Group Blog
 
All blogs
 

โรมรำลึก (ตอน 1)

ตั้งแต่เด็ก ฉันมีโอกาสได้อ่านหนังสือต่วยตูนที่บ้านน้า ซึ่งเป็น
หนังสือที่มีเรื่องราวเกร็ดประวัติศาสตร์ เรื่องน่ารู้ เรื่องลึกลับ เรื่อง
แปลก ทำให้ฉันชื่นชอบเมืองโรม อียิปต์ และใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก
ว่าสักครั้งหนึ่งจะต้องไปให้ได้

เมื่อวันนั้นมาถึง
เริ่มเข้าใกล้โรมแล้ว



บ้านเมืองยังมีโบราณสถานเก่า ๆ ให้เห็น





โรมเป็นอดีตของศูนย์กลางอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด เป็น
แบบอย่างรากฐานความเจริญให้ชาติตะวันตกมาจนถึงวันนี้ ฉันว่า
โรมเปรียบเสมือนห้องสมุดประวัติศาสตร์นอกห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุด
ของโลกแห่งหนึ่งก็ว่าได้



ฉันได้พบเห็นโคลอสเซี่ยม ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
แม้ในยุคปัจจุบัน เมื่อปี 2550 ที่ให้มีการลงคะแนนผ่านอินเตอร์เน็ทและ
โทรศัพท์มือถือ ก็ยังคงได้รับการโหวตให้เป็น 1 ในสิ่งมหัศจรรย์

ณ วันนี้ความยิ่งใหญ่ในอดีตมาอยู่ ณ ปัจจุบันของยุคสมัยใหม่
ที่มีรถวิ่งขวักไขว่ผ่านไปมา

ก่อนถึงโรม ไกด์เปิดซีดีภาพยนตร์ Gladiator ให้ดูในรถเพื่อให้พวกเรา
เตรียมจินตนาการเรื่องราวในอดีต โคลอสเซียมเป็นสนามประลองยุทธ
ของชาวโรมันในอดีต มีเกมการแข่งขันต่อสู้แปลก ๆ มากมาย นับว่า
เป็นเกมกีฬาที่ค่อนข้างโหด แต่เป็นการต่อสู้เพื่อการมีชีวิตอยู่ของคนบางคน




โคลอสเซี่ยม ณ วันนี้ มีบางส่วนที่แหว่ง ๆ ไปมาก เพราะสมัยยุคกลาง
ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในกรุงโรม ทำให้โคลอสเซียมถูกทำลาย
บางส่วน

สมัย ค.ศ. 1744 ยุค Pope Bene Dict XIV (โป๊บเบนนดิคที่ 14) ได้มี
แนวคิดที่จะทำลายโคลอสเซียม เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คน
และสัตว์จำนวนมากต้องมาตายลงเพื่อสนองความบันเทิง เห็นว่า
ควรทำลายสถานที่แห่งนี้ เห็นควรให้รื้อก้อนหินหรือหินอ่อนบางส่วน
ไปก่อสร้างโบสถ์ หรืออาคารต่าง ๆ ในกรุงโรมแทน

เวลาผ่านไป โคลอสเซี่ยมถูกทำลายอย่างรวดเร็ว เริ่มมีความเห็นใหม่ว่า
ควรยุติการนำหินต่าง ๆ ไปสร้างอย่างอื่นได้แล้ว น่าจะเก็บส่วนที่เหลือ
ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ อย่าให้มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ตั้งแต่ ค.ศ. 1805 จึงมีนโยบายบูรณะซ่อมแซม และส่งเสริมการท่องเที่ยว
มาจนถึงปัจจุบัน

ไม่ไกลจากโคลอสเซี่ยม ฉันได้ไปต่อยังน้ำพุเทรวี่ ฉันเคยได้ยินชื่อน้ำพุ
แห่งนี้มานานมาก เรื่องที่ได้ยินมาก็คือ ถ้าไปถึงน้ำพุนี้ ให้ยืนหันหลัง
แล้วโยนเหรียญข้ามศีรษะ พร้อมอธิษฐานว่าขอให้ได้กลับมาอีก แล้วจะ
ได้กลับไปเยือนอีกครั้ง



แล้วฉันก็ได้มายืนอยู่ด้านหน้าน้ำพุแล้ว ฉันโยนเหรียญเช่นกัน ผ่านมา 2 ปี
แล้ว ฉันยังไม่ได้กลับไปอีกเลย คำอธิษฐานจะเป็นจริงไหมหนอ







ว่ากันว่าผู้ริเริ่มและให้การสนับสนุนในการสร้างน้ำพุ คือ Marcus และ Agrippa ซึ่งเป็นบุคคล
ที่เกิดก่อนคริสต์ศาสนาจะเข้ามาแผยแพร่ น้ำพุนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างกรุงโรมซึ่งใช้เวลาเป็นพันปี




ขอนอกเรื่องนิดนึง ท่านใดสนใจภาพยนตร์คลาสิคเก่า ๆ ฉันแนะนำให้ไป
หาเรื่อง "Roman Holiday" มาชมกันนะคะ เป็นหนังยุค 1953 นางเอกของ
เรื่องนำแสดงโดย Audray Hepburn เล่นเป็นเจ้าหญิง ได้ปลอมตัวเป็น
สามัญชนออกมาดูชีวิตผู้คนนอกวัง จะได้เห็นบรรยากาศของโรมค่ะ



Audrey Hepburn สาวสวยใน Idol ฉันค่ะ




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2551    
Last Update : 12 ตุลาคม 2551 7:01:03 น.  

ฮอยอันฉันรักเธอ นำทางสู่เวียดนาม (ตอน 5)

ถัดจากพระราชเมืองเว้มาไม่ไกล คือเจดีย์เทียนมู่ค่ะ เป็นเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม สูง 7 ชั้น





เจอนักท่องเที่ยวต่างชาติประปราย





ถัดเข้าไปข้างใน มีรถเก๋งสีฟ้ายี่ห้อออสตินจอดอยู่ มีประวัติความเป็นมาคือ เป็นรถที่พระองค์หนึ่ง ขับรถนี้ไปไซ่ง่อน (ชื่อในสมัยนั้นหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในสมัยปัจจุบัน) ได้เผาตัวเองประท้วงรัฐบาลโง ดินห์ เดียน ที่ห้ามประชาชนฉลองวันวิสาขบูชา เนื่องจากยุคนั้นศาสนาคริสต์เข้ามีบทบาทมาก







เสร็จแล้ว ลงเรือล่องแม่น้าหอมค่ะ



แวะร้านขายภาพปัก ศิลปะประจำเวียดนามเขาล่ะ







ดูภาพปั๊มน้ำมันในเวียดนามหน่อยนะคะ (ตามประสาคนทำงานแวดวงน้ำมัน เห็นปั๊มหน้าตาแปลก ๆ แล้วตื่นเต้น)





จบทริปเวียดนามกลาง เตรียมบินอีกแล้วค่ะสู่เวียดนามเหนือ









ณ เวียดนามเหนือ กรุงฮานอย ปัจจุบันถือเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่ฮานอยเปลี่ยนไกด์ท้องถิ่นคนที่สาม แต่เป็นคนที่ฉันชอบที่สุด คนนี้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในเวียดนาม เอกวิชาภาษาไทยเชียวนา มีชื่อภาษาไทยว่า คุณชัย (ชื่อเวียดนามเขาแปลว่าชัยชนะ) พูดภาษาไทยเก่งมาก รวมถึงรู้ศัพท์ชั้นสูงอีกต่างหาก คุณชัยบอกว่าที่มาเรียนภาษาไทยเพราะเป็นการมองการไกลของคุณพ่อ และคุณลุง ว่าเวียดนามเปิดประเทศแล้ว ไทยก็เป็นประเทศที่นำหน้า เจริญอยู่ใกล้เวียดนาม คนเวียดนามชื่นชมคนไทยนะ ดังนั้นควรเรียนรู้ภาษาไทย (น่าภูมิใจมั้ยเนี่ย)

ฮานอยกำลังจะมีอายุครบ 1,000 ปีในปี 2010 ซึ่งเวียดนามได้มีการเตรียมการฉลองอย่างยิ่งใหญ่

พิพิธภัณ์โฮจิมินห์ เป็นสถานที่เก็บรวบรวมเรื่องราวของโฮจิมินห์ เสื้อผ้า รถลากที่โฮจิมินห์เคยใช้ ความเป็นมา ขั้นตอนการปฏิวัติและกอบกู้เอกราชให้ชาวเวียดนาม





คุณชัยเล่าว่า สิ่งเดียวที่คนเวียดนามทำผิดต่อลุงโฮ คือ การเก็บรักษาร่างของท่านไว้ ทั้ง ๆ ที่โฮจิมินห์บอกไว้ว่า ถ้าเขาตายให้เผาเขาเสีย แต่คนเวียดนามรักลุงโฮมาก จึงอาบน้ำยาศพ ว่ากันว่าจะใช้วิธีนำไปอาบน้ำยาที่รัสเซีย (แบบเดียวกับที่ทำกับเลนิน) จุดที่ไว้ศพลุงโฮ คือบริเวณที่ท่านประกาศอิสรภาพของเวียดนาม











มุมด้านนอกพิพิธภัณฑ์



มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม หรืออีกชื่อหนึ่งคือวิหารขงจื๊อ ภายในเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน มีรูปปั้นขงจื๊อให้แสดงความเคารพ ในยุคก่อนที่จีนยังปกครองเวียดนามอยู่ จีนได้นำเอาอารยธรรมและวัฒนธรรมจีนเข้ามาเผยแพร่ ในยุคก่อนคนที่จะเข้ารับราชการจะต้องมาผ่านการสอบจอหงวนที่นี่ และคนที่จบจากที่นี่จะได้รับการจารึกชื่อเสียงเรียงนามบนศิลาจารึกที่อยู่บนหลังเต่า



เดินเข้ามหาวิทยาลัย



กว้างทีเดียว และร่มรื่นเชียวค่ะ



นี่ล่ะค่ะ ศิลาจารึกบนหลังเต่า





ชมศิลปะไปพลาง ๆ ค่ะ



สวัสดีครับ ผม : ชัย ไกด์ประจำคณะนี้ครับผม




ตุ๊กตาหุ่นกระบอก





ยังไม่หมดค่ะ บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัย มีการบรรเลงเพลงเวียดนามให้ฟังด้วย





ชุดจอหงวน




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2551    
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 16:33:57 น.  

ฮอยอันฉันรักเธอ นำทางสู่เวียดนาม (ตอน 4)

ฉันชอบเมืองเก่าเสียจริง แล้วโดยเฉพาะการสัมผัสอย่างใกล้ผ่านการเดิน ทำให้ซึมซับบรรยากาศต่าง ๆ ได้ดี มีบางคนดูรูปที่ฉันถ่ายมา แล้วบอกว่าไม่เห็นสวยเลย ดูเก่า ๆ แต่ฉันว่าความเก่านี่แหละคือสิ่งสะท้อนเรื่องราวความเป็นมาของประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตผู้คนที่ผ่านมาเป็นศตวรรษ

สะพานญี่ปุ่น สัญลักษณ์เมืองเก่าฮอยอัน



คีออสเมืองฮอยอัน



โคมไฟ สัญลักษณ์สินค้าช็อปปิ้งที่ฮอยยอัน



สุสานไขดิ่งห์ เขาบอกว่าสุสานนี้อยู่ในทำเลที่คนจีนบอกว่า “ฮวงจุ้ยดีที่สุด” คือด้านหน้าเป็นสายน้ำ ขณะที่ด้านหลังพิงภูเขา ด้านหน้าสุสานมีรูปปั้นทหาร ช้าง ม้า (ฉันอยากไปดูรูปปั้นทหารเท่าคนจริงที่ซีอาน ประเทศจีน แต่ไม่เป็นไร ดูที่นี่ก่อนก็ได้) สุสานนี้เป็นที่เก็บพระศพของกษัตริย์ไขดิ่งห์ กษัตริย์องค์รองสุดท้ายก่อนที่สถาบันกษัตริย์จะล่มสลาย



คนเราความจริงก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในโลกกว้างใหญ่







บรรยากาศด้านใน





ไกด์ชาวเวียดนามเล่าว่าชาวเวียดนามในช่วงเวลานั้นไม่พอใจสุสานนี้ เพราะไปเก็บภาษีประชาชนเพิ่มเป็น 30% เพื่อเอามาสร้างสุสาน มีเรื่องเล่าว่าศิลปินที่วาดภาพบนเพดาน ยังวาดภาพด้วยเท้าแทนมือเลย (เท็จจริงประการใด ไม่ทราบนะ)



เสื้อจักรพรรดิ



บัลลังก์จักรพรรดิ








ฉันมาอ่านเจอในหนังสือภายหลัง พบว่าโชคดีมากที่สุสานนี้อยู่กลางป่าลึก ทหารอเมริกันในยุคนั้นจึงไม่เห็น จึงไม่ถูกทำลายด้วย B 52 ระเบิดที่มีอานุภาพที่สุดในสมัยนั้น

อีก 1 แห่งที่เป็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์ คือ พระราชวังเมืองเว้ หลังจากลงรถแล้วใช้เวลาเดินอีกเล็กน้อย เห็นธงดาวแต่ไกล ในยุคสงครามธงนี้จะเปลี่ยนผืนในการโบกสะบัดไปตามผลของการต่อสู้ ถ้าเวียดนามเหนือชนะ ก็เป็นธงของเวียดนามเหนือ ยามเวียดนามใต้ชนะ ก็เปลี่ยนเป็นธงของเวียดนามใต้

นั่นไงเห็นมาแต่ไกล



เดินอีกแล้ว





ไกด์อธิบายตอนดูแผนผังจำลองของพระราชวังเว้ ว่ามีตำหนักอะไรบ้าง ปัจจุบันน่าจะเหลือแค่ 20 – 30 % เพราะส่วนที่เหลือถูกระเบิดทหารอเมริกัน ฉันมาเปรียบเทียบกับเมืองไทยแล้ว อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อยุธยา ยังมีความสมบูรณ์ของพื้นที่ทั้งหมดมากกว่าเยอะ ไกด์อธิบายตำแหน่งของตำหนักของกษัตริย์ มเหสี และมุมตำหนักต่าง ๆ ของเจ้าจอมทั้งหลาย (ฉันเรียกเองแหละตามหนังจีน ไม่รู้ที่เวียดนามเขาเรียกอะไร)





ชมบรรยากาศแล้วกันนะคะ ภาพคือสิ่งสะท้อนเรื่องราวให้เห็นได้ดีที่สุด









ความยิ่งใหญ่ในอดีต










 

Create Date : 11 ตุลาคม 2551    
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 4:17:08 น.  

ฮอยอันฉันรักเธอ นำทางสู่เวียดนาม (ตอน 3)

สู่ฮอยอัน

เพื่อความรวดเร็ว บินจากสนามบินเวียดนามใต้ไปยังเมืองดานังของเวียดนามกลาง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที จากเมืองดานัง ต้องนั่งรถต่อไปยังเมืองฮอยอัน เมืองมรดกโลก

จุดเริ่มต้นสนามบินเวียดนามใต้







สู่ที่พักในฮอยอัน ถ่ายรูปที่พักมา สวยดี






ฮอยอันได้รับการประกาศจาก UNESCO ให้เป็นเมืองมรดกโลก ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตของเวียดนามโบราณ ทั้งบ้านเรือน สถาปัตยกรรม เป็นเมืองเก่าแก่ที่ยังรักษาสภาพแวดล้อมดั้งเดิมไว้ได้ ในศตวรรษที่ 16 ฮอยอันเคยเป็นศูนย์กลางการค้าขายระหว่างประเทศ มีพวกฮอลันดา โปรตุเกส อินเดีย เข้ามาทำการค้าในสมัยนั้น

ที่นี่เน้นการเดินค่ะ แต่การเดินทำให้เราสัมผัสบรรยากาศอย่างใกล้ชิดนะคะ





มีขนมหน้าตาเหมือนบ้านเราด้วย



แวะไหว้พระที่เป็นศูนย์กลางการเคารพของชาวฮอยอันมาแต่ครั้งโบราณค่ะ









จากนั้นก็เดินต่อไป บ้านเรืองยังคงอนุรักษ์ สีฟ้า สีเหลือง นี่ล่ะค่ะ แต่ชอบค่ะ ดูเก่าและขลังดี







ได้บรรยากาศวิถึชีวิตจริง ๆ






href="http://www.bloggang.com/data/rngja/picture/1223172773.jpg" target=_blank>


ปัจจุบันบ้านต่าง ๆ ล้วนขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว โคมไฟ ผ้าปัก ภาพวาด กระเป๋า ราคาขึ้นอยู่กับความสามารถในการต่อรอง ไกด์บอกว่าถ้าเขาบอกราคาเท่าไหร่ ให้ต่อราคาลงประมาณ 40% มีบ้านเก่าหลังหนึ่งที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในบ้าน เจ้าของบ้านเล่าว่าเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ มีภาพถ่ายให้ดูตอนน้ำท่วม ดูความสูงของน้ำน่าจะเกินระดับเอว ที่โต๊ะมีภาพถ่ายของพระพี่นางเมื่อครั้งเสด็จมาที่นี่ ฉันขอถ่ายรูปไว้ เจ้าของบ้านเรียกชื่อภาษาไทยว่า “พระพี่นาง” แต่คุยเป็นภาษาอังกฤษว่าท่านพูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้ดีมาก เราตอบไปว่า พระพี่นางท่านเติบโตในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ถัดจากรูปพระพี่นาง มีรูปของคณะทักษิณ ชินวัตร เคยมาที่นี่เหมือนกัน






ออกจากด้านหลังบ้าน ก็เจอความสวยงามอย่างนี้ล่ะค่ะ







 

Create Date : 05 ตุลาคม 2551    
Last Update : 5 ตุลาคม 2551 12:24:11 น.  

ฮอยอันฉันรักเธอ นำทางสู่เวียดนาม (ตอน 2)

เดินมาถึงจุดที่เขาเอาไว้นักท่องเที่ยวลองลงอุโมงค์ดูบ้าง มุมนี้ดีหน่อยเขาทำเป็นบันไดให้ แต่พอเดินลงไปก็เริ่มแคบ ต้องเดินก้มหัว ทำตัวเล็กลง เป็นทางมืด ระหว่างทางมีแสงไฟบ้าง แต่ไฟไม่สว่างเลย มีพี่คนหนึ่งในกรุ๊ปทัวร์พกไฟฉายมาด้วย ได้อาศัยบารมีแสงไฟจากพี่เขานี่แหละ เพราะบางช่วงมันมืดมาก มองไม่เห็นคนข้างหน้าเลย กว่าจะออกมาเจอทางออก พี่ ๆ บางคนไม่ลงไป พวกเขามายืนรอพวกเราอีกจุดหนึ่งของทางขึ้น พี่ ๆ เขาบอกว่าดูสภาพแต่ละคนที่ลงไป ดูไม่จืดเลย นี่ขนาดฉันตัวเล็ก ๆ นะ ผู้ชายตัวสูง ๆ หรือไซส์ฝรั่งคงเมื่อยแย่ เราได้แค่ลองทางขึ้นและทางลงที่ไม่ไกลกัน แต่ยังไปไม่ถึงที่อยู่ของเวียดกงจริง ๆ

น่าทึ่งจริง ๆ กว่าที่เวียดกงจะขุดเป็นระยะทางยาวขนาดนี้ เขาบอกว่าภายในอุโมงค์จะมีทุกอย่างที่จะดำรงชีวิตได้ รวมถึงอาวุธที่จะไปต่อสู้กับศัตรู มีห้องครัว ห้องนอน โรงพยาบาล ห้องบัญชาการ ห้องประชุม

จอมปลวก : จุดให้มีอากาศหายใจ



ดูกันอีกชัด ๆ



กับดักศัตรู





จำลองวิถึชีวิต







ที่นั่นจะมีอาหารให้นักท่องเที่ยวลองชิม คือ มันสำปะหลังต้ม เป็นอาหารจริง ๆ ที่เวียดกงเคยกินเพื่อประทังชีวิต





สภาพบ้านเมืองข้างทาง







ลุงโฮจิมินห์ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่







ทำเนียบประธานาธิบดี







บรรยากาศภายในทำเนียบ






ชั้นบนมีลาดจอดเฮลิคอปเตอร์ (คิดถึงเวลาดูหนังฝรั่ง ตอนประธานาธิบดีหลบภัย)





หลังตามรอยสถานที่ประวัติศาสตร์ของจริงมาแล้ว มาชมพิพิธภัณฑ์สงครามกันต่อ แต่ไปที่นี่แล้วรู้สึกหดหู่จัง (ฉันนึกไปถึงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่อยู่ใกล้ ๆ สะพานแม่น้ำแควตอนที่ทหารอเมริกันและยุโรปมาสร้างทางรถไฟน่ะ) ทำให้เห็นความโหดร้ายของสงครามที่ไม่เคยปราณีใคร ที่ตู้หนึ่งจะวางจดหมายที่สามีภรรยาเขียนถึงกัน ของผู้ที่ไปทำการกู้ชาติ มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษให้อ่าน มันเป็นภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ของผู้เสียสละจริง ๆ

อีกจุดหนึ่งมีภาพแสดงความโหดร้ายของอเมริกันที่ทิ้งฝนเหลือง ทำให้คนเวียดนามทุพพลภาพ และกระทบต่อพันธุกรรมของเด็กในท้อง แม้ว่าพ่อแม่สมบูรณ์ แต่เด็กที่เกิดมาในยุคนั้น ไม่พิกลพิการก็เป็นดาวน์ซินโดรม

มีภาพ ๆ หนึ่งที่เป็นภาพโด่งดังไปทั่วโลกในสมัยนั้น คือ ภาพเด็กหญิงกำลังวิ่งหนีระเบิดที่อเมริกันทิ้งถล่มเมืองไซ่ง่อน ปัจจุบันเด็กหญิงคนนี้เป็นแพทย์
หญิงอยู่ในอเมริกา









 

Create Date : 04 ตุลาคม 2551    
Last Update : 4 ตุลาคม 2551 19:17:38 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  
รัชชี่
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




พี่มานิต ประภาษานนท์ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการการเขียนบล็อก ด้วยประโยคว่า
“จ๊ะเขียนบล็อกซี"

เริ่มเขียนบล็อก : 24 ก.ย. 51




สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์
พ.ศ.2539 ห้ามละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน นำรูป ข้อความที่เขียนไว้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในบล็อกแห่งนี้ ไปเผยแพร่อ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก






Setting program for counting visitors since 7 Nov. 2009
free counters
New Comments
Friends' blogs
[Add รัชชี่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.