Group Blog
 
All blogs
 

*** เทวดาทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ( 5 ) ***




พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค




[๑๕๐] เทวดาทูลถามว่า

ก็ข้อนี้ข้าพระองค์เข้าใจชัดอย่างนี้ (แต่) จะทูลถามข้ออื่นกะพระโคดม

ชนเหล่าใดในโลกนี้ได้ความเป็นมนุษย์แล้วรู้ถ้อยคำ

ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระสงฆ์

เป็นผู้มีความเคารพแรงกล้า วิบากของชนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร

และสัมปรายภพของเขาจะเป็นเช่นไร

ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค

ไฉนข้าพระองค์จึงจะรู้ความข้อนั้น ฯ


[๑๕๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ชนเหล่าใดในโลกนี้ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว รู้ถ้อยคำ

ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์

เป็นผู้มีความเคารพแรงกล้า ชนเหล่านี้ย่อมปรากฏในสวรรค์อันเป็นที่อุบัติ

หากถึงความเป็นมนุษย์ ย่อมเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง ได้ผ้าอาหารความร่าเริง

และความสนุกสนานโดยไม่ยาก

พึงมีอำนาจแผ่ไปในโภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหาสะสมไว้ บันเทิงใจอยู่

นั่นเป็นวิบากในภพนี้ ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ ฯ





ฆฏิกรสูตรที่ ๑๐



[๑๕๒] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า

ภิกษุ ๗ รูปผู้เข้าถึงพรหมโลกชื่อว่าอวิหา เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว

มีราคะโทสะสิ้นแล้ว ข้ามเครื่องเกาะเกี่ยวในโลกได้แล้ว ฯ


พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

ก็ภิกษุเหล่านั้นคือผู้ใดบ้าง

ผู้ข้ามเครื่องข้องเป็นบ่วงของมารที่ข้ามได้แสนยาก

ละกายของมนุษย์แล้วก้าวล่วงซึ่งทิพยโยคะ ฯ

ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า


คือท่านอุปกะ ๑ ท่านผลคัณฑะ ๑ ท่านปุกกุสาติ ๑ รวมเป็น ๓

ท่านท่านภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพหุทันตี ๑ ท่านสิงคิยะ ๑

(รวมเป็น ๗ ท่าน) ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์

ก้าวล่วงทิพยโยคะได้แล้ว ฯ


[๑๕๓] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

ท่านเป็นคนมีความฉลาด

กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมารได้แล้ว

ภิกษุเหล่านั้นตรัสรู้ธรรมของใครเล่า จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ฯ




[๑๕๔] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า

ท่านเหล่านั้น ตรัสรู้ธรรมของผู้ใดจึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้

ผู้นั้นไม่มีอื่นไปจากพระผู้มีพระภาค

และธรรมนั้นไม่มีอื่นไปจากคำสั่งสอนของพระองค์ ฯ

นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด ท่านเหล่านั้นได้รู้ธรรมนั้นในพระศาสนานี้

จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ฯ



[๑๕๕] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

ท่านกล่าววาจาลึกรู้ได้ยาก เข้าใจให้ดีได้ยาก ท่านรู้ธรรมของใคร

จึงกล่าววาจาเช่นนี้ได้ ฯ



[๑๕๖] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า

เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท

เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา ได้เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า

เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรม เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่เกี่ยวด้วยอามิส

ได้เคยเป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์

ทั้งได้เคยเป็นสหายของพระองค์ในกาลปางก่อน

ข้าพระองค์รู้จักภิกษุ ๗ รูปเหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว มีราคะและโทสะสิ้นแล้ว

ผู้ข้ามเครื่องข้องในโลกได้แล้ว ฯ



[๑๕๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


แน่ะนายช่างหม้อ ท่านกล่าวเรื่องอย่างใด

เรื่องนั้นได้เป็นจริงแล้วอย่างนั้นในกาลนั้น

เมื่อก่อนท่านเคยเป็นช่างหม้อทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท

เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า

เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรมเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เกี่ยวด้วยอามิส

ได้เป็นคนเคยร่วมบ้านกันกับเรา ทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปางก่อน ฯ



________________________________

ชราวรรคที่ ๖

ชราสูตรที่ ๑


[๑๕๘] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอยังประโยชน์ให้สำเร็จ จนกระทั่งชรา

อะไรหนอ ตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ

อะไรหนอเป็นรัตนะของคนทั้งหลาย อะไรหนอโจรลักไปได้ยาก ฯ


[๑๕๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ศีลยังประโยชน์ให้สำเร็จจนกระทั่งชรา

ศรัทธาตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ

ปัญญาเป็นรัตนะของคนทั้งหลาย บุญอันโจรลักไปได้ยาก ฯ




อชรสาสูตรที่ ๒

[๑๖๐] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอ เพราะไม่ชำรุดจึงยังประโยชน์ให้สำเร็จ

อะไรหนอดำรงมั่นแล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

อะไรหนอเป็นรัตนะของชนทั้งหลาย

อะไรหนอบุคคลพึงนำให้พ้นจากพวกโจรได้ ฯ


[๑๖๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ศีล เพราะไม่ชำรุดจึงยังประโยชน์ให้สำเร็จ

ศรัทธา ดำรงมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ ปัญญา

เป็นรัตนะของคนทั้งหลายบุญ อันบุคคลพึงนำไปให้พ้นจากพวกโจรได้ ฯ



มิตตสูตรที่ ๓

[๑๖๒] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอเป็นมิตรของคนเดินทาง อะไรหนอเป็นมิตรในเรือนของตน

อะไรเป็นมิตรของคนมีธุระเกิดขึ้น อะไรหนอเป็นมิตรติดตามไปถึงภพหน้า ฯ


[๑๖๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

พวกเกวียน พวกโคต่างเป็นมิตรของคนเดินทาง

มารดาเป็นมิตรในเรือนของตน

สหายเป็นมิตรของคนผู้มีธุระเกิดขึ้นเนืองๆ

บุญที่ตนทำเองเป็นมิตรติดตามไปถึงภพหน้า ฯ




วัตถุสูตรที่ ๔


[๑๖๔] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย

อะไรหนอเป็นสหายอย่างยิ่งในโลกนี้

เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน อาศัยอะไรหนอเลี้ยงชีพ ฯ


[๑๖๕] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุตรเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย ภรรยาเป็นสหายอย่างยิ่ง

เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน อาศัยฝนเลี้ยงชีพอยู่ ฯ




ปฐมชนสูตรที่ ๕


[๑๖๖] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอของเขาย่อมวิ่งพล่าน

อะไรหนอเวียนว่ายไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นภัยใหญ่ของเขา ฯ


[๑๖๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน

สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสารทุกข์เป็นภัยใหญ่ของเขา ฯ




ทุติยชนสูตรที่ ๖


[๑๖๘] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอของเขาย่อมวิ่งพล่าน

อะไรหนอเวียนว่ายไปยังสงสาร สัตว์ย่อมไม่หลุดพ้นจากอะไร ฯ


[๑๖๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน

สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสารสัตว์ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ฯ





ตติยชนสูตรที่ ๗


[๑๗๐] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอของเขาย่อมวิ่งพล่าน

อะไรหนอเวียนว่ายไปยังสงสาร

อะไรหนอเป็นที่พำนักของสัตว์นั้น ฯ


[๑๗๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน

สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร กรรมเป็นที่พำนักของสัตว์นั้น ฯ





อุปปถสูตรที่ ๘


[๑๗๒] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด

อะไรหนอสิ้นไปตามคืนและวัน

อะไรหนอเป็นมลทินของพรหมจรรย์

อะไรหนอมิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ฯ


[๑๗๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ราคะบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด วัยสิ้นไปตามคืนและวัน

หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ย่อมติดอยู่ในหญิงนี้

ตบะและพรหมจรรย์นั้น มิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ฯ





ทุติยสูตรที่ ๙

[๑๗๔] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอเป็นเพื่อนของคน อะไรหนอย่อมปกครองคนนั้น

และสัตว์ยินดีในอะไรจึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ฯ


[๑๗๕] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ศรัทธาเป็นเพื่อนของคน ปัญญาย่อมปกครองคนนั้น

สัตว์ยินดีในพระนิพพานจึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ฯ





กวิสูตรที่ ๑๐


[๑๗๖] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอเป็นต้นเหตุของคาถา อะไรหนอเป็นเครื่องปรากฏ

(พยัญชนะ)ของคาถาเหล่านั้น คาถาอาศัยอะไรหนอ

อะไรหนอเป็นที่อาศัยของคาถา ฯ


[๑๗๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า


ฉันท์เป็นต้นเหตุของคาถา อักขระเป็นเครื่องปรากฏ

(พยัญชนะ) ของคาถา คาถาอาศัยแล้วซึ่งชื่อ กวีเป็นที่อาศัยของคาถา ฯ


จบ ชราวรรค ที่ ๖
______________________





 

Create Date : 08 เมษายน 2556    
Last Update : 8 เมษายน 2556 10:13:15 น.
Counter : 412 Pageviews.  

*** เทวดาทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ( 4 ) ***




พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค


กินททสูตรที่ ๒

[๑๓๗] เทวดาทูลถามว่า

บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้วรรณะ

ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้จักษุ

และบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพระองค์ทูลถามพระองค์

ขอพระองค์ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ฯ


[๑๓๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ

ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุ

และผู้ที่ให้ที่พักพาอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง

ส่วนผู้ที่พร่ำสอนธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรม ฯ


อันนสูตรที่ ๓


[๑๓๙] เทวดากราบทูลว่า

เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่างก็พอใจอาหารด้วยกันทั้งนั้น

เออก็ผู้ที่ไม่พอใจอาหารชื่อว่ายักษ์โดยแท้ ฯ


[๑๔๐] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ชนเหล่าใดมีใจผ่องใสแล้ว ให้อาหารนั้นด้วยศรัทธา

อาหารนั้นแลย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

เพราะเหตุนั้นบุคคลพึงนำความตระหนี่ให้ปราศจากไป

พึงข่มความ ตระหนี่ซึ่งเป็นตัวมลทินเสียให้ทาน

เพราะบุญทั้งหลายเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า ฯ


เอกมูลสูตรที่ ๔

[๑๔๑] เทวดากราบทูลว่า


บาดาล มีรากอันเดียว มีความวนสอง มีมลทินสาม มีเครื่องลาดห้า

เป็นทะเล หมุนไปได้สิบสองด้าน ฤาษีข้ามพ้นแล้ว ฯ

อโนมิยสูตรที่ ๕


[๑๔๒] เทวดากราบทูลว่า

ท่านทั้งหลายเชิญดูพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระนามไม่ทราม

ผู้ทรงเห็นประโยชน์อันละเอียด ผู้ให้ซึ่งปัญญาไม่ทรงข้องอยู่ในอาลัยคือกาม

ตรัสรู้ธรรมทุกอย่าง มีพระปรีชาดี ทรงก้าวไปในทางอันประเสริฐ

ผู้ทรงแสวงคุณอันใหญ่ ฯ


อัจฉราสูตรที่ ๖


[๑๔๓] เทวดาทูลถามว่า

ป่าชัฏชื่อโมหนะ อันหมู่นางอัปสรประโคมแล้ว

อันหมู่ปีศาจสิงอยู่แล้วทำไฉนจึงจะหนีไปได้ ฯ


[๑๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ทางนั้นชื่อว่าเป็นทางตรง ทิศนั้นชื่อว่าไม่มีภัย รถชื่อว่าไม่มีเสียงดัง

ประกอบด้วยล้อคือธรรม หิริเป็นฝาของรถนั้นสติเป็นเกราะกั้นของรถนั้น

เรากล่าวธรรมมีสัมมาทิฏฐินำหน้าว่าเป็นสารถี

ยานชนิดนี้มีอยู่แก่ผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม

เขา (ย่อมไป) ในสำนักพระนิพพานด้วยยานนี้แหละ ฯ


วนโรปสูตรที่ ๗

[๑๔๕] เทวดาทูลถามว่า

ชนพวกไหนมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ


[๑๔๖] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ดอกไม้ผล)

ปลูกหมู่ไม้(ใช้ร่มเงา)สร้างสะพาน

และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทานและบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย

ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ

เชตวนสูตรที่ ๘



[๑๔๗] เทวดากราบทูลว่า


ก็พระเชตวันมหาวิหารนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณอยู่อาศัยแล้ว

อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาประทับอยู่แล้ว

เป็นแหล่งที่เกิดปีติของข้าพระองค์

การงาน ๑ วิชา ๑ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิตอย่างสูง ๑

สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยคุณธรรม ๕ นี้

หาบริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือด้วยทรัพย์ไม่ ฯเพราะเหตุนั้นแหละ คนผู้ฉลาด

เมื่อเห็นประโยชน์ของตนควรเลือกเฟ้นธรรมโดยอุบายอันแยบคาย

เพราะเมื่อเลือกเฟ้นเช่นนี้ ย่อมหมดจดได้ในธรรมเหล่านั้น ฯ

พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น (เป็นผู้ประเสริฐ) ด้วยปัญญา ศีล และความสงบ

ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตรนั้นเป็นเยี่ยม ฯ


มัจฉริสูตรที่ ๙


[๑๔๘] เทวดาทูลถามว่า


คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น

ดีแต่ว่าเขาทำการกีดขวางคนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่ ฯ

วิบากของคนพวกนั้นจะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพของเขาจะเป็นเช่นไร ฯ

ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค ไฉนข้าพระองค์จึง จะรู้ความ ข้อนั้น ฯ


[๑๔๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น

ดีแต่ว่าเขาทำการกีดขวางคนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่ ฯ

คนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก

ถ้าหากถึงความเป็นมนุษย์ ก็เกิดในสกุลคนยากจน ซึ่งจะหาท่อนผ้า

อาหารความร่าเริงและความสนุกสนานได้โดยยาก ฯ

คนพาลเหล่านั้นต้องประสงค์สิ่งใดแต่ผู้อื่น

เขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้นสมความปรารถนา นั่นเป็นผลในภพนี้

และภพหน้าก็ยังเป็นทุคติอีกด้วย ฯ






 

Create Date : 06 เมษายน 2556    
Last Update : 6 เมษายน 2556 14:15:29 น.
Counter : 590 Pageviews.  

*** เทวดาทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ( 3 ) ***




สรสูตรที่ ๗


[๗๐] เทวดาทูลถามว่า

สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่ไหน

วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่ไหน

นามก็ดี รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่ไหน ฯ



[๗๑] พระผู้มีพระภาคตอบว่า

น้ำ ดิน ไฟ ลม ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใด

สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่นี้

วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่นี้

นามก็ดีรูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่นี้ ฯ



มหัทธนสูตรที่ ๘


[๗๒] เทวดาทูลกล่าวว่า

กษัตริย์ทั้งหลายมีทรัพย์มาก มีสมบัติมาก ทั้งมีแว่นแคว้น

ไม่รู้จักพอในกามทั้งหลาย ย่อมขันแข่งซึ่งกันและกัน

เมื่อกษัตริย์ทั้งหลายนั้นมัวขวนขวาย ลอยไปตามกระแสแห่งภพ

บุคคลพวกไหนไม่มีความขวนขวาย

ละความโกรธและความทะเยอทะยานเสียแล้วในโลก ฯ


[๗๓] พระผู้มีพระภาคกล่าวว่า

บุคคลทั้งหลาย ละเรือน ละบุตร ละปศุสัตว์ที่รักบวชแล้ว

กำจัดราคะโทสะ และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว

เป็นผู้ไกลจากกิเลสบุคคลพวกนั้นเป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลก ฯ



จตุจักกสูตรที่ ๙


[๗๔] เทวดาทูลถามว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก สรีระมีจักร ๔ มีทวาร ๙

เต็มด้วยของไม่สะอาด ประกอบด้วยโลภะ ย่อมเป็นดังว่าเปือกตม

ความออกไป (จากทุกข์) ได้ จักมีได้อย่างไร ฯ


[๗๕] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดด้วยความปรารถนา

และความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมีอวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้

ความออกไป (จากทุกข์)จึงจักมีได้ ฯ



เอณิชังคสูตรที่ ๑๐


[๗๖] เทวดาทูลว่า

พวกข้าพระองค์เข้ามาเฝ้าแล้ว ขอทูลถามพระองค์ผู้มีความเพียร

ซูบผอม มีแข้งดังเนื้อทราย มีอาหารน้อย ไม่มีความโลภ

เป็นเหมือนราชสีห์และช้างเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีห่วงใยในกามทั้งหลาย

บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร ฯ


[๗๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า


กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิตประกาศแล้วในโลก

บุคคลเลิกความพอใจในนามรูปนี้ได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ได้อย่างนี้ ฯ


จบสัตติวรรคที่ ๓
_____________________



[๑๐๓] เทวดาตนหนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


กามทั้งหลายในหมู่มนุษย์ที่เป็นของเที่ยงย่อมไม่มี

บุรุษผู้เกี่ยวข้องแล้วผู้ประมาทแล้วในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ทั้งหลาย

อันมีอยู่ในหมู่มนุษย์นี้ ไม่มาถึงนิพพาน

เป็นที่ไม่กลับมาแต่วัฏฏะเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ

เบญจขันธ์เกิดแต่ฉันทะทุกข์ก็เกิดแต่ฉันทะ เพราะกำจัดฉันทะเสีย

จึงกำจัดเบญจขันธ์ได้ เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ จึงกำจัดทุกข์ได้

อารมณ์อันงามทั้งหลายในโลกไม่เป็นกาม

ความกำหนัดที่พร้อมไปด้วยความดำริเป็นกามของบุรุษ

อารมณ์อันงามทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในโลกอย่างนั้นนั่นแหละ

บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายย่อมกำจัดฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดยแท้

บุคคลพึงละความโกรธเสีย พึงทิ้งมานะเสีย พึงล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย

ทุกข์ทั้งหลาย ย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น ผู้ไม่เกี่ยวข้องในนามรูป

ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว

ไม่ติดมานะแล้ว ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้เสียแล้ว

พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ในสวรรค์ทั้งหลายก็ดี

ในสถานเป็นที่อาศัยแห่งสัตว์ทั้งปวงก็ดีเที่ยวค้นหา ก็ไม่พบขีณาสวภิกษุนั้น

ผู้มีเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีตัณหา ฯ


[๑๐๔] (ท่านพระโมฆราชกล่าว)

ก็หากว่า พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี

ไม่ได้เห็นพระขีณาสพนั้น ผู้อุดมกว่านรชน

ผู้ประพฤติประโยชน์เพื่อพวกนรชน ผู้พ้นแล้วอย่างนั้น

เทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้พระขีณาสพนั้น

เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ ฯ



[๑๐๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุ แม้พวกเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ

พวกเทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้ขีณาสวภิกษุนั้น

ผู้พ้นแล้วอย่างนั้น ดูกรภิกษุ แม้พวกเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นรู้ธรรมแล้ว

ละวิจิกิจฉาแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้ล่วงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องข้อง ฯ


อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕


[๑๐๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ครั้งนั้น เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษ

มากด้วยกัน มีวรรณงาม ยังพระ วิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไป

เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วจึงได้ลอย อยู่ในอากาศ ฯ


[๑๐๗] เทวดาตนหนึ่ง ครั้นลอยอยู่ในอากาศแล้ว

ได้กล่าวคาถานี้ใน สำนักพระผู้มีพระภาคว่า

บุคคลใดประกาศตนอันมีอยู่โดยอาการอย่างอื่น ให้เขารู้โดยอาการอย่างอื่น

บุคคลนั้นลวงปัจจัยเขากินด้วยความเป็นขโมย เหมือนความลวงกินแห่งพรานนก

ก็บุคคลทำกรรมใดควรพูดถึงกรรมนั้น ไม่ทำกรรมใด

ก็ไม่ควรพูดถึงกรรมนั้นบัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้จักบุคคลนั้น

ผู้ไม่ทำ มัวแต่พูดอยู่ ฯ


[๑๐๘] พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาทั้งหลายนี้ว่า


ใครๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้ด้วยเหตุสักว่าพูด หรือฟังส่วนเดียว

บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้มีฌาน ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร

ด้วยปฏิปทาอันมั่นคงนี้บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย

ทราบความเป็นไปของโลกแล้วรู้แล้ว เป็นผู้ดับกิเลส

ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกี่ยวข้องในโลกแล้วย่อมไม่พูดโดยแท้ ฯ


[๑๐๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน

หมอบลงใกล้พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคแล้ว

ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ

โทษของพวกข้าพเจ้าล่วงไปแล้ว พวกข้าพเจ้าเหล่าใด เป็นพาลอย่างไร

เป็นผู้หลงแล้วอย่างไรเป็นผู้ไม่ฉลาดอย่างไร

ได้สำคัญ แล้วว่าพระผู้มีพระภาคอันพวกเราพึงรุกราน

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ

ขอพระผู้มีพระภาคโปรดอดโทษของพวกข้าพเจ้านั้น เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป ฯ


ในลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงยิ้มแย้ม ฯ


[๑๑๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาเหล่านั้นผู้เพ่งโทษโดยประมาณยิ่ง

กลับ ขึ้นไปบนอากาศ เทวดาตนหนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


เมื่อเราแสดงโทษอยู่ ถ้าบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายในมีความเคืองหนัก

ย่อมไม่อดโทษให้ บุคคลนั้นย่อมสอดสวมเวร หากว่าในโลกนี้

โทษก็ไม่มี ความผิดก็ไม่มี เวรทั้งหลายก็ไม่สงบ ในโลกนี้ใครพึงเป็นคนฉลาด

เพราะเหตุไร โทษทั้งหลายของใครก็ไม่มี

ความผิดของใครก็ไม่มีใครไม่ถึงแล้วซึ่งความหลงใหล ในโลกนี้

ใครย่อมเป็นผู้มีปัญญาเป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง ฯ



[๑๑๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


โทษทั้งหลายก็ไม่มี ความผิดก็ไม่มีแก่พระตถาคตนั้น ผู้ตรัสรู้แล้ว

ผู้เอ็นดูแก่สัตว์ทั้งปวง พระตถาคตนั้นไม่ถึงแล้วซึ่งความหลงใหล

พระตถาคตนั้นย่อมเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง

เมื่อพวกท่านแสดงโทษอยู่ หากบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายใน

มีความเคืองหนัก ย่อมไม่อดโทษให้ บุคคลนั้นย่อมสอดสวมเวร

เราไม่ชอบเวรนั้น เราย่อมอดโทษแก่ท่านทั้งหลาย ฯ




 

Create Date : 05 เมษายน 2556    
Last Update : 5 เมษายน 2556 12:54:27 น.
Counter : 405 Pageviews.  

*** เทวดาทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ( 2 ) ***




พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค



นันทิสูตรที่ ๒


[๒๖] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตรทั้งหลาย

คนมีโค ย่อมยินดี เพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น

เพราะอุปธิเป็นความดีของ คน บุคคลใดไม่มีอุปธิ

บุคคลนั้นไม่มียินดีเลย ฯ



[๒๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

บุคคลมีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตรทั้งหลาย

บุคคลมีโคย่อมเศร้าโศกเพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น

เพราะอุปธิเป็นความเศร้าโศกของคน

บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่เศร้าโศกเลย ฯ



นัตถิปุตตสมสูตรที่ ๓


[๒๘] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ความรักเสมอด้วยความรักบุตรไม่มี

ทรัพย์เสมอด้วยโคย่อมไม่มี

แสงสว่างเสมอด้วยดวงอาทิตย์ย่อมไม่มี

สระทั้งหลายมีทะเลเป็นอย่างยิ่ง ฯ


[๒๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


ความรักเสมอด้วยความรักตนไม่มี

ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่มี

แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี

ฝนต่างหากเป็นสระยอดเยี่ยม ฯ



ขัตติยสูตรที่ ๔


[๓๐] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า



กษัตริย์ประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า

โคประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๔ เท้า

ภรรยาที่เป็นนางกุมารีประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย

บุตรใดเป็นผู้เกิดก่อน บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย ฯ


[๓๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า

สัตว์อาชาไนยประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๔ เท้า

ภรรยาที่ปรนนิบัติดี ประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย

บุตรใดเป็นผู้เชื่อฟัง บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย ฯ




สกมานสูตรที่ ๕


[๓๒] เทวดากล่าวว่า


เมื่อนกทั้งหลายพักร้อน ในเวลาตะวันเที่ยง ป่าใหญ่

ประหนึ่งว่าครวญคราง ความครวญครางของป่านั้น

เป็นภัยปรากฏแก่ข้าพเจ้า ฯ


[๓๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


เมื่อนกทั้งหลายพักร้อน ในเวลาตะวันเที่ยง ป่าใหญ่

ประหนึ่งว่าครวญคราง นั้นเป็นความยินดีปรากฏแก่เรา ฯ


นิททาตันทิสูตรที่ ๖


[๓๔] เทวดากล่าวว่า

อริยมรรคไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ เพราะความหลับ

ความเกียจคร้าน ความบิดกาย ความไม่ยินดี

และความมึนเมาเพราะภัต ฯ


[๓๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


เพราะขับไล่ความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดกายความไม่ยินดี

และความมึนเมาเพราะภัต ด้วยความเพียรอริยมรรคย่อมบริสุทธิ์ได้ ฯ


ทุกกรสูตรที่ ๗


[๓๖] เทวดากล่าวว่า


ธรรมของสมณะ คนไม่ฉลาด ทำได้ยาก ทนได้ยาก

เพราะธรรมของสมณะนั้นมีความลำบากมาก เป็นที่ติดขัดของ คนพาล ฯ



[๓๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

คนพาล ประพฤติธรรมของสมณะสิ้นวันเท่าใด หากไม่ห้ามจิต

เขาตกอยู่ในอำนาจของความดำริทั้งหลาย พึงติดขัดอยู่ทุกๆ อารมณ์

ภิกษุยั้งวิตกในใจไว้ได้ เหมือนเต่าหดอวัยวะทั้งหลายไว้ในกระดองของตน

อันตัณหานิสัยและ ทิฐินิสัยไม่พัวพันแล้ว ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น

ปรินิพพาน แล้ว ไม่พึงติเตียนใคร ฯ



หิริสูตรที่ ๘

เทวดากล่าวว่า

[๓๘] บุรุษที่เกียดกันอกุศลธรรมด้วยหิริ ได้มีอยู่น้อยคนในโลก

ภิกษุใดบรรเทาความหลับเหมือนม้าดีหลบแซ่ ภิกษุนั้นมีอยู่น้อยรูปในโลก ฯ



พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


[๓๙] ขีณาสวภิกษุพวกใด เป็นผู้เกียดกันอกุศลธรรมด้วยหิริ

มีสติประพฤติอยู่ในกาลทั้งปวง ขีณาสวภิกษุพวกนั้นมีน้อย

ขีณาสวภิกษุทั้งหลายบรรลุนิพพานเป็นส่วนสุดแห่งทุกข์แล้ว

เมื่อสัตตนิกายประพฤติไม่เรียบร้อย ย่อมประพฤติเรียบร้อย ฯ



กุฏิกาสูตรที่ ๙


[๔๐] เทวดากล่าวว่า


กระท่อมของท่านไม่มีหรือ รังของท่านไม่มีหรือ

เครื่องสืบต่อของท่านไม่มีหรือ ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกหรือ ฯ



[๔๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


แน่ละ กระท่อมของเราไม่มี แน่ละ รังของเราไม่มี

แน่ละเครื่องสืบต่อของเราไม่มี

แน่ละ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก ฯ


[๔๒] เทวดากล่าวว่า

ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่า อะไรเป็นกระท่อม

ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่าอะไรเป็นรัง

ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่าอะไรเป็นเครื่องสืบต่อ

ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่าอะไรเป็นเครื่องผูก ฯ


[๔๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ท่านกล่าวมารดาว่าเป็นกระท่อม

ท่านกล่าวภรรยาว่าเป็นรัง ท่านกล่าวบุตรว่าเป็นเครื่องสืบต่อ

ท่านกล่าวตัณหาว่าเป็น เครื่องผูกแก่เรา ฯ



เทวดาฟังพระดำรัสแล้วชื่นชมอนุโมทนา


ดีจริง กระท่อมของท่านไม่มี ดีจริง รังของท่านไม่มี ดีจริง

เครื่องสืบต่อของท่านไม่มี ดีจริง ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก ฯ


***************************************************


สัตติวรรคที่ ๓

สัตติสูตรที่ ๑

[๕๖] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่อละกามราคะ

เหมือนบุรุษที่ถูกประหารด้วยหอกมุ่งถอนเสีย

และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ มุ่งดับไฟ ฉะนั้น ฯ



[๕๗] พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาว่า


ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่ออันละสักกายทิฏฐิ

เหมือนบุรุษถูกประหารด้วยหอก

และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ ฯ



ผุสติสูตรที่ ๒


[๕๘] เทวดาทูลว่า

วิบากย่อมไม่ถูกบุคคลผู้ไม่ถูกกรรม

วิบากพึงถูก บุคคลผู้ถูกกรรมโดยแท้ เพราะฉะนั้น

วิบากย่อมถูกบุคคลผู้ถูกกรรม ผู้ประทุษร้าย

นรชนผู้ไม่ประทุษร้าย ฯ


[๕๙] พระพุทธเจ้าตรัสว่า

บุคคลใดย่อมประทุษร้ายแก่นรชน

ผู้ไม่ประทุษร้ายเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส

บาปย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้น ผู้เป็นพาลแท้ ประดุจธุลี

อันละเอียดที่ซัดไปทวนลม ฉะนั้น ฯ



ชฏาสูตรที่ ๓


[๖๐] เทวดากราบทูลว่า

หมู่สัตว์รกทั้งภายใน รกทั้งภายนอก

ถูกรกชัฏหุ้มห่อแล้ว ข้าแต่พระโคดม เพราะฉะนั้น

ข้าพระองค์ขอถามพระองค์ว่า ใครพึงถางรกชัฏนี้ได้ ฯ




[๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

นรชนผู้มีปัญญา ตั้งมั่นแล้วในศีล

อบรมจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ เป็นผู้มีความเพียร

มีปัญญารักษาตนรอดภิกษุนั้นพึงถางรกชัฏนี้ได้ ราคะก็ดี โทสะก็ดี

อวิชชาก็ดีบุคคลทั้งหลายใด กำจัดเสียแล้ว

บุคคลทั้งหลายนั้น เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส

ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งอันบุคคลทั้งหลายนั้นสางเสียแล้ว

นามก็ดี รูปก็ดีปฏิฆสัญญาและรูปสัญญาก็ดี

ย่อมดับหมดในที่ใด ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งนั้น ย่อมขาดไปในที่นั้น ฯ



มโนนิวารณสูตรที่ ๔


[๖๒] เทวดากราบทูลว่า

บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์ใดๆ

ทุกข์ย่อมไม่มาถึงบุคคลนั้นเพราะอารมณ์นั้นๆ

บุคคลนั้นพึงห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง

บุคคลนั้นย่อมพ้นจากทุกข์เพราะอารมณ์ทั้งปวง ฯ


[๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า


บุคคลไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง

ที่เป็นเหตุให้ใจมาถึงความสำรวม

บาปย่อมเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใดๆ บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์นั้นๆ ฯ


อรหันตสูตรที่ ๕


[๖๔] เทวดากราบทูลว่า


ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว

มีอาสวะสิ้นแล้วเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด

ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง

บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ฯ


[๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า


ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว

มีอาสวะสิ้นแล้วเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด

ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง

บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด

ทราบคำพูดในโลกพึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน ฯ



[๖๖] เทวดากราบทูลว่า


ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว

เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด

ภิกษุนั้นยังติดมานะหรือหนอ จึงกล่าวว่าเราพูดดังนี้บ้าง

บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา ดังนี้บ้าง ฯ


[๖๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มีแก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้ว

มานะและคันถะทั้งปวง อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว

ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดีล่วงเสียแล้วซึ่งความสำคัญ

ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง

ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน ฯ


ปัชโชตสูตรที่ ๖


[๖๘] เทวดาทูลถามว่า


โลกย่อมรุ่งเรืองเพราะแสงสว่างทั้งหลายใด

แสงสว่างทั้งหลายนั้นย่อมมีอยู่เท่าไรในโลก

ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระภาค

ไฉนจะรู้จักแสงสว่างที่ทูลถามนั้น ฯ



[๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

แสงสว่างทั้งหลายมีอยู่ ๔ อย่างในโลก

แสงสว่างที่๕ มิได้มีในโลกนี้ ดวงอาทิตย์สว่างในกลางวัน

ดวงจันทร์สว่างในกลางคืน อนึ่งไฟย่อมรุ่งเรืองในกลางวันและกลางคืน

ทุกหนแห่ง พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้งหลาย

แสงสว่างของพระสัมพุทธเจ้า เป็นแสงสว่างอย่างเยี่ยม ฯ







 

Create Date : 04 เมษายน 2556    
Last Update : 4 เมษายน 2556 9:51:16 น.
Counter : 419 Pageviews.  

*** เทวดาทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ( 1 ) ***




พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

อุปเนยยสูตรที่ ๓


[๗] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้กล่าวคาถา นี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ชีวิตคืออายุมีประมาณน้อย

ถูกต้อนเข้าไปเรื่อยเมื่อบุคคลถูก ชราต้อนเข้าไปแล้ว

ย่อมไม่มีผู้ป้องกัน บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ

พึงทำบุญทั้งหลายที่นำความสุขมาให้ ฯ


[๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ชีวิตคืออายุมีประมาณน้อย ถูกต้อนเข้าไปเรื่อย

เมื่อบุคคลถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีผู้ป้องกัน

บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ พึงละอามิสในโลกเสีย มุ่งสันติเถิด ฯ


อัจเจนติสูตรที่ ๔


[๙] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


กาลทั้งหลายย่อมล่วงไป ราตรีทั้งหลายย่อมผ่านไป

ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ

พึงทำบุญทั้งหลายที่นำความสุขมาให้ ฯ



[๑๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

กาลทั้งหลายย่อมล่วงไป ราตรีทั้งหลายย่อมผ่านไป

ชั้น แห่งวัยย่อมละลำดับไป บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ

พึงละอามิสในโลกเสีย มุ่งสันติเถิด ฯ


กติฉินทิสูตรที่ ๕


[๑๑] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถานี้ว่า

บุคคลควรตัดเท่าไร ควรละเท่าไร ควรบำเพ็ญคุณอันยิ่งเท่าไร

ภิกษุล่วงธรรมเครื่องข้องเท่าไร พระองค์จึงตรัสว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว ฯ


[๑๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

บุคคลควรตัดสังโยชน์เป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่าง

ควรละสังโยชน์เป็นส่วนเบื้องบน ๕ อย่าง

ควรบำเพ็ญอินทรีย์อันยิ่ง ๕ อย่าง

ภิกษุล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ อย่าง

เรากล่าวว่า เป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว ฯ


ชาครสูตรที่ ๖

[๑๓] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


เมื่อธรรมทั้งหลายตื่นอยู่ ธรรมประเภทไหนนับว่าหลับ

เมื่อ ธรรมทั้งหลายหลับ ธรรมประเภทไหนนับว่าตื่น

บุคคลหมักหมมธุลีเพราะธรรมประเภทไหน

บุคคลบริสุทธิ์เพราะธรรม ประเภทไหน ฯ


[๑๔] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

เมื่ออินทรีย์ ๕ อย่าง ตื่นอยู่

นิวรณ์ ๕ อย่างนับว่าหลับ

เมื่อนิวรณ์ ๕ อย่างหลับ

อินทรีย์ ๕ อย่าง นับว่าตื่น

บุคคลหมักหมมธุลีเพราะนิวรณ์ ๕ อย่าง

บุคคลบริสุทธิ์เพราะอินทรีย์๕ อย่าง ฯ


อัปปฏิวิทิตสูตรที่ ๗


[๑๕] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


ธรรมทั้งหลายอันชนพวกใดยังไม่แทงตลอดแล้ว

ชนพวกนั้นย่อมถูกจูงไปในวาทะของชนพวกอื่น

ชนพวกนั้นชื่อว่ายังหลับ ไม่ตื่น (กาลนี้)เป็นกาลสมควร

เพื่อจะตื่นของชนพวกนั้น ฯ



[๑๖] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า


ธรรมทั้งหลาย อันชนพวกใดแทงตลอดดีแล้ว

ชนพวกนั้น ย่อมไม่ถูกจูงไปในวาทะของชนพวกอื่น

บุคคลผู้รู้ดีทั้งหลาย รู้ทั่วถึงโดยชอบแล้ว


ย่อมประพฤติเสมอในหมู่สัตว์ผู้ประพฤติไม่เสมอ ฯ



สุสัมมุฏฐสูตรที่ ๘


[๑๗] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ธรรมทั้งหลายอันชนพวกใดลืมเลือนแล้ว

ชนพวกนั้น ย่อมถูกจูงไปในวาทะของชนพวกอื่น

ชนพวกนั้นชื่อว่ายังหลับไม่ตื่น(กาลนี้)

เป็นกาลควรเพื่อจะตื่นของชนพวกนั้น ฯ


[๑๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ธรรมทั้งหลาย อันชนพวกใดไม่ลืมเลือนแล้ว

ชนพวกนั้นย่อมไม่ถูกจูงไปในวาทะของชนพวกอื่น

บุคคลผู้รู้ดีทั้งหลายรู้ทั่วถึงโดยชอบแล้ว

ย่อมประพฤติเสมอในหมู่สัตว์ผู้ประพฤติไม่เสมอ ฯ


มานกามสูตรที่ ๙


[๑๙] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


ทมะย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ปรารถนามานะ

ความรู้ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่มีจิตไม่ตั้งมั่น

บุคคลผู้เดียว เมื่ออยู่ในป่าประมาทแล้ว ไม่พึงข้ามพ้นฝั่ง

แห่งเตภูมิกวัฏอันเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้ ฯ


[๒๐] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว

มีจิตดี พ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว

เป็นผู้เดียว เมื่ออยู่ในป่า

ไม่ประมาทแล้วบุคคลนั้นพึงข้ามฝั่งแห่งเตภูมิกวัฏเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้ ฯ



อรัญญสูตรที่ ๑๐


[๒๑] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล

ได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า


วรรณของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในป่า ฉันภัตอยู่หนเดียว

เป็น สัตบุรุษผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ ย่อมผ่องใสด้วยเหตุอะไร ฯ




[๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ภิกษุทั้งหลายไม่เศร้าโศกถึงปัจจัยที่ล่วงแล้ว

ไม่ปรารถนาปัจจัยที่ยังมาไม่ถึง เลี้ยงตนด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

วรรณ (ของภิกษุทั้งหลายนั้น) ย่อมผ่องใส

ด้วยเหตุนั้นเพราะความปรารถนาถึงปัจจัยที่ยังไม่มาถึง

และความโศกถึงปัจจัยที่ล่วงแล้ว

พวกพาลภิกษุจึงซูบซีด เหมือนต้นอ้อสดที่ถูกถอนเสียแล้ว ฉะนั้น

จบ นฬวรรค ที่ ๑
________________






 

Create Date : 02 เมษายน 2556    
Last Update : 2 เมษายน 2556 11:26:46 น.
Counter : 412 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

รักดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




นามแฝง ชื่อ รักดี

ชอบดอกไม้ รักหมา

ไม่รังเกียจแมว

ไม่อาลัยในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

อยู่กับปัจจุบัน

และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ไม่กังวลหรือเป็นทุกข์

กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง












Friends' blogs
[Add รักดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.