้ำมนต์จะมีกลิ่นของเครื่องหอมกำยานละกระมัง ฉันมาอ่านข้อมูลเจอในภายหลังว่ามีนักท่องเที่ยวถามว่าน้ำดื่มเข้าไปไม่เป็นไรหรือ ชาวภูฎานตอบว่าน้ำสะอาดเพราะมาจากแหล่งน้ำบริสุทธิ์ เป็นเพราะประเทศเขา ทรัพยากรยังใสสะอาด

ฉันเห็นพระองค์หนึ่งจะนั่งสวดมนต์ภาวนาตลอดเวลาเลย และพระอีกองค์จะทำหน้าที่นำของถวายไปวางและรดน้ำมนต์แทน

ทิมพูซอง

ซอง (Dzhong) ในความหมายของภูฎานคือป้อมปราการในอดีตที่เป็นแหล่งบัญชาการป้องกันข้าศึกศัตรู ปัจจุบันเป็นเสมือนทั้งวัด และมุมของสถานที่ราชการ ซองจะมีอยู่ทุกเมือง ส่วนที่ทิมพูซองจะเป็นที่ทำงานของจิ๊กมี่ด้วย ไกด์เล่าว่าหลังเลิกงาน จิ๊กมี่จะเดินกลับวังที่อยู่ไม่ไกล เป็นการสนองนโยบายประหยัดพลังงาน ชื่นชมธรรมชาติ กับออกกำลังกายไปในตัวเลย

ไกด์พวกเราชื่อ Nidup แต่พวกเราเรียกใหม่ว่า “นิรุตน์” นำรถมาจอดที่หน้าซอง นิรุตน์แต่งกายชุดประจำชาติอยู่แล้ว ชุดของผู้ชายเรียกว่า “โก” ผู้หญิงเรียกว่า “คีรา” ขณะอยู่หน้าซอง นิรุตน์พาดผ้าสีขาวเพิ่มเรียกว่า เคบเน่ (Kebney) เป็นเสมือนการแสดงความเคารพเมื่อจะเข้าบริเวณซอง (เหมือนดังเช่นเมื่อครั้งจิ๊กมี่มาไทย ท่านก็ได้ผ่านเคบเน่สีเหลืองอันเป็นสีที่แสดงความเป็นกษัตริย์)

พวกเราได้รับอนุญาตให้เข้าซองได้เฉพาะส่วนที่เป็นวัดเท่านั้น ก่อนเข้าต้องผ่านการตรวจกระเป๋าจากเจ้าหน้าที่ก่อน เช่นเคยบริเวณภายในวัดจริง ๆ จะไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่บริเวณโดยรอบไม่มีปัญหา วันนี้โชคดีมาก ๆ ที่มีคณะเราคณะเดียว 10 คน วันนี้ป็นวันหยุดราชการเพราะภายในเมืองจะมีการจัดงานครบรอบวันเกิดของ Third King



ทางเข้าทิมพูซอง







บริเวณด้านในทิมพูซอง







ลืมแนะนำค่ะ ไกด์ประจำ trip ของเรา




 

Create Date : 26 กันยายน 2551    
Last Update : 29 กันยายน 2551 14:58:07 น.
Counter : 512 Pageviews.  

เยี่ยนเยียนสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่หอเอน เมืองปิซ่า

ฉันได้มาสัมผัสสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 สิ่งของโลก จริง ๆ หอเอนนี้เป็นเรื่องที่พวกเราเรียนหนังสือกันมาตั้งแต่เด็กนะว่าพอสร้างไป แล้วหอเอนขึ้นมา อันเนื่องจากพื้นดินบริเวณด้านล่าง เลยกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไป ฉันเคยอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพ ท่านเขียนว่า แปลกดีนะ โดยปกติ ถ้าช่างคนใดสร้างสิ่งก่อสร้าง ตึกต่าง ๆ ถ้าสิ่งก่อสร้างนั้นมีการเอน คนคงไม่ชอบนะ คนสร้างก็คงจะถูกตำหนิ หรือลงโทษ แต่ที่หอเอนปิซ่านี่ กลับกลายเป็นสิ่งอันลือชื่อของโลกไป

เมื่อรถโค้ชมาถึงเมืองปิซ่า รถต้องมาจอดยังจุดจอดรถที่กำหนดไว้ แล้วนั่งรถเมล์ (ฟรี) เข้าไปไม่ไกลนัก เนื่องจากรัฐบาลเมืองปิซ่าเกรงว่าการวิ่งของรถบนท้องถนนอย่างคับคั่ง จะส่งผลต่อการเอนของหอเอนมากขึ้น ที่ฉันอ่าน ๆ มา ได้ความว่า วิศวกรมีการคำนวณว่าแต่ละปีหอจะเอนลงมาปีละเท่าไหร่ ดังนั้นจึงได้มีการทำโครงบนพื้นถนนอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้หอเอนลงมา เพราะที่นี่กลายเป็นจุดที่ทำเงินจากการท่องเที่ยวเป็นอย่างดี มองการไกลดีนะ





หลังจากนั่งรถเมล์มาถึงจุดจอด ต้องเดินต่อกันอีกนิด 2 ข้างทางเต็มไปด้วยซุ้มขายของที่ระลึก และมีของ
แบรนด์เนม (copy) เน้นพวกกระเป๋า วางแบกะดิน โดยคนขายชาวผิวดำหลายร้านเชียว ส่วนของที่ระลึกก็ทำเป็นรูปหอเอน เช่น โคมไฟ ขวดน้ำ ที่นี่เช่นเคยไกด์เตือนให้ระวังกระเป๋า เพราะเป็นแหล่งรวมมิจฉาชีพเช่นกัน จะเที่ยวไม่สนุกก็ตรงนี้แหละ ต้องคอยระวัง



บริเวณ 2 ข้างทางที่เดินผ่านก่อนเข้าสู่บริเวณประตู





เมื่อเดินเข้าประตู ฉันตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่ข้างหน้า ตอนเรียนหนังสือ หรือไม่ว่าเห็นตามสื่อใด ๆ ก็เห็นแต่ภาพหอเอนโดด ๆ ดังนั้นฉันจึงไม่คิดว่าภาพที่เห็นข้างหน้าจะมีสถาปัตยกรรมถึง 3 แห่ง คือ สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา วิหารและตามด้วยหอเอนอยู่ข้างหลัง ซึ่งฉันว่าการถ่ายรูปพร้อมกันทั้ง 3 แห่งสวยมากกว่าหอเอนเดี่ยว ๆ หอเอนดูไม่ใหญ่โตเท่าความคิดที่ฉันวาดไว้





อีกมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยเห็นภาพนี้








 

Create Date : 26 กันยายน 2551    
Last Update : 26 กันยายน 2551 15:00:39 น.
Counter : 579 Pageviews.  

ยุโรปในฝัน

ก่อนฤดูท่องเที่ยวยุโรปมาเยือน เป็นช่วงเวลาของการไปต่อ
พาสปอร์ตใหม่ เป็นรุ่น E-passport ด้วย กำลังอยากเที่ยวยุโรป
หาซื้อหนังสือ "รัตนาวดี" บทประพันธ์ของ ว. ณ ประมวญมารค
มาอ่าน เพราะ "รัตนาวดี" เป็นการดำเนินเรื่องการเดินทางในยุโรป
ของนางเอก "รัตนาวดี" น้องสาวท่านชายพจน์ จากเรื่อง "ปริศนา"
นอกจากนี้ก็มีนิยายอีกเรื่องหนึ่งของ ว.วินิจฉัยกุล ซึ่งเขียนนิยาย
เรื่อง "บทเพลงแห่งคิมหันต์" โดยเกิดจากแรงบันดาลใจจากการอ่าน
"รัตนาวดี" เช่นกัน


แล้ววันเวลาก็มาถึง ช่วงที่ไปคือเดือนสิงหา หน้าร้อนของยุโรป
แต่เป็นฤดูที่กำลังดีของฉัน อากาศกำลังเย็นสบาย ได้ไปประเทศ
หลักคืออิตาลี โดยเริ่มต้นที่สวิส ผ่านฝรั่งเศส ที่เมืองชาร์โมนิกซ์
แล้วไปต่อที่เมืองศิลปะวัฒนธรรมแห่งอิตาลี ชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

นี่เป็นภาพเทือกเขาแอลป์ เห็นก่อนเครื่องบินลงที่สวิส



สู่สวิสเซอร์แลนด์

ที่ทำการของสหประชาชาติ ในสวิส



ถ่ายรูปปั๊นข้าง ๆ ตึกสหประชาชาติ แอบถ่ายรูปศิลป์มา สวยดีไหม






แถวริมทะเลสาบเจนีว่า แต่ดู ๆ ไปฉันว่าสวนหลวง ร. 9 ของไทย
สวยกว่าเยอะเลย ช่วงที่ไปเป็นช่วงเทศกาลอาหาร ดังนั้นบริเวณ
ริมทะเลสาบเจนีวาจึงครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้า มีร้านผดไทย
ของคนไทยด้วยล่ะ มีชิงช้าสวรรค์เมืองฝรั่งด้วย






นาฬิกาดอกไม้ สัญลักษณ์เมืองเจนีวา ซึ่งดอกไม้รอบนาฬิกา
จะเปลี่ยนใหม่ไปเรื่อย ๆ เหมือนสวนหลวง ร. 9 ที่จัดเปลี่ยน
ดอกไม้เรื่อย ๆ น่ะ



มาที่เมืองนาฬิกา ก็ต้องไปดูนาฬิกา ฉันแวะที่ร้าน Bucherer
แต่แอบซื้อLongines ที่สนามบินเมืองไทยไปก่อนแล้ว บวกลบ
คูณหารด้วยอัตราแลกเปลี่ยนในวันนั้น ปรากฎว่าราคาที่สวิสแพง
กว่าไทยประมาณ 500 บาท (นี่ห้กภาษีที่เขาจะคืนให้นักท่องเที่ยว
แล้วนะ) การซื้อของที่นี่ถ้ามีมูลค่า 400 ฟรังก์สวิสขึ้นไป
หรือประมาณ 12,000 บาท ถึงจะคืนภาษีให้



ร้านนี้ก็มีสินค้า Brandname ทั้งหลาย นาฬิกาหลากยี่ห้อ ,
VICTORINOX, SWAROVSKI มีคนขายชาวไทย 1 คนคอย
ให้ความสะดวก เพราะคนขายชาวสวิสพูดได้แต่เฉพาะภาษาฝรั่งเศส ตอนจ่ายตังค์
ฉันชวนคนขายคุย ถามเธอว่าคนไทยมาช็อปปิ้งที่นี่เยอะมั้ย
เธอก็ทำท่าส่ายหัว พร้อมพูดอะไรที่ฉันก็ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
สรุปว่าเธอพูดภาษาฝรั่งเศส

Charmonix ประเทศฝรั่งเศส อยู่พรมแดนติดกับสวิสเซอร์แลนด์
เป็นเมืองที่น่ารักมาก เมืองเล็ก ๆ ที่สงบ เป็นเหมือนเมืองในฝัน
อยู่ริมเชิงเขามองบลังค์

ยอดเขามองบลังก์เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป ที่ระดับ 4,538 เมตร
มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี มีจุดชมวิวที่เห็นทัศนียภาพของเทือกเขา
แอลป์ นี่ขนาดเป็นช่วงหน้าร้อนของยุโรปนะ ฉันใส่เสื้อปาเข้าไป
4 ชั้น ข้างในเป็นเสื้อกล้าม ตามด้วยเสื้อยืด เสื้อแจ็คเก็ตยีนส์
และเสื้อกันหนาวอีก 1 ตัว ถ้าเป็นหน้าหนาวฉันต้องกลายเป็น
หมีตัวพองๆ แน่ ๆ เลย จริง ๆ ฉันเตรียมถุงมือไปด้วย แต่ตอนที่
เพิ่งมาถึง และอยู่ในรถ มองลงไปเห็นนักท่องเที่ยว (ส่วนใหญ่เป็น
ฝรั่ง) ดูแต่งตัวธรรมดา ไม่หนาชั้นมาก ก็เลยคิดว่าหน้าร้อนของเค้า
คงไม่หนาวมาก เมื่อขึ้นกระเช้าไฟฟ้าไปถึงชั้นหนึ่ง ต้องไปต่ออีก
1 ทอด คราวนี้หละ พอลงกระเช้า ลมแรงพัดที มือฉันเย็นเจี๊ยบ
รู้สึกหน้าชา ๆ ริมฝีปากชาไปหมดเลย








ไกด์เตือนตั้งแต่ตอนแรกว่า อยู่ข้างบนแล้วอย่าวิ่ง ให้ค่อย ๆ เดิน
เพราะยิ่งสูง อากาศยิ่งน้อย บางคนอาจวูบได้ ไม่จำกัดว่าอายุน้อย
หรือมาก ถ้ารู้สึกไม่ดีให้ค่อย ๆ นั่ง ปรากฏว่าเจอกับตัวเองเลย
อยู่ข้างบนรู้สึกมึน ๆ งง ๆ เวลาเดิน

ช่วงขาลงจากกระเช้าไฟฟ้า มี 3 จังหวะที่เหมือนเล่นเครื่องเล่น
ไวกิ้งเลยล่ะ ท้องวูบในช่วงที่กระเช้าไฟฟ้าข้ามเขาที่มีระดับสูงชัน
ต่างกัน ลงถึงพื้นดินเป็นอาหารกลางวันพอดี เลยกินอะไรไม่ลง
ขอสั่งน้ำส้มต่างหาก แก้วละตั้ง 3 ยูโร (150 บาท) แต่ก็ยังกิน
ไม่ค่อยได้นัก พอออกจากร้านอาหาร ช่วงเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์
เริ่มเข้าสู่สภาพปกติ





Charmonix เป็นเมืองที่น่ารักน่าอยู่ + โรแมนติคเสียจริง ๆ









สู่อิตาลี

เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองอิตาลี จะเห็นตึกตามสองข้างทางโดดเด่นไปด้วย
ศิลปะ (ที่ไม่สวยงาม) คือมีการขีดเขียนเละเทะตามตึก ดูแล้ว
เมืองไทยยังมีระเบียบกว่าเยอะ แปลกใจว่ารัฐบาลอิตาลีเค้าไม่
รณรงค์เรื่องนี้กันหรือไง เพราะอิตาลีเป็นเมืองเก่าแห่งศิลปะ
ยังไงก็ต้องมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยี่ยมชมอยู่แล้ว

รถที่ฉันเห็นจอดตามข้างทางหรือขับอยู่ในอิตาลี ส่วนใหญ่จะเป็น
รถขนาดเล็ก ไซส์เดียวกับ Jazz น่ะแหละแต่เป็นรถยุโรป เนื่องจาก
ปัญหาที่จอดรถที่ไม่เพียงพอ





เดิมจะได้ยินอยู่บ่อย ๆ เวลาอ่านนิตยสารผู้หญิงว่ามิลานเป็น
ศูนย์กลางด้านแฟชั่นแห่งหนึ่งของโลกเหมือนที่กรุงปารีสของ
ฝรั่งเศส มิลานเป็นสวรรค์ของนักช็อปปิ้ง สินค้าแบรนด์เนม
ทั้งหลายของอิตาลีอยู่ที่มิลานนี่เอง ไม่ว่าจะเป็นหลุยส์ วิตตอง ,
กุชชี่

DUOMO คือโบสถ์ โบสถ์ที่นี่สวยงามอลังการมาก ทำด้วย
หินอ่อน เป็นศิลปะแบบกอธิค แต่ไม่น่าเชื่อว่าสถาปัตยกรรม
โบราณอย่างนี้จะอยู่ขนาบข้างด้วยร้านค้าแบรนด์เนมเลยล่ะ
คืออยากซื้อยี่ห้ออะไร หาได้หมดเลย ข้างในโบสถ์ก็สวยงาม
แต่มืดไปหน่อย ข้างนอกดูสวยกว่าเยอะ ด้านหน้าของดูโอโม่
เป็นอนุสาวรีย์กษัตริย์วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล ผู้รวบรวมอิตาลีให้
เป็นปึกแผ่นในอดีต









ทุกอย่างที่นี่เป็นเงินเป็นทองหมด ตู้เย็นในโรงแรมไม่มีน้ำเปล่า
ให้ฟรี แม้แต่น้ำเปล่าก็ต้องจ่ายตังค์ แถมแพงด้วย โรงแรม
ที่นี่ไม่มีกาต้มน้ำ ดังนั้นช่วงหัวค่ำจึงเดินออกมาที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต
ใกล้ ๆ เดินแบบระวัง ๆ เพราะเขาว่ากันว่าอิตาลีเป็นเมืองน่ากลัว
สำหรับการฉกชิงวิ่งราว ราคาน้ำเปล่าในซุปเปอร์มาร็เก็ตอยู่ใน
ระดับที่พอรับได้ น้ำเปล่าขวดใหญ่ราคา 0.49 ยูโร (25 บาท)
ในขณะที่ตามสถานที่ท่องเที่ยวที่เราพบเห็น น้ำเปล่าขวดเล็ก
(6 บาทในไทย) ราคาตั้ง 2 ยูโร (100 บาท) แน่ะ



เวนิสแห่งตะวันตก

เป็นสถานที่ที่ประทับใจมาก สวยคลาสิค เป็นที่ที่อยากกลับ
ไปเที่ยวอีกถ้ามีโอกาส ที่เวนิสไม่มีรถวิ่ง ใช้เวลานั่งเรือเมล์
เพื่อมายังเกาะนี้ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เหมือนล่องแม่น้ำ
เจ้าพระยา ผิดกันแต่ว่าสองข้างทางที่จะไปเวนิสเต็มไปด้วยตึก
สมัยโบราณที่ยังอนุรักษ์อยู่



จุดแรกเป็นอนุสาวรีย์วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล ณ จตุรัสซานมาร์โค
ศูนย์กลางของเวนิส รอบข้างเป็นโบสถ์เซนต์มาร์ค สถาปัตยกรรม
แบบไบแซนไทน์ สร้างอุทิศให้นักบุญเซนต์มาร์ค ซึ่งเป็นชาวเวนิส
ที่ไปเผยแพร่คริสต์ศาสนาที่อียิปต์ และต่อมาเสียชีวิตที่นั่น มีเรื่อง
เล่าว่ากว่าจะนำศพนักบุญเซนต์มาร์คกลับเวนิส ต้องหลอกล่อชาว
อียิปต์ด้วยการเดินทางมากับหมู เพราะอียิปต์เป็นอิสลาม ดังนั้น
การตรวจตราจึงไม่เข้มงวดนัก



ด้านบนของโบสถ์ทำด้วยโมเสค เล่าเรื่องราวของนักบุญเซนต์มาร์ค
การเผยแพร่ การขโมยศพกลับมายังเวนิส การเคารพบูชาพระศพ
และภาพสุดท้ายเป็นการขนย้ายศพที่ต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่
เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์







ที่เวนิส จุดหนึ่งฉันคิดว่าคล้ายดูโอโม่ (โบสถ์) ที่มิลาน คืออดีตพบปัจจุบัน ความหมายคือที่เวนิส
มีพระราชวัง และโบสถ์เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ แต่เลยจากจุดนี้
ไปจะเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่ขายสินค้าทั้งแบรนด์เนมและ
สินค้าที่ระลึกซึ่งเป็นของพื้นเมือง ฉันมีโอกาสเข้าชมการสาธิต
การทำแก้วเป่า มองดูเขาทำง่ายดายจัง เป็นการสืบทอดมา
หลายชั่วรุ่นของตระกูลนี้ แต่เครื่องแก้วราคาค่อนข้างแพงมาก
ฉันเองมาช็อปปิ้งได้จี้ที่ทำจากแก้วเป่า ซึ่งวางขายอยู่ตามซุ้ม
ข้างนอก ซึ่งราคาถูกกว่าตามร้าน



ตอนแรกฉันวางแผนไว้ว่ามาเวนิสทั้งทีต้องนั่งเรือกอนโดล่า
สัญลักษณ์ของเวนิสสักหน่อย ฉันรู้จักเรือกอนโดล่าจากแหล่ง
ไหนรู้มั้ย ไม่ใช่จากหนังสือประวัติศาสตร์เลย แต่มาจาก
การ์ตูนเรื่องหนึ่งที่อ่านตอนเด็ก ๆ เห็นมั้ยการอ่านการ์ตูน
ถ้าเรารู้จักเลือกก็ได้ความรู้เหมือนกัน แต่สรุปว่าไม่ได้นั่งหรอกนะ
เพราะแพง เรือลำหนึ่งนั่งได้ไม่เกิน 6 คน ตั้ง 5,000 บาทแน่ะ
นั่งแป๊บเดียวด้วย เลยลงมติกันว่ากลับมานั่งเรือแจวเมืองไทยดีกว่า
เอาตังค์ไปช็อปปิ้ง เดินเล่นดูบ้านเมืองและถ่ายรูปกันดีกว่า




จุดหนึ่งที่ไกด์ชี้ให้ชม คือ สะพานถอนสะอื้น ฝั่งหนึ่งคือศาล
อีกฝั่งหนึ่งคือคุก ในอดีต หลังจากศาลตัดสินความผิดแล้ว
นักโทษจะต้องเดินข้ามสะพานนี้ไปยังคุก ตรงสะพานนี้จะมี
เพียงช่องหน้าต่างที่นักโทษสามารถมองออกมาเห็นญาติ ๆ
ของตนเป็นครั้งสุดท้าย มีการร้องไห้กัน เพราะนักโทษที่
เดินผ่านสะพานนี้ไปแล้ว จะไม่มีโอกาสกลับออกมาอีกเลย
เพราะคุกทางฝั่งขวามือ จะเป็นห้องที่ไม่มีหน้าต่าง เมื่อน้ำขึ้นและลดลง นักโทษจะไร้ชีวิตไปแล้ว




เป็นเรื่องเศร้าเล็กน้อยเวลาเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทางประวัติศาสตร์
แต่อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่คนในยุคปัจจุบันควรเรียนรู้
เพื่อนำบทเรียนมาประยุกต์ใช้ในวันนี้ เพราะเรื่องร้าย ๆ เราก็มีทาง
ปกป้องได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้ด้วยการลองผิดลองถูกใน
ปัจจุบัน แต่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ไง













 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 22 ตุลาคม 2551 11:45:09 น.
Counter : 691 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

รัชชี่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




พี่มานิต ประภาษานนท์ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการการเขียนบล็อก ด้วยประโยคว่า
“จ๊ะเขียนบล็อกซี"

เริ่มเขียนบล็อก : 24 ก.ย. 51




สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน นำรูป ข้อความที่เขียนไว้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในบล็อกแห่งนี้ ไปเผยแพร่อ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก






Setting program for counting visitors since 7 Nov. 2009
free counters
New Comments
Friends' blogs
[Add รัชชี่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.