Group Blog
 
All blogs
 
*** ความว่าง ***




พระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส

ว่าด้วยอิทัปปัจจยตา

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย กายนี้ มิใช่ของพวกเธอ

ทั้งมิใช่ของคนอื่น ภิกษุทั้งหลาย กายนี้กรรมเก่าควบคุมไว้

จิตประมวลไว้ พึงเห็นว่าเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา

ภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวก ผู้ได้เรียนรู้แล้ว ย่อมมนสิการ

ปฏิจจสมุปบาทอย่างดี โดยแยบคายในกายนั้นว่า

“เพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไปสิ่งนี้จึงดับไป

คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย

วิญญาณจึงมี... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้นมีได้ด้วยประการอย่างนี้

เพราะอวิชชาสำรอกดับไปไม่เหลือ สังขารจึงดับ... ความดับแห่งกองทุกข์

ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการอย่างนี้”

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา

หรือสิ่งนี้ของคนอื่นย่อมไม่มีแก่ผู้ใด อย่างนี้บ้าง

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

โมฆราช เธอจงพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า

เป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พึงถอนความตามเห็นว่ามีตัวตนเสีย

เป็นผู้ข้ามมัจจุราชเสียได้ ด้วยอาการอย่างนี้

บุคคลพิจารณาโลกอยู่อย่างนี้ มัจจุราชจึงไม่เห็น๑

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา

หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดอย่างนี้บ้าง

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า สิ่งใดมิใช่ของพวกเธอ

เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสียเถิด สิ่งที่พวกเธอละได้แล้วนั้นแลจักมีเพื่อ

ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขตลอดกาลนาน

ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่ามิใช่ของพวกเธอ

ภิกษุทั้งหลาย รูปมิใช่ของพวกเธอ เธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสียเถิด

รูปที่พวกเธอละได้แล้วนั้นแลจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

ตลอดกาลนาน เวทนา... สัญญา... สังขาร...วิญญาณมิใช่ของพวกเธอ

เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสียเถิด วิญญาณที่พวกเธอละได้แล้วนั้นแล

จักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน

ภิกษุทั้งหลายพวกเธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร

คนพึงเอาหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ที่มีอยู่ในเชตวันวิหารนี้ไปเผา

หรือจัดการไปตามรูปเรื่อง พวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้บ้างไหมว่า

“คนย่อมเอาพวกเราไปเผาหรือจัดการไปตามรูปเรื่อง”

ความดำริเช่นนั้นไม่มีเลย พระเจ้าข้า

ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุไร

เพราะนั่นมิใช่ตน หรือของเนื่องด้วยตนของพวกข้าพระองค์เลย พระเจ้าข้า

อย่างเดียวกันนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของพวกเธอ

เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย

สิ่งที่พวกเธอละได้แล้วนั้นจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล

เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่ามิใช่ของพวกเธอ

ภิกษุทั้งหลาย รูปมิใช่ของพวกเธอเธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสียเถิด

รูปที่พวกเธอละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุข ตลอดกาลนาน

เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มิใช่ของพวกเธอ

เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสียเถิด

วิญญาณที่พวกเธอละได้แล้วจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล

เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้

ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด อย่างนี้บ้าง

สมจริงดังภาษิตนี้ว่า

คามณี ภัยย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มองเห็น

ความเกิดขึ้นแห่งธรรมล้วน ๆ

และความสืบต่อแห่งสังขารล้วน ๆ ตามเป็นจริง

เมื่อใดบุคคลมองเห็นขันธโลกว่า

เสมอด้วยหญ้าและท่อนไม้ ด้วยปัญญา

เมื่อนั้น เขาย่อมไม่ปรารถนาอะไรอื่น

นอกจากความไม่ปฏิสนธิ

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น

ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดอย่างนี้บ้าง

นางวชิราภิกษุณีได้กล่าวคำนี้กับมารผู้ชั่วช้าว่า

มารเอ๋ย ทิฏฐิของเจ้าเชื่อใครหนอว่าเป็นสัตว์

ร่างกาย ที่เป็นกองแห่งสังขารล้วน ๆ นี้

บัณฑิตจะเรียกว่าสัตว์ไม่ได้เลย


เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ สมมติว่าสัตว์ก็มีได้

เหมือนเสียงพูดว่ารถย่อมมีได้ เพราะการคุมกันแห่งส่วนประกอบ

อนึ่งทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นดำรงอยู่และ

แปรผันไป นอกจากทุกข์ไม่มีสิ่งอื่นเกิดขึ้น

นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรอื่นดับไปเลย๑

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น

ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดอย่างนี้บ้าง

(สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า) ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้เองแล

ภิกษุค้นหารูปตลอดคติแห่งรูปที่มีอยู่

ค้นหาเวทนา... สัญญา... สังขาร... ค้นหาวิญญาณ

ตลอดคติแห่งวิญญาณที่มีอยู่ เมื่อภิกษุนั้นค้นหารูปตลอดคติแห่งรูป

ค้นหาเวทนา...สัญญา... สังขาร... ค้นหาวิญญาณ

ตลอดคติแห่งวิญญาณที่มีอยู่ ความถือว่า “เราของเรา หรือมีเรา”

ของภิกษุนั้นไม่มีเลย๒ รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า

สิ่งนี้ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด อย่างนี้บ้าง

ว่าด้วยโลกว่าง

ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลคำนี้กับพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ที่ตรัสว่าโลกว่าง โลกว่าง” ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ด้วยเหตุแค่ไหนหนอแล จึงตรัสว่า“โลกว่าง”

อานนท์ เพราะโลกว่างจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน

ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า“โลกว่าง”

อานนท์ อะไรเล่าที่ว่างจากตน หรือสิ่งที่เนื่องด้วยตน

อานนท์ ตาว่างจากตน หรือสิ่งที่เนื่องด้วยตน

รูปว่าง... จักขุวิญญาณว่าง... จักขุสัมผัสว่าง

คือ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์

หรือเป็นสุขก็มิใช่ เป็นทุกข์ก็มิใช่ ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย

ก็ว่าง... หู... เสียง... จมูก... กลิ่น... ลิ้น... รส... กาย...โผฏฐัพพะ...

ใจ... ธรรมารมณ์... มโนวิญญาณ... มโนสัมผัส ก็ว่าง

คือ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นสุขก็มิใช่ เป็นทุกข์ก็มิใช่

ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ว่างจากตน หรือสิ่งที่เนื่องด้วยตน

อานนท์ เพราะโลกว่างจากตน หรือสิ่งที่เนื่องด้วยตน

ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า “โลกว่าง”

รวมความว่า กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น

ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด อย่างนี้บ้าง

คำว่า ความยึดถือว่าเป็นของเรา ในคำว่า ผู้นั้นเมื่อไม่ได้ความยึดถือ

ว่าเป็นของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าเป็นของเรา ๒ อย่าง คือ

(๑) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา

(๒) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ...

นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา...

นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ

ผู้นั้นละความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว

สลัดทิ้งความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว

จึงไม่พบ ไม่ได้ คือ ไม่สมหวัง ไม่ได้เฉพาะความยึดถือว่าเป็นของเรา

รวมความว่า ผู้นั้นเมื่อไม่ได้ความยึดถือว่าเป็นของเรา

คำว่า ย่อมไม่เศร้าโศกว่าของ ๆ เราไม่มี อธิบายว่า ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่

แปรผันไปแล้ว หรือ เมื่อสิ่งนั้นแปรผันไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก

คือ ไม่เศร้าโศกไม่ลำบาก ไม่คร่ำครวญ ไม่ตีอกพร่ำเพ้อ

ไม่ถึงความหลงใหลว่า “ตาของเราแปรผันไป”

... หูของเรา... ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่คร่ำครวญ ไม่ตีอกพร่ำเพ้อ

ไม่ถึงความหลงใหลว่า... “ผู้ร่วมสายโลหิตของเราแปรผันไป”

รวมความว่า ย่อมไม่เศร้าโศกว่าของ ๆ เราไม่มี

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่ากิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา

หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดผู้นั้นเมื่อไม่ได้ความถือว่าเป็นของเรา

ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของ ๆ เราไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า :๕๒๙ }






Create Date : 13 มีนาคม 2556
Last Update : 13 มีนาคม 2556 9:42:33 น. 0 comments
Counter : 461 Pageviews.

รักดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




นามแฝง ชื่อ รักดี

ชอบดอกไม้ รักหมา

ไม่รังเกียจแมว

ไม่อาลัยในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

อยู่กับปัจจุบัน

และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ไม่กังวลหรือเป็นทุกข์

กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง












Friends' blogs
[Add รักดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.