Group Blog
 
All blogs
 
*** เทวดาทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ( 7 ) ***



พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค



อิสสรสูตรที่ ๗

[๒๑๑] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอเป็นใหญ่ในโลก อะไรหนอเป็นสูงสุดแห่งภัณฑะทั้งหลาย

อะไรหนอเป็นดังสนิมศัสตราในโลก อะไรหนอเป็นเสนียดในโลก

ใครหนอนำของไปอยู่ย่อมถูกห้าม แต่ใครนำไปกลับเป็นที่รัก

ใครหนอมาหาบ่อยๆ บัณฑิตย่อมยินดีต้อนรับ ฯ


[๒๑๒] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า


อำนาจเป็นใหญ่ในโลก หญิงเป็นสูงสุดแห่งภัณฑะทั้งหลาย

ความโกรธเป็นดังสนิมศัสตราในโลก พวกโจรเป็นเสนียดในโลก

โจรนำของไปอยู่ย่อมถูกห้าม แต่สมณะนำไปกลับเป็นที่รัก

สมณะมาหาบ่อยๆบัณฑิตย่อมยินดีต้อนรับ ฯ





กามสูตรที่ ๘

[๒๑๓] เทวดาทูลถามว่า

กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ไม่ควรให้สิ่งอะไร คนไม่ควรสละอะไร

อะไรหนอที่เป็นส่วนดีงามควรปล่อย แต่ที่เป็นส่วนลามกไม่ควรปล่อย ฯ


[๒๑๔] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุรุษไม่พึงให้ซึ่งตน ไม่พึงสละซึ่งตน

วาจาที่ดีควรปล่อย

แต่วาจาที่ลามกไม่ควรปล่อย





ปาเถยยสูตรที่ ๙

[๒๑๕] เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอย่อมรวบรวมไว้ซึ่งเสบียง

อะไรหนอเป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์ทั้งหลาย

อะไรหนอย่อมเสือกไสนรชนไป อะไรหนอละได้ยากในโลก

สัตว์เป็นอันมากติดอยู่ในอะไรเหมือนนกติดบ่วง ฯ


[๒๑๖] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งเสบียง ศิริ (คือมิ่งขวัญ)

เป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์ทั้งหลาย

ความอยากย่อมเสือกไสนรชนไป ความอยากละได้ยากในโลก

สัตว์เป็นอันมากติดอยู่ในความอยาก เหมือนนกติดบ่วง ฯ





ปัชโชตสูตรที่ ๑๐

[๒๑๗] เทวดาทูลถามว่า

อะไรเป็นแสงสว่างในโลก อะไรหนอเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก

อะไรหนอเป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน

อะไรหนอเป็นเครื่องสืบต่อชีวิตของเขา

อะไรหนอบุคคลผู้เกียจคร้านบ้าง ไม่เกียจคร้านบ้าง

ย่อมพนอเลี้ยงดุจมารดาเลี้ยงดูบุตร

เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดินอาศัยอะไรหนอเลี้ยงชีวิต ฯ


[๒๑๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก

ฝูงโคเป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน

ไถเป็นเครื่องต่อชีวิตของเขา

ฝนย่อมเลี้ยงบุคคลผู้เกียจคร้านบ้างไม่เกียจคร้านบ้าง

เหมือนมารดาเลี้ยงบุตร เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน

อาศัยฝนเลี้ยงชีวิต ฯ





อรณสูตรที่ ๑๑

[๒๑๙] เทวดาทูลถามว่า

คนพวกไหนหนอไม่เป็นข้าศึกในโลกนี้

พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้วของชนพวกไหน ย่อมไม่เสื่อม

คนพวกไหนกำหนดรู้ความอยากได้ในโลกนี้

ความเป็นไทยมีแก่คนพวกไหนทุกเมื่อ

มารดาบิดาหรือพี่น้องย่อมไหว้บุคคลนั้น

ผู้ตั้งมั่นในศีลคือ ใครหนอ

พวกกษัตริย์ย่อมอภิวาทใครหนอในธรรมวินัยนี้ ผู้มีชาติต่ำ ฯ


[๒๒๐] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

สมณะทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นข้าศึกในโลก

พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้วของสมณะทั้งหลายย่อมไม่เสื่อม

สมณะทั้งหลายย่อมกำหนดรู้ความอยากได้

ความเป็นไทยย่อมมีแก่สมณะทั้งหลายทุกเมื่อ

มารดาบิดาหรือพี่น้องย่อมไหว้บุคคลนั้น ผู้ตั้งมั่น (ในศีล) คือสมณะ

ถึงพวกกษัตริย์ก็อภิวาทสมณะในธรรมวินัยนี้ ผู้มีชาติต่ำ ฯ




จบ ฆัตวาวรรค ที่ ๘
_________________________






ทามลิสูตรที่ ๕

[๒๒๙] ... อารามแห่งอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ครั้ง นั้น ทามลิเทวบุตรเมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก

ยังพระวิหาร เชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ


[๒๓๐] ทามลิเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้ภาษิตคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


พราหมณ์ผู้ไม่เกียจคร้าน พึงทำความเพียรนี้ เขาไม่ปรารถนาภพ

ด้วยเหตุนั้น เพราะละกามได้ขาดแล้ว ฯ

[๒๓๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ทามลิ กิจไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะว่า พราหมณ์ทำกิจเสร็จแล้ว

บุคคลยังไม่ได้ท่าจอดในแม่น้ำทั้งหลาย เพียงใด เขาเป็นสัตว์เกิด

ต้องพยายาม ด้วยตัวทุกอย่าง เพียงนั้น

ก็ผู้นั้นได้ท่าเป็นที่จอดแล้ว ยืนอยู่บนบก ไม่ต้องพยายาม

เพราะว่า เขาเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ฯ


ดูกรทามลิเทวบุตร นี้เป็นข้ออุปมาแห่งพราหมณ์

ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว มีปัญญาเพ่งพินิจ ฯ

พราหมณ์นั้น ถึงที่สุดแห่งชาติและมรณะแล้ว ไม่ต้องพยายาม

เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ฯ






กามทสูตรที่ ๖

[๒๓๒] กามทเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค

สมณธรรมทำได้โดยยาก ข้าแต่ พระผู้มีพระภาค

สมณธรรมทำได้โดยยากยิ่ง ฯ



พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


ชนทั้งหลาย ผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยศีลแห่งพระเสขะมีตนตั้งมั่นแล้ว

ย่อมกระทำ แม้ซึ่งสมณธรรมอันบุคคลทำได้โดยยากความยินดี

ย่อมนำสุขมาให้แก่บุคคลผู้เข้าถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ไม่มีเรือน ฯ


[๒๓๓] กามทเทวบุตรกราบทูลว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อที่หาได้ยากนี้ คือความสันโดษ ยินดี ฯ


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ชนเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบแห่งจิต

ชนเหล่าใด มีใจยินดีแล้วในความอบรมจิต ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้น ย่อมได้แม้ซึ่งสิ่งที่ได้โดยยาก ฯ


[๒๓๔] กามทเทวบุตรกราบทูลว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ธรรมชาติที่ ตั้งมั่นได้ยากนี้คือจิต ฯ


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ชนเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบอินทรีย์

ชนเหล่านั้น ย่อมตั้งมั่นซึ่งจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก

ดูกรกามทเทวบุตร อริยะทั้งหลายเหล่านั้นตัดข่ายแห่งมัจจุไปได้ ฯ


[๒๓๕] กามทเทวบุตรกราบทูลว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ทางที่ไปได้ยาก คือ ทางที่ไม่เสมอ ฯ


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรกามทเทวบุตร อริยะทั้งหลาย ย่อมไปได้ แม้ในทางที่ไม่เสมอ

ที่ไปได้ยากผู้มิใช่อริยะ ย่อมเป็นผู้บ่ายศีรษะลงเบื้องต่ำ

ตกไปในทางอันไม่เสมอทางนั้นสม่ำเสมอสำหรับอริยะทั้งหลาย

เพราะอริยะทั้งหลาย เป็นผู้สม่ำเสมอ ในทางอันไม่เสมอ ฯ






ปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗

[๒๓๖] ปัญจาลจัณฑเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

แล้วได้ภาษิตคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


บุคคลผู้มีปัญญามาก ได้ประสบโอกาส ในที่คับแคบหนอ

ผู้ใดได้รู้ฌานเป็นผู้ตื่น ผู้นั้นเป็นผู้หลีกออกได้อย่างองอาจเป็นมุนี ฯ


[๒๓๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


ชนเหล่าใด แม้อยู่ในที่คับแคบ แต่ได้เฉพาะแล้วซึ่งสติ

เพื่อการบรรลุธรรม คือพระนิพพาน ชนเหล่านั้น ตั้งมั่นดีแล้ว โดยชอบ ฯ






ตายนสูตรที่ ๘

[๒๓๘] ครั้งนั้น ตายนเทวบุตรผู้เป็นเจ้าลัทธิมาแต่ก่อน

เมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณอันงามยิ่งนัก

ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ


[๒๓๙] ตายนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

แล้วได้ภาษิตคาถา เหล่านี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า


ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา จงบรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์ ฯ

มุนีไม่ละกาม ย่อมไม่เข้าถึงความที่จิตแน่วแน่ได้ ฯ

ถ้าบุคคลจะพึงทำความเพียร พึงทำความเพียรนั้นจริงๆ

พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่น

เพราะว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน ยิ่งเรี่ยรายโทษดุจธุลี ฯ

ความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง ฯ

ก็กรรมใดทำแล้ว ไม่เดือดร้อนในภายหลัง

กรรมนั้นเป็นความดี ทำแล้วประเสริฐกว่า

หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดี ย่อมบาดมือนั่นเองฉันใด ฯ

ความเป็นสมณะ อันบุคคลปฏิบัติไม่ดี

ย่อมฉุดเข้าไปเพื่อ เกิดในนรกฉันนั้น ฯ

กรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง วัตรอันใดที่เศร้าหมอง

และพรหมจรรย์ที่น่ารังเกียจ ทั้งสามอย่างนั้น ไม่มีผลมาก ฯ


ตายนเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค

ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ



[๒๔๐] ครั้งนั้น โดยล่วงราตรีนั้นแล้ว



พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายมาว่า



ดูกรภิกษุทั้งหลาย


เมื่อคืนนี้ เทวบุตรนามว่าตายนะ ผู้เป็นเจ้าลัทธิ

มาแต่ก่อน เมื่อราตรีปฐมยามสิ้นไป มีวรรณอันงามยิ่งนัก

ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้ามาหาเราถึงที่อยู่

ครั้นแล้ว ก็อภิวาทเราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ตายนเทวบุตร ยืนอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้ภาษิต คาถาเหล่านี้ในสำนักของเราว่า

ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา

จงบรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์

มุนีไม่ละกาม ย่อมไม่เข้าถึงความที่จิตแน่วแน่ได้ ฯ

ถ้าบุคคลจะพึงทำความเพียร พึงทำความเพียรนั้นจริงๆ

พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่น

เพราะว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน ยิ่งเรี่ยรายโทษดุจธุลี ฯ

ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง ฯ

ก็กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง

กรรมนั้นเป็นความดี ทำแล้วประเสริฐกว่า

หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดี ย่อมบาดมือนั่นเอง

ฉันใด ฯความเป็นสมณะ อันบุคคลปฏิบัติไม่ดี

ย่อมฉุดเข้าไปเพื่อเกิดในนรกฉันนั้น ฯ

กรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง วัตรอันใดที่เศร้าหมอง

และพรหมจรรย์ที่น่ารังเกียจ ทั้งสามอย่างนั้น ไม่มีผลมาก ฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตายนเทวบุตรครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว

ก็อภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงศึกษา จงเล่าเรียน

จงทรงจำตายนคาถาไว้


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตายนคาถาประกอบ ด้วยประโยชน์

เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ฯ








Create Date : 11 เมษายน 2556
Last Update : 11 เมษายน 2556 10:17:28 น. 0 comments
Counter : 387 Pageviews.

รักดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




นามแฝง ชื่อ รักดี

ชอบดอกไม้ รักหมา

ไม่รังเกียจแมว

ไม่อาลัยในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

อยู่กับปัจจุบัน

และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ไม่กังวลหรือเป็นทุกข์

กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง












Friends' blogs
[Add รักดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.