Don’t you think that you need somebody – Don’t you think that you need someone – Everybody needs somebody – You are not the only one -- [Gun N' Roses]
    สมองเม็ดถั่ว รั่วๆ มึนๆ ผลความคิดของสมองเล็กๆ ที่เขย่ากรุ๊งกริ๊ง ในหัวกลวงๆ
    Follow Beanybrain on Twitter
Group Blog
 
All blogs
 

"น้ำตาลแดง" หวานนุ่ม หวานนาน...

น้ำตาลแดง  หวานนุ่ม หวานนาน...
(ระวัง Spoil บางส่วนครับ)


คุณกล้ามั้ยที่จะยอมรับความจริง...

"น้ำตาลแดง" โปรเจคหนังอีโรติค ใจกล้าท้าตลาดและกระทรวงวัฒนธรรม
งานนี้คุณปรัชญา ปิ่นแก้ว นั่งในตำแหน่งที่ปรึกษา...
รายละเอียดโปรเจคไปหาอ่านกันได้มากมายตามเวปนะครับ ...

ผมได้ไปดูภาพยนต์เรื่องนี้เมื่อวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตกใจครับ ทั้งโรงมีอยู่ไม่เกิน 20 คน...
ผมตั้งใจรอดูเรื่องนี้ตั้งแต่รู้ข่าวเรื่องโปรเจคนี้ ผมอยากดูด้วยความอยากรู้ว่า โปรเจคที่พูดไว้แสนดีว่าเป็นอีโรติคนั้นเนี่ย มันจะทำออกมาได้ห่างไกลจาก "ผู้หญิง5บาป" ซักแค่ไหน และมันจะผ่านกองเซ็นเซอร์มาได้ซักแค่ไหน จะดีได้สมที่คุยไว้หรือ..

เดินออกมาจากโรง .. อิ่มครับ... ดีใจที่ได้เห็นหนังอย่างนี้ฉายในโรงทั่วไป ไม่ไปหมกอยู่แต่ใน ลิโด หรือ house ... (ซึ่งเป้นโรงหนังสองโรงที่ผมชอบมาก)

แต่ที่น่าเสียใจคือ ไม่มีคนดูครับ ..

ผมไม่รู้ว่าโรงอื่นรอบอื่นจะเป็นยังไง แต่ SF แจังวัฒนะในวันนั้น คิวต่อซื้อตั๋วยาวจนขดเป็นอุนจิอาราเร่ แต่มีในโรงที่ผมดูไม่ถึง 20 คน...

ผมคิดไปสารพัด แต่บอกตามตรง ใครจะด่าสมองเม็ดถั่วของผมก็ตามสบายครับ
ผมว่าเรื่องนี้ เจ๊งคาโรง คนไทยยังมีมากที่มือถือสาก ปากอมหิน .. ใครจะกล้าพาแฟนไปดูเรื่องนี้เหรอ.. บ้าแล้ว..
พาไปดูเดี๋ยวแฟนหาว่าหื่น ลามก.. ไปคนเดียวเด่วเพื่อนล้อ... เป็นกันซะอย่างงั้น..

น้ำตาลแดง เป็นหนังอีกเรื่องที่จี้จุดสังคมไทยได้ตรงทีเดียว .. Sex เป็นสิ่งที่คนไทยไม่กล้าพูดในที่แจ้ง ... เป็นสิ่งที่ผู้ที่อยากจะดูดีต้องไม่แสดงความสนใจ... ไปถามผู้หญิงคนไหนที่ยังไม่แต่งงาน ถ้าอยากดูดีก็ต้องอาย เขิน ไม่ยอมรับถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา ... ถามสุภาพบุรุษทั้งหลายก็ต้องบอกว่า ไม่เค้ย ไม่เคย คิดอะไรเกินเลยกับแฟนที่คบกันอยู่

ผมถามจริงๆเถอะครับ ผู้ชายคนไหนไม่อยากมีอะไรกับแฟนตัวเองก่อนแต่งงานบ้าง แล้วคนไหนที่ไม่เคยมีอะไรกันเลยก่อนแต่งงานบ้าง... คงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยทีเดียว ...

เอาล่ะ รีวิวหนังกันดีกว่า .. บอกก่อนนะครับ นี่เป้นความเข้าใจหนังจากสมองเม็ดถั่ว มั่วๆมึนๆ ความเข้าใจที่ไม่ตรงกับท่านใดเชิญวิจารณ์แลกเปลี่ยนได้นะครับ แต่อย่าด่ากันเลย มองคนละด้าน เห็นคนละอย่าง มันไม่แปลกนี่นา

ช่วงแรกของหนังได้นิยาม "น้ำตาลแดง" ไว้ค่อนข้างลึกทีเดียว ในฉากที่ ตัวเอกยืนคุยกันริมหาดนั้น ฝ่ายชายได้พูดถึง "สันดารตัวผู้" ไว้ได้ตรงใจ... ตรงถึงขั้นที่ คนใกล้ตัวผมบอกว่า นึกว่าผมเป้นคนเขียนบท ... เพราะคำพูดเหล่านั้นเหมือนคำพูดที่ผมเคยพูดไว้หลายครั้งหลายครา

"ผู้ชายเป็นสัตว์เพศผู้ ซึ่งมีหน้าทีตามธรรมชาติในการสืบสายพันธุ์ อารมณ์ทางเพศจึงเกิดได้ง่ายกว่า" "ผู้ชายไม่ใชมีอะไรกับใครก็ได้ เพียงแต่กระบวนการคิดไม่ซับซ้อนเท่าผู้หญิง" "ผู้หญิงเอาเซ็กซ์แลกรัก ผู้ชายเอารักแลกเซ็กซ์"

นี่คือความเป็นจริง... ยอมรับกันมั้ย...

"โสบนเตียง" ดึงเอาความต้องการดิบๆของผู้ชายคนหนึ่งและผู้หญิงที่เข้าใจความต้องการนั้นเป็นอย่างดีมาชนกัน โดยมีการหักเหความเข้าใจของคนดูในตอนท้ายเพื่อเป็นจุดผ่อนคลายของหนัง หนังเต็มไปด้วย symbolic ต่างๆกระจายอยู่เต็มไปหมด (จนป่านนี้ก็ยังเข้าใจไม่หมด) ภาพสวยงามแปลกตา บางครั้งเกือบทำให้นึกไปถึงหนังอย่าง "สุดสเน่หา" ด้วยอารมณ์ของภาพในบางตอน นักแสดงทั้งคู่ถ่ายทอดและดึงอารมณ์ได้ในระดับค่อนข้างดี ข้อสรุปของตอนนี้ที่ผมรู้สึกได้มีเพียง
"การยอมรับและเข้าใจความต้องการของอีกฝ่าย และพยายามเติมเต็มให้กัน นั่นคือทางที่จะทำให้ทุกอย่างคงอยู่ได้"
 ประโยคนี้เป็นจริงกับทุกรูปแบบความสัมพันธ์ครับ ครอบครัว คู่รัก เพื่อน ผู้ร่วมงาน หรือการเมือง!!!

"รักต้องลุ้น" เรื่องราววนอยู่รอบคู่รักวัยรุ่นคู่หนึ่ง ความอยากรู้อยากลองเป็นตัวขับเรื่องราวทั้งหมด หนังแสดงให้เห็นถึงความอยากรู้อยากลองที่แสดงออกอย่างกล้าๆกลัวๆ ทั้งในกรอบศีลธรรมและสังคม ฝ่ายหญิงเองถึงแม้ในเรื่องก็ทำให้รู้ว่านี่ไม่ใช่ประสบการณ์ครั้งแรกของเธอ แต่ความทรงจำจากครั้งแรกก็ยังฝังลึกในใจ เตือนให้ผุ้รับสาส์นได้ทราบว่า ครั้งแรกน่ะ คิดให้ดีๆ.... ระวังจะเสียใจ ... อารมณ์อยากรู้อยากเห้นอยากลองแสดงออกมาได้ดูมีมิติ ลูกเล่นของการทำหนังซ้อนหนังนั้นผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่อาจจะพยายามสื่อถึงว่าในโลกจริงๆนั้น ไม่มีใครมาสั่ง CUT!! นะเว้ยเฮ้ย... มั้ง...  .. ความอยากรู้อยากลองของวัยรุ่นมันมีอยู่จริง ซึ่งจริงๆโดยธรรมชาติแล้ว นี่แหล่ะคือวัยที่สมควรสืบทอดสายพันธุ์มากที่สุด แรงขับจึงแรง แต่โดนกรอบต่างๆกั้นไว้ แต่ในความเป็นจริง หลังม่านของสังคม สิ่งนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาเพราะยังไงเราก็ต้องแพ้ต่อแรงขับตามธรรมชาติจนได้ การป้องกันต่างๆจึงเป้นสิ่งจำเป็นและการเปิดใจให้ความรู้จะทำให้การระบายออกซึ่งแรงขับของธรรมชาตินั้น ไม่เกิดผลเสียตามมา ...

"ปรารถนา" เรื่องของหญิงสาว และชายหนุ่ม ที่มี chemistry ต่อกันแต่ต่างไม่แสดงออก ... Symbolic เยอะอีกแล้วครับ เก็บไม่หมดอีกแล้ว เรื่องนี้ผู้กำกับเป็นหญิงหนึ่งเดียวในโปรเจค หนังถ่ายทอดความต้องการของผู้หญิงออกมาได้ดีมาก บอกโต้งๆเลยว่า ผุ้หญิงจะมีความต้องการsexก็ไม่ใช่เรื่องแปลก จะรู้สึกอะไรกับคนที่เราถูกตาต้องใจก้ไม่ใช่เรื่องแปลก รึแม้แต่กลิ่น ซึ่งข้อนี้อาจดูโรคจิต แต่เพศหญิงมีประสาทรับรู้ที่อ่อนไหวกว่าชาย มีผุ้หญิงไม่น้อยที่ติดกลิ่นแฟน ชอบซุกชอบดมเสื้อแฟน ไม่ใช่เพราะอารมณ์เพศ แต่เพราะได้กลิ่นแล้วรู้สึกอุ่นใจ สบายใจ ... ใช่มั้ยครับ
แรงขับแห่งความต้องการนี้ อุ้ม ลักขณา ตัวเอกของเรื่องซึ่งทั้งเรื่องพูดอยู่ไม่เกิน 2 ประโยคแสดงออกมาได้ลึกและจริงมาก การระบายออกโดยการช่วยตัวเองในห้องน้ำนั้น สวยงาม นุ่นนวล และยาวนาน แม้ไม่มีการโป๊เปลือยเห็นเต็มที่ก็แค่หน้าท้องแบนราบ กับเนินนมที่ยังมีบราปิด แต่อารมณ์ที่ส่งออกมาใน long take กว่า 10 นาทีนั้นเล่นเอาคนดูทั้งโรงเงียบ (มีแค่ 20 ก็น่าจะเงียบแหละ) นิ่ง และจดจ้องไปกับเธอ ฉากนี้ถ้าผุ้ชายคนไหนดูแล้วไม่ปึ๋งปั๋งขึ้นมาละก็ ผมว่าต้องไวอะกร้าแล้วละครับ แต่พอย์ทของเรื่องที่ผมจับได้ก็คือ ความปรารถนานี้ เธอได้ปลดปล่อยมันไปในทางที่ไม่เสียหาย การชัวตัวเองไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ เป็นหนทางที่จะระบายออกซึ่งแรงขับของธรรมชาติ ดีกว่าจะไปมีอะไรกับใครไปเรื่อยๆ การที่นางเอกกลับไปให้พระเอกสักรูปนกยูงที่เนินสงวนนั้น ผมตีกว่าได้หลายอย่าง จนไม่ขอเขียนดีกว่า เด๋วจะงงตัวเอง ไปดูกันเอาเองละกันครับ

จะถามว่า"น้ำตาลแดง" โป๊มั้ย ผมว่าไม่ แต่มีเปลือย... อีโรติค ต้องสื่อถึงอารมณ์ทางเพศกับคนดูได้ เรื่องนี้ทำได้ ผมเองก็ยอมรับว่าถูกกระตุ้นไปหลายๆหนระหว่างที่ดุ แต่หนังอีโรติคไม่ได้ต้องการให้คนดูมีอารมณ์ถึงขั้นจะออกไปทำอะไรใคร เป็นอารมณ์ระหว่างหนังที่พอเปลี่ยนฉากไป มันก็จบไปด้วย เหมือหนังเศร้าก็อย่าให้คนเศร้าร้องไห้ไปด้วย หนังตลกก็อยากให้คนขำ หนังบู้ก็อยากให้คนมันส์ หนังผีก็อยากให้คนกลัว แล้วจะแปลกอะไรที่หนังอีโรติก จะอยากกระตุ้นความรู้สึกที่ส่วนนั้นกลางลำตัวของคนดูบ้าง เพียงแต่ทำในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ลงตัว ซึ่ง "น้ำตาลแดง" ทำได้ดีมาก  จะรอดู part2 ของโปรเจคนี้นะครับ

น้ำตาลแดง ไม่ใช่หนังที่ดีจนไม่มีที่ติ จริงๆก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย ... แต่ผมกลับไม่ค่อยสนใจมันเท่าที่มันได้ปักหมุดเรทติ้งหนังไทย และโรงหนังไทยไปเรียบร้อย เป้นเรื่องที่ดีมากครับ มีหนังหลายเรื่องที่ผู้ใหญ่ควรได้ดูในแบบที่ผู้สร้างตั้งใจแต่โดนตัดโดนทายาหม่องจนเสียอารมณ์ หวังว่าต่อจากนี้จะไม่มีอย่างนั้นแล้ว ... ว่าแต่ น้ำตาลแดง เนี่ยถ้าเป็นแผ่นจะขายยังไงครับ รึตัด ... ถ้าตัดก็อย่าขายเลยครับ ดูไม่รู้เรื่องหรอก... จริงๆ




Free TextEditor




 

Create Date : 01 กันยายน 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2553 12:26:51 น.
Counter : 543 Pageviews.  

รักกันไว้เถิด แต่อย่าเลยเถิดจนตาบอด

ดีจังครับ ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าความรักได้รับการโปรโมทมากกว่าวันวาเลนไทน์ มากกว่าวันไหนๆที่เคยผ่านมา
คำว่า"ปรองดอง"ถูกใช้จนเปื่อยกว่าผ้าขี้ริ้วที่บ้าน
รักเป็นสิ่งที่ดี ที่สวยงาม เป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้หมุนไปอย่างมีกำลัง

แต่ทุกคนคงเคยได้ยินคำที่พี่ตูนพร่ำสอน... (กล้าเรียกเค้าพี่เนาะ... แต่เอ... มีใครเคยสอนไว้ก่อนหน้านั้นมั้ยหว่า สมองเม็ดถั่ว มั่วๆมึนๆ)

"มันอาจจะถูกที่ใครบอกไว้ ความรักมันทำให้ตาบอด จนมองไม่เห็นความจริง"

ความรัก ดี สวยงาม แต่อย่าให้รักบังตา...
ถ้าจะรักใครซักคน ควรมองคนนั้นให้เข้าใจ ถ้าจะรัก ก็ต้องยอมรับความจริงและตัวตนซึ่งกันและกัน
เราได้ทำตรงนั้นกันหรือยัง เราข้ามมันไปหรือปล่าว หรือเรากำลังรักอย่างงมงาย รักด้วยความเชื่อ เชื่อในความรัก
หรือเชื่อในความเชื่อของความรักอีกที คือเชื่อว่ารักแล้วจะดี ทุกอย่างจะดีขึ้น

ไม่ต่างกับคลุมถุงชน ผู้ใหญ่บอกว่ารักกันซะนะ แต่งงานกันไป เด๋วก็ดีเอง
คนแต่งไปแล้วรอด ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองก็มี แต่ที่ตีกันบ้านแตกก็มาก

เรามองตัวเองกันอีกที ว่าเรากำลังจะรักกันถูกวิธีมั้ย

พ่อสื่อ พยายามจะบอกให้รักกันๆ แต่ไม่ได้บอกว่าแต่ละฝ่ายมีเรื่องน่ารักตรงไหน
น่าตาดี ตลก แก้มยุ้ย ขาว สวย หมวย อึ๋ม เอ็กซ์ เซ็กซี่ เป็นElly รึไงก็ไม่บอก (โอย... เห็นภาพ...)
เอาแต่บอกให้รักกันๆ แล้วมันจะไปกันรอดมั้ย

ความปรองดอง ความรัก พูดง่ายกว่าทำ จะให้รักอย่างไรเมื่อเพิ่งตีกันอยู่เมื่อวาน นี่มันยิ่งกว่าละครไทยอีกนะเนี่ย
ปรองดอง ไม่ใช่ หลับตาแล้วจับมือกัน ปรองดองไม่ใช่การให้ทำเป็นลืมๆเรื่องของอีกฝ่าย ปรองดองไม่ใช่เรื่องที่ทำจากฝ่ายเดียว
ปรองดองต้องสองฝ่าย ปรองดองต้องร่วมมือ และปรองดองต้องยอมรับกันและกัน ไม่จำเป็นต้องทั้งหมด แต่อย่างน้อยต้องบางส่วน
และอย่า "เหมา"...

เรามามองครับ
มามองว่าตัวตนเค้าที่เราเคยเกลียด มันมีรายละเอียดที่น่ายอมรับตรงไหน
อะไรที่รับไม่ได้ จะทำยังไงกับเค้า
เราเองดีเลิศเลอหรือ... เรามีข้อเสียมั้ย แล้วเราจะทำยังไงกับมัน
แล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ...
รบกวนคุณสุดยอดพ่อสื่อช่วยแนะนำให้ด้วยซิครับ สมองเม็ดถั่วหัวกลวงอย่างผมมันคิดเองไม่ออกหรอกครับ

อย่าเอา "รัก" และ "ปรองดอง" มาใช้แค่เป็นคำที่สวยงาม
อยากเห็นรักที่เป็นรักจริง ไม่ใช่รักลมปาก...

คลุมถุงชนมันไปไม่รอดหรอกครับ เด๋วตีกันบ้านแตกแล้วลูกหลานมันจะเดือดร้อน



------BeanyBrain----------




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2553    
Last Update : 15 มิถุนายน 2553 10:17:12 น.
Counter : 260 Pageviews.  

คันจัง คันถั่ว - สภาปาหี่

สภา ปาหี่

อดไม่ไหวจนได้ ไอ้สมองเม็ดถั่วมันคัน คันจนต้องออกมาโชว์เขลาอีกรอบ

อ้อ... ขอขอบพระคุณท่านที่อุตส่ายกสมองเม็ดถั่วผมให้เป็นเม็ดมะม่วงเมื่อEntry ที่แล้ว แต่ยืนยันครับว่า ผมรู้สึกว่าสมองผมมันเม็ดถั่วอยู่ดี ถ้าจะเป็นเม็ดมะม่วงก็คงเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่คนภูเก็ตเรียกกันว่า เม็ดล่อกาหยี!!! (ชื่อน่ารัก ชอบจริงๆ.. ฟังแล้วจั๊กจี้)

จบไปแล้วครับ สมัยประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกและครม.รายบุคคล

เมื่อเช้าเห็นผู้คนมากมายลุ้นคะแนนกันใหญ่ ... ถามว่าลุ้นทำไมอ่ะครับ ผลมันเป็นอื่นไปได้เหรอ ... (มีพี่ที่รักคนนึงบอกว่า ลุ้นเอาเลขไปแทงหวย.. เออ.. ค่อยเข้าท่าหน่อย)

นั่นแหละครับสิ่งที่แปลก บอกก่อนนะครับ ไม่ใช่ว่าผมหวังจะให้ผลออกมาว่าไม่ไว้วางใจ หรือไว้วางใจใครยังไง แต่ที่ผมอยากเห็นคือคะแนนที่สะท้อนความคิดความเห็นของ สส. ผุ้ทรงเกียรติ ที่เราเลือกไปเป็น "ตัวแทนเรา" ไม่ใช่ "ตัวแทนพรรค"

เนื้อหาของ entry นี้ก็คงบ่นๆ มึนๆ รึกลวงๆ ไปตามประสาผม สมองเม็ดถั่วครับ มันมีอยู่แค่นี้ ... ถ้าใครจะบอกว่าไม่มีสมองก็อย่าเขียน... อันนี้มันเป็นสิทธิของคนเขียนนะคร้าบ ท่านก้มีสิทธิที่จะอ่านรึไม่อ่าน เห้นด้วยรึไม่เห็นด้วย แลกเปลี่ยนกันได้ ignore กันก็ได้ ผมไม่ได้เอาสมองเม็ดถั่วผมไปเป็นครูอาจารย์ที่จะเพาะบ่ม สั่งสอนใคร ผมไม่บังอาจครับ เม็ดถั่วไม่อาจเอื้อม

ผมหวังว่าผมคงไม่ใช่คนเดียวที่คิด แต่ผมก็เชื่อว่าหลายคนก็คงคิดแต่ไม่รู้จะแก้หรือเปลี่ยนมันยังไง รอคนที่มีสมองใหญ่ๆมาช่วย.. ก็ยังรออยู่

คืองี้.. สภาไทย นักการเมืองไทย ... มันยังไงครับ

ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ... เอางี้ต้องถามว่า คนที่อยากเป็นนักการเมือง มีเหตุผลอย่างไร
1. อยากเข้ามาช่วยให้ประเทศที่เป้นที่รักนี้เรียบร้อยและพัฒนา
2. อยากมีเกียรติให้วงศ์ตระกูล พ่อแม่ภูมิใจ
3. อยากเป็นใหญ่เป็นโต มีคนไหว้เป็นศาลพระภูมิ
4. อยากหาช่องทางใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์อื่นๆนอกสภา

สส. รัฐมนตรี นายก... เขาเหล่านี้เป้นลูกจ้างประชาชนนะครับ รายได้เค้าก้เอาไปจากเงินรายได้เรา ตอนก่อนเลือกตั้งเดินไหว้ทุกบ้าน หลังเลือกตั้งกลายเป็นคนใหญ่โตซะงั้น

จะมีกี่คนที่ตั้งใจข้อแบบข้อ 1 แล้วทำได้

ระบบการเมืองไทยเป็นระบบแห่งผลประโยชน์ คุณไม่ต้องบอกหรอกครับว่าพรรคนี้กิน พรรคนั้นไม่.. ถ้าคุณคิดอย่างนั้น คุณลองคิดถึงคำสั้นๆสองพยางค์ "โควต้า"

นี่คือข้อต่อรองผลประโยชน์ข้อแรกที่มีผลตั้งแต่วันเปิดหีบบัตร มองในแง่ดี ทุกพรรคคงมีคนเก่งๆของตนที่พร้อมและอยากจะได้โอกาสในการทำประโยชน์แก่บ้านเมือง แต่คุณเคยเห้นมันเป็นอย่างนั้นหรือไม่ แย่งโควต้ากัน ถ้าไม่ให้ก็ไม่ร่วม ถ้าไม่ให้ก็อยู่คนละข้าง พอให้แล้วก็เอาคนที่ไม่ได้มีความรู้ความสามารถที่ตรงสายงาน จะอาวุโสหรือบริหารงานเก่งก็ไม่แน่ใจ เอามานั่งเก้าอี้ตามที่ได้โควต้ากันมา เป็นลูก หลาน ญาติ เมีย เขย สะใภ้ คนสนิท ของผุ้ใหญ่ในพรรค ถามว่า เข้ามากะจะทำงานหรือครับ รู้เรื่องสิ่งที่ตนเองต้องเข้าไปดูแลซักแค่ไหน ก็เข้ามานั่งให้ได้ยืดว่าเป็น รมต. รมว. กันไป สุดท้ายงานก้ถูกรันไปด้วยข้าราชการประจำ ใครมานั่งก็เหมือนกัน จะไม่เหมือนก็แค่โครงการที่มันกระทบผู้คนรายล้อมรมต. นั้นๆเท่านั้น จะบวกหรือลบก็ตามแต่ มีกี่ครั้งกี่หนที่ได้ยินข้าราชการบ่นว่า งานบางอย่างไปไม่ได้ หรือช้า เพราะสายการเมืองกดดัน และจะมีซักกี่ทีที่เราได้ยินความคิดสร้างสรรค์จากสายการเมืองทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆที่เราจะแข่งขันและต่อสู้ในตลาดดลกได้ ยังดีที่กระทรวงเศรษฐกิจหลักๆมันไม่เน่าตามไปด้วยมากนัก ไม่งั้นคงแย่กันกว่านี้

นี่กลายเป้นข้อต่อรอง ต้องเข้าเซฟเฮาส์ ต้องปิด ต้องลับ... ลับทำไมครับ เรื่องบ้าน เรื่องเมือง จะมาลับๆล่อๆกันทำไม ... ทุกคนยืนอยู่บนข้อต่อรองแห่งผลประโยชน์ ... นี่หรือครับความตั้งใจทำงาน

พอถึงเวลาประชุม จะสมัยไหนเรื่องอะไร พอโหวตก็ต้องมีมารยาททางการเมือง... ใครคิดครับ มารยาททางการเมือง ... คุณมีมารยาท คุณเกรงใจใคร คนที่คุณควรจะเกรงใจที่สุด ไม่ใช่คนที่เข้าคูหาเลือกคุณมาหรอกหรือ

ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มี สส. ก็เพราะ เพื่อเป็นตัวแทนเสียงของชาวบ้าน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะตัดสินใจเรื่องอะไรแล้วให้ประชาชนโหวตไปทุกเรื่อง เราจึงให้เลือก สส. เลือกสส. ที่น่าจะมี"ความคิด" ความเข้าใจ ไปในแนวทางเดียวกับเรามากที่สุดแล้วเข้าไปเป็นตัวแทนของประชาชนจำนวนหนึ่งออกเสียงในสภา

เราต้องการเห็นความคิดของเค้าครับ ไม่ใช่การมีมารยาททางการเมืองโดยโหวตตามมติพรรค เพราะถ้ายังงั้น ไม่ต้องเอาหน้ามาหาเสียงหรอกครับ ให้เลือกพรรคกันไปอย่างเดียวดีกว่า แล้วนับกันไปเลยว่าพรรคได้กี่เสียง สภานั่งกันแต่หัวหน้าพรรคต่างๆพอ ... ที่เหลือ เสียเวลา..

คำว่าเกมส์การเมือง เล่นการเมือง เป็นคำที่ได้ยินแล้ว ขยะแขยงครับ อาจจะว่าผมกระแดะ แต่ถ้าว่า สิ่งที่พวกคุณทำอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองนั้น สิ่งที่คุณเล่นกันอยู่นั้น มันส่งผลถึงใคร ประเทศชาติและประชาชนตาดำๆข้างนอกนี่ใช่มั้ย คุณลองคิดดูซิว่า ถ้าการประชุมงานตามห้างร้าน บริษัทต่างๆ เอาแต่ประท้วง ขัดขา ทำลายจังหวะกันอยู่ เนื้อหาดีไม่ดีไม่รู้ แต่กูเห็นด้วยกะเพื่อนกูเสมอ เด๋วเพื่อนไม่คบ บริษัทนั้นๆจะดำเนินงานไปได้อย่างดีหรือ  

เรื่องบ่นมีอีกหลายประเด็นครับ แต่เขียนไปๆมาๆไปไม่ถูกแล้วซะงั้น

เอาแล้วครับ มึนแล้ว เริ่มพูด ยิ่งมึน ไปต่อไม่ถูก เพราะไม่รู้จะบอกว่ามันเริ่มตรงไหน หรือผิดที่เราๆ ประชาชนที่เลือกแต่คนแบบนี้เข้าไป หรือผิดที่เรา "ยอม" ให้ระบบนี้มันพัฒนาและฝังลึกเป็นวัฒนธรรมของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือจะโทษระดับความรู้การศึกษา แต่ผมก็ยังเห็นผุ้มีการศึกษาหลายคนชื่นชมนักการเมืองกันที่ "ภาพลักษณ์" ไม่ใช่ "ผลงานและสมอง" นักการเมืองผุ้บริหารประเทศนะครับ ไม่ใช่ดารานักร้อง คิดกันให้ดีๆ

รึจะโยงออกไปอีกว่า ผุ้บริโภคไทยชอบซื้อ "เปลือก" นักร้องหน้าตาดีเสียงไม่ดี-ขายได้  ดาราหน้าตาดี เล่นแข็งเป็นหุ่น-ขายได้  ขนมชื่อฝรั่ง ดูสวยงาม-ขายได้  มันเป็นเพราะอย่างงี้รึปล่าว  ไม่ใช่ว่าไม่ให้มองเปลือก แต่อยากให้มอง substance หรือเนื้อหาที่เป็นสาระที่จำเป็นต่อหน้าที่ของสิ่งนั้นด้วย

รึคนไทยจะไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย ตัวผมก้ไม่อยากคิดแบบนี้เลยและก็ไม่เห้นว่าจะมีอะไรดีกว่า แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่บางทีมันรู้สึกขึ้นมาแว้ปๆ.. อันนี้พูดแล้วอันตราย เด๋วโดน "เหมา" ว่าเป็นคอมมิวนิสต์จะโดนยิงกระบาลซะอีก

โอ้ย... เห็นมั้ย เม็ดถั่วไปไม่ถูกแล้วครับ คงได้แต่บ่นๆ พึมพำๆไปลอยๆ เพราะสมองเท่าเม็ดถั่วนี้ก็ไม่มีปัญญาคิดต่อไปถึงทางออกได้.. ไม่สามารถจริงๆ

อ้อ.. อย่าลืม.. ช่วงนี้เค้าว่าให้รักกันมากๆ... เค้าว่าความรักชนะทุกสิ่ง.. แต่อย่าลืมครับว่า คนก็เคยพูดไว้ว่า ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ ดังนั้นพึงแก้ไขทุกข์ให้ได้ก่อนค่อยมีรักดีมั้ยครับ อย่าเอารักมากลบทุกข์ เพราะมันกลบได้ไม่นาน เด๋วมันกลัดหนองแล้วจะลำบาก

ไปล่ะ... ชะแว้ป...




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2553    
Last Update : 2 มิถุนายน 2553 16:03:25 น.
Counter : 204 Pageviews.  

ฉีดน้ำหอม กลบขี้หมา

ผมตั้งใจจริงๆนะครับ ตั้งใจที่จะไม่เขียน blog เกี่ยวกับการเมืองแล้ว
ด้วยเหตุที่รู้ตัวส่าไม่ได้เป้นคนที่รู้มาก รู้ดีอะไร อย่างที่ออกตัวทุกครั้งว่า "สมองเท่าเม็ดถั่ว" อย่างผมจะไปคิดอะไรได้

Entry นี้ ผมว่า อาจจนจบ ก็คงงงๆ มึนๆ เหมือนทุกครั้งที่ผมเขียนเรื่องพวกนี้ เพราะมันมึนครับ มึนจริงๆ

แต่ช่วงที่ผ่านมามันทำให้อดไม่ได้ อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนแสดงความเขลาของตัวเองอีกซักที

หากใครเคยอ่าน entry ที่ผ่านๆมาของผมก็คงจะรู้ว่า ผมไม่ใช่คนที่เชียร์รัฐบาลจ๋า จริงๆผมไม่เคยเชียร์รัฐบาลไหนเลยมากกว่า
บอกตรงๆว่าพฤติกรรมพื้นฐานทางการเมืองบ้านเรา มันน่าขยะแขยง ที่จะว่าฝ่ายรัฐบาลมากหน่อยก็คงเพราะพวกท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีอำนาจอยู่ในมือ
และเป็นผู้ที่ที่ผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในประเทศ

การว่ารัฐบาลช่วงนี้ก็เสี่ยงนะ จะถูก "เหมา" เอาสีมาสาดกัน จะว่าเราแดงซะอีก อันนี้ก็แล้วแต่ศรัทธาล่ะครับ ห้ามกันไม่ได้ เบื่อจะอธิบายแล้วเรื่อง "เหมา" เนี่ย

บอกตรงๆครับ หลังจาก 19 พ.ค. มหาวินาศมานี้ ผมกลับไม่เข้าใจรัฐบาลมากขึ้นไปอีก

ถูกต้องที่สุดครับ.. สิ่งที่เป็นผลจากการชุมนุม การเผาบ้านเผาเมือง มันเลวร้าย ต่ำช้า และสมควรที่สุดที่ผู้กระทำ บงการ และวางแผนจะต้องถูกนำมาลงโทษ
แต่ความเสียหายครั้งนี้ก็มีสองด้าน ผู้คนที่ล้มตาย 88 ศพ บาดเจ็บอีก ร่วม 1500 นี่ก็เสียหายนะครับ

รัฐบาลออกนโยบายเยียวยาห้างร้าน ผู้ค้าต่างๆมาอย่างรวดเร็วถึงขั้นจะมีเงินกู้ยืมให้ตั้งตัวกันใหม่ ดีครับ ชื่นชม แต่รัดกุมหน่อยนะครับ ขอร้อง
ได้ข่าวว่าจะมีก้อนใหญ่กว่านั้นสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ โอเคครับ แต่คิดดูดีๆ ทำให้สวยๆนะครับ อย่าให้ใครเอาไปบอกได้นะว่า สองมาตรฐาน

แต่ที่น่าห่วงคือชีวิตคนครับ คนที่เจ็บตายไปนั้น ไม่ได้มีแต่ตำรวจ ทหาร ชาวบ้านก็มี เหล่านี้คือคนไทยนะครับ เค้าไม่ใช่ศรัตรู เขมร พม่าที่มาตีชายแดน ความช่วยเหลือไปถึงบ้างหรือปล่าว หรือรัฐกลัวเสียงจากกลุ่มที่ "เหมา" ว่าแดงทั้งหมด "เลว" รัฐไม่ควรช่วย ความคิดนั้นถูกแล้วหรือ ถ้าท่านทำอย่างนั้น แปลว่าท่านยอมรับกลายๆว่า การที่คนเหล่านั้นบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ท่านต้องการ

แต่หากท่านบอกว่า การเสียชีวิตนั้นไม่ได้เกิดจากทหาร และตำรวจ และไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องการ แปลว่าพวกเขาเหล่านั้นก็เป็น "เหยื่อ" ของผุ้ไม่หวังดีต่อประเทศ ดังนั้น ท่านควรช่วยเหลือและดูแลเขาใช่หรือไม่ มีความพยายามหาคนยิงมาลงโทษหรือไม่ หรือหาแต่คนยิงตำรวจ ทหาร เฮลิคอปเตอร์ แต่จากวันนั้นจนวันนี้ ผมยังไม่เห็นนายก และ รมว ท่านไหนไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บและช่วยเหลือเงินทำศพเลย หรือผมตาฝาดพลาดข่าวไปเอง เห็นแต่ไปเยี่ยมตำรวจ ทหาร

ท่านไม่รู้สึกอะไรหรือ เมื่อพ่อหลวงของพวกเรา พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนเหล่านั้น ท่านทรงมีพระเมตาต่อผสกนิกรทุกหมู่เหล่าอย่างแท้จริง ท่านไม่เคยมี "สองมาตรฐาน" พวกเราทุกคนเป็นลูกเหมือนกันหมด

ภาพของการช่วยเหลือกันของผู้คนที่ออกมากวาดเช็ดล้างพื้นที่ชุมนุมนั้นสวยงาม ภาพของถนนคนเดินที่ตั้งใจช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้าที่เดือดร้อนจากการชุมนุม ซึ่งเอาจริงๆก็ระบุได้ยากว่าผู้ค้าเหล่านั้นเป้นผุ้เดือดร้อนทั้งหมดหรือไม่ แต่ก็ยังเป้นภาพที่สร้างความสุขได้ หรืออย่างน้อยคนซื้อคนขายก็คงสุขกันไป ภาพของมิวสิควิดีโอที่พยายามสร้างความรักกันในชาติ ภาพนั้นสวยงาม ซาบซึ้ง

แต่หากท่านหวังว่าภาพเหล่านี้จะแก้ปัญหาที่เป็นอยุ่ในระยะยาว คงเป็นไปได้ยาก

ผมอยากชื่นชมรัฐบาลนี้จากความโปร่งใส ตรงไปตรงมาและเป็นธรรม (ผลงานเอาไว้ก่อนก็ยังได้) ไม่อยากเห็นผู้คนชื่นชมท่านนายกของเราเพราะ "ภาพลักษณ์" ที่ดูเป้นคนดี เหมือนที่สาวๆชื่นชมคุณ "ไก่อู" ครับ เพราะท่านเป็นนายกครับ ไม่ใช่โฆษก

ขี้หมายังอยู่นะครับ อย่าพยายามฉีดน้ำหอมกลบเลย ระวัง น้ำหอมจางเดี๋ยวมันจะเหม็นกันขึ้นมาอีก 




Free TextEditor




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2553 14:15:06 น.
Counter : 208 Pageviews.  

วันนี้น่าห่วงแล้ว... พรุ่งนี้น่าห่วงอีก

อากาศร้อนครับ ... แต่บรรยากาศร้อนกว่า...

วันนี้ ความเสียหายมันกระจาย มันกระจายทั้งในพื้นที่ทางกายภาพ พื้นที่ในโลกเสมือน และ พื้นที่ในสมองและจิตใจ

ไม่กี่วันก่อนผมทวิตและขึ้นstatusใน fb ไปลอยๆว่า "วันนแห่งความวุ่นวาย ผมเพียงแต่หวังว่าคงจะไม่มีใคร"สะใจ"กับสิ่งที่เกิด และหวังว่าผู้มีอำนาจจะได้คิดไว้แล้วว่าจะทำอะไรต่อไป" ผมคิดอย่างนั้นจริงๆครับ คิดอยู่ในสมองเท่าเม็ดถั่วของผมนี่แหละ

วันนี้ความรุนแรงที่เกิดจากทั้งสองฝ่ายนั้น คงไม่ใช่สิ่งที่จะมาเถียงหรือมาเลือกข้างกันแล้วว่าใครถูกผิด ใครเริ่มก่อน .. มันเป็นเรื่อง "ไก่กับไข่" ไปแล้วครับ เถียงไปก็ไม่จบ

ผมหวังเพียงแต่ว่า ทุกสิ่งที่"ผู้มีอำนาจ" ซึ่งในที่นี้คือผู้ที่มีอำนาจคุมกลุ่มคนและกำลังทั้งสองฝ่าย จะคิดกันไว้แล้วว่าหลังจากตีกันแล้ว จะยังไงต่อ ผมไม่ได้ว่ากล่าวฝ่ายใด แต่ขอให้ไม่เป็นเหมือนการดำเนินการของรัฐบาล "ทุกๆชุด" ที่ผ่านมา ที่มีงานที่ทำแบบ "จับกระแส" "ฉาบฉวย" "วูบวาบ" ขอให้งานนี้ไม่เป็นหนึ่งในนั้น... (อีกครั้ง... ผมไม่ได้บอกว่าทุกงานที่รัฐบาลทุกชุดทำเป็นแบบนั้นนะ .. ผมไม่ชอบ "เหมา" ..<<--- โปรดอ่าน entry ที่แล้ว )

จริงอยู่ที่มีความวุ่นวาย จริงอยู่ที่เกือบทุกคนกังวลและห่วงใยประเทศชาติ (อีกครั้ง.. ไม่เหมานะ) แต่ความจริงก็คือ นอกพื้นที่ red zone ทุกคนยังต้องตั้งหน้าทำงาน ยังพยายามใช้ชีวิตเป็นปกติ ผมไม่รู้ว่านี่เป็นที่เดียว ครั้งเดียวในโลกหรือปล่าวที่ เรามีสภาพคล้ายสงครามกลางเมืองในบางพื้นที่ ในขณะที่พื้นที่อื่นๆก็ยังนั่งทำงาน ประชุม กินกาแฟ ฟังเพลง ทุกอย่างปกติ

แต่สิ่งที่ผมพอจะสัมผัสได้ก็คือคำถาม และความห่วงใยในวันต่อๆไปว่า .. "แล้วประเทศเราจะยังไงกันต่อไปครับ" ชีวิตคนไทยต่อจากวันนี้จะเปลี่ยนไปแค่ไหน

ปัญหาไม่จบ ณ วันที่ผู้ชุมนุมสลายไปแน่นอน นี่น่าจะเป็นความจริงที่เถียงยาก ... แล้วท่านจะทำไงกันต่อ

ตอนนี้ Red Zone มันไม่ได้มีแต่พื้นที่ทางกายภาพแล้ว โลกไซเบอร์ ก็เถียงกันเอาเป็นเอาตาย เวปที่เคยเป็นที่ถกเถียงด้วยใจที่เป็นมิตรอย่าง Pantip ก็ถึงกับต้องปิดห้องราชดำเนินไปเป็นการชั่วคราว เพราะบอกว่าไม่อยากเป็นส่วนที่สร้างความแตกแยก ซึ่งไม่รู้ว่าจะชั่วคราวถึงเมื่อไหร่

บางคนหลบ red zone ที่ในเมือง เจอรถติด แล้วกลับไปเจอ red zone ที่บ้าน บ้านจะแตกเพราะเห็นไม่ตรงกัน

"แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก" สิ่งนี้มันกำลังจะเกิดได้ยากมากขึ้นทุกทีๆ

เขียนไปเขียนมา ผมเองก็มึนว่าตกลงอยากจะบอกอะไร ... มันวุ่นวาย วกวน อยู่ในหัว

โลกไซเบอร์ทำให้ข่าวสารในวันนี้เดินทางได้เร็ว เร็วกว่าสมัยตุลา พฤศภา และ กันยา ผู้คนรับรู้ข่าวสารได้มากขึ้น แต่ข่าวเองก็ถูกกรองน้อยลง

มันเหมือนดาบสองคม ข้อดีคือการที่ข่าวสารถูกเลือก บิดเบือน หรือ หักเหด้วยความหนาแน่นของอำนาจและพวกพ้อง ได้น้อยลง

ข้อเสียคือ บางครั้ง ข่าวถูกเสนอโดยเน้นความเร็ว โดยที่ ความถูกต้อง มาเป็นรอง (ถูกต้องคือ accuracy นะครับ ไม่ใช่ right เพราะ right มีเรื่องของมุมมองมาเกี่ยวข้อง) ดูง่ายๆ ขนาดข่าวการเสียชีวิตของคุณแจ๊ค สุขารมย์ ซึ่งกว่าจะทราบว่าจริงๆ ตกจากที่สูงที่ไหนแน่ยังทำเอางงไปนาน เด๋วก็สะพาน บ้างก็โรงบาล บ้างก็คอนโด .. ไม่รู้จะรีบเสนอข่าวไปไหน

เอาแล้ว... งงตัวเองครับ.. สถาณการณ์ตอนนี้ทำให้คิดอะไรได้ไม่เป็นเรื่องเป็นราว มั่วๆ มึนๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก

ห่วงไปถึงน้องๆ ลูกๆ หลานๆ ว่าเค้าจะได้อยู่เมืองไทยในแบบไหน


หวังจริงๆครับว่า เราจะได้เห็นทางออกของปัญหาระยะยาวที่ดีๆ ทางออกที่สมองเท่าเม็ดถั่วของผมคิดไม่ได้...




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2553 19:06:54 น.
Counter : 188 Pageviews.  

1  2  3  4  

คิด (KID)
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คิด (KID)'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.