Group Blog
 
All blogs
 

ฮอยอันฉันรักเธอ นำทางสู่เวียดนาม (ตอน 6)

ทางไปที่พักที่รัฐบาลสร้างให้โฮจิมินห์ ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง
เพราะโฮจิมินห์ไปพักที่บ้านไม้แบบธรรมดา ห้องพักของบ้านไม้แสดงให้เห็นถึงความสมถะ
และการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายของท่าน

นี่คืออาคารที่สวยงามด้านหน้า ซึ่งเป็นที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง



ระหว่างทางเดินไปบ้านไม้ที่โฮจิมินห์เคยพัก







ถึงแล้วบ้านไม้ของโฮจิมินห์



ยังเก็บรักษาเครื่องใช้ไว้





ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมคนเวียดนามจึงรักโฮจิมินห์ขนาดนี้ เกือบทุกบ้านจะมีรูปโฮจิมินห์
ไว้แสดงความเคารพ ประวัติลุงโฮที่ไกด์เล่าให้ฟัง คือ ท่านวางแผนการกู้ชาติตั้งแต่อายุ
ยังน้อย ไปอยู่ที่ฝรั่งเศส ทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาใช้ในการดำรงชีวิต และไปพบ
คนที่รักชาติ เตรียมวางแผนการทำงานร่วมกัน หลังจากกู้ชาติได้เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็
ต้องวางแผนต่อว่าจะฟื้นฟูเวียดนามอย่างไร อยากจะเป็นระบบทุนนิยมแบบประเทศอื่นเขา
ก็ยังทำไม่ได้ เพราะยังจนอยู่ ดังนั้นลุงโฮจึงใช้หลักคอมมิวนิสต์ของเลนิน แห่งรัสเซีย
แต่มาปรับใช้กับคนเวียดนาม ต้องรวมชาติก่อน

บรรยากาศบริเวณนั้น







ไกด์เล่าว่าเจดีย์นี้สร้างขึ้นจากที่จักรพรรดิองค์หนึ่งมาอธิษฐานขอลูกไว้ (ไว้จะไปหาข้อมูลมาเพิ่มเติมให้นะคะ)



บ้านที่เป็นตึกในฮานอย จะมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือไม่ทาสีด้านข้าง (แม้ว่าด้านหน้า
และด้านหลังจะทาสีสวยงาม เพราะไม่รู้ว่าจะมีคนมาสร้างบ้านติดกันเมื่อไหร่ ทาสีด้านข้าง
ไปก็เปลือง



อันนี้เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนค่ะ สาว ๆ ปักผ้ากันค่ะ เป็นสินค้าชิ้นเอกของเวียดนามเขาล่ะ




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2551    
Last Update : 18 ตุลาคม 2551 4:07:42 น.  

ฟ้าจรดทรายที่แดนไอยคุปต์

อย่างที่ฉันเคยเกริ่นไว้ใน blog ตอนอื่น ความที่ได้อ่านหนังสือต่วยตูนมาตั้งแต่เด็ก
ทำให้ฉันหลงไหลเรื่องราวลึกลับของปิรามิด สฟิงค์ และคงไม่แปลกที่จะทำให้
อียิปต์เป็นอีกหนึ่งของดินแดนในฝันที่ฉันอยากไปเยี่ยมเยือน

เมื่อเครื่องบินใกล้ลงจอดที่อียิปต์ สิ่งที่แปลกในความรู้สึกของฉันคือ เมื่อมองลงไป
ในเบื้องล่าง เวลาไปประเทศต่าง ๆ รวมถึงจะเห็นความเขียวขจี แต่ที่อียิปต์จะเห็นเป็น
สีน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ คงเพราะความเป็นเมืองแห่งทะเลทรายนั่นเอง (ไม่รู้คนอื่นคิด
เหมือนฉันหรือเปล่า)

ที่สนามบินไคโร





ที่สนามบินกรุงไคโร ฉันเข้าร้าน duty free ร้านหนึ่ง เป็นร้านเล็ก ๆ ขายพวกสินค้าพื้นเมือง
ทักทายกับคนขายชาวอียิปต์ จากที่ฉันพอจะมีความรู้เรื่องปิรามิด เรื่องฟาโรห์อยู่บ้าง ก็เลย
พูดถึงฟาโรห์ตุตันคาเมน เนเฟอร์ติตี้ สาวงามอียิปต์ ชาวอียิปต์ยิ้มเลย แล้วถามฉันว่าฉันมา
จากประเทศไหน ฉันพูดคำว่า Thailand อย่างภูมิใจ เขาถามฉันว่าเรามีสกุลเงินของตัวเอง
หรือเปล่า ฉันเล่าให้ฟังว่าเราใช้เงินสกุลบาท

ฉันได้มาดูปิรามิดที่เมืองกีเซ่ ชานกรุงไคโร สิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอยู่
เบื้องหน้าฉันขณะนี้แล้ว เป็นความยิ่งใหญ่ที่ไม่น่าเชื่อว่าสร้างได้อย่างไรเมื่อหลายพันปีที่ผ่านมา



เล่าให้ฟังถึงปิรามิดที่เมืองกีเซ่ เป็นที่ตั้งของมหาปิรามิด 3 องค์ มีขนาดลดหลั่นกันตั้ง
เรียงรายท่ามกลางทะเลทราย โดยปิรามิดทั้งสามองค์นี้ ปิรามิดคีออฟส์หรือคูฟู ถือว่าเป็น
ปิรามิดใหญ่ที่สุดในโลก ว่ากันว่าประกอบด้วยก้อนหินตั้ง 2 ล้านก้อน ถัดมาคือปิรามิด
เคเฟรน เขาว่าภายในถูกบุกรุก ถูกทำลายเสียหาย และปิรามิดมิเซรินุส

สฟิงค์ที่เห็นอยู่ด้านหน้าทางเข้าปิรามิด ลำตัวเป็นสิงห์ ชาวอียิปต์โบราณนับถือเสมือนเทพเจ้า



ฉันได้เข้าไปในปิรามิดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นปิรามิดขนาดเล็กลงมา แต่ฉันรู้สึกอึดอัด และหายใจ
ไม่ออกเมื่ออยู่ในนั้น แต่อุตสาห์ไปถึงแล้ว ก็ลงไปสัมผัสเสียหน่อย

ระหว่างที่ชมปิรามิด ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเวลาเราอ่านเรื่องทะเลทรายหรือดูหนังทะเลทราย
เขาจะต้องโพกหน้า เพราะเมืองทะเลทราย จะมีฝุ่นควันจากทรายนี่เองเข้าปาก ฉันยังรู้สึกเลย



ฉันชมปิรามิดไปก็คิดไปว่านี่หรือคือสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น สร้างได้อย่างไร ฉันอ่าน
เจองานเขียนจากที่หนึ่งซึ่งได้รับการบอกเล่าจากไกด์คนหนึ่งว่า เคยมีพวกญี่ปุ่น มาทำการ
ท้าพิสูจน์จะขอสร้างมหาปิรามิดขนาดเดียวกับปิรามิดเมืองกีเซ่ ญี่ปุ่นขนเครื่องมืออุปกรณ์
อันทันสมัย ปรากฎว่าคนญี่ปุ่นยกก้อนหินก่อสร้างปิรามิดไปได้เพียงครึ่งทาง ก้อนหินก็
พังทลายลง (เอ! หรือว่าปิรามิดสร้างโดยมนุษย์ต่างดาวหนอ)



มีบริการนั่งอูฐและพาเดินวนแถวปิรามิด แต่ฉันขอบ๊ายบายบริการนี้ ต้องตกลงกันดี ๆ นะคะว่า
ราคานี้รวมทั้งขึ้นและลง บางคนตุกติก คือหลังจากตกลงราคากันแล้ว ตอนขาลง มีการตุกติก
ว่าต้องจ่ายเงินสำหรับขาลงด้วย



ความยิ่งใหญ่จากวันวานสู่วันนี้



ณ วันนี้ปิรามิดกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างในอดีตที่อยู่ในเมืองแล้วค่ะ





ไกด์พาไปชมการสาธิตการทำกระดาษปาปิรุส ต้นกำเนิดการทำกระดาษชนิดแรกของโลก
ซึ่งทำจากต้นกกอียิปต์ ในสมัยโบราณชาวอียิปต์ใช้กระดาษปาปิรุสบันทึกข้อความสรรเสริญ
เทพเจ้า และใช้เขียนคัมภีร์มรณะ

สถานที่ชมที่นี่ค่ะ



ที่สถานที่ไปชมภาพบนกระดาษปาปิรุส มีขายจี้เงินสลักชื่อเราเป็นภาษาอียิปต์ด้วยค่ะ
(อักษรเฮียโรกลิฟฟิกที่เราเคยเรียนหนังสือกันตอนเด็ก ๆ ไงคะ) ตอนอยู่ที่นั่นก็ไม่เห็นอยากได้
แต่กลับมาแล้วรู้สึกเสียดาย คราวหลังถ้าเป็นของที่ระลึกที่เราไปหาซื้อจากที่อื่นไม่ได้ สมควร
ซื้อกลับมา เพราะเราไม่ได้ไปบ่อย ๆ เสียหน่อย

ไกด์พาไป “แกรนด์บาซาร์ ข่าน อัล คาลิลี่” เป็นตลาดอียิปต์โบราณ เขาว่าเป็นแหล่งช็อปปิ้ง
ที่ใหญ่ที่สุดของกรุงไคโร แนะนำว่าสาว ๆ อย่าเดินคนเดียวนะคะ ฉันว่าเป็นตลาดที่น่ากลัว
ไม่ใช่ซี ต้องพูดใหม่ว่าตลาดไม่ได้น่ากลัว แต่หนุ่มอียิปต์น่ากลัวค่ะ และถ้าเราเผลอเดินเข้า
ร้านไหน จะถูกต้อน และเดินออกจากร้านยากค่ะ แนะนำให้เดินเข้าร้านเป็นกลุ่ม ระหว่างเดิน
ฉันเริ่มหิว หยิบป๊อกกี้จากเมืองไทยเดินกินไปพลาง ๆ เจอคนขายในร้านหนึ่งขอชิมด้วย
เขาคงเห็นกล่องขนมหน้าตาแปลก ๆ มีสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มถูกหนุ่ม ๆ ขอปากกา บอกว่า
ปากกาสวยดี





อ้อ อีกนิด ข้ามถนนที่กรุงไคโร น่ากลัวมากค่ะ ไกด์บอกว่าต้องตั้งสติดี ๆ แล้วเดินตรงไปเลย
อย่าลังเล พวกเราจะข้ามถนนจากโรงแรมไปซื้อแมคโดนัลที่อยู่ฝั่งตรงข้าม นี่ขนาดมีไกด์
ข้ามไปเป็นเพื่อนด้วยแล้วนะ ฉันว่าใครข้ามถนนที่กรุงไคโรได้คล่อง ก็สามารถข้ามถนน
ที่อื่นได้ทั่วโลก (ข้ามถนนในกรุงเทพบางแห่ง กลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลย)

เก็บภาพบรรยากาศตามข้างทางมาค่ะ มิน่าล่ะ เวลามองลงมาจากเครื่องบินแล้วเห็นพื้นที่สีน้ำตาลเยอะ



ตามประสาทำงานบริษัทน้ำมัน ก็จะมองหาปั๊มเรื่อยไป แต่ปั๊ม ESSO ที่อียิปต์ก็หน้าตาเหมือนบ้านเราล่ะค่ะ





นอกเรื่องอีกแล้วค่ะ แต่ก็เกี่ยวกับทะเลทรายนะคะ แนะนำให้ไปหานิยาย "ฟ้าจรดทราย"
ยังมีรักที่อฮัคการ์" ของโสภาค สุวรรณ อ่านแล้วจะได้สัมผัสบรรยากาศทะเลทรายค่ะ
รัชชี่ได้ความรู้หรือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากการอ่านนิยายล่ะค่ะ อีกอย่างโสภาค สุวรรณ
จะมีการหาข้อมูลและใช้ประสบการณ์จากการใช้ชีวิตในประเทศนั้น ๆ ก่อนนำมาเขียน
นิยายค่ะ เคยเจอตัวจริงของคุณโสภาคที่ตลาดปากซอยอ่อนนุชด้วยค่ะ รัชชี่เดินเข้าไป
หาคุณโสภาค แนะนำตัวว่าเป็นแฟนงานเขียน คุณโสภาคมากับหลานสาวลูกครึ่งค่ะ
เพราะติดตามงานเขียนคุณโสภาค ทำให้เดาได้ว่าหลานสาวคนนี้น่าจะชื่อเอมิลี่
คุณโสภาคตอบว่าใช่ เธอมีมนุษย์สัมพันธ์ดีทีเดียวค่ะ เพราะตอนแรกยังเกรงว่าจะหยิ่งค่ะ





Tips : ถ้าใครมีปัญหาในการทานอาหารอิสลาม พกมาม่าติดตัวไปเล็กน้อยก็ดีค่ะ
(แต่ถ้าไปกับทัวร์ ก็มักจะเตรียมให้อยู่แล้วค่ะ)

: ถ้าจะแลกเงินปอนด์อียิปต์ ให้แลกพอเท่าที่จะใช้จับจ่าย หรือซื้อของนะคะ เพราะ
แบงค์จะค่อนข้างเก่ามากค่ะ (รัชชี่ยังใช้คำที่สวยนะนี่ แต่ถ้าเป็นเพื่อน ๆ รัชชี่จะ
บอกว่าแบงค์เน่าค่ะ)




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2551    
Last Update : 19 ตุลาคม 2551 7:19:57 น.  

โรมรำลึก (ตอน 2)

ไม่ไกลจากน้ำพุเทรวี่ ฉันเดินต่อไปยังบันไดสเปน เป็นแหล่งนัดพบของชาวโรม แต่พอมองเห็นแล้ว
ฉันนึกไปถึงบันไดแถวสยามบ้านเรา แหล่งนัดพบแห่งหนึ่งของชาวกรุงเหมือนกัน





น้ำพุกับอิตาลีดูจะเป็นของคู่กัน



ที่เขาตั้งชื่อว่า บันไดสเปน เพราะมีสถานฑูตสเปนอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง
ตึกสถานฑูตอยู่ด้านหน้านี้เองค่ะ



ดูอาคารแถวนั้นหน่อยนะคะ





สู่ "วาติกัน" นครรัฐอิสระ วาติกันเป็นศูนย์กลางศริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
เป็นที่ประทับขององค์ประมุข



ที่นี่พวกเรามีเวลากันไม่มากนัก แต่โชคดีอย่างที่ไปถึงในเวลาค่อนข้าง
เช้าอยู่ เพราะตอนแรกไกด์บอกว่าอาจจะได้เดินชมความสวยงามแค่
บริเวณภายนอก เพราะนักท่องเที่ยวอาจจะเยอะ และต้องใช้เวลาต่อแถว
กว่าจะเข้าไปด้านใน โชคดีที่มีโอกาสเข้าไป







เห็นทหารสวิสอยู่ไกล ๆ ยังแต่งกายในชุดฟอร์มแบบอดีตเลย ทหารสวิสมีหอกโบราณ
เป็นอาวุธประดับเกียรติ ถือเป็นองครักษ์ของสันตะปาปา ทหารสวิส มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1506
การแต่งกายของทหารสวิส มีเครื่องแบบที่ออกแบบโดย “ไมเคิ้ลแองเจโล” ทุกคน
เป็นชาวสวิส และเป็นคาทอลิกที่ดี ทหารสวิสแต่ละคนจะประจำการชั่วระยะหนึ่ง



ไม่รู้จะบรรยายถึงความสวยงามอย่างไร



สวยงามตระการตา







เสริมประวัติศาสตร์นิดนึง มหาวิหารเซ็นปีเตอร์ได้เริ่มก่อสร้างหลังจากในยุคที่จักรพรรดิ
คอนแสตนติน ได้ยอมรับคริสต์ศาสนามาเป็นศาสนาประจำชาติ แรก ๆ ได้สร้างโบสถ์เล็ก ๆ
คร่อมหลุมฝังศพของนักบุญเซ็นปีเตอร์



ต่อมาได้สร้างวิหารให้สมกับฐานะของพระสันตะปาปา สถาปนิกคนแรกคือ แบร์มองเต้
ต่อมาผู้รับงานคนต่อมาคือ ไมเคิลแอนเจโล ว่ากันวา ไมเคิลขอทำงานให้โดยไม่รับเงิน
ถือว่าเป็นการทำงานให้ศาสนา บุญกุศลดังกล่าว ส่งผลให้เขามีชื่อเสียง เป็นอัจฉริยะทางศิลปะ





ท้ายนี้เก็บภาพป้ายต่าง ๆ มาให้ชมกันค่ะ






 

Create Date : 12 ตุลาคม 2551    
Last Update : 12 ตุลาคม 2551 7:52:27 น.  

โรมรำลึก (ตอน 1)

ตั้งแต่เด็ก ฉันมีโอกาสได้อ่านหนังสือต่วยตูนที่บ้านน้า ซึ่งเป็น
หนังสือที่มีเรื่องราวเกร็ดประวัติศาสตร์ เรื่องน่ารู้ เรื่องลึกลับ เรื่อง
แปลก ทำให้ฉันชื่นชอบเมืองโรม อียิปต์ และใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก
ว่าสักครั้งหนึ่งจะต้องไปให้ได้

เมื่อวันนั้นมาถึง
เริ่มเข้าใกล้โรมแล้ว



บ้านเมืองยังมีโบราณสถานเก่า ๆ ให้เห็น





โรมเป็นอดีตของศูนย์กลางอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด เป็น
แบบอย่างรากฐานความเจริญให้ชาติตะวันตกมาจนถึงวันนี้ ฉันว่า
โรมเปรียบเสมือนห้องสมุดประวัติศาสตร์นอกห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุด
ของโลกแห่งหนึ่งก็ว่าได้



ฉันได้พบเห็นโคลอสเซี่ยม ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
แม้ในยุคปัจจุบัน เมื่อปี 2550 ที่ให้มีการลงคะแนนผ่านอินเตอร์เน็ทและ
โทรศัพท์มือถือ ก็ยังคงได้รับการโหวตให้เป็น 1 ในสิ่งมหัศจรรย์

ณ วันนี้ความยิ่งใหญ่ในอดีตมาอยู่ ณ ปัจจุบันของยุคสมัยใหม่
ที่มีรถวิ่งขวักไขว่ผ่านไปมา

ก่อนถึงโรม ไกด์เปิดซีดีภาพยนตร์ Gladiator ให้ดูในรถเพื่อให้พวกเรา
เตรียมจินตนาการเรื่องราวในอดีต โคลอสเซียมเป็นสนามประลองยุทธ
ของชาวโรมันในอดีต มีเกมการแข่งขันต่อสู้แปลก ๆ มากมาย นับว่า
เป็นเกมกีฬาที่ค่อนข้างโหด แต่เป็นการต่อสู้เพื่อการมีชีวิตอยู่ของคนบางคน




โคลอสเซี่ยม ณ วันนี้ มีบางส่วนที่แหว่ง ๆ ไปมาก เพราะสมัยยุคกลาง
ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในกรุงโรม ทำให้โคลอสเซียมถูกทำลาย
บางส่วน

สมัย ค.ศ. 1744 ยุค Pope Bene Dict XIV (โป๊บเบนนดิคที่ 14) ได้มี
แนวคิดที่จะทำลายโคลอสเซียม เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คน
และสัตว์จำนวนมากต้องมาตายลงเพื่อสนองความบันเทิง เห็นว่า
ควรทำลายสถานที่แห่งนี้ เห็นควรให้รื้อก้อนหินหรือหินอ่อนบางส่วน
ไปก่อสร้างโบสถ์ หรืออาคารต่าง ๆ ในกรุงโรมแทน

เวลาผ่านไป โคลอสเซี่ยมถูกทำลายอย่างรวดเร็ว เริ่มมีความเห็นใหม่ว่า
ควรยุติการนำหินต่าง ๆ ไปสร้างอย่างอื่นได้แล้ว น่าจะเก็บส่วนที่เหลือ
ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ อย่าให้มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ตั้งแต่ ค.ศ. 1805 จึงมีนโยบายบูรณะซ่อมแซม และส่งเสริมการท่องเที่ยว
มาจนถึงปัจจุบัน

ไม่ไกลจากโคลอสเซี่ยม ฉันได้ไปต่อยังน้ำพุเทรวี่ ฉันเคยได้ยินชื่อน้ำพุ
แห่งนี้มานานมาก เรื่องที่ได้ยินมาก็คือ ถ้าไปถึงน้ำพุนี้ ให้ยืนหันหลัง
แล้วโยนเหรียญข้ามศีรษะ พร้อมอธิษฐานว่าขอให้ได้กลับมาอีก แล้วจะ
ได้กลับไปเยือนอีกครั้ง



แล้วฉันก็ได้มายืนอยู่ด้านหน้าน้ำพุแล้ว ฉันโยนเหรียญเช่นกัน ผ่านมา 2 ปี
แล้ว ฉันยังไม่ได้กลับไปอีกเลย คำอธิษฐานจะเป็นจริงไหมหนอ







ว่ากันว่าผู้ริเริ่มและให้การสนับสนุนในการสร้างน้ำพุ คือ Marcus และ Agrippa ซึ่งเป็นบุคคล
ที่เกิดก่อนคริสต์ศาสนาจะเข้ามาแผยแพร่ น้ำพุนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างกรุงโรมซึ่งใช้เวลาเป็นพันปี




ขอนอกเรื่องนิดนึง ท่านใดสนใจภาพยนตร์คลาสิคเก่า ๆ ฉันแนะนำให้ไป
หาเรื่อง "Roman Holiday" มาชมกันนะคะ เป็นหนังยุค 1953 นางเอกของ
เรื่องนำแสดงโดย Audray Hepburn เล่นเป็นเจ้าหญิง ได้ปลอมตัวเป็น
สามัญชนออกมาดูชีวิตผู้คนนอกวัง จะได้เห็นบรรยากาศของโรมค่ะ



Audrey Hepburn สาวสวยใน Idol ฉันค่ะ




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2551    
Last Update : 12 ตุลาคม 2551 7:01:03 น.  

ฮอยอันฉันรักเธอ นำทางสู่เวียดนาม (ตอน 5)

ถัดจากพระราชเมืองเว้มาไม่ไกล คือเจดีย์เทียนมู่ค่ะ เป็นเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม สูง 7 ชั้น





เจอนักท่องเที่ยวต่างชาติประปราย





ถัดเข้าไปข้างใน มีรถเก๋งสีฟ้ายี่ห้อออสตินจอดอยู่ มีประวัติความเป็นมาคือ เป็นรถที่พระองค์หนึ่ง ขับรถนี้ไปไซ่ง่อน (ชื่อในสมัยนั้นหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในสมัยปัจจุบัน) ได้เผาตัวเองประท้วงรัฐบาลโง ดินห์ เดียน ที่ห้ามประชาชนฉลองวันวิสาขบูชา เนื่องจากยุคนั้นศาสนาคริสต์เข้ามีบทบาทมาก







เสร็จแล้ว ลงเรือล่องแม่น้าหอมค่ะ



แวะร้านขายภาพปัก ศิลปะประจำเวียดนามเขาล่ะ







ดูภาพปั๊มน้ำมันในเวียดนามหน่อยนะคะ (ตามประสาคนทำงานแวดวงน้ำมัน เห็นปั๊มหน้าตาแปลก ๆ แล้วตื่นเต้น)





จบทริปเวียดนามกลาง เตรียมบินอีกแล้วค่ะสู่เวียดนามเหนือ









ณ เวียดนามเหนือ กรุงฮานอย ปัจจุบันถือเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่ฮานอยเปลี่ยนไกด์ท้องถิ่นคนที่สาม แต่เป็นคนที่ฉันชอบที่สุด คนนี้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในเวียดนาม เอกวิชาภาษาไทยเชียวนา มีชื่อภาษาไทยว่า คุณชัย (ชื่อเวียดนามเขาแปลว่าชัยชนะ) พูดภาษาไทยเก่งมาก รวมถึงรู้ศัพท์ชั้นสูงอีกต่างหาก คุณชัยบอกว่าที่มาเรียนภาษาไทยเพราะเป็นการมองการไกลของคุณพ่อ และคุณลุง ว่าเวียดนามเปิดประเทศแล้ว ไทยก็เป็นประเทศที่นำหน้า เจริญอยู่ใกล้เวียดนาม คนเวียดนามชื่นชมคนไทยนะ ดังนั้นควรเรียนรู้ภาษาไทย (น่าภูมิใจมั้ยเนี่ย)

ฮานอยกำลังจะมีอายุครบ 1,000 ปีในปี 2010 ซึ่งเวียดนามได้มีการเตรียมการฉลองอย่างยิ่งใหญ่

พิพิธภัณ์โฮจิมินห์ เป็นสถานที่เก็บรวบรวมเรื่องราวของโฮจิมินห์ เสื้อผ้า รถลากที่โฮจิมินห์เคยใช้ ความเป็นมา ขั้นตอนการปฏิวัติและกอบกู้เอกราชให้ชาวเวียดนาม





คุณชัยเล่าว่า สิ่งเดียวที่คนเวียดนามทำผิดต่อลุงโฮ คือ การเก็บรักษาร่างของท่านไว้ ทั้ง ๆ ที่โฮจิมินห์บอกไว้ว่า ถ้าเขาตายให้เผาเขาเสีย แต่คนเวียดนามรักลุงโฮมาก จึงอาบน้ำยาศพ ว่ากันว่าจะใช้วิธีนำไปอาบน้ำยาที่รัสเซีย (แบบเดียวกับที่ทำกับเลนิน) จุดที่ไว้ศพลุงโฮ คือบริเวณที่ท่านประกาศอิสรภาพของเวียดนาม











มุมด้านนอกพิพิธภัณฑ์



มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม หรืออีกชื่อหนึ่งคือวิหารขงจื๊อ ภายในเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน มีรูปปั้นขงจื๊อให้แสดงความเคารพ ในยุคก่อนที่จีนยังปกครองเวียดนามอยู่ จีนได้นำเอาอารยธรรมและวัฒนธรรมจีนเข้ามาเผยแพร่ ในยุคก่อนคนที่จะเข้ารับราชการจะต้องมาผ่านการสอบจอหงวนที่นี่ และคนที่จบจากที่นี่จะได้รับการจารึกชื่อเสียงเรียงนามบนศิลาจารึกที่อยู่บนหลังเต่า



เดินเข้ามหาวิทยาลัย



กว้างทีเดียว และร่มรื่นเชียวค่ะ



นี่ล่ะค่ะ ศิลาจารึกบนหลังเต่า





ชมศิลปะไปพลาง ๆ ค่ะ



สวัสดีครับ ผม : ชัย ไกด์ประจำคณะนี้ครับผม




ตุ๊กตาหุ่นกระบอก





ยังไม่หมดค่ะ บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัย มีการบรรเลงเพลงเวียดนามให้ฟังด้วย





ชุดจอหงวน




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2551    
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 16:33:57 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  
รัชชี่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




พี่มานิต ประภาษานนท์ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการการเขียนบล็อก ด้วยประโยคว่า
“จ๊ะเขียนบล็อกซี"

เริ่มเขียนบล็อก : 24 ก.ย. 51




สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน นำรูป ข้อความที่เขียนไว้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในบล็อกแห่งนี้ ไปเผยแพร่อ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก






Setting program for counting visitors since 7 Nov. 2009
free counters
New Comments
Friends' blogs
[Add รัชชี่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.