Group Blog
 
All blogs
 

ฮอยอันฉันรักเธอ นำทางสู่เวียดนาม (ตอน 3)

สู่ฮอยอัน

เพื่อความรวดเร็ว บินจากสนามบินเวียดนามใต้ไปยังเมืองดานังของเวียดนามกลาง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที จากเมืองดานัง ต้องนั่งรถต่อไปยังเมืองฮอยอัน เมืองมรดกโลก

จุดเริ่มต้นสนามบินเวียดนามใต้







สู่ที่พักในฮอยอัน ถ่ายรูปที่พักมา สวยดี






ฮอยอันได้รับการประกาศจาก UNESCO ให้เป็นเมืองมรดกโลก ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตของเวียดนามโบราณ ทั้งบ้านเรือน สถาปัตยกรรม เป็นเมืองเก่าแก่ที่ยังรักษาสภาพแวดล้อมดั้งเดิมไว้ได้ ในศตวรรษที่ 16 ฮอยอันเคยเป็นศูนย์กลางการค้าขายระหว่างประเทศ มีพวกฮอลันดา โปรตุเกส อินเดีย เข้ามาทำการค้าในสมัยนั้น

ที่นี่เน้นการเดินค่ะ แต่การเดินทำให้เราสัมผัสบรรยากาศอย่างใกล้ชิดนะคะ





มีขนมหน้าตาเหมือนบ้านเราด้วย



แวะไหว้พระที่เป็นศูนย์กลางการเคารพของชาวฮอยอันมาแต่ครั้งโบราณค่ะ









จากนั้นก็เดินต่อไป บ้านเรืองยังคงอนุรักษ์ สีฟ้า สีเหลือง นี่ล่ะค่ะ แต่ชอบค่ะ ดูเก่าและขลังดี







ได้บรรยากาศวิถึชีวิตจริง ๆ






href="http://www.bloggang.com/data/rngja/picture/1223172773.jpg" target=_blank>


ปัจจุบันบ้านต่าง ๆ ล้วนขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว โคมไฟ ผ้าปัก ภาพวาด กระเป๋า ราคาขึ้นอยู่กับความสามารถในการต่อรอง ไกด์บอกว่าถ้าเขาบอกราคาเท่าไหร่ ให้ต่อราคาลงประมาณ 40% มีบ้านเก่าหลังหนึ่งที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในบ้าน เจ้าของบ้านเล่าว่าเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ มีภาพถ่ายให้ดูตอนน้ำท่วม ดูความสูงของน้ำน่าจะเกินระดับเอว ที่โต๊ะมีภาพถ่ายของพระพี่นางเมื่อครั้งเสด็จมาที่นี่ ฉันขอถ่ายรูปไว้ เจ้าของบ้านเรียกชื่อภาษาไทยว่า “พระพี่นาง” แต่คุยเป็นภาษาอังกฤษว่าท่านพูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้ดีมาก เราตอบไปว่า พระพี่นางท่านเติบโตในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ถัดจากรูปพระพี่นาง มีรูปของคณะทักษิณ ชินวัตร เคยมาที่นี่เหมือนกัน






ออกจากด้านหลังบ้าน ก็เจอความสวยงามอย่างนี้ล่ะค่ะ







 

Create Date : 05 ตุลาคม 2551    
Last Update : 5 ตุลาคม 2551 12:24:11 น.  

ฮอยอันฉันรักเธอ นำทางสู่เวียดนาม (ตอน 2)

เดินมาถึงจุดที่เขาเอาไว้นักท่องเที่ยวลองลงอุโมงค์ดูบ้าง มุมนี้ดีหน่อยเขาทำเป็นบันไดให้ แต่พอเดินลงไปก็เริ่มแคบ ต้องเดินก้มหัว ทำตัวเล็กลง เป็นทางมืด ระหว่างทางมีแสงไฟบ้าง แต่ไฟไม่สว่างเลย มีพี่คนหนึ่งในกรุ๊ปทัวร์พกไฟฉายมาด้วย ได้อาศัยบารมีแสงไฟจากพี่เขานี่แหละ เพราะบางช่วงมันมืดมาก มองไม่เห็นคนข้างหน้าเลย กว่าจะออกมาเจอทางออก พี่ ๆ บางคนไม่ลงไป พวกเขามายืนรอพวกเราอีกจุดหนึ่งของทางขึ้น พี่ ๆ เขาบอกว่าดูสภาพแต่ละคนที่ลงไป ดูไม่จืดเลย นี่ขนาดฉันตัวเล็ก ๆ นะ ผู้ชายตัวสูง ๆ หรือไซส์ฝรั่งคงเมื่อยแย่ เราได้แค่ลองทางขึ้นและทางลงที่ไม่ไกลกัน แต่ยังไปไม่ถึงที่อยู่ของเวียดกงจริง ๆ

น่าทึ่งจริง ๆ กว่าที่เวียดกงจะขุดเป็นระยะทางยาวขนาดนี้ เขาบอกว่าภายในอุโมงค์จะมีทุกอย่างที่จะดำรงชีวิตได้ รวมถึงอาวุธที่จะไปต่อสู้กับศัตรู มีห้องครัว ห้องนอน โรงพยาบาล ห้องบัญชาการ ห้องประชุม

จอมปลวก : จุดให้มีอากาศหายใจ



ดูกันอีกชัด ๆ



กับดักศัตรู





จำลองวิถึชีวิต







ที่นั่นจะมีอาหารให้นักท่องเที่ยวลองชิม คือ มันสำปะหลังต้ม เป็นอาหารจริง ๆ ที่เวียดกงเคยกินเพื่อประทังชีวิต





สภาพบ้านเมืองข้างทาง







ลุงโฮจิมินห์ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่







ทำเนียบประธานาธิบดี







บรรยากาศภายในทำเนียบ






ชั้นบนมีลาดจอดเฮลิคอปเตอร์ (คิดถึงเวลาดูหนังฝรั่ง ตอนประธานาธิบดีหลบภัย)





หลังตามรอยสถานที่ประวัติศาสตร์ของจริงมาแล้ว มาชมพิพิธภัณฑ์สงครามกันต่อ แต่ไปที่นี่แล้วรู้สึกหดหู่จัง (ฉันนึกไปถึงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่อยู่ใกล้ ๆ สะพานแม่น้ำแควตอนที่ทหารอเมริกันและยุโรปมาสร้างทางรถไฟน่ะ) ทำให้เห็นความโหดร้ายของสงครามที่ไม่เคยปราณีใคร ที่ตู้หนึ่งจะวางจดหมายที่สามีภรรยาเขียนถึงกัน ของผู้ที่ไปทำการกู้ชาติ มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษให้อ่าน มันเป็นภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ของผู้เสียสละจริง ๆ

อีกจุดหนึ่งมีภาพแสดงความโหดร้ายของอเมริกันที่ทิ้งฝนเหลือง ทำให้คนเวียดนามทุพพลภาพ และกระทบต่อพันธุกรรมของเด็กในท้อง แม้ว่าพ่อแม่สมบูรณ์ แต่เด็กที่เกิดมาในยุคนั้น ไม่พิกลพิการก็เป็นดาวน์ซินโดรม

มีภาพ ๆ หนึ่งที่เป็นภาพโด่งดังไปทั่วโลกในสมัยนั้น คือ ภาพเด็กหญิงกำลังวิ่งหนีระเบิดที่อเมริกันทิ้งถล่มเมืองไซ่ง่อน ปัจจุบันเด็กหญิงคนนี้เป็นแพทย์
หญิงอยู่ในอเมริกา









 

Create Date : 04 ตุลาคม 2551    
Last Update : 4 ตุลาคม 2551 19:17:38 น.  

ฮอยอันฉันรักเธอ นำทางสู่เวียดนาม (ตอน 1)

เคยได้ยินละครเรื่อง “ออยอันฉันรักเธอ” เป็นการนำเสนอเรื่องราวในฮอยอัน ร่วมกับการท่องเที่ยวเวียดนามเพื่อเชิญชวนให้ผู้คนไปเยี่ยมเยือน ฉันไม่ได้ดูเรื่องละครเรื่องนี้ แต่ได้ยินว่าฮอยอันเป็นเมืองเก่า เมืองมรดกโลก ตอนอ่านโปรแกรมทัวร์ก็มีไปเมืองนี้ด้วย การมาเยือนเวียดนามของฉันในครั้งนี้ไปทั้งเวียดนามเหนือ กลาง และใต้ ฮอยอันอยู่เวียดนามกลาง

บินมาเที่ยวที่เวียดนามใต้ก่อน มาที่สนามบิน Tan Son Nhat อยู่ไม่ไกลจากโฮจิมินห์ซิตี้ แค่ 15 กม. จากนั้นไปชมโบสถ์ Note Dam เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างโดยชาวฝรั่งเศส ลักษณะเดียวกับที่มีในกรุงปารีส ใกล้ ๆ โบสถ์คือที่ทำการไปรษณีย์ สไตล์ฝรั่งเศสอีกเช่นกัน (ระหว่างนั่งรถผ่านที่อื่น ฉันห็นที่ทำการไปรษณีย์อื่น ๆ หน้าตาสวยงามอีกเช่นกัน หรือว่าที่ทำการไปรษณีย์เป็นสิ่งสำคัญของเวียดนามเนี่ย) ฉันเองเป็นคนที่หลงไหลสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอยู่แล้ว





เดินเข้าไปข้างในไปรษณีย์ shopping โปสการ์ดมา 1 ชุด (น่าจะมี 10 ใบ) ราคา 6,000 ดอง (15 บาท) และแสตมป์ 4 ดวง ดวงละ 7,000 ดอง (18 บาท) เพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของฉันว่าไปที่ไหนจะเขียนและส่งโปสการ์ดส่งถึงตัวเอง พวกอารมณ์สุนทรีย์ก็อย่างเนี้ย



ฉันแลกเงินดองที่สนามบิน 1 บาท = 390 ดอง แลกไม่เยอะนัก เพราะเขาบอกว่าที่เวียดนามรับเงินบาทด้วย เลยเตรียมแบงค์ร้อยไปอยู่แล้ว คืนแรกของการเที่ยว เมื่อกลับถึงโรงแรม ฉันเพิ่งเปิดโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเปิด roaming ไว้ มี SMS จาก DTAC ทักทายว่าขอให้สนุกในเวียดนาม ขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนบาท : เวียดนาม = 1 : 454 โอ้โฮ ขาดทุนไปตั้ง 64 ดองต่อบาท

shopping กันที่ตลาดใหญ่ของที่นั่น ปรากฎว่าที่เวียดนาม เงินบาทค่อนข้างแข็ง มีค่ากว่าเงินดองเสียอีก คนขายบางครั้งอยากได้เงินบาทมากกว่า หลัง shopping กันเสร็จกลับยังโรงแรมที่พัก แล้วออกจากโรงแรมตอนทุ่มครึ่งมาทานข้าวเย็น บนเรือที่ล่องแม่น้ำไซ่ง่อน มีดนตรีบรรเลงเพลงเวียดนามบนเรือ แถมด้วยเอาใจคนไทย บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” และเพลงของเบิร์ด ธงไชย เขาให้เราทานข้าวก่อนประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วค่อยเริ่มล่องเรือตอนสองทุ่มครึ่ง ไปและกลับน่าจะประมาณ 1 ชม. อาหารบนเรือมีสลัดปลา ยำปลาหมึก ยำอะไรสักอย่าง คงเป็นอาหารท้องถิ่น หม้อรวมมิตร หน้าตาและรสชาติคล้าย ๆ แกงส้ม + ต้มยำ อร่อยดีเหมือนกัน และผัดผักบุ้ง (ไกด์บอกว่าผักบุ้งจะกลายเป็นอาหารหลักเกือบทุกมื้อเลย)







ตามรอยประวัติศาสตร์เวียดนาม ไกด์เล่าว่าหนังสือประวัติศาสตร์ ถ้าเอารวมกันจะเป็นตั้งเยอะมากถ้าเทียบกับประเทศอื่น คิดดูซี เวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของจีนมาเป็น 1,000 ปี ฝรั่งเศสอีกเกือบ 100 ปี อเมริกาอีกเกือบ 30 ปี เวียดนามจึงเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมหลายแห่ง


อุโมงค์ใต้ดินกู่จี ความยาวตั้ง 250 กม. เป็นอุโมงค์ที่ขุดลงไปใต้ดิน สร้างตั้งแต่สมัยรบกับฝรั่งเศส ยุคนั้นเขาว่าอุโมงค์กู่จีขุดลึกแค่ 2 ชั้น ยังพอรับมือกับฝรั่งเศสได้ แต่ต่อมาเมื่อทำสงครามกับอเมริกา เนื่องจากอาวุธของอเมริการ้ายแรงขึ้น จึงต้องขุดอุโมงค์ลึกลงไปเป็น 3 ชั้น ทุก ๆ ความยาวที่ 10 – 20 เมตรของอุโมงค์ จะทำเป็นช่อง (แบบจอมปลวกตรงโค้นต้นไม้) ให้มีอากาศสำหรับหายใจได้

เมื่อเดินไปถึงจุดหนึ่ง ซึ่งมองแล้วก็เป็นพื้นดินมีใบไม้ปกคลุมเหมือนกันหมด แต่จะมีมุมหนึ่งซึ่งก็คือช่องทางลงอุโมงค์ เมื่อเปิดฝาแล้วมีช่องกว้างพอให้ระดับตัวคนลงไปได้ แล้วก็เอาใบไม้วางบนฝา แล้วปิดช่องทาง จะมีทหารเวียดนามคอยสาธิตให้เราดูว่าเอาตัวเองลงไปได้อย่างไร ทหารคงจะเบื่อกันนะ วันนึงต้องสาธิตหลายรอบ









 

Create Date : 30 กันยายน 2551    
Last Update : 4 ตุลาคม 2551 19:13:07 น.  

ข้ามขอบฟ้าไปยังภูฎาน ตอน 3

พาโรซอง

ฉันชอบสถาปัตยกรรมซองที่มักจะสร้างอยู่ริมน้ำ แล้วเดินข้ามสะพานไป คงจะเหมือนกับการสร้างเมืองแต่ละที่ในสมัยโบราณที่เลือกถิ่นที่ตั้งใกล้แม่น้ำ ซึ่งเป็นชัยภูมิที่ดี เพราะคนก็ต้องใช้สอยน้ำในชิวิตประจำวัน มาถึงที่นี่พวกเราแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั่งชิลชิลริมฝั่งแม่น้ำ หย่อนขาลง อีกกลุ่มหนึ่งเดินข้ามสะพานมาถ่ายรูป ซึ่งระหว่างนั้นมีลามะเดินเข้าออกซองอยู่เป็นระยะ



ทางเดินเข้าซอง



ฝั่งตรงข้ามซอง



กีฬายิงธนู

ฉันเปรย ๆ เรียกร้องว่าอยากดูกีฬายิงธนู ถ้ามีโอกาส (ไม่มีในโปรแกรมทัวร์) เพราะเห็นรูปจากในหนังสือแล้วดูเท่มากกับการแต่งชุดประจำชาติ ยิงธนู โชคดีที่ระหว่างทางเจอแข่งยิงธนู จึงได้มีโอกาสเดินลงไปดู ฉันประหลาดใจมากกับระยะยิงธนู ไกลโพ้นจนสงสัยว่าเขามองเห็นหรือ หรือเขากะระยะเอา

ฉันอ่านข้อมูลเจอว่าในงานโอลิมปิคปี ค.ศ. 2004 นักกีฬายิงธนูคนดังของภูฎานได้ถือธงชาตินำขบวนด้วย ภูฎานได้สนับสนุนกีฬาประเภทนี้เข้าสู่เวทีสากลโลก

การยิงธนูแบบดั้งเดิมใช้ลูกธนูไม้ไผ่ ยิงเป้าไม้ที่ตั้งห่างออกไปประมาณ 140 เมตร ไกลกว่ามาตรฐานโอลิมปิค






ปั๊มในภูฎาน

ก่อนมาเที่ยว ฉันอ่านเจอในหนังสือว่าภูฎานมีปั๊มของบริษัทน้ำมันอยู่ 3 ยี่ห้อ คือ Bharat Petroleum, Indian Oil และ Royal Dutch Shell แต่ฉันเห็นอยู่ 2 ยี่ห้อแรก แม้แต่รูปแบบสถาปัตยกรรมของปั๊มก็ยังเป็นลักษณะลวดลายแบบภูฎาน ไม่มีป้าย Highway Sign ใหญ่โตแบบของไทย ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ (พ.ค. 51) ราคาเบนซินในภูฎานประมาณ 36 บาท ดีเซล 26 บาท (ราคาเบนซินพอ ๆ กับเบนซิน 91 บ้านเราในช่วงเวลาเดียวกัน ฉันไม่แน่ใจว่าเบนซินที่นี่มีค่าออกเทนเท่าไหร่ แต่ดีเซลเมืองไทยอยู่ที่ 32-33 บาท คงมีการ Subsidize เหมือนไทย)





ของที่ระลึกจากภูฎาน

เพราะข้าวของแพงไม่ว่าจะเป็นผ้าทอ เครื่องเงิน (กล่องเครื่องเงินแต่ละที่ที่ฉันถาม ราคาหลักหลายพันอยู่ บางที่ก็เป็นหมื่น สองหมื่นก็มี เห็นเขาว่าเป็นของเก่า ไม่เอาล่ะ เดี๋ยวเจ้าของเก่ามาทวงคืน) ดังนั้นฉันจึงได้แค่แสตมป์ภูฎาน โปสการ์ดและเสื้อยืดภูฎานมาเป็นที่ระลึก

รู้ไหมว่าแสตมป์ภูฎานติดอันดับแสตมป์โลกเชียวนะ เป็นการมองการณ์ไกลของกษัตรย์ภูฎานที่ต้องการให้โลกรู้วัฒนธรรม ธรรมชาติ สัตว์ในภูฎาน และเป็นแสตมป์ที่นักสะสมแสตมป์ต้องหามาครอบครองในมือ

หน่วยงานไปรษณีย์ของภูฎานตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1962 และเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Universal Postal Union ในปี ค.ศ. 1969 ภาพในแสตมป์จะบอกเรื่องราวของประเทศผ่านรูปภาพ เป็นเสมือนตัวแทนทูตของประเทศให้ชาวโลกรู้จัก บางชุดมีการประมูลขายกันตามอินเตอร์เน็ทด้วย

บทสรุปจากภูฎานในความคิดของฉัน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและซาบซึ้งในความเป็นมาของวัฒนธรรม ไม่ผิดหวังแน่ ๆ หากได้มาเยี่ยมเยือนภูฎานสักครั้งหนึ่ง แต่หากถ้ายังชอบแสงสี สถานที่ทันสมัย หรือนิยมเริงร่ายามราตรีอาจจะไม่ถูกใจนัก ในมุมมองของฉัน หากภูฎานไม่มีคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังแต่งกายชุดประจำชาติ อันเป็นเรื่องปกติของชีวิตประจำวัน หรือสถาปัตยกรรมที่มองที่ไปทางใดก็เป็นลักษณะไปในทางเดียวกัน ภูฎานก็คงไม่มีเอกลักษณ์ใด ๆ ที่มีบุคลิกของตนเองที่สร้างความประทับใจและแตกต่างจากเมืองอื่น

อีกเรื่องหนึ่งคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่ถ้าวางระบบการศึกษาดี ก็สามารถทำให้ผู้คนเก่งภาษาอังกฤษได้ คนไทยชอบพูดว่าเพราะเราไม่เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเหมือนเช่นประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง คนไทยจึงไม่เก่งภาษาอังกฤษ นี่ไงภูฎานเป็นตัวอย่างของประเทศที่เป็นอิสระ ไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของใคร เหตุไฉนเด็ก ๆ ในภูฎานจึงทักทาย พูดคุย เข้าใจและสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี

การมีเอกลักษณ์ในตัวเอง ไม่ต้องตามอย่างใคร แค่รู้ว่าโลกเขาไปถึงไหน แต่ไม่จำเป็นต้องตามไปทุกอย่างจนขาดความเป็นตัวเอง ความเป็นธรรมชาติ ที่ใสสะอาด โดยไม่ได้ปรุงแต่ง นี่ละคือความประทับใจของฉันที่มีต่อภูฎาน





Tip ประกอบในการมาภูฎาน

1. เตรียมอาหารไทยไปด้วยเพื่อจะได้ enjoy eating เพราะภูฎานอนุญาตให้นำอาหารเข้าไปได้ยกเว้นไก่ (กลัวไข้หวัดนก)
2. อุปกรณ์ยาดม ยาหม่อง เผื่อใช้ (เพราะนั่งรถวิ่งบนเขา หรือใช้เป็นอุปกรณ์นวดสปายามเดินเยอะ)
3. ควรใช้รองเท้าคู่เก่ง ไม่ใช่รองเท้าคู่สวย
4. เสื้อกันหนาว + ผ้าพันคอ + ถุงมือ + ถุงเท้า อุปกรณ์กันความหนาวเย็นทั้งหลาย (แล้วแต่สภาพร่างกายแต่ละคน)
5. เตรียมกางเกงขายาวไป (ขาสั้นกับขาสามส่วน สี่ส่วน จะไม่สุภาพหรือไม่ได้รับอนุญาตเวลาเข้าวัดหรือวัง)









 

Create Date : 30 กันยายน 2551    
Last Update : 1 ตุลาคม 2551 6:48:22 น.  

ย้อนรอยหลวงพระบาง

เมื่อข้ามแดนไปสู่ฝั่งลาวแล้ว สองข้างทางในลาวดูไม่แตกต่างจากเมืองไทยนัก ผิดกันก็แต่ว่าเราต้องเปลี่ยนเลนวิ่งมาวิ่งที่ถนนฝั่งขวาตามแบบฝรั่งเศสซึ่งลาวเคยตกอยู่ภายใต้การปกครอง กับอีกอย่างหนึ่งคือตัวอักษรตามสองข้างทางที่เป็นภาษาลาว พออ่านได้พร้อม ๆ ไปกับความรู้สึกขำ ๆ

ผ่านประตูชัยฝรั่งเศส



มื้อกลางวัน ชิมเฝอตามร้านข้างทาง ต้องสั่งอาหารกันดี ๆ นะสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อ ต้องเน้นว่าหมู แล้วถ้าเราบอกว่าเอาลูกชิ้น หรือย่อ ๆ ว่า ชิ้นหมู ล่ะก็ จะได้ทานทั้งเนื้อหมู ผสมกับลูกชิ้นเนื้อกันล่ะ เป๊บซี่ในลาวที่นี่กระป๋องละ 16 บาท (ปี 2548) ค่าครองชีพในลาว ฉันว่าสูงทีเดียวเมื่อเทียบกับไทย จากเดิมทีในความคิดที่คิดว่าลาวจนกว่าไทย ฉันว่าคนลาวน่าจะแบ่งออกเป็นไม่รวยก็ธรรมดาหรือจนไปเลย แต่คนรวยน่าจะมีอยู่ไม่กี่เปอร์เซนต์ รถที่เห็นในลาวก็เป็นรถมีราคา น้ำมันเบนซินที่นี่มีเกรดเดียวคือออกเทน 92 ณ ช่วงที่ฉันไปราคาอยู่ที่ 28-29 บาทต่อลิตร ในขณะที่ไทยเกือบ 23 บาท ส่วนดีเซลที่ลาวตกลิตรละ 25 บาท ในขณะที่ดีเซลในไทย 18 บาท คนก็บ่นกันใหญ่แล้ว

ต้องปรับการคิดค่าเงินกีบกันใหม่ ที่นี่ใช้เงินบาทได้ แต่แนะนำให้ใช้แบงก์ย่อย เดี๋ยวเขาจะไม่มีทอน หรือไม่ก็ได้ทอนเป็นเงินกีบมาเพียบ แม่ค้าไม่นิยมรับเหรียญไทย ยกเว้นบางร้านที่มีการติดต่อค้าขายกับไทย สามารถใช้เหรียญได้ เพราะใช้เงินบาทได้ ฉันจึงแลกเงินกีบเพียงแค่เก็บไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น คือ 25,000 กีบซึ่งเท่ากับ 100 บาท พร้อมกับในการเดินทางครั้งนี้ฉันได้เงินกีบมาอีก 2,000 กีบจากเงินทอนในการซื้อของ อัตราแลกเปลี่ยนเงินกีบกับเงินบาทคือ 1,000 กีบเท่ากับ 4 บาท เป็นการเอาค่า 250 หารด้วยเงินกีบก็คือค่าเงินบาท ถ้ามูลค่ามากกว่า 100,000 กีบล่ะ จะใช้ 260 หาร ออกมาได้เป็นค่าเงินบาท





ระหว่างทางสู่หลวงพระบาง แวะสัมผัสธรรมชาติของลำน้ำซอง ที่นี่เป็นภูเขาหินปูนที่ได้รับฉายาว่าเป็น “กุ้ยหลินเมืองลาว” ( ในไทยเองก็มีเขื่อนเชี่ยวหลานที่ได้รับสมญานามว่า “กุ้ยหลินมืองไทย” เหมือนกัน ) ที่นี่มีห้องพักสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว ฉันเห็นชาวต่างชาติที่เป็นชาติตะวันตกเยอะทีเดียว เดินไปมาและนั่งที่ร้านกาแฟที่เราแวะกัน ราคาที่พักแถบนี้ประมาณ 30 ดอลลาร์/คืน ทั้งที่ไม่ใช่โรงแรม ฝรั่งนักท่องเที่ยวที่พักอยู่แถบนี้ ไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่จะชอบความเรียบง่าย สงบ ชอบอ่านหนังสือ







ไกด์พาไปทางอาหารบนถนนสายหนึ่ง ใกล้พระราชวังหลวงพระบาง เมืองเก่าในอดีต ร้านอาหารแถบนี้ฉันพบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากมาย จนฉันคิดว่าเหมือนเดินอยู่ในเมืองท่องเที่ยวของไทย กระบี่ ภูเก็ต พัทยา ยังไงยังงั้น ส่วนใหญ่พวกนี้จะวางตัวดี เรียบร้อย ฉันติดใจหนุ่มสาวต่างชาติคู่หนึ่งในร้านอาหารที่เราทาน ผู้หญิงเป็นสาวสวยน่ารัก นั่งอ่านหนังสือคนละเล่มระหว่างรออาหาร

ระหว่างรออาหาร ฉัน survey สถานที่ช็อปปิ้งก่อน ไม่ไกลกันจะมีสาว ๆ เมืองหลวงพระบางมาวางของขายตามริมถนน ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นจะปิดถนนในตอนเย็นทุกวัน สองข้างทางคือพระราชวังหลวงพระบาง อีกฝั่งคือพระธาตุภูสีอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวลาว

คนไทยนี่ยังไงก็ชอบช็อปปิ้ง แต่ฝรั่งส่วนใหญ่เขาจะเดินดู เขามายังไงก็กลับอย่างนั้น ฉันอยากได้ของพื้นเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของการมาเยือนหลวงพระบางกลับไปเป็นที่ระลึก แต่ไม่พบ ของที่วางขายส่วนใหญ่ไม่ต่างจากเดินไนท์บาร์ซ่าที่เชียงใหม่ และราคาสินค้าบางอย่างก็ไม่ต่างจากไทยนัก

ดู ๆ แล้วสินค้าที่น่าซื้อกลับคือพวกผ้าทอ ผ้าไหม ผ้าฝ้ายต่าง ๆ แต่ต้องต่อรองราคากันดี ๆ ไม่เช่นนั้นก็ซื้อที่ไทยก็ได้ ที่นี่มีหมู่บ้านทอผ้า ฉันเจอข้อมูลในอินเตอร์เน็ทก่อนไป เขาว่าในอดีตที่ลาวยังปกครองโดยกษัตริย์ ซึ่งที่ลาวจะเรียกว่า “เจ้ามหาชีวิต” นั้น จะมีหมู่บ้านหนึ่งซึ่งมีข้าราชบริพารอาศัยอยู่ สาว ๆ ที่นี่จะทอผ้าแล้วส่งเข้าไปในวัง มีการสืบทอดศิลปะการทอผ้ามายังรุ่นต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าหมู่บ้านผานม เป็นหมู่บ้านทอผ้า ไกด์พาชมหมู่บ้านนี้อยู่เหมือนกัน ทุกร้านจะมิสินค้าวางขายเหมือนกันหมด ฉันว่าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์เลยหละ ขึ้นอยู่กับการเลือกร้านและต่อรองราคากันอย่างเดียว





ที่หลวงพระบาง ฉันตื่นแต่เช้ามาใส่บาตรข้าวเหนียว การใส่บาตรข้าวเหนียวเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหลวงพระบาง ที่พระภิกษุและสามเณรจากทุกวัดจะมารวมตัวกันเดินเรียงรายเป็นแถวยาวให้ชาวบ้านใส่บาตร ผู้คนจะเอาเสื่อมาปูพื้น พร้อมวางกระติ๊บข้าวเหนียวไว้ด้านหน้า ถ้าเป็นชาวหลวงพระบาง ผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุง นักท่องเที่ยวบางคนก็เตรียมผ้าถุงไปใส่ เมื่อพระเดินผ่าน ก็จะปั้นข้าวเหนียวใส่ในบาตร ที่นี่จะใส่เฉพาะข้าวเหนียว ส่วนกับข้าว ชาวหลวงพระบางจะนำไปไว้ที่วัดต่างหาก แต่นักท่องเที่ยวบางคนมักทำไปด้วยความไม่รู้ คือใส่หลายอย่างรวมไปในบาตร ฉันเองเห็นผู้ชายคนหนึ่งใส่แบงค์ลงไปในบาตรด้วย

ฉันได้รับการแนะนำจากไกด่ว่าให้ซื้อข้าวเหนียวกันเองที่อื่นที่ไม่ใช้บริเวณใส่บาตร ราคากิโลละ 20 บาท เพราะจุดบริเวณถนนที่พระเดินบิณฑบาตรนั้น จะมีแม่ค้ามาขายข้าวเหนียวกระติ๊บใหญ่ประมาณ 80 บาท ไกด์บอกว่าอย่าไปซื้ออะไรจากกลุ่มนี้ ที่ทำลายการท่องเทียว และให้ระวังแม่ค้าบางคนจะนำถาดใส่ข้าวเหนียวหรือขนมห่อใบตองมาวางข้าง ๆ เราขณะใส่บาตร แล้วเราอาจเผลอหยิบใส่บาตรด้วย เมื่อนั้นนักท่องเที่ยวจะถูกเรียกราคาสูงจากแม่ค้า ฉันเห็นคุณป้าคนหนึ่งมากับทัวร์คณะหนึ่ง ท่านเจอเหตุการณ์นี้อยู่ มีการถกเถียงกันหลังใส่บาตรเสร็จแล้ว ไกด์กรุ๊ปนั้นเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ ได้ยินว่าบอกล่วงหน้าลูกทัวร์ไว้แล้ว แต่ก็มีการเผลอเรอกันอีก ฉันว่านี่แหละที่จะทำให้เสน่ห์ของหลวงพระบางจืดจางไป ทำให้คนต้องมาหัวเสียหลังจากที่เพิ่งมีความสุขจากการทำบุญมาหยก ๆ

เช้าวันแรกของการใส่บาตร ยังไม่รู้เทคนิคปั้นข้าวเหนียว เพราะเพิ่งซื้อข้าวเหนียวมาร้อน ๆ แล้วนำมาปั้น มือพองไปตาม ๆ กัน ปั้นไม่ทันเพราะร้อน จนพระบางองค์เดินผ่านไปแล้ว วันแรกพวกเรานำกระดาษหนังสือพิมพ์ในรถมาปูพื้นนั่ง พอวันถัดมาพวกเราขอแก้ตัว (จัดฉากถ่ายรูป) ด้วยการยืมผ้าทอมาปูพื้น พร้อมยืมกระติ๊บมาใส่ข้าวเหนียว (เพราะข้าวเหนียวที่พวกเราซื้อมาใส่ในถุงก๊อปแก๊ป) และยืมช้อนจากโรงแรมเพื่อไว้เป็นตัวช่วยปั้นข้าวเหนียว เจ้าหน้าที่โรงแรมแนะนำให้วางแก้วน้ำไว้ข้าง ๆ เมื่อเอามือจุ่มในระหว่างนั้นจะทำให้ข้าวเหนียวไม่ติดมือ และไม่ร้อนมือจนเกินไปด้วย

มุมต่าง ๆ ในหลวงพระบาง












City tour ในหลวงพระบางของการสัมผัสเมืองมรดกโลก หลวงพระบางในอดีตเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้าง ถ้ามองตามแผนที่โลก หลวงพระบางจะอยู่ในระดับเดียวกับ จ.เชียงรายของไทย มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,700 เมตร เสน่ห์ของหลวงพระบางในวันนี้คือการสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ ที่เรียบง่าย “Life is easy” เหมือนย้อนวิถีชีวิตของไทยไปในอดีต สาว ๆ ที่นี่ยังนุ่งผ้าถุงกันเป็นเอกลักษณ์ ชุดนักเรียนหญิงเป็นเสื้อสีขาว ปักตัวอักษร แต่ยังนุ่งผ้าถุง ในวันนี้เรายังสามารถมองเห็นสาว ๆ นุ่งผ้าถุง ขี่จักรยาน กางร่มกันตามท้องถนน



ในวันนี้ส่วนหนึ่งของหลวงพระบางเปลี่ยนไปบ้าง เนื่องจากที่นี่ก็ไม่ต่างจากมุมอื่น ๆ ในโลกที่เมื่อความเจริญทางวัตถุเข้ามา การรับสื่อสัญญาณดาวเทียม (ที่นี่เรียกสัญญาณดาวเทียมว่า “อ่างดาวเทียม”) ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าค่านิยม ความฟุ้งเฟ้อจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่นี่มากน้อยแค่ไหนหนอ

นับจากองค์การยูเนสโก UNESCO ยกย่องให้หลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม นับแต่นั้นนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกต่างมุ่งตรงมาเพื่อสัมผัสความงดงวามของเมืองมรดกโลก ที่มีเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเองในแบบอาณาจักรล้านช้างเมื่อวันวาน

พระราชวังหลวงพระบาง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีมาแล้ว เป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส เป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูงแบบฝรั่งเศส แต่มีการผสมผสานระหว่างความเป็นลาวและฝรั่งเศส หลังคายอดปราสาทเป็นศิลปะแบบล้านช้าง ที่นี่จึงถูกเปรียบเทียบว่าเป็นลักษณะของฝรั่งสวมชฎา เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เป็นกษัตรย์องค์สุดท้ายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงถูกเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์




ที่นี่ห้ามนำสิ่งของสัมภาระเข้าไป เขาจะมีตู้ล็อกเกอร์ ให้เราไปเก็บของและล็อกกุญแจไว้ รวมทั้งห้ามถ่ายรูปภายใน ไกด์ลาวพาชมห้องต่าง ๆ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับวิถีชาวลาวโดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส ชมห้องนอนเจ้ามหาชีวิต ห้องนอนพระมเหสี เตียงบรรทมเป็นไม้สักฝีมือชาวไทยในสมัยนั้น ที่ท้องพระโรงปัจจุบันเป็นที่จัดแสดงราชบัลลังก์ไม้แกะสลักหุ้มทอง อีกด้านหนึ่งของอาคารพระราชวังเป็นที่ประดิษฐานของ “พระบาง” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์

สิ่งที่ฉันประทับใจในห้องหนึ่งเป็นรูปภาพวาดของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ พระมเหสีและพระโอรส เป็นภาพวาด 3 มิติ ไกด์ลาวบอกว่าวาดโดยช่างชาวฝรั่งเศส ไม่ว่าเราจะเดินอยู่ ณ จุดไหนของห้องจะเหมือนภาพในรูปวาดมองตามเราไปทุกจุด พวกเรารวมทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นต่างสนุกสนานกับการเดินไปรอบ ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นไปตามที่ไกด์เล่าหรือเปล่า เสียดายจังที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป

วัดเชียงทอง สร้างเมื่อ 400 กว่าปีมาแล้วโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุด ได้รับการยกย่องจากนักโบราณคดีว่าเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สมบูรณ์ที่สุดของศิลปะสกุลช่างล้านช้าง ลักษณะสำคัญคือมีหลังคาซ้อนกัน 3 ชั้น เรียกว่า “หลังคาปีกนก






จุดที่น่าสนใจคือผนังด้านหลังของพระอุโบสถทำจากกระจกสีตัดต่อกันเป็นรูปต้นทองขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เคยมีอยู่ในหลวงพระบางคล้ายกับต้นโพธิ์ อีกจุดหนึ่งคือโรงเก็บราชรถ ประตูด้านนอกแกะสลักเรื่องรามเกียรติ์ เดิมเป็นการลงรักปิดทอง แต่ปัจจุบันบูรณะใหม่ด้วยการทาสีทอง







พระธาตุภูสี อีกแห่งหนึ่งที่เป็นที่เคารพของชาวหลวงพระบาง อยู่ฝั่งตรงข้ามพระราชวังหลวงพระบาง เดินขึ้นบันไดประมาณ 300 ขั้นเพื่อไปสักการะ ระหว่างทางมีจำปาลาว (ซึ่งก็คือต้นลั่นทมนั่นเอง) เป็นต้นไม้อันเป็นสัญลักษณ์หลวงพระบางอยู่รายรอบ มองลงมาจากพระธาตุจะเห็นตัวเมืองหลวงพระบางทั้งหมด



มุมมองจากด้านบนของพระธาตุภูสี






เสน่ห์ของการท่องเที่ยวที่มีต่อฉันคือการสัมผัสวัฒนธรรมในรูปแบบอื่นซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และสามารถรักษาสิ่งนั้นให้ยาวนาน แน่ละหลวงพระบางในวันข้างหน้า บริเวณรอบข้างคงมีการเปลี่ยนไปมากตามกาลเวลาที่ผ่านไป แต่ในฐานะที่เป็นเมืองมรดกโลก ฉันหวังว่าที่นั่นจะยังคงรักษารูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งภูมิภาคแถบนี้และอีกซีกโลกหนึ่งมาเยี่ยมเยือนตราบนานเท่านาน




 

Create Date : 29 กันยายน 2551    
Last Update : 30 กันยายน 2551 7:18:11 น.  

1  2  3  4  5  6  7  
รัชชี่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember


พี่มานิต ประภาษานนท์ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการการเขียนบล็อก ด้วยประโยคว่า
“จ๊ะเขียนบล็อกซี"

เริ่มเขียนบล็อก : 24 ก.ย. 51




สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน นำรูป ข้อความที่เขียนไว้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในบล็อกแห่งนี้ ไปเผยแพร่อ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก






Setting program for counting visitors since 7 Nov. 2009
free counters
New Comments
Friends' blogs
[Add รัชชี่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.