It's My World that I Want to Have a Little Pride in..My World, so It's Not a Place I Have to Hide in.
Group Blog
 
All blogs
 

Viva Italia

เคยมีคนบอกว่า ถ้าเราชอบทานอาหารของชาติไหนเป็นชีวิตจิตใจ แสดงว่าชาติก่อน เราอาจจะเคยเกิดเป็นคนชาตินั้น เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่ฟังแล้วก็ขำๆ ดี เพราะฉันเป็นคนชอบกินอาหารอิตาเลียนเข้าไส้ แถมชอบอะไรๆ ที่มาจากอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าหนังหรือชายหนุ่ม หุหุ

และอยู่มาวันหนึ่ง บุญก็หล่นทับดังตู้ม พี่ชายใจดีพาไปเที่ยวอิตาลีสมใจอยาก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่การเดินทางครั้งนี้สุดแสนจะน่าประทับใจ เพราะนอกจากจะได้ไปเยือนประเทศในฝันอย่างอิตาลี แถมได้ลุยเที่ยวทั้งฟลอเรนซ์ เวนิซ มิลานและโรม ทริปนี้ยังเป็นทริปที่เรามีโอกาสได้ไปเที่ยวกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาสามคนแม่ลูก ซึ่งไม่ใช่อะไรที่เกิดขึ้นบ่อยนัก



เริ่มจากเมืองแรก Florence หรือ Firenze ในภาษาอิตาเลียน เมืองหลวงแห่งแคว้นทัสคานีที่โดดเด่นในด้านประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง ความงดงามของสถาปัตยกรรมและการเป็นแหล่งรวมของงานศิลปะล้ำค่า



ในบรรดาเมืองยอดนิยมทั้งสี่เมืองของอิตาลี ฉันรู้สึกประทับใจกับฟลอเรนซ์ที่สุด เพราะนอกจากจะมีความสวยงามทางสถาปัตยกรรมแล้ว ฟลอเรนซ์ยังเป็นเมืองที่แสนจะโรแมนติก เราสามคนเดินทอดน่องชมเมืองสวยริมแม่น้ำ Arno ในตอนกลางวัน นั่งจิบไวน์แก้หนาว พร้อมนั่งฟังเสียงดนตรีแจ็สและคลาสสิกที่สลับกันบรรเลงขับกล่อมผู้ที่เดินผ่านไปมาบริเวณ Piazza della Signoria โดยนักแสดงเปิดหมวกนานาชาติ



แอบมีเรื่องขำๆ ของแม่ คือตอนที่เราสามคนเข้าไปดูรูปปั้น David ที่ถือได้ว่าเป็นรูปปั้นของชายที่สวยงามที่สุด ที่ Accademia di Belle Arti Firenze นั้น ขณะที่สายตาทุกคู่กำลังจ้องมองหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ Michelangelo อยู่นั้น แม่ของฉันก็คิดออกดังมากๆ ว่า "ทำไม 'ไอ้นั้น' อันนิดเดียวเอง" ทำเอาทั้งฉันทั้งพี่ชายอดขำในความเป็นคนตรงไปตรงมาของแม่ไม่ได้ จากนั้นพี่ชายก็หันไปบอกแม่เบาๆ ว่า "อากาศหนาวก็อย่างนี้แหละแม่" เอาเข้าไป!



จุดมุ่งหมายต่อไปของเราก็คือ Venice เมืองเกาะกลางน้ำที่ว่ากันว่าจะจมหายไปภายในอีก 50 ปีข้างหน้า!

ก้าวแรกที่เราเดินออกมาจากสถานีรถไฟในเวนิซ ครอบครัวของเราก็เกิดอาการ Culture Shock ขึ้นเป็นครั้งแรก อันที่จริงเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเวนิซมีลักษณะเป็นเกาะ เวลาไปไหนมาไหนคนที่นั่นก็จะใช้เรือเป็นพาหนะ แต่สิ่งที่เราคิดไม่ถึงก็คือ พอออกจากสถานีรถไฟปุ๊บก็เจอนำปั๊บ มองไปทางไหนก็มีแต่น้ำกับเรือ นักท่องเที่ยวที่ลงรถไฟมาพร้อมกับเราก็ดูท่าว่าจะช็อคไม่ต่างกับเราเลยทีเดียว จนมีชายใจดีคนหนึ่งเดินมาบอกว่า ถ้าไปจะนั่งเรือเมล์ก็เดินไปอีกหน่อย แต่ถ้าจะนั่ง (เรือ) แท็กซี่ก็เดินตามมาเลย เราสามคนก็เลยตัดสินใจเดินตามไปขึ้นเรือแท็กซี่อย่างว่าง่ายเพราะยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะหาโรงแรมของตัวเองเจอได้ยังไง



เวนิซเป็นเมืองที่สวยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเองมากๆ แต่ด้วยความที่มันทั้งสวยทั้งแปลกนี่แหละ ทำให้มองไปทางไหนก็เจอแต่นักท่องเที่ยว (สรุปว่าเมืองนี้มีแต่น้ำ เรือกับนักท่องเที่ยว หุหุ) เราเลยรู้สึกว่าไม่ได้ดื่มด่ำกับความงดงามของเมืองนี้เท่าที่ควร

Next Stop...Milan!



เราเดินทางมามิลานด้วยจุดประสงค์หลักคือ ช็อปปิ้ง! พี่ชายชาวสีม่วงของเราใฝ่ฝันมากที่จะได้เดินทางมาซื้อสินค้าเครืองหนังชั้นดีที่เมืองนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ รองเท้าหนังสัญชาติอิตาลีนั้นคุณภาพดีขั้นเทพเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝีมือการตัดเย็บ สไตล์ หรือคุณภาพของหนังที่ใช้ อีกทั้งราคาก็ไม่แพงมาก แม้แต่รองเท้าแบรนด์เนมทั้งหลาย (หากว่าคุณไม่สนใจเรื่องความเก่าใหม่ของคอลเลกชั่นมันมากนักนะคะ) ก็สามารถหาซื้อได้ในราคาไม่แพงที่เอ้าท์เล็ท แต่นอกจากการช็อปปิ้ง และ Duomo โบสต์หลังใหญ่สไตล์ Gothic แล้ว มิลานดูจะสู้เมืองอื่นๆ ที่เราผ่านมาไม่ได้ ด้วยความที่เป็นเมืองแห่งธุรกิจการค้า ทำให้มิลานดูวุ่นวายในแบบฉบับของเมืองใหญ่ ซึ่งนอกจาก Duomo ที่งามตระหง่าน มิลานก็ไม่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามน่าจดจำอื่นๆ อีกเลยแต่แค่ได้มาช็อปที่นี่ก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์แล้วล่ะ ถ้าเพียงแต่สวรรค์แห่งนี้จะมีคนปั้มเงินให้เราใช้ด้วยก็คงจะดี



...และแล้วก็มาถึงเมืองที่ฉันรอคอย...โรม!


ด้วยความที่ฉันเป็นแฟนหนังคลาสสิกอย่าง The Roman Holiday ทำให้ฉันใฝ่ฝันเหลือเกินที่จะได้เดินทางมาเยือนโรมสักครั้งในชีวิต การมาเยือนคราวนี้ ตั้งใจเหลือเกินว่าอยากจะชักรูปตัวเองนั่งเวสป้าขี่ไปมารอบ Colossuem แล้วจินตนาการว่าตัวเองเป็น Audrey Hepburn หุหุ



โรมอาจจะดูเสื่อมโทรมและไม่สวยอย่างที่เคยเห็นในรูป แต่โรมในสายตาของฉันก็ยังคงความขลัง คลาสสิกและน่าหลงใหลอยู่ดี



ด้วยความที่โรมเองก็มีแต่นักท่องเที่ยว ครอบครัวของเราจึงต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินเยี่ยมชมเมืองในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ยังหลับอยู่ แต่ถึงจะเช้า โรมก็ยังมีชีวิตชีวาด้วยคนท้องถิ่นที่ตื่นกันออกไปทำมาหากิน



น่าเสียดายที่ได้เที่ยวโรมเพียงสองวันกับอีกหนึ่งคืนเท่านั้น ความฝันที่อยากจะนั่งเวสป้ารอบ Colossuem แบบ Audrey Hepburn ก็ยังไม่ได้ถูกเติมเต็ม ("กลับไปขี่ควายที่บ้านนาก่อนนะเรียม" -- พี่ชาย) แต่เราก็หมายมั่นปั้นมือเอาไว้แล้ว ว่ามีโอกาสอีกเมื่อไหร่ ฉันจะต้องกลับไปอิตาลีอีกให้ได้ คราวนี้ล่ะฉันจะทำตัวเป็นนางเอกฮอลลีวูดให้ได้ คอยดู




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 2 สิงหาคม 2553 0:51:24 น.
Counter : 168 Pageviews.  

Incredible India

อินเดีย ดินแดนที่ผู้คนมักจะบอกคุณว่า หากคุณได้ไปเหยียบสักครั้ง ถ้าไม่หลงรักมันเข้าอย่างจัง คุณก็จะเกลียดมันเข้าไส้ไปเลย





ในชีวิตนี้ ไม่เคยคิดอยากมาเที่ยวอินเดีย เพราะเป็นคนกินยากอยู่ยากระดับเทพ แต่ก็ต้องไปอินเดียเพราะงานพาไป งานนี้เราต้องไปอยู่ที่ New Delhi ถึงหนึ่งอาทิตย์ทีเดียว

ก่อนเดินทางไปอินเดียเราเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดขนาดเหมาะมือไปหลายชิ้น ทั้งแปรงขัดส้วม ถุงมือ ฟองน้ำ น้ำยาล้างจาน ประมาณว่าปลอดภัยไว้ก่อน ทั้งๆ ที่ บริษัททัวร์ที่นั่งยัน นอนยันว่าจองโรงแรมระดับห้าดาวให้อยู่ ก็มันโดนขู่เอาไว้แยะนี่นา



วันออกเดินทาง ความกลัวที่เราคิดไว้ก็เริ่มจะเป็นจริง เริ่มจากเครื่องบินสายการบิน Indian Airlines ที่จองเอาไว้ดีเลย์จากเวลาเดิมไปอีกสามชั่วโมง ในใจเริ่มคิดแล้วว่านี่ขนาดยังไม่ถึงอินเดีย ฤกษ์ก็ไม่ดีซะแล้ว

พอได้ก้าวเท้ามาเหยียบอินเดียในที่สุด ฉันก็เกิดอาการ Culture Shock กับความวุ่นวายของเมืองหลวงอย่าง Delhi เพราะคนที่นี่ เวลาขับรถไม่เปิดไฟแล้ว ไม่ขอทาง ไม่ดูสัญญาณจราจร สิ่งเดียวที่ผู้ขับขี่ที่นี่ทำก็คือ "บีบแตร" บีบ บีบ บีบ จะเดินหน้าจะถอยหลังก็บีบ แถมเวลาข้ามถนนที่นี่ ฝีมืออย่างเดียวไม่พอ เรายังต้องอาศัยดวงอีกด้วย



แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราจินตนาการเอาไว้ โรงแรมที่อยู่นั้น ถึงแม้จะไม่ได้สมราคาโรงแรมห้าดาว แต่ก็สวยงามมีเสน่ห์ แถมยังมีเรื่องให้ตื่นเต้นทุกคืน

ด้วยความที่อ่านจากอินเตอร์เน็ตมาว่า พนักงานทำความสะอาดของที่นี่จะชอบมาเคาะห้องเราตอนดึกๆ ด้วยความที่เป็นผู้หยิงเดินทางกันสองคน เราก็เลยระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะพนักงานทำความสะอาดจะเป็นผู้ชายทั้งหมด วันแรกที่มาถึงทุกอย่างยังคงเป็นปรกติดี แต่พอมาถึงคืนที่สอง หลังจากที่เรากลับมาจากทำงานนั้นเอง เราก็สังเกตว่าขยะภายในห้องยังไม่ถูกเก็บ แต่เพียงไม่ถึง 15 นาที พนักงานก็มาเคาะประตูเพื่อที่จะเก็บขยะและเปลี่ยนผ้าขนหนูในห้องน้ำ อีกซักพักนึง พนักงานอีกคนก็จะมาเคาะประตูเพื่อถามว่าอยากได้น้ำเพิ่มรึเปล่า แต่พอเพื่อนเราเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน และบอกเขาว่าห้ามมาเคาะประตูอีก พวกพนักงานก้ดูจะไม่ค่อยกล้ารบกวนเรามากนัก (แต่ไม่ได้หมายความว่าหยุดโดยสิ้นเชิงนะ) มารู้เอาทีหลังว่าที่เค้าไม่เข้ามาทำความสะอาดให้เสร็จๆ ไปเลยทีเดียวเพราะคิดว่าถ้ามาทำตอนที่เราอยู่ในห้องด้วย พวกเค้าจะได้ทิปนั่นเอง ซึ่งวิธีของพวกเค้ามันออกจะน่ากลัวไปนิด โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่เดินทางกันเอง ซึ่งไม่ค่อยจะแฮ็ปปี้เวลาเจอผู้ชายร่างทะมึนเดินตามเข้าห้องโดยไม่ได้รับเชิญ

แต่นอกจากเรื่องนี้แล้ว เรียกได้ว่าเราประทับใจกับปนะเทศอินเดียอย่างไม่น่าเชื่อ!



เรื่องอาหารการกินนั้น ไม่เป็นปัญหาอย่างที่คิด เพราะเราไม่กินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าอยู่แล้ว และพอชินกับวัฒนธรรมของที่นี่ อะไรๆ มันก็ง่ายขึ้น

คนทำงานบริการที่อินเดียเงินเดือนน้อยมากๆ พวกเค้าก็เลยคาดหวังกับทิปพอสมควร และอินเดียก็ไม่ต่างกับประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศในโลก ที่เงิน บางครั้งก็เป็นใบเบิกทางให้กับความสะดวกสบายต่างๆ เราให้ทิปพนักงานโรงแรมเพียงแคไม่ถึงสามสิบบาทไทย พวกเขาก็ยินดีบริการเรามากๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้เมื่อได้มาเยือนอินเดียก็คือ คนที่นี่คอยมองหาช่องทางทำมาหากินอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกุลีที่คอยช่วยเราแบกของหนักๆ โดยคิดเงินต่อครั้งเพียงไม่ถึง 20 รูปี หรือคนรับจ้างเดินซื้อของให้เราโดยคิดค่าบริการ 15 รูปี และทุกคนมี Service Mind ที่น่ายกย่อง

เวลาเราไปซื้อของ พวกเค้าจะยินดีมากที่คุณให้ความสนใจกับของๆ เค้าและจะเต็มใจรื้อของออกมาโชว์ให้ดู แม้ว่าคุณจะไม่ซื้อก็ตาม จนในบางครั้งเรารู้สึกเกรงใจพวกเค้ามากและพยายามบอกเค้าว่า ไม่ต้องรื้อก็ได้ ชั้นดูเฉยๆ ก็ได้ พวกเค้าก็จะตอบกลับมาทันทีว่า "Don't worry ma'am, it' s my job."

อินเดียอาจไม่ใช่ประเทศที่ศิวิไลซ์มากนัก แต่ท่ามกลางความวุ่นวาย อินเดียก็เป็นระเทศที่แสนจะมีสีสันและมีรสชาติ ผู้คนที่นี่ แม้จะไม่ได้ใสซื่อ แต่ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส แม้ว่าคุณกำลังโวยวายใส่เค้าอยู่ก็ตาม

การไปอินเดียครั้งนี้ ยังทำให้ฉันได้รู้จักกับชายคนหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็น้เหมือนบอดี้การ์ดส่วนตัวตลอดระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ฉันอยู่ที่นั่น เค้าชื่อ Deedee คนขับรถแท็กซี่ชาวซิกส์ ผู้ที่จะทำหน้าที่ไล่พวกเด็กๆ และขอทานที่กรูกันเข้ามาขอเงินหรือขายของต่างๆ กับพวกฉัน Deedar เป็นคนขับแท็กซี่อารมณ์ดี ผู้ที่ไม่ว่าจะต้องจอดรถรอพวกฉันจนดึกดื่นแค่ไหน Deedar ก็จะหิ้วท้องกลับไปกินข้าวฝีมือภรรยาเขาเสมอ Deedar ไม่ชาร์จเงินเกินราคา (อย่างน้อยฉันก็ไม่รู้สึกว่าจ่ายเงินเกินราคานั่นแหละ) และเขาก็สัญญาว่าจะพาพวกฉันไปเที่ยว Taj Mahal แน่ๆ (ในราคาไม่แพง) หากว่าฉันได้กลับไปที่อินเดียอีกครั้ง

ซึ่งนั่นก็เป็นความตั้งใจของฉันอยู่แล้ว ก็เพราะตอนนี้ฉันหลงรักอินเดียเข้าเต็มเปาเลย




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2552 21:27:17 น.
Counter : 280 Pageviews.  

The Life Changing Journey

ในแต่ละครั้งของการเดินทาง ประสบการณ์ที่ได้จากมันสามารถทำให้วิธีมองโลกของเราเปลี่ยนแปลงไป บางครั้งมันอาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ แต่ในบางครั้งมันก็แทบจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนชีวิตของเราไปเลย ซึ่งตลอดอายุที่ใกล้จะ 30 เต็มแก่ของฉัน ฉันได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ได้เปิดหูเปิดตา เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่มีการเดินทางเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ที่ฉันสามารถพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า "เปลี่ยนชีวิต" ของฉัน แบบหน้ามือเป็นหลังมือ





Boston, U.S.A.

ฉันเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อราวๆ ปี 1995 ตอนนั้นฉันเป็นเด็กวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ติดเพื่อน ดื้อ และไม่ค่อยจะสนใจร่ำเรียนสักเท่าไหร่ ทำให้สอบตกเป็นประจำ โดยเฉพาะวิชาเลขและภาษาอังกฤษ ตอนนั้นแม่คงมองเห็นว่า ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป สงสัยลูกคงจะเตลิดไปไกลกว่านี้แน่ๆ แม่ฉันตัดสินใจส่งฉันไปเรียนที่อเมริกา เนื่องจากตอนนั้นพี่ชายฉันเรียนอยู่ที่นั่น และฉันก็ไม่ค่อยจะเชื่อใครเลยนอกจากพี่ แม่เลยคิดว่าพี่ชายน่าจะช่วยดูแลน้องได้

ว่าแล้วแม่ก็จัดเตรียมทุกอย่างและส่งฉันบินเดี่ยวขึ้นเครื่องบินมาสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพ ตอนนั้นฉันต้องนั่งเครื่องบินมาลงที่แอลเอ แล้วนั่งเครื่องต่อไปที่บอสตัน เด็กอายุ 15 เดินทางคนเดียวและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ มีเพียงกระดาษที่เขียนคำอ่านบทสนทนาภาษาอังกฤษที่จำเป็นหนึ่งใบเท่านั้น

ฉันต้องเดินข้ามอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศเพื่อมาต่อสายการบินในประเทศที่อาคารอีกหลังหนึ่ง ระหว่างทางเจอหนุ่มผิวหมึกเดินมุ่งหน้าเข้ามาหา พลางพูดอะไรก็ไม่รู้ เพราะฟังไม่ออก แต่ที่เห็นในหนัง คนผิวดำน่ากลัวและไม่น่าไว้ใจ ฉันเลยวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิต

และสุดท้าย ก็ได้เจอหน้าพี่ชายที่บอสตัน...



พี่ชายเองคงได้รับทราบปัญหามาจากแม่ จึงตัดสินใจว่า ถ้าให้น้องอยู่ด้วยคงไม่ดี เพราะคงไม่ได้เรียนรู้ชีวิตหรือฝึกภาษาอย่างจริงจัง อย่ากระนั้นเลย เอาไปฝากไว้กับครอบครัวฝรั่งดีกว่า

นับตั้งแต่นั้น การผจญภัยของฉันก็เริ่มขึ้น

ฉันต้องอยู่กับครอบครัวครึ่งอเมริกันครึ่งอียิปต์ใน Wellesley ซึ่งอยู่ใกล้โรงเรียน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ เย็นวันศุกร์พี่ชายฉันจะมารับไปอยู่ด้วยและจะพากลับมาส่งในวันอาทิตย์ หมายความว่าตลอดทั้งสัปดาห์ฉันจะได้พูดภาษาไทยแค่สองวันเท่านั้น

แต่ปัญหาคือ ฉันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ทำให้ลำบากสุดๆ เวลาต้องการอะไรก็ต้องหาวิธีสื่อสารให้ครอบครัวฝรั่งเข้าใจ เวลาไปโรงเรียนก็เจอแต่นักเรียนจากเกาหลี ญี่ปุ่น ซาอุฯ อัฟริกาและอเมริกาใต้ ภาษาอังกฤษที่ไม่กระดิกอยู่แล้ว เลยยิ่งไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่เมื่อเจอหลากหลายสำเนียงเข้าไป ฉันคิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อนและโกรธแม่มากๆ ว่าทำไมต้องให้ฉันมาอเมริกาด้วย เรื่องอาหารการกินรึก็ลำบาก แค่อยากกินชามะนาว ยังสั่งยากสั่งเย็น

"แกจะได้รู้บ้างว่ากระเหรี่ยงรู้สึกยังไง" แม่มักพูดคำนี้ เวลาที่ฉันโทรกลับมาบ้าน นี่รึคือวิธีสอนของแม่

ด้วยความที่พูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง พี่ชายจึงแนะนำให้ดูหนังกับฟังเพลงฝรั่งเยอะๆ จะได้ชินกับสำเนียงภาษา และมีเรื่องไปคุยกับเพื่อนที่โรงเรียน

และเพียงเดือนเดียว ฉันก็เริ่มปรับตัวได้ ฉันเริ่มหาวิธีเอาตัวรอด เริ่มมีเพื่อน เริ่มสนุกกับชีวิต ซึ่งฉันก็โชคดีด้วยที่ได้เจอกับ Americo หนุ่มเกย์ผิวหมึกจาก Angola ที่อยู่อเมริกามาหกเดือนแล้ว ภาษาอังกฤษของเขาจัดว่าดีทีเดียว แถมใจเย็น ทำให้ฉันกล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ทีแรกฉันก็ไม่ค่อยกล้าคุยกับเขาหรอก เพราะทัศนคติที่ว่าคนดำน่ากลัวนั่นแหละ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนที่ยิ้มและเป็นมิตรอยู่เสมอ ทำให้ความคิดแคบๆ นั่น ค่อยๆ สลายไป

พอเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น ฉันก็เริ่มกล้าที่จะไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ยิ่งครอบครัวฝรั่งที่อาศัยอยู่ด้วยไม่ค่อยมีเวลาอยูด้วย ฉันจึงหัดนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ ด้วยตัวเอง มีหลงบ้าง มีเรื่องเสียวๆ บ้าง ให้พอเป็นรสชาติชีวิต

มีอยู่ครั้งหนึ่ง จำได้ว่าเป็นวันอาทิตย์ แต่สัปดาห์นั้นพี่ชายฉันมีสอบจึงไม่ได้มารับ ส่วนครอบครัวที่อยู่ด้วยกำลังจะออกไปทานข้าวกันข้างนอก และบอกกับเราว่าพวกเขาอยากใช้เวลาอยู่กับครอบครัวของเขามากกว่า ฉันรู้สึกเงมาก ก็เลยนั่งรถไฟเข้า Boston โดยลืมไปว่าเป็นวันอาทิตย์ ร้านรวงต่างๆ พากันปิดหมด และทันทีที่ก้าวลงจากรถไฟ ฉันก็เห็นควันขโมงเต็มสถานี สอบถามตำรวจได้ความว่าไฟไหม้ ถ้าฉันจะกลับบ้านต้องเดินไปขึ้นรถไฟอีกสถานีหนึ่งซึ่งห่างไปยี่สิบนาที แต่ด้วยความที่ภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรงพอ ฟังคุณตำรวจบอกทางไม่รู้เรื่อง กว่าจะหากลับบ้านได้ ก็ค่ำแล้ว จนครอบครัวที่อยู่ด้วยโทรไปบอกพี่ชายฉัน เพราะนึกว่าฉันหายตัวไป

ฉันอยู่ที่อเมริกาเพียงห้าเดือนก็ต้องกลับมาเมืองไทย เพราะต้องกลับมาเรียนต่อที่โรงเรียนเดิม แต่การเดินทางครั้งนั้นให้บทเรียนหลายๆ อย่างกับฉัน ฉันมีความเป็นตัวของตัวเอง ฉันหันมาสนใจเรียนภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะไม่อยากจะเป็นกระเหรี่ยงอีกต่อไป ฉันหลงใหลในการดูหนังและฟังเพลงเอามากๆ และวิธีที่ฉันมองคนอื่นๆ ก็แตกต่างออกไป ฉันเรียนรู้ที่จะยอมรับในความแตกต่างของคน ฉันเรียนรู้ที่จะไม่ตัดสินคนอื่นจนกว่าจะได้รู้จักกับคนๆ นั้นจริงๆ และสิ่งเหล่านั้นเองที่ช่วยสร้างให้ฉันเป็นฉันในวันนี้

การที่ฉันหันมาสนใจเรียนภาษาอังกฤษทำให้ฉันมีอาชีพเป็นนักเขียนนักแปล และการที่ฉันเสพติดการดูหนังฟังเพลงฝรั่ง ก็ทำให้ฉันมีความมุมานะจนสามารถเข้าไปทำงานที่นิตยสารหนังและเพลงฉบับหนึ่งได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ

ต้องขอบคุณการตัดสินใจของแม่และพี่ชายที่ทำให้ฉันได้ไปอเมริกา ขอบคุณนะคะ




 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2552 19:39:08 น.
Counter : 160 Pageviews.  


Raintree
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Big Girl with Bad Mouth, but a Bigger Heart
hits Tonghathai Suddee | Create Your Badge
Friends' blogs
[Add Raintree's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.