..ทุกคนต่างมีความรักในแบบที่แตกต่างกัน..เพราะทุกคนต่างกัน.. แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน..นั่นก็คือ.. ความรักที่มาจากใจ...อย่าพยายามรักใครสักคนเพราะเขาเป็นอย่างที่เราต้องการ... เพราะ เมื่อเขาไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เราก็จะไม่สามารถรักเขาได้อีก... ให้พยายามรักใครสักคนเพราะเขาเป็นอย่างที่เขาเป็น... เพื่อเราจะ สามารถรักเขาได้ในทุกสิ่งที่เขาเป็น...

ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

ไตมีหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ

ขับถ่ายของเสียอันเกิดจากการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน (มีมากในเนื้อสัตว์ และอาหารจำพวกถั่ว) ซึ่งของเสียประเภทนี้ ได้แก่ ยูเรีย ครีเอตินีน กรดยูริค และสารประกอบไนโตรเจนอื่น ๆ หากของเสียประเภทนี้คั่งอยู่ในร่างกายมาก ๆ จะเกิดอาการต่าง ๆ ซึ่งทางการแพทยืเรียกภาวะดังกล่าวว่า ยูรีเมีย
ควบคุมปริมาณน้ำ และเกลือแร่ น้ำและแร่ส่วนที่เกินควรจำเป็นจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ เกลือแร่ดังกล่าว เช่น โซเดียม โปตัสเซียม แคลเซียมฟอสฟอรัส เป็นต้น
ผลิตและควบคุมการทำงานของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนที่ควบคุมปริมาณของแคลเซียม ฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้น หากไตมีความบกพร่องมาก ๆ ผู้ป่วยอาจมีโรคโลหิตจาง หรือกระดูกผุ เป็นต้น
อาหารสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่ทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

หากไตมีความบกพร่องในหน้าที่ 3 ประการที่กล่าวมา การขจัดของเสียจำพวกโปรตีน น้ำ และเกลือแร่จะขาดความสมดุล ซึ่งในผู้ป่วยบางรายก็จะมีอาการบ่งชี้ แต่บางรายก็ไม่แสดงอาการ ด้วยเหตุนี้การตรวจเลือด และปัสสาวะจึงมีความสำคัญมาก

อาหารโปรตีนต่ำ 40 กรัมโปรตีนต่อวัน ร่วมกับเสริมกรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด หรืออาหารโปรตีนสูง 60-75 กรัมโปรตีนต่อวัน
พยายามใช้ไข่ขาว และปลาเป็นแหล่งอาหารโปรตีน
หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์
หลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ และกะทิ
งดอาหารเค็ม จำกัดน้ำ
งดผลไม้ ยกเว้นเช้าวันฟอกเลือด
งดอาหารที่มีฟอสเฟตสูง เช่น เมล็ดพืช นมสด เนย ไข่แดง
รับประทานวิตามินบีรวม , ซี และกรดโฟลิก รับประทาน อาหารวิตามินดีชนิด 1-alpha hydrocylated form ตามแพทย์สั่ง หลีกเลี่ยงวิตามินเอ

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

โรคไตวายเรื้อรังมีหลายระยะ ระยะเริ่มแรกอาการจะน้อยมาก แต่เมื่อเป็นจนถึงระยะปานกลาง และระยะรุนแรง อาการจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการจะเพิ่มพูนจนไปถึงไตวายระยะสุดท้ายอย่างรวดเร็ว ซึ่งการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายนั้น นอกจากผู้ป่วยจะได้รับความทุกข์ทรมานแล้ว ยังเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ดังนั้นจึงควรชะลอการดำเนินของโรคไตวายเรื้อรังด้วยการควบคุมอาหาร

อาหารจำกัดโซเดียม

ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการบวม ถ่ายปัสสาวะน้อย หัวใจวาย น้ำท่วมปอด หรือมีความดันโลหิตสูง เมื่อสั่งให้ "กินอาหารจำกัดโซเดียม" หมายความว่าจะต้องงดอาหารที่มีโซเดียมมาก

อาหารที่มีโซเดียมมาก ได้แก่ อาหารที่มีรสเค็ม เพราะมีโซเดียมคลอไรด์ ( เกลือ) มาก เช่น

• เกลือป่น เกลือเม็ด
• น้ำปลา น้ำบูดู ซอสหอย ซอสเนื้อ ซอสถั่ว ซีอิ๊ว
• ซอสที่มีรสอื่นนำ มีรสเค็มแผง เช่น ซอสพริก (มีรสเปรี้ยว และเผ็ดนำ ความจริงมีรสเค็มด้วย) ซอสมะเขือเทศ ซอสรสเปรี้ยว ๆ เป็นต้น
• อาหารดองเค็ม เช่น เนื้อเค็ม กุ้งแห้ง กะปิ ผักดองเค็ม ผลไม้ดองเค็ม
• อาหารดองเปรี้ยว เช่น หลาเจ่า แหนม ไส้กรอกอีสาน หัวหอมดอง หน่อไม้ดอง ผัดกาดเขียวดองเปรียว ผักดองสามรส กระเทียมดองสามรส เป็นต้น
• อาหารที่มีรสหวาน และเค็มจัด เช่น ปลาหวาน กุ้งหวาน หมูหยอง หมูแผ่น กุนเชียง ผลไม้แช่อิ่ม เป็นต้น

อาหารจำกัดโปแตสเซียม

การจัดอาหารให้มีโปแตสเซียมน้อย กระทำได้ยากกว่าการจัดให้มีโซเดียมน้อย เพราะธาติโปแตสเซียมมีในอาหารทั่วไปทั้งสัตว์ และพืชต่างจากโซเดียม ซึ่งมีมากแต่ในสัตว์ (เช่น เนื้อ นม ไข่) อาหารที่มีโปแตสเซียมมาก คือ

พวกเนื้อสัตว์ ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เครื่องในสัตว์ ไข่ และนม
พวกผัก ได้แก่ หัวผักกาดสีแสด ผักชี ผักที่มีใบสีเขียวเข้ม ถั่วดำ และถั่วปากอ้า มีมากเป็นพิเศษ
พวกผลไม้ ได้แก่ กล้วย ส้ม และน้ำส้มคั้น แตงโม แตงหอม มะละกอ ลูกท้อ
ผลไม้แห้งทุกชนิด เช่น ลูกเกด ลูกพรุน
เบ็ดเตล็ด กากน้ำตาล ช็อกโกแล็ต มะพร้าวขูด
ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยต้องกินอาหารจำกัดโปแตสเซียม จึงต้องจำกัดอาหารทั้งพวกเนื้อสัตว์ พวกผัก และผลไม้ประเภทที่มีโปแตสเซียมสูงๆ

อาหารจำกัดโปรตีน มีประโยชน์อย่างไร

อาหารจำกัดโปรตีนจะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของไต และช่วยลดระดับของเสียที่คั่งอยู่ในร่างกายผู้ป่วย ทำให้อาการบางอย่างของโรคไตวายลดลง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มีแผลในปาก เป็นต้น

อาหารที่มีโปรตีนสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ (ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อปลา) เครื่องในสัตว์ ไข่ นม และถั่ว

คำว่า "จำกัด" ในที่นี้หมายถึง ให้รับประทานแต่น้อย แต่ไม่ได้ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด คือให้รับประทานได้วันละ 20-25 กรัม นั่นคือ เนื้อสัตว์ประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ หรือหมูย่างประมาณ 4 ไม้

การจำกัดโปรตีนไม่ให้เกิน 20-25 กรัมต่อวัน ต้องใช้ควบคู่กับการรับประทาน คู่เหมือนของกรดอะมิโนจำเป็น ( KETOANALOGUE OF ESSENTIAL AMINO ACID, KA) หรือกรดอะมิโนจำเป็น ( ESSENTIAL AMINO ACID) เสริมในปริมาณที่แพทย์แนะนำ ห้ามผู้ป่วยนำไปใช้เองโดยไม่มีการรับประทาน EAA หรือ KA เสริม

เงื่อนไขในการจำกัดอาหารโปรตีน

ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังในระยะเริ่มแรก ถึงระยะรุนแรง ( คือผู้ป่วยที่มีค่าความเข้มข้นของครีเอตินีนในเซรุ่มประมาณ 2-8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) เท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตวาย ( HEMODIALYSIS) หรือวิธีล้างไตทางช่องท้อง (PERITONEAL DIALYSIS)

การจำกัดปริมาณน้ำ

หากผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังขั้นรุนแรง จะต้องจำกัดปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวันให้เหมาะสม ตามวิธีการคำนวณง่าย ๆ คือ

ปริมาณน้ำดื่มแต่ละวัน = ปริมาณปัสสาวะของเมื่อวาน + 500 มิลลิลิตร

อาการเริ่มแรกที่บ่งชี้ว่าอาจเป็นโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ อาการบวมที่หน้าหรือเท้า ปัสสาวะเป็นสีคล้ำ สีน้ำล้างเนื้อ หรือเป็นเลือด ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะในเวลากลางคืนถ่ายปัสสาวะมากกว่า 3 ครั้ง ปวดบริเวณหลัง ชายโครง ปวดหรือเวียนศีรษะ เมื่อมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์

การรักษาโรคไตนั้นนอกจากจะรักษาด้วยยาแล้ว การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และเรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากโรคไตส่วนใหญ่ใช้เวลารักษานาน ผู้ป่วยจึงไม่ควรเพิ่ม ลด หยุดยา หรือไปซื้อยารับประทานเอง เพราะอาจเป็นอันตรายได้




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 5:37:12 น.
Counter : 361 Pageviews.  

เบาหวาน กับ ไตวาย

เบาหวาน เป็นภาวะผิดปกติของร่างกาย ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และมีน้ำตาลรั่วออกมาในปัสสาวะ

เบาหวาน ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะต่างๆ ได้มากมาย เช่น หัวใจ ตา ระบบประสาท ไต เป็นต้น

โรคแทรกซ้อนของเบาหวานที่เกิดกับ ไต และทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ระบบประสาทกระเพาะปัสสาวะเสื่อม (Neurogenic bladder) ทำให้มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือมีอาการปัสสาวะไม่ออกก็ได้ และภาวะไตวายระยะเริ่มต้น รวมทั้งไตวายในที่สุด

เป็นเบาหวานนานเท่าไร จึงจะมีไตวาย

จากการศึกษาพบว่า โดยเฉลี่ยหลังจากเป็นเบาหวานมา ประมาณ 10 ปี จะพบอาการแทรกซ้อนทางไต คือ เริ่มมีไตเสื่อมได้ประมาณ 30-35% (ในบางรายจะเกิดก่อน 10 ปี และบางรายเกิดหลัง 10 ปี) หลังจากเริ่มมีภาวะไตวาย ในระยะเริ่มต้น พบว่าอีกประมาณ 4-7 ปี จะกลายเป็นไตวายในระยะสุดท้าย ถ้าไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสม

จะทราบได้อย่างไรว่ามีโรคแทรกซ้อนทางไตแล้ว

เนื่องจากในระยะแรก ผู้ป่วยจะไม่มีอาการผิดปกติอะไร ดังนั้น จะทราบได้จากการตรวจปัสสาวะ ซึ่งจะพบว่าเริ่มมีไข่ขาว ออกมาในปัสสาวะมากกว่าปกติเล็กน้อย (Microalbuminuria) และจะมีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความรุนแรงของภาวะไตวาย แต่ถ้าเป็นระยะหลังที่มีไตวายมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า และหลังเท้า มีไข่ขาวในปัสสาวะมาก และมีค่าของเสียในเลือดสูง ระวังไม่ควรรอให้ถึงระยะนี้ เพราะไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ป่วยจะเกิดไตวาย ระยะสุดท้ายในอีกไม่กี่ปี

ระดับน้ำตาลในเลือดมีผลต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนหรือไม่

ระดับน้ำตาลในเลือด มีผลต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน ยิ่งน้ำตาลในเลือดสูงมาก ยิ่งมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้มาก และเกิดเร็วขึ้น

ความผิดปกติอื่นจะช่วยส่งเสริมภาวะแทรกซ้อนทางไตหรือไม่

ความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยช่วยสนับสนุน ให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน ให้เกิดอาการเร็วขึ้น และรุนแรงขึ้น

ในปัจจุบัน เบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดภาวะไตวายระยะสุดท้าย ดังนั้น การควบคุมอาหาร การดูแลรักษา และการตรวจเช็คอวัยวะต่างๆ รวมทั้งไต จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะเป็นวิธีป้องกัน หรือช่วยลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยให้น้อยที่สุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

ถ้าเป็นแล้วจะรักษาได้หรือไม่

ถ้าเป็นในระยะแรก ที่มีไข่ขาวรั่วออกมาในปัสสาวะเพียงเล็กน้อย สามารถรักษาได้ แต่ถ้าเป็นระยะหลัง ที่มีไข่ขาวรั่วออกมาในปัสสาวะมาก หรือมีไตวายแล้ว ไม่สามารถรักษาได้ ได้แต่ช่วยรักษา ให้เกิดภาวะไตวายระยะสุดท้าย ให้ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 5:32:07 น.
Counter : 225 Pageviews.  

โรคไตจากเบาหวาน

ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหลายปี จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหลอดเลือดทั่วร่างกายจะแข็งและหนา ทำให้เลือดไป เลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายลดลง ถ้าควบคุมเบาหวานไม่ดี ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จะเกิดเร็วกว่าปกติ โดยเฉลี่ยโรคไตมักจะเกิดตามหลังโรคเบาหวานมากกว่า 10 ปี ขึ้นไป ถ้าเริ่มมีอาการบวมตามแขน ขา ใบหน้า และลำตัว เป็นการบ่งชี้ว่าเริ่มมีความผิดปกติทางไต การตรวจพบโรคไตระยะเริ่มแรกในผู้ป่วยเบาหวาน คือความดันโลหิตสูง ไข่ขาวหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ เมื่อไตเริ่มเสื่อมลง จะต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจหน้าที่ไต โดยค่ายูเรียไนโตรเจน (BUN) และคริเอตินิน (Creatinine) จะสูงกว่าคนปกติ

ภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน

1. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
2. อาการบวม
3. ไตอักเสบจากการติดเชื้อ
4. ไตวายฉับพลัน
5. ไตวายเรื้อรัง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไตในผู้ป่วยเบาหวาน

โรคไตพบประมาณ 30 – 35 % ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไต ได้แก่

• เพศชาย
• พันธุกรรม
• ระดับน้ำตาลสูง
• ความดันโลหิตสูง
• โปรตีนรั่วในปัสสาวะ
• การสูบบุหรี่

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคไตจากเบาหวาน

• มีอาการซีด
• บวม
• ความดันโลหิตสูง
• อาการคันตามตัว
• เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
• ระยะสุดท้ายจะอ่อนเพลีย คลื่นใส้ อาเจียน

อย่างไรก็ดี การเกิดโรคไตจากเบาหวาน มักมีสิ่งตรวจพบเพิ่มเติม จากผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจากสาเหตุอื่น ซึ่งก็คือ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน ได้แก่

• อาการชาตามปลายมือ – เท้า
• เจ็บหน้าอก
• ตามัว
• แขนขาอ่อนแรง
• แผลเรื้อรังตามผิวหนังและปลายเท้า

การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อป้องกันโรคไต

1. ตรวจปัสสาวะ เพื่อหาโปรตีนทุกปี
2. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เท่ากับ หรือใกล้เคียงปกติเท่าที่สามารถทำได้
3. รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณท์ปกติ
4. หลีกเลี่ยงการใช้ยา หรือสารที่เป็นอันตรายต่อไต เช่น ยาต้านการอักเสบระงับปวด สารทึบรังสี
5. สำรวจ และให้การรักษาโรค หรือภาวะอื่นที่ทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพ เช่น การติดเชื้อทางปัสสาวะ

การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน และเป็นโรคไต

1. ตรวจปัสสาวะและเลือด เพื่อดูหน้าที่ไตเป็นระยะๆ
2. กินยาตามแพทย์สั่งติดต่อกัน และพบแพทย์ตามนัด
3. งดบุหรี่ และแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลต่อหลอดเลือด
4. ถ้าต้องรับประทานยาแก้ปวด หรือยาอื่นๆ ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเภสัชกร
5. เมื่อมีอาการบวม ควรงดอาหารเค็ม รสจัด หมักดอง และอาหารกระป๋อง
6. ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ หรือใกล้เคียงมากที่สุด กินยาสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเองเพราะคิดว่าสบายดีแล้ว
7. ระวังอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง
8. รับประทานผักและปลามากขึ้น
9. ควรตรวจอวัยวะอื่นๆ ด้วย เช่น ตา หัวใจ ปอด
10. สำรวจผิวหนัง และเท้าให้สะอาด ไม่มีแผลเรื้อรัง
11. ระหว่างการรักษาด้วยเครื่องไตเทียม ควรรับประทานเนื้อสัตว์ และอาหารเค็มให้น้อยที่สุด
12. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด

ตัวอย่างอาหารไขมันสูงที่ควรระวัง

1. อาหารโคเลสเตอรอลสูง
• อาหารทะเล
• เนื้อ – หมู ติดมัน
• กุ้ง
• หอย
• ทุเรียน
• เนย

2. อาหารไตรกลีเซอร์ไรด์สูง
• อาหารจำพวกแป้ง
• ของหวาน
• ผลไม้รสหวาน
• เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 5:29:03 น.
Counter : 254 Pageviews.  

ความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวาน

โรความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวานเป็นภาวะที่พบได้บ่อย

การสำรวจจากประชากรผู้ใหญ่ในประเทศไทย ทั้งที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และภาคต่างๆ 4 ภาค เมื่อปี 2543 พบว่าคนไทยที่อายุมากกว่า 35 ปี เป็นโรคเบาหวานมาถึง 9.6 % หรือ 2.4 ล้านคน และเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากถึง 20 % หรือ 5.1 ล้านคน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน มักจะมีความดันโลหิตสูงกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวาน และในทางกลับกันผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็มีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานมากกว่า คนที่มีความความดันโลหิตปกติ เนื่องจากทั้งโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในประชากร และมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะพบผู้ป่วยที่เป็นทั้งโรคความดันโลหิตสูง และเบาหวานได้บ่อยเช่นเดียวกัน

อันตรายของโรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวานและความสำคัญของการลดความดันโลหิต

เป้าหมายที่สำคัญที่สุด ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง คือ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งล้วนแต่สร้างความทุกข์ทรมาน ต่อทั้งตัวผู้ป่วยเองและญาติ เช่น ภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบหรือแตก ทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์หรืออัมพาต และยังก่อให้เกิดค่าใช้จ่าย ของการรักษาที่สูงมาก เช่น การฟอกเลือดในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง เป็นต้น ทั้งโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน จัดเป็นโรคเรื้อรังที่ “รักษาได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่หายขาด” ผู้ป่วยควรจะได้รับการรักษา และติดตามไปตลอดชีวิต เนื่องจากความรุนแรงของโรค อาจจะไม่คงที่ ทำให้แพทย์อาจต้องปรับเปลี่ยนการรักษาเป็นระยะ ให้เหมาะกับสภาพของผู้ป่วยในแต่ละช่วงเวลา ทั้งภาวะความดันโลหิตสูง และระดับน้ำตาลในเลือดสูง ก็จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดในที่สุด ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นทั้งโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง จึงมีโอกาสที่จะเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ มากกว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียว และการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวาน จะช่วยลดอัตราการเกิดและการเสียชีวิต จากโรคหัวใจและหลอดเลือดลง ได้มากกว่าการลดความดันโลหิต ในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ การรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานร่วมด้วย จะได้ประโยชน์มากกว่าในผู้ป่วย ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้เป็นเบาหวาน การศึกษาวิจัยในผู้ป่วยเบาหวาน ที่เป็นความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็พบว่าการควบคุมความดันโลหิตทำได้ง่ายกว่า และช่วยป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อน ได้ดีกว่าการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีความสำคัญ

เป้าหมายของการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยเบาหวานระดับความดันโลหิตเป้าหมาย ในผู้ป่วยเบาหวานคือ ความดันโลหิตค่าบนต่ำกว่า 130 และความดันโลหิตค่าล่างต่ำกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งต่ำกว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน ซึ่งระดับความดันโลหิตเป้าหมาย เท่ากับความดันโลหิตค่าบนต่ำกว่า 140 และความดันโลหิตค่าล่างต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท การที่ระดับความดันโลหิตเป้าหมาย ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ต่ำกว่าผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวาน ก็เนื่องจาก ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่เป็นเบาหวานร่วมด้วยนั้น มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตวายเรื้อรังดังที่กล่าวแล้ว และจากการศึกษาวิจัยในทางการแพทย์พบว่า การลดความดันโลหิตลงสู่ระดับต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท ก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วย มากกว่าลดความดันโลหิตลงต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท เหมือนในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้เป็นเบาหวานร่วมด้วย

นอกเหนือจากโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งที่สำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ดังนั้น การจะป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ ให้ได้ผลดี ก็ต้องควบคุมระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ หรือใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด และหยุดสูบบุหรี่ ควบคู่ไปกับการลดความดันโลหิตด้วย

สถานการณ์การรักษาโรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวาน

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง ยังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขทั่วโลก กล่าวคือ ผู้ป่วยบางรายไม่ทราบว่า ตนเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใดๆ และผู้ป่วยที่ทราบว่าตนเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็มีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ได้รับการรักษา และมีเพียงร้อยละ 20 – 30 ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเท่านั้น ที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท และยิ่งเป้าหมายของการควบคุมความดันโลหิต ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เป็นเบาหวานร่วมด้วย ต่ำกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน คือต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท ดังที่กล่าวไปแล้วนั้น การลดความดันโลหิตลงให้ถึงเป้าหมาย จึงยิ่งเป็นปัญหามากในผู้ป่วยเบาหวาน จากการสำรวจเรื่องผลการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในผู้ป่วยเบาหวานในประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย รวม 7 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยในปี พ.ศ. 2545 พบว่า มีเพียง 11% ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่เป็นเบาหวานร่วมด้วย ที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ตามเป้าหมาย ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า การรักษาโรคความดันโลหิตสูง ยังเป็นปัญหาทางสาธารณสุข ที่สำคัญอย่างยิ่งปัญหาหนึ่งของประเทศไทย

สิ่งที่ผู้ป่วยจะสามารถช่วยแพทย์ ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงให้ได้ผลดี ก็คล้ายคลึงกับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยทั่วไปซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ การงดอาหารเค็ม การเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด การลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ในผู้ป่วยที่น้ำหนักเกินหรืออ้วน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการหยุดดื่มสุราหรือจำกัดปริมาณการดื่ม ซึ่งรายละเอียดสามารถหาอ่านได้ ในเอกสารเรื่อง “มารู้จักโรคความดันโลหิตสูงกันเถอะ” ของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย
2. การใช้ยาลดความดันโลหิต แพทย์มักจะต้องใช้ยาลดความดันโลหิตหลายชนิดร่วมกัน ส่วนใหญ่มากกว่า 2 ชนิด ในการช่วยลดความดันโลหิตลงให้ถึงเป้าหมาย การใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน จะช่วยเสริมฤทธิ์ลดความดันโลหิตซึ่งกันและกัน ผู้ป่วยควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัด และแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหลังรับประทานยา ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะความรุนแรงของทั้งโรคความดันโลหิตสูง และเบาหวานนั้นเปลี่ยนแปลงได้ แพทย์จึงต้องติดตามระดับความดันโลหิต และระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ ยังต้องติดตามระดับไขมันในเลือด และประเมินสมรรถภาพการทำงานของไตเป็นระยะ เพราะปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อการเกิด โรคแทรกซ้อนในอนาคตของผู้ป่วยทั้งสิ้น และยาลดความดันโลหิตแต่ละชนิด นอกจากจะมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ซึ่งเหมือนกันแล้ว ยังมีผลช่วยชะลอ การเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ได้ แตกต่างกันด้วย เช่น ยาลดความดันโลหิตบางชนิด สามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไต ในผู้ป่วยเบาหวานได้ดีกว่า ยาลดความดันโลหิตชนิดอื่นๆ ดังนั้น แพทย์จึงต้องพิจารณาเลือกใช้ ยาลดความดันโลหิต ให้เหมาะกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย และอาจจะต้องปรับเปลี่ยนการรักษา เมื่อสภาพของผู้ป่วยเปลี่ยนไป หรือมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เพิ่มเติม

ข้อควรระวังที่แตกต่างไปจากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

1. แพทย์มีแนวโน้มที่จะจ่ายยาแอสไพริน ให้แก่ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่เป็นเบาหวานร่วมด้วย มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน แอสไพรินเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต้าน การเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด จึงมีผลป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ในหลอดเลือดแดง ถ้าท่านได้รับยานี้อยู่ และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดถอนฟัน หรือการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้เลือดออกได้ ควรแจ้งให้แพทย์ที่ทำการรักษาทราบด้วย และหยุดยาแอสไพริน ก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกมากผิดปกติ จากการยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด
2. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายที่เป็นมานาน หรือเป็นผู้สูงอายุ มีแนวโน้มที่ความดันโลหิต อาจลดลงได้มากกว่าปกติ เมื่อผู้ป่วยเปลี่ยนท่าทาง เช่น จากท่านอนเป็นลุกขึ้นยืน ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดหรืออาจรุนแรงถึงขั้นเป็นลมได้ ถ้าท่านมีอาการดังกล่าว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ และระมัดระวังเมื่อจะเปลี่ยนท่าทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังได้รับยาลดความดันโลหิตใหม่ๆ หรือหลังจากการปรับเปลี่ยนชนิด หรือขนาดของยาลดความดันโลหิต
3. ระดับไขมันในเลือดเป้าหมาย ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่เป็นเบาหวานร่วมด้วย ต่ำกว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั่วไป คือ แอลดีแอล-โคเลสเตอรอลต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสเสี่ยงสูง ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

สรุป ข้อควรทราบและข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เป็นเบาหวานร่วมด้วย

1. ทั้งโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน สามารถรักษาและควบคุมได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่หายขาด
2. เป้าหมายในการลดความดันโลหิต คือ ความดันโลหิตค่าบนต่ำกว่า 130 และค่าล่างต่ำกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท
3. ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะได้รับยาลดความดันโลหิตหลายชนิดร่วมกัน เพื่อลดความดันโลหิตให้ถึงเป้าหมาย
4. ไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยไม่พบแพทย์ แม้จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ตาม
5. ควรหยุดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 5:24:34 น.
Counter : 264 Pageviews.  

โคเลสเตอรอล ในผู้ป่วย โรคเบาหวาน

ไขมันในเลือดคืออะไร

ไขมันในเลือด มีอยู่หลายชนิดที่สำคัญ ได้แก่ โคเลสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) โคเลสเตอรอลในร่างกาย มาจากสองทางด้วยกัน คือ มาจากอาหาร อาหารที่มาจากพืช จะไม่มีโคเลสเตอรอล แต่อาหารที่มาจากสัตว์ จะมีโคเลสเตอรอลมากน้อยแตกต่างกันไป อาหารที่มีโคเลสเตอรอลมาก ได้แก่ พวกเครื่องในต่างๆ ไข่แดง และสัตว์มีกระดอง

นอกจากนี้ ร่างกายยังสามารถสร้างโคเลสเตอรอลขึ้นเองได้ อวัยวะที่ทำหน้าที่ สร้างโคเลสเตอรอลที่สำคัญ คือ ตับและลำไส้ ไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย ก็มาจากอาหารที่รับประทาน และจากการสร้างขึ้นเองในร่างกายเช่นเดียวกัน อาหารที่ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นมาก นอกจากอาหารมันๆ แล้วยังเกิดจากอาหารที่มีน้ำตาล และแป้งปริมาณมากๆ นอกจากนี้ สุรายังเป็นตัวกระตุ้น ให้ตับสร้างไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นด้วย

โคเลสเตอรอลในเลือดมีกี่ชนิด

เมื่อท่านไปรับการตรวจเลือด เพื่อดูระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ค่าโคเลสเตอรอลที่ตรวจวัดได้ จะเป็นผลรวมของโคเลสเตอรอลที่ได้มาจากแอล ดี แอล โคเลสเตอรอล, เอช ดี แอล โคเลสเตอรอลและ วี แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (คือ ค่าไตรกลีเซอไรด์ หารด้วย 5)

ในคนที่มีระดับไขมันในเลือดปกติ ร้อยละ 70 ของโคเลสเตอรอลที่วัดได้ มาจาก แอล ดี แอล และร้อยละ 17 มาจาก เอช ดี แอล ดังนั้น ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูง จะเกิดจากการที่มี แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงมาก ก็สามารถทำให้ ระดับโคเลสเตอรอลรวมสูงได้เช่นกัน

ดังนั้นค่าที่ได้สามารถนำมาคำนวนหา แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง เป็นไขมันที่เป็นต้นเหตุ และเป็นตัวการที่สำคัญที่สุด ของโรคหลอดเลือดแดงตีบตัน ระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลในเลือดสูง มีความสัมพันธ์กับการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และหลอดเลือดสมองตีบตัน

ส่วน เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล เป็นไขมันที่มีหน้าที่ป้องกัน และต่อต้านการเกิดโรคหลอดเลือดแข็ง ระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลที่ต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

นอกจากนี้ ไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูง ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหลอดเลือดแดงแข็งเช่นเดียวกัน

โรคเบาหวานมีผลต่อระดับไขมันในเลือดอย่างไรบ้าง

โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกาย สร้างฮอร์โมนอินสุลินลดลง หรือร่างกายตอบสนอง ต่อฤทธิ์ของฮอร์โมนอินสุลินลดลง ฮอร์โมนอินสุลินนอกจากจะมีผลต่อ ระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังมีผลต่อ การเผาผลาญไขมันในร่างกายด้วย โดยมีฤทธิ์ยับยั้งการสลายไขมันในร่างกาย ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวาน จึงพบความผิดปกติของไขมันในเลือด ได้บ่อยกว่าคนทั่วไป กล่าวคือ ผู้ป่วยเบาหวาน มักจะพบความผิดปกติ ของระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงขึ้น และระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลที่ลดลง ส่วนระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอล มักจะไม่แตกต่างจาก คนที่ไม่เป็นเบาหวาน

ไขมันในเลือดที่ผิดปกติ ในผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากจะเกิดจากโรคเบาหวานเองแล้ว ยังอาจเกิดจากยาต่างๆ ที่ใช้ร่วมด้วย เช่น ยาลดความดันโลหิตสูงบางชนิด นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากโรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวานเอง ได้แก่ โรคแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน หรือโรคเบาหวานลงไต ซึ่งจะมีผลทำให้ระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น หรืออาจจะเกิดจากโรคไทรอยด์ ที่ทำงานผิดปกติเป็นต้น

ไขมันในเลือดผิดปกติมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน

ไขมันที่ผิดปกติ จะทำให้หลอดเลือดแดงใหญ่เกิดการตีบตัน ซึ่งพบได้ทั้งในผู้ป่วยที่เป็น และไม่เป็นเบาหวาน แต่ผู้ป่วยเบาหวาน จะมีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมากกว่าและ เกิดได้ในคนที่อายุน้อยกว่า

นอกจากนี้ ยังพบว่าระดับไขมันที่ผิดปกติ ยังสัมพันธ์กับการเกิด พยาธิสภาพของหลอดเลือดฝอย และมีผลต่อการควบคุม ระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานอีกด้วย

ผลต่อหลอดเลือดแดงใหญ่

ทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัน เป็นผลให้อวัยวะสำคัญต่างๆ ของร่างกายมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ เช่น ถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน จะทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก หรือ เสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้

ถ้าเกิดที่หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองตีบตัน จะทำให้เกิดโรคอัมพาต โดยจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือ ชาครึ่งซีก นอกจากนี้ ถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขาตีบตัน ก็จะทำให้เกิดอาการปวดบริเวณต้นขา หรือ น่องเวลาเดินไกลๆ และถ้าหลอดเลือดตีบมากๆ อาจจะทำให้เกิดแผลที่เท้าได้ และเป็นสาเหตุให้แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน หายได้ยากและช้ากว่าปกติ

ผลต่อหลอดเลือดแดงฝอย

ระดับไขมันในเลือดที่สูง จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคแทรกซ้อน ที่หลอดเลือดฝอยของตา และไตในผู้ป่วยเบาหวาน หรือที่เรียกกันว่า เบาหวานขึ้นตาและลงไต เป็นผลให้การมองเห็นของสายตาลดลง และการทำงานของไตเสื่อม หรือไตวาย

ผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่สูง จะมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานสูงขึ้นได้ ซึ่งอธิบายได้จากกรดไขมันอิสระที่สูง กรดไขมันอิสระที่สูง จากภาวะที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง จะมีผลยับยั้งขบวนการเผาผลาญ น้ำตาลกลูโคสในเซลล์และ ยังทำให้มีการสร้าง และปล่อยน้ำตาลกลูโคสจากตับเพิ่มขึ้น และในทางกลับกัน ภาวะน้ำตาลในเลือดที่สูง ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกาย มีฮอร์โมนอินสุลินไม่เพียงพอ หรือการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินสุลินลดลง ตับจึงสร้างไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น และมีผลทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้

ผู้ป่วยเบาหวานควรจะมีระดับไขมันในเลือดเท่าไร

ระดับไขมันในเลือดเหมาะสมในผู้ป่วยเบาหวานคือ

แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล
เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล
ไตรกลีเซอไรด์
น้อยกว่า 100 มก./ดล.
มากกว่า 45 มก./ดล.
น้อยกว่า 150 มก./ดล.


การรักษาไขมันในเลือดผิดปกติในผู้ป่วยเบาหวานทำได้อย่างไรบ้าง

การรักษาประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 อย่าง คือ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกายและ การใช้ยา

การควบคุมอาหาร มีหลักดังต่อไปนี้

1. รับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อที่จะทำให้น้ำหนักตัว อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่อ้วน หรือผอมเกินไป
2. รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ได้แก่ แป้ง โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่และ ใยอาหาร
3. หลีกเลี่ยง หรือ ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และอาหารที่มีปริมาณโคเลสเตอรอลสูง ไขมันอิ่มตัวจะพบในไขมันสัตว์ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าวและ กะทิ สำหรับโคเลสเตอรอลนั้นจะพบใน เนื้อสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง และนมเนยต่างๆ

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะและ สม่ำเสมอ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลและ ทำให้ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงขึ้นด้วย

การใช้ยา

ถ้าควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายแล้ว ไม่สามารถลดระดับไขมันในเลือด ถึงระดับที่ต้องการแล้ว จำเป็นต้องพิจารณา การใช้ยาลดระดับไขมันในเลือดร่วมด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับไขมัน แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงอย่างเดียว หรือมีไขมันแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง ร่วมกับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ควรพิจารณาใช้ยาในกลุ่ม statin เป็นยากลุ่มแรก ในผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงอย่างเดียว ยาที่เหมาะสมคือ ยาในกลุ่ม fibrate

ยาลดระดับไขมันในเลือด ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันพบว่ามีผลข้างเคียงน้อย และมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ ยังพบว่าสามารถลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบตัน และโรคหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานได้




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 5:21:52 น.
Counter : 204 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

rajathanee
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Be HaPPY All THe TiMe!!!



" ความรักคือ การให้ "


ถ้าคุณต้องการที่จะได้ความรัก สิ่งที่คุณต้องทำคือ รู้จักให้ด้วย ยิ่งให้ คุณก็ยิ่งได้รับสูตรลับของความสุข และทำให้มิตรภาพยืนยาว อย่าถามว่าคนอื่นให้อะไรคุณบ้าง แต่ให้ถามว่าคุณทำอะไรให้คนอื่นบ้างจะดีกว่า...




: Users Online
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add rajathanee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.