The Nutcracker โดย Queensland Ballet (ตกลงว่าบัลเลต์ที่ดูนี้มันชื่อ The Nutcracker หรือ The Drosselmeyer ?)
หลังจากที่เก็บตัวอยู่กับบ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเป็นเวลาหลายวันตลอดช่วงปิดเทอม ในที่สุดก็ได้เวลาไปดูบัลเลต์ที่อุตสาห์จองบัตรเอาไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้วเสียที บัลเลต์ที่ไปดูวันนี้ยังเป็นเรื่องนัทแครกเกอร์เหมือนเดิม แต่แสดงที่ Queensland Performing Art Centre (QPAC) โดย Queensland Ballet และ Queensland Symphony Orchestra (QSO)



ตั้วที่ซื้อมาเป็นรอบบ่าย 2 โมง ราคา 59 ดอลล่า จากราคาเต็ม 79 ดอลล่า ได้ที่นั่งค่อนข้างดีเพราะ อยู่ตรงส่วนกลางของเวที แถวที่ได้นั่งก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป แต่ก็ยังทุลักทุเลนิดหน่อยเพราะพอแต่งตัวสวยจะออกจากบ้านฝนก็เทลงมาแบบไม่มีปราณี กว่าจะเดินไปถึงป้ายรถได้รองเท้าก็กลายเป็นเรือยอร์ชไปเรียบร้อย พอไปถึงโรงละครสภาพภายในก็เต็มไปด้วยเด็กๆตามความคาดหมาย ความจริงแล้วผู้เขียนไม่ได้มีอคติกับเด็ก (ออกจะรักเด็กอย่างกับนางสาวไทย =_=” ) แต่มีความเห็นส่วนตัวว่าคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิค โอเปร่า หรือ บัลเลต์ นั้นไม่เหมาะกับเด็กๆที่ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ สำหรับบัลเลต์รอบนี้ยังถือว่าโชคดีที่เด็กๆไม่งอแงมาก แค่ส่งเสียงรบกวนบ้างบางครั้งคราว



พอดนตรีบรรเลง เริ่มเปิดฉาก เด็กๆเริ่มเงียบ เท้าเริ่มแห้งแล้วอารมณ์หงุดหงิดก็เริ่มหายไปเพราะการแสดงที่จัดว่าสมราคา ฉากภายใน Stahlbaum และเสื้อผ้ายุควิคทอเรียนร่วมสมัยกับไชคอฟสกี้ ที่ทำออกมานั้นไม่ถึงกับอลังการมากแต่ก็ถือว่าดูดี ในส่วนของนักบัลเลต์ผู้เขียนไม่มีความรู้เฉพาะทางในด้านนี้ แต่โดยรวมแล้วน่าประทับใจทุกคนทั้งเดี่ยว คู่ และ หมู่ (ขออภัยไม่ทราบศัพท์เฉาะ) โดยเฉพาะ Drosselmeyer ที่เด่นออกมากว่าใคร แต่แอบผิดหวังเล็กน้อยกับ Jester Doll ที่เต้นออกมาเหมือนคนเกินไป ไม่ค่อยได้อารมณ์แบบตุ๊กตา



อีกอย่างที่ไม่ค่อยถูกใจคือบุคลิกของคลาร่าที่ดูเป็นเด็กมากเกินไปที่ยังติดเล่น งอแง ทำอะไรเป็นเด็กๆอยู่ ทั้งๆที่ในความรู้สึกแล้วคลาร่าควรจะเป็นเด็กที่กำลังจะย่างเข้าสูวัยสาว แต่ด้วยความสามารถของนักแสดงบวกลบแล้วก็ไม่เคืองใจมาก ฉากที่คลาร่ายืนกินขนมแอบมองมองพี่สาวที่เป็นสาวเต็มตัวแล้วเต้นรำกับหนุ่มคนรักแล้วจินตนาการว่าตัวเองกำลังเต้นรำอยู่กับชายหนุ่มโดยใช้ตุ๊กตา Nutcracker เป็นตัวแทนนั้นก็น่ารักดี



ในองก์ที่ 2 ซึ่งตามปกติแล้วผู้เขียนชอบน้อยกว่าองก์ที่ 1 ปรากฏว่าทำออกมาได้ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด เรื่องชุดกับฉากนั้นทำออกมาได้ปานกลางเช่นเคย ส่วนในด้านการแสดงนั้นประทับใจทุกอย่างโดยเฉพาะ Arabian Dance และ ระบำ Spanish Dance ส่วน Chinese Dance นั้น คลาร่า กับ คุณ Drosselmeyer ฉายเองล้วนๆ



เรื่องดนตรี QSO เล่นออกมาได้เนียน แต่เคืองใจคอรัสซึ่งมาจาก St Peters Lutheran Collage เล็กน้อยในเรื่องของบาลานซ์ที่รู้สึกว่าแนวประสานจะดังมากเกินไปจนแทบไม่ได้ยินเมโลดี้



ในส่วนของเนื้อเรื่อง The Nutcracker เวอร์ชั่น Queensland Ballet นี้มีอะไรให้สะดุดใจตั้งแต่โปสเตอร์ เพราะทั้งๆที่เป็นเรื่อง The Nutcracker แต่โปสเตอร์เป็นรูปคลาร่าคู่กับคุณ Drosselmeyer แล้วมีตุ๊กตา Nutcracker ตัวกระจิ๊ดริดวางอยู่ข้างๆ ซึ่งยิ่งกระตุ้นต่อมสงสัยเดิมจากที่เคยดูเดอะนัทแครกเกอร์มาหลายเวอร์ชั่นว่าตกลงแล้วใครกันแน่ที่เป็นพระเอกของบัลเลต์เรื่องนี้?





เนื้อเรื่องหลักๆของ The Nutcracker ว่าด้วยการฉลองคริสมัสของครอบครัว Stahlbaum ซึ่งได้เชิญแขกเหรื่อมามากมาย พร้อมด้วยคุณ Drosselmeyer เพื่อนของครอบครัวที่มีมายากลต่างๆมาแสดงให้เด็กๆได้ชม คุณ Drosselmeyer ได้นำของเล่นชนิดต่างๆมาเป็นของขวัญให้กับเด็กๆ โดยคลาร่า ลูกสาวคนรองของครอบครัว (นางเอกของเรื่องนี้) ได้รับตุ๊กตา Nutcracker เป็นของขวัญ จนเก็บไปคิดฝันถึงการผจญภัย และ ได้เที่ยวชมดินแดนในฝันต่างๆจนกระทั่งตื่นขึ้นก็เป็นอันจบเรื่อง



ในการแสดงจริงของแต่ละคณะมีการดัดแปลงบทแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับการตีความ บางเวอร์ชั่นก็เขียนบทให้ Nutcracker เป็นแค่ความฝันพอตื่นขึ้นก็หายไป บางเวอร์ชั่นเขียนให้คลาร่าตื่นขึ้นมาพบกับหลานชายของ คุณ Drosselmeyer ซึ่งเป็นคนเดียวกับตุ๊กตา Nutcracker ในความฝันและจบอย่างมีความสุข ซึ่งในเวอร์ชั่นของ Queensland Ballet ที่ดูนี้ตีความให้เรื่องของตุ๊กตา Nutcracker เป็นเรื่องของความฝันล้วนๆ เรียกว่าหลานชายไม่ต้องออกให้เสียเวลา ส่วนคลาร่านั้นคุณ Drosselmeyer ฟาดเอง (โลลิค่อนไปไหม?) ซึ่งทำให้ตัวตุ๊กตา Nutcracker แทบไม่มีบทบาทเลย



บทที่เด่นที่สุดของตุ๊กตา Nutcracker นั้นอยู่ในฉากที่สู้กับราชาปิศาจหนู แต่เท่าที่ดูแล้วรู้สึกว่าฉากนี้ถูกทำออกมาได้น่าเบื่อที่สุดในเรื่อง นอกจากนั้นตัว Nutcracker ในฉากนี้ก็ไม่มีความเป็นพระเอกเลยสักนิดเดียวเนื่องจากใช้นักบัลเลต์หญิง ใส่ชุดสีแดงตลกๆ ติดหนวดเคราเหมือนจนดูซานตาครอสมากกว่าตุ๊กตา Nutcracker ส่วนกองทัพตุกตานั้นใช้ผู้ชายล้วนใส่เสื้อผ้าดูดีกว่ามาก เลยเกิดข้อเปรียบเทียบ และทำให้ดูแล้วไม่รู้สึกว่าตุ๊กตา Nutcracker เป็นฮีโร่ที่ออกมาช่วยคลาล่า แต่เป็นแค่ฉากตะลุมบอนวุ่นวายธรรมดาๆเท่านั้นเอง



หลังจากนั้นตุ๊กตา Nutcracker ก็หายสนิทไปจากเวที ถึงจะได้แปลงร่างมาเป็นเจ้าชายรูปงาม แต่เจ้าชายก็ดันหายตามไปอีกคน คนที่อยู่กับคลาร่าทุกฉากทุกตอนตั้งแต่ต้นจนจบกลายเป็น คุณ Drosselmeyer ตกลงว่าบัลเลต์ที่ดูนี้มันชื่อ The Nutcracker หรือ The Drosselmeyer ?



สรุปว่าไม่ผิดหวังกับ The Nutcracker ที่ดูในวันนี้มากเท่าไร เพราะถึงการตีความของเรื่องจะแหวกแนวชนิดที่ฟันธงออกมาจะๆเลยว่าคุณ Drosselmeyer คือพระเอกตัวจริงของเรื่องจะทำให้ตั้งตัวไม่ติดเล็กน้อย อีกทั้งองประกอบด้านฉากและเสื้อผ้าจะไม่ถึงกับเลิศเลอมาก แต่เมื่อพิจารณาถึงฝีมือทางด้านการแสดงของทั้งนักบัลเลต์และนักดนตรีก็จัดว่าคุ้มค่าเงิน




Create Date : 22 พฤษภาคม 2554
Last Update : 22 พฤษภาคม 2554 7:56:17 น.
Counter : 428 Pageviews.

1 comment
วิวาห์ฟิกาโร
บทความนี้เป็นบทแปลจากรายงานวิเคราะห์บทร้อง 'Porgi amor' จากอุปรากรเรื่อง The Marriage of Figaro (W.A. Mozart) ในวิชา Exploring Music ของ Griffith University ปี 2011 ภาคเรียนที่ 1 โดย จท.หญิง ชยามล แสนเมือง

เรื่องย่อของอุปรากร
http://www.metoperabkk.com/summarythai.html

วิวาห์ฟิกาโร (The Marriage of Figaro) เป็นอุปรากรชวนหัวซึ่ง โมซาร์ท (W.A.Mozart) ประพันธ์ขึ้นจากบทละครไตรภาคของ ปิแอร์ บัวมาเช่ (Pierre Beaumarchais) อุปรากรนี้แสดงรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ปี1786 ณ กรุงเวียนนา

ในช่วงเวลา 2-3 ปีก่อนหน้าที่โมซาร์ทจะประพันธ์โอเปร่าเรื่องนี้ โมซาร์ทได้อุทิศเวลาให้กับการประพันธ์โอเปร่าภาษาเยอรมัน (Singspiel) ด้วยความตั้งใจที่จะเชิดชูศิลปะและวัฒนธรรมของชาติตน แต่พระจักรพรรดิ์โจเซฟที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองออสเตรียและจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อความคิดของโมซาร์ทในแง่การสร้างความเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมมากเท่าความเป็นคงและความเป็นหนึ่งเดียวทางการเมือง ดังนั้นโอเปร่าภาษาเยอมันที่องค์จักรพรรดิ์ต้องการจึงเป็นโอเปร่าที่ช่วยส่งเสริมความนิยมต่อราชวงศ์มากกว่าโอเปร่าในแบบที่โมซร์ทต้องการ นอกจากนี้ปัญหาการขาดแคลนโรงละครที่จะรองรับโอเปร่าภาษาเยอรมันนั้นก็นับว่าเป็นปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่ง ด้วยความยุ่งยากเหล่านี้ โมซาร์ทจึงหันกลับมาประพันธ์โอเปร่าชวนหัว ภาษาอิตาเลียนอีกครั้ง

หลังจากที่ละทิ้ง Lo sposo deluso ซึ่งประพันธ์ไม่เสร็จสมบูรณ์ โมซาร์ทก็ได้เริ่มประพันธ์ วิวาห์ฟิกาโร แต่อุปรากรเรื่องใหม่ที่สร้่างขึ้นจากบทประพันธ์ซึี่งกำลังเป็นที่กล่าวขานถึงในหลายประเทศในยุโรปว่าเป็นบทประพันธ์อันตรายที่มีเนื้อหาเสียดสีความเหลื่อมล้ำในฐานะทางสังคมในยุคนั้น ก็ทำให้โมซาร์ทถูกจับตามองจากราชสำนัก ถึงแม้ว่า ลอเรนโซ่ ดา ปอนเต้ (Lorenzo Da Ponte) ผู้เรียบเรียงเรียงคำร้องอุปรากร จะได้ตัดเนื้อหาในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อความไม่เสมอภาคออกไป แต่ วิวาห์ฟิกาโร ก็ยังจัดว่าผิดแผกไปจากอุปรากรเรื่องอื่นๆในเวลานั้น

นับตั้งแตอุปรากรก่อตัวขึ้นในราวคริสศรรตวรรษที่ 16 กระทั่งถึงยุคที่โมซาร์ทประพันธ์โอเปร่าเรื่องนี้ เนื้อหาของบทละครที่นำมาประพันธ์อุปรากรนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องของเทพเจ้า วีรบุรุษ กษัตริย์ และชนชั้นสูง และถึงแม้ว่าอุปรากรชวนหัวในศตวรรษที่ 18 นั้นจะมีตัวละครที่เป็นสามัญชนและข้ารับใช้รวมอยู่ด้วย แต่ตัวละครเหล่านั้นก็ไม่ได้มีบทบาทโดดเด่น และเป็นไปได้ยากที่จะมีบทร้องในเพลงเดียวกันกับตัวละครหลักซึ่งเป็นชนชั้นสูง ในทางกลับกัน ตัวละครเอกซึ่งได้รับบทร้องที่สำคัญและไพเราะในอุปราการเรื่อง วิวาห์ ฟิกาโรนี้กลับเป็นเพียงคนรับใช้ และตัวละครเหล่านี้ยังมีบทร้องร่วมกับผู้เป็นนายโดยเท่าเทียมอีกด้วย นอกจากนี้เนื้อเรื่องของอุปรากรยังเป็นการนำเสนอความเฉลียวฉลาด มีปฏิภาของคนรับใช้ ในขณะที่ขุนนาง ผู้เป็นนาย ถูกนำเสนอในภาพของภิสิทธิชนที่ใช้อำนาจเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม ชนชั้นสูงทั้งหมดในเรื่องนี้ก็ไม่ได้รับการนำเสนอในแง่ของผู้ร้ายเสมอไป เพราะในขณะที่ เคาต์ อัลมาวิว่า (Count Almaviva) ถูกนำเสนอในภาพของอภิสิทธิ์ชนนอกศีลธรรมที่น่าขัน เคาน์เตส อัลมาวิว่า ผู้เป็นภรรยากลับถูกเปลี่ยนแปลงบุคลิกลักษณะจากบทละครดั้งเดิมใหกลายเป็นสตรีที่อ่อนหวาน สง่างาม และไร้เดียงสามากกว่าตัวละครจากต้นฉบับ

เนื้อเรื่องของ วิวาห์ฟิกาโร ซึ่งเป็นภาคที่สองของบทละครฟิกาโร ไตรภาค เป็นเวลาสามปี นับจากที่โรซีนน่า สมรสกับ เคาน์อัลมาวิว่า ในตอนจบของ กัลบกแห่งเมืองเซวิล (The Barber of Seville) โรซีนน่าซึ่งในภาคนี้คือ เคาน์เตส อัลาวิว่ากำลังทุกข์ใจจากการถูกหมางเมินโดยผู้เป็นสามี ไม่ได้มีบทบาทในเนื้อเรื่องอันสับสนอลหม่านในองก์แรกของอุปรากร บทของเคาร์เตสนั้นเริ่มขึ้นในตอนเริ่มแรกขององก์ที่สองหลังจากที่ม่านเปิดขึ้น ด้วยการขับร้องบทร้องรำรำพึงรำพันที่มีเนื้อหาว่าด้วยการวิงวินต่อเทพแห่งความรักให้ช่วยนำความรักของผู้เป็นสามีกลับคืนมา หรือมิฉนั้นก็โปรดประทานความตายให้แก่เธอเสีย



https://www.youtube.com/watch?v=PPbMDLo7JFY

(บทร้อง Porgi amor ขับร้องโดย เรอเน่ เฟลมิ่ง ที่โรงละครกลินเดอบอร์น ปี 1994)

บทร้อง ‘Porgi amor’ อยู่ในบันไดเสียง E flat Major ซึ่งในบางครั้งมีความหมายถึงความโศกเศร้า โมซาร์ทใช้บันไดเสียงนี้ในบทประพันธ์หลายชิ้น โดยเฉพาะในบทร้อง ‘In quali eccessi, o Numi,’ จากอุปรากรเรื่อง Don Giovanni ซึ่งมีเนื้อหาพรรณนาถึงความรักของ Donna Elvira ที่ทำให้เธอสามารถอุทิศตนเพื่อ Don Giovanni ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยได้ความรักตอบกับมา

อัตราจังหวะที่ระบุไว้ในบทประพันธ์สำหรับบทร้องนี้คือ Larghetto (จังหวะช้า) แต่ในเชิงปฏิบัติมักอยู่ในอัตราจังหวะปานกลาง (Andante) ดนตรีบรรเลงช่วงต้นก่อนเข้าเนื้อร้องมีความยาวมากกว่าบทร้องอื่นๆในองก์แรก ประการแรกเป็นเพราะบทร้องนี้เป็นบทเพลงแรกขององก์ที่สอง และ อาจเป็นไปได้ว่าโมซาร์ทมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ชมผ่อนคลายจากความสับสนวุ่นวายในองก์แรกเพื่อที่จะสร้างอารมณ์ร่วมต่อความเศร้าโศกของตัวละครใหม่ซึ่งปรากฏอยู่บนเวที บทนำนี้เริ่มขึ้นด้วยท่วงทำนองล่องลอยของเครื่องสาย และ เครื่องลมไม้ซึ่งบรรยายถึงเช้าอันเงียบสงบ ลักษณะช้าเนิบของดนตรีเป็นตัวแทนของอาการครุ่นคิด และ ความว้าเหว่ของเคาน์เตสที่ตื่นขึ้นเพียงลำพังภายในห้องนอน หลังจากที่บาซูนและ คลาริเน็ทเร่งจังหวะขึ้นในช่วงปลายบทนำ กระแสเสียงซึ่งแสดงท่วงทำนองอันโศกเศร้าของเคาน์เตสก็ปรากฏขึ้นโดยมีเครื่องสายบรรเลงคลออยู่ในแนวล่าง และรับช่วงโดยคลาริเน็ทและบาซูนอีกครั้งในตอนจบของแทบทุกๆววรคเพลง แต่สิ่งที่น่าสังเกตในบทเพลงนี้คือ ในขณะที่คลาริเน็ท และ บาซูน มีบทบาทสำคัญ ฟลุทกลับปราศจากบทบาทใดๆทั้งในทำนองและเสียงประสาน และที่น่าสนใจไปว่านั้นคือ ในบทร้อง ‘Dove sono’ ของเคาน์เตสในองก์ที่ 3 บทบาทของฟลุทก็ไม่เป็นที่ปรากฏเช่นกัน หากแต่ในบทร้องของ ‘Deh vieni non tardar’ โซซานน่า และ ‘Voi che sapete’ ของเชอรูบิโน่นั้นกลับมีเสียงฟลุทตามปกติ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าโมซาร์ทจงใจที่จะตัดฟลุท ซึ่งมีลักษณะเสียงสดใสออกไปจากบทร้องของเคาน์เตสผู้เศร้าโศก


ถึงแม้จะมีข้อสันนิษฐาณว่าโมซาร์ทนั้นเป็นหนึ่งในสมาชิกขององกรณ์ ฟรีเมสัน (Freemason) แต่ก็ไม่มีหลักฐานปรากฏเป็นที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม ในผลงานหลายชิ้นของโมซาร์ทนั้นก็ได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดในยุคแห่งความเรืองปัญญา (The Age of Enlightenment) เช่น เสรีภาพ, ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และ ศีลธรรม ปรากฏอยู่ ซึ่ง วิวาห์ฟิกาโรเองก็เป็นหนึ่งในผลงานที่สามารถเห็นได้ชัด

ถึงแม้ว่าวิวาห์ฟิกาโรจะสร้างขึ้นจากบทประพันธ์ของปิแอร์ บัวมาร์เช่ แต่ก็มีรายละเอียดบางประการที่ถูกปรับเปลี่ยนไป โมซาร์ทนั้นเห็นพ้องกับบัวร์มาเช่ในแง่ของความเหลื่อมลำ้ทางสังคม แต่ดูคล้ายว่าเขาจะมีความคิดเห็นขัดแย้งในเชิงของความรัก เพราะ โมซาร์ทไม่ได้นำเสนอเคาท์ และ เคาน์เตส อัลมาวิว่าในแง่ของอภิสิทธิชนที่ผิดศีลธรรม แต่เลือกที่จะนำเสนอในแง่ของคู่สมรสทั่วไปที่เกิดความผิดพลาดทางความสัมพันธ์ โดยโมซาร์ทคล้ายจะแยก วิวาห์ฟิกาโรออกจาก ภาคที่เหลือในไตรภาค และ เพิกเฉยต่อความประพฤติอันน่าอับอายของเคาน์เตสในภาคสุดท้าย โมซาร์ทได้นำเสนอความรักอันลึกซึ้งที่เคาน์เตสมีต่อสามีผ่านท่วงทำนองอันโศกเศร้า สะเทือนอารมณ์ในบทร้องทั้งสองของเธอ โดยเฉพาะ ‘Porgi Amor’ ที่เธอแสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะสำคัญต่อเธอมากไปว่าความรักของผู้เป็นสามี

จอร์จ ดังตง (Georges Danton) นักปฏิวัติที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศสได้กล่าวไว้ว่า ฟิกาโร นั้นเป็นมือสังหารอภิสิทธิชนชั้นดี ทว่าดนตรีของโมซาร์ทนั้นไม่เคยทำร้ายผู้ใด เพราะในขณะที่บทละคร ฟิกาโร ไตรภาค ได้จุดชนวนการปฏิวัตินองเลือดขึ้น ดนตรีของโมซาร์ทนั้นกลับเป็นตัวแทนแห่งความรัก และนำสันติสุขมาสู่มนุษยชาติ

บรรณานุกรม


Grabsky, P. (Director). (2006). In Search of Mozart [DVD]. Brighton: Seventh Art
Productions.

Kaiser, J. (1984). Who’s who in Mozart’s operas: from Alfonso to Zerlina (C.
Kessler,Trans.). London: George Weidenfeld & Nicolson Limited.

Landon, H.C.R. (Eds.). (1990). The Mozart Compendium A Guide to Mozart’s Life and
Music. London: Butler & Tanner Ltd.

Mann, W. (1977). The Operas of Mozart. London: Cassell & Company LTD.

Mozart, W.A. (1994). Le Nozze Di Figaro [Produced by Derek Baily] [DVD]. West Long
Branch, NJ: Kultur.

Rice, J.A. (2009). Mozart on the Stage. Cambridge: Cambridge University Press.

Sadie, S. (Eds.). (2000). Mozart and his Operas. New York: St.Martin’s Press,Inc.

Till, N. (1992). Mozart and The Enlightenment : Truth, virtue and beauty in Mozart’s operas.
London: W.W.Norton & Company Ltd.

Todorovic, N. (1987). An Examination of Social Values and Context in The Marriage of
Figaro and The Magic Flute. Unpublished Diploma Thesis, Griffith University,
Brisbane.

Tommasini, A. (2010). Opera translation : A puzzle of words, wit and rhythms. International
Herald Tribune. Retrieved March 28, 2011,from ProQuest database.





Create Date : 14 พฤษภาคม 2554
Last Update : 14 พฤษภาคม 2554 11:44:57 น.
Counter : 1161 Pageviews.

1 comment
The Nutcracker โดย Brisbane Youth Ballet
พิ่งไปดูบัลเลต์เรื่อง The Nutcracker ของ Tchaikovsky ซึ่งแสดงโดย Brisbane Youth Ballet มาเมื่อตอนบ่ายที่ Conservatorium Theater นี้เอง จริงๆแล้วบัลเลต์มีเล่น 4 รอบ คือเมื่อวานนี้ วันเสาร์ กับวันนี้ วันอาทิตย์ วันละสองรอบ 11 โมงเช้า กับบ่ายสามโมง รอบที่ดูคือรอบท้ายสุด คือบ่ายสามโมงวันอาทิตย์ คนมาแน่นเกือบเต็มโรงเหมือนกัน ส่วนใหญ่กลุ่มผู้ชมเป็นครอบครัวที่พาเด็กๆมาดูกัน ด้วยความที่ชะล่าใจ ไมซื้อบัตรช้าก็เลยได่ที่นั่งตรงขอบฝั่งซ้าย ซึ่งค่อนข้างทำให้เสียอรรถรส เพราะมีเห็นการเคลื่อนไหวทุกอย่างตรงหลังโรง นักแสดงจะเข้าจะออก คนเปิดม่านปิดม่าน เห็นก่อนทุกอย่าง เลยไม่ตื่นเต้น ในครึ่งหลังถึงได้ย้ายไปนั่งที่ธรรมดา แถวหลังสุดค่อยดีขึ้นมาบ้าง



ตามเนื้องเรื่องแล้ว The Nutcracker เป็นเรื่องของเด็กๆ สร้างจากจินตนาการหวานๆของเด็ก ในเรื่องของขนม ของเล่น อะไรต่างๆ คิดว่าดูเรื่องของเด็กที่ใช้เด็กแสดงจริงๆคงจะดี ราคาบัตรเต็มคือ 40 ดอลล่า ราคานักเรียนที่จ่ายไป 32 ดอลล่า เป็นราคาที่ไม่แพงมากถ้าเทียบกับบัลเลต์อื่นๆที่แสดงอยู่ใน QPAC แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพของการแสดงแล้วถือว่าแพง เพราะอย่างแรกที่ทำให้รู้สึกผิดหวังมาก ตัดความประทับใจไปครึ่งหนึ่งแล้วก็คือเป็นการแสดงที่ใช้เพลงจากซีดี ไม่ได้เล่นสดกับวง สำหรับคนที่ไปชมการแสดงสดจนคุ้นเคยนั้นจะรู้ได้ว่าเสียงดนตรีที่เล่นจริงใน หอแสดงดนตรีนั้น เทียบกันไม่ได้เลยกับเสียงที่เปิดผ่านเครื่องขยายเสียง และด้วยกรณีนี้ทำให้รู้สึกว่าบัลเลต์ครั้งนี้เหี่ยวแห้ง เหมือนภาพวาดแบนๆไม่มีมิติ เพราะเสียงดนตรีแบนๆจากลำโพง โดยเฉพาะในช่วงที่เป็น Overture รู้สึกว่าเสียเวลาเปล่ามากที่ต้องมาฟังดนตรีเปิดจากแผ่นซีดี (ถ้าเป็นบัลเลต์ที่เล่นโดยมีเปียโนแอคคอมตัวเดียวยังเสียอารมรณ์น้อยกว่า)



ในส่วนของการแสดงนั้นก็ไม่ค่อยประทับใจมาก เพราะหวังไว้สูงเกินไปว่าถึงจะเป็นบัลเลต์เด็กก็คิดว่าน่าจะคัดเฉพาะที่ ฝีมือจริงๆมาเล่น แต่ที่ไหนได้กลายเป็นบัลเลต์เอื้ออาทร เหมือนเป็นกิจกรรมของเด็กๆที่เรียนอยู่ในสถาบันสอน ได้ขึ้นเวทีทุกคนถ้วนหน้าให้พ่อแม่ดู ก็เลยกลายเป็นบันเลต์เด็กๆ นักแสดงนั้นคับคั่งล้นเวที ถ้าพูดถึงความสามารถของนักแสดงตั้งแต่รุ่นเล็กๆระดับประถาม จนถึงรุ่นพี่ๆประมาณ ม.ต้น แล้วทุกคนมีพื้นฐานและเทคนิคที่ดี นักแสดงหลักๆ ที่เต้น Solo และ Duet (ขออภัย ไม่ทราบศัพท์เฉพาะทางบัลเลต์ เพราะเป็นนักดนตรี) แล้วรู้สึกว่ามีฝีมือไม่เบา แต่ถ้าดูภาพรวมเวลาที่เตเนเป็นทีมหลายๆคนในฉากใหญ่แล้วยังถือว่าไม่ดีนัก ตั้งแต่การจัดช่องไฟ ห่างบ้าง แคบบ้าง ไม่สมดุล รวมไปถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ แขน เช่นปลายมือ ที่ยังดูไม่เท่ากัน ทำให้ทีมดูไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน เต้นด้วยกัน 10 คนก็ยังเป็นสิบคน ไม่รวมกันเป็นคนเดียว Oscar Hoelscher ซึ่งแสดงเป็นเจ้าชาย และ Hannah Hugehes ผู้แสดงเป็น Clara รวมไปถึง Karen Leiman ผู้รับบท Sugar Plum Fairy นั้นเต้นได้ดีสมวัย แต่นักแสดงที่แสดงเป็น Jester Doll นั้นดูจะมีความสามาถเด่นกว่าใครๆในเรื่อง ซึ่งพอได้เปิดสูจิบัตรดูแล้วถึงได้รู้ว่า David Power ผู้แสดงนั้นเป็นนักแสดงรับเชิญมาจาก Australian Ballet School



เมื่อกลับบ้านได้เปิดเข้าไปดูเว็บไซต์ของ Brisbane youth ballet พบว่า The Nutcracker เคยได้แสดงครั้งหนึ่งแล้วเมื่อเดือน ธันวาคม ปี 2006 ซึ่งดูภาพรวมแล้วท่าทางจะดีกว่า ซึ่งผู้เขียนก็คงต้องโทษตัวเองกับความผิดหวัง เพราะดูบัลเลต์ไม่ดูตาม้าตาเรือ มาดูเรื่อง The Nutcracker เอากลางเดือนกันยายนแบบนี้กต้องผิดหวังเป็นธรรมดา คงต้องรอดู The Nutcracker เต็มรูปแบบโดย Queensland Ballet ร่วมกับ QSO ที่จะแสดงในเดือนธันวาคมนี้เป็นการแก้ตัว




Create Date : 27 กันยายน 2553
Last Update : 27 กันยายน 2553 13:34:18 น.
Counter : 331 Pageviews.

0 comment
บันทึกความทรงจำของนักฮาร์พหลังม่านโอเปร่า (Massenet's Cendrillon)

หนึ่งในวิชาบังคับสำคัญของนักเรียนดนตรี ไม่ว่าจะในเมืองไทยหรือต่างประเทศก็คือวิชารวมวง ซึ่งเป็นวิชาที่ค่อนข้างสนุกเพราะได้พบเพื่อนใหม่ๆวงดนตรี เท่าที่เคยเรียนในวิทยาลัยดนตรีในไทยทำให้ทราบว่าโดยทั่วไปตามมหาวิทยาลัยจะแบ่งนักเรียนให้เล่นดนตรีในสองวงหลักๆคือ วงซิมโฟนีออเครสตร้า ส่วนใหญ่สมาชิกวงนี้จะเป็นนักเรียนเครื่องสาย และ เครื่องเป่า เครื่องกระทบที่ค่อนข้างจะมีฝีมือดีอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนอีกวงหนึ่งคือ วินด์ซิมโฟนิค มีเฉพาะเครื่องเป่า และเครื่องกระทบ ในบางมหาวิทยาลัยที่มีนักเรียนสาขาขับร้องเยอะก็จะมีวงร้องประสานเสียงด้วย (ตอนที่เรียนอยู่ที่มหิดล วิชานี้เป็นวิชาบังคับสำหรับนักเรียนสาขาขับร้อง สมทบกับนักเรียนที่เรียนเครื่องมือเปียโน และกีตาร์) สำหรับที่ Queensland Conservatorium นี้มีนักเรียนค่อนข้างเยอะ จึงทำให้มีวงดนตรีสำหรับวิชารวมวงแยกย่อยออกไปหลายวง คือวงซิมโฟนีออเครสตร้า วงวินด์ซิมโฟนิค วงสตริงแชมเบอร์ ซึ่งเล่นเฉพาะเครื่องสายล้วนๆ ไม่มีเครื่องเป่าและเครื่องกระทบปน และ วงดนตรีที่เล่นประกอบกับละครโอเปร่า

เมื่อตอนที่เช็คดูรายชื่อของตัวเองบนบอร์ด พบว่าชื่อของผู้เขียนไปอยู่ในส่วนของวง โอเปร่า ตอนแรกดีใจมากที่มีโอกาสได้เล่นกับโอเปร่า เพราะ เป็นโอกาสหายาก ในไทยนั้นโอเปร่ายังไม่ค่อยเจริญ เหตุผลประการหลักคือไม่มีผู้ชม คนไทยคิดว่าโอเปร่าเป็นเรื่องยาก เพราะภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง ร้องเพลงเสียงสูงแสบแก้วหู เป็นของชั้นสูง รสนิยมไม่ถึงฟังไม่ได้ จึงทำให้ขาดผู้สนับสุด ถึงจะมีการก่อตั้งคณะโอเปร่าไทยขึ้นมาแต่ก็ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก ส่วนโอเปร่าในมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยมีให้เห็นมาก เพราะ ถึงในมหาวิทยาลัยไทยจะมีนักเรียนสาขาขับร้องคลาสสิคอยู่มากพอสมควร แต่โดยความรู้สึกส่วนตัวคือนักเรียนสาขาวิชาขับร้องคลาสสิคในไทยมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าต่างชาติ แต่การเรียนการสอนในด้านแอ็คติ้งควบคู่กับการร้องยังไม่เป็นเรื่องปกติ ทั้งกับตัวผู้ร้องและผู้ฟัง จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เคยได้ชมโวคอล รีไซทอล ทั้งในไทยและต่างประเทศพบว่าในต่างประเทศนั้น แม้จะเป็นรีไซทอลเล็กๆ ประจำสัปดาห์ไม่ใช่บนเวทีโอเปร่าจริงๆ เมื่อมีการหยิบยกเอาแอเรียในโอเปร่าออกมาแสดง นักร้องก็ร้องพร้อมกับแอคติ้งด้วย เสมือนหยิบเอาฉากๆหนึ่งในโอเปร่าออกมาให้ชม ซึ่งผู้แสดงก็แสดงได้อย่างไม่ขัดเขิน และผู้ฟังก็ไม่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกแต่ประการใด ส่วนในไทยนั้นถ้าเกิดว่าผู้ร้องต้องออกแอคติ้งขณะร้อง แม้จะเล็กๆน้อยๆ โดยมากผู้ฟังมักจะเห็นเป็นเรื่องขำขัน หรือไม่ก็เห็นว่าเวอร์เกินไป และการจะทำโอเปร่าเรื่องหนึ่งนั้นก็ต้องอาศัยความร่วมมือในหลายด้าน ประกอบกับต้องมีเงินทุนและมีความพร้อมสูงมาก ยกตัวอย่างเช่น โอเปร่าของ Queensland Conservatorium นี้เอง ที่แม้จะเป็นโอเปร่านักเรียน แต่นักเรียนใน Queensland Conservatorium จะเข้าชมก็ยังต้องเสียค่าบัตร (คอนเสิร์ตอื่นๆ เข้าชมได้ฟรี)

แต่เมื่อได้เช็คดูอีกครั้งโดยละเอียด ผู้เขียนได้เล่นในส่วนของ Offstage ซึ่งตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร แต่เมื่อถามครูแล้วได้ความว่าเป็นส่วนที่เล่นอยู่หลังม่านเวที แยกจากวงออเครสตร้าซึ่งเล่นอยู่ในหลุม ด้านหน้าเวที เพราะผู้ผระพันธ์ต้องการให้เสียงเหมือนแว่วออกมาจากที่ไกลๆ ส่วนตัวรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยเพราะเคยดูดนตรีในเทศกาล Dance and Music ที่จัดในไทยทุกปีแล้วใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากลงไปเล่นในหลุมหน้าเวทีบ้าง แต่เมื่อได้เล่นจริงๆแล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเสียอีกที่ได้เล่นในส่วนของ offstage

ตามปกติของนักฮาร์พเมื่อเล่นในวง อาชีพหลักของเราก็คือนั่งรอ.... จะมีโผล่มาบ้างเป็นช่วงๆ นานๆที แต่ก็มักจะมีเล่นเด่นออกมาเวลาที่เครื่องอื่นเขาหยุด หรือไม่ก็เล่นเบามากๆ ส่วนเวลาที่เหลือของเราก็คือรอ โอเปร่าที่เล่นในเทอมนี้คือเรื่อง Cendrellon ของ Massenet เห็นชื่อตอนแรกแล้วงง มันคือเรื่องอะไรไม่รู้จัก? ถามครูแล้วครูหัวเราะ เขาอ่านชื่อเป็นสำเนียงฝรั่งเศสเพราะพริ้งให้ฟังว่า “ซ็อง เดร ฮคย็อง” หรือชื่อภาษาอังกฤษก็คือ ซินเดอเรลล่า นั่นเอง เป็นโอเปร่าที่ไม่ค่อยดัง และ แสดงไม่ค่อยบ่อยเท่าไร ทั้งๆที่เนื้อเรื่องสนุก เดินเรื่องเร็ว เข้าใจง่าย เพลงก็เพราะเพราะเกือบทั้งเรื่อง (แต่เรื่องที่ดังๆเรื่องมักยืดยาด เนื้อเรื่องไม่เมคเซ้นส์ เข้าใจยาก เพลงก็เพราะแค่แอเรียบางเพลง) เนื้อเรื่องของซินเดอเรลล่า เวอร์ชั่นโอเปร่า ผลงานการประพันธ์ของมาซาเน่นี้เหมือนกันกับซินเดอเรลล่าที่เรารู้จักกันดี ต่างแต่พ่อของซินเดอเรลล่านั้นไม่ได้ตาย แค่หลงแต่งงานกับเคาน์เตสที่ควบคุมชีวิตทุกอย่าง ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร แม้แต่จะปกป้องลูกสาวแท้ๆของตัวเองก็ยังทำไม่ได้ เรื่องแบ่งออกเป็น 4 องก์ ความยาวราวๆ 2 ชั่วโมง ผู้เขียนเล่นเฉพาะในองก์ 3 ประกอบกับแอเรียสั้นๆจากบทนางฟ้าแม่ทูนหัวของซินเดอเรลล่า ซึ่งเป็นแอเรียที่เพราะและสำคัญมากๆของเรื่อง ส่วนที่เล่นคือช่วงที่วงในหลุมด้านหน้าเงียบหมด ผู้เขียนเล่นฮาร์พเดี่ยวๆมากับนักร้องประสานเสียง และ นางฟ้าแม่ทูนหัวที่ร้องอยู่หน้าเวที ตอนใกล้จบเพลงจึงมีเครื่องอื่นๆร่วมมาด้วย ในระยะแรกที่ซ้อมย่อย อยู่ในหอแสดงดนตรีเล็ก นักดนตรี offstage ยังต้องซ้อมรวมกับนักดนตรีส่วนหลัก ผู้เขียนตื่นเต้นมือไม้สั่นจนเล่นไม่ได้เลยสักที เพราะเป็นจุดสนใจขณะที่คนอื่นๆเงียบหมด ฝรั่งเกือบร้อยคนทั้งนักร้อง นักดนตรีมีเวลาหันมามองเด็กเอเชียเล่นฮาร์พอยู่คยเดียว ทำอย่างไรก็เล่นไม่ออกจนคอนดักเตอร์ถึงกับถอดใจ แต่เมื่อถึงเวลาซ้อมใหญ่ในโรงละคร นักดนตรี offstage ถูกแยกมาเล่นที่หลังเวทีจริงๆ ซึ่งที่หลังม่านนั้นทุกอย่างมืดสนิท มีแค่ไฟโคม กับนักดนตรี offstage ด้วยกันไม่กี่คน ได้ยินเสียงนักร้องหลักร้องอยู่ด้านหน้าแว่วๆมาแต่ไม่เห็นอะไรเลยเหมือนแค่เปิดแผ่นซีดีฟัง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นและเล่นได้ในที่สุด แต่ที่สนุกกว่านั้นสำหรับการเป็นนักดนตรี offstage อย่างแรกคือการได้ขึ้นมาทำงานใกล้ชิดกับส่วนของนักร้อง นักแสดง และ สามารถเดินไปไหนก็ได้ระหว่างช่วงที่รอ ไม่ต้องนั่งรออยู่อย่างเดียวเหมือนนักดนตรีหลัก จึงทำให้ได้เห็นอะไรมากกว่า

ถ้าในส่วนของนักดนตรีหลักที่เล่นอยู่ในหลุมคือโลกใต้พิภพทุกคนใส่ชุดสีดำล้วน เล่นดนตรีอยู่ในหลุมมืดๆสูงท่วมหัว เข้าออกผ่านช่องบันได เหมือนอยู่ในบังเกอร์ โลกหลังเวทีก็คือโลกเทพนิยาย มีฝรั่งแต่งตัวเป็นตัวละครทุกตัวในเรื่องเดินไปเดินมา ตอนที่ต้องเล่นกับนักร้องประสานเสียงอยู่หลังเวทีนั้น พวกนักร้องก็คือชุดเดียวกันกับที่ร้องหน้าเวทีมาช่วยๆกันร้อง บางทีถึงเวลาเล่นรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวประหลาด เพราะใส่เสื้อแจ็คเก็ต กางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบอยู่คนเดียวขณะที่คนรอบตัวแต่งตัวเป็นเจ้าหญิง เจ้าชาย นางฟ้า เต็มไปหมด

โอเปร่าเล่นทั้งหมด 4 รอบ ได้ข่าวว่าคนมาเกือบเต็มแทบทุกรอบ แต่ไม่เคยออกไปดูหน้าเวทีเลยสักรอบ เพราะกลัวเห็นคนดูเยอะแล้วจะพาลตื่นเต้น เล่นไม่ออกเสียอีก จนในรอบสุดท้ายหลังจากที่เล่นมาสามรอบแล้วรู้สึกว่าฝีมือการเล่นเริ่มพัฒนาไปในทางที่ดี ตื่นเต้นน้อยลง จึงตัดสินใจออกไปดูข้างหน้าในช่วงครึ่งแรก (องก์ที1 และ 2) รอบสุดท้ายนั้นคนดูคับคั่งเกือบจะเต็มโรงละคร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนมีอายุ เช่นเดียวกับคอนเสิร์ตคลาสสิคทั่วไป เพื่อนๆนั้นมาให้กำลังใจกันพอสมควร แต่ก็คงมาเพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากคนที่ดูรอบก่อนๆด้วย เพราะต้องยอมจ่ายเงินกันคนละ 20 ดอลล่า ส่วนผู้เขียนไม่ต้องจ่าย เพราะเป็นนักดนตรีไปขอบัตรเอาได้เลย นอกจากครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ได้เล่นดนตรีร่วมกับโอเปร่า โอเปร่าเรื่องนี้ยังเป็นโอเปร่าสดเรื่องแรกที่ได้ชมอีกด้วย (เรียกว่าเป็นครั้งแรกทั้งเล่น และ ดู ในเรื่องเดียวกัน) เมื่อดูจากที่นั่งคนดูนั้นเป็นอีกอารมณ์หนึ่งกับที่แอบดูอยู่หลังเวที ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าซินเดอเรลล่าอวบมาก และ เจ้าชายหัวเถิก ไม่ได้หล่ออะไรมากมาย เพราะเคยเห็นใกล้ๆที่หลังเวที แต่ด้วยองประกอบ ด้วย ดนตรี และความสามารถในการร้องและแอคติ้ง ของผู้แสดงทำให้รู้สึกซาบซึ้งกับเรื่องอย่างคาดไม่ถึง ฉากของเรื่องทำอย่างง่ายๆ ไม่ได้อลังการอะไร แต่ด้วยการจัดวางและการใช้แสงทำให้ดูสมจริง ไม่น่าเบื่อ และไม่ดึงความสนใจจากตัวละครมากจนเกินไป ตัวละครตัวอื่นๆตั้งแต่ตัวประกอบหลักๆ เช่นพ่อของซินเดอเรลล่า นางฟ้าแม่ทูนหัว พระราชา แม่เลี้ยง กับลูกสาวสองคน ส่วนตัวชอบลูกสาวสองคนนี้มาก เพราะเขาเล่นบทน่าเกลียดออกมาได้น่าเกลียดตามบท แต่ดูน่ารักมีสีสัน เข้าขากันกับตัวตลกในวังซึ่งเป็นตัวตลกที่ผู้เขียนรู้สึกว่าทั้งตลกและเท่ด้วย ไปจนถึงตัวประกอบคอรัส ทุกคนร้องดี มีความสามารถ และ แสดงบทของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มหน้าที่ ตอนช่วงองก์ 4 ออกมาจากหลังเวทีและกลับเข้าไปทันดูฉากจบซึ่งตัวละครทุกตัวออกมาร้องประสานเสียงที่หน้าเวที นักดนตรีในหลุมชูไม้ชูมือขณะที่ผู้ชมปรบมือ ผู้เขียนรู้สึกเป็นสุขอย่างประหลาดทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ในที่ของนักแสดงซึ่งกำลังได้รับเกียรติหลังการแสดงจบ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่บนเวที ไม่มีใครรู้ว่าเสียงที่แว่วมาจากหลังเวทีนั้นเป็นเสียงของเรา แต่เพียงแค่รู้อยู่ในใจว่าได้พยายามทำหน้าที่ของตัวเองจนสุดความสามารถก็รู้สึกภูมิใจ และเป็นสุขใจแล้ว



ภาพนี้ใช้เป็นโปสเตอร์ด้วยค่ะ เขาใช้สโลแกนว่า Fall in love in spring ทีแรกเห็นแล้วขำ แต่พอได้ดูจริงๆแล้วโรแมนติกมาก เพราะคนแสดงเป็นเด็กๆมหาวิทยาลัย ไม่ได้อ้วนแก่เหมือนนักร้องโอเปร่าที่เราเห็นกันบ่อยๆ


โน้ตเพลงของเราเอง ตอนนี้เยินแล้ว 555


ราคาบัตรค่ะ แพงใช่ย่อย


ชื่อใครหว่า...



บรรยากาศตอนซ้อมย่อย เล่นไม่ออกเล้ย





นักดนตรีหลักในหลุมค่ะ (Orchestra pit) แอบถ่ายจากข้างหลัง มืดๆนิดนึง



แอบถ่ายนักแสดงตอนฉากจบวันซ้อมใหญ่ เห็นแต่นางฟ้า พระเอกนางเอกอยู่ด้านหน้า





Create Date : 18 กันยายน 2553
Last Update : 18 กันยายน 2553 23:48:46 น.
Counter : 253 Pageviews.

0 comment
คอนเสิร์ตครั้งแรกที่ Queensland Performing Art Centre
คืนนี้เพิ่งกลับมาจากดูคอนเสิร์ต อันที่จริงไม่ใช่คอนเสิร์ตแรกที่ดูตั้งแต่มาอยู่ที่ออสเตรเลีย เพราะครั้งแรกนั้นไปดูคอนเสิร์ตนักเรียนที่ Queensland Conservatorium (Mahler – Symphony NO.9) ส่วนครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไปดู QSO (Queensland Symphony Orchestra)ที่ QPAC (Queensland Performing Art Centre) ซึ่งเป็นหอแสดงดนตรีขนาดใหญ่ของรัฐควีนส์แลนด์ ทีแรกนึกลังเลใจไม่อยากไป เพราะตกเย็นแค่ 5 โมงครึ่งก็มืดแล้ว หนาว กำลังจะหายไข้ออกไปตากลมอีกกลัวจะไม่หาย นอกจากนั้นราคาตั๋วก็ยังแพง 20 ดอลล่า (ราคาจริง 90 กว่า ราคานักเรียน 30 ดอลล่า แต่ถ้ามาซื้อหน้างาน 1 ชม ก่อนแสดง ลดเหลือ 20....) เริ่มอยากอยู่บ้านเฉยๆ แต่สุดท้ายก็ไปจนได้

ไปถึงค่อนข้างเร็วกว่าเวลามากพอสมควร เพราะสับสนเรื่องเวลานิดหน่อย ปรากฏว่าคนเยอะไปหมด เพราะวันนี้มี Mama Mia! เล่นที่ Lyric Theater ด้วย (มี 4 โรง : Lyric Theatre, Concert Hall, Playhouse, Ceremony Theatre ) แต่จริงๆแล้วที่นี่ก็คนเยอะเป็นปกติ เพราะมีแสดงแทบทุกวัน เวลากลับจากซ้อมที่ Conservatorium ต้องเดินผ่านเป็นประจำเพราะอยู่ติดกับสถานีรสบัส ถ้ากลับช่วง 1 ทุ่มจะเห็นคนนั่งในร้านอาหารเต็มไปหมด แต่ถ้ากลับช่วง 4 ทุ่มก็จะเจอคนออกจากโรงเยอะแยะไปหมด QPAC น่าจะเป็นหน่วยงานของราชการเหมือนกันกับศูนย์วัฒนธรรมบ้านเรา ความเห็นส่วนตัวคิดว่าสวยน้อยกว่า เพราะ QPAC เป็นอาคารแบบโมเดิร์นเรียบๆไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่สิ่งที่อยากให้หอแสดงดนตรีของเรามีเหมือน QPAC บ้างคือร้านอาหารดีๆ น่านั่ง เพราะการไปรอชมการแสดงมักเริ่มช่วงหัวค่ำ และ ผู้ชมมักจะต้องมารอเป็นเวลาค่อนข้างนาน ควรจะมีที่ให้กิน และ ให้นั่งพักผ่อนเป็นเรื่องเป็นราว กับอีกเรื่องหนึ่งคือระบบการขนส่งสาธารณะ QPAC นั้นเชื่อมต่อกันกับสถานีรถบัส และ ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับสถานีรถไฟ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่มาชมการแสดง เพราะคอนเสิร์ตมักเริ่มเวลาหัวค่ำและเลิกดึก ซึ่งข้อนี้เป็นจุดบกพร่องข้อใหญ่ของศูนย์วัฒนธรรม ที่ถึงแม้ว่าจะมีรถไฟฟ้าใต้ดิน และ รถเมลล์ผ่าน แต่จากสภานีรถมาถึงูนย์วัฒนธรรมนั้นค่อนข้างไกลและเปลี่ยว ทำให้ลำบากทั้งเวลาไปและกลับหากไม่มีรถส่วนตัว แต่ทั้งสองประการก็เป็นเรื่องยากจะแก้ไขเพราะข้อแตกต่างที่ว่า QPAC นั้นมีการแสดงทุกวัน ร้านอาหาร และ คาเฟ่จึงคึกคักทุกวัน สม่ำเสมอ เปิดปิดตามเวลาเป็นปกติ ส่วนตัวอาคารนั้นก็ถูกออกแบบมาให้อยู่ในส่วนของ Cultural Centre ตรงเชิงสะพานที่จะข้ามแม่น้ำไปในตัวเมือง มีคนพลุกพล่านอยู่ตลอด ไปมาสะดวกสบาย ส่วนศูนย์วัฒนธรรมมีการแสดงแค่เป็นบางวัน ร้านอาหารจึงเปิดๆปิดๆ ทำให้การดำเนินกิจการยากเพราะความไม่สม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าจะชื่อสถานีศูนย์วัฒนธรรม แต่ก็ต้องตั้งสถานีไว้กลางๆ เพราะคนส่วนใหญ่ใช้เพื่อเดินทางไปยังสถานที่อื่นในย่านนั้นเสียมากกว่ามาที่ศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้มีการแสดงคึกคักทุกวัน

กลับมาที่เรื่องคอนเสิร์ต ตัว Concert Hall นั้นใหญ่พอๆกับศูนย์วัฒนธรรม มี 2 ชั้น แต่มีที่นั่งด้านข้างแทนชั้น 3 ทีแรกนึกกระหยิ่มใจกว่า ฮอล ตั้งใหญ่ ซื้อช้าก็คงยังได้ที่ดี แต่ที่ไหนได้คนเยอะแทบจะเต็มฮอล มีว่างจริงๆไม่หน้าสุด ก็หลังสุด นอกนั้นค่อนข้างเต็ม ช่วงกลางว่างประปรายแค่ที่สองที่ ไม่มีว่างแบบเป็นแถบ ก็เลยซื้อแถวที่ 2 จากหน้าฝั่งซ้าย ปวดคอมาก คราวหลังถ้าเป็นคอนเสิร์ตเฉยๆไม่ใช่บัลเลต์ โอเปร่า คงต้องลองนั่งหลังดู เสียงคงพอได้ ไม่เอาภาพ

โปรแกรมที่เล่น ครึ่งแรกคือ My Country ของ Smetana ท่อนแรก The High Castle ไม่เคยฟังมาก่อน แต่มีทำนองสง่า เพราะไม่แพ้ The Modal แต่มีสีสันน้อยกว่า ท่อนถัดไป (The Modal) ที่คุ้นหูมากกว่านั้น QSO เล่นไม่คม และ ไม่เคลียมาก ลักษณะเสียงเป็นเบลอๆแบบจงใจ เล่นกับเสียง ในหนึ่งประโยคนั้นมีทั้งดังบ้างเบาบ้าง จังหวะของโน้ตเครื่องเป่าเล่นไม่ค่อยสม่ำเสมอเหมือนจะเหลื่อมๆกันอยู่นิดๆ ฟังแล้วขัดหูนิดหน่อยเพราะชินกับเวอร์ชั่นวงญี่ปุ่นที่เล่นคมและตรงมาก แต่จริงๆแล้วรู้สึกว่า QSO เล่นดีมากๆ ความเบลอของจังหวะที่เหมือนจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ กับน้ำหนักเสียงที่ขึ้นๆลงๆมันทำให้รู้สึกถึงน้ำไหลมากกว่า และอีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกคือการฟังเพลงในคอนเสิร์ตจริงๆนั้นต่างกับฟังจากซีดีมาก สำหรับเพลง The Modal นี้เป็นหนึ่งในเพลงโปรดที่มีใน Ipod ฟังเป็นประจำจนแทบเบื่อ แต่เมื่อมาฟังในคอนเสิร์ตฮอล เป็นครั้งแรกรู้สึกเหมือนไม่เคยฟังเพลงนี้มาก่อน รู้สึกว่ามันเพราะและมีพลังกว่ามาก ความรู้สึกเหมือนเหมือนกับดูรูปสถานที่สวยๆในภาพถ่าย แล้วได้ไปเห็นจริงด้วยตาตัวเอง

ครึ่งหลังเป็นแคนตาต้า Das Klagende Lied ของ Mahler เท่าที่เคยเรียนมารู้แค่ว่าแคนตาต้าเป็นเพลงเล่าเรื่องทางศาสนา คล้ายโอเปร่า แต่ผู้แสดงจะไม่แต่งตัวตามบท และไม่แสดงออกท่าทาง แค่ร้องเพลงเล่าเรื่องเฉยๆ ไม่เคยดูแคนตาต้ามาก่อนที่เมืองไทยเพราะหาดูยาก แค่คอนเสริ์ตเพลงคลาสสสิคทั่วไปของบีโธเฟน โมซาร์ท ไชคอฟสกี คนไทยยังมองว่าน่าเบื่อ จะจัดแคนตาต้าคงหาคนดูยาก อีกประการหนึ่งคือแคนตาต้านั้นมักต้องบรรเลงร่วมกับนักร้องประสานเสียงจำนวนมาก ซึ่งประเทศไทยเราขนาดแคลน เพราะคนไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ไม่คุ้นเคยกับการร้องเพลงประสานเสียงเช่นชาติตะวันตกที่มีเป็นปกติในโบสถ์ คนที่จะมีอกาสได้เรียนร้องเพลง โดยเฉพาะร้องเพลงคลาสสิคภาษาต่างประเทศนอกเหนือจากภาษาอังกฤษได้ต้องเป็นคนมีฐานะดีพอจะเรียนในโรงเรียนที่มีการส่งเสริม หรือ โรงเรียนกวดวิชาดนตรี ทำให้คณะนักร้องประสานเสียงของในไทยมีน้อย

ในแคนตาต้านี้เล่นประกอบกับ Queensland Chorus ประมาณเกือบ 100 คน แต่ที่น่าสนใจคือนักร้องเกือบทั้งหมดอายุน่าจะมากกว่า 40 ปี ต่างกับคณะนักร้องประสานเสียงในไทยที่มักเป็นนักเรียนมัธยม และ มหาวิทยาลัย มีนักร้องโซโล่ 3 คน หญิง 2 คน ชาย 1 อ้วนทุกคน แต่เสียงมีพลังมาก ทั้งสามคนร้องสู้กับวงออเครสตร้า และ คอรัสนับร้อยได้ โดยไม่ต้องอาศัยไมโครโฟน ตัวเพลงนั้นเป็นเพลง Lied ซึ่งมาห์เลอร์ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงของ Minstrel นักดนตรีเยอรมันในยุคกลาง รวมไปถึง บทกวี และ เทพนิยาย Das Klagende Lied แปลว่าเพลงแห่งความโศกเศร้า มี 2 ตอน ตอนแรกชื่อ The singing bone เล่าถึงพระราชินีของอาณาจักรหนึ่งที่ประกาศว่าถ้าใครสามาถหาดอกไม้สีแดงชนิดหนึ่งมาให้ได้จะแต่งงานด้วย ซึ่งมีชายคนหนึ่งหาได้ แต่ระหว่างที่นอนหลับอยู่ก็ถูกน้องชายฆ่าตาย ฝังศพไว้ที่ใต้ต้นไม้และชิงเอาดอกไม้ไป
ต่อมามีนักดนตรีพเนจรมาเจอกระดูกที่ใต้ต้นไม้ เลยเอามาทำเป็นขลุ่ยฟลุท เมื่อเป่าขลุ่ยนี้ก็เกิดเสียงเศร้าประหลาด เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการถูกฆ่าของเจ้าของกระดูก ท่อนต่อมาชื่อ The Song of Sorrow คือ หลังจากที่ฆาตกรที่ฆ่าพี่ชายตัวเองเอาดอกไม้ไปมอบให้พระราชินี ก็ได้แต่งงานและเป็นพระราชา ขณะที่มีการเฉลิมฉลองกันอยู่ในปราสาทนักดนตรีพเนจรก็ไปที่ปราสาทและเป่าขลุ่ยในท้องพระโรง เป็นเสียงของผู้ตายกล่าวกับฆาตกรที่กลายเป็นพระราชาว่า ‘you are playing on a bone from my corpse….Why did you consign my young life to death? ’ หลังจากนั้นคนในพิธีเฉลิมฉลองก็หนีแตกตื่นกันหมดเพราะปราสาทพังทลายลงเป็นผุยผง

เพลงนั้นมีกลิ่นอายของยุคกลางอยู่บ้างเล็กน้อยตามเนื้อเรื่อง ท่วงทำนองเศ้ราสะเทือนอารมณ์มากๆ ทั้งที่วงขนาดใหญ่ ประกอบกับนักร้องหมู่จำนวนมาก แต่การบรรเลงไม่มีลักษณะอึงคะนึง เพราะมีการควบคุมเสียงที่ดี ด้วยความสามารถของคณะนักร้อง ทำให้ได้เสียงที่เต็ม แวดล้อมปกคลุมบรรยากาศ แต่ไม่ดัง เวลาที่นักร้องเดี่ยวร้องก็สามารถลดระดับเสียงลงได้ในขณะที่ตัวเสียงยังชัดเจน และเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ได้ฟังเพลงที่มี Off stage คือมีคนเล่นดนตรีอยู่หลังเวทีให้รู้สึกเหมือนมีเสียงดังจากที่ไกลๆ ในเรื่องนั้นเป็นดนตรีเฉลิมฉลองในพระราชวัง ซึ่งคนเล่น เล่นอยู่หลังเวทีจริงๆ ดูคอนดักเตอร์จากมอนิเตอร์ (ยังแอบสงสัยว่าสมัยมาห์เลอร์ ไม่มีมอนิเตอร์จะทำยังไง?) บางท่อนวงเงียบหมด เล่นเฉพาะหลังเวที แต่ที่ชอบคือตอนที่ หลังเวทีเล่นขึ้นมาก่อน ตามด้วยวง ทีแรกเป็นทำนองขัดแย้งกัน ในส่วนหลังเวทีเล่นทำนองเฉลิมฉลอง สนุกสนาน แต่วงเล่นทำนองทึมๆ แทนความเคียดแค้นของชายที่ถูกฆ่าที่มากับขลุ่ย เล่นพร้อมกัน กระทั่งมันกลืนกันเป็นเนื้อเดียว คือทำนองสดใสของดนตรีในพระราชวังถูกกลืนเป็นทำนองโศกเศร้ามืดหม่นก่อนจะจบเรื่อง ตอนที่ปราสาทพังทลายลง ถือว่าคุ้มทีเดียวกับการออกจากบ้านในคืนวันหยุดสุดสัปดาห์ และ คุ้มค่าเงิน 20 ดอลล่า










Create Date : 15 สิงหาคม 2553
Last Update : 15 สิงหาคม 2553 15:48:05 น.
Counter : 261 Pageviews.

0 comment
1  2  

The Marriage Of Figaro
Location :
Queensland  Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ศึกษาด้านดนตรีที่ Queensland Conservatorium
มีความสนใจพิเศษด้าน ดนตรี ศิลปะ วรรณกรรม และ ประวัติศาสตร์