Group Blog
 
All blogs
 
*** บุคคล ๗ จำพวก *** ( 2 )




พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๓

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์



บุคคล ๗ จำพวก


[๒๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกเหล่านี้


มีปรากฏอยู่ในโลก ๗ จำพวกเป็นไฉน


คือ อุภโตภาควิมุตบุคคล ๑

ปัญญาวิมุตบุคคล ๑

กายสักขีบุคคล ๑

ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑

สัทธาวิมุตบุคคล ๑

ธัมมานุสารีบุคคล ๑

สัทธานุสารีบุคคล ๑.




[๒๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย


ก็ สัทธาวิมุตบุคคลเป็นไฉน


ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด

คืออรูปสมบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่

แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น (อริยสัจ) ด้วยปัญญา

อนึ่ง ความเชื่อในพระตถาคตของผู้นั้นตั้งมั่นแล้ว

มีรากหยั่งลงมั่นแล้ว

บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธาวิมุตบุคคล


ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เรากล่าวว่ากิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า

ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่

พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า

ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ

ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้จึงกล่าวว่า

กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.



[๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ก็ ธัมมานุสารีบุคคล เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้

ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่

แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น (อริยสัจ) ด้วยปัญญา

อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว

ย่อมควรซึ่งความพินิจ โดยประมาณ ด้วยปัญญาของผู้นั้น

อีกประการหนึ่งธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์

สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น

บุคคลนี้เรากล่าวว่า ธัมมานุสารีบุคคล.


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท

ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนี้เพราะเหตุไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาท

ของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร

ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์

อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต

โดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่

ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.



[๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย


ก็ สัทธานุสารีบุคคล เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด

คือ อรูปสมาบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่

แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น (อริยสัจ) ด้วยปัญญา

อนึ่ง ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อ ความรักในพระตถาคต

อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์สตินทรีย์ สมาธินทรีย์

ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น


บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธานุสารีบุคคล.


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท

ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า

ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร

ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า

ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ

ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้

จึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้.





การตั้งอยู่ในอรหัตตผล


[๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เราย่อมกล่าวการตั้งอยู่ในอรหัตตผล ด้วยการไปครั้งแรกเท่านั้น หามิได้

แต่การตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้น ย่อมมีได้ ด้วยการศึกษา โดยลำดับ

ด้วยการทำ โดยลำดับ ด้วยความปฏิบัติ โดยลำดับ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตั้งอยู่ ในอรหัตตผล ย่อมมีได้

ด้วยการศึกษา โดยลำดับ ด้วยการทำ โดยลำดับ

ด้วยความปฏิบัติ โดยลำดับอย่างไร?


ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรในธรรมวินัยนี้

เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปใกล้

เมื่อเข้าไปใกล้ย่อมนั่งใกล้

เมื่อนั่งใกล้ย่อมเงี่ยโสตลง

เมื่อเงี่ยโสตลงแล้ว ย่อมฟังธรรม

ครั้นฟังธรรม ย่อมทรงธรรมไว้

ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว

เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนได้ซึ่งความพินิจ

เมื่อธรรมทนความพินิจได้อยู่ ฉันทะย่อมเกิด

เมื่อเกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ

ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรอง

ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมตั้งความเพียร

เมื่อมีตนส่งไปแล้ว ย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะ ด้วยกาย

และย่อมแทงตลอดเห็นแจ้งบรมสัจจะนั้น ด้วยปัญญา.




ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ศรัทธาก็ดี

การเข้าไปใกล้ก็ดี การนั่งใกล้ก็ดี

การเงี่ยโสตลงก็ดี การฟังธรรมก็ดี

ความพิจารณาเนื้อความก็ดี

ธรรมอันทนได้ซึ่งความพินิจก็ดี ฉันทะก็ดี

อุตสาหะก็ดี การไตร่ตรองก็ดี การตั้งความเพียรก็ดี

นั้นๆ ไม่ได้มีแล้ว

เธอทั้งหลายย่อมเป็นผู้ปฏิบัติพลาดย่อมเป็นผู้ปฏิบัติผิด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษเหล่านี้ ได้หลีกไปจากธรรมวินัยนี้ ไกลเพียงไร.






Create Date : 26 เมษายน 2556
Last Update : 26 เมษายน 2556 12:03:19 น. 0 comments
Counter : 384 Pageviews.

รักดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




นามแฝง ชื่อ รักดี

ชอบดอกไม้ รักหมา

ไม่รังเกียจแมว

ไม่อาลัยในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

อยู่กับปัจจุบัน

และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ไม่กังวลหรือเป็นทุกข์

กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง












Friends' blogs
[Add รักดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.