|
|
|
ออกกำลังการให้เหนื่อยทำไม ถ้าน้ำหนักไม่ลด

ถ้าฉันออกกำลังกายแล้วน้ำหนักไม่ลดลงล่ะ ? ฉันจะออกกำลังกายให้เหนื่อยไปทำไม
คนที่อ้วนนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆครับ เช่น เบาหวาน ความดัน โรค หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับความอ้วนจะสูงขึ้นหาก ไขมันนั้นสะสมอยู่ที่หน้าท้องมากกว่าส่วนอื่นๆ และทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ไขมันใน หลอดเลือดสูง
ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการศึกษาหาวิธีการที่ลดความอ้วนแบบต่างๆที่ให้ประสิทธิผลสูงสุดในการ ทำให้ไขมันที่สะสมโดยเฉพาะที่พุงให้ลดลง
การควบคุมอาหารเป็นวิธีการที่พบได้บ่อยที่สุดครับที่เกือบทุกคนเลือกใช้ แต่ว่าการออกกำลังกาย เป็นวิธีที่สำคัญมากกว่า
ในการลดน้ำหนัก จำเป็นต้องให้ผลรวมของพลังงานแต่ละวันเป็นลบครับ (พลังงานที่ได้รับเข้า มา น้อยกว่า พลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน) การศึกษาส่วนใหญ่ เพิ่มการใช้พลังงานในแต่ละวันด้วย วิธีการออกกำลังกาย แต่มักจะไม่เพียงพอที่จะทำให้น้ำหนักลดลง
เป็นที่รู้กันครับว่าการออกกำลังกาย สามารถช่วยเพิ่มการใช้น้ำตาล เป็นที่ประจักษ์ดีครับว่าถ้า ทำให้น้ำหนักลดลง ก็ทำให้การทำงานของฮอร์โมนอินซูลินมากขึ้น
มีการศึกษาหนึ่งครับ ที่ศึกษาผลระหว่างการควบคุมอาหารเปรียบเทียบกับการออกกำลังกาย แม้ ว่าน้ำหนักจะลดลง หรือไม่ลดลงก็ตาม
ในผู้ชายที่อ้วน 52 คนที่มีดัชนีมวลกายเฉลี่ย 31.3 และมีรอบเอวเฉลี่ย 110 เซนติเมตร มาทำการสุ่ม เป็นกลุ่ม ทั้งหมด 4 กลุ่ม
โปรแกรมโภชนาการและการออกกำลังกาย
แต่ละคนจะได้รับการคิดพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน แล้วจะได้รับอาหารดังต่อไปนี้ ครับ
คาร์โบไฮเดรต 55-60% ของปริมาณแคลอรี่
โปรตีน 20% ของปริมาณแคลอรี่
ไขมัน 20% ของปริมาณแคลอรี่
เป็นระยะเวลา 4-5 สัปดาห์ ในระยะเวลานี้จะมีการชั่งน้ำหนักเพื่อหาพลังงานที่ได้รับในการคง น้ำหนักไว้ให้คงที่
หลังจากนั้นจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
ในกลุ่มที่ควบคุมน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหาร จะลดพลังงานลงไปจากเดิม 700 กิโล แคลอรี่ต่อวัน (ถ้าเดิมเคยได้รับ 2000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน จะเหลือ 2000-700=1300 กิโล แคลอรี่ต่อวัน)
ในกลุ่มที่ลดน้ำหนักด้วยวิธีการออกกำลังกาย ก็จะต้องออกกำลังกายให้ใช้พลังงานมากขึ้น อีก 700 กิโลแคลอรี่ต่อวัน
ในกลุ่มที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ก็จะออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนักให้คงที่
ในกลุ่มควบคุมก็จะคงรับประทานอาหารเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
หลังจากนั้นก็จะปล่อยให้อาสาสมัครกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน โดยที่ไม่อนุญาตให้ใช้วิตามิน หรือ อาหารเสริมใดๆ อาสาสมัครจะได้รับการสอนให้รู้จักเลือกอาหารและออกกำลังกายเพื่อควบคุม พลังงานให้ได้ตามกลุ่มและให้บันทึกรายการอาหารเพื่อให้นักโภชนาการตรวจสอบ
ในกลุ่มที่มีการออกกำลังกายจะให้ออกกำลังกายโดยการใช้เครื่องลู่วิ่งออกกำลังกายเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยแต่ละครั้งจะพยายามให้ได้ระยะทางเทียบเท่ากับการใช้พลังงาน 700 กิโลแคลอรี่
ผลลัพธ์
น้ำหนักลดลงไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มที่ใช้วิธีการควบคุมอาหาร กับกลุ่มที่ใช้วิธีการ ออกกำลังกายเพื่อให้พลังงานลดลงในปริมาณเท่าๆกัน แต่ว่าการเผาผลาญในกลุ่มที่ ออกกำลังกายมีมากกว่ากลุ่มที่ใช้วิธีการควบคุมอาหาร
และอัตราการเผาผลาญขณะพัก กลุ่มที่ลดน้ำหนักด้วยวิธีการออกกำลังกายก็ยังเผาผลาญ มากกว่ากลุ่มที่ไม่มีการออกกำลังกาย ส่วนความดันโลหิตไม่แตกต่างในแต่ละกลุ่ม
ไม่ว่าจะใช้วิธีการลดน้ำหนักโดยการควบคุมน้ำหนัก หรือออกกำลังกายก็ไม่แตกต่างกัน มากราวๆ 8% ของน้ำหนักตัว (7.4 กิโลกรัมในกลุ่มควบคุมอาหาร และ 7.6 กิโลกรัมใน กลุ่มออกกำลังกาย) แต่แตกต่างกันชัดเจนในกลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายและไม่ควบคุมอาหาร (กลุ่มควบคุม)
ในกลุ่มที่ออกกำลังกาย แม้ว่าน้ำหนักจะลดลงหรือไม่ การทำงานของหัวใจจะดีกว่าใน กลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
ไม่ว่ากลุ่มที่ลดน้ำหนักโดยใช้วิธีการอดอาหาร หรือใช้วิธีการออกกำลังกาย ปริมาณของ ไขมันลดลงครับ แต่ว่าในกลุ่มที่ออกกำลังกาย ปริมาณของไขมันจะลดลงมากกว่า
ในกลุ่มที่ลดน้ำหนักโดยใช้วิธีการควบคุมอาหาร จะเสียมวลกล้ามเนื้อมากกว่า แต่ไม่เสีย มวลกล้ามเนื้อในกลุ่มที่ออกกำลังกาย
ในกลุ่มลดน้ำหนักด้วยวิธีออกกำลังกาย รอบเอวจะลดลงไม่แตกต่างจากการใช้วิธีการ ควบคุมอาหาร แต่ว่ารอบเอวลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลัง กายและไม่ได้ควบคุมอาหาร (กลุ่มควบคุม)
ในกลุ่มที่ออกกำลังกาย (แม้ว่าน้ำหนักไม่ลดลง) ก็ยังมีรอบเอวลดลงมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ ควบคุมอาหาร และไม่ได้ออกกำลังกาย แต่น้อยกว่ากลุ่มที่พยายามให้น้ำหนักลดลง
การศึกษานี้จะแสดงให้เห็นครับว่าการออกกำลังกาย ช่วยลดไขมันโดยรวมและช่วยการทำงาน ของหัวใจ มากกว่าการใช้วิธีการควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว และการออกกำลังกาย แม้ว่า น้ำหนักจะไม่ลดลง ก็ยังมีประโยชน์ สามารถลดไขมันที่พุงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยในการทำ งานของหัวใจครับ
อ้างอิง Reduction in Obesity and Related Comorbid Conditions after Diet-Induced Weight Loss or Exercise-Induced Weight Loss in Men A Randomized, Controlled Trial :Ann Intern Med. 2000 Jul 18;133(2):92-103.
| Create Date : 23 กรกฎาคม 2552 |
| Last Update : 23 กรกฎาคม 2552 8:16:36 น. |
| |
|
|
|
|
ฟิตเนส : โปรแกรมสำหรับผู้เริ่มต้น
ถ้าคุณกำลังเริ่มคิดที่จะออกกำลังกาย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีแล้วครับ
การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษ ช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิด ลดภาวะซึมเศร้า ช่วยลด น้ำหนัก และยังทำให้คุณดูดีอีกด้วย
คุณควรเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปครับ เริ่ม "เคลื่อนไหว" ให้มากขึ้น เดินให้มากขึ้น ใช้ลิฟท์ให้ น้อยลง ใช้จักรยานแทนรถยนต์ หรือแม้แต่การทำงานบ้านด้วยตนเองก็ช่วยให้คุณได้ใช้พลังงาน ได้มากขึ้นด้วยครับ
AHA แนะนำให้คุณออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีที่ความหนักหน่วยปานกลาง ให้มีอัตราการเต้น ของหัวใจอยู่ในช่วง 50%-70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด เช่น เดินเร็ว หรือวิ่ง อย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์
คุณสามารถเลือกซื้อเครื่องออกกำลังกายได้ครับ
ก่อนการออกกำลังกาย
ควรไปพบแพทย์ก่อนการเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใดๆครับ โดยเฉพาะผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 45 ปี หรือผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 55 ปี ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพของคุณว่าเหมาะกับการ ออกกำลังกายแบบใด
หลังจากนั้นค่อยเริ่มตั้งเป้าหมายที่คุณจะออกกำลังกายครับ เช่น วิ่ง 5 กิโลเมตร หรือ ตั้งเป้าหมายว่า คุณจะไปที่สถานออกกำลังกาย 5 วันต่อสัปดาห์
พยายามตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นไปได้ครับ ซึ่งมีการวิจัยว่าจะช่วยให้คุณสามารถ "เกาะติด" กับการออกกำลังกายได้มากกว่า
พยายามเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถ้าคุณออกกำลังกายอย่างหักโหมทันที คุณก็จะล้มเลิกไปใน ที่สุด เมื่อคุณเหนื่อยหรือได้รับบาดเจ็บระหว่างการออกกำลังกาย
นิยามของคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายแบบเผาผลาญ : หมายถึง การออกกำลังกายที่ทำให้คุณมีอัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการหายใจที่เร็วมากขึ้น เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน
อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ขึ้นกับอายุครับ ซึ่งคิดจาก 220- อายุ (ถ้าผมมีอายุ 25 ปี ดังนั้นอัตรา การเต้นของหัวใจสูงสุดของผมคือ 220-25 = 195 ครั้งต่อนาที)
การยืดกล้ามเนื้อ เป็นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อครับ อายุที่มากขึ้นกับการ ที่คุณไม่ค่อยออกกำลังกายจะทำให้ข้อยึดติด ดังนั้น การยืดกล้ามเนื้อจะทำให้เพิ่มความยืดหยุ่นของ กล้ามเนื้อ และทำให้เกิดการบาดเจ็บระหว่างการออกกำลังกายลดลง
การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ - การยกน้ำหนัก เป็นการออกกำลังกายเพื่อเน้นความแข็งแรงและ การทำงานของกล้ามเนื้อครับ การยกน้ำหนักก็เป็นออกแรงต้าน การวิดพื้น ก็เป็นการออกแรงต้าน กับน้ำหนักตัว
การวอร์มอัพ : เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อการออกกำลังกาย สามารถเริ่มการวอร์มอัพได้โดยการเดินช้า ๆ การเคลื่อนไหวนี้จะค่อยๆเพิ่มปริมาณของเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อครับ
การคูลดาวน์ เป็นการออกกำลังกายให้น้อยลงภายหลังจากที่คุณออกกำลังกายอย่างหนักมาก่อนหน้า เช่นถ้าคุณวิ่ง คุณก็จำเป็นที่จะต้องเดินต่อเป็นระยะเวลาอีก 5-10 นาทีครับ
ตัวอย่างของการออกกำลังกายสำหรับผู้เริ่มต้น
ก่อนการเริ่มต้นออกกำลังกาย ผมแนะนำให้คุณวอร์มอัพเสียก่อนครับ เช่นการยืดกล้ามเนื้อของข้อ ครับ ซึ่งจะช่วยลดการบาดเจ็บระหว่างการออกกำลังกายลง
เมื่อคุณวอร์มอัพแล้ว แนะนำให้ออกกำลังกายทั้ง 3 ประเภทครับ ได้แก่ การออกกำลังกายเพื่อการ เผาผลาญ การออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และการยืดกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว
การออกกำลังกายเพื่อการเผาผลาญ ให้เริ่มเดิน หรือวิ่ง คงที่เป็นระยะเวลานาน 20-30 นาที ให้หัวใจ บีบตัวเร็วประมาณ 60-70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์
ออกกำลังกายเพื่อการสร้างกล้ามเนื้อ ให้ออกกำลังกายสำหรับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทุกมัดครับ (ท่า สำหรับการออกกำลังกายเพื่อการสร้างกล้ามเนื้อ) ให้ยกได้ 6-12 ครั้งพอดี (ถ้าคุณสามารถยกได้ 13 ครั้งแสดงว่าน้ำหนักนั้นเบาเกินไป แต่ถ้าคุณยกได้ 5 ครั้งแสดงว่าหนักเกินไป ให้เลือกน้ำหนักที่ ทำให้คุณสามารถยกได้ 6-12 ครั้งครับ) ให้ออกกำลังกายเพื่อการสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อ ให้ยืดกล้ามเนื้อข้อต่างๆอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ในแต่ละข้อให้ทำการยืดค้างไว้นาน 10-30 วินาทีครับ
| Create Date : 21 กรกฎาคม 2552 |
| Last Update : 22 กรกฎาคม 2552 11:26:18 น. |
| |
|
|
|
|
อัตราการเผาผลาญพลังงานคืออะไร

อัตราการเผาผลาญพลังงานคืออะไร แล้วจะเร่งการเผาผลาญพลังงานได้ทางใดบ้าง
การเผาผลาญพลังงานเป็นปฎิกริยาทางเคมีของร่างกายที่เซลล์เปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นพลังงานใน การเคลื่อนไหว และทุกสิ่งทุกอย่างของร่างกาย !! การสร้างพลังงานความร้อน การเต้นของหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน หรือแม้แต่การคิด ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้พลังงานเพื่อคงชีวิตอยู่
ปฎิกริยาเคมีของร่างกายแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทครับ
ปฎิกริยาการสลายเพื่อให้ได้พลังงาน เช่น ทำให้ไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน จากอาหาร ให้กลาย เป็นพลังงาน เซลล์จะเปลี่ยนไขมันและคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้พลังงานกับกล้ามเนื้อ และการ ควบคุมความร้อนของร่างกาย แล้วของเสียก็จะถูกขจัดออกจากร่างกาย
ปฎิกริยาการสร้าง เช่น การสร้างเซลล์ใหม่ การสร้างกล้ามเนื้อ และการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็น ไกลโคเจน (แป้งชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมา) เพื่อสะสม
ร่างกายมีการควบคุมทั้งปฎิกริยาการสร้างและการสลายครับ โดยผ่านระบบประสาทและฮอร์โมน ทั้งสองอย่างจะทำงานร่วมกันในทุกๆเซลล์ของร่างกาย
อัตราการสลายพลังงาน คือทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณรับประทานเข้าไป ทุกอย่างที่คุณทำ และ เคลื่อนไหว แม้แต่การที่คุณนอนหลับหรืออยู่เฉยๆ การเผาผลาญพลังงานก็ยังคงมีอยู่ เช่นการ ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ และการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
อัตราการเผาผลาญพลังงานสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนครับ
อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน คือปริมาณของพลังงานที่คุณใช้ในแต่ละวัน คิดเป็น 50-80% ของอัตรา การเผาผลาญของร่างกายทั้งหมด การเผาผลาญในส่วนนี้ขึ้นกับปริมาณกล้ามเนื้อของร่างกายครับ อย่าลืมนะครับว่าการที่คุณสร้างกล้ามเนื้อก็จะช่วยเร่งการเผาผลาญได้เป็นส่วนใหญ่ของการเผา ผลาญของร่างกายในแต่ละวันด้วยครับ
อัตราการเผาผลาญของร่างกายระหว่างการเคลื่อนไหว คิดเป็นเพียง 20% เท่านั้นเอง แม้ว่าคุณจะวิ่ง ก็อาจไม่ได้ทำให้เร่งการเผาผลาญมากขึ้นเท่าใด แต่ว่าถ้าคุณมีกล้ามเนื้อมาก การเผาผลาญในส่วนนี้ ก็สามารถเพิ่มได้เป็นทวีคูณได้อีกครับ
อัตราการเผาผลาญระหว่างการรับประทานอาหาร คือปริมาณของพลังงานที่คุณใช้ไประหว่างการ รับประทานอาหาร เช่นการเคี้ยว การเคลื่อนตัวของลำไส้ อัตราการเผาผลาญส่วนนี้จะขึ้นกับชนิด และปริมาณของอาหารที่คุณรับประทานเข้าไปครับ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจครับว่า การอดอาหาร ทำให้คุณเผาผลาญลดลงเช่นกัน และภายหลังการรับประทานอาหาร2-3 ชั่วโมง อัตราการเผาผลาญ ในส่วนนี้ก็จะเพิ่มขึ้นครับ โดยทั่วไปแล้ว อาหารประเภทไขมันจะเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้ 4% คาร์โบไฮเดรต 6% ส่วนโปรตีนสามารถเพิ่มได้ถึง 20-30% เลยทีเดียวครับ
ผู้เขียน: ปิติ นิยมศิริวนิช http://www.thaifittips.com
| Create Date : 21 กรกฎาคม 2552 |
| Last Update : 21 กรกฎาคม 2552 10:41:28 น. |
| |
|
|
|
|
ออกกำลังกายนานเท่าใด ? ถึงจะพอสำหรับการลดน้ำหนัก

โดยทั่วไป ตามแนวทางแนะนำให้ออกกำลังกายเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 30 นาที เพื่อลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน แต่ทว่าพอสำหรับ ทุกคนจริงหรือ ?
เคยได้ยินมาบ้างใช่ใหม่ครับ สูตรออกกำลังกาย 30 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ "Excercise 30 minute MOST days of week"
แล้วจริงๆมันพอหรือเปล่าล่ะ หรือต้องออกกำลังกายมากกว่านั้น
การออกกำลังกายเป็นส่วนสำคัญในการลดน้ำหนัก และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสุขภาพ 30 นาที เป็นเพียงระยะเวลาขั้นต่ำเท่านั้น
เพียงแค่ 30 นาทีจะช่วยให้คงน้ำหนักอยู่ได้ และยังลดวามเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ตีบ โรคกระดูกพรุน เบาหวาน ความดันโลหิตสูงอีกด้วยครับ
แต่สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย 30 นาทีแล้ว ยังน้ำหนักขึ้นอยู่ แนะนำให้ออกกำลังกายนานกว่านั้น 45 นาที จนถึง 90 นาที
90 นาที จะสำหรับผู้ที่น้ำหนักเกินอย่างมาก ข้อมูลพยว่าผู้ที่น้ำหนักเกิดจะประสบความสำเร็จในการ ลดน้ำหนัก และคงน้ำหนักอยู่ได้ ถ้ายังคงออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนักภายหลังจากการลด น้ำหนักลงสำเร็จแล้ว
การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาเกี่ยวกับแนวทาง
เมื่อปี พ.ศ. 2539 นพ. Bryant ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ ได้แนะนำว่าควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที ที่ ความหนักหน่วงปานกลาง อย่างน้อย 4 วันต่อสัปดาห์ แต่นั่นก็เพียงเพื่อควบคุมน้ำหนักเท่านั้น
ในปี พ.ศ. 2545 ได้มีการนำเรื่องนี้มาถกกันแล้วออกเป็นแนวทางขึ้นมา ว่า
30 นาทีต่อวัน เมื่อคุณมีน้ำหนักปกติ และต้องการสร้างสุขภาพ
60 นาทีต่อวัน เพื่อควบคุมน้ำหนัก
90 นาทีต่อวัน สำหรับการลดน้ำน้ำหนัก
แล้วเวลาล่ะ จะเอาเวลา 90 นาทีต่อวันมาจากไหน
ข่าวดีก็คือ คุณค่อยๆสะสมการออกกำลังกายก็ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องทำทีเดียว 90 นาที แล้วก็ไม่ จำเป็นต้องไปที่โรงยิมทุกวันเพื่อการออกกำลังกายด้วยครับ
เมื่อใดก็ตามที่คุณเคลื่อนไหว แค่เพิ่มระดับของการเคลื่อนไหวให้มากขึ้น เช่น เปลี่ยนจากเดิน เป็น เดินเร็ว ให้หัวใจบีบตัวเร็วมากขึ้น ใช้ลิฟท์ให้น้อยลง เดินขึ้นลงบันไดให้มากขึ้น
ในทางทฤษฎี พลังงานที่คุณจำเป็นต้องเผาผลาญในระหว่างวัน จำเป็นต้องมากกว่าพลังงานที่คุณได้ รับในแต่ละวันครับ
แต่ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ทำอย่างนั้นไม่ได้นานเท่าไหร่ เมื่อคุณไม่ได้ปฎิบัติแม้เพียง 1 วัน อย่า พยายามเพิ่มการออกกำลังกายในครั้งถัดไป เพราะจะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยมากขึ้นและจะไม่ ออกกำลังกายอีกเลย อย่างน้อยที่สุด คุณอาจวิ่งรอบบ้านสัก 2-3 รอบ แล้วทีเหลือทำตามปกติ - เพิ่ม การเคลื่อนไหวให้มากขึ้น
ดังนั้นคำแนะนำที่ว่าให้ออกกำลังกายเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 30-90 นาทีเป็นไปได้ ถ้าคุณลำดับ ความสำคัญเป็นอย่างแรก
การบ้านส่งท้าย
พยายามจำไว้ครับว่า การออกกำลังกายไม่ได้น่ากลัว พยายามทำให้สนุก
ทำเป็นกลุ่ม เดิน-วิ่งกับครอบครัว กับเพื่อน แทนที่จะนั่งอยู่บ้านดูโทรทัศน์อยู่เฉยๆ
พยายามหาสิ่งแปลกใหม่ เช่นว่ายน้ำ หรือ ปั่นจักรยาน ถ้าคุณไม่ค่อยได้ทำ แทนที่จะวิ่งเพียง แค่อย่างเดียว จะทำให้คุณไม่รู้สึกเบื่อ
หาผู้สนับสนุน ให้รางวัลกับตนเองเมื่อถึงเป้าหมาย คนส่วนใหญ่ที่สำเร็จในการลดน้ำหนัก มักให้เพื่อน ครอบครัว เป็นกำลังใจ
เริ่มด้วย 30 นาที คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดครับ คิดว่าให้ออกกำลังกายเพียงแค่ 30 นาที (ซึ่ง บางคนอาจน้ำหนักไม่ลดลง ) ผมแนะนำให้เริ่มที่ 30 นาที แล้วดูผลว่าน้ำหนักของคุณมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างไร ถ้า 30 นาทีแล้วน้ำหนักลดลง เพียงแค่ 30 นาทีก็เพียงพอแล้วครับ แต่ ถ้าน้ำหนักไม่ลดลง แนะนำให้เพิ่มเป็น 45 - 60 - 90 นาทีครับ
แนวทางข้างต้นจะมีการเปลี่ยนแปลงทุก 5 ปีนะครับ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2553 แนวทางนี้ก็จะมีการ เปลี่ยนแปลงอีกครั้งครับ
เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ: ปิติ นิยมศิริวนิช http://www.thaifittips.com
| Create Date : 21 กรกฎาคม 2552 |
| Last Update : 21 กรกฎาคม 2552 10:39:13 น. |
| |
|
|
|
| |
|
|