Group Blog
 
All blogs
 

IP Address version4 (IPv4)



IPv4 มีขนาด 32 bit ถูกแบ่งออกเป็น 4 ชุดด้วยเครื่องหมายจุด โดยแต่ละชุดมีขนาด 8 bit

Classful Addressing
เริ่มแรกเลย IPv4 มีการแบ่ง IP Address ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Network ID และ Host ID ซึ่งการแบ่งเป็น 2 ส่วนนี้ (Two-level addressing hierarchy) จะมีชื่อเรียกว่า Classful addressing
อย่างไรก็ตามการนำ IP Address แบ่งเป็น2 ส่วนนี้ ทำให้การใช้งาน IP Address ไม่มีประสิทธิภาพซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลังต่อไป

แล้ว Network ID กับ Host ID คืออะไรหล่ะ



Network ID คือ Network ID ของ IP Address จะเป็นส่วนที่ระบุว่าอุปกรณ์อยู่ในโครงข่ายใด และ Network ID จะเป็นส่วนที่ Router ใช้สำหรับหาเส้นทาง (เช่น 192.168.1 เขียนเต็มรูปแบบคือ 192.168.1.0)

Host ID คือ Host ID ของ IP Address จะเป็นส่วนที่ระบุว่าอุปกรณ์อยู่ในตำแหน่งใดของ Network (เช่น .2 เขียนเต็มรูปแบบคือ 192.168.1.2)

ยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจมากขึ้น
1.1) กรณีเราที่จดหมาย เราก็จะจ่าที่อยู่ที่หน้าซองดังนี้
18 ถ.รังสิต-องครักษ์ ธัญบุรี ปทุมธานี 12130
1.2) จดหมายจะถูกส่งไปยังที่ทำการไปรษณีย์ จากนั้นก็จะดูว่ารหัสไปรษณีย์อะไร
- ถ้าเป็นรหัสไปรษณีย์ของที่ทำการไปรษณีย์นั้น จดหมายก็จะถูกส่งต่อไปยังบ้านปลายทางเลย
- ถ้าเป็นรหัสไปรษณีย์ของที่ทำการไปรษณีย์อื่น จดหมายก็จะถูกส่งต่อไปยังที่ทำการไปรณีย์ปลายทาง จากนั้นจดหมายจึงจะถูกส่งต่อไปยังบ้านปลายทางต่อไป
2.1) กรณีเราส่ง E-mail เราก็จะทำการส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทาง เราก็จะกรอก url (จริงก็คือ IP Address) ดังนี้
192.168.1.2
2.2) ข้อมูลจะถูกส่งไปยัง Router จากนั้น Router ก็จะดูว่าเป็น Network ID อะไร
- ถ้าเป็น Network ID ของ Router นั้น ข้อมูลก็จะถูกส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทางที่อยู่ภายใน Router
- ถ้าเป็น Network ID ของ Router อื่น ข้อมูลก็จะถูกส่งต่อไปยัง Router ปลายทาง จากนั้นข้อมูลจึงจะถูกส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทางต่อไป

สรุป
1. IPv4 จะมีกลุ่มตัวเลขอยู่ 4 ชุด แต่ละชุดขั้นด้วยจุด
2. Classful Addressing จะมีรูปแบบเป็น 2 ส่วนคือ Network ID กับ Host ID
3. Network ID คือส่วนที่ระบุว่า IP Address อยู่ในโครงข่ายใด และเป็นส่วนที่ Router ไว้ใช้ค้นหาเส้นทาง
4. Host ID คือส่วนที่ระบุว่าคอมพิวเตอร์อยู่ที่ตำแหน่งใดของ Network




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2551    
Last Update : 29 สิงหาคม 2551 23:18:04 น.
Counter : 1866 Pageviews.  

Network Address Translation (NAT)

อินเทอร์เน็ตในยุคแรกๆนั้น เนื่องจากการใช้งานยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ดังนั้น IP Address ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องนั้นจะเป็น Public IP
แต่จากการใช้งานอินเทอร์เน็ทได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วนั้นทำให้จำนวน Public IP ลดลงอย่างรวดเร็ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ดูแล Public IP นี้จึงได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่อง Public IP ขาดแคลนหลายๆแนวทาง หนึ่งในแนวทางแก้ปัญหาก็คือ การออกมาตราฐานเรื่อง Private IP และ Network Address Translation (NAT)

Public IP อธิบายง่ายๆ ก็คือ IP Address ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดๆก็ตามที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็รู้จักและสามารถใช้งานได้ในโลกของอินเทอร์เน็ต
Private IP อธิบายง่ายๆ ก็คือ IP Address ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดๆก็ตามที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะไม่รู้จักและไม่สามารถใช้งานได้ในโลกของอินเทอร์เน็ต
สำหรับหัวข้อ blog นี้จะอธิบาย Public IP และ Private IP ไว้แต่เพียงเท่านี้

ปกติการใช้งานเราก็จะใช้งานบนโลกอินเทอร์เน็ต ถ้าเราใช้ Public IP ในการออกอินเทอร์เน็ตก็พอเข้าใจหล่ะว่ามันก็สามารถใช้งานได้ (ก็คำอธิบายด้านบนบอกไว้อย่างนั้น) แต่ Private IP ในเมื่อไม่สามารถใช้งานได้บนโลกอินเทอร์เน็ต แล้วถ้านำมา Private IP มาใช้งานกับคอมพิวเตอร์ แล้วคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นจะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์บนโลกอินเทอร์เน็ตได้ไหมนี่ คำตอบก็คือไม่ได้ครับ แต่ถ้าเราใช้เทคนิคที่เรียกว่า NAT มันก็สามารถที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ Private IP สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกของอินเทอร์เน็ตได้ครับ



จากรูปจะเห็นว่า Client1 ได้ติดต่อกับ web server โดยข้อมูลที่ส่งไปดังนี้
ที่ client1
src = 192.168.0.33 client1 เป็น private IP
dst = 203.111.4.77 web server เป็น public IP

ที่ web server
src = 202.333.4.33 ADSL modem เป็น public IP (จะเห็นว่า src เปลี่ยน IP Address จาก 192.168.0.33 เป็น 202.33.4.33)
dst = 203.111.4.77 web server เป็น public IP

สรุป NAT
1. NAT เป็นมาตราฐานเพื่อให้คอมพิวเตอร์ภายในโครงข่ายติดต่อกับคอมพิวเตอร์บนโลกอินเทอร์เน็ตได้
คอมพิวเตอร์ภายในโครงข่าย ==> คอมพิวเตอร์บนอินเทอร์เน็ต

2. คอมพิวเตอร์บนอินเทอร์เน็ตถ้าต้องการจะติดต่อกับคอมพิวเตอร์ภายในโครงข่ายได้ จะต้องให้คอมพิวเตอร์ภายในโครงข่ายติดต่อกับคอมพิวเตอร์บนอินเทอร์เน็ตก่อน คอมพิวเตอร์บนอินเทอร์เน็ตจึงจะสามารถติดต่อกับคอมพิวเตอร์ภายในโครงข่ายได้ เช่น bloggang website จะไม่สามารถส่งหน้า webpage มายังคอมพิวเตอร์ภายในได้ถ้าเราไม่เรียก http://www.bloggang.com

3. ถ้าต้องการให้คอมพิวเตอร์บนอินเทอร์เน็ตติดต่อกับคอมพิวเตอร์ในโครงข่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องให้คอมพิวเตอร์ภายในติดต่อก่อน จะต้องใช้เทคนิคที่เรียกว่า Network Address Prot Translation หรือ Port Forwarding
คอมพิวเตอร์ภายในโครงข่าย <== คอมพิวเตอร์บนอินเทอร์เน็ต




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2551    
Last Update : 27 สิงหาคม 2551 14:32:36 น.
Counter : 302 Pageviews.  

Seamless Rate Adaptation (SRA)

Seamless Rate Adaptation (SRA) เป็นคุณสมบัติหนึ่งของ ADSL2
รายละเอียดสามารถอ่านได้ใน website นี้ (คลิกที่นี่)

SRA เอาไว้ใช้ทำอะไร
เพื่อช่วยรักษาการเชื่อมต่อสัญญาณ ADSL ไม่ให้การเชื่อมต่อสัญญาณ ADSL นั้นหลุดง่ายเมื่อเกิดมีสัญญาณรบกวน (noise) เข้ามาที่สายเคเบิ้ล

แล้ว SRA ทำงานอย่างไรหล่ะ จึงทำให้เมื่อมี่สัญญาณรบกวน (noise)
- กรณี อุปกรณ์ CPE (เช่น ADSL modem) ไม่มี SRA Function
เมื่อมีสัญญาณรบกวน (noise) เพิ่มมากขึ้น ค่า Sync. Speed จะคงที่เสมอ ในขณะที่ค่า SNR จะลดลง ถ้าสัญญาณรบกวนเพิ่มมากขึ้นอีก จนทำให้ค่า SNR ลดลงจนกระทั่งเหลือ 0 dB หรือติดลบ จะทำให้สถานะการเชื่อมต่อ ADSL หลุด ไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ทได้ จนกว่าสัญญาณรบกวนจะน้อยลงจึงจะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ทได้
สรุป เมื่อมีสัญญาณรบกวนเพิ่มขึ้น sync. speed จะคงที่ ในขณะที่ SNR จะลดลง
- กรณี อุปกรณ์ CPE (เช่น ADSL modem) มี SRA Function
ก่อนจะอธิบายต่อ จะขออธิบายคำต่อไปนี้ก่อน
SNR for rate upshift คือ parameter ที่กำหนดว่าถ้า SNR มีค่าเกิน SNR for rate upshift อุปกรณ์ ADSL modem จะทำการเพิ่ม sync.speed จนกระทั่งค่า SNR ลงเท่ากับ target SNR ตัวอย่างนี้กำหนดค่า SNR for rate upshift = 9 dB
target SNR เป็นค่ามาตราฐานสำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ท (ค่ามาตราฐานที่กำหนดโดยผู้ให้บริการ) ตัวอย่างนี้กำหนดค่า target SNR = 6 dB
SNR for rate downshift คือ parameter ที่กำหนดว่าถ้า SNR มีค่าน้อยกว่า SNR for rate downshift อุปกรณ์ ADSL modem จะทำการลด sync.speed จนกระทั่งค่า SNR ขึ้นเท่ากับ target SNR ตัวอย่างนี้กำหนดค่า SNR for rate downshift = 3 dB

เมื่ออธิบายคำศัพท์แล้วก็จะอธิบายกรณี อุปกรณ์ CPE (เช่น ADSL modem) มี SRA Function ต่อไป
1. สมมุติค่า parameter ดังนี้ sync. speed = 2048 Kbps, SNR = 12 dB ขณะยังไม่สัญญาณรบกวนหรือมีน้อย
2. เมื่อมีสัญญาณรบกวนเพิ่มขึ้นจนทำให้ SNR ลดลงเหลือ 6 dB อุปกรณ์ ADSL modem ก็ยังไม่ดำเนินการทำอะไร เนื่องจากเรากำหนด SNR for rate downshift เท่ากับ 3 dB ดังนั้นสถานะของ ADSL modem ในขณะนี้คือ sync.speed = 2048 Kbps, SNR = 6 dB
3. เมื่อมีสัญญาณรบกวนเพิ่มขึ้นอีกจากข้อ 2. จนทำให้ SNR ลดลงเหลือ 2 dB ขณะนี้ SNR ต่ำกว่าค่า SNR for rate downshift แล้ว ดังนั้นอุปกรณ์ ADSL modem จะดำเนินการลดค่า sync.speed ลงจนกระทั่งค่า SNR ขึ้นมาเท่ากับ target SNR ดังนั้นสถานะของ ADSL modem ในขณะนี้คือ sync.speed = 1024 kbps, SNR = 6 dB
4. เมื่อมีสัญญาณรบกวนเพิ่มขึ้นอีกจากข้อ 3. จนทำให้ SNR ลดลงเหลือ 2 dB ขณะนี้ SNR ต่ำกว่าค่า SNR for rate downshift แล้ว ดังนั้นอุปกรณ์ ADSL modem จะดำเนินการลดค่า sync.speed ลงจนกระทั่งค่า SNR ขึ้นมาเท่ากับ target SNR ดังนั้นสถานะของ ADSL modem ในขณะนี้คือ sync.speed = 560 kbps, SNR = 6 dB
5. เมื่อสัญญาณรบกวนลดลง จนทำให้ SNR เพิ่มขึ้นถึง 12 dB ขณะนี้ SNR สูงกว่าค่า SNR for rate upshift แล้ว ดังนั้นอุปกรณ์ ADSL modem จะดำเนินการเพิ่มค่า sync.speed ขึ้นจนกระทั่งค่า SNR ลงมาเท่ากับ target SNR ดังนั้นสถานะของ ADSL modem ในขณะนี้คือ sync.speed = 1200 kbps, SNR = 6 dB
6. เมื่อสัญญาณรบกวนหายไปหรือน้อยลงจนเท่ากับข้อ.1 จนทำให้ค่า SNR เพิ่มถึง 15 dB ขณะนี้ SNR สูงกว่าค่า SNR for rate upshift แล้ว ดังนั้นอุปกรณ์ ADSL modem จะดำเนินการเพิ่มค่า sync.speed ขึ้นจนกระทั่งค่า SNR ลงมาเท่ากับ target SNR ดังนั้นสถานะของ ADSL modem ในขณะนี้คือ sync.speed = 2048 kbps, SNR = 6 dB

สรุป เมื่อมีสัญญาณรบกวนเพิ่มขึ้น sync. speed จะลดลง ในขณะที่ SNR จะรักษาไว้ให้เท่ากับค่า target SNR เพื่อให้การใช้งานอินเทอร์เน็ทเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยยอมให้ค่า sync.speed น้อยลง (ความหมายคือเล่นอินเทอร์เน็ทได้ช้าลง
อย่างไรก็ตาม ถ้าสัญญาณรบกวนมีมากขึ้นมากๆ จนทำให้ค่า sync.speed ลดลงมาต่ำมากๆจนไม่สามารถลดค่า sync.speed ลงมาได้อีก แต่ยังมีสัญญาณรบกวนเพิ่มขึ้นมาอีก อุปกรณ์ ADSL modem จะยอมให้ค่า SNR ลดลงต่ำกว่า target SNR จนกว่า SNR จะลงต่ำมากๆ จึงจะทำให้การเชื่อมต่อสัญญาณ ADSL หลุดได้)





 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 24 สิงหาคม 2551 15:20:57 น.
Counter : 2367 Pageviews.  

Internet Protocol Address (IP Address)

Internet Protocol Address (IP Address) คืออะไร
ในอดีต การจะติดต่อสื่อสารกันอาจจะใช้วิธีส่งจดหมาย สิ่งที่เราจะต้องรู้เป็นอันดับแรกก็คือ “ที่อยู่” จึงจะสามารถติดต่อกันได้
เช่นกัน ในโลกการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์นั้น ก็จะมี "ที่อยู่" เพื่อให้คอมพิวเตอร์แต่ละตัวสามารถส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้ ซึ่งโลกของการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์ คำว่า "ที่อยู่" ก็คือ IP Address นั่นเอง



ตารางด้านบนแสดงให้เข้าใจมากขึ้นว่า IP Address เปรียบเหมือนกับที่อยู่ที่จ่าหน้าซองจดหมายนั่นเอง

จริงๆ แล้ว "ที่อยู่" ในโลกการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์นั้น นอกจาก IP Address แล้วยังมีคำว่า Mac Address, Host Name เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกันอย่างไรในหัวข้อ blog นี้จะไม่ได้พูด

Internet Protocol Address (IP Address) คืออะไร
ถ้าอธิบายความหมายตามโลกของการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์เลยจะอธิบายได้ดังนี้

IP Address ถูกกำหนดขึ้นมาให้เป็นหมายเลขอ้างอิงประจำตัวของอุปกรณ์ต่างๆที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไม่ผูกติดกับตัวฮาร์ดแวร์

IP Address แบ่งได้เป็น 2 Version คือ
1. IP Address Version 4 (IPv4)
2. IP Address Version 6 (IPv6)

ซึ่งในอดีตถึงปัจจุบันเป็น IPv4 ส่วนอนาคตอันใกล้นี้จะเป็น IPv6

อ้างอิงจาก web นี้ครับ คลิกที่นี่

ส่วนเหตุผลทำไม IP Address ถึงได้แบ่งเป็น 2 Version จะมีหัวข้อ blog ตอนต่อๆไป สำหรับหัวข้อ blog นี้จบเท่านี้ครับ




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 11:00:44 น.
Counter : 348 Pageviews.  

Dynamic DNS overview

Dynamic DNS เป็นความรู้ต่อยอดมาจาก Domain Name System (DNS) ดังนั้นถ้ายังมีคำถามอยู่ในใจว่า DNS คืออะไรแนะนำว่าควรอ่าน DNS blog ก่อนครับ

การติดตั้ง Server สักเครื่องหนึ่งนั้น (เช่น web server) สิ่งที่เราจะขาดไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือการขอจด Domian Name ซึ่งการขอจด Domain Name นั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายๆ อย่าง ในขณะที่เราก็ไม่มีงบประมาณในการลงทุน แต่ถ้าจะให้ใครสักคนหรือหลายคนจะเข้าใช้งาน server ของเราแล้วต้องมานั่งจำ IP Address ก็ดูว่าจะไม่สะดวกและยิ่งแย่ไปกว่านั้นถ้า IP server ของเราเกิดเปลี่ยนแปลงทุกวัน เราจะต้องแจ้ง IP Address ให้กับคนที่จะใช้งาน Server ของเราทุกวันดูเป็นเรื่องที่แสนจะยากลำบากจัง ดังนั้น Dynamic DNS จะแก้ปัญหา 2 เรื่องดังกล่าวคือ
1. ให้ผู้ใช้งาน Server ของเราจดจำชื่อ Server แทนการจดจำ IP Address
2. ถ้า IP Address server ของเราเกิดเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องทราบเนื่องจากอุปกรณ์เช่น router จะส่งข้อมูล IP Address ไปปรับปรุงฐานข้อมูลใน Dynamic DNS ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

เพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้นให้ดูรูปภาพประกอบดังนี้



จากภาพจะอธิบายได้ดังนี้
1. เริ่มต้นทำการสมัครสมาชิก Dynamic DNS ก่อนเช่น http://www.dyndns.com, http://www.thaiddns.com, http://www.no-ip.com เป็นต้น ให้เรียบร้อยก่อน
2. เมื่อทำการสมัครสมาชิก Dynamic DNS เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือดำเนินการ configure dynamic DNS function ที่ router1
3. Router1 จะดำเนินการส่งข้อมูล ip address ของ router1 (58.1.1.3) ไปยัง Dynamic DNS เพื่อแจ้งว่า rangsitk4.dyndns.org คือ 58.1.1.3
4. เมื่อ PC1 ดำเนินการเรียก website: rangsitk4.dyndns.org
5. router2 เห็นว่า PC1 เรียกใช้ dyndns.org domain ทำให้ router2 ถาม Dynamic DNS ว่า rangsitk4 คือ ip address อะไร
6. เมื่อ Dynamic DNS แจ้งกลับว่า rangsitk4 คือ 58.1.1.3
7. Router2 จะส่งข้อมูลไปยัง ip address: 58.1.1.3 เพื่อเรียก webpage ขึ้นมาแสดง
8. แต่ ip address: 58.1.1.3 เป็น ip address ของ router1 ซึ่งใน router1 จะมีการทำ port forward ไปยัง web server
9. web server จะส่ง webpage ไปยัง PC1 ต่อไป
10. เมื่อ Router1 มีการเปลี่ยนแปลง ip address ทำให้ router1 จะส่งข้อมูล ip address เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลใน Dynamic DNS ต่อไป




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 1:14:27 น.
Counter : 442 Pageviews.  

1  2  

rangsitk4
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add rangsitk4's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.