Welcome to Ricola ร่าเริง Bloggang

:: มิงกาลาบา พาเที่ยวพม่า <ตอนที่ 3> :: สักการะบูชาพระเกศาธาตุ ณ เจดีย์ชเวดากอง …

พาเที่ยวพม่าต่อค่ะ...

ตอนนี้เป็นตอนเข้าวัด เพื่อไหว้พระ อธิษฐานขอพร สิ่งศักดิ์สิทธ์เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัวตามความตั้งใจที่มาเยือนพม่าค่ะ...



นับว่าโชคดีมากที่มาเที่ยวพม่าครั้งนี้ มาในช่วงจังหวะที่กระทรวงต่างประเทศและสมาคมมิตรภาพ ไทย-พม่า ซึ่งเป็นสมาคมที่จัดตั้งเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน และการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกันผ่านความร่วมมือทางวัฒนธรรม ...



ได้จัดให้มีการทอดกฐินสามัคคี ณ วัด พม่า-ไทยพอดี และคณะทอดกฐินก็พักอยู่ที่โรงแรมเดียวกับพวกเราด้วย



วัดมิตรภาพ พม่า-ไทย ตั้งอยู่ในกรุงย่างกุ้ง สร้างเมื่อปี 2545 โดยทางพม่าบริจาคที่ดินให้ จำนวน 4 เอเคอร์ และสร้างโบสถ์และกุฏิรองรับพระได้จำนวน 70 รูป



แน่ะ...เณรน้อยๆ....แอบดูฆราวาสกันใหญ่



การทอดกฐินสามัคคีในปีนี้ เพื่อนำจตุปัจจัยไปสร้างอาคาร ๔ ชั้น เป็นสถานที่ศึกษาพระไตรปิฎกและเป็นที่พักสำหรับพระภิกษุทั้งชาวไทยและชาวพม่า



คณะกฐินสามัคคี นำโดย...พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช นายกสมาคมฯ และประธานกรรมการร่วมทอดกฐินสามัคคี ดร. ณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ คุณอภิรัฐ เหวียนระวี เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง



ซึ่งได้นำคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ และผู้มีจิตศรัทธาชาวไทยและชาวพม่าประมาณ ๑๐๐ คน เข้าร่วมงานทอดกฐินดังกล่าว



บรรยากาศการทอดกฐินในวัดพม่า- ไทย



เสร็จพิธีการจากการทอดกฐินแล้ว ได้ไปกราบบูชาพระนอนตาหวานค่ะ



คนไทยเราเรียกว่าพระนอนตาหวาน คนพม่าเรียก เจ๊าทัตจี ( Kyauk Htat Gyi) เป็นพระที่มีความสวยงามที่สุดในพม่า



มีดวงตาที่งดงาม ...หวานไหมคะ...



ขนตายาวอ่อนช้อย แก้วตาแวววาว นัยน์ตามีเส้นเลือดด้วย ต้องซูมภาพเข้ามาจึงเห็นรายละเอียดค่ะ

ลูกแก้วในดวงตานี่สั่งพิเศษมาจากต่างประเทศ เพราะหาขนาดใหญ่ตามที่ต้องการไม่ได้ในพม่า และให้ช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นวาดขอบตาให้



องค์พระ ยาว 70 เมตร พระบาทมีภาพมงคล 108 ประการ และพระบาทซ้อนกัน เป็นศิลปะพม่าที่งดงาม



เดิมท่านนั่งค่ะ แต่ได้ถูกแผ่นดินไหว พังเสียหายไป เมื่อบูรณะใหม่ จึงได้สร้างเป็นพระนอนปางไสยยาสต์แทน



จากวัดพระนอนตาหวาน พวกเราได้เดินสายไปไหว้พระต่อที่ เจดีย์โบดาทาวน์ (Botatauang Paya) ค่ะ



...ทางเดินเข้าพระเจดีย์ค่ะ...

ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อราว 2000 ปีก่อน พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญได้สร้างขึ้นเพื่อถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุ ที่อัญเชิญมาขึ้นฝั่ง ณ บริเวณนี้ พร้อมทั้งแบ่งพระพุทธเกศา 1 เส้น มาบรรจุไว้ ก่อนนำไปบรรจุในมหาเจดีย์เวดากองและเจดีย์สำคัญอื่นๆ



เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดถล่มย่างกุ้ง ทำให้เจดีย์โบดาทาวน์ถูกทำลายพินาศ

ต่อมาได้ทำการบูรณะและได้ค้นพบผอบทรงสถูปบรรจุพระเกศธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ

เมื่อเดินเข้าไปภายในพระเจดีย์ สวยงามมากค่ะ เป็นทองอร่ามระยิบระยับทั้งหมดทุกห้อง ทุกซอกหลืบ



ค่อยๆเข้าคิวเดินไปด้านในหลังพระแท่นค่ะ

จะได้บูชาพระเกศธาตุซึ่งบรรจุในมณฑปครอบแก้วใส ที่ทำเป็นช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปสักการะบูชาได้อย่างใกล้ชิด หลังการบูรณะใหม่ค่ะ

เข้าได้ทีละ1-2 คน



นอกจากอธิษฐานขอพรจากพระธาตุอย่างใกล้ชิดแล้ว ก็ได้ร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา ด้วยการโยนเงินลงไปด้านล่างของพระธาตุค่ะ เห็นเงินเป็นกองใหญ่ๆเลยทีเดียว



ต้องรีบออกจากจุดบูชาค่ะ คนแน่นมากที่รอเข้าไปบูชาอยู่

เดินตามทางออกมาเป็นห้องหลืบๆ สร้างเป็นรัศมีเหมือนไปตามฐานเจดีย์

ทุกห้องล้วนเป็นทองอร่ามเรืองรองจนมาถึงทางออกด้านนอก



ออกจากบูชาพระเกศาธาตุ จะเห็นด้านหนึ่งใกล้ๆกัน เป็นวิหารที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปทองคำ ปางมารวิชัยค่ะ



ตามประวัติกล่าวว่าพระพุทธองค์นี้เคยประดิษฐานอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ สมัยที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และได้ถูกนำไปยังพิพิธภัณฑ์กัลกัตตาในอินเดีย ทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถล่มวังมัณฑะเลย์ ไปได้...



และอีกด้านหนึ่งของพระเจดีย์โบดาทาวน์ จะมีรูปปั้น นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ เป็นเทพที่ปกปักษ์รักษาองค์พระธาตุไว้ค่ะ

ซึ่งชาวมอญและพม่านิยมมากราบไหว้บูชา ด้วยเชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจ



คนไทยก็นิยมไปกราบไหว้ขอพรด้วยค่ะ เครื่องไหว้ก็ซื้อตรงนั้นแหล่ะค่ะ เขาขายจัดเป็นชุดๆ



เมื่อถวายเครื่องสักการะแล้ว ก็หยิบเอาผ้าแพรในถาดมาคล้องที่มือเทพ แล้วเอาเงินธนบัตรม้วนเป็นกรวยซ้อนกัน 2 ใบ เจ้าของกระทู้ใช้เงินจ๊าดกับเงินไทยแบงค์ยี่สิบซ้อนกันค่ะ



จะมีเจ้าหน้าที่รับเงินนี้ไปใส่มือเทพที่กำๆอยู่และชี้นิ้วอยู่ จากนั้นก็เอาหน้าผากไปแตะที่นิ้วชี้ของเทพ

เอ เห็นเขาใช้มือต่อนิ้วจากเทพ ก็ใช้ได้เหมือนกันนะ...พร้อมอธิษฐานขอพรเพียง 1 อย่างเท่านั้น แล้วก็เดินวนไปด้านหลังเทพ

ว๊า...จำไม่ได้แล้วค่ะ เดินไปทำไม ไปแตะอะไรอีก...อิ อิ...

แล้วเจ้าหน้าที่คนเดิมก็หยิบตังค์แบ้งค์ยี่สิบของเราในมือเทพมาคืนเรา เก็บไว้เป็นเงินก้นถุงค่ะ



จากเทพทันใจ พวกเราได้ไปมนัสการสิ่งศักดิ์อันเป็นมงคลสูงสุด ณ พระมหาธาตุชเวดากองกันค่ะ

นักท่องเที่ยวเสียคนละ 5 ดอลล่าร์ (เพื่อนออกให้อีกแล้ว) ไม่ทราบรวมค่ากล้องหรือเปล่า แต่ไกด์เอาสติกเกอร์อนุญาตถ่ายภาพมาติดให้ค่ะ..



ดอกไม้ที่ใช้บูชา เห็นมีดอกมหาหงส์ร้อยเป็นพวงมาลัยขายด้วยค่ะ

พวกเราไปช่วงเวลาบ่าย 3 โมงเย็น กำลังดีเลย แดดไม่ร้อน และอยู่บูชาที่พระเจดีย์จนเย็นค่ำเลย

เพื่อได้สัมผัสความงาม 2 บรรยากาศตั้งแต่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า จนพระอาทิตย์ตกและ มืดค่ำงดงามด้วยแสงไฟที่สาดส่องกระทบองค์พระธาตุงามสุกปลั่ง...

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง มองเห็นเหลืองอร่ามทั้งกลางวันจนถึงกลางคืน



ไปถึง ไกด์ก็บอกให้เข้าห้องน้ำเสียให้เรียบร้อยข้างล่าง ซึ่งระบบการจัดการท่องเที่ยวของเขาจัดได้ดีทีเดียวค่ะ ห้องน้ำสะอาดเอี่ยมทีเดียว ประตูไม้สักเสียด้วยซิ

ออกจากห้องน้ำ ก็มาจุดฝากรองเท้า ไกด์บอกว่าจะได้สะดวกในการนับคนด้วยว่าเจ้าของรองเท้าหายไปไหน



แล้วก็...ขึ้นลิฟท์ค่ะ เพราะเจดีย์ ตั้งอยู่บนเขาสิงกุตตระ (Singuttara)

เยี่ยมไปเลยนะคะ....เราได้ขึ้นมาถึงพระเจดีย์ด้านบนแล้ว....



คืนนี้ พระจันทร์เต็มดวง ที่เมืองไทยก็เป็นวันลอยกระทงไงคะ...

พวกเราโชคดีมากที่ได้มากราบบูชาพระมหาเจดีย์ชเวดากองในคืนเดือนเพ็ญนี้

ได้เห็นข่าวการกราบไหว้บูชาพระมหาเจดีย์ในคืนเดือนเพ็ญของพม่านี้แพร่กระจายไปทั่วโลก...



ผู้คนชาวพม่าหลั่งไหลไปกราบไหว้บูชา เชื่อว่าได้บุญกุศลสูงสุด เพราะวันนี้คือวันแห่งดวงดาว (21 พย.53 )



มหาเจดีย์ชเวดากอง สร้างในสมัยอาณาจักรรามัญ โดยชาวมอญ แต่ก่อนที่นี่เป็นเมืองชื่อ ตะเกิง (Dagon) ........ชเว (Shwe) แปลว่าทองคำ

ดังนั้น เจดีย์ชเวดากอง แปลว่า เจดีย์ทองคำแห่งตะเกิง



องค์เจดีย์ถูกรายล้อมไปด้วยเจดีย์รายอีกนับร้อย ศาลาต่างๆ พระพุทธรูปนับพัน และ เทพอันเป็นที่เคารพของชาวพม่าอีกมาก



ลานอธิษฐานที่ผู้คนต่างมาสวดมนต์ขอพรอธิษฐานกันที่ลานนี้ ให้พยายามเข้าไปนั่งที่จุดกลางลานจะได้บุญมากที่สุด...



ณ ลานแห่งเป็นมุมที่เห็นพระเจดีย์เต็มองค์ที่สุด เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยที่สุด



มีพระพุทธรูปประจำทิศทั้ง 8 อยู่รอบองค์พระเจดีย์ เพื่อให้คนที่มาทำบุญได้ไหว้พระที่ตรงกับวันเกิดตัวเอง ตรงมุมฐานเจดีย์แต่ละฐาน โดยจุดธูปเทียนถวาย สรงน้ำพระพุทธรูป และ เคาะระฆัง

วิธีสรงน้ำพระประจำวันเกิด ต้องจำที่ไกด์บอก ที่ตั้งพระประจำวันเกิด จะมีของ 4 อย่างที่จะต้องสรงน้ำ คือ
1.พระพุทธ
2. เทพประจำวันเกิด
3.เสาพระเคราะห์
4. สัตว์ประจำวันเกิด

เช่นวันอาทิตย์สรงอย่างละ 6 ขัน รวมเป็น 24 ขัน...

ของเพื่อนไม่รู้วันอะไร ต้องสรงอย่างละ 20 ขัน รวมเป็น 80 ขัน ฮิ ฮิ...



ผู้คนชาวพม่าและชาวต่างชาติมากมาย ที่พากันเที่ยวชมและนมัสการทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่ขาดสาย



อุโบสถ ศาลาต่างๆ ที่รายรอบพระมหาเจดีย์ เป็นที่นั่งพักผ่อนของนักท่องเที่ยวและที่สวดมนต์ของพุทธศาสนิกชนชาวพม่า ที่มักจะจับกลุ่มกันมาสวดมนต์ตลอดทั้งวัน



พระ และเณร พม่า นุ่งห่มจีวรสีแดง ส่วนแม่ชี สีชมพู



ดวงอาทิตย์เริ่มลับลาขอบฟ้า...

องค์เจดีย์ชเวดากอง ตั้งตระหง่าน แลจากฐานถึงยอดฉัตร ล้วนเป็นทองคำแผ่นปิดไว้ทั้งองค์



ยอดฉัตรของเจดีย์ชเวดากองถูกประดับด้วยเพชรพลอยมูลค่ามหาศาล

องค์เจดีย์ประดับด้วยแผ่นทองคำ ที่ว่ามีจำนวนมหาศาลกว่าทองคำที่เก็บอยู่ที่ธนาคารชาติอังกฤษเสียอีก



กระดิ่งทองคำใบเล็กกว่า 4000 ใบ น้ำหนักทองคำ กว่า 5 ตัน



เป็นการรวมพลังแห่งความศรัทธาของคนพม่าทุกชนชั้นที่บริจาคติดต่อกันมานับร้อยๆปี ตั้งแต่เงิน ทอง เพชร พลอย สร้อย เข็มขัด กระดิ่ง ข้าวของ เครื่องใช้ที่เป็นทองคำ นำมาประดับไว้ที่องค์พระเจดีย์



ถ่ายจากภาพถ่ายที่จัดแสดงให้เห็นเพชรพลอยเครื่องประดับต่างๆที่ประดับบนยอดฉัตร สูงสุดของพระเจดีย์

มีเพชรอยู่ 5,448 เม็ด โดยเฉพาะชื้นข้างบนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 76 กะรัต และทับทิม 2,317 เม็ด

เพชรพลอย 4000 กว่าเม็ด รวมเกือบ 2000 กะรัต



พระเจดีย์นี้จะทำการซ่อมทุก 4 ปี...

เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในพม่า เจดีย์นี้ได้ถูกทำลายลง และถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยความสูง 98 เมตร และฉาบด้วยทองคำทั้งองค์



ผลจากแผ่นดินไหว ทำให้พม่าต้องเสริมรากฐานองค์เจดีย์ใหม่ให้มั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ปิดทับด้วยทองคำแผ่นทั้งหมด



ค้นหาตำนานพระมหาเจดีย์ชเวดากองมาเล่าเสียหน่อยค่ะ

เริ่มจากสมัยพุทธกาล มีพี่น้องวานิช 2 คน ได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์จึงประทานพระเกศามา 8 เส้น โดยนำมาบรรจุอยู่ที่พระธาตุเพียงสองเส้นเท่านั้น



มหาเจดีย์แห่งนี้มีการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง

โดยเฉพาะมีโบราณราชประเพณีที่กษัตริย์ของมอญและพม่าที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จะต้องถวายทองคำหนักเท่ากับน้ำหนักของพระองค์เอง เพื่อนำมาห้อหุ้มองค์พระเจดีย์

ซึ่งถือกันว่าเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณของชาวพุทธ แห่งลุ่มน้ำอิระวดีที่สำคัญที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน



จะมีจุดที่สามารถมองเห็นเพชรยอดเจดีย์ได้ ในเวลากลางคืนค่ะ...

เขาจะทำเครื่องหมายให้ยืน ณ จุดตรงนี้

จุดแรก ...อู้วย์ เห็นแสงวับๆแวบๆ ออกมาเป็นสีเหลือง ส่องกล้องถ่ายภาพ หายอดเพชรไม่เจอ เบลอไปเบลอมา กดแช๊ะได้มาแบบนี้แหล่ะค่ะ

ก้าวไปที่มาร์คที่สอง ... ยืนตรงนี้ เห็นแล้วค่ะ เป็นสีเขียวแว๊บแวบ...ถ่ายภาพออกมาเบลออีกตามเคย มือก็สั่นด้วยหาโฟกัสไม่ได้เลย

ก้าวไปมาร์คที่สาม... เห็นเป็นสีแดงค่ะ...

ใครไป ก็ลองไปยืนดูนะคะ เห็นแล้วสวยดีค่ะ ควรเอาขาตั้งกล้องไปด้วย...



ภาพมหาเจดีย์ชเวดากอง ถ่ายตอนกลางคืน จากระเบียงโรงแรมที่พักค่ะ สวยมาก ได้เห็นมุมกว้าง เพราะถ่ายที่เจดีย์ถ่ายไม่ได้มุมนี้ค่ะ



ภาพนี้ก็ถ่ายจากโรงแรม ที่เดียวกัน ยามฟ้าสาง



เราก็ได้ลาจากพระมหาเจดีย์ชเวดากองด้วยความอิ่มเอิบใจ ที่ครั้งหนึ่งได้มากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นศิริมงคล ณ ที่แห่งนี้....

และได้เก็บใบโพธิ์จากต้นนี้ไว้ด้วยค่ะ เป็นต้นโพธิ์ที่สืบสายมาจากสมัยพุทธกาล



วันรุ่งขึ้น ไกด์พาไปมนัสการ พระเจดีย์กาบาเอ (KABA AYE PAGODA ,World Peace Pagoda) ซึ่งสร้างโดยนายอูนุนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า... เพื่อใช้เป็นที่ชำระพระไตรปิฏกครั้งที่ 6 ในปี 2497-2499 และเพื่อให้บังเกิดสันติสุขแก่โลก



และไปมนัสการพระเขี้ยวแก้ว ที่วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี (Swe Taw Myat, Buddha Tooth Relic Pagada) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว เมื่อครั้งอันเชิญมาจากประเทศจีน

และได้จำลองพระเขี้ยวแก้ว ประดิษฐานไว้กราบไหว้บูชาต่อมาค่ะ

พระเขี้ยวแก้วจากประเทศจีน ซึ่งเป็นองค์เดียวกับที่อัญเชิญมาที่พุทธมณฑลบ้านเราค่ะ



วัดนี้เป็นสถาปัตยกรรมโบราณพุกาม เป็นเจดีย์ทรงปราสาทแปดเหลี่ยม ยอดบนประดับด้วยทองคำแท้



การทำบุญ ก็ซื้อแผ่นทองคำแล้วไหว้อธิษฐานใส่ลงในตระกร้าแล้วช่วยกันชักรอกนำขึ้นส่งไว้ที่ยอดเจดีย์ค่ะ



เข้าไปข้างใน ไปไหว้พระเขี้ยวแก้วองค์จำลองกันค่ะ...ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบกสีทองงามสง่า



อิ่มบุญกันถ้วนหน้าค่ะ...ได้เวลากลับบ้านเสียที...



ภายในสนามบินพม่าค่ะ ผู้โดยสารขาออกจะต้องขึ้นไปชั้นสอง ผ่านรูปภาพวาดขนาดใหญ่แสดงถึงความเป็นพม่า....



และแล้วเราก็เดินทางกลับมาสู่ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ

ก่อนถึงสุวรรณภูมิ...ได้เห็นอาทิตย์อัศดงเหนือม่านฟ้าเป็นหมื่นฟิต



เป็นความงามที่สวยเกินคำบรรยาย ยามอาทิตย์ลับขอบฟ้าอยู่แค่เอื้อมนี่เอง...

ขอบคุณเพื่อนผู้หยิบยื่นไมตรี นำพาผองเพื่อนๆไปสักการะพระธาตุสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง ณ ประเทศพม่า เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต

ขออนุญาตขอบคุณจากใจ มา ณ ที่นี้ค่ะ... สวัสดีค่ะ...




:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::






 

Create Date : 16 มกราคม 2554    
Last Update : 16 มกราคม 2554 20:28:32 น.
Counter : 2607 Pageviews.  

:: มิงกาลาบา พาเที่ยวพม่า <ตอนที่ 2 > :: มา ย่างกุ้ง...กิน กุ้งย่าง

เที่ยวพม่ากันต่อค่ะ... ตอนที่ 2 ...มาย่างกุ้งทั้งที ก็ต้องกิน กุ้งย่าง ...ชิมิคะ...



เมื่อรับประทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มออนทัวร์ภาคบ่ายค่ะ

ปัจจัยสำคัญคือเงินจ๊าดที่ยังไม่ได้แลกเลย...

นี่เลย...นายแบ้งค์มาเอง เป็นปึกใหญ่ๆ...แบงค์ใหม่ ไม่มียับเยินเปื่อยๆตามกิตติศัพท์

ไกด์จัดบริการให้ทุกอย่างเลย



แลกกันคนละ 1,000 บาท เอาไว้ซื้อของและทำบุญ

แลกมาได้ปึกเบ่อเริ่มเลยค่ะ 28,000 จ๊าด



ใช้ไม่ค่อยถูก ประมาณ 1000 จ๊าด = 36 บาท

ที่พม่านั้น ตามแหล่งท่องเที่ยวและวัด รับเงินไทยด้วยค่ะ ไม่ต้องแลกเงินจ๊าดก็ได้

สำหรับเงิน USD ก็แลกไปเหมือนกันแต่ไม่ได้ใช้เลยค่ะ...



มีเงินแล้วก็ออกตลุยได้แล้ว

ต้องรีบไปชอปที่ตลาดสก๊อตค่ะ เพราะว่าตลาดปิด 6 โมงเย็น และวันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์และจันทร์ ตลาดปิดด้วย



นั่งรถชมเมืองย่างกุ้ง

ความเจริญของสภาพบ้านเมือง ประมาณต่างจังหวัดไทย ที่ไม่ใช่จังหวัดใหญ่ค่ะ



มีรถเมล์ ที่คิดว่าสภาพใกล้เคียงกับเมืองไทยนะ



อาคารตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัยก็พอมีให้พบเห็นได้ค่ะ ตามอาคารจะเห็นจานดาวเทียมติดตั้งเป็นระยะ



รถมีพอประมาณ น้ำมันยังใช้ปันส่วนกัน มีการใช้รถแก๊ส ซึ่งมีราคาถูกกว่าใช้น้ำมันมาก



แท็กซี่ในเมือง ต้องบอกว่า เก๊า เก่า ทีเดียว อารมณ์ประมาณ นิสสันบลูเบิร์ดรุ่นแรกของเรา แต่ถ้าเป็นแท๊กซี่ที่แอร์พอร์ตแล้วก็ใหม่ใช้ได้



บ้านจัดสรรหลังใหญ่ๆ สวยๆก็มีให้เห็นค่ะ



ผ่านพระเจดีย์ซูเล



ศาลา กทม. อิ อิ...



โบสถ์คาทอลิค ที่เป็นผลพวงจากสมัยที่อังกฤษเข้ายึดครองพม่า



โบสถ์ และอาคารสิ่งก่อสร้าง อนุสรณ์สถานเหล่านั้น ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในย่างกุ้งจนถึงปัจจุบัน



มาถึงโบสถ์นี้ ก็ถึงเวลาชอปแล้วค่ะ...

ตลาดบ๊กจ๊ก (ตลาดสก๊อต Scott Market) หรือ ตลาดโบยก อองซาน (Bogyoke Aung San Market)

ซึ่งสร้างโดยชาวสก็อต สมัยเมื่อครั้งพม่าเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เป็นที่ซึ่ง ซื้อหาของที่ระลึกพื้นเมืองได้มากมายในราคาถูก

บรรยากาศเหมือน เจ เจ ของเรานั่นแหล่ะค่ะ แต่เล็กกว่า



ที่เห็นขายทั่วไป...แม่นแล้ว แท่งไม้ประทินโฉมทานาคา ที่ป้ายอยู่ตามหน้าสาวๆพม่าไงคะ



นี่ นี่...เอามาฝนแบบนี้ครับ...ไกด์รูปหล่อของเราสาธิตให้ดู



ตุ๊กตาการแต่งกายของชนเผ่าต่างๆในพม่า น่ารักดีค่ะ



พวกงานไม้ งาช้างแกะสลัก พระพุทธรูปไม้หอมแกะสลัก แป้งทานาคา ผ้าปักพื้นเมือง เครื่องเงิน เครื่องมุก เครื่องหยก ...มีขายเยอะแยะ เลือกไม่ถูกเลย



อิ อิ ...มีตังค์อยู่ 28,000 จ๊าด จะซื้ออะไรได้บ้างนะ...

เพื่อน ซื้อโสร่งค่ะ ไม่ได้เตรียมมา เพราะนัดกันนุ่งพรุ่งนี้

โสร่งพม่า สวยดีค่ะ ราคา 200 บาท (รับเงินไทย)



หยุดที่ร้านนี้ เลือกกันนานทีเดียว

มุกเซาท์ซีสีทอง มีชื่อในความสวยงาม ได้กลับมากันหลายคน



ภาพประดับผนังมีชื่อเสียงของพม่า ทำด้วยหินอัญมณีชนิดต่าง นำมาประดิษฐ์เป็นภาพต่างๆค่ะ

สวยมาก แล้วจะหอบกลับกันยังไงล่ะนี่...ทั้งใหญ่และหนักด้วย...

ภาพนี้ประดิษฐ์จากพลอยสีชมพู สวยมากค่ะ



ตลาดปิดเสียแล้วค่ะ นักชอปยังไม่ได้ของฝากกันเลย...
ไกด์เลยพาไปชอปต่อที่ซุปเปอร์มาร์เกต...



คอแห้งเหมือนกัน ไปซื้อโค้กที่ส่งมาขายจากเมืองไทยมากินกัน

และสำรวจดูสินค้าในซุปเปอร์ ฯ ครึ่งหนึ่งมาจากเมืองไทย ชื่อเป็นภาษาไทยทั้งนั้น

สินค้าที่วางขายก็มีเหมือนๆกับบ้านเราค่ะ



แหะ ...แหะ ...ช่วยกันเหมาชาซองสูตรต้นตำหรับพม่ากันค่ะ หมดหิ้งเลยเชียว...เค๊าว่าอร่อยมากๆ



สุดน่ารักเลยค่ะ หนูน้อยนุ่งโสร่งวิ่งเล่นกลางห้าง...



ค่ำแล้ว ได้เวลากลับโรงแรมแล้ว....

ดินเนอร์มื้อนี้ ตามหัวเรื่องค่ะ มาย่างกุ้ง ก็ต้องกินกุ้งย่าง

เสิร์ฟกุ้งคนละตัวเป็นออเดิฟพิเศษ พร้อมไวน์หอมหวานและแชมเปญ

เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนในกลุ่ม....



เมนูต่อไปก็เป็นบุฟเฟ่ห์ดินเนอร์ค่ะ...



รับประทานไป พร้อมกับชมการแสดงนาฏศิลป์พม่า ที่สวยงามอ่อนช้อย



เพลิดเพลินมากทีเดียวค่ะ



ส่วนสาวน้อยรายนี้ สุดยอดของความเก่งฉกาจเลย เธอเลี้ยงบอลได้นานมากไม่ว่าจะยืนบนพื้น ยืนบนแท่งไม้ หรือยืนบนขวดต่อกันสูงเท่าไร เธอไม่มียั่น



หลังจากจบการแสดงทุกชุด นักแสดงทุกคนก็ออกมาแสดงร่วมกันอีกครั้ง

และก็รำลงมาจากเวทีด้วยเพลงมหาอมตะนิรันดิ์กาล...ลอย ลอย กระทง...บุญจะส่งให้เราสุขใจ...วันเพ็ญเดือนสิบสอง....

แขกในห้องอาหารช่วยกันปรบมือและร้องด้วย มีทั้งไทย ทั้งฝรั่ง

และ จบลงด้วยเพลง แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ค่ะ... ซึ่งเจ้าของวันเกิดประทับใจมาก....



เยือนพม่าในวันแรกเห็นทีต้องกู๊ดไนท์แล้วค่ะ...

คิดว่าจะหลับสนิทแน่ๆ....

แต่แล้ว สัก ตีหนึ่ง...หนาวสุดๆเลย ทนไม่ไหวค่ะหนาวมากจริงๆ ลุกมาดูรีโมต โอ้โห เขาตั้งไว้ที่ 10 องศา มิน่าตัวแข็งไปเลย ปรับเหลือ 28 ทำยังไงๆก็ไม่ยอมเปลี่ยน เลยปิดแอร์นอน...เลยหลับได้ค่ะ …

ง่วงจัง Z zz z z z….



แต่ก็ตื่นมาตอนหกโมงเช้า...ยังไม่มีใครตื่นเลย ออกไปถ่ายรูปเล่นดีกว่า....



มิงกาลาบาจ้ะ เจ้านกน้อย...



เช้านี้อากาศแจ่มใสดีนะจ๊ะ



ความงามยามรุ่งอรุณ แสงทองสาดส่องขอบฟ้าเหนือทะเลสาบกันดอจี



แสงทองและเสียงสกุณา ปลุกให้ความเงียบสงบตื่นจากหลับใหลนิทรา



ณ สะพานไม้ทอดยาวเหนือแผ่นน้ำ...ชีวิตประจำวันก็ก้าวเดินต่อไป...



และเดินต่อไป....

และ เราก็ต้องเดินต่อเหมือนกัน เช้าวันนี้มีโปรแกรมไปร่วมทอดกฐินสามัคคีที่วัดมิตรภาพ พม่า-ไทย และเที่ยวเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หลายที่เลยค่ะ ...

ติดตามตอนต่อไปนะคะ...

................................................................................................






 

Create Date : 08 มกราคม 2554    
Last Update : 8 มกราคม 2554 12:42:50 น.
Counter : 8242 Pageviews.  

:: มิงกาลาบา พาเที่ยวพม่า <ตอนที่ 1> :: บินบูติคแอร์ไลน์ พักวังกันดอจี

มิงกาลาบา...แปลว่าสวัสดีค่ะ...

ได้มีโอกาสไปเที่ยวพม่าเมื่อคืนเดือนเพ็ญ วันลอยกระทงที่ผ่านมา (20 พ.ย.2553)

ซึ่งได้ติดตามสถานการณ์การเมืองต่างๆของพม่า พร้อมกับคิดว่าจะได้ไปเที่ยวไหมนี่...แม้วีซ่าจะผ่านแล้ว...

เป็นทริปมิตติ้งรุ่นค่ะ 20 คน สนุกมากมาย มีเพื่อนในรุ่นเป็นเจ้าภาพต้อนรับ...

ออกค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่างทุกคนในระหว่างที่อยู่ในพม่า ทั้งค่าโรงแรมที่พัก ค่าอาหารทุกมื้อ ค่ารถนำเที่ยว ค่ามัคคุเทศก์ ค่าทิป ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ฯลฯ แม้กระทั่งการทำบุญ เพื่อนยังเอาเงินจ๊าดใหม่เอี่ยมมาแจกไว้ให้ทำบุญ พร้อมยังเช่าพระแจก ให้อุ้มขึ้นเครื่องกลับบ้านอีกด้วย...




บินกับบางกอกแอร์เวย์ค่ะ นัดพบกันที่ เคาน์เตอร์ F แล้วเช็คอินเข้าไปรอที่เลาจน์ค่ะ



เลาจน์ของบางกอกแอร์เวย์ อยู่ที่ชั้น 3 ของสนามบินสุวรรณภูมิ ...

ผู้โดยสารทุกคนที่ถือบัตรโดยสารของบางกอกแอร์เวย์สามารถไปใช้บริการที่เลาจน์ได้หมดทุกคนค่ะ



ห้องรับรองค่ะ ยังไม่ค่อยมีผู้โดยสารมาใช้บริการ



กว้างขวาง นั่งสบายมากมีเนตบริการฟรีด้วย



ของว่าง และ กาแฟ เครื่องดื่ม เลือกบริการตนเองตามใจชอบ...อย่าลืมเลือก ข้าวต้มมัด และ พาย แสนอร่อยนะคะ



ได้เวลาขึ้นเครื่อง ต้องนั่ง Shuttle บัสไปค่ะ



ขึ้นบันไดแบบนี้ ชักอยากเดินขึ้นไปที่หน้าประตูเครื่อง แล้ว หันหลังกลับมาโบกมือยิ้มแบบนางงามจัง ฮิ ฮิ...

แต่เจ้าหน้าที่โบกมือห้ามไม่ให้ถ่ายภาพเสียนี่...ฮึ...



จุดหมายเราจะบินไปย่างกุ้งกันค่ะ คอนเฟิร์มจากจอภาพในเครื่อง อิ อิ



เนื่องจากใกล้นิดเดียว ใช้เวลาบินแค่ชั่วโมงนิดหน่อย ก็ถึงแล้ว ลูกเรือเริ่มเสิร์ฟอาหารทันที หน้าตาแบบนี้ค่ะ เป็นไก่ เที่ยวบินขากลับได้เป็นปลา อร่อยกว่าไก่ค่ะ



หม่ำเสร็จก็ถึงพอดี ... สนามบินย่างกุ้งมีชื่อเป็นทางการว่า สนามบินนานาชาติ เม็งกะลาดง ภายนอกอาคารจะเห็นงานตกแต่งเป็นรูปแบบศิลปของพม่าค่ะ



พอลงจากเครื่องก็ไปต่อแถวที่ ตม. สนามบินพม่าทันสมัยค่ะ สะอาดเอี่ยม ภายในก็คล้ายสุวรรณภูมิ เพียงแต่มีขนาดเล็ก...ห้องน้ำก็สะอาด แถมใช้ตาอิเล็คโทรนิคในการชักโครกเสียด้วย...ยอดไปเลย

อากาศ ย่างกุ้ง วันที่ไป 30-31 องศา...ฟ้าโปร่ง แดดแรงจ้าสุดๆ... และ เวลา พม่า ช้ากว่าไทย ครึ่งชั่วโมงค่ะ



ผ่าน ตม.พม่า ซึ่งค่อนข้างจะเคร่งครัดมากๆเลย ใช้เวลานานพอสมควร ใช้เจ้าหน้าที่ตรวจจุดละ 2 คน มองหน้าแล้ว มองหน้าอีก เลยยิ้มให้เสียเลย เค๊าก็ยิ้มตอบ พร้อมคืนพาสปอร์ตให้เลย...

ออกมาข้างนอก ก็มีรถโค้ชปรับอากาศมารับค่ะ



รถป้ายแดงด้วยน๊า...อิ อิ...

รถโดยสารสาธารณะของพม่าทุกคัน ทั้งรถประจำทางและแท็กซี่ ใช้ป้ายแดงหมดค่ะ แม้จะเป็นรถรุ่นที่หายสาบสูญไปจากเมืองไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว...แต่มาโผล่ที่พม่า ก็ป้ายแดงทั้งนั้น



หน้าสนามบิน มีป้ายโฆษณาของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ป้ายใหญ่เหมือนกัน...



การท่องเที่ยวประเทศพม่าส่วนใหญ่จะเป็นการไปมนัสการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นมงคล จึงควร แต่งกายสุภาพ...

และจะต้องถอดรองเท้า เดินแบฟุต เข้าไป ถุงเท้า ถุงน่อง ต้องถอดหมดค่ะ

เพราะคนพม่าถือว่าเป็นการเคารพสถานที่เพราะใต้ฐานเจดีย์แต่ละแห่งนั้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย บางแห่งก็ห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าด้วย...

ดังนั้นควรสวมรองเท้าที่ใส่สบายถอดง่ายค่ะ

มีผู้แนะนำให้เอาถุงพลาสติกเล็กๆพกติดตัวไปด้วยสำหรับใส่รองเท้าหิ้วไปด้วยเวลาถอด

สำหรับกลุ่มพวกเรานั้น ไกด์ให้ถอดรองเท้าไว้ในรถเลยค่ะ แล้วให้รถไปจอดส่งที่หน้าวัดหรือเจดีย์เลย ดีจังนิ...



สถานที่แห่งแรกที่ไปคือไปไหว้พระหินอ่อน ต้องซื้อดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้พระ...ยังไม่ได้แลกตังค์จ๊าดเลย...



ไกด์บอกว่าไม่เป็นไร ติดไว้ก่อน เดี๋ยวเขาจะรวบรวมเงินมาให้เอง รู้จักกันทั้งนั้น...

เลยรับดอกไม้ไปคนละกำขึ้นบันไดไปไหว้พระค่ะ



พระหินอ่อน (เจ๊าดอจี) เป็นพระพุทธรูปที่ แกะสลักจากหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพม่า



หินอ่อนก้อนใหญ่ที่สุด และเนื้อดีที่สุด นำมาแกะสลักเป็นองค์พระ



มีน้ำหนักถึง 60 ตัน สูง 37 ฟุต แกะสลักโดยช่างชาวเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งถือว่าเป็นช่างที่ฝีมือดีที่สุดของพม่า



สาวๆพม่ามาไหว้พระกันค่ะ...น่ารักนะคะ

ชาวพม่ามักจะพาครอบครัวมาไหว้พระ ถือศีล บำเพ็ญภาวนา ทำสมาธิกันตลอด ไม่ว่าหญิงชาย คนหนุ่มคนสาว คนเฒ่า คนแก่ ลูกเล็กเด็กแดง ต่างเข้าวัดกันทั้งนั้น



จากนั้นไกด์ก็พานั่งรถชมเมืองและออกไปทางนอกเมือง...



มาจอดที่นี่...ไม่ใช่วัด แต่มีนักท่องเที่ยวมาค่ะ...



ป้ายบอกเวลา ปิด – เปิด มั๊ง...



เดินๆตามเข้าไปแล้วกัน ใส่รองเท้านะคะ อิ อิ...ไม่ได้เข้าวัดนี่นา...แดดเปรี้ยงเชียว...



โรงอะไรเอ่ย....



ชาวพม่าก็มาดูเหมือนกัน



ช้างเผือกค่ะ พม่ามีช้างเผือกหลายเชือกมาก เลี้ยงไว้ที่หลายเมือง ที่นี่ มี 3 เชือก



ช้างเผือกพม่า เผือก เป็น เผือก จริงๆ เหมือยเจ้าทุยเผือกบ้านเราเลย ตัวขาวเชียว



ตา นัยน์ตา ขนตาขาว



เชือกนี้แม้ไม่ขาวทั้งหมด แต่ถูกต้องตามลักษณะของช้างเผือก



ตู้บริจาคเงินให้ช้างเผือก แหมแบ้งค์ร้อยแดงของไทยเด่นเป็นสง่าเชี๊ยะ

สถานที่ท่องเที่ยวทุกที่ในพม่ารับเงินไทยค่ะ มีทอนตังค์เป็นเงินไทยด้วยละ



ทำบุญซื้ออ้อยให้ช้างค่ะ...อิ อิ...ติดเอาไว้อีกแล้ว ไว้รวบรวมตังค์ให้ไกด์เอามาให้ทีหลัง

ซื้ออ้อยให้ช้างนี่ ประมาณว่าจะทำอะไรจะได้ง่ายๆเหมือนอ้อยเข้าปากช้าง



อันนี้ เครื่องรางของขลัง ทำจากขนหางช้างเผือก จำไม่ได้แล้วขายยังไง เพราะไม่ได้สนใจค่ะ



ใกล้ๆกันก็มีตั้งขายหมากพลูเป็นคำๆ คนพม่าชอบกินหมากกัน เวลากินหมากก็ต้องบ้วนน้ำหมากลงบนถนน เวลาเดินแบฟุตเข้าวัดต้องระวังเลี่ยงน้ำหมากด้วยค่ะ

ข้อแนะนำเวลาไปเที่ยวพม่า ควรพกทิสชูเปียกไปด้วย เพราะอากาศร้อนจัง กลับมาขึ้นรถก็ใช้ทิสชูเปียกเช็ดหน้าตาค่อยยังชั่ว...

อ๊ะ ...ยังไม่ทิ้งค่ะ เอาไปเช็ดบาทาต่อ ได้ประโยชน์สุดๆ กระดาษเช็ดดำปิ๊ดทีเดียว อิ อิ...



ไกด์พาเข้าเช็คอินที่โรงแรมกันดอจี พาเลซ กันก่อนค่ะ

เพื่อล้างหน้าล้างตาพักผ่อนนิดหน่อย แล้วรับประทานข้าวเที่ยงที่ห้องอาหารของโรงแรม



...โรงแรมสร้างด้วยไม้สัก หรู สวยงามมาก

เลยโมเมว่าได้ พักกันที่วังกันดอจี (กันดอจี พาเลซ)ค่ะ...




ฟร้อนท์ ต้อนรับ น่ารักทั้งคู่เลยค่ะ



ลอบบี้กว้างขวางสวยงาม



ตกแต่งด้วยศิลปะทั้งไทยและพม่า เพราะเป็นโรงแรมที่คนไทยได้มาลงทุนเปิดดำเนินการ

แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเจ้าของแล้ว แต่พนักงานบริหารก็ยังมีคนไทยอยู่ค่ะ



นักท่องเที่ยวมาพักกันแน่นทีเดียวค่ะ ที่ล้อบบี้นี้ มีเนตฟรีไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วยค่ะ



ทางเดินไปห้องพัก ห้องพักใช้ระบบคีร์การ์ด



เปิดประตูเข้าห้องพัก...โอ้โห...หรูซ๊ะ....



มาเที่ยวพม่า ได้นอนมุ้งค่ะ



น่านอนไหมคะ...

คืนนี้คงหลับสบายแน่ๆเลย เพราะวันนี้ตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพื่อไปให้ทันเที่ยวบินที่ต้องเช็คอินพร้อมกันเวลา 7 โมง... เหนื่อยและง่วงเหมือนกันนะ



โต๊ะเขียนหนังสือ พร้อมทีวีช่องยูบีซีไทย



ปิดม่าน เปิดไฟถ่ายภาพค่ะ

ไฟฟ้าพม่า.....แบบเดียวกับไทยค่ะ ใช้อุปกรณ์จากไทยได้ปกติค่ะ

แต่ไฟดับบ่อย จนมีคำแนะนำเขียนวางบนโต๊ะหนังสือว่า เมื่อไฟดับ สักครู่ไฟของโรงแรมจะติดค่ะ แต่เวลาเปิดแอร์ใช้เวลาสตาร์ทนานมาก 5 นาทีเชียว...



ถ่ายภาพห้องน้ำเสียหน่อย มีอุปกรณ์ครบถ้วนค่ะ

และมีน้ำดื่มให้ไว้ถึง วันละ 6 ขวดเป็นพิเศษเลย ทุกวันเวลาออกทัวร์ก็หยิบน้ำดื่มขวดนี่แหล่ะติดตัวไปดื่ม ไม่ต้องไปซื้อเลยค่ะ



อ่างอาบน้ำ แต่ไม่มีราวจับ ต้องระวังกลัวลื่นเหมือนกัน



ถ่ายภาพโรงแรมไปเรื่อยเปื่อย...



หลังคาโรงแรมก็เป็นไม้สัก



เสาไม้สักต้นใหญ่ๆ...กับสวนป่าดงดิบ



ร่มครึ้ม จนมีคุณทวดก็อดซิลล่า เดินเตาะแตะมาอาศัยอยู่ด้วยแน่ะค่ะ



ด้านหนึ่งของโรงแรมอยู่ติดกับทะเลสาบกันดอจี อันเป็นที่มาของชื่อโรงแรมค่ะ

ทะเลสาบกว้างใหญ่สวยงาม มีสะพานไม้เชื่อมระหว่างฝั่ง ที่ประชาชนชาวพม่าใช้สัญจร และตอนเช้าก็ใช้เป็นที่วิ่งออกกำลังกายกัน



อีกด้านหนึงก็เขียวชะอุ่ม



ด้านหลังโรงแรมเป็นสระน้ำธรรมชาติ... ส่องภาพถ่ายไปเรื่อยเปื่อย...เห็นอะไรไหมคะ



ซูมภาพเข้ามา...อะจ๊ากซซ์...เจอ...?!?....

ได้เวลานัดไปกินข้าวกลางวันแล้วค่ะ...อิ อิ...

ติดตามตอนต่อไปนะคะ... มาย่างกุ้ง ก็ต้องกินกุ้งย่าง ค่ะ...





-----------------------------------------------------------------------------




 

Create Date : 05 มกราคม 2554    
Last Update : 8 มกราคม 2554 12:45:04 น.
Counter : 4081 Pageviews.  

My way… Norway # 7... ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน ...((( ชมตลาดปลา ... ชิมไข่ปลาคาเวียร์ ก่อน กู้ดบาย

My way… Norway  # 7...

Smiley Smiley ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน Smiley Smiley ...


((( Smiley ชม Smileyตลาดปลา Smiley ... ชิม  Smiley ไข่ Smiley ปลาคาเวียร์  Smiley 
ก่อน Smiley กู้ดบาย Smiley นอร์เวย์ Smiley )))



:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

เดินจากตัวเมืองเก่าบริกเกน เข้ามาทางฝั่งเมืองใหม่เบอร์เก้น ตามทางเท้า เลียบอ่าวของท่าเรือ



มองกลับไปดูวิวเมืองบริกเกนด้านหน้าค่ะ

อาคารไม้สี สวยงามเป็นฉากหลังของเรือใหญ่น้อย ที่จอดเรียงรายทอดท่า บางลำก็ขนสินค้า ซึ่งก็คือปลาทะเลที่จับขึ้นมาแบบสดๆ เป็นๆ นำมาจำหน่ายแก่ลูกค้าที่ตลาดปลา....



กวาดสายตาแลไปรอบบริเวณเมืองค่ะ...

มองหาตลาดปลาสด ที่ขายอาหารทะเล ไม่เห็นมีเลย คือ ยังวาดภาพว่าเหมือนตลาดปลาบ้านเราอยู่น่ะค่ะ

...อิ อิ...ที่เห็นเป็นกระโจมสีขาวนั่นแหล่ะค่ะ ตลาดปลา ขายกันบนทางเท้าเลย...เค๊าคงกางเต้นท์กันลมหนาวนะคะ หน้าร้อนคงไม่ต้องกาง



เข้าไปในกระโจม ก็จะเห็นแผงขายปลา ชนิดต่างๆ ตั้งขายกันเรียงราย

มีทั้ง ปู ปลา กุ้ง หอย แบบสด แช่แข็ง พร้อมปรุง และ ทำสุกรับประทานได้เลย หลากหลาย



กุ้งเผาตัวโตๆ ปูนึ่ง กุ้งต้ม ...เห็นแล้วน้ำลายหก...ได้แต่กลืนน้ำลาย เอื๊อกกก...คิดคูณ หก ทุกครั้งค่ะ ก็จะซื้อไม่ลง



เหมือนปลาทูเค็มบ้านเราเลยอ่ะค่ะ...ส่วนกุ้งต้ม ก็ท่าทางน่ากิ๊น



ปูจ๋า ฉบับนอร์เวย์ค่ะ...ปรุงสำเร็จ พร้อมรับประทานได้เลย



ปลาแซลมอนทานกับขนมปัง...ร้านนี้เฉยๆค่ะ เพราะไม่ชอบทานปลาแซลมอนสดๆแบบนี้



แต่แบบนี้ สน...ปลาแซลมอน ส๊ด สด สีส้มใส เนื้อหนาน่าทานจริงๆ

...นึกถึงสเต็คปลาแซลมอนนะคะ



แบบนี้ก็น่าทาน....



ปลาแซลมอนค่ะ



ปลาหิมะ หรือ เปล่า...???



ก้ามปู หลุด...นึกถึงก้ามปูอบวุ้นเส้น...!!!!



กุ้งเผา...ตัวขนาดเป็นศอก



ขาปูยักษ์ วางเทียบขนาดกับช้อนทานข้าว



เคยรับประทานปูแบบนี้ แล้วติดใจมั่กๆ...

เนื้อปูเป็นก้อนๆ ใหญ่ๆ รับประทานพร้อมข้าวได้จานนึงเลย ออกรสชาดเค็มๆในเนื้อปูโดยไม่ต้องปรุงรสอีก...ยิ่งเนื้อในก้ามปู ยิ่งเป็นท่อนใหญ่ ซิ๊ดดด...ซิ๊ดดด...



ลูกค้าสนใจแบบสดๆเป็นๆ ก็มีจำหน่ายค่ะ



ตลาดปลา ก็มีเนื้อกวาง แพคสำเร็จรูปขายด้วยค่ะ...




ที่เห็นวางขายเป็นกระปุกเรียงรายทุกแผง ก็คือ ไข่ปลาคาเวียร์ ที่ลือชื่อนั่นเอง

ลือชื่อ เรื่องความแพง ค่ะ...ว่ากันว่า ขายกัน อย่างต่ำ กิโลละ 1 แสนบาทในเมืองไทยนะคะ



ราคากระปุกแบบนี้ ประมาณ 500 บาทค่ะ

ไข่ปลามีหลายชนิด ที่เรียกว่าไข่ปลาคาเวียร์นั้น เป็นไข่ของปลาสเตอร์เจียน (Sturgeon) ค่ะ



เค๊าเปิดกระปุกให้ชิมชนิดต่างๆ เลยชิมไปเสียหมดทุกกระปุกค่ะ...

พอให้รู้จักรสชาติ แต่ไม่ได้ซื้อเลยสักอย่าง เพราะ ไม่รู้จะเอาทำอาหารอะไร

...คือ มันแพงงง... ด้วยค่ะ

ออกจากตลาดปลา ก็ชมเดินชมเมือง ผ่านร้านขายดอกไม้สวยๆ



เดินต่อไปทางเนินเขาค่ะ



เป็นพระยาน้อยชมตลาดปลาที่เบอร์เก้น แล้วก็เดินชมเมืองต่อ



บ้านเรือนปลูกเรียงรายขึ้นไปตามเนินเขา Floyen

เราจะขึ้นไปชมวิวเมืองเบอร์เก้นที่ยอดเขา Floyen ค่ะ



มี รถรางไฟฟ้า Floybanen Funicular ให้บริการนำขึ้นสู่ยอดเขา Floyen

ซึ่งมีความสูง 320 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เพื่อชมความสวยงามของเมืองเบอร์เก้น



ถึงสถานีรถไฟฟ้าบนยอดเขาแล้วค่ะ ที่เห็นบนหลังคา เป็นการจำลองการวิ่งสลับเลนของรถขึ้น กับ รถลงค่ะ



ชมทัศนียภาพที่งดงามของเมืองเบอร์เก้น



เบอร์เก้น นับเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากออสโล



ดึงภาพบ้านเรือนชาวเมืองมาใกล้ๆ



บ้านเรือนของชาวนอร์ท นี่ น่าจะออกแบบง่ายนะคะ เพราะ สร้างเป็นหลังคาจั่วแหลม แล้วเจาะหน้าต่างกระจก เจาะประตู แค่นี้เอง...



แต่น่ารัก สวยงาม...ทาสีด้วยสีสันที่สดใสตัดกัน



มุมมองจากยอดเขาด้านหน้าแบบ 180 องศา



สามารถมองเห็นตัวเมืองได้ชัดเจน



แลไปไกลลิบเห็นฝั่งทะเลและทิวเขาทอดแนวเป็นทิวยาว สลับกับอ่าวลึกของผืนน้ำเข้ามาในผืนดิน



วิวสวยอีกสักมุมค่ะ....



รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารบนเขา Floien Folke restaurant พร้อมบรรยากาศอันงดงามของเมืองเบอร์เก้น

อาหารมื้อนี้สุดแสนประทับใจ ท่ามกลางบรรยากาศงดงาม สเต็คปลาอร่อยมากที่สุด อร่อยจนลืมถ่ายภาพเลยค่ะ นึกขึ้นได้หมดไปครึ่งจานเสียแล้ว

อิ อิ...เลยต้องขอถ่ายภาพจากคนอื่นที่ยังไม่ได้ทานค่ะ



ตามด้วยของหวานชุดนี้ อิ่มจัง ... ได้เวลากลับลงจากยอดเขา Floyen แล้ว ด้วยรถรางไฟฟ้าเช่นเดิม



......แหม ผมสงสัยจัง ว่าป้าผมดำคนนั้น เค๊าถ่ายภาพอะไรกันนักหนา แน่ะ...แล้วยังพูดภาษาอะไร ผมไม่เห็นเข้าใจเล้ย...



รับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว ต้องเดินทางกลับเข้าออสโลกันค่ะ เพราะพรุ่งนี้จะต้องเดินทางกลับบ้านเราแล้ว

ระหว่างทางแวะเที่ยวโบสถ์ไม้ที่สวยงามเก่าแก่ที่สุดของนอร์เวย์ ต้องเดินตากฝนปอยๆเข้าไปชม



ถ่ายภาพมา 2-3 ภาพค่ะ กลัวกล้องเปียก



โบสถ์เค๊า คล้ายวัดเมืองเหนือเรานะคะ

มีช่อฟ้า สลักลวดลายอ่อนช้อยสวยงาม ชาวไวกิ้งนี่มีความชำนาญในการแกะสลักลวดลายไม้มากเหมือนกัน ดูจากเรือไวกิ้งโบราณ ก็สลักลวดลายงดงาม...



เดินทางต่อ เข้า-ออก ทะลุอุโมงค์โดยไม่ได้จำเลยค่ะ ว่า เข้า-ออก ทะลุกี่แห่งบ้าง

คือ หลับมั่ง ตื่นมั่ง เลยไม่ได้นับ...

อุโมงค์แห่งนี้ภายในมีจุดพักรถให้นักท่องเที่ยวลงไป ลัลล้า ...ถ่ายภาพกันด้วยค่ะ



มีการติดไฟแสงสีส่องให้ความสวยงามด้วยค่ะ

ทึ่งในความสามารถทางวิศวกรรมของชาวนอร์ทมากนะคะ...การมีอุโมงค์นี่ ทำให้การติดต่อเดินทางของนอร์เวย์ทุกภูมิภาค สะดวกและรวดเร็วมากค่ะ



ทะลุออกปากอุโมงค์แล้วค่ะ



เข้าไปอยู่ในที่มืดๆนานๆแล้ว เห็นแสงสว่างกันเสียที



ถึงจุดพักรถ พักคนเดินทางอีกจุดหนึ่ง มีต้น ร่องเนะบา ออกลูกสวยงามดกแดงเต็มต้น



แทบจะไม่มีใบเลยค่ะ สวยดีนะคะ



ดูไกล แบบเป็นป่าบ้างค่ะ ต้นนี้ขึ้นอยู่สองข้างทางที่ผ่าน เยอะมาก



อีกด้านหนึ่งก็มีโบสถ์สวยงามสองโบสถ์ เป็นโบสถ์ปูนหลังหนึ่ง โบสถ์ไม้หลังหนึ่ง ตั้งคู่กัน



ชอบศิลปะโบสถ์ไม้ค่ะ



เดินทางต่อไป.......
พระอาทิตย์เริ่มทอแสงสลัวลงแล้ว



เข้าสู่ช่วงแดนหนาวเหน็บอีกครั้งค่ะ....ชอบมากเลยค่ะ วิวแบบนี้



นั่งรถชมวิวหนาวเหน็บ แลดูหิมะขาวโพลน ในทิวทัศน์ที่ราบเรียบขาว ไปจนถึงทิวเขาสูงต่ำกว้างไกล ...แต่เราอบอุ่นแบบนี้ แสนมีความสุขจังเลยค่ะ



อ๊ะ...เดี๋ยวไม่ได้ความรู้สึกว่าได้มาเหยียบสัมผัสหิมะกัน มิสเตอร์ไกด์เลยจอดรถให้ลงไปลัลล้าถ่ายรูปกันค่ะ



ช่วงเวลาแห่งการเก็บภาพประทับใจ



..............



รัวชัตเตอร์ไม่อั้นค่ะ...แฮปปี้จริงๆ



ถ่ายวิวสวยๆมั่ง



ความงามอีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องบรรยายเลยค่ะ



สวย...!!!!!



ถ่ายหิมะใกล้ๆหน่อย...



ยามหน้าหนาวก็สวยงามในรูปแบบหนึ่งนะคะ



อีกวิวหนึ่ง



และอีกวิว.....



ซูมหิมะมาใกล้ๆหน่อย



อันนี้มาร์โค ปุยน้ำแข็งเป็นเกร็ดแก้ว ฟูนุ่มจับตามกิ่งไม้และยอดหญ้า



ต้นหญ้าในช่องฟรีซ...



ผ่านบ้านเรือนที่เป็นรีสอร์ทเรียงรายเป็นระยะตามหุบเขา



เข้าสู่เขตอบอุ่นขึ้นค่ะ ดูวิวสวยๆอีกวิวหนึ่ง



ยามบ่ายแก่ๆ กับดวงอาทิตย์ที่เริ่มเคลื่อนคล้อยต่ำลงมาสัมผัสขุนเขา

วัน เวลา แห่งความสุข ช่างผ่านไปรวดเร็วจริง...

โปรแกรมท่องเที่ยวนอร์เวย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยจะเข้าสู่กรุงออสโลค่ะ...ค้างคืนที่ออสโลคืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็กลับบ้านเราค่ะ...



ขอจบทริปการเดินทาง My Way…Norway…ด้วยภาพที่สวยงามอีกมุมหนึ่งค่ะ



ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาโดยตลอดนะคะ และขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาพูดคุยในทุกตอนด้วยค่ะ

บ๊าย บาย...ค่ะ....



SmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmiley


SmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmiley





















:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::




 

Create Date : 30 มกราคม 2553    
Last Update : 30 มกราคม 2553 17:32:20 น.
Counter : 1387 Pageviews.  

My way… Norway # 6... ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน ...((( เบอร์เก้น ... เมืองมรดกโลก)))

My way… Norway # 6...


Smiley Smiley  ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน ...   Smiley Smiley 


((( เบอร์เก้น ... Smiley เมืองมรดกโลก)))



เดินทางต่อค่ะ >>> ไปตามเส้นทางที่สวยงาม

มิสเตอร์ไกด์ให้จอดรถลงไปถ่ายภาพ โบสถ์ Dom Kirke (Dom Church )สวยๆ



ผ่านชมโบสถ์แห่งนี้ แล้วไปเที่ยวชมเมืองเบอร์เก้นค่ะ



ทิวทัศน์รอบโบสถ์สวยงามมากทีเดียวค่ะ



และแล้ว...

เราก็เดินทางมาถึงเมืองเบอร์เก้นแล้วค่ะ

เมืองเบอร์เก้น (Bergen) เป็น เมืองใหญ่ที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 2 ของนอร์เวย์



อุ๊ย...อุ๊ย...น่าร้ากกก....

คุณครูพานักเรียนอนุบาลไปไหนก็ไม่รู้ เดินผ่านมา จูงมือกันจับเป็นคู่ เดินเตาะแตะต้วมเตี้ยม เด็กนักเรียนอนุบาลที่นี่จะต้องใส่เสื้อกั๊กสีสะท้อนแสงทุกคน ค่ะ เพื่อความปลอดภัย และเตือนรถให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น



อยากเข้าไปกอด จุ๊บส์ จุ๊บส์ แก้มใสๆ แดงๆจังเลยค่ะ...



นี่แหล่ะค่ะ เบอร์เก้น ฝั่งเมืองใหม่....



ออสโล เป็นเมืองหลวงของประทศนอร์เวย์ และเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับ 1 ....

ส่วน เบอร์เก้น นั้น เป็นเมืองใหญ่ น้องๆออสโล และในอดีตเบอร์เก้นก็เคยเป็นเมืองหลวงของนอร์เวย์มาก่อน (ระหว่าง ปี ค.ศ. 1110 ถึงปี ค.ศ. 1299)



เบอร์เก้น เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก เพราะมีศิลปะและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของบรรพบุรุษชาวนอร์ท ที่ยังคงสืบทอดรักษาไว้เป็นอย่างดี



ปัจจุบัน เบอร์เก้นเป็นเมืองศูนย์กลางสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้า และอุตสาหกรรมน้ำมัน รวมทั้งสำหรับการเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร



อีกฟากหนึ่งของท่าเรือตรงข้าม มีอาคารไม้โบราณ สีสดสวย ที่สร้างทอดขนานไปกับท่าเรือ



อาคารไม้โบราณ ลักษณะเป็นห้องแถวสูง 3 ชั้น ทาสีขาว แดง เหลือง เขียว จั่วหน้าสามเหลี่ยมนี้เป็นส่วนเมืองเก่าของเบอร์เก้น มีชื่อเรียกว่า บริกเกน (Bryggen)...ซึ่งนับเป็นอาคารไม้ที่งดงามที่สุดในโลกก็ว่าได้



อาคารไม้หลากสีเหล่านี้ ได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของนอร์เวย์ เมื่อเห็นอาคารแบบนี้ ก็จะทราบว่าคือประเทศนอร์เวย์



ในอดีตอาคารเหล่านี้ เป็นโกดังสินค้า ที่ใช้เก็บสินค้าอาหารต่างๆ



พ่อค้าชาวเยอรมันได้มาตั้งรกรากทำการค้าขายที่บริเวณท่าเรือแห่งนี้ จึงได้สร้างบ้าน ร้านค้า และสร้างโกดัง เพื่อใช้เป็นที่ค้าขาย ใช้เป็นโกดังเก็บ ทั้งปลาสด ปลาคอดตากแห้ง เกลือ และอาหารต่างๆ ตั้งแต่ปลายปีศตวรรษที่ 12



เดินเข้าไปด้านหลังค่ะ จะเป็นโกดังสินค้า



แต่ในปัจจุบัน อาคารต่างๆได้ถูกดัดแปลงมาเป็นร้านอาหาร โรงแรม อาร์ตแกลเลอรี่ พิพิธภัณฑ์ ร้านค้าต่างๆมากมาย



อาคารไม้เหล่านี้ มีอายุราวๆ 300 ปี ด้านหน้าเป็นอาคารหลังคาจั่ว 3 ชั้น สร้างติดต่อกัน และทาสีสดๆ ขาว แดง เหลือง เขียว...ส่วนด้านหลังสร้างเป็นโกดัง ทาสีน้ำมัน



เดินเข้าไปชม รู้สึกเหมือนเดินในตลาดคลองสวนร้อยปีบ้านเราเลยค่ะ บ้านไม้มีใต้ถุนสูง



อาคารไม้ดั้งเดิม เมื่อสมัย 800 ปี ก่อนนั้น ได้ถูกไฟไหม้ไปหมด แต่ก็ได้มีการสร้างขึ้นใหม่ในรูปแบบเดิม เพื่อรักษาศิลปวัฒนธรรมโบราณ



แม้จะสร้างขึ้นมาใหม่ แต่อาคารเหล่านี้ก็มีอายุราว 300 ปี แต่ก็อยู่ในสภาพทรุดโทรม เมื่อความเจริญแผ่เข้ามา ทางการจึงต้องการรื้อทิ้งเพื่อสร้างสถานีรถโดยสาร



แต่ได้รับการคัดค้านจากนักโบราณคดี และการค้นพบการตั้งถิ่นฐานเดิมของเมืองเบอร์เก้น จนในที่สุดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกได้สำเร็จ ในปี 1979 ...

อาคารบริกเกนจำนวนถึง 61 หลัง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม อาคารไม้เหล่านี้จึงได้รับการอนุรักษ์ ไม่ถูกรื้อถอนไป



เมืองเบอร์เก้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง มานับแต่อดีตกาล คือเป็นศูนย์กลางทางการค้าของยุโรปเหนือ



จากความเก่าแก่ของเมืองที่มีประวัติความเป็นมากว่า 800 ปีแล้ว ทำให้เบอร์เก้นเป็นเมืองท่า ที่มีเสน่ห์คลาสสิกเมืองหนึ่ง ที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัสเยี่ยมเยือน



เพราะบริเวณนั้นเป็นทั้งย่านตลาดปลา ตลาดนัดขายสินค้าพื้นเมืองดอกไม้ งานศิลปะ อาหารทะเล



สำหรับเราคนไทย บริกเกนยังมีความพิเศษที่ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาสบริกเกน เมื่อกว่า 100 ปีที่แล้วด้วย ...



เสน่ห์น่ารักของอาคารไม้เหล่านี้ อยู่ที่ตรงด้านหน้าอาคาร จะตกแต่งด้วยไม้ แกะสลักเป็นรูปหัวกวาง ตัวแคปริคอน หรือ ม้ามังกร และรูปตุ๊กตาต่างๆ



และยังใช้สอยเป็น ร้านค้า แกลเลอรี ร้านขายสินค้าที่ระลึก งานศิลปะ ร้านอาหาร ตลอดจนพิพิธภัณฑ์



เดินออกมาจากย่านบริกเกน ถ่ายภาพรถเมล์สีเหลืองจัดสักภาพหนึ่ง ดูแล้วก็คุ้นๆเหมือนรถเมล์เมืองไทยเช่นกัน แต่ สวย สะอาดกว่ามากๆๆๆ



และก็เจอะเจอ น้องหนูอีกกลุ่มหนึ่ง โรงเรียนนี้ใส่เสื้อสีเขียวสะท้อนแสง เห็นแต่ไกลเช่นกัน



ขอคุณครูถ่ายภาพไว้อีกค่ะ น่ารักจริงๆ



..............................................................................................
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
..............................................................................................









::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

ตอนต่อไป จะเดินข้ามถนนไปเซอร์เวย์ตลาดปลาที่เป็นชีวิตดั้งเดิมของชาวเบอร์เก้น และชิมไข่ปลาคาเวียร์ค่ะ

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::




 

Create Date : 23 มกราคม 2553    
Last Update : 23 มกราคม 2553 20:24:22 น.
Counter : 1952 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

Ricola ร่าเริง
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





























/* This script has been disabled for Netscape 6 due to ugly scrollbar activety. Could probably be fixed with a clipped container div but can't be bothered. */ if (!isNetscape6){ num=5; //Smoothness depends on image file size, the smaller the size the more you can use! stopafter=240; //seconds!
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Ricola ร่าเริง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.