Welcome to Ricola ร่าเริง Bloggang
:: มิงกาลาบา พาเที่ยวพม่า <ตอนที่ 3> :: สักการะบูชาพระเกศาธาตุ ณ เจดีย์ชเวดากอง …

พาเที่ยวพม่าต่อค่ะ...

ตอนนี้เป็นตอนเข้าวัด เพื่อไหว้พระ อธิษฐานขอพร สิ่งศักดิ์สิทธ์เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัวตามความตั้งใจที่มาเยือนพม่าค่ะ...



นับว่าโชคดีมากที่มาเที่ยวพม่าครั้งนี้ มาในช่วงจังหวะที่กระทรวงต่างประเทศและสมาคมมิตรภาพ ไทย-พม่า ซึ่งเป็นสมาคมที่จัดตั้งเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน และการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกันผ่านความร่วมมือทางวัฒนธรรม ...



ได้จัดให้มีการทอดกฐินสามัคคี ณ วัด พม่า-ไทยพอดี และคณะทอดกฐินก็พักอยู่ที่โรงแรมเดียวกับพวกเราด้วย



วัดมิตรภาพ พม่า-ไทย ตั้งอยู่ในกรุงย่างกุ้ง สร้างเมื่อปี 2545 โดยทางพม่าบริจาคที่ดินให้ จำนวน 4 เอเคอร์ และสร้างโบสถ์และกุฏิรองรับพระได้จำนวน 70 รูป



แน่ะ...เณรน้อยๆ....แอบดูฆราวาสกันใหญ่



การทอดกฐินสามัคคีในปีนี้ เพื่อนำจตุปัจจัยไปสร้างอาคาร ๔ ชั้น เป็นสถานที่ศึกษาพระไตรปิฎกและเป็นที่พักสำหรับพระภิกษุทั้งชาวไทยและชาวพม่า



คณะกฐินสามัคคี นำโดย...พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช นายกสมาคมฯ และประธานกรรมการร่วมทอดกฐินสามัคคี ดร. ณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ คุณอภิรัฐ เหวียนระวี เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง



ซึ่งได้นำคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ และผู้มีจิตศรัทธาชาวไทยและชาวพม่าประมาณ ๑๐๐ คน เข้าร่วมงานทอดกฐินดังกล่าว



บรรยากาศการทอดกฐินในวัดพม่า- ไทย



เสร็จพิธีการจากการทอดกฐินแล้ว ได้ไปกราบบูชาพระนอนตาหวานค่ะ



คนไทยเราเรียกว่าพระนอนตาหวาน คนพม่าเรียก เจ๊าทัตจี ( Kyauk Htat Gyi) เป็นพระที่มีความสวยงามที่สุดในพม่า



มีดวงตาที่งดงาม ...หวานไหมคะ...



ขนตายาวอ่อนช้อย แก้วตาแวววาว นัยน์ตามีเส้นเลือดด้วย ต้องซูมภาพเข้ามาจึงเห็นรายละเอียดค่ะ

ลูกแก้วในดวงตานี่สั่งพิเศษมาจากต่างประเทศ เพราะหาขนาดใหญ่ตามที่ต้องการไม่ได้ในพม่า และให้ช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นวาดขอบตาให้



องค์พระ ยาว 70 เมตร พระบาทมีภาพมงคล 108 ประการ และพระบาทซ้อนกัน เป็นศิลปะพม่าที่งดงาม



เดิมท่านนั่งค่ะ แต่ได้ถูกแผ่นดินไหว พังเสียหายไป เมื่อบูรณะใหม่ จึงได้สร้างเป็นพระนอนปางไสยยาสต์แทน



จากวัดพระนอนตาหวาน พวกเราได้เดินสายไปไหว้พระต่อที่ เจดีย์โบดาทาวน์ (Botatauang Paya) ค่ะ



...ทางเดินเข้าพระเจดีย์ค่ะ...

ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อราว 2000 ปีก่อน พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญได้สร้างขึ้นเพื่อถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุ ที่อัญเชิญมาขึ้นฝั่ง ณ บริเวณนี้ พร้อมทั้งแบ่งพระพุทธเกศา 1 เส้น มาบรรจุไว้ ก่อนนำไปบรรจุในมหาเจดีย์เวดากองและเจดีย์สำคัญอื่นๆ



เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดถล่มย่างกุ้ง ทำให้เจดีย์โบดาทาวน์ถูกทำลายพินาศ

ต่อมาได้ทำการบูรณะและได้ค้นพบผอบทรงสถูปบรรจุพระเกศธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ

เมื่อเดินเข้าไปภายในพระเจดีย์ สวยงามมากค่ะ เป็นทองอร่ามระยิบระยับทั้งหมดทุกห้อง ทุกซอกหลืบ



ค่อยๆเข้าคิวเดินไปด้านในหลังพระแท่นค่ะ

จะได้บูชาพระเกศธาตุซึ่งบรรจุในมณฑปครอบแก้วใส ที่ทำเป็นช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปสักการะบูชาได้อย่างใกล้ชิด หลังการบูรณะใหม่ค่ะ

เข้าได้ทีละ1-2 คน



นอกจากอธิษฐานขอพรจากพระธาตุอย่างใกล้ชิดแล้ว ก็ได้ร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา ด้วยการโยนเงินลงไปด้านล่างของพระธาตุค่ะ เห็นเงินเป็นกองใหญ่ๆเลยทีเดียว



ต้องรีบออกจากจุดบูชาค่ะ คนแน่นมากที่รอเข้าไปบูชาอยู่

เดินตามทางออกมาเป็นห้องหลืบๆ สร้างเป็นรัศมีเหมือนไปตามฐานเจดีย์

ทุกห้องล้วนเป็นทองอร่ามเรืองรองจนมาถึงทางออกด้านนอก



ออกจากบูชาพระเกศาธาตุ จะเห็นด้านหนึ่งใกล้ๆกัน เป็นวิหารที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปทองคำ ปางมารวิชัยค่ะ



ตามประวัติกล่าวว่าพระพุทธองค์นี้เคยประดิษฐานอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ สมัยที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และได้ถูกนำไปยังพิพิธภัณฑ์กัลกัตตาในอินเดีย ทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถล่มวังมัณฑะเลย์ ไปได้...



และอีกด้านหนึ่งของพระเจดีย์โบดาทาวน์ จะมีรูปปั้น นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ เป็นเทพที่ปกปักษ์รักษาองค์พระธาตุไว้ค่ะ

ซึ่งชาวมอญและพม่านิยมมากราบไหว้บูชา ด้วยเชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจ



คนไทยก็นิยมไปกราบไหว้ขอพรด้วยค่ะ เครื่องไหว้ก็ซื้อตรงนั้นแหล่ะค่ะ เขาขายจัดเป็นชุดๆ



เมื่อถวายเครื่องสักการะแล้ว ก็หยิบเอาผ้าแพรในถาดมาคล้องที่มือเทพ แล้วเอาเงินธนบัตรม้วนเป็นกรวยซ้อนกัน 2 ใบ เจ้าของกระทู้ใช้เงินจ๊าดกับเงินไทยแบงค์ยี่สิบซ้อนกันค่ะ



จะมีเจ้าหน้าที่รับเงินนี้ไปใส่มือเทพที่กำๆอยู่และชี้นิ้วอยู่ จากนั้นก็เอาหน้าผากไปแตะที่นิ้วชี้ของเทพ

เอ เห็นเขาใช้มือต่อนิ้วจากเทพ ก็ใช้ได้เหมือนกันนะ...พร้อมอธิษฐานขอพรเพียง 1 อย่างเท่านั้น แล้วก็เดินวนไปด้านหลังเทพ

ว๊า...จำไม่ได้แล้วค่ะ เดินไปทำไม ไปแตะอะไรอีก...อิ อิ...

แล้วเจ้าหน้าที่คนเดิมก็หยิบตังค์แบ้งค์ยี่สิบของเราในมือเทพมาคืนเรา เก็บไว้เป็นเงินก้นถุงค่ะ



จากเทพทันใจ พวกเราได้ไปมนัสการสิ่งศักดิ์อันเป็นมงคลสูงสุด ณ พระมหาธาตุชเวดากองกันค่ะ

นักท่องเที่ยวเสียคนละ 5 ดอลล่าร์ (เพื่อนออกให้อีกแล้ว) ไม่ทราบรวมค่ากล้องหรือเปล่า แต่ไกด์เอาสติกเกอร์อนุญาตถ่ายภาพมาติดให้ค่ะ..



ดอกไม้ที่ใช้บูชา เห็นมีดอกมหาหงส์ร้อยเป็นพวงมาลัยขายด้วยค่ะ

พวกเราไปช่วงเวลาบ่าย 3 โมงเย็น กำลังดีเลย แดดไม่ร้อน และอยู่บูชาที่พระเจดีย์จนเย็นค่ำเลย

เพื่อได้สัมผัสความงาม 2 บรรยากาศตั้งแต่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า จนพระอาทิตย์ตกและ มืดค่ำงดงามด้วยแสงไฟที่สาดส่องกระทบองค์พระธาตุงามสุกปลั่ง...

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง มองเห็นเหลืองอร่ามทั้งกลางวันจนถึงกลางคืน



ไปถึง ไกด์ก็บอกให้เข้าห้องน้ำเสียให้เรียบร้อยข้างล่าง ซึ่งระบบการจัดการท่องเที่ยวของเขาจัดได้ดีทีเดียวค่ะ ห้องน้ำสะอาดเอี่ยมทีเดียว ประตูไม้สักเสียด้วยซิ

ออกจากห้องน้ำ ก็มาจุดฝากรองเท้า ไกด์บอกว่าจะได้สะดวกในการนับคนด้วยว่าเจ้าของรองเท้าหายไปไหน



แล้วก็...ขึ้นลิฟท์ค่ะ เพราะเจดีย์ ตั้งอยู่บนเขาสิงกุตตระ (Singuttara)

เยี่ยมไปเลยนะคะ....เราได้ขึ้นมาถึงพระเจดีย์ด้านบนแล้ว....



คืนนี้ พระจันทร์เต็มดวง ที่เมืองไทยก็เป็นวันลอยกระทงไงคะ...

พวกเราโชคดีมากที่ได้มากราบบูชาพระมหาเจดีย์ชเวดากองในคืนเดือนเพ็ญนี้

ได้เห็นข่าวการกราบไหว้บูชาพระมหาเจดีย์ในคืนเดือนเพ็ญของพม่านี้แพร่กระจายไปทั่วโลก...



ผู้คนชาวพม่าหลั่งไหลไปกราบไหว้บูชา เชื่อว่าได้บุญกุศลสูงสุด เพราะวันนี้คือวันแห่งดวงดาว (21 พย.53 )



มหาเจดีย์ชเวดากอง สร้างในสมัยอาณาจักรรามัญ โดยชาวมอญ แต่ก่อนที่นี่เป็นเมืองชื่อ ตะเกิง (Dagon) ........ชเว (Shwe) แปลว่าทองคำ

ดังนั้น เจดีย์ชเวดากอง แปลว่า เจดีย์ทองคำแห่งตะเกิง



องค์เจดีย์ถูกรายล้อมไปด้วยเจดีย์รายอีกนับร้อย ศาลาต่างๆ พระพุทธรูปนับพัน และ เทพอันเป็นที่เคารพของชาวพม่าอีกมาก



ลานอธิษฐานที่ผู้คนต่างมาสวดมนต์ขอพรอธิษฐานกันที่ลานนี้ ให้พยายามเข้าไปนั่งที่จุดกลางลานจะได้บุญมากที่สุด...



ณ ลานแห่งเป็นมุมที่เห็นพระเจดีย์เต็มองค์ที่สุด เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยที่สุด



มีพระพุทธรูปประจำทิศทั้ง 8 อยู่รอบองค์พระเจดีย์ เพื่อให้คนที่มาทำบุญได้ไหว้พระที่ตรงกับวันเกิดตัวเอง ตรงมุมฐานเจดีย์แต่ละฐาน โดยจุดธูปเทียนถวาย สรงน้ำพระพุทธรูป และ เคาะระฆัง

วิธีสรงน้ำพระประจำวันเกิด ต้องจำที่ไกด์บอก ที่ตั้งพระประจำวันเกิด จะมีของ 4 อย่างที่จะต้องสรงน้ำ คือ
1.พระพุทธ
2. เทพประจำวันเกิด
3.เสาพระเคราะห์
4. สัตว์ประจำวันเกิด

เช่นวันอาทิตย์สรงอย่างละ 6 ขัน รวมเป็น 24 ขัน...

ของเพื่อนไม่รู้วันอะไร ต้องสรงอย่างละ 20 ขัน รวมเป็น 80 ขัน ฮิ ฮิ...



ผู้คนชาวพม่าและชาวต่างชาติมากมาย ที่พากันเที่ยวชมและนมัสการทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่ขาดสาย



อุโบสถ ศาลาต่างๆ ที่รายรอบพระมหาเจดีย์ เป็นที่นั่งพักผ่อนของนักท่องเที่ยวและที่สวดมนต์ของพุทธศาสนิกชนชาวพม่า ที่มักจะจับกลุ่มกันมาสวดมนต์ตลอดทั้งวัน



พระ และเณร พม่า นุ่งห่มจีวรสีแดง ส่วนแม่ชี สีชมพู



ดวงอาทิตย์เริ่มลับลาขอบฟ้า...

องค์เจดีย์ชเวดากอง ตั้งตระหง่าน แลจากฐานถึงยอดฉัตร ล้วนเป็นทองคำแผ่นปิดไว้ทั้งองค์



ยอดฉัตรของเจดีย์ชเวดากองถูกประดับด้วยเพชรพลอยมูลค่ามหาศาล

องค์เจดีย์ประดับด้วยแผ่นทองคำ ที่ว่ามีจำนวนมหาศาลกว่าทองคำที่เก็บอยู่ที่ธนาคารชาติอังกฤษเสียอีก



กระดิ่งทองคำใบเล็กกว่า 4000 ใบ น้ำหนักทองคำ กว่า 5 ตัน



เป็นการรวมพลังแห่งความศรัทธาของคนพม่าทุกชนชั้นที่บริจาคติดต่อกันมานับร้อยๆปี ตั้งแต่เงิน ทอง เพชร พลอย สร้อย เข็มขัด กระดิ่ง ข้าวของ เครื่องใช้ที่เป็นทองคำ นำมาประดับไว้ที่องค์พระเจดีย์



ถ่ายจากภาพถ่ายที่จัดแสดงให้เห็นเพชรพลอยเครื่องประดับต่างๆที่ประดับบนยอดฉัตร สูงสุดของพระเจดีย์

มีเพชรอยู่ 5,448 เม็ด โดยเฉพาะชื้นข้างบนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 76 กะรัต และทับทิม 2,317 เม็ด

เพชรพลอย 4000 กว่าเม็ด รวมเกือบ 2000 กะรัต



พระเจดีย์นี้จะทำการซ่อมทุก 4 ปี...

เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในพม่า เจดีย์นี้ได้ถูกทำลายลง และถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยความสูง 98 เมตร และฉาบด้วยทองคำทั้งองค์



ผลจากแผ่นดินไหว ทำให้พม่าต้องเสริมรากฐานองค์เจดีย์ใหม่ให้มั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ปิดทับด้วยทองคำแผ่นทั้งหมด



ค้นหาตำนานพระมหาเจดีย์ชเวดากองมาเล่าเสียหน่อยค่ะ

เริ่มจากสมัยพุทธกาล มีพี่น้องวานิช 2 คน ได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์จึงประทานพระเกศามา 8 เส้น โดยนำมาบรรจุอยู่ที่พระธาตุเพียงสองเส้นเท่านั้น



มหาเจดีย์แห่งนี้มีการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง

โดยเฉพาะมีโบราณราชประเพณีที่กษัตริย์ของมอญและพม่าที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จะต้องถวายทองคำหนักเท่ากับน้ำหนักของพระองค์เอง เพื่อนำมาห้อหุ้มองค์พระเจดีย์

ซึ่งถือกันว่าเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณของชาวพุทธ แห่งลุ่มน้ำอิระวดีที่สำคัญที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน



จะมีจุดที่สามารถมองเห็นเพชรยอดเจดีย์ได้ ในเวลากลางคืนค่ะ...

เขาจะทำเครื่องหมายให้ยืน ณ จุดตรงนี้

จุดแรก ...อู้วย์ เห็นแสงวับๆแวบๆ ออกมาเป็นสีเหลือง ส่องกล้องถ่ายภาพ หายอดเพชรไม่เจอ เบลอไปเบลอมา กดแช๊ะได้มาแบบนี้แหล่ะค่ะ

ก้าวไปที่มาร์คที่สอง ... ยืนตรงนี้ เห็นแล้วค่ะ เป็นสีเขียวแว๊บแวบ...ถ่ายภาพออกมาเบลออีกตามเคย มือก็สั่นด้วยหาโฟกัสไม่ได้เลย

ก้าวไปมาร์คที่สาม... เห็นเป็นสีแดงค่ะ...

ใครไป ก็ลองไปยืนดูนะคะ เห็นแล้วสวยดีค่ะ ควรเอาขาตั้งกล้องไปด้วย...



ภาพมหาเจดีย์ชเวดากอง ถ่ายตอนกลางคืน จากระเบียงโรงแรมที่พักค่ะ สวยมาก ได้เห็นมุมกว้าง เพราะถ่ายที่เจดีย์ถ่ายไม่ได้มุมนี้ค่ะ



ภาพนี้ก็ถ่ายจากโรงแรม ที่เดียวกัน ยามฟ้าสาง



เราก็ได้ลาจากพระมหาเจดีย์ชเวดากองด้วยความอิ่มเอิบใจ ที่ครั้งหนึ่งได้มากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นศิริมงคล ณ ที่แห่งนี้....

และได้เก็บใบโพธิ์จากต้นนี้ไว้ด้วยค่ะ เป็นต้นโพธิ์ที่สืบสายมาจากสมัยพุทธกาล



วันรุ่งขึ้น ไกด์พาไปมนัสการ พระเจดีย์กาบาเอ (KABA AYE PAGODA ,World Peace Pagoda) ซึ่งสร้างโดยนายอูนุนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า... เพื่อใช้เป็นที่ชำระพระไตรปิฏกครั้งที่ 6 ในปี 2497-2499 และเพื่อให้บังเกิดสันติสุขแก่โลก



และไปมนัสการพระเขี้ยวแก้ว ที่วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี (Swe Taw Myat, Buddha Tooth Relic Pagada) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว เมื่อครั้งอันเชิญมาจากประเทศจีน

และได้จำลองพระเขี้ยวแก้ว ประดิษฐานไว้กราบไหว้บูชาต่อมาค่ะ

พระเขี้ยวแก้วจากประเทศจีน ซึ่งเป็นองค์เดียวกับที่อัญเชิญมาที่พุทธมณฑลบ้านเราค่ะ



วัดนี้เป็นสถาปัตยกรรมโบราณพุกาม เป็นเจดีย์ทรงปราสาทแปดเหลี่ยม ยอดบนประดับด้วยทองคำแท้



การทำบุญ ก็ซื้อแผ่นทองคำแล้วไหว้อธิษฐานใส่ลงในตระกร้าแล้วช่วยกันชักรอกนำขึ้นส่งไว้ที่ยอดเจดีย์ค่ะ



เข้าไปข้างใน ไปไหว้พระเขี้ยวแก้วองค์จำลองกันค่ะ...ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบกสีทองงามสง่า



อิ่มบุญกันถ้วนหน้าค่ะ...ได้เวลากลับบ้านเสียที...



ภายในสนามบินพม่าค่ะ ผู้โดยสารขาออกจะต้องขึ้นไปชั้นสอง ผ่านรูปภาพวาดขนาดใหญ่แสดงถึงความเป็นพม่า....



และแล้วเราก็เดินทางกลับมาสู่ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ

ก่อนถึงสุวรรณภูมิ...ได้เห็นอาทิตย์อัศดงเหนือม่านฟ้าเป็นหมื่นฟิต



เป็นความงามที่สวยเกินคำบรรยาย ยามอาทิตย์ลับขอบฟ้าอยู่แค่เอื้อมนี่เอง...

ขอบคุณเพื่อนผู้หยิบยื่นไมตรี นำพาผองเพื่อนๆไปสักการะพระธาตุสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง ณ ประเทศพม่า เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต

ขออนุญาตขอบคุณจากใจ มา ณ ที่นี้ค่ะ... สวัสดีค่ะ...




:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::






Create Date : 16 มกราคม 2554
Last Update : 16 มกราคม 2554 20:28:32 น. 5 comments
Counter : 2584 Pageviews.

 
ไปพม่ามาเมื่อเดือนตุลาคมปีนี้ครับ
ที่ชเวดากองถ่ายภาพได้ไม่สวยเลย
เพราะไปนมัสการตอนกลางคืน

ขอบคุณที่นำเรื่อง ภาพ และบุญ
มาฝากกันนะครับ


โดย: ทองกาญจนา วันที่: 16 มกราคม 2554 เวลา:20:46:38 น.  

 
ตามมาเที่ยวด้วยคนนะคะ....ภาพสวยมากค่ะ อยากไปๆๆๆๆๆ ขอบคุณที่นำมาฝากค่ะ


โดย: auau_py วันที่: 16 มกราคม 2554 เวลา:21:16:37 น.  

 
เจดีย์ชเวดากอง มีคนไปบูชากราบไหว้หนาแน่นเสมอๆเลยนะคะ เห็นแล้วรู้สึกเศร้าแทนวัดพระแก้วบ้านเราที่มีแต่ชาวต่างชาติมาเที่ยวชม แต่ไม่ค่อยมีคนไทยเข้าไปกราบไหว้ขอพรเท่าไหร่เลย (เว้นแต่ช่วงทำบุญ 9 วัดตอนปีใหม่เท่านั้น)


โดย: noksamui วันที่: 18 มกราคม 2554 เวลา:13:28:24 น.  

 
จขบ.โชคดีจริงๆ ค่ะ อนุโมทนาบุญนะคะ

พระตาหวาน ตาหวานจริงๆ โคลสอัพมาให้ดูด้วยอ้ะ

ขอบคุณสำหรับรีวิวค่ะ มาเก็บข้อมูล เพราะอยากไปพม่าอยู่เหมือนกันค่ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 19 มกราคม 2554 เวลา:11:19:41 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณ ทองกาญจนา ตอนกลางคืนก็ถ่ายภาพได้สวยค่ะ ต้องเปิดโหมดสำหรับถ่ายภาพกลางคืนคะ ใช้แฟลชไม่ได้จะลบ แบลัคกราวน์หายหมดค่ะ

คุณ auau_p...พม่าไปไม่ยากและค่าใช้จ่ายไม่แพง คงจะได้ไปเที่ยวแน่นอนค่ะ...

คุณ noksamui ... อาจจะเป็นไปได้ว่าเราก็ไปกราบพระขอพรที่วัดใกล้บ้านเราก็ได้นะคะ สำหรับที่พม่านั้น ทุกคนทุกวัยต่างเข้าวัดกันหมดค่ะ หนุ่มสาวเฒ่าแก่เด็ก นั่งสวดมนต์ภาวนา และยังชอบบวชเป็นเณรเป็นพระเป็นชี อีกด้วย

คุณ สาวไกด์ใจซื่อ จะไปเมื่อไรคะ พม่าน่าเที่ยวดีเสียดายที่ดิฉันได้เที่ยวแค่ในย่างกุ้งเท่านั้นค่ะ


โดย: Ricola ร่าเริง วันที่: 20 มกราคม 2554 เวลา:20:51:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Ricola ร่าเริง
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





























/* This script has been disabled for Netscape 6 due to ugly scrollbar activety. Could probably be fixed with a clipped container div but can't be bothered. */ if (!isNetscape6){ num=5; //Smoothness depends on image file size, the smaller the size the more you can use! stopafter=240; //seconds!
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Ricola ร่าเริง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.