Welcome to Ricola ร่าเริง Bloggang

ยุโรปตะวันออก ตอน 5......ดื่มน้ำแร่ที่ เชค...

ยุโรปตะวันออก ตอน 5......ดื่มน้ำแร่ที่ เชค...

เปิดอัลบั้มภาพ สู่ สาธารณรัฐเชค ...



เดิมสาธารณรัฐเชค ชื่อว่า ประเทศเชคโกสโลวาเกีย (Czechoslovakia)

มีระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม เมื่อ คศ.1989 ทำให้ประเทศเชคโกสโลวาเกีย แยกเป็น 2 ประเทศ

เป็นเวลามากกว่าสิบปีมาแล้ว ที่สาธารณรัฐเชค และ สาธารณรัฐสโลวัก เป็นเมืองเปิดสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศโลกเสรีมากขึ้น



การแยกเป็น 2 ประเทศ เป็นเพียงการแยกทางการปกครองและการเมือง และแยกกันทางสภาพภูมิศาสตร์ และ รัฐศาสตร์เท่านั้น

หากผู้คนและศิลปวัฒนธรรมทั้งสองชาติ ยังคงมีลักษณะความคล้ายกันดุจคู่แฝด ที่ไม่สามารถแยกจากกันได้โดยเด็ดขาด...



สาธารณรัฐเชค มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน (สถิติปี คศ.1997) ภาษาราชการคือ ภาษาเชค แต่ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาเยอรมัน และ ภาษาอังกฤษได้



ภูมิอากาศในฤดูหนาว หนาวจัดมาก มีหิมะตกทั่วประเทศ ฤดูร้อนมีฝนตก และอากาศค่อนข้างเย็น ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว ไม่แน่นอน...



ดินแดนของสาธารณรัฐเชค ประกอบด้วยคน 3 เชื้อชาติ คือ เชค โบฮีเมีย และ โมราเวีย

ซึ่งมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันมาก

ดินแดนของรัฐแบ่งการปกครองเป็น 14 เขต ได้แก่ ปราก 1 เขต ... ในโบฮีเมีย 9 เขต และ ในโมราเวีย 4 เขต



สาธารณเชค มีเมืองหลวง ชื่อ กรุงปราก (Prague หรือ Praha)

ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำวัลตาวา

ความงามและเสน่ห์ สวยโดดเด่นของกรุงปราก เป็นความงามแห่งยุโรปตะวันออก ไม่แพ้เมืองหลวงของชาติใดในยุโรป เป็นจุดที่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวมากกว่าปีละ 17 ล้านคน




สาธารณเชค เป็นที่รวมของงานสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในประเทศยุโรปตะวันออก ความสวยงามของสถาปัตยกรรมเด่นของยุคสมัยต่างๆ มารวมกันอยู่ที่นี่ อันเป็นถิ่นดั้งเดิมในประวัติศาสตร์ของชาวโบฮีเมีย (Bohemia) และชาวโมราเวีย (Moravia)



เมืองคาร์โลวี วารี (Karlovy Vary) ......

เป็นเมืองที่รอดพ้นจากการถูกทำลายจากพวกนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2



ในอดีตกล่าวว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 (Charles 4 ) กษัตริย์แห่ง 3 อาณาจักรใหญ่ คือ เชค เยอรมัน และโรมันอัศักดิ์สิทธิ์ ได้มาพบบ่อน้ำพุร้อนแห่งหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ ในราวกลางศตวรรษที่ 14 เมื่อสุนัขล่าเนื้อของพระองค์ได้ตกลงไปในบ่อน้ำแห่งนี้
จากนั้นพระองค์ก็สร้างเมืองนี้ขึ้นมา เมื่อปี คศ.1348 นับเป็นบ่อน้ำพุแห่งแรกที่ถูกค้นพบในยุโรป...



น้ำพุร้อนที่คาร์โลวี วารี มีอุณหภูมิตั้งแต่ 34-73 องศาเซลเซียส เชื่อกันว่าสามารถรักษาโรคได้หลายชนิด เป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุโรป....

บ่อน้ำพุร้อนและการอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพ...เมืองนี้เป็นเมืองที่มีการอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพที่เก่าแก่ที่สุดในสาธารณรัฐเชค



ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองคาร์โลวารี ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวได้ให้ความสนใจและเดินทางมาพักผ่อนเป็นอย่างมาก ภายในเมืองเต็มไปด้วยย่านการค้า หอนาฬิกา โบสถ์ประจำเมือง และบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุโรป



เคยเห็นแต่น้ำพุร้อนมีน้ำพุพุ่งสูง อยู่ท่ามกลางแมกไม้และธรรมชาติ ...

แต่ที่นี่...ประหลาดใจมากค่ะ น้ำพุร้อนตั้งอยู่ภายในอาคารหรู...

พูดให้ถูกคือ สร้างอาคารหรู ครอบน้ำพุร้อน... สร้างขอบบ่อน้ำพุแต่ละบ่ออย่างสะอาด สวยงาม สามารถรองรินน้ำแร่ร้อนๆดื่มได้เลย......



ในอาคาร มีการขายภาชนะสำหรับรองรินน้ำแร่ดื่มเป็นถ้วยกระเบื้อง มีพวยกาสำหรับดื่ม ...ซึ่งเป็นสินค้าที่ระลึกของน้ำพุร้อนแห่งนี้ค่ะ...



เชิญทดลองดื่มน้ำแร่ชะลอความแก่ เพื่อประสบการณ์ใหม่ของชีวิต...ว๊า...เหม็นๆเฝื่อน.ๆ...!!!



ต่อไป เราจะเดินทางเข้าสู่กรุงปราก เมืองหลวง เมืองแห่งปราสาทร้อยยอดค่ะ....
.............................................................................................




 

Create Date : 09 มีนาคม 2552    
Last Update : 11 มีนาคม 2552 20:37:57 น.
Counter : 2926 Pageviews.  

ยุโรปตะวันออก ตอน 4 เบียร์ ...ไส้กรอก ... และ ขาหมู ... เยอรมัน

ยุโรปตะวันออก ตอน 4

เบียร์ ...ไส้กรอก ... และ ขาหมู ... เยอรมัน

เปิดอัลบั้มภาพ เดินทางสู่เยอรมัน... เมือง มิวนิค และ เรเก้นสบวร์ก



มิวนิค (Munchen)

เดินทางจากเมืองฟุสเซ่นซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเยอรมัน มุ่งไปยังเส้นทางสายโรแมนติค ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ถึงเมืองมิวนิค

มิวนิค เขียนเป็นภาษาเยอรมันว่า Munchen

เดิมเป็นหมู่บ้านบาทหลวงมาก่อน



ต่อมาปี คศ.1180 เมื่อราชวงศ์วิทเทิลส์บัค (Wittelsbach) ขึ้นครองอำนาจ มิวนิคก็ได้กลายมาเป็นเมืองพระราชฐาน และถูกยกให้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเยอรมันระยะหนึ่ง



มิวนิค มหานครแห่งแคว้นใต้ ที่มีบรรยายกาศรื่นรมย์ เมืองหลวงแห่งแคว้นบาวาเรีย โด่งดังไปด้วยเบียร์สดรสเลิศ และรถ บีเอ็มดับบลิว เมืองแห่งศูนย์กลางทางธุรกิจ การค้า การเมือง ตลอดจนเศรษฐกิจที่สำคัญของเยอรมันตอนใต้ ...



เราได้ไปเที่ยวชมอาคารบ้านเรือนเก่าที่สวยงามจากยุคสมัยอันรุ่งเรืองของราชวงศ์ Wittelsbach ... ศาลากลางว่าการเมือง ณ จัตุรัสมาเรียนพลัสซ์ (Marienplatz) แวดล้อมไปด้วยร้านค้าต่างๆมากมาย และโบสถ์แม่พระอันงดงาม

ศูนย์กลางของมิวนิค อยู่ในเขตเมืองเก่าที่จัตุรัส Marienplatz ...เป็นจุดที่กษัตริย์เฮนรี่ ผู้ใจสิงห์แห่ง บรันสวิด ทรงพบเมืองนี้ ในปี คศ.1158



ปัจจุบันตรงนี้เป็นที่ตั้งของหอระฆัง (Glockenspiel) อันงามสง่า ณ ที่บนยอดอาคารของศาลากลาง (Rathaus) ซึ่งได้กลายมาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาดูหอระฆัง ขนาดความสูง 278 ฟุตนี้ เมื่อนาฬิกาตีเหง่งง่าง ก็จะมีตุ๊กตาออกมาเต้นระบำ ในยามครบชั่วโมง ใครๆที่ผ่านมาท่องเที่ยว ก็จะต้องหยุดถ่ายภาพกับอาคารยุค นีโอ-โกธิค ที่มีอายุร้อยกว่าปีแห่งนี้



บริเวณรอบๆนี้ จะเป็นย่านจับจ่ายซื้อของที่มีชีวิตชีวา มีผู้คนจากทั่วโลกที่หลั่งไหลกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสายในแต่ละวัน ราวกับมีงานมหกรรม



ณ จัตุรัสมาเรียนพลัสซ์และโบสถ์แม่พระอันงดงาม แวดล้อมด้วยร้านค้าต่างๆมากมาย ดูภาพชีวิตของคนมิวนิคในยามเย็น ตามร้านอาหารกลางจัตุรัส ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างพากันมาชุมนุมดื่มเบียร์ พบปะสนทนา รับประทานอาหารค่ำกัน



สำหรับนักท่องเที่ยวนั้น เมนูอาหารค่ำที่ขาดไม่ได้คือ การแสดงพื้นเมืองพร้อมรับประทาน ไส้กรอก>>>เยอรมัน และ ขาหมู >>> เยอรมัน ทานกับเบียร์ >>>เยอรมัน...เพื่อจะได้เข้าถึงชีวิตของชาวเยอรมันแท้...



เรเก้นสบวร์ก (Regenberg) เยอรมัน

เรเก้นสบวร์ก...เมืองอดีต เป็นที่ตั้งของวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในศิลปะโกธิก ซึ่งมีหอคอยสูง 105 เมตร สร้างด้วยแรงบันดาลใจของชาวคริสต์ เมืองนี้ในอดีต เป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ศาสนาคริสต์สู่ดินแดนยุโรปตะวันออก....



เรเก้นสบวร์ก เมืองเก่าแก่แห่งหนึ่งของเยอรมัน ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของแม่น้ำดานูบ ภายในเมืองมีสะพานหินอายุ 800 ปี เป็นสะพานที่มีมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 12 ริมฝั่งน้ำเรียงรายไปด้วยบ้านหลังใหญ่ที่งามสง่าภูมิฐานหอนาฬิกาประจำเมือง ณ สะพานหินอายุ 800 ปี ริมน้ำดานูบ



ริมแม่น้ำดานูบอันมีชื่อเสียง กับบ้านเรือนสวยคลาสสิก...



บ๊าย บาย ดานูบ...

เราจะเดินทางต่อไปยัง เชค ดินแดนประวัติศาสตร์ของชาวโบฮีเมียต่อไป....

................................................................................................





 

Create Date : 22 มกราคม 2552    
Last Update : 26 มกราคม 2552 12:10:04 น.
Counter : 785 Pageviews.  

ยุโรปตะวันออก ตอน 3 ...ปราสาทนอยชวานสไตน์

เปิดอัลบั้มภาพ สู่ จักรวรรดิเยอรมัน...



เดินทางสู่เมืองฟุสเซ่น...แห่งแคว้นบาวาเรีย ตอนใต้ของเยอรมัน ติดชายแดนออสเตรีย มีความงดงามทางทัศนียภาพ เป็นที่กล่าวถึงในนามของป่าดำ ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยความเขียวขจีของขุนเขา

ฟุสเซ่น (Fussen) เยอรมัน

เมืองฟุสเซ่น เมืองชนบทเล็กๆบนเทือกเขาแอลป์ บนถนนสายโรแมนติค ที่ทอดยาวขึ้นไปทางเหนือเกือบถึงกึ่งกลางของประเทศ เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม วัฒนธรรม สถาปัตยกรรมเก่าของบาวาเรีย หมู่บ้านและชาวชนบทที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่แขกที่มาเยือน



ในฟุสเซ่น มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อ ชวานเกา ซึ่งเป็นสถานที่ราชวงศ์ชนชั้นสูงในอดีตนิยมมาพักผ่อนกัน พระเจ้าแมกซิมิเลียนแห่งบาวาเรีย สมัยทรงเป็นมกุฎราชกุมาร ได้ทรงบูรณะปราสาทโฮเซนชวานเกา (Hohenschwangau) ปราสาทสีเหลืองในภาพ จากปราสาทสมัยกลาง ให้เป็นปราสาทฤดูร้อน และทรงพาครอบครัวของพระองค์มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

พระเจ้าลุดวิค ที่ 2 พระโอรสของพระเจ้าแมกซิมิเลียน ก็เคยใช้ชีวิตในเยาว์วัยของพระองค์ที่ปราสาทโฮเซนชวานเกาของพระบิดา ท่ามกลางธรรมชาติและขุนเขา ทะเลสาบและป่าสน ที่หล่อหลอมพระองค์ให้ทรงเป็นนักฝันมาแต่เล็กแต่น้อย ทำให้ทรงเกิดแรงบันดาลพระทัยที่จะสร้างปราสาทตามแบบอย่างที่พระองค์ใฝ่ฝัน...และ ตำนานบันลือโลกแห่งปราสาทเทพนิยายนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstien) ก็เริ่มต้นที่นี่...



ปราสาทนอยชวานสไตน์ ตั้งอยู่คนละฟากเขากับ ปราสาทโฮเซนชวานเกา ซึ่งสามารถแลเห็นทิวทัศน์ทั้งสองปราสาทได้พร้อมกัน



นอกจากรถม้าขึ้นไปชมปราสาทแบบโบราณแล้ว ยังสามารถขึ้นรถพลังงานไฟฟ้าที่บรรจุผู้โดยสารได้คราวละ 40-50 คน ที่เป็นกรุ๊ฟได้มากๆ วันที่ไปเยือน อากาศเย็นสบาย มีฝนตกประปรายเป้นครั้งคราว ความชุ่มชื้นยังคงเหลือให้เห็นตามต้นไม้ใบหญ้า สองข้างทางเป็นป่าดิบ สวยเหมือนป่าในเทพนิยาย ดูชวนลึกลับ มีมนต์ขลัง ที่ทำให้พระเจ้าลุควิคที่ 2 เลือกที่นี่เป็นปราสาทขึ้น



เรากำลังเข้าไปชมปราสาทซึ่งเป็นผลผลิตจากแรงฝันของพระเจ้าลุดวิคที่ 2 แห่งบาวาเรีย...รูปแบบภายนอกของปราสาทที่มองเห็นระหว่างเส้นทางเข้าหมู่บ้านชวานเกาที่ตั้งของปราสาทแห่งนี้ แสดงถึงจินตนาการอันบรรเจิดของพระเจ้าลุดวิคที่ 2 ...แค่หอคอยสูงยอดแหลมคล้ายปราสาทในเทพนิยาย ซึ่งลอยเด่นอยู่เหนือหลังคาปราสาทก็สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น...รู้สึกคุ้นๆตาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน...นั่นไง ... ปราสาทเจ้าหญิงนิทราที่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์แห่งต่างๆนั่นเอง...



ปราสาทนอยชวานสไตน์ แสนสวยงามอยู่ท่ามกลางพันธุ์ไม้นานาพรรณ บรรยากาศรอบตัวโรแมนติคดังเทพนิยาย ซึ่งวอลซ์ ดิสนีย์ ได้จำลองแบบไปสร้างปราสาทไว้ในดิสนีย์แลนด์ทุกแห่งในโลก จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของดิสนีย์แลนด์

ข้างนอกวิวของปราสาท จะเห็นวิวทะเลสาบฟอร์เกน กว้างขวาง มองแล้วสบายตา ผิวน้ำเรียบใส สะท้อนเงาท้องฟ้าและก้อนเมฆ ราวภาพฝัน เหมือนทุกสิ่งบรรจงจัดวางได้อย่างเหมาะเจาะ



เจ้าชายน้อยนักฝัน มีโลกส่วนพระองค์ เรื่องราวของอัศวินและหงส์จากตำนานแห่งบาวาเรียน ฝังพระทัยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระองค์โปรดการอ่านวรรณกรรม โดยเฉพาะผลงานของ ริชาร์ด วาร์กเนอร์ ถึงขนาดเรียกว่าคลั่งไคล้ ทรงหมกมุ่นพระทัยในงานสร้างสถาปัตยกรรม งานศิลปะ ศาสนา ดนตรี การละคร ในระหว่าง 22 ปีที่ครองราชย์ พสกนิกรของพระองค์รู้สึกผิดหวังที่กษัตริย์มิได้ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น ในที่สุดพระองค์จึงถูกปลดออกจากราชบัลลังก์ และต่อมาก็ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าทรงเป็นบุคคลที่เสียสติ...!!!

ดูจากภาพ พระเจ้าลุดวิคที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์รูปงามน่าหลงใหล แต่น่าเสียดายที่ทรงครองความเป็นโสดจนถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพด้วยวัยเพียง 41 พรรษา เท่านั้น



ห้องท้องพระโรง ตกแต่งในสไตล์ไบเซนทายส์ มีลวดลายเด่นสะดุดตา มีภาพวาดตระการตาบนผนัง ด้านหนึ่งเป็นภาพวาดของกษัตริย์ในดวงใจของพระเจ้าลุดวิคที่ 2 ในจำนวนนั้นมีภาพวาดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส รวมอยู่ด้วย และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทรงได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของพระราชวังแวร์ซายส์ มาสร้างปราสาทหลายๆแห่งณ ดินแดนบาวาเรียในยุคสมัยของพระองค์...เหนือขึ้นไปเป็นเพดานรูปโดม เป็นภาพวาดพระเยซูคริสต์ ตรงกลางห้องเป็นเชิงเทียนทองเหลืองขนาดมหึมา ตกแต่งด้วยใบไม้สีทอง

ในท้องพระโรงนั้น ปกติเราจะเห็นมีบัลลังก์ที่ประทับของกษัตริย์ออกว่าราชการ แต่ที่นี่ บันไดหินอ่อนปูลาดขึ้นไปสู่ “ความว่างเปล่า” ทั้งนี้เพราะพระเจ้าลุดวิคที่ 2 ทรงถูกปลดออกจากราชบัลลังก์ และถูกอัญเชิญออกจากปราสาทที่พระองค์สร้างขึ้นมา ก่อนที่บัลลังก์สำหรับท้องพระโรงแห่งนี้จะสร้างเสร็จ และพระองค์ก็ทรงมีเวลาได้ประทับอยู่ในปราสาทนี้ ได้เพียง 170 วันเท่านั้น



ภายในปราสาทนอยชวานสไตน์ เต็มไปด้วยภาพวาดบนผนัง เฟอร์นิเจอร์งามหรูดูฟุ่มเฟือยตามแบบที่นิยมกันในต้นศตวรรษที่ 19







ปราสาทแห่งนี้มีบันไดมากกว่า 300 ขั้น เป็นบันไดเวียนแคบๆเราเดินตามกันไปเรื่อยๆ เราเดินชมห้องต่างๆ ตั้งแต่ส่วนรโหฐาน เช่นห้องนั่งเล่น ห้องเสวย ห้องสวดมนต์ ห้องทรงงาน ห้องบรรทม ห้องน้ำ ห้องพักผ่อน





ทุกห้องทุกมุมของปราสาทได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา งดงามวิจิตรสุดจะพรรณนา...





ในคืนฝนตกหนัก ของวันที่ 13 มิถุนายน คศ.1886 ณ ทะเลสาบสตาร์นแบรก มีผู้พบพระศพของพระเจ้าลุดวิคที่ 2 เคียงข้างกับศพของ ดร.กุดเดน จิตแพทย์ โดยมีเสียงร่ำลือต่างๆนานา ที่ว่าการเสียชีวิตของทั้งสองยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้...






 

Create Date : 27 ตุลาคม 2551    
Last Update : 30 ตุลาคม 2551 15:19:29 น.
Counter : 2062 Pageviews.  

ยุโรปตะวันออก ตอน 2 ... ปราสาทเกลือ และ สะพานข้ามแม่น้ำอินน์

ยุโรปตะวันออก ตอน 2 ปราสาทเกลือ และ สะพานข้ามแม่น้ำอินน์


เปิดอัลบั้มภาพ สู่ นครซัลซ์บูร์ก (Salzburg) : ออสเตรีย...

...............................................................>>>>>
..........................................>>>>>



แคว้นซัลซ์บูร์เกอร์ลันด์ (Salzburgerland) มีเมืองหลวง ชื่อ นครซัลซ์บูร์ก (Salzburg) อันมีความหมายว่า ปราสาทเกลือ

นครที่มีอดีตเติบโตจากการผลิตเกลือและการค้าเกลือ ซึ่งยุคนั้นมีค่าประหนึ่งทองคำขาว (salz = เกลือ เป็นภาษาเยอรมัน)

นครหลวงที่เป็นบ้านเกิดของโมสาร์ท

ตั้งอยู่เชิงเขาด้านเหนือของเทือกเขาแอลป์ด้านตะวันออก เขตเมืองเก่า เป็นศิลปะบารอคแบบอิตาเลียน วางตัวอยู่ทั้ง 2 ฝั่งน้ำซัลซาค ((Salzach )


(ภาพจากหนังสือคู่มือนักเดินทาง : ออสเตรีย)


เกลือ ซึ่งมีค่าประหนึ่งทองคำขาว ทำให้ซัลซ์บูร์กร่ำรวย ช่วยให้ผู้นำศาสนาสร้างฐานอำนาจได้ เมืองนี้ กลายเป็นศูนย์กลางศาสนาคริสต์นิการคาทอลิคที่สำคัญยิ่งของประเทศที่ใช้ภาษาเยอรมัน จนได้รับสมญาว่า กรุงโรมแห่งเผ่าเยอรมัน


( ภาพ : ป้อมโฮเฮนซาลส์บวร์ก)

สวนมิราเบล ใช้เป็นฉากภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ความงามของสวน แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ปราศจากไม้ดอกประดับสีสันแต่งแต้มสวนสวยให้มีชีวิตชีวา....



เคยดูหนังเรื่อง เดอะซาวน์ ออฟ มิวสิค มานานนักหนา ตั้งแต่จูลี่ แอนดรูว์เป็นสาวน้อย นางเอกของเรื่อง จนตอนนี้เป็นคุณย่าจูลี่แล้ว...ใช้สวนมิราเบลล์เป็นสวนของคฤหาสน์หลังงามของพระเอก เป็นฉาก...



บ้านเกิดของโมสาร์ท ที่ตรอก Getreidegasse สร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1408 ภายในจัดแสดงเครื่องดนตรีต่างๆของโมสาร์ท รูปถ่ายของโมสาร์ทและครอบครัว



อินน์สบรูก (Innsbruck) : ออสเตรีย...

แคว้นทีโรล ท่ามกลางวงล้อมของเทือกเขาแอลป์ เป็นรัฐที่ใหญ่เป็นที่ 3 ของออสเตรีย ทีโรลมีเขตอนุรักษ์ธรรมชาติประเภทต่างๆ ถึง 20% ของพื้นที่ มี อินน์สบรูก เป็น 1 ใน 9 เขตของแคว้น



อินน์สบรูก (Innsbruck) เป็นนครหลวงของแคว้นที่มีอายุ 800ปี

ประวัติศาสตร์อินน์สบรูก สืบสาวไปได้เนิ่นนานกว่า 2,000 ปี ในยุคที่โรมันเรืองอำนาจ ในสมัยศตวรรษที่ 12 ได้มีการสร้างสะพานเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำอินน์ (Inn) ซึ่งไหลผ่านกลางชุมชนนั้น

สะพานแห่งนี้ คือที่มาของชื่อเมือง คำว่า Brucke ในภาษาเยอรมันแปลว่าสะพาน

ด้วยทำเลที่ตั้งงดงาม ท่ามกลางขุนเขาอันสูงเสียดฟ้า อินน์สบรูก เป็นที่โปรดปรานของเจ้านายหลายพระองค์ในราชสำนักฮับสบรูร์ก ที่มีความสำคัญที่การเจริญเติบโตอย่างมั่งคั่งและงดงามของ อินน์สบรูก คือ จักรพรรดิมักซิมิเลียน ที่ 1 (Maximillian)


(ภาพจากหนังสือคู่มือนักเดินทาง : ออสเตรีย)

อินน์สบรูก (Innsbruck) เป็นเมืองหลวงของแคว้นทีโรล มีแม่น้ำอินน์ ถือเป็นจุดกำเนิดของเมืองไหลผ่าน ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ที่โอบล้อมเมือง ทำให้ราชวงศ์ ฮับสบรูร์ก เลือกที่นี่เป็นราชสำนัก

นอกจากนี้ อินน์สบรูกยังมีชื่อเสียงทางการกีฬา ที่นี่เคยเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวถึง 2 ครั้ง หมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้จึงกลายเป็นที่รู้จักดีของบุคคลในวงการกีฬาทั่วโลก



กาลเวลากว่าสองร้อยปี นับตั้งแต่ยุคสมัยของจักรพรรดิมักซิมิเลียนที่ 1 (คนละองค์กับพระเจ้ามกซิมิเลียนแห่งบาวาเรีย) และจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา จนถึงวันนี้ สภาพเมืองเก่าของอินน์สบรูกยังคงอยู่ ไม่แตกต่างไปจากเดิมเท่าไรนัก สถาปัตยกรรมแบบโกธิค ยังคงมีให้เห็นอยู่มากมายในเมืองนี้ ที่โดดเด่นที่สุดและเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองคืออาคารโบราณ มีระเบียงด้านหน้าหลังคาเป็นสีทอง ซึ่งสร้างตามแบบราชสำนักโบราณในปลายศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันเป็นที่รู้จักทั่วไปในนาม “หลังคาทอง”



จักรพรรดิมักซิมิเลียนที่ 1 ผู้ทรงให้สร้าง “หลังคาทอง” ในศตวรรษที่ 16

“หลังคาทอง” (Goldens Dachl) หน้ามุข ศิลปะโกธิคตอนปลาย ประดับด้วยแผ่นทองแดงเคลือบทอง 2,657 ชิ้น จักรพรรดิมักซิมิเลียนที่ 1 ทรงให้สร้างเพื่อใช้เป็นที่ประทับชมการแสดงต่างๆ



ภายในอาคารเก่าแก่ ศตวรรษที่ 15-18 เดิมเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคในยุคแรก และมีการต่อเติมด้วยศิลปะแบบบาร็อกในยุคต่อมา ได้ตกทอดเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ตลอดจนร้านรวง บาร์เหล้า และบ่อนคาสิโน ฯลฯ



ถนน Maria-Theresien Strasse อันเป็นถนนสายหลักของเมือง ตรงกลางถนนนี้ มีเสาสูง ตั้งโดดเด่นอยู่ เสานี้สร้างในปี ค.ศ. 1704-1706 เพื่อระลึกถึง St.Anne ผู้ซึ่งได้ขับไล่ชาวบาวาเรียนที่เข้ามารุกรานทีโรล เมื่อปี ค.ศ.1703 ถนนกว้างแสนกว้างสายนี้ ยังเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการรัฐหลังเก่า โบสถ์ วังฟุกเกอร์ ร้านอาหาร และร้านค้ามากมาย จะเรียกว่าเป็นจุดชอปปิ้งหลักของเมืองก็ว่าได้



ถนนสายนี้ ยังทอดเข้าสู่เขตเมืองเก่า ที่ถนนยังปูด้วยหินก้อนใหญ่จากยุคก่อนด้วย ซึ่งไม่อนุญาตให้นำรถเข้าไปขับ ในเขตเมืองเก่า สองข้างทางคือร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร โรงแรม พลาซ่าเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของหลังคาทองอันโด่งดัง



เดินข้ามแม่น้ำอินน์ช่วงสั้นๆ เราก็ได้มายืนฝั่งเมืองใหม่ เมื่อหันกลับไปมองเมืองเก่า ภาพที่เราเห็นนั้นคืออาคารเก่าแก่ ที่สร้างเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ ไกลออกไปลิบๆโน่น เป็นเทือกเขาปกคลุมด้วยหมอกหนา...อินน์สบรูกท่ามกลางอากาศเย็นเยือก ทึม ทึม...บรรยากาศช่างเหมือนภาพฝัน...

...................................................................................
............................................................




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2551    
Last Update : 12 สิงหาคม 2551 0:22:40 น.
Counter : 756 Pageviews.  

ยุโรปตะวันออก...ตอนที่ 1...เวียนนารำลึก...

ยุโรปตะวันออก..


ตอนที่ 1...เวียนนารำลึก...


เมื่อครั้งไปเยือนยุโรปตะวันออกนั้น ก็หลายปีแล้ว

ตอนนั้นยังไม่รู้จักการเขียนบล้อค แต่ ทุกครั้งที่มีโอกาสได้เดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศ จะต้องกลับมาทำอัลบั้มภาพ โดยค้นคว้า และบันทึกรายระเอียดสถานที่ได้ไปเยือนมาเก็บไว้เสมอ...

เมื่อเขียนบล้อคเป็น และได้เขียนถึงสถานที่อื่นๆที่ได้ไปเยือนหลายประเทศมาแล้ว จึงได้นำอัลบั้มภาพเก่ามาทำเป็นบล้อคเพิ่มค่ะ...




จักรวรรดิออสเตรีย...

ในยุคกษัตริย์ออตโต ที่ 1 (Otto) นั้น ตระกูลเบนแบร์กได้ปกครองออสไรซ์ และได้นำศิลปะกอธิกเข้าสู่ดินแดนนี้ พร้อมรากฐานทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม สัญลักษณ์โล่แดง-ขาวของตระกูล กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ และถูกใช้เป็นธงชาติออสเตรียในที่สุด




เมื่อรูดอล์ฟที่ 1 แห่งฮับสบูร์กของออสเตรีย ได้รับการสวมมงกุฎเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นยุคที่ได้ขยายอาณาจักรไปครอบครองถึงลุ่มน้ำดานูบตอนบน

ส่วนยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองทางวิชาการ ในสมัยจักรพรรดิมาเรีย เทเรซา ซึ่งได้ปฏิรูปกฎหมาย การบริหารราชการแผ่นดิน และการศึกษา




จากการประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อังตัวเนตต์ ซึ่งเป็นเจ้าหญิงออสเตรียน ในระหว่าง สงคราม นโปเลียนและการปฏิวัติฝรั่งเศส ทำให้ออสเตรียประกาศสงครามกับฝรั่งเศส พ่ายแพ้ พร้อมทั้งพระเจ้าฟรานซิสที่ 2 ถูกลดฐานะเป็นเพียงจักรพรรดิออสเตรีย จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์จึงถึงกาลล่มสลาย.....
(ภาพ จักรพรรดิฟรานซิส โจเซฟ และ เจ้าหญิงอลิซซาเบธ (ซิซี่) จักรพรรดินี)




ปลายศตวรรษที่ 19 ออสเตรียได้ฮังการีและเชคโกสโลวาเกียมาไว้ในอำนาจ ฮับสบูร์ก จึงเรียกตัวเองว่า จักรวรรดิออสโตร-ฮังกาเรียน และเมื่อกษัตริย์ชาร์ลที่ 1 องค์สุดท้ายของ ฮับสบูร์ก ได้ประกาศสละราชบังลังก์ ฮังการี และ เชคโกสโลวากียแยกตัวเป็นอิสระ สาธารณรัฐออสเตรียที่ 1 จึงได้กำเนิด ต่อมาตกอยู่ภายใต้อำนาจของเยอรมันยุคนาซี



หลังสงครามโลกที่ 2 สิ้นสุดลง อเมริกาได้เข้าครอบครองฟื้นฟู ในอีก 10 ปี ต่อมาได้รับเอกราชเป็นสาธาณรัฐออสเตรียที่ 2 ประกอบด้วย 9 รัฐ มีนครเวียนนาเป็นเมืองหลวง ภาษาประจำชาติคือ เยอรมัน มีประธานาธิบดีเป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ ได้เข้าร่วมสมาชิกสหภาพยุโรป เมื่อ 1 มกราคม 1995



กรุงเวียนนา (Vienna)...

อาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ยังคงเหลืออยู่ให้ได้เห็นอีกมากมายไม่แพ้เมืองอื่น แทบทุกหนแห่งที่เดินผ่าน จนบางครั้งต้องหยุดถามตัวเองว่า นี่เราหลงยุคเข้าไปอยู่ในช่วงเวลาของอดีตหรือเปล่านะ...




มหาวิหารสเตฟาน (St.Stephan’s Cathedral) สัญญลักษณ์แห่งนครเวียนนา หัวใจสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ใจกลาเมือง ศิลปยุคโรมาเนกส์ และโกธิก



ซึ่งรายรอบมหาวิหารเป็น ย่านการค้า Karntner Strasse อันมีเสน่ห์ ใจกลางเมืองเวียนนา



อาคารรัฐสภา (Parliament) สร้างแบบศิลปะกรีก ในปี คศ.1874-83 โดยถือการปกครองของกรีกโบราณเป็นรากฐานของการปกครองประชาธิปไตย ด้านหน้าอาคารคือรูปปั้น Pallas Athene-the Greek goddess wisdom)



Town Hall เป็นศิลปะแบบนีโอกอธิก สร้างปี 1872-83 ความสูงของหอคอย 97.3 เมตร หอคอยนี้เป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงแห่งกรุงเวียนนา ในฤดูร้อนมักจะจัดให้มีการแสดงคอนเสิร์ตที่นี่



อนุสาวรีย์ Josefsplatz ที่ 2 ราชบุตรองค์โตผู้ยิ่งใหญ่แห่งพระนางมาเรีย เทเรซา ตั้งอยู่หน้าที่ทำการหอสมุดแห่งชาติ



พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (Kunsthistorisches Museum) อันเป็นสถานที่แสดงภาพเขียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีอนุสาวรีย์ของพระนางมาเรีย เทเรซา ตั้งงามเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้า



Votivkirche สร้าง คศ.1865-79 เพื่อใช้ในเทศกาลขอบคุณพระเจ้า ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฟรานซิส โจเซฟ



อนุสรณ์สถาน บีโทเฟน คีตกวี ซึ่งอาศัยอยู่ที่กรุงเวียนนา กว่า 35 ปี ผลงานที่มีชื่อเสียงต่างๆ เกิดที่นี่...



อนุสรณ์สถาน โมสาร์ต ในสวน Burggarten ยามเย็นนั้น เย็นเยือก สงบ


รูปปั้นสีทองในท่วงท่าสง่างาม มือข้างขวา จับคันชัก วางบนเส้นสายไวโอลิน เขาคนนี้ คือ ราชาเพลงวอลซ์ ชาวเวียนนา...โยฮันน์ สเตราส์ ที่ผลงานของเขาเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับนักฟังเพลงคลาสสิคทั่วโลก...เราหย่อนกายแสนเมื่อยล้าลงบนเก้าอี้สนามที่เรียงราย พร้อมถ่ายภาพราชาเพลงบันลือโลก เพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำจากอดีต โยงใยมาจนถึงปัจจุบัน และยืนยาวต่อไปในอนาคตอีก...



พระราชวังเชินบรุนน์...ที่ประทับฤดูร้อนของกษัตริย์ลิโอปอลด์ ที่ 1 แห่งราชวงศ์ฮับสบูร์ก ใน ศตวรรษที่ 17 โดยมีต้นแบบจากพระราชวังแวร์ซายส์ แต่เล็กกว่ามาก



...มาถึงยุคจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา โปรดให้สร้างใหม่ใหญ่โต ตกแต่งด้วยศิลปร็อคโคโค หรูหรา มีห้องจำนวน 1,441 ห้อง แลจากภายนอกจะเห็นเป็นสีเหลืองที่มีเอกลักษณ์ มีชื่อเรียกว่า “สีเหลือง มาเรีย เทเรซา”



พระราชวังนี้ เป็นที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆในประวัติศาสตร์ออสเตรียมากมาย เช่น โมสาร์ทเคยแสดงดนตรีต่อพระพักตร์เมื่ออายุเพียง 6 ปี นโปเลียนเคยประทับที่นี่ เมื่อปี 1805 และ 1809 ฯลฯ



ภายในพระราชวังไม่ได้เปิดให้ชมหมดทุกห้อง แต่ห้องที่เปิดให้ดู ถูกตกแต่งให้แตกต่างกันในหลายแบบ หลากสไตล์ ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน แม้ว่าจะไม่อร่ามเรืองรองเป็นทองทาเหมือนกับพระราชวังแวร์ซายส์ก็ตามที แต่พระราชวังเชินบรุนน์ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี 1996



ภาพเขียน พระนางมาเรีย เทเรซา ตั้งแสดงอยู่ในพระราชวังเชินบรุนน์



ภายในพระราชวัง เป็นห้องแกรนบอลลูน ใช้สำหรับงานลีลาศ และพระราชพิธีต้อนรับต่างๆ รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ



ห้องทอง Millionenzimmer ภายในพระราชวังเชินบรุนน์ ตกแต่งผนังด้วยเนื้อไม้แท้ ประดับด้วยกรอบทอง 60 กรอบทอง จากเปอร์เซียและอินเดีย



Gloriette สร้างปี 1775 ในสวนของพระราชวัง เพื่อเป็นที่ระลึกแห่งชัยชนะของกองทัพจักรวรรดิ



ออกจากพระราชวังเชินบรุนน์ ได้เดินทางไปชม ชมถ้ำ Seegrotte ซึ่งเคยเป็นเหมืองแกรนิตในอดีต นาซีใช้เป็นโรงงานลับ ผลิตเครื่องบินและอาวุธภายในถ้ำ ซึ่งเป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่มาก สามารถบรรจุทหารนาซีในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถึง 2,000 คน



เป็นความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่ภายในถ้ำเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มีโพรงทะลุถึงกัน พายเรือติดต่อกันได้ตลอด...สามารถอยู่ภายในถ้ำได้เหมือนเป็นเมืองๆหนึ่ง อากาศถ่ายเทได้ดี ประมาณถ้ำใหญ่ขนาดไหน...ก็ใหญ่เพียงแค่บรรจุเครื่องบินได้เท่านั้นเอง...



ระหว่างเดินทางไปชมถ้ำ ผ่านแวะชมปราสาทขุนนางเก่า ต้องเดินขึ้นเขาไปที่ปราสาท



โชคดีที่มีฝนตกเป็นลูกเห็บโปรยปรายพร่างพรมลงมาจากฟ้าใส ในระหว่างที่อากาศเย็นเยือก นับเป็นประสบการณ์ที่ชุ่มฉ่ำ ยามต้องวิ่งหลบฝนลูกเห็บเม็ดเท่านิ้วก้อยถึง 2 เที่ยว จึงสามารถเดินไปถึงปราสาทนี้ได้....
ปรากฎว่าต้องเสียเงินเข้าชม จึงไม่ได้เข้าชมภายใน ได้แต่เดินดูส่วนที่ให้ชมฟรี ได้แก่ภัตคาร และห้องบางห้องที่มีหุ่นอัศวินและอาวุธประดับเล็กน้อย ...



จากนั้นก็เดินทางต่อ เพื่อไปเที่ยวชมเมืองซัลซ์บูร์ก.....

สวัสดีเวียนนา...เมืองแห่งสีเหลืองเทเรซา แสนสวย...

....................................................................
.....................................................................




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2551 0:07:10 น.
Counter : 1164 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

Ricola ร่าเริง
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





























/* This script has been disabled for Netscape 6 due to ugly scrollbar activety. Could probably be fixed with a clipped container div but can't be bothered. */ if (!isNetscape6){ num=5; //Smoothness depends on image file size, the smaller the size the more you can use! stopafter=240; //seconds!
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Ricola ร่าเริง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.