veritas lux mea = Truth enlightens me
Group Blog
 
All blogs
 

#O011#ใครคือครูครูคือใครในวันนี้ (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)

ใครคือครูครูคือใครในวันนี้
ใช่อยู่ที่ปริญญามหาศาล
ใช่อยู่ที่เรียกว่าครูอาจารย์
ใช่อยู่นานสอนนานในโรงเรียน
ครูคือผู้ชี้นำทางความคิด
ให้รู้ถูกรู้ผิดคิดอ่านเขียน
ให้รู้ทุกข์รู้ยากรู้พากเพียร
ให้รู้เปลี่ยนแปลงสู้รู้สร้างงาน
ครูคือผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์
ให้สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน
ครูคือผู้สั่งสมอุดมการณ์
มีดวงมาลย์เพื่อปวงชนใช่ตนเอง
ครูจึงเป็นนักสร้างผู้ใหญ่ยิ่ง
สร้างคนจริงสร้างคนกล้าสร้างคนแกร่ง
สร้างคนให้เป็นตัวของตัวเอง
ขอมอบเพลงนี้มาบูชาครู




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2556    
Last Update : 25 ธันวาคม 2556 19:39:49 น.
Counter : 1080 Pageviews.  

#O010#Cutting the Cube ตัดเป็นทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์




โจทย์ข้อนี้ไม่ยากจนเกินไปนำมาจาก my best mathematical and logic puzzles ของ Martin Gardner

ฝึกให้ลองจินตนาการรูปทรงในหัวดู ท้าทายทีเดียว ปัญหามีอยู่ว่า

ช่างไม้ทำงานใช้เลื่อยตัด ทรงสี่เหลี่มลูกบาศก์ที่ยาวด้านละ 3 นิ้ว ให้กลายเป็น 27 ชิ้นเล็ก เขาสามารถทำง่ายๆโดยการตัดทั้งหมด 6 ครั้ง โดยรักษาแต่ละชิ้นให้รวมอยู่เป็นก้อนเดียวกัน ถามว่าเขาสามารถลดจำนวนการตัดลงได้ไหมโดยมีการจัดเรียงชิ้นหลังจากการตัดแต่ละครั้ง ?



ลองคิดดูจิ






ติ๊กต่อกๆๆๆๆ














เฉลย ไม่มีทางทำได้ ผมก็ลองจินตนาการในหัวเป็นรูปการจัดเรียงใหม่ตั้งนานพบว่ามันทำไม่ได้ ลองวาดรูปหลังการตัดก็วาดยาก เฉลยเขาบอกว่าตัดไม่ได้ คิดง่ายๆคือ ในชิ้นกลางในสุด ยังไงก็ต้องมีการตัดชิ้นนั้นทั้งหมดหกครั้งครับ อืม คิดแบบนี้ง่ายดีแฮะ




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2556    
Last Update : 23 ธันวาคม 2556 22:04:02 น.
Counter : 639 Pageviews.  

#O009#การเดินทางข้ามกาลเวลา(Time Travel)และรูหนอน(Wormhole)

การเดินทางข้ามกาลเวลา(Time Travel)และรูหนอน(Wormhole)


แม้ไอนสไตน์จะคิดว่าเรื่องของหลุมดำมันแปลกประหลาดมาก แต่เขาก็แสดงต่อไปว่ามันแปลกประหลาดกว่านั้นอีก คือในใจกลางหลุมดำมีรูหนอน ซึ่งนักคณิตศาสตร์เรียกว่า อวกาศที่เชื่อมต่อกันแบบพหุ นักฟิสิกส์เรียกว่ารูหนอน เนื่องจากมันก่อให้เกิดทางเชื่อมลัดระหว่างจุดสองจุด คล้ายรูที่หนอนขุดในดิน หรืออาจเรียกอีกอย่างว่าทางผ่านเชื่อมมิติ แต่ไม่ว่าจะเรียกอะไร อนาคตมันอาจเป็นหนทางสำหรับการเดินทางข้ามมิติ

ชาล ดอดสันหรือลิวอิส แครอลเป็นบุคคลแรกๆที่ขียนเรื่องนี้ให้คนทั่วๆไปได้อ่านกัน ในหนังสือเรื่อง อลิซ ท่องแดนกระจกเงา ดอดสันนั้นเป็นนักคณิตศาสตร์โดยอาชีพ เขาคุ้นเคยกับเรื่อง อวกาศที่เชื่อมต่อกันแบบพหุ เป็นอย่างดี มันคือ อวกาศซึ่งวงบ่วงที่อยู่ในอวกาศนั้นไม่สามารถหดเล็กลงจนกระทั่งกลายเป็นจุดเพียงจุดเดียวได้ โดยปกติแล้ว วงห่วงใดๆก็ตามสามารถที่จะหดเล็กลงเป็นจุดๆเดียวได้โดยไม่ยากอะไร แต่ถ้าทำการวิเคราะห์รูปทรงโดนัท เราสามารถวาง วงห่วงลงบนพื้นผิวของโดนัทนั้นโดยที่วงห่วงนั้นล้อมรอบรูของโดนัทได้ เมื่อเราค่อยๆย่อวงห่วงโดนัทนั้นให้เล็กลง เราจะพบว่ามันไม่สามารถย่อหดจนกระทั่งเป็นจุดได้ อย่างดีที่สุดคือย่อให้ล้อมรอบรูโดนัทเท่านั้น

นักคณิตศาสตร์รู้สึกยินดีกับความจริงที่ค้นพบว่าเขาสามารถค้นพบวัตถุไร้ประโยชน์ในการบรรยายอวกาศ ในปี 1935 ไอนสไตน์และศิษย์ นาธาน โรเซน ได้เสนอเรื่องรูหนอน พวกเขาพยายามใช้คำตอบเรื่องหลุมดำเป็นแบบจำลองสำหรับอนุภาคพื้นฐาน ไอนสไตน์ไม่ชอบแนวคิดที่ว่า แรงโน้มถ่วงของอนุภาคจะมีค่าเป็นอนันต์เมื่อเคลื่อนเข้าไปติดกับอนุภาคนั้น ซึ่งเป็นแนวคิดตั้งแต่สมัยนิวตัน ไอนสไตน์คิดว่า ภาวะเอกฐาน นี้ควรจะถูกกำจัดออกไป เนื่องจากความไม่สมเหตุสมผล

ไอนสไตน์และโรเซนมีแนวคิดใหม่ขึ้นมาว่าน่าจะมองอนุภาคอิเล็กตรอนให้เหมือนหลุมดำด้วยวิธีนี้ เราสามารถนำทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปมาอธิบายความลึกลับของโลกควอนตัมในทฤษฎีสนามรวมได้ เขาได้เริ่มต้นจากคำตอบของสมการที่มีหลุมดำแบบมาตรฐาน ซึ่งมีลักษณะคล้ายแจกันขนาดใหญ่ ที่มีคอของแจกันยาวลึก จากนั้นตัดคอแจกันและเชื่อมมันเข้ากับคำตอบของหลุมดำอีกอันที่ถูกพลิกกลับหัว สำหรับไอนสไตน์แล้ว โครงสร้างที่แปลกประหลาดนี้ปราศจากภาวะเอกฐาน ณ จุดกำเนิดของหลุมดำ และอาจมีพฤติกรรมคล้ายๆอิเล็กตรอน

แนวคิดที่จะใช้หลุมดำมาเป็นตัวแทนของอิเล็กตรอนไม่ประสพความสำเร็จ ทว่าทุกวันนี้นักจักรวาลวิทยาคาดการณ์ว่า สะพานไอนสไตน์ โรเซนจะสามารถเป็นประตูเชื่อมระหว่างสองจักรวาลได้ เราสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระในจักรวาลหนึ่ง จนกระทั่งหล่นเข้าไปในหลุมดำ ซึ่งเราอาจถูกดูดทันทีผ่านรูหนอนไปโผล่ทะลุอีกด้านหนึ่งผ่านหลุมขาว

ทัศนคติของไอนสไตน์ต่อเรื่องนี้คือ แม้ว่า รูหนอนอาจมีอยู่จริง แต่สิ่งมีชีวิตคงไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านมันและรอดไปบอกเรื่องราวให้ใครฟังได้

ทฤษฎีของไอนสไตน์ที่เชื่อมโยงอวกาศและเวลาเข้าเป็นหนึ่งเดียวจนแยกจากกันไม่ออก ผลคือรูหนอนใดๆก็ตามที่เชื่อมจุดสองจุดซึ่งอยู่ห่างจากกันในอวกาศเข้าหากันได้ มันอาจเชื่อมโยงจุดสองจุดที่อยู่ห่างไกลในเวลาเข้าหากันได้ด้วย กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทฤษฎีของไอนสไตน์ยอมรับเรื่องความเป็นไปได้ในการเดินทางข้ามกาลเวลา

ตัวแนวคิดเรื่องเวลาเองได้พัฒนามาตลอด สำหรับนิวตันเวลานั้นเหมือนลูกธนู นั่นคือเมื่อยิงออกไปแล้ว มันจะไม่เคยเปลี่ยนทิศทางและเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอไปสู่เป้าหมายไม่ผิดพลาด แล้วไอนสไตน์ก็เสนอแนวคิดอวกาศที่โค้งงอ ดังนั้น เวลาจึงเหมือนสายน้ำที่ไหลเร็วขึ้นหรือช้าลงขณะที่ไหลผ่านในจักรวาล แต่ไอนสไตน์กังวลว่า บางทีสายน้ำแห่งกาลเวลาอาจโค้งงอกลับทิศ หรืออาจพบว่ามีวังวนหรือทางแยกแตกแขนงอยู่ในสายน้ำแห่งกาลเวลา

ในปี 1937 ความเป็นไปได้นี้ก็กลายเป็นจริง ดับเบิลยู เจ แวน สตอคคัม ได้ค้นพบคำตอบสำหรับสมการของไอนสไตน์ ซึ่งอนุญาตให้การเดินทางข้ามกาลเวลาเกิดขึ้นได้ เขาเริ่มต้นด้วยทรงกระบอกหมุนวนที่มีความยาวเป็นอนันต์ แม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพที่จะสร้างวัตถุที่มีความยาวเป็นอนันต์ แต่เขาก็ได้ทำการคำนวณว่า ถ้าทรงกระบอกดังกล่าวหมุนวนรอบแกนยาวของมันด้วยความเร็วใกล้หรือเท่ากับแสง มันจะลากพาข่ายใยของกาลอวกาศไปพร้อมกับมันด้วย คล้ายๆกับกากน้ำตาลข้น ที่ถูกลากพาไปพร้อมกับใยพัดของเครื่องกวน

ผู้ใดก็ตามที่กล้าหาญพอจะเดินทางไปรอบทรงกระบอกนั้นจะถูกพัดพาไปด้วยความเร็วสูงอย่างน่าอัศจรรย์ ที่จริงแล้วสำหรับผู้สังเกตการณ์จากระยะไกล จะดูเหมือนกับว่าบุคคลผู้นั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าแสง แม้กระทั่งแวน สตอคคัมเองก็ยังไม่ตระหนักในเวลานั้นว่า ด้วยการเดินทางครบรอบทรงกระบอก คุณสามารถเดินทางย้อนกาลเวลาได้จริงๆ นั่นคือย้อนกลับมาก่อนหน้าเวลาที่คุณเริ่มเดินทาง ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณออกเดินในตอนเที่ยงวัน เมื่อคุณย้อนกลับมาในจุดเริ่มต้นของคุณ มันอาจเป็นเวลาหกโมงเย็นของวันก่อนหน้า ยิ่งทรงกระบอกหมุนเร็วมากเท่าใด คุณก็ยิ่งย้อนกลับไปในอดีตมากขึ้นเท่านั้น


เนื่องจากทรงกระบอกนี้มีลักษณะคล้ายเสาสูงสำหรับเต้นระบำไปรอบๆในงานเทศกาล ทุกๆครั้งที่ไปเต้นคุณก็จะยิ่งย้อนกลับไปหาอดีตมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนเราอาจบอกว่าคำตอบเช่นนี้ไม่มีทางเป็นจริงได้ เนื่องจากทรงกระบอกไม่สามารถยาวเป็นอนันต์ได้ อีกทั้งถ้าทรงกระบอกสามารถสร้างขึ้นได้จริง แรงหนีศูนย์กลางที่เกิดขึ้นกับทรงกระบอกจะมีค่ามหาศาล ทำให้สสารที่ใช้สร้างทรงกระบอกนี้แตกกระจายหลุดลอยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ในปี 1949 เคิต เกอเดล นักตรรกศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ค้นพบคำตอบสำหรับสมการของไอนสไตน์ ซึ่งแปลกประหลาดยิ่งขึ้นไปอีก เขาตั้งสมมติฐานว่า จักรวาลทั้งหมดนั้นหมุนรอบตัวเอง เช่นเดียวกับกรณีของทรงกระบอกของแวน สตอคคัม เราถูกกวาดลากไปพร้อมกับธรรมชาติของกาลอวกาศที่คล้ายกับกากน้ำตาลข้น โดยอาศัยยานอวกาศเดินทางไปรอบจักรวาลของเกอเดล คุณจะย้อนไปในอดีต


โดยหลักการแล้ว ในจักรวาลของเกอเดลนั้น เราสามารถเดินทางระหว่างจุดสองจุดใดๆในอวกาศและเวลาในจักรวาลได้ เราสามารถกลับไปเยี่ยมทุกเหตุการณ์ในทุกสมัย เนื่องจากความโน้มถ่วง จักรวาลของเกอเดลนั้นมีแนวโน้มที่จะยุบตัว ดังนั้นแรงหนีศูนย์กลางจากการหมุนรอบตัวเองจำเป็นต้องถ่วงดุลกับแรงโน้มถ่วงนี้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ จักรวาลต้องหมุนด้วยความเร็วมากกว่าความเร็วใดๆค่าหนึ่ง ยิ่งจักรวาลมีขนาดใหญ่มากเท่าใด ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะยุบตัวลงมากเท่านั้น และจักรวาลจะต้องหมุนเร็วมากขึ้นเท่านั้นเพื่อไม่ให้เกิดการยุบตัวลง

เกอเดลทราบดีถึงปฏิทรรศน์ซึ่งอาจเกิดเนื่องจากคำตอบของเขา นั่นคือความเป็นไปได้ที่จะพบกับตัวของคุณเองในอดีตและเปลี่ยนแปลงแนวทางของประวัติศาสตร์ได้ เขาเขียนว่า ด้วยการเดินไปกับยานอวกาศโดยเคลื่อนที่เป็นวงขนาดใหญ่มากพอแล้วย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น ในจักรวาลเหล่านั้นมันเป็นไปได้ที่จะเดินทางไปยังบริเวณใดๆก็ตามของอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต และย้อนกลับมาอีกครั้งในลักษณะเดียวกับที่เป็นไปได้ที่จะเดินทางไปยังดินแดนอันไกลโพ้นในอวกาศ เรื่องนี้ดูเหมือนซ่อนนัยยะไม่สมเหตุไว้ เนื่องจากมันทำให้ใครก็ตามที่สามารถเดินทางกลับไปในอดีตที่ย้อนไปไม่ไกลนักในสถานที่ทีเขาเคยใช้ชีวิตมาก่อน ที่นั่นคุณจะพบตัวคุณเอง !

ไอนสไตน์รู้สึกไม่สบายใจอย่างมากกับคำตอบที่เพื่อนของเขาค้นพบ โดยคิดว่า ข้อแรกเขายอมรับว่าความเป็นไปได้เรื่องการเดินทางข้ามกาลเวลานั้นรบกวนจิตใจเขามาตั้งแต่ครั้งที่เขาเริ่มคิดทฤษฎีสัทพัทธภาพทั่วไป เนื่องจากเวลานั้นถูกมองเป็นเหมือนยางชิ้นหนึ่งซึ่งสามารถโค้งงงอและบิดให้เปลี่ยนรูปได้ เขากังวลว่า ข่ายใยของอวกาศนั้นสามารถถูกโค้งงอมากเสียจนการเดินทางข้ามการเวลาอาจเป็นไปได้ ข้อที่สอง เขาปฏิเสธความเป็นไปได้ของคำตอบของเกอเดล โดยอาศัยพื้นฐาน ความเป็นจริงในทางฟิสิกส์ นั่นคือจักรวาลไม่ได้หมุนรอบตัวเองแต่มันขยายตัว

เมื่อไอนสไตน์เสียชีวิต สมการของเขาอนุญาตให้เกิดสิ่งประหลาดได้ เช่น การเดินทางข้ามกาลเวลา และรูหนอน ทว่าไม่มีผู้ใดใส่ใจมากนัก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์คิดว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริง คุณจะเสียชีวิตลง ถ้าคุณพยายามไปยังจักรวาลคู่ขนานโดยผ่านหลุมดำ จักรวาลไม่หมุนรอบตัวเองและคุณไม่สามารถสร้างทรงกระบอกให้ยาวเป็นอนันต์ได้ มันเป็นเพียงปัญหาในทางวิชาการเท่านั้น

เรื่องการเดินทางข้ามกาลเวลานิ่งเงียบอยู่นาน 35 ปี จนกระทั่งปี 1985 เมื่อนักวิทยาศาสตร์ คาล ซาแกนกำลังเขียนนวนิยายเรื่อง
contact และต้องการเขียนถึงวิธีการที่นางเอกจะเดินทางไปยังดาวเวก้าได้ นางเอกของเรื่องจำเป็นต้องเดินทางทางกลับ คือเดินทางไปยังดาวเวก้าและเดินทางกลับมายังโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่รูหนอนประเภทหลุมดำไม่อนุญาตให้เกิดขึ้นได้ ซาแกนปรึกษานักฟิสิกส์ คิป ธอร์น โดยที่ธอร์นทำให้วงการฟิสิกส์ตกตะลึงด้วยการค้นพบคำตอบใหม่สำหรับสมการของไอนสไตน์ ซึ่งอนุญาตให้การเดินทางข้ามกาลเวลาเป็นไปได้ โดยไม่มีปัญหามากมายแบบก่อนๆ โดยสามารถสร้างยานข้ามกาลเวลาถ้าเราสามารถค้นหาสสารและพลังงานในรูปแบบแปลกๆ เช่น สสารลบอันลี้ลับ หรือ exotic negative matter และพลังงานลบหรือ negative energy นักฟิสิกส์สงสัยเพราะไม่เคยมีผู้ใดพบสสารนี้ ทว่า คำตอบนี้เป็นความก้าวหน้าในความเข้าใจต่อเรื่องยานอวกาศข้ามกาลเวลา

ข้อดีของสสารลบและพลังงานลบคือ มันสามารถทำให้รูหนอนใช้เป็นทางผ่านได้ คุณจึงสามารถเดินทางไปกลับผ่านมันได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของขอบฟ้าเหตุการณ์ ที่จริงแล้วกลุ่มของธอร์นได้พบว่า การเดินทางผ่านยานข้ามกาลเวลาเช่นนั้นค่อนข้างที่จะราบรื่นทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับการโดยสารเครื่องบิน

ปัญหาคือสสารลี้ลับหรือสสารลบนั้นแสนแปลก มันแตกต่างจากปฏิสสารซึ่งรู้กันแล้วว่ามีอยู่จริง และน่าจะหล่นลงสู่พื้นภายใต้สนามแรงโน้มถ่วงโลก แต่สสารลบนั้นหล่นขึ้น เนื่องจากมีภาวะต้านแรงโน้มถ่วง มันจึงผลักมิใช่ดูดจากสสารธรรมดา และมันแปลว่ามันจะต้องหายากด้วยถ้ามันมีอยู่จริง

ขณะที่สสารลบไม่เคยถูกค้นพบมาก่อนเลย และเป็นไปได้ค่อนข้างมากว่าคงจะไม่มีอยู่จริง แต่พลังงานลบนั้นมีความเป็นไปได้ในทางฟิสิกส์ ทว่ามีอยู่น้อยมาก ในปี 1933 เฮลลิก คาสิเมียร์ ได้แสดงให้เห็นว่า แผ่นโลหะคู่ขนานซึ่งไร้ประจุสองแผ่นสามารถก่อให้เกิดพลังงานลบได้ โดยปกติแล้วเราจะคาดว่าแผ่นทั้งสองคงจะอยู่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน เนื่องจากมันไม่มีประจุ อย่างไรก็ตาม คาสิเมียร์ได้แสดงให้เห็นว่า มีแรงดึงดูดปริมาณเล็กน้อยระหว่างแผ่นคู่ขนานไร้ประจุสองแผ่น ในปี 1948 แรงขนาดเล็กน้อยนี้ถูกตรวจวัดได้จริง ซึ่งแสดงว่าพลังงานลบมีความเป็นไปได้จริงๆ

ปรากฎการณ์คาสิเมียร์ได้นำคุณสมบัติแปลกมากๆของสุญญากาศมใช้ ตามทฤษฎีควอนตัมนั้น อวกาศที่ว่างเปล่ามีอนุภาคเสมือน อยู่มากมาย ซึ่งมันจะเต้นโผล่เข้ามาและหายไปในความว่างเปล่า การละเมิดกฎการอนุรักษ์พลังงานนี้เป็นไปได้ เนื่องจากหลักการความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิก ซึ่งอนุญาตให้ละเมิดกฎที่ยอมรับกันมานานนี้ได้ แต่ต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นมากๆ

ตัวอย่างเช่น อิเล็กตรอนและปฏิอิเล็กตรอนอย่างละหนึ่งอนุภาคมีความเป็นไปได้ปริมาณเล็กน้อยที่จะก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่าแล้วก็หักล้างสลายตัวกันไป

เพราะว่าแผ่นคู่ขนานนี้อยู่ชิดกันมาก อนุภาคเสมือนจึงไม่สามารถแทรกอยู่ระหว่างแผ่นทั้งสองได้ง่ายๆ ดังนั้นจะมีอนุภาคเสมือนอยู่รอบๆมากกว่าที่อยู่ระหว่างแผ่นทั้งสอง จึงก่อให้เกิดแรงผลักเข้าจากด้านนอก ผลักให้แผ่นคู่ขนานนี้อยู่ชิดกันมากยิ่งขึ้นเล็กน้อย ซึ่งมันถูกตรวจวัดอย่างละเอียดในปี 1996 โดสตีเวน ลาโมโร ที่ห้องทดลองแห่งชาติลอสอลาโมส์ แรงดึงดูดที่ตรวจวัดได้นี้น้อยนิด คือเท่ากับ 1/30000 เท่าของน้ำหนักแมลงขนาดมดตัวหนึ่ง ยิ่งแผ่นทั้งสองอยู่ชิดกันเท่าไหร่ แรงผลักนี้ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

และนี่ก็คือวิธีการทำงานของยานข้ามกาลเวลาซึ่งธอร์นได้วาดฝันไว้ อารยธรรมอันก้าวหน้าแห่งหนึ่งจะเริ่มต้นด้วยใช้แผ่นคู่ขนานสองแผ่นซึ่งอยู่ชิดจนแทบจะติดกัน เว้นห่างจากกันเพียงด้วยช่องว่างแคบๆแล้วนำแผ่นขนานคู่นี้มาแปรรูปเป็นทรงกลมอันหนึ่ง โดยที่แผ่นทรงกลมนี้ประกอบด้วยเปลือกชั้นในและเปลือกชั้นนอก จากนั้นพวกเขาก็จะสร้างทรงกลมเช่นนี้ขึ้นสองอันและเชื่อมโยงทรงกลมทั้งสองแผ่นเข้าหากันด้วยรูหนอนด้วยวิธีการบางอย่าง ดังนั้น จึงเสมือนมีอุโมงค์ในอวกาศที่เชื่อมโยงทรงกลมทั้งสอง นั่นคือทรงกลมแต่ละอันนั้น จึงเป็นเหมือนปากทางเข้าของรูหนอน

โดยในปกติแล้วเวลาจะเดินไปพร้อมๆกันสำหรับทรงกลมทั้งสอง แต่ถ้าเรานำทรงกลมอันหนึ่งไปใส่ในจรวด ซึ่งจะถูกส่งขึ้นไปโคจรด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสง เวลาจะเดินช้าลงในจรวดนั้น ดังนั้นเวลาที่ทรงกลมทั้งสองจะไม่เดินไปด้วยอัตราเร็วเท่ากันอีก นาฬิกาบนจรวดจะช้ากว่าบนโลกเป็นอย่างมาก และถ้าเรากระโดดเข้าไปในทรงกลมในโลก เราก็อาจถูกดูดผ่านรูหนอนที่เชื่อมทั้งสองทรงกลม และไปโผล่ที่ทรงกลมบนจรวด ย้อนไปในอดีตนั่นเอง !

-Parallel Worlds: A Journey Through Creation, Higher Dimensions, and the Future of the Cosmos
เขียนโดย Michio Kaku แปลไทยโดย สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์
-http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=follow-up-what-exactly-is
-http://en.wikipedia.org/wiki/Wormhole




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2556    
Last Update : 19 ธันวาคม 2556 21:34:25 น.
Counter : 2504 Pageviews.  

#O008#บทเริ่มต้นในนวนิยาย ก็องดิด (Candide)

มี ชายคนหนึ่งอยู่ในปราสาทของท้าว ธันดราแทนทรงค์ 1 ณ เมือง เวสทฟาเฬีย 2 ชายหนุ่มผู้นี้ธรรมชาติประสาธน์มาให้เป็นผู้มีความประพฤติสุภาพเรียบร้อยที่สุด มีดวงหน้าซึ่งฉายรูปอันแท้จริงของดวงวิญญาณ, มีน้ำใจอันสุจริตประกอบกับดุลยพินิจอันเที่ยงธรรม อาศัยลักษณะนี้แหละจึงมีนามว่า ฆานฑิต 3 (ข้าพเจ้าคาดเอา)
พวกบ่าวไพร่เก่าแก่ประจำตระกูลพากันสงสัยว่าฆานฑิตคงจะเป็นลูกของน้องสาวท้าวธันดรา ซึ่งได้เสียกันกับชายดีมีศีลธรรมแถว ๆ นั้นเอง ที่ไม่ยอมเข้าสู่วิวาห์ด้วย ก็เพราะชายผู้นั้นสืบสาวเหล่ากอได้เพียงเจ็ดสิบเอ็ดชั่วคน เท่านั้นที่เหลือลืมเลือนไปกับเวลาเสียหมด (จึงตกลงกันไม่ได้)

ท้าวธันดราจะไม่เป็นผู้อำนาจใหญ่ยิ่งในเมืองเวสทฟาเฬียกระไรได้ เพราะปราสาทท้าว มิได้มีแต่เพียงทวารเดียว ยังมีบัญชรอีกเป็นอันมาก ห้องโถงอันมหาศาลเล่าก็ดาดพรม มีสุนัขฝูงใหญ่อยู่ในคอกสำหรับจะไล่เนื้อ คนเลี้ยงม้าก็เป็นคนล่าสัตว์ในตัว พระที่วัดในหมู่บ้านแถบนั้นก็จัดการศาสนาประจำปราสาท
ใคร ๆ ก็เรียกท้าวเธอว่า ท่านท้าว ใคร ๆ ก็ต้องคอยหัวเราะเมื่อได้ฟังท่านเล่านิทาน ชายาท้าวธันดราเป็นคนเจ้าเนื้อ หนักสักสามร้อยห้าสิบปอนด์เห็นจะได้ จึงนับว่าเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ได้ผู้หนึ่ง นางรับธุระการงานในปราสาทเต็มภาคภูมิ เป็นที่น่านับถือหนักยิ่งขึ้นไปอีก

มีธิดาคนหนึ่งชื่อว่า คุณิกอง 4 อายุได้สิบเจ็ดปี ผิวเนื้อสดใส อวบท้วม เจริญตา น่าจับใจใคร่ชมนัก ส่วนโอรสเล่าก็สมศักดิ์สมเกียรติที่เกิดมาเป็นบุตรท้าวธันดราทุกประการ อาจารย์ ปางโกลศ 5 เล่าก็เป็นมุนีที่น่าบูชาของตระกูลทีเดียว
ฆานฑิตผู้เยาว์สดับฟังศิลปวิทยาด้วยความเลื่อมใสเท่าที่อายุและอุปนิสสัยจะอำนวย

อาจารย์ปางโกสศเป็นศาสดาปรัชญาศาสนจิตตจักรวาฬวิทยา ท่านพิสูจน์น่าฟังนักหนาว่า ถ้าไม่มีเหตุจะมีผลไม่ได้ แล้วว่าสิ่งวิเศษที่สุดในโลกนี้หรือโลกไหนก็ตาม จะวิเศษเกินปราสาทท้าวธันดราอันรโหฐานที่สุดไปไม่ได้ ชายาของท้าวธันดราก็เป็นชายาที่ประเสริฐที่สุดในบรรดาชายาทั้งหลาย

ท่านอาจารย์ว่า "ย่อมพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า สิ่งหนึ่งจะเป็นสิ่งใด นอกไปจากเป็นสิ่งนั้นมิได้ สิ่งที่มีขึ้นเป็นขึ้นก็โดยที่สร้างให้มีให้เป็น เมื่อมีเป็นขึ้นแล้วก็ไปสู่ความสิ้นสุด แต่สิ่งต่าง ๆ ย่อมสิ้นสุดลงด้วยดีที่สุด
ขอให้ดูเถิด จมูกสร้างมาให้รับแว่น ด้วยเหตุนี้เราจึงมีแว่นใช้ เท้าทำไว้สำหรับใส่ถุง เราจึงมีถุงเท้าใส่ หินมีไว้สำหรับกะเทาะแล้วเอามาสร้างปราสาท ดังนั้นท้าวเธอจึงมีปราสาทรโหฐาน ท้าวพญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแคว้นนี้ ย่อมจะต้องอยู่ปราสาทรโหฐานที่สุดเป็นธรรมดา หมูเกิดมาสำหรับให้คนกิน เราจึงกินหมูตลอดปี กล่าวโดยลำดับแล้วผู้กล่าวอ้างว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดีนั้นย่อมกล่าวด้วยความเขลา ควรจะกล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเพื่อความดีที่สุดต่างหาก"

ฆานฑิตตั้งอกตั้งใจ ตั้งใจสดับฟังและเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ ด้วยว่านางคุณิกองผู้นี้งดงามเหลือเกินนัก เพียงแต่นึกอยู่คนเดียวยังไม่กล้าจะบอกนาง
แล้วฆานฑิตก็สรุปเรื่องความสุขได้ว่า ความสุขขั้นแรกได้แก่การที่เกิดมาในปราสาทของท้าวธันดรา ความสุขขั้นที่สองได้แก่นางคุณิกอง ความสุขขั้นที่สามได้แก่การที่ได้แลเห็นนางทุกวัน ความสุขขั้นที่สี่ได้แก่การที่ได้สดับฟังอาจารย์ปางโกลศ อุตตมเมธีแห่งแคว้นนี้ และนับว่าแห่งโลกนี้ก็ได้

วันหนึ่ง นางคุณิกองเดินเล่นอยู่ในป่าละเมาะใกล้ ๆ ปราสาทซึ่งเรียกว่าอุทยาน ตานางลอยหว่างพุ่มไม้ไปเห็นอาจารย์ปางโกลศกำลังสอนปรัชญาธรรมชาติฝ่ายปฏิบัติ ให้แก่หญิงต้นห้องของพระมารดา หญิงคนนี้รุ่นกะเตาะผิวคล้ำงามนัก อ่อนละมุนแท้

เนื่องด้วยนางคุณิกองเป็นคนใฝ่วิชาชอบหาความรู้ยิ่งนัก นางจึงเฝ้าจับตาดูการทดลองปรัชญาธรรมชาติซึ่งปฏิบัติซ้ำอีกหลายครั้ง นางหายใจแทบไม่ทัน จึงเกิดความประจักษ์แจ้งในอานุภาพแห่งเหตุผลที่อาจารย์สอน ทั้งเหตุและผลทั้งนั้น แล้วนางก็หันกลับ วุ่นวายใจเต็มประดา ครุ่นคิดติดใจ เกิดความใคร่ที่จะเรียนรู้กับตัวเอง ใฝ่ฝันขึ้นว่าตัวนางนี้คงสมจะเป็นเหตุผลแก่ฆานฑิต และฆานฑิตก็สมจะเป็นเหตุผลแก่นาง

พอถึงปราสาทก็พอดีพบฆานฑิต หน้าของนางแดงขึ้น หน้าของฑานฑิตก็แดงขึ้น นางอวยพรสวัสดีแก่เขาเสียงสั่นกุกกัก ฆานฑิตพูดกับนางซึ่งตัวเองพูดอะไรออกไปก็หารู้ไม่

วันรุ่งขึ้นกินอาหารเย็นแล้ว ทั้งสองลุกจากโต๊ะไปหลังม่าน คุณิกองทำผ้าเช็ดหน้าตก ฆานฑิตก้มลงหยิบส่งให้ คุณิกองรับเอากับมืออย่างไม่เดียงสา หนุ่มเจ้าก็เลยจูบมือสาวเจ้าอย่างไม่เดียงสาเหมือนกัน ทั้งคู่เกิดชีวิตชีวาขึ้น ความรู้สึกก็เร่าร้อนขึ้น และอ่อนระทวยลงอย่างน่าประหลาด ปากทั้งสองจรดกัน ตาเป็นประกาย เข่าสั่นระริก มือก็ไขว่คว้ากันและกัน

ท้าวธันดราเดินผ่านไปทางม่านแลเห็นเหตุและผลอันนี้เข้า ท้าวเธอก็ไล่ฆานฑิตออกจากวัง แถมเตะข้างหลังเข้าให้หลายที คุณิกองเจ้าเป็นลมไป พอฟื้นขึ้นก็ถูกพระมารดาต่อยเข้าให้ที่กกหู

ภายในปราสาทสุดแสนรโหฐานน่าอยู่ที่สุดนี้ บัดนี้มีแต่ความกลัวมัวมนแสนที่สุดแล้ว




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2556    
Last Update : 17 ธันวาคม 2556 19:47:38 น.
Counter : 567 Pageviews.  

#O007#บทสุดท้ายในนวนิยาย ก็องดิด (Candide)

All is for the best in the best of all possible worlds.


สมมติฐานของเราในเวลานี้อาจจะถูกก็ได้หรือผิดก็ได้ คือไม่มีและจะไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่ส่งผลกระทบ สร้างความเปลี่ยนแปลง ต่อแนวคิดและการกระทำของเราเท่านวนิยายเรื่องนี้อีกแล้ว

" เป็นธรรมดาที่จะต้องนึกเห็นต่อไปว่า หลังจากที่ได้ประจญทุกข์ภัยมามากมายแล้วฆานฑิตก็แต่งงานกับนางคุณิกองและอยู่ด้วยกันกับปรัชญาเมธีปางโกลศ ปรัชญาเมธีมารทิน ฆฆัมโพคนช่างรู้ และหญิงชรา, "


" พูดสั้น ๆ คือว่าอย่างไหนจัดว่าร้ายกว่า คือต้องทนทุกข์ทรมานอย่างที่พวกเราได้โดนกันมานั้น หรือว่าอยู่นี่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร "


" "โดยที่มีสังสารวัฏฏแห่งเหตุการณ์ในโลกนี้อันดีที่สุดแห่งโลกทั้งหลายนั้นเอง เพราะหากท่านไม่ถูกถีบออกจากปราสาทวิเศษ เนื่องจากทำความรักนางคุณิกอง หากท่านไม่ได้ถูกพระวินัยธรสอบสวน หากท่านไม่ได้ข้ามไปอเมริกา หากท่านไม่ได้แทงบารอน หากท่านไม่ศูนย์เสียแกะที่เอามาจากเมืองวิเศษอัลโฑรโฑ ท่านก็จะไม่ได้มานั่งกินมะงั่วแช่อิ่มกับลูกพิศทาชโยอยู่ที่นี่"
ฆานฑิต "ที่ว่ามาทั้งนั้นก็ดีแท้ แต่ทว่าไปทำสวนกันดีกว่า" "

====================
๓๐

บทส่งท้าย

งานกสิกรรมนี้แหละช่วยข้าพเจ้าและลูก ๆ ให้พ้นจากอกุศลทั้งสาม
คือกระทำชั่ว ความอยากและความหน่ายรำคาญ




ใน ก้นบึ้งหัวใจฆานฑิตนั้น ไม่มีความปรารถนาจะแต่งงานกับนางคุณิกองเลย แต่ความหยิ่งยะโสอันเหลือแสนของบารอน ทำให้ฆานฑิตตั้งใจจะจัดการสู่สมให้สำเร็จจนได้ นางคุณิกองก็เร่งเร้าอย่างแข็งแรง จนฆานฑิตไม่สามรถจะสลัดคำมั่นสัญญาลง จึงปรึกษากับปางโกลศ, มารทินและฆฆัมโพคนซื่อ ปางโกลศลงมติดีวิเศษโดยพิสูจน์ว่าบารอนไม่มีสิทธิ์เหนือพี่นาง
ว่าโดยกฏหมายแห่งจักรภพแล้วนางย่อมจะสมรสกับฆานฑิตได้ด้วยมือเบื้องซ้าย ส่วนมารทินนั้นลงมติว่าให้จับบารอนโยนลงทะเล ฆฆัมโพตัดสินว่าเอาไปส่งคืนเรือทาสให้นายร้อยดีกว่า
ในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะส่งตัวกลับไปกรุงโรมไปยังพระราชาคณะใหญ่โดยเรือลำแรก ข้อตกลงนี้เห็นชอบพร้อมกัน หญิงชราก็เห็นด้วย ไม่มีใครพูดอะไรให้นางคุณิกองรู้ และการนี้ก็ใช้เงินเพียงเล็กน้อย แล้วยังเป็นที่พอใจสองชั้นอีกด้วย คือส่งพระเจสุตไปเข้ากรุงได้ ๑ กับลงทัณฑ์อติมานะบารอนเยอรมันได้ ๑


เป็นธรรมดาที่จะต้องนึกเห็นต่อไปว่า หลังจากที่ได้ประจญทุกข์ภัยมามากมายแล้วฆานฑิตก็แต่งงานกับนางคุณิกองและอยู่ด้วยกันกับปรัชญาเมธีปางโกลศ ปรัชญาเมธีมารทิน ฆฆัมโพคนช่างรู้ และหญิงชรา,
ทั้ง ๆ ที่ได้เพ็ชรมากหลายมาจากเมืองอินฆัสโบราณ (Ancient Incas), น่าจะอยู่ดีสุขด้วยกันต่อไป แต่พวกยิวรีดนาทาเน้นจนกระทั่งเหลืออยู่แต่นาผืนน้อยเท่านั้น เมียฆานฑิตก็น่าเกลียดลงทุกวันเอาใจยาก เลี้ยงแทบไม่ไหว, หญิงชราก็ง่อนแง่นจู้จี้ยิ่งกว่านางคุณิกองเสียอีก ฆฆัมโพทำสวนเอาผักไปขายที่กรุงกันสตันติโนปลฺ งานหนักเหนื่อยล้าด่าแช่งโชคชาตาตน ปางโกลศก็หมดกำลังใจที่ไม่ได้ฉายแสงเป็นอาจารย์อยู่ตามมหาวิทยาลัยในเมืองเยอรมัน ส่วนมารทินนั้นมีใจมั่น รู้ตัวอยู่ว่าจะอยู่นี่หรืออยู่ไหนก็ไม่ดีไปกว่านี้ จึงอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ ด้วยขันติธรรม

บางทีฆานฑิต, มารทิน ปางโกลศทุ่มเถียงกันถึงศีลธรรมปรัชญา, มองหน้าต่างเห็นอยู่เสมอ ๆ ว่ามีเรือบรรทุกพวกนักปราชญ์ตุรกีคือเอฟเฟนดี (effendis) เจ้านายคือปาชา ผู้พิพากษาคือฆาดี ต้องถูกเนรเทศไปเมืองเลนโนสมิติยลีน หรือเอร์เสรุม แล้วก็เห็นฆาดี ปาชา เอฟเฟนดี คนใหม่ไปแทนคนเก่าที่ถูกเนรเทศนั้น แล้วพวกใหม่ก็ถูกเนรเทศไปอีก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาดังนี้ บางทีก็เห็นหัวคนเสียบไม้อย่างดีจะนำไปถวายพระเจ้ากรุงตุรกี
ภาพดังกล่าวนี้เพิ่มการสนทนาโต้เถียงกัน ถ้าไม่ได้เถียงกันกาลเวลาก็ถ่วงชีวิตหนักอึ้งอยู่ จนวันหนึ่งหญิงชราเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าอยากจะรู้ว่าอย่างไหนที่จัดว่าร้ายกว่าเพื่อ คือ ถูกโจรสลัดนิโกรข่มขืนร้อยหน หรือว่าถูกตัดเนื้อก้นออก หรือว่าเดินไปในหว่างแถวทหารบุลการ์ให้เขาโบย หรือถูกเฆี่ยนแล้วแขวนคอที่บูชายัญญ หรือว่าถูกชำแหละ หรือว่าเป็นทาสตีกรรเชียง พูดสั้น ๆ คือว่าอย่างไหนจัดว่าร้ายกว่า คือต้องทนทุกข์ทรมานอย่างที่พวกเราได้โดนกันมานั้น หรือว่าอยู่นี่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร"
ฆานฑิต "ปัญหานี้ใหญ่มาก"
การสนทนาครั้งนี้ทำให้เกิดความคิดสว่างขึ้นหลายอย่าง มารทินลงมติเป็นพิเศษว่าคนเราเกิดมานั้นถ้าไม่อยู่ในภาวะไร้สงบว่อกแวกแล้ว ก็ต้องอยู่ในที่สงัดแสนรำคาญ ฆานฑิตยังไม่สู้เห็นด้วยกับข้อนี้ และไม่ตอบรับว่ากะไร ปางโกลศยอมรับว่าตนได้ทนทุกข์ทรมานสาหัสอยู่ตลอดมา แต่เมื่อได้เคยลงเนื้อเห็นเสียแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปด้วยดี ก็คงจะต้องกล่าวเช่นนั้นต่อไป ถึงแม้จะเลิกเชื่อแล้วก็ตาม


มีเรื่องเกิดใหม่ช่วยให้มารทินฝังแน่นในหลักการความทุกข์รำคาญ แต่กลับทำให้ฆานฑิตโอนเอียง และฉงนสนเทห์ในหลักการของปางโกลศมากขึ้น เรื่องนั้นคือ วันหนึ่งนางปะแก็ตกับพระจิโรเฟฺลมาที่ที่นา ตกทุกข์แสนเข็ญอย่างที่สุด เงินสามพันปิยัสตร์ที่ฆานฑิตให้นั้นใช้ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไม่กี่วันก็หมด ทิ้งกัน คืนดีกัน ทะเลาะกัน ติดคุก หนีคุก พระจิโรเฟฺลแปลงชาติเป็นตุรกี ส่วนนางปะแก็ตคงหากินทางโสเภณีทั่วไปทุกแห่งแต่ไม่ได้รับผลอะไร

มารทินพูดกับฆานฑิตว่า "ข้าพเจ้ารู้ล่วงหน้าแล้วว่าเงินกำนัลของท่านนั้นจะต้องหายละลายไปในไม่ช้า แล้วจะกลับจะทำให้สองคนนี้ทุกข์ยากมากกว่าเดิมเสียอีก ท่านเองกับฆฆัมโพก็เหมือนกัน ได้เงินมานับเป็นล้าน ๆ แต่กระนั้นก็ยังไม่มีความสุขกว่าพระจิโรเฟฺลกับนางปะแก็ตเลย"

ปางโกลศพูดกับนางปะแก็ตว่า "ฮะ, พระเจ้าทรงชักจูงเจ้ากลับมาหาพวกเราอีกครั้งหนึ่ง อีหนูเอ๋ย เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าเป็นตัวการให้ข้าเสียปลายจมูก ตาข้างหนึ่งกับหูข้างหนึ่งดังที่เห็นอยู่นี้ นี่โลกอะไรกันหนอ?"

การประสพพบกันใหม่นี้ ก่อต้นการพิจารณาทางปรัชญากันใหม่ยิ่งใหญ่กว่าเช่นเคย
ในแถวนนั้นมีพระในศาสนามหหมัด (เทรวิษ-dervish) องค์หนึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่อมใสว่าเป็นปรัชญาเมธี ไม่มีใครสู้ทั้งเมืองตุรกี หมู่ฆานฑิตพากันไปขอปรึกษาหาทางปฏิบัติ ปางโกลศเป็นผู้พูดว่า
"ท่านอาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้ามาขอให้ท่านอธิบายว่า เหตุใดสัตว์ประหลาดคือมนุษย์เรานี้จึงถูกสร้างมา?"
พระปรัชญาว่า "สูเจ้าจะไปยุ่งอะไรด้วย ธุระปะปังอะไรของเจ้าหรือ?"
ฆานฑิต "ก็แต่ว่า ท่านอาจารย์, ในโลกนี้มีแต่ความชั่วที่น่าเกลียดกลัวนัก"
พระปรัชญา "สำคัญอะไรที่ว่าชั่วว่าดี เมื่อพระเจ้าประทานเรือมาเมืองอิยิปต์ พระองค์ทรงดำริให้ปวดเศียรเมือ่ไรว่าไอ้พวกหนูที่อยู่เรือนั้นมันจะสบายหรือไม่สบาย"
ปางโกลศ "ก็เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่าเจ้าข้า"
พระปรัชญา "สงบปากเสีย"
ปางโกลศ "ข้าพเจ้าหวังว่าจะมาหาเหตุผลกับท่านอาจารย์สักเล็กน้อย เกี่ยวกับผลและเหตุเกี่ยวกับโลกซึ่งดีที่สุด ต้นเหตุบาปอกุศล ธรรมชาติ วิญญาณ และความประสานกลมเกลียวอันมีมาแต่เดิม"
กล่าวได้เพียงเท่านี้ พระท่านก็เข้าห้องปิดประตูใส่หน้าพวกนั้น


ขณะที่สนทนากันนี้ มีข่าวเล่าสะพัดมาว่าพระวินัยธรมหมัด กับเสนาบดีสองคนถูกรัดคอตายที่กรุงกันสตันโนปลฺและพรรคพวกอีกหลายคนถูกหลาวเสียบตาย ข่าวมหาภัยนี้ก่อให้เกิดอึงคะนึงอยู่หลายชั่วโมง

ปางโกลศ, ฆานฑิต มารทินก็พากันกลับไปนา เห็นตาแก่คนหนึ่งนั่งรับอากาศสดชื่นอยู่ที่ประตูบ้านใต้กิ่งส้ม ปางโกลศชอบซักไซ้พอ ๆ กับชอบโต้เถียงเข้าไปถามตาแก่ว่า พระวินัยธรผู้ถูกรัดคอตายนั้นชื่อไร
ตาแก่วุฒิชนว่า "ข้าไม่รู้ ข้าไม่เคยรู้จักชื่อพระวินัยธรหรือเสนาบดีคนไหนเลย เรื่องราวที่เจ้าเล่ามานั้นข้าก็ไม่มีความรู้แม้แต่นิดเดียว ข้าได้แต่กะการณ์ทั่ว ๆ ไปว่า คนใดไปเที่ยวยุ่งกับการจัดงานสาธารณกิจแล้ว ย่อมจะต้องตายอย่างน่าทุเรศ สมน้ำหน้ามัน ข้าไม่เคยเอามาคิดให้เสียหัวเลย ว่าเขาจะทำอะไรกันที่ในกรุงกันสตันติโนปลฺ ข้าพอใจอยู่แต่จะส่งผลไม้ที่ข้าปลูกในสวนนี้ไปขายที่ในกรุงนั้นได้ก็พอแล้ว"

เมื่อได้กล่าวเช่นนี้แล้ว ก็เชิญแขกเข้าไปในบ้าน ลูกชายสองคนลูกสาวสองคนยกน้ำผลไม้หลายชนิดมาเลี้ยง น้ำผลไม้นี้ทำเองทั้งนั้น ทำจากไคมัค (caymac) ปรุงกลิ่นรสด้วย เปลือกมะงั่ว (citrons)แช่อิ่มก็มี ทำจากส้มก็มี มะนาวก็มี สับปะรดก็มี ลูกพิศตาชิโยก็มีกาแฟโมคคา(pistachio nuts, and Mocha coffee) อย่างไม่ปลอมปนกับกาแฟปัตตาเวียหรือกาแฟอเมริกันเลว ๆ ก็มี เมื่อดื่มกันแล้ว ลูกสาวตาแก่มุสลิมคนนั้นก็เอาน้ำหอมมาประพรมเคราให้แขก
ฆานฑิตพูดกับตาแก่ว่า "ท่านจะต้องมีที่ดินกว้างใหญ่ไพศาล ดีวิเศษเป็นแน่ทีเดียว"
ตาแก่ตอบว่า "ข้าพเจ้ามีเพียง ๖๐๐ ไร่เท่านั้น ข้าพเจ้ากับลูก ๆ ช่วยกันเพาะปลูก งานกสิกรรมนี้แหละช่วยข้าพเจ้าและลูก ๆ ให้พ้นจากอกุศลทั้งสาม คือกระทำชั่ว ความอยากและความหน่ายรำคาญ"


ในขณะเดินกลับบ้าน ฆานฑิตตรึกตรองคำพูดของคนแก่อย่างลึกซึ้ง แล้วพูดกับปางโกลศกับมารทินว่า
"ตาแก่ตุรกี คนซื่อผู้นี้คงจะอยู่ในฐานะอันพึงใจยิ่งกว่ากษัตริย์ทั้งหกที่เรามีเกียรติได้ร่วมเสวยนั้นมากมาย"
ปางโกลศ "ความภูมิฐานย่อมเป็นอันตรายใหญ่หลวง กล่าวตามหลักฐานปรัชญาว่าดังนี้กล่าวสั้น ๆ โดยที่ เอคลอน, กษัตริย์โมอับถูกเอหุดสังหาร ๑, อับสลัมถูกโยงกับมวยผมแล้วยิงตายด้วยธนูสามดอก ๑, ราชานาทับ โอรสพระเจ้าเชโรโบอัมถูกพาสาฆ่าตาย ๑, ราชาเอลาถูกสิมรีฆ่าตาย ๑, อหสิอาถูกเชหูฆ่าตาย ๑, อธลิอาถูกเชโหยาดาฆ่าตาย ๑, ราชาเชโหยากิม เชโฆนิยาห์ เสเดกิอาห์ถูกจำจอง ๑, และท่านก็ย่อมรู้ว่าฆรีสุส, อัสติยาเคส, ทาริยุส, ดิออนนิสิยุสแห่งสิรคูส, ปิยรุสเปรสิยุส, ฮันนิบัล, ชูกูรธา, อริโอวิศตุส, ศีศาร์, ปอมเปย์, โนโร, โอโฮ, วิเตลลิยุส, โทมิติยัน พระเจ้าริชาดที่สองของกรุงอังกฤษ, พระเจ้าเอดเวิดที่สอง, พระเจ้าเฮนรี่ที่หก, พระเจ้าริชาดที่สาม, พระนางมารีสจ๊วด พระเจ้าชาลส์ที่หนึ่ง พระเจ้าอังรีทั้งสามของกรุงฝรั่งเศส สมเด็จจักรพรรดิเฮนรีที่สี่ท่านก็ย่อมรู้ว่า-----"
ฆานฑิต "ข้าพเจ้ารู้ด้วยว่า เราต้องเพาะปลูกในสวนของเรา"
ปางโกลศ "ท่านถูกแล้ว โดยเหตุที่ว่าเมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นทีแรกก็ให้อยู่ในสวนเอเดน พระองค์ให้มนุษย์อยู่ที่นั่นก็เพื่อ กรณียํ กาตัพพํ คือจะได้ทำการเพาะปลูก ซึ่งแสดงว่าคนเราเกิดมาจะขี้คร้านไม่ได้"
มารทิน "ทำงานกันเถิด ไม่ต้องโต้เถียงกันเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ทนมีชีวิตอยู่ได้"


สมาชิกสังสรรค์น้อย ๆ นั้นทุกคนพากันปฏิบัติตามข้อคิดอันพึงชมนี้ ต่างทำตามความสามารถของตัวต่าง ๆ กัน ที่ดินผืนน้อยก็ผลิตผลดกสะพรั่ง นางคุณิกองนั้นขี้ริ้วน่าเกลียดมากจริงแต่นางกลับเป็นแม่ครัวทำขนมดี นางปะแก็ตทำงานเย็บปักถักร้อย หญิงชราซักฟอก ทุกคนแม้พระจิโรเฟฺลก็ไม่เว้น ต่างช่วยกันทำงานเพื่อกันและกัน พระเป็นผู้ติดต่อสัมพันธ์ดี และเป็นคนซื่อ

บางทีปางโกลศพูดกับฆานฑิตว่า
"โดยที่มีสังสารวัฏฏแห่งเหตุการณ์ในโลกนี้อันดีที่สุดแห่งโลกทั้งหลายนั้นเอง เพราะหากท่านไม่ถูกถีบออกจากปราสาทวิเศษ เนื่องจากทำความรักนางคุณิกอง หากท่านไม่ได้ถูกพระวินัยธรสอบสวน หากท่านไม่ได้ข้ามไปอเมริกา หากท่านไม่ได้แทงบารอน หากท่านไม่ศูนย์เสียแกะที่เอามาจากเมืองวิเศษอัลโฑรโฑ ท่านก็จะไม่ได้มานั่งกินมะงั่วแช่อิ่มกับลูกพิศทาชโยอยู่ที่นี่"
ฆานฑิต "ที่ว่ามาทั้งนั้นก็ดีแท้ แต่ทว่าไปทำสวนกันดีกว่า"




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2556    
Last Update : 16 ธันวาคม 2556 21:23:10 น.
Counter : 602 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  

Mr.Feynman
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




Friends' blogs
[Add Mr.Feynman's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.