เอาตัวรอดในเมืองแขก ตอนเข้าคิว



เฮฮาภาษาแขกวันนี้เดี๊ยนขอแนะนำเรื่องการเข้าคิวนะคะ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลก วัฒนธรรมการแซงคิวจากกลุ่มผู้ไร้ซึ่งคุณสมบัติผู้ดีมีให้เห็นอยู่ร่ำไป เรามาเริ่มลับฝีปากได้เลยค่า


วันหนึ่งที่ยาวนานร้อนตับแลบ ณ แดนทะเลทราย หลังจากอุ้มแตงโมอาหรับลูกโต 5 กิโลและเมลอนหอมฉุยอีกสองลูกเล็กจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็กะว่าจะไปหั่นครึ่งก่อนใช้ช้อนจ้วงเข้าปากแทนอาหารไปสองวันเลย แล้วก็หน้าตาเบิกบานระรื่นเดินไปเข้าคิวรอจ่ายเงิน สักพักก็มีอีตาหนุ่มแขกหนวดเฟิ้มรูปร่างผอมแห้งนายหนึ่งทำเนียนเดินเข้ามา วางเนื้อสัตว์พร้อมถั่วห่านไรไม่รู้อีกหลายแพ็กด้านหน้าอีเจ๊ งานเข้าพร้อมความหิวและเหนื่อยก็เลยเปลี่ยนหน้าสาวสวยเป็นอีโหดซะหน่อย


อีเจ๊ : Sawi Taboor min Fadlak! กรุณาเข้าแถวด้วยนะคะ (ทำหน้าตานางงามทั้งที่อยากจิกหนวดมันมาขึ้นเข่าสักป้าป)


ไอ้แห้ง : Ana Musta'jil. ผมรีบอยู่ (ดูมันแถ!!!)


อีเจ๊ : Ana Musta'jilah Kaman. Wa ana Jit Awal, Inta Jit Ba'adi. ฉันก็รีบเหมือนกันย่ะ เดี๊ยนเสนอหน้ามาก่อนและนายก็มาทีหลังนะจะบอกให้


ไอ้แห้ง : #$@$#%! (มันรีบโวยวาย....อีเจ๊ฟังมิออก)


อีเจ๊ : หนอยแน่ แซงคิวแล้วริอาจมาด่าเดี๊ยนอีก Inta Mu mu'addab. Hal Inta Rijjal? ไม่สุภาพเลยนะยะ เป็นผู้ชายรึเปล่าเนี่ย?


ไอ้แห้ง : #$@$#*! (แหนะ...มันยังบ่นฟาดหัวฟาดหางขอแนวร่วมต่อ)


อีเจ๊ : Ana Intazart Marra Tawil. Kullana Muntazirin El Taboor. เดี๊ยนรอมานานแล้วนะ ทุกคนเขา็รอแถวกันอยู่



Create Date : 24 เมษายน 2552
Last Update : 24 เมษายน 2552 20:49:44 น.
Counter : 620 Pageviews.

0 comment
เอาตัวรอดในแดนอาหรับ ตอนสั่งอาหาร
พูดมากเดี๊ยนก็ชักหิวข้าวและ มองไปมองมาเดี๊้ยนก็เห็นแต่พี่แขกออกมาเดินเชียร์ลูกค้าเข้าร้าน ว่าแล้วก็เลี้ยวเข้าไปตามเสียงเรียกละกันนะ




Fil  Mat’am   ในร้านอาหารSmiley



พี่แขก:  Jarson!  Qa’emah  Al Akil min fadlik. ( บ๋อย! ขอเมนูหน่อย)

บริกรหนุ่ม:  Tafadal!    (เชิญครับ)

พี่แขก:  Tihibi Takul Eh, ya habibti? (จะทานอะไรดีจ๊ะ ที่รัก?)

สุดสวย:  Ai Hajah. (อะไรก็ได้ค่ะ)


พี่แขก: Hal Takuli  Al  Maraq  Awalan, habibti? (จะทานพวกซุปอะไรก่อนดีเอ่ย?)


สุดสวย:  La, Shukran.   Ana  la  uhib  Al  Maraq. Min  Al mustahsan  An Akul Awal wa Baaden ashrab Asir  Al Fawakih.  (ไม่ค่ะขอบคุณ  เดี๊ยนไม่ชอบซุปค่ะ   ขอทานอะไรก่อน  แล้วก็ตามด้วยน้ำผลไม้ละกัน)Smiley

พี่แขก: Tayib, Wa Awal Eh An Al wajbah  Arra’isiyah, Ayuhuma  Tihibi Takuli Eh: Assamak  Aw Allaham?
(เมนคอร์สอันไหนที่คุณอยากทานครับ   ปลาหรือเนื้อดี)?


สุดสวย: Allaham  Ahsan. (เนื้อละกันค่ะ)


พี่แขก: Inti Ma Bithibi Assamak? (ไม่ชอบปลาเหรอครับ?)


สุดสวย: Ana  Uhibuhu, wa lakin  ufaddil  Allaham. (ชอบค่ะ   แต่ขอเนื้อดีกว่า)

พี่แขก: Maza  Turidin  minal  Helu?  Tihibi tishrabi Eh? แล้วของหวานล่ะจ๊ะ? (ดื่มน้ำอะไรมั้ย?)


สุดสวย: Tihibi Takuli Eh.  Ufaddil  Shurb  Al Qahwah, ala ma Ahsib. Mumkin akhud Maya? (คุณสั่งให้แล้วกัน  ขอดื่มกาแฟดีกว่าแล้วก็ขอน้ำหน่อยได้ไหม?)



พี่แขก: Tafadali Na’kul Ma’baad. (เชิญทานพร้อมกันเลยครับ)

สุดสวย: Mumkin akhud Shuwaya min Hada? (ขออันนี้ฉันนิดนึงได้ไหมคะ?)

พี่แขก: Taba’an. Khudi Ala Kefik, ya habibti!   (แน่นอน คุณสามารถเอาเท่าที่อยากได้เลย,ที่รัก) 

สุดสวย:  Shokran, ya habibi. Uhib Kulla Al Akil jiddan.  Laziz jiddan!!! (ขอบใจจ๊ะดาร์ลิง  เดี๊ยนชอบทั้งหมดมากเลยอ่ะ)  Smiley (อร่อยสุดๆ!!) 

พี่แขก: Intabihi! Ba’den tisiri Dubba! (ระวังจะอ้วนไปมากกว่านี้นะครับ!)

สุดสวย: Arfah! Ana amlah Rajim. (รู้แล้วย่ะ   ฉันลดความอ้วนอยู่)

พี่แขก: Tayib, wa baad al Ghada.  Hatroohi  Al Sinima? (ดีละทานมื้อกลางวันนี้แล้วเราไปดูหนังกันมั้ยจ๊ะ?)

สุดสวย: La, Ashkurak.  Ufaddil Arooh Al Bait, ana  Ta'banah Jiddan.  (ไม่ล่ะแต๊งกิ้วละกันนะคะ   ขอตรงไปบ้านเลยดีกว่าเดี๊ยนเหนื่อยสุดๆเลยอ่ะ)

พี่แขก:  Jarson!  Al Hisab min fadlik!Smiley Smiley (บ๋อย! เก็บตังค์ด้วย)


สุดสวย:  Ana Raiha Al Hamam Shuwaiya! (เดี๋ยวไปห้องน้ำนะคะ)

บริกรหนุ่ม:  Ai' Khidmah? (มีอะไรให้ช่วยไหมครับ)

สุดสวย: Fain Hamam? (ห้องน้ำอยู่ไหนคะ)

บริกรหนุ่ม:  Ila Yaminik.  (ด้านขวาครับผม)


    ..............................................................................................................................



คำศัพท์เพิ่มเติม



Itfadal Takul Maa’ya?  (ทานกับฉันไหม?)
Tihib tishrab Eh? Smiley (จะดื่มอะไรไหม?)

Qahwah Smileyaw Shai Smiley? (กาแฟหรือชา)

Asir (น้ำผลไม้)
Tuffah  (แอ๊ปเปิ้ล)/  Ananas (สัปปะรด)/  Burtugal  (ส้ม)
Rumman  (ทับทิม)/  Mangga  (มะม่วง) /  Faraw’ilah  (สตอเบอรี่)
Lemum   (มะนาว)/  Tammar  (อินทผลัม)


Sukkar  (น้ำตาล)
Salsa  (ซ้อส)
Jubna  (ชีส)
Halib  (นม)
Shukulatah/  Kakao                  (โกโก้, ช็อกโกแล็ต)
Maya / Ma  (น้ำ)


Asta’zin  (ขออนุญาติ)

Law samaht………….                     คุณจะรังเกียจไหม........?
Mumkin akhud Shuwaya.               ขอฉันหน่อยนึงนะ

Akil                                              อาหาร
Akil Halal                                     อาหารฮาลาล
Dajaj                                              ไก่
Laham  เนื้อ /  Laham Baqar  เนื้อวัว /  Laham Khanzir เนื้อหมู  / Laham Kharoof  เนื้อแพะ / Laham Ma’ez  เนื้อแกะ
Samak   ปลา  /  Rubyan  กุ้ง  /  Habbar  ปลาหมึก /  Mahhaar  หอย
Makulat Bahriah         อาหารทะเล


Khudar Smiley Smiley                                      ผัก
Khudar bas  Smiley                                 มังสัตวิรัต,  มีเฉพาะผัก
Fawakih Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley                         ผลไม้
Khubuz                                              ขนมปัง
Samuli                                               ขนมปังยาวๆ
Salatah   &nbjavascript:void(0)sp;                                           สลัด


Futur   อาหารเช้า  /  Ghada    อาหารกลางวัน  /  Asha     อาหารค่ำ


Ta’am                                                    รสชาติ
Ma fi Ta’am                                            ไม่มีรสชาติ
Mu laziz   Smiley                                              ไม่อร่อย
Murr    ขม /   Hali   หวาน /  Malih   เค็ม /  Hamid  เปรี้ยว  /  Har  เผ็ดร้อน /  Filfil  เผ็ด


Barid      เย็น           ≠        Har      ร้อน
Matin / Dubba    อ้วน      ≠      nahif     ผอม







Create Date : 23 มีนาคม 2552
Last Update : 10 ธันวาคม 2552 14:03:14 น.
Counter : 542 Pageviews.

1 comment
เอาตัวรอดในแดนอาหรับ ตอนการทักทาย




วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่อง "การทักทายในภาษาอาหรับ" ละกันนะคะ ถ้้าเจอหนุ่มหล่ออย่างในภาพก็อย่าให้เสียเชิงสาวมั่นด้วยการทักทายไปเลย


สุดสวย :Sabah Al Khair ya Helu!    สวัสดีตอนเช้าจ๊ะรูปหล่อ


พี่แขก : Sabah Al Noor!  สวัสดีครับ


สุดสวย : Kaifa Haluk?  Ma Ismuk?  สบายดีมั้ยจ๊ะ? ชื่ออะไรเนี่ย?


พี่แขก : Ana kwayes alhmdullah. Ismi Ahmad, wa Ma Ismik?  


             สบายดีครับ ขอบคุณพระเจ้า   ผมชื่ออะฮ์หมัดแล้วคุณล่ะครับ


สุดสวย: Ana Ismi Noor.  เดี๊ยนชื่อ "นูร์"


พี่หน้าหล่อ:Aina Taskuni?  คุณอยู่ที่ไหนอ่ะครับ?


สุดสวย:  Askunu Fi Silom.  Kam Umrak?   อยู่ที่สีลมนี่เองแหละ  อายุเท่าไหร่จ๊ะเนี่ย?


พี่แขก: Umri  ۳۰ , wa Kam Umrik?   สามสิบครับแล้วเจ๊ล่ะ?


สุดสวย: Umri ۱۸.  เดี๊ยนสิบแปดย่ะ


พี่แขก: Haqiqi?  จริงเหรอ


สุดสวย: Haqiqi.  อ่ะจริงซิ   Min Aina Anta?  Hal Anta fi Ijazah Huna?  มาจากไหนจ๊ะเราอ่ะ? มาพักผ่อนวันหยุดที่นี่รึไง?


พี่แขก: Ana min Dubai. Na’am fi Ijazah.   ดูไบครับ  ใช่แล้วมาเที่ยวที่นี่


         Hal Sanaltaqi Ghodan,habibti?   เราจะได้พบกันวันพรุ่งนี้รึเปล่า,ที่รัก?


สุดสวย: Yaret,...lakin Ana Asifa ana murtabitoh bimaoit.  ก็อยากอยู่หรอก   แต่ว่าขอโทษทีย่ะ  เดี๊ยนมีแพลนแล้ว


พี่แขก: Fain Rayhah? แล้วจะไปไหนเหรอ?


สุดสวย: Ana Arooh Al Bait.  เดี๊ยนจะกลับบ้านสิย่ะ


พี่แขก: Wa Ana Kazhalik. ผมไปด้วยคนนะ


สุดสวย: Inta timzah?  แอร๊ยย!!ล้อเดี๊ยนเล่นชิมิเนี่ย?


พี่แขก: Ta ba'an, Ana Amzah! แหงล่ะ  ผมล้อเล่น!


สุดสวย:#$@$#%!   อีเจ๊กำลังด่าภาษาอินเตอร์



และแล้วเรื่องราวก็จบตรงที่อีเจ๊ปากขมุบขมิบด่าอีพี่แขกหน้าคมกระเจิงโทษฐานหลอกให้อยากแล้วจากไปผม

ขณะที่เดินหน้าหงิกอยู่ริมถนน   ก็มีเสียงขู่ฟ่อๆตลอดทางเดิน     อีเจ๊คลับคล้ายคลับคราว่าเป็นเสียงเรียกร้องความสนใจของคนดงนี้ก็เลยหันขวับไป   และแล้วก็เจอของดำของดีสีไม่ตกเหนือความคาดหมาย



พี่มืด : ซี่ๆๆๆๆๆ.....ซี่ๆๆๆๆๆๆๆ.......ซี่ๆๆๆๆๆๆ (เรียกร้องความสนใจสุดฤทธิ์)


อีเจ๊ : Ai Mushkilah? Uskut!!   มีปัญหาอะไร? หุบปากไปเลย 


พี่มืด : Ma fi shai,madam!  Asif Lilizaaj!!


ไม่มีอะไรคร้าบบบบ   ขอโทษที่รบกวนครับเจ๊  (ดุชิปอ๋าย...$@$#%)









Create Date : 23 มีนาคม 2552
Last Update : 24 เมษายน 2552 19:21:59 น.
Counter : 1417 Pageviews.

1 comment
ผลงานนิทานหลอกเด็ก
ว่างๆช่วงนี้คนตกงานอย่างดี๊ยนก็จะเล่านิทานให้ฟังละกันนะ
นั่งแปลหลายวันอยู่กว่าจะได้ผลงานเยี่ยงนี้ อ่านเอามันส์แล้วกันนะจ๊ะ

Warum wir vor der Stadt wohnen
ทำไมต้องบ้านชานเมือง



1. Als wir im Haus mit der blauen Lampe wohnten, schien jeden Tag die Sonne heiß and wir mussten die Vorhänge geschlossen halten. Wir hörten von morgens bis abends Musik von der Tanzschule im obersten Stock and manchmal roch es nach Flieder im Frühling.
Immer brannte die blaue Lampe im Flur, auch am Tag, and wenn wir ins Bett gingen, schlossen wir die Türen nicht, damit wir die Lampe sehen konnten. Manchmal hörten wir Schritte and wussten nicht, von wo und von wem, dann war es wieder tagelang ruhig.
Wenn es regnete, hörten wir das Wasser, das den Rinnstein hinunterschoss, und die Tropfen, die von den Blättern der Tulpenbäume auf das Pflaster fielen.

Der Vater las vier Zeitungen, die Mutter kaufte drei Stühle, die Großmutter strickte zwei Paar geringelte Socken für jeden von uns und der Großvater verlor eine Sonnenbrille.
Die Schwester aber war immer traurig. Deshalb zogen wir in den Trolleybus.


1.ตอนที่ครอบครัวของเราอาศัยอยู่ในบ้านที่มีโคมไฟสีน้ำเงิน
มีแสงแดดร้อนๆส่องเข้ามาในบ้านทุกวันจนต้องปิดม่าน เรามักจะได้ยินเสียงเพลงดังตั้งแต่เช้าจรดเย็นจากโรงเรียนสอนเต้นรำข้างบนนั่น และบางทีก็มีกลิ่นคล้ายดอกไลแลคในฤดูใบไม้ผลิด้วยล่ะ ตลอดเวลาเลยที่เจ้าโคมไฟสีน้ำเงินนั่นส่องสว่างอยู่ที่ลาน ทั้งกลางวันและกลางคืนเมื่อเราเข้านอนกัน ประตูไม่ได้ปิดเพื่อเราจะได้เห็นมันได้ บางครั้งก็ได้ยินเสียงฝีเท้าซึ่งไม่รู้ว่ามันมาจากไหนและเป็นใครกันแน่ก่อนจะกลับมาเงียบกริบเช่นเดิม
เมื่อครั้งฝนตกก็จะได้ยินเสียงน้ำซึ่งไหลแทรกตามหินก้อนเล็กก้อนน้อยตามพื้นทางเดิน และหยดน้ำที่มาจากกลีบดอกทิวลิปซึ่งหยดลงมาตามพื้น

พ่ออ่านหนังสือพิมพ์ตั้งสี่ฉบับ ด้านแม่ผมก็ซื้อเก้าอี้มาสามตัว คุณย่ากำลังถักถุงเท้ายาวสองคู่สำหรับพวกเราทุกคนส่วนคุณปู่ก็ทำแว่นตากันแดดอันหนึ่งหาย ส่วนน้องสาวผมไหงชอบซึมๆเศร้าๆชอบกลเพราะงั้นพวกเราก็เลยย้ายมาอยู่บนรถไฟฟ้าแทน





2. Als wir im Trolleybus wohnten, bezahlten wir keine Miete, aber wir mussten jede Stunde eine neue Fahrkarte lösen. Wir trafen viele Leute, doch alle machten ernste Gesichter und hatten es eilig. Manchmal versteckten wir uns unter den Sitzen und horten dem Motor zu, der wie eine Katze schnurrte.
Dann drückten wir auf den Halteknopf, auch wenn wir gar nicht aussteigen wollten. Den ganzen Tag über roch es nach Diesel and Schweiß und wir sahen nur immer dieselben Straßen. Wenn der Bus Verspätung hatte, fuhr er schneller als erlaubt and uns wurde schlecht. Lesen konnten wir nur am Bahnhof, wenn der Bus ein paar Minuten stillstand und wartete, auf die Züge oder auf die anderen Busse oder auf die Zeiger der Uhr.

Die Mutter lernte vier neue Sprachen, der Großvater verlor drei Zähne, der Bruder fend zwei neue Freunde und die Großmutter hatte eine Lungenentzündung. Der Vater aber liebte die Mutter nicht mehr. Deshalb zogen wir in den Wald.



2. ตอนที่พวกเราอาศัยอยู่บนรถไฟฟ้า
ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านแต่ก็ต้องซื้อตั๋วเดินทางใหม่ทุกชั่วโมง ได้เจอหน้าผู้คนเยอะแยะเต็มไปหมดทว่าแต่ละคนชอบทำหน้าดำคร่ำเครียดและรีบร้อน
บางครั้งเราก็ซ่อนตัวอยู่ใต้เก้าอี้นั่งและฟังเสียงเครื่องยนตร์ ที่ส่งเสียงราวกับเสียงขู่ของเจ้าแมวเหมียว และถึงจะไม่ได้ลงจากรถก็เถอะแต่เราชอบกดกริ่ง วันทั้งวันจะมีแต่กลิ่นน้ำมันเครื่องและกลิ่นเหงื่อ พวกเราเห็นแต่ถนนสายเดิมๆ เมื่อตอนที่รถมาสายคนขับก็จะขับเร็วกว่ากำหนดและเราก็รู้สึกแย่ๆ จะอ่านหนังสือได้แต่ละทีก็เฉพาะตอนจอดป้ายรอตามสถานีเท่านั้น ระหว่างที่รถจอดอยู่กับที่รอคอยรถไฟขบวนอื่นๆหรือพวกรถประจำทางไม่ก็จอดรอเวลา

แม่ได้เรียนรู้ภาษาใหม่ๆตั้งสี่ภาษา คุณปู่ทำฟันปลอมหายสามซี่ น้องชายเจอเพื่อนใหม่ๆสองคน แต่ว่าคุณย่าเป็นปอดบวมแถมทั้งพ่อเริ่มหมดรักแม่อีก ดังนั้นพวกเราก็เลยย้ายเข้าไปอยู่ในป่า




3. Als wir im Wald wohnten, lernten wir die Namen aller Pilze und Moose und Farne. Während der Woche weckten uns die Motorsägen um halb sieben und am Sonntag der Specht um halb neun. Am Samstag weckte uns niemand. In manchen Nächten kletterten wir auf den höchsten Baum, um die Lichter der Stadt zu sehen und das rote Licht auf dem Sendemast, drüben am Hügel. Wir bauten uns eine Hütte in den Bäumen, weil der Boden oft feucht war, selbst wenn es nicht regnete. Wir gingen fast nicht mehr in die Schule, sammelten stattdessen Nüsse, die wir den Eichhörnchen verkauften. Dann fuhren wir in die Stadt and kauften uns von dem Geld neue Schuhe mit hohen Absätzen und einmal etwas, von dem wir bis heute nicht wissen, was es ist und wozu man es braucht. Es heißt Oxtode and wir haben es immer noch.

Der Vater wurde vierzig, die Großmutter putzte sich drei Mal am Tag die Zähne, der Großvater sagte alles zwei Mal und die Schwester kam in die erste Klasse. Die Mutter aber verlor ihr letztes Buch. Deshalb zogen wir auf das Dach der Kirche.


3. เมื่อพวกเราอยู่ในป่า
เราเรียนรู้ที่จะจดจำชื่อของเห็ดทุกชนิด มอส และพวกเฟิร์นต่างๆ ระหว่างอาทิตย์เราก็ตื่นขึ้นเพราะเสียงเลื่อยไฟฟ้าตั้งแต่หกโมงครึ่งตอนเช้า และวันอาทิตย์ก็เพราะเจ้านกหัวขวานตอนแปดโมงครึ่ง วันเสาร์ไม่มีใครมาปลุกเรา ในบางคืนพวกเราก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ต้นที่สูงที่สุดบนเนินเขาเพื่อจะดูแสงไฟจากในเมือง และดวงไฟสีแดงที่หอประจายเสียง เราสร้างกระท่อมเล็กๆในต้นไม้เพราะบ่อยครั้งที่พื้นดินชื้นเฉอะแฉะถึงไม่มีฝนตกก็ตาม
พวกเราเกือบจะไม่ได้ไปโรงเรียนอีกแล้วแต่มาเก็บเมล็ดถั่วเพื่อที่จะขายพวกกระรอกแทน จากนั้นพวกเราจึงเดินทางเข้าเมืองและใช้เงินก้อนนั้นซื้อรองเท้าคู่ใหม่หลายคู่ที่มีส้นสูงและก็ของแปลกๆบางอย่าง ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรและใช้ทำอะไรได้บ้าง มันเรียกว่า “อ๊อกโทเดอ” จนถึงตอนนี้มันก็ยังอยู่

พ่ออายุเข้าเลขสี่แล้ว คุณย่าแปรงฟันวันละสามรอบ คุณปู่มักจะพูดอะไรสองรอบ น้องสาวเข้าเรียนชั้นป.1และแม่ก็ทำหนังสือเล่มสุดท้ายของตัวเองหายไป จากนั้นพวกเราถึงย้ายเข้าไปอยู่บนดาดฟ้าของโบสถ์




4. Als wir auf dem Dach der Kirche wohnten, mussten wir am Sonntag früh aufstehen. Dafür gingen wir nie ins Bett, bevor es Mitternacht geschlagen hatte. Wir wussten immer, wie spät es war. Jeden Abend rief der Pfarrer etwas vom Vorplatz herauf, aber wir verstanden ihn nicht. Manchmal kamen Freunde zu Besuch und aßen unsere ganzen Schränke leer and am nächsten Tag mussten wir die Leiter an die Kirche lehnen und neue Vorräte aufs Dach bringen.
Im Sommer waren die Ziegel noch warm, wenn die Sonne längst untergegangen war. Wenn wir Fußball spielten, fiel der Ball hinunter. Dann schauten wir den Wolken nach und erfanden lange Geschichten. Wir hatten eine Küche und eine Stube, und jeder hatte ein eigenes Zimmer, aber es waren keine Wände dazwischen.

Der Bruder fand vier Münzen im Opferstock, drei Mal sagte die Großmutter, sie gehörten nicht ihm, zwei Mal wussten wir nicht, wo die Mutter war, und der Vater machte ein Versprechen. Der Großvater aber war jedes Mal traurig, wenn auf dem Friedhof unten jemand begraben wurde. Deshalb zogen wir in die Geige der Tante.



4. เมื่อครั้งที่เราอาศัยอยู่บนดาดฟ้าของโบสถ์
พวกเราต้องตื่นแต่เช้าตรู่ของวันอาทิตย์และก็ไม่เคยเข้านอนก่อนเสียงตีบอกเวลาตอนเที่ยงคืนเลย เราจะรู้ตลอดว่าช่วงไหนเป็นเวลาใด ตอนเย็นของทุกๆวันคุณพ่อของวัดชอบตะโกนพูดอะไรสักอย่างกับพวกเราจากลานข้างล่างนั่น แต่ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าเขาหมายถึงอะไร บางครั้งเพื่อนๆก็แวะมาเยี่ยมและพากันกินของทั้งหมดที่เรามีอยู่จนเกลี้ยงเลย และวันต่อมาพวกเราก็ต้องเรียนการเป็นผู้นำที่โบสถ์และนำคำสอนใหม่ๆกลับมาบนดาดฟ้าด้วย
ในฤดูร้อนตามก้อนอิฐยังคงอุ่นอยู่แม้ว่าพระอาทิตย์จะตกไปพักหนึ่งแล้ว เมื่อพวกเราเล่นฟุตบอล ลูกบอลตกลงไปและพวกเราก็มองไปที่ก้อนเมฆและแต่งเรื่องยาวๆได้ พวกเรามีห้องครัว ห้องรับแขก และทุกคนมีห้องส่วนตัวเพียงแต่มันไม่มีผนังห้องเท่านั้น

เจ้าน้องชายพบเหรียญสี่อันในกล่องบริจาค คุณย่าก็พูดวนไปวนมาอยู่สามรอบว่ามันไม่ใช่ของเขา สองครั้งที่พวกเราไม่รู้ว่าแม่อยู่ที่ไหน และพ่อสัญญาอะไรไว้เรื่องนึง คุณปู่ซึมเศร้าทุกครั้งที่มีการฝังศพใครก็ตาม ดังนั้นพวกเราจึงย้ายไปอยู่ในไวโอลินของคุณป้า




5. Als wir in der Geige der Tante wohnten, knarrte der Boden bei jedem Schritt. Wenn die Tante Zigeunerlieder spielte, fielen die Möbel um. Und wenn sie deutsche Lieder spielte, weinte die Großmutter heimlich. Wenn die Tante übte, gingen die Töne immer hinauf und hinunter und wir mussten uns die Ohren zuhalten. Die Mutter hängte die Wäsche an den Saiten auf, and der Vater rief »Ohropax! < und sagte sonst gar nichts, denn es gefiel ihm nicht, wo wir waren. Es roch nach Holz und Kolophonium und nach altem Lack, und wenn die Geige im Kasten lag, war es dunkel und muffig und wir konnten nicht hinaus. Manchmal sangen wir, wenn es hell war, und die Tante spielte. Und es war schön und manchmal wunderschön.

Der Großvater kannte die Namen aller vier Saiten, die Schwester lernte drei Lieder auswendig, der Vater kaufte sich zwei Stöpsel für die Ohren und die Mutter backte eine Sachertorte. Die Tante aber hörte auf, Geige zu spielen. Deshalb zogen wir ins Hotel.




5. เมื่อเราอยู่ในไวโอลินของคุณป้า
พื้นก็จะลั่นดังอี๊ดเอี๊ยดๆในแต่ละก้าวที่เดิน เมื่อไรคุณป้าเริ่มเล่นเพลงของพวกยิปซี บรรดาเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลายก็จะกลิ้งโค่โร่ และเมื่อคราวเล่นเพลงเยอรมันคุณย่าเราก็จะแอบร้องไห้ เมื่อคุณป้าฝึกซ้อมโทนเสียงก็จะดังขึ้นๆลงๆจนพวกเราต้องปิดหู แม่ตากเสื้อผ้าบนสายของไวโอลิน และพ่อตะโกนออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า “โอห์โรปักซ์” (เป็นชื่อยี่ห้อที่อุดหู) แล้วก็ไม่พูดอะไรอีกเลยเพราะว่าพ่อไม่ชอบที่ๆเราอยู่ มันเหม็นกลิ่นไม้ ยางเหนียวๆ และแล็กเกอร์เคลือบสีไม้เก่าๆ ตอนที่ไวโอลินวางอยู่ในกล่องมันมืดและก็เหม็นอับแถมยังออกไปไหนไม่ได้อีกด้วย บางครั้งเราก็ร้องเพลงตอนที่มันสว่างและตอนคุณป้าเล่นดนตรี ซี่งมันดีเลยบางทีก็สุดยอดมาก

คุณปู่จำชื่อสายไวโอลินได้ทั้งสี่สายเลย ส่วนน้องสาวผมก็จำเนื้อเพลงได้ขึ้นใจสามเพลงแหนะ พ่อก็มีที่อุดหูซะทีสองอัน แม่อบทาร์ตเค้กอยู่ก้อนนึง อยู่ๆคุณป้าก็เลิกเล่นไวโอลินพวกเราก็เลยย้ายมาอยู่ที่โรงแรม




6. Als wir im Hotel wohnten, bekamen wir jeden Tag frische Handtücher und kleine Seifen, die scharf rochen, aber nach Rosen. Wir mussten Hausschuhe tragen, weil der Vater sagte, es gebe Pilze im Badezimmer. Die Eltern tranken zu jedem Essen Wein und am Sonntag kriegten wir ein Dessert. Wenn wir von der Schule kamen, mussten wir Beim Portier den Schlüssel verlangen. Am Tag fuhren wir mit dem Lift in die oberen Stockwerke, klopften an die Türen und rannten davon. In der Nacht hörten wir ein lautes Klopfen aus den Heizungsrohren und durch die Jalousien sahen wir das Licht der Leuchtreklamen und der Autos, die noch spät die Straßen herauf- und hinunterfuhren.

Aus dem Zimmer Nr. 4 hörten wir seltsame Geräusche, im dritten Stock wohnte eine Frau mit einem kleinen Hund, vor der Türe neben uns standen jeden Abend zwei Paar schmutzige Schuhe, nur ein Mal stand nur eines da. Der Bruder aber aß eine der kleinen Seifen und wurde krank. Deshalb zogen wir nirgendwohin.



6. เมื่อตอนเราอยู่ที่โรงแรม
จะมีผ้าเช็ดมือสะอาดๆพร้อมสบู่ก้อนเล็กๆหอมกลิ่นกุหลาบแรงๆมาให้ทุกวัน พวกเราต้องใส่รองเท้าเดินในบ้านเพราะพ่อบอกว่ามีเชื้อราอยู่ในห้องน้ำ พ่อกับแม่มักจะดื่มไวน์ตอนทานอาหารและวันอาทิตย์เราก็มีของว่างทานด้วย เมื่อพวกเรากลับมาจากโรงเรียนก็ต้องขอกุญแจจากพนักงานยกกระเป๋า ตอนกลางวันเราขึ้นลิฟท์ไปชั้นบนเพื่อไปเคาะประตูแล้วก็วิ่งหนีตัวใครตัวมัน ตอนกลางคืนเราได้ยินเสียงดังมาจากท่อส่งความร้อน และจากช่องของบานเกล็ดหน้าต่างมองเห็นแสงไฟจากรถยนต์ที่ยังคงขับขึ้นมาจากถนนและที่กำลังวิ่งกลับลงไป

เราได้ยินเสียงแปลกๆดังมาจากห้องเบอร์ 4 บนชั้นสามก็มีผู้หญิงคนหนึ่งกับเจ้าหมาน้อยและจากประตูใกล้ๆกับบริเวณที่พวกเรายืนอยู่ทุกเย็นจะมีรองเท้าเลอะๆสองคู่วางอยู่ มีแค่ครั้งเดียวที่เหลือวางอยู่หนึ่งคู่ เจ้าน้องชายดันกลืนสบู่ก้อนเล็กนั่นเข้าไปจนไม่สบายดังนั้นพวกเราก็เลยย้ายจากที่นั่นไปที่ไหนสักที่นึง




7. Als wir nirgendwo wohnten, mussten wir unsere Briefe selbst
bei der Post abholen. Aber wir bekamen keine Briefe mehr, weil die Leute uns vergessen hatten und uns nicht mehr kannten. Wir schliefen nie, und weil wir nicht schliefen, aßen wir auch nichts.
Nur manchmal tranken wir etwas Wasser an einem Brunnen. Im Sommer regnete es oft, im Herbst sahen wir die Vögel nach Süden ziehen, im Winter war es kalt und im Frühling kamen die Vögel zurück. Wir trugen oft drei Pullover übereinander und zwei Hosen und zwei Paar Schuhe. Wir gingen von nirgendwo nach nirgendwo und lernten unterwegs die Namen aller Straßen auswendig. Dann schauten wir uns die Schaufenster der Geschäfte an und überlegten, was wir nicht brauchten.

Die Großmutter hatte keine Geduld, der Bruder machte keine Hausaufgaben, die Mutter half ihm nicht dabei und der Großvater vergaß oft manches. Der Vater aber langweilte sich sehr. Deshalb zogen wir ins Haus mit den drei Telefonen.



7. เมื่อตอนที่เราอยู่ที่ไหนสักแห่งนึง
เราต้องไปรับจดหมายเองจากไปรษณีย์แต่ก็ไม่มีใครส่งมาหาอีก เพราะว่าพวกเขาพากันลืมเราและก็ไม่มีใครรู้จักเราอีก พวกเราไม่ได้นอนและก็ไม่กินอะไรเลยด้วย บางครั้งก็ดื่มน้ำจากน้ำพุ ในฤดูร้อนฝนตกบ่อยครั้ง ช่วงฤดูใบไม้ร่วงเราก็จะเห็นฝูงนกบินย้ายถิ่นไปทางใต้และบินกลับมาในฤดูใบไม้ผลิ พวกเราสวมเสื้อกันหนาวทับๆกันสามชั้นตามด้วยกางเกงอีกสองตัวและรองเท้าสองคู่ พวกเราเดินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งระหว่างทางก็ได้เรียนรู้และจดจำชื่อของทุกๆถนนไปด้วย และเมื่อเรามองเข้าไปยังหน้าต่างของร้านรวงต่างๆก็พรางนึกดูว่าของสิ่งไหนบ้างที่เราไม่ได้ต้องการมัน

คุณย่าไม่มีความอดทนเอาซะเลย ส่วนเจ้าน้องชายก็ไม่ยอมทำการบ้านแถมแม่ก็ไม่ได้ช่วยดูด้วย คุณปู่ก็มักจะลืมนั่นลืมนี่เป็นประจำ พ่อก็รู้สึกเซ็งเอามากๆดังนั้นพวกเราก็เลยย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านที่มีโทรศัพท์สามเครื่อง




8. Als wir im Haus mit den drei Telefonen wohnten, hatten wir viel Spaß. Jeder von uns wohnte auf einem eigenen Stockwerk, und wenn wir miteinander reden wollten, riefen wir uns an. Das Dach des Hauses war flach, und wir durften nicht hinauf, aber wir taten es trotzdem. Wenn wir uns langweilten, nannten wir uns zum Spaß bei falschen Namen und erzählten uns Geschichten, die nicht stimmten. Jedes Telefon klingelte anders, nur eines klingelte gar nicht. Aber wenn man den Hörer abnahm, hörte man ganz leise Menschen in vielen Sprachen miteinander sprechen. Man musste still sein, sonst sagten sie nichts mehr und hängten auf.

Der Vater wohnte im vierten Stock, der Großvater verlor noch einmal drei Zähne, die Schwester telefonierte mit zwei verschiedenen Leuten, und die Großmutter meinte, sie habe einen heimlichen Verehrer in Ankara, Die Mutter aber wollte nichts mehr hören. Deshalb zogen wir auf den Mond.



8. เมื่อเราอยู่ในบ้านที่มีโทรศัพท์อยู่สามเครื่อง
พวกเราสนุกกันมาก แต่ละคนอยู่กันคนละชั้นส่วนตัวและเวลาที่เราอยากคุยกันก็จะใช้โทรศัพท์โทรเอา ดาดฟ้าของบ้านมันเรียบๆนอกจากนั้นเราก็ไม่ได้รับอนุญาติให้ขึ้นไปด้วย แต่มีเหรอจะพลาดเราก็ขึ้นไปจนได้แหละน่า
ช่วงที่รู้สึกเบื่อก็จะเรียกชื่อกันผิดๆเล่นๆและก็เล่าเรื่องต่างๆที่แต่งขึ้นเอง โทรศัพท์ทุกเครื่องจะดังอันอื่น ยกเว้นเครื่องเดียวที่ไม่เป็น เมื่อมีคนรับโทรศัพท์จะได้ยินเสียงคนคุยกันเบาๆหลายต่อหลายภาษา ต้องทำเงียบๆอย่าส่งเสียงไม่เช่นนั้นพวกเขาจะหยุดพูดและก็วางหู

พ่ออยู่บนชั้นที่4 คุณปู่ทำฟันหายอีกแล้วสามซี่ น้องสาวก็เม้าท์ในโทรศัพท์สองรอบกับใครหลายคน และคุณย่าก็คิดว่าตัวเองมีผู้เลื่อมใสอย่างลับๆในเมืองอันคาร่า (ในตุรกี) แม่ไม่อยากจะฟังอะไรอีกดังนั้นเราจึงย้ายไปอยู่บนดวงจันทร์



9. Als wir auf dem Mond wohnten, war es still, und in der Nacht noch stiller. Am Abend ging die Erde auf und am Morgen ging sie unter. Alles war voller Staub, aber alles war nicht viel, denn wir hatten unsere Sachen auf der Erde gelassen. Wir froren oft, und am Tag mussten wir Sonnenbrillen tragen, sogar die Großmutter. Es gab viele Meere überall, aber in keinem konnte man baden. Manchmal flogen Schiffe über uns hinweg, manchmal landeten sie, und Menschen stiegen aus, die Helme trugen. Sie hüpften im Kreis oder geradeaus. Wir konnten nicht mit ihnen reden und schenkten ihnen Steine und Staub, denn sonst gab es nichts auf dem Mond. Vielleicht kamen sie deshalb nie wieder.

Die Großmutter sagte, alles wiege auf dem Mond nur ein Viertel, der Vater versprach jedem von uns ein Drittel der Welt, die Mutter schlief die Hälfte der Zeit und der Bruder war den ganzen Tag außer Atem. Der Großvater aber vermisste seine Freundinnen und einen seiner Freunde. Deshalb zogen wir ins Kino.




9. เมื่อเราอาศัยอยู่บนดวงจันทร์
มันเงียบสงบและยิ่งตกกลางคืนก็ยิ่งเงียบเข้าไปอีก ตอนเย็นโลกจะขึ้นและจะลงในตอนเช้า ทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยฝุ่นละอองและทุกอย่างที่ว่าก็ไม่ได้มีมากนัก เพราะว่าของๆเราก็ยังวางอยู่บนโลก บ่อยครั้งที่เราหนาวมากๆแทบจะแข็งและตอนกลางวันก็ต้องใส่แว่นกันแดดแม้กระทั่งคุณย่าก็ด้วย มีทะเลอยู่หลายแห่งทั่วไปหมดแต่เราก็อาบน้ำไม่ได้สักที่ บางครั้งมีเรือบินบินข้ามเราไปมา พวกนั้นบางทีก็จอดแล้วก็มีคนใส่หมวกเหล็กปีนออกมา พวกเขากระโดดสั้นๆเป็นวงกลมหรือไม่ก็เป็นเส้นตรง พวกเราคุยกับเขาไม่ได้และให้ของขวัญเป็นก้อนหินหรือฝุ่นก็ไม่ได้ด้วยไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีอะไรเหลือบนดวงจันทร์ จนบางทีพวกเขาก็อาจจะไม่กลับมาอีกเลยก็ได้

คุณย่าพูดว่าทุกอย่างบนดวงจันทร์จะหนักแค่หนึ่งในสี่เท่านั้น คุณพ่อสัญญาว่าทุกคนจะเป็นหนึ่งในสามของโลก แม่นอนซะครึ่งนึงของเวลาที่มีด้านเจ้าน้องชายก็ไม่หายใจตลอดทั้งวัน คุณปู่ก็คิดถึงบรรดาเพื่อนสาวๆและเพื่อนฝูงดังนั้นเราก็เลยย้ายกลับมาอยู่ในโรงหนังแทน




10. Als wir im Kino wohnten, standen wir immer erst am Nachmittag auf. Jeden Abend hatten wir viel Besuch. Wir aßen nur Eis und Popcorn und manchmal Erdnüsse, die wir zwischen den Stühlen fanden. Wir tranken Kaffee und Coca-Cola. Manchmal liefen Filme für Erwachsene und unsere Eltern schickten uns hinaus. Am Dienstag sahen wir alte Filme ohne Farbe und Ton und am Sonntagnachmittag schauten wir uns zusammen Trickfilme an. In den Pausen waren alle Toiletten besetzt, und nach den Vorführungen mussten wir jedes Mal den Boden fegen, weil die Leute alles wegwarfen, was sie nicht mehr brauchten. Oft war die Werbung besser als der Film, und die Leute küssten sich, statt auf die Leinwand zu schauen.

Die Mutter sah sich vierzig Mal denselben Film an, der Vater kam immer erst nach der Werbung, der Großvater verstand nur die Hälfte von dem, was die Schauspieler sagten, und die Großmutter verlor ihren liebsten Ohrring und fand ihn nicht wieder. Die Schwester aber wollte nach Casablanca auswandern. Deshalb zogen wir in den Regen.




10. เมื่อเราอาศัยอยู่ในโรงหนัง
พวกเรามักจะตื่นหลังจากบ่ายไปแล้ว ทุกเย็นเราจะมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยียนเยอะแยะเลย พวกเรากินแต่ไอศครีมและป๊อปคอร์นและบางครั้งก็เมล็ดถั่วซึ่งเจอตามร่องเก้าอี้พวกนั้น พวกเราดื่มกาแฟแล้วก็โค้ก บางครั้งมีหนังของพวกผู้ใหญ่ฉายพ่อกับแม่ก็จะให้เรามาเตร่อยู่ข้างนอก วันอังคารเราดูหนังเก่าที่ไม่มีสีและวันอาทิตย์ตอนบ่ายๆก็ได้ดูหนังการ์ตูนด้วย
ช่วยพักเบรคห้องน้ำทุกห้องจะเต็ม หลังจากหนังเลิกพวกเราต้องกวาดพื้นทุกครั้งเพราะว่าผู้คนจะคว้างสิ่งที่เขาไม่ต้องการทุกอย่างทิ้ง บ่อยครั้งที่การโฆษณาดีกว่าภาพยนตร์จริงๆและมีคนดูดปากกันแทนที่จะดูจอภาพ

แม่ดูหนังเรื่องเดียวกันสี่รอบ พ่อเพิ่งจะมาหลังโฆษณาเสมอ คูณปู่ดูเข้าใจที่พวกนักแสดงพูดแค่ครึ่งเรื่องเท่านั้น
คุณย่าทำตุ้มหูสุดที่รักหายแล้วก็หาไม่เจออีก น้องสาวอยากย้ายไปอยู่คาซาบลังก้า สุดท้ายพวกเราก็ย้ายไปอยู่ในสายฝน




11. Als wir im Regen wohnten, sahen wir die Gesichter der Menschen nicht mehr, weil sie unter Schirmen und Kapuzen waren. Dafür sahen wir jeden Tag dunkle Wolken und gaben ihnen lange Namen. Die Kleider klebten uns am Körper, und wir konnten nicht hinein, weil draußen drinnen war. Unsere Freunde erkannten uns nicht mehr, weil ihnen das Wasser in die Augen lief. Unsere Hände und Füße wurden ganz bleich und schrumpelig und niemand wollte uns mehr besuchen oder uns auch nur die Hand geben. Wir mussten uns nicht mehr waschen, aber unsere Haare und unsere Fingernägel wuchsen viel schneller als sonst. Manchmal war es kalt und wir froren, manchmal war es warm und wir froren nicht.

Der Bruder lernte die vier Jahreszeiten aufsagen, die Mutter betete zum dreieinigen Gott, dass der Regen nicht aufhöre, und der Großvater sah alles doppelt. Da trat der Vater in die Pfützen und alles war nur noch ein Mal zu sehen. Die Großmutter aber hatte keine trockenen Kleider mehr. Deshalb zogen wir ins weiße Zelt im Schnee.




11. เมื่อพวกเราอยู่ท่ามกลางสายฝน
เราก็ไม่เห็นหน้าบรรดาผู้คนอีก เพราะว่าพวกเขากางร่มและมีฮู้ดคลุมศรีษะ ทุกวันเราเห็นเมฆมืดครื้มจนอดไม่ได้ที่จะตั้งชื่อยาวๆให้มันซะเลย เสื้อผ้าลู่แนบติดกับตัวเราอีกทั้งไม่สามารถเข้าไปด้านในได้เพราะว่าด้านนอกนี้ต่างหากที่เป็นข้างใน เพื่อนๆจำพวกเราไม่ได้เพราะว่าน้ำไหลเข้าตาพวกเขา มือและเท้าเราซีดๆและเหี่ยวๆ ไม่มีใครอยากมาเยี่ยมพวกเราอีกหรือไม่ก็ทำได้แค่จับมือทักทายเท่านั้น พวกเราไม่ต้องล้างมืออีกต่อไปแต่ผมและเล็บมือยาวเร็วกว่าปกติ บางครั้งมันหนาวจนเราแข็งและบางครั้งก็อุ่นจนเราเลิกแข็ง

น้องชายเรียนรู้ที่จะออกเสียงพูดตอนสี่ขวบ แม่สวดขอพระเจ้าสามสี่องค์ให้ฝนอย่าหยุดตก คุณปู่เห็นทุกอย่างเป็นภาพซ้อน นั่นพ่อเดินไปในแอ่งน้ำเล็กๆและทั้งหมดเป็นครั้งเดียวที่เห็น คุณย่าไม่มีเสื้อผ้าแห้งๆใส่อีกแล้วดังนั้นพวกเราก็เลยย้ายไปอยู่ในเต้นท์สีขาวในหิมะ




12. Als wir im weißen Zelt im Schnee wohnten, war alles still und alles weiß. Nur der Himmel war schwarz in der Nacht, und manchmal wurden unsere Hände blau und unsere Füße. Wenn man ganz genau hinschaute, sah man, dass es viele verschiedene Schneeflocken gab. Siebenundfünfzig Arten konnten wir unterscheiden, dann hörten wir auf zu zählen. Wir brauchten keinen Kühlschrank, aber sieben Backöfen, einen für jeden von uns. Wenn wir uns die Zähne putzen wollten, mussten wir erst Wasser warm machen, aber wir wollten uns die Zähne nicht putzen. Am Abend wurde es früh dunkel und am Morgen spät hell. Es gab so viel Eis, wie wir wollten, aber wir aßen es nicht, weil es nach nichts schmeckte. Wie der Schnee, den wir manchmal aßen, wenn wir Durst bekamen beim Spielen.

Bei null Grad war der Schnee ganz weich, bei minus zehn Grad knirschte er unter den Schuhen, bei minus zwanzig Grad war er hart wie Eis, und bei minus dreißig fühlten wir unsere Nasenspitzen nicht mehr und es stach in unseren Füßen und tat weh. Dann wurde es minus vierzig Grad kalt. Deshalb zogen wir ins Meer.





12. เมื่อเราอาศัยอยู่ในเต้นท์ที่หิมะตก
ทุกอย่างเงียบสงัดและขาวโพลน มีแต่ท้องฟ้าที่มืดในเวลากลางคืนและบางครั้งมือและเท้ากลายเปลี่ยนเป็นซีดเขียว เมื่อเรามองดูดีๆจะเห็นว่าเกล็ดหิมะมีอยู่มากมายแตกต่างกัน เราสามารถแยกความต่างของมันได้ห้าสิบเจ็ดชนิดถึงหยุดนับ พวกเราไม่จำเป็นต้องใช้ตู้เย็นแต่ใช้เตาถึงเจ็ดตัวซึ่งพวกเราก็มีใช้กันคนละตัว เมื่อต้องการจะแปรงฟันก็ต้องทำให้น้ำอุ่นซะก่อน แต่พวกเราไม่ได้อยากแปรง ตอนกลางคืนมันมืดเร็วและยังช้ากว่าที่จะสว่างในตอนเช้า มีน้ำแข็งเยอะมากเท่าที่ต้องการแต่เราก็ไม่ได้กินมันหรอกเพราะว่ามันไม่มีรสชาติเอาซะเลย น้ำแข็งที่บางครั้งเรากินก็เฉพาะตอนที่หิวน้ำขณะเล่นอยู่เท่านั้น

ตอนที่อุณหภูมิศูนย์องศาหิมะจะนิ่มไปหมด ตอนลบสิบองศามันก็จะเป็นเสียงดังอยู่ใต้เท้าเวลาเดิน เมื่อลบยี่สิบองศาหิมะก็จะแข็งเหมือนน้ำแข็งและเมื่ออุณหภูมิลบสามสิบองศาจมูกเราก็จะไร้ความรู้สึก และมันก็จะตำเท้าของเราทำให้เจ็บมากซึ่งก็จะเป็นความหนาวที่ลบห้าสิบองศา ดังนั้นเราจึงย้ายกันไปอยู่ในทะเล





13. Als wir im Meer wohnten, grüßten wir alle Fische, aber sie grüßten nie zurück. Wenn es stürmte, schwammen wir na Oberfläche und sahen oben die Wellen und stellten hochschlagen und schaukelten sacht auf und ab uns vor, wir flögen. Weiter unten war das Wasser ganz ruhig. Wir konnten uns bewegen, wie wir wollten, weil wir schwebten. Manchmal drehten wir uns beim Spielen auf den Kopf oder auf die Seite, bis wir vergessen hatten, wo oben und unten war und wo links und wo rechts. Dann wieder schwammen wir tief hinunter, bis zum Grund, wo es Muscheln gab und Krebse und Sachen, die Menschen ins Wasser geworfen hatten. Einmal fanden wir dort ein großes Schiff. In der Messe standen die Teller noch auf den Tischen und in der Pantry wohnten die Fische in den Bestecktschubladen.

Der Bruder sah vier Aale, der Großvater machte drei Purzelbäume, die Mutter fand zwei Perlen. Es reichte nicht für eine Kette, auch nicht die Großmutter noch eine fand. Der Vater aber konnte unter Wasser nichts sehen. Deshalb zogen wir auf den Hut des Onkels.




13. เมื่อเราอาศัยอยู่ในทะเล
เราทักทายปลาทุกตัวแต่พวกมันก็ไม่ได้ทักเราตอบ เมื่อมีพายุพวกเราได้ว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำและเห็นคลื่นที่ซัดแรงๆและแกว่งไปมาเบาๆจนเราลอย สักพักข้างใต้น้ำก็เงียบสงบ พวกเราสามารถเคลื่อนไหวได้ตามที่ต้องการเพราะเราร่อนโฉบไปโฉบมาอยู่ บางครั้งพวกเราหมุนไปมาเล่นๆไม่ว่าหัวหรือด้านข้างจนกระทั่งลืมไปว่าตรงไหนเป็นด้านบนหรือด้านล่าง ซ้ายหรือขวา และทำให้ว่ายลึกลงไปอีกจนถึงก้นทะเลที่มีหอยต่างๆและปู รวมถึงของอย่างอื่นที่มนุษย์ขว้างทิ้งลงมาในทะเล ครั้งนึงพวกเราพบเรือขนาดใหญ่มากลำหนึ่ง ที่นั่นยังมีจานข้าววางอยู่บนโต๊ะและในตู้กับข้าว มีพวกปลาอาศัยอยู่ในลิ้นชักที่ใส่ช้อนส้อมด้วย

น้องชายเห็นปลาไหลสี่ตัว คุณปู่เลี้ยงต้นไม้น้ำสามต้น แม่เจอไข่มุกสองเม็ด มันมีไม่พอที่จะทำสายสร้อยถึงคุณย่าจะเจออีกหนึ่งเม็ดก็เถอะ พ่อมองไม่เห็นอะไรสักอย่างใต้น้ำ ดังนั้นพวกเราก็เลยย้ายมาอยู่บนหมวกของคุณลุง





14. Als wir auf dem Hut des Onkels wohnten, konnten wir alles sehen und hören, was der Onkel tat und sagte. Aber er tat nicht viel und sagte wenig. Er ging nur durch die Stadt und durch den Wald, spazierte im Park und setzte sich auf eine Bank und las die Zeitung. Zu Hause oder im Restaurant hängte er den Hut an die Garderobe, und wir mussten uns festhalten, damit wir nicht hinunterfielen.
Manchmal vergaß er den Hut irgendwo, aber er fand ihn immer wieder. Im Laden, wo der Onkel Käse kaufte, sprach er mit der Verkäuferin über Frankreich und die Pyrenäen. Wenn wir über die Krempe schauten, sahen wir weit unten die Schuhe des Onkels. Er putzte sie jeden Tag und sie glänzten wie Spiegel.

Vier Mal schwieg der Onkel tagelang, drei Mal vergaß er etwas Wichtiges, woran er sich nie mehr erinnerte, zwei Frauen traf er regelmäßig, aber nur eine von ihnen küsste er auf den Mund. Nach einiger Zeit aber drückte ihn der Hut so sehr, dass er Kopfweh bekam. Deshalb zog ich aus und wohnte ganz allein.




14. เมื่อเราย้ายมาอยู่ในหมวกของคุณลุง
เราสามารถเห็นและได้ยินทุกอย่างที่คุณลุงทำและพูด ทว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเยอะและก็ยังพูดน้อยด้วย เขาแค่เดินผ่านเมืองและป่า เดินเล่นตามสวนสาธารณะและก็นั่งบนม้านั่งเพื่ออ่านหนังสือพิมพ์ ที่บ้านหรือในร้านอาหารเขาจะถอดหมวกไว้บนที่แขวนโดยที่พวกเราก็ต้องยึดกันไว้ให้แน่นกันไม่ให้ตกลงไป บางครั้งเขาก็ลืมหมวกไว้ที่ไหนสักที่นึงแต่เขาก็จะหามันเจอเสมอ ในร้านที่คุณลุงซื้อชีสเขาจะชอบคุยกับคนขายเรื่องเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสและเทือกเขาพิเรเนียน (กั้นระหว่างสเปนและฝรั่งเศส)
เมื่อพวกเรามองข้ามปีกหมวกไปจะสามารถเห็นไปได้ไกลถึงรองเท้าของคุณลุงเลยทีเดียว เขาขัดมันทุกวันซะจนแวววาวเหมือนกระจกเงา

สี่ครั้งที่คุณลุงเงียบตลอดทั้งวัน สามหนที่เขาลืมบางอย่างที่สำคัญซึ่งไม่อาจจะจำมันได้อีกแล้ว มีผู้หญิงสองคนที่เขาพบอยู่บ่อยๆ แต่ก็มีแค่คนเดียวที่เขาประกบจูบด้วย จากนั้นไม่นานนักเขาก็กดลงบนหมวกอย่างแรงเลยเพราะปวดศรีษะ ดังนั้นผมก็เลยย้ายออกมาอยู่คนเดียว




15. Als ich ganz allein wohnte, konnte ich machen, was ich wollte. Aber weil ich alles selbst machen musste, hatte ich keine Zeit mehr. Wenn ich meine Kleider gewaschen hatte, war es schon Zeit, um zu kochen, und wenn ich gegessen hatte, musste ich arbeiten gehen, um Geld zu verdienen. Ich arbeitete in einer Brotfabrik und musste von abends bis morgens das warme Brot in Papiertüten stecken und in Kisten legen. Jeden Morgen schaute ich fern, weil ich schrecklich müde war, und tagsüber träumte ich, dass ich in einem Bett mit Rädern sitze, das einen Berg hinunterrollt. Am Sonntag fuhr ich mit der Straßenbahn durch die Stadt, bis es dunkel wurde. Dann ging ich nach Hause und machte kein Licht in der Stube und summte mit dem Kühlschrank, bis ich zur Arbeit musste.

Ich hatte vier Schlüssel, aber nur drei Türen. Zwei Mal regnete es die ganze Nacht hindurch und den ganzen nächsten Tag und noch eine Nacht und ein Mal schneite es mitten im Sommer. Dann wurde ich krank. Deshalb suchte ich meine Familie und fand sie unter einer Brücke. Wir waren froh, dass wir wieder beisammen waren.





15. ตอนที่ผมอาศัยอยู่คนเดียว
ผมจะทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แต่ว่าเพราะต้องทำเองทุกอย่างเลยไม่มีเวลาอีก ตอนที่ผมซักเสื้อผ้าเสร็จก็ถึงเวลาต้องทำอาหารแล้ว และเมื่อทาน้ขาวเสร็จผมก็ต้องออกไปทำงานหาเงิน ผมทำงานอยู่ที่โรงงานทำขนมปัง จากเช้าถึงเย็นก็ต้องเอาขนมปังอุ่นๆยัดใส่ถุงกระดาษและวางเรียงไว้ในกล่อง ทุกๆเช้าผมจะดูโทรทัศน์เพราะว่าเหนื่อยเอามากๆเลย และผมก็ฝันกลางวันเอาว่าตัวเองนั่งอยู่บนเตียงที่มีล้อซึ่งกำลังลื่นไถลลงมาจากภูเขา วันอาทิตย์ผมนั่งรถไฟเข้าไปในเมืองจนกระทั่งถึงเย็นจึงเดินกลับบ้าน พอถึงก็ ไม่ได้เปิดไฟในห้องนั่งเล่นและฮัมเพลงเบาๆกับตู้เย็นและจนกระทั่งต้องไปทำงาน

ผมมีกุญแจสี่ดอกแต่ว่ามีประตูแค่สามบานเท่านั้น มีอยู่สองครั้งที่ฝนตกตลอดคืนจนไหลและวันต่อมาทั้งวันและอีกคืนถัดไป ครั้งนึงหิมะตกช่วงกลางของฤดูร้อน ผมก็เลยไม่สบาย ดังนั้นผมก็เลยกลับไปหาครอบครัวและก็พบว่าพวกเขาอาศัยอยู่ใต้สะพาน พวกเราดีใจมากที่ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง




16. Als wir jede Nacht unter einer anderen Brücke wohnten, sahen wir viel vom Land und von der Stadt und hatten Zeit, über alles nachzudenken, was uns nur einfiel. Manchmal mussten wir lange gehen, bis wir eine Brücke fanden, unter der wir noch nicht geschlafen hatten. Oft roch es dort seltsam, und an den Pfeilern standen Namen von Menschen, die wir nicht kannten. Weil wir kein Geld hatten, sprachen wir Spaziergänger an. Manche halfen uns, andere halfen uns nicht. Wenn Schnee fiel, suchten wir Holz und machten ein Feuer. Dann lösten wir uns die Nacht hindurch ab, und jeder wachte ein paar Stunden am Feuer, damit es nicht ausging. Wenn man allein wachte, war es so still, dass man seinen eigenen Magen knurren hörte, wenn er knurrte.

Der Vater ging voraus, wenn wir müde waren, die Schwester hüpfte am Morgen auf einem Bein. Am Abend war sie müde, und die Mutter sagte Gedichte auf, die sie aus ihrer Jugend kannte. Die Großmutter hatte einen Schnupfen, der nicht besser werden wollte, und der Großvater starb eines Nachts, als er am Feuer wachte. Deshalb zogen wir in den Traum.



16. เมื่อทุกคืนพวกเราต้องนอนอยู่ใต้สะพาน
พวกเราเห็นหลายสิ่งหลายอย่างจากพื้นและจากในเมืองและมีเวลาไตร่ตรองพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา บางครั้งพวกเราต้องเดินเป็นเวลานานกว่าจะเจอสะพานสักที่นึง แต่ข้างใต้นั้นก็ใช่ว่าเราจะนอนได้เลย บ่อยครั้งที่มีกลิ่นแปลกๆ ตรงคานสะพานมีชื่อผู้คนที่เราไม่รู้จัก เราพูดทักทายผู้คนที่เดินตามถนนเพราะว่าพวกเราไม่มีเงิน บางคนก็ช่วยเหลือพวกเราแต่คนอื่นๆก็ไม่ เมื่อหิมะตกพวกเราจะหาไม้มาก่อกองไฟเพื่อจะให้ผ่านค่ำคืนนั้นไปได้ และหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงทุกคนจะตื่นเพื่อมาดูไม่ให้ไฟมอด เมื่อตื่นมาคนเดียวมันดูเงียบเชียบ และก็ได้ยินเสียงท้องตัวเองร้องตอนที่มันร้อง

พ่อเดินออกไปดูข้างหน้าเมื่อตอนที่พวกเราเหนื่อยๆกัน น้องสาวก็เริงร่ากระโดดกระต่ายขาเดียวตอนเช้า ตกเย็นเหนื่อยแม่ก็ท่องบทกวีที่รู้จักตอนสมัยเด็กๆให้ฟัง คุณย่าเป็นหวัดคัดจมูกยังไม่ดีขึ้นเลยและคุณปู่ก็เสียชีวิตในคืนหนึ่งตอนที่เข่ตื่นขึ้นมาดูความเรียบร้อยของกองไฟ ดังนั้นพวกเราจึงย้ายไปอยู่ในความฝัน




17. Als wir im Traum wohnten, waren kleine Dinge groß und große Dinge waren klein. Alles bewegte sich und manchmal sahen wir Elefanten. Es war öfter dunkel als hell und oft gab es keine Farben. Wir konnten nichts riechen, aber wir konnten Gerüche sehen.
Wenn wir sprachen, hörten wir uns nicht und wussten doch, was wir sagten. Das Meer war nicht weit von den Bergen und der Wald war nahe bei der Stadt. Menschen waren da, die wir noch nie gesehen hatten oder schon lange nicht mehr. Tiere gab es, aber nur wenige Pflanzen. Wald gab es, aber es gab keine Bäume. Man konnte endlos nach unten gehen und nie hinauf. Orte waren nur schwer zu erreichen oder dann wie im Flug, denn wir konnten alle fliegen — manchmal.

Vier Mal sahen wir den Großvater, aber er sah uns nie. Der Bruder war einmal drei Meter groß oder größer. Der Vater trug immer den dunklen Zweireiher. Und die Großmutter erwachte einmal und konnte nicht mehr einschlafen. Die Mutter aber erkannte mich nicht mehr. Deshalb zogen wir vor die Stadt.




17. เมื่อเราอาศัยอยู่ในความฝัน
สิ่งที่เล็กก็กลับใหญ่ สิ่งที่ใหญ่ก็ดันกลับเล็กลง ทุกอย่างเคลื่อนไหวเองได้และบางทีพวกเราก็เห็นช้างด้วย บ่อยครั้งที่มืดมากกว่าสว่างและก็ไม่มีสี พวกเราไม่ได้กลิ่นอะไรเลยแต่กลับสามารถเห็นมัน ตอนที่เราพูดกันก็จะไม่ได้ยินเสียงก็เลยไม่รู้ว่าเราพูดอะไรกัน ทะเลไม่ได้อยู่ไกลจากภูเขาอีกทั้งป่าก็อยู่ใกล้กับตัวเมือง ผู้คนซึ่งเรายังไม่เคยเจออาจอยู่ที่นั่นหรืออาจไม่อยู่แล้วก็ได้ สัตว์เลี้ยงจะมีแต่ก็เพียงพืชผักเล็กน้อยเท่านั้น มีป่าแต่ไม่มีต้นไม้ คนสามารถเดินลงไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุดแต่ตอนจะขึ้นนี่ไม่เคยเห็นมีนะ สถานที่แค่ยากต่อการมาถึงหรือไม่ก็มาทางอากาศเพราะงั้นพวกเราทุกคนก็เลยบินได้

บางครั้งสี่หนที่พวกเราเห็นคุณปู่แต่ว่าเขาไม่เห็นพวกเราเลย น้องชายครั้งนึงเคยสูงยาวสามเมตรหรือมากกว่านั้น พ่อก็จะใส่แต่เสื้อแบบปิดอกสองชั้นสีทึมๆ และเมื่อคุณย่าตื่นขึ้นครั้งนึงก็หลับไม่ได่อีกเลย แม่จำผมไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นพวกเราเลยย้ายไปอยู่แถบชานเมือง




18. Seit wir vor der Stadt wohnen, geht es uns immer besser. Wir wohnen in einem großen Haus, das aussieht wie die Häuser links und rechts davon. Wir haben keinen Garten, aber hinter dem Haus wachsen Blumen. Die Fahrräder stellen wir in den Keller. Wir fürchten uns nicht vor der Dunkelheit. Wir hören die Glocken von drei Kirchen schlagen und manchmal den Wind und manchmal den Regen.
Vieles ist jeden Tag gleich und manches ist jeden Tag anders. Den Großvater vermissen wir sehr, aber der Onkel kommt jeden Montag zu Besuch. Dann erzählt er uns, was er gelesen hat oder was ihm die Frau aus dem Käsegeschäft gesagt hat. Die Tante hat kürzlich geschrieben, dass sie wieder Geige spielt und sich freuen
würde, wenn wir sie einmal besuchten.

Vier Ecken hat unser Haus, vier Jahreszeiten unser Jahr, vor vier Jahren zogen wir vor die Stadt, und hier wohnen wir und hier werden wir wohl noch lange bleiben.



18. ตั้งแต่อาศัยอยู่บริเวณชานเมือง
ก็ยิ่งดีขึ้นกว่าเดิมเรื่อยมา พวกเราอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่ดูเหมือนกันกับหลังอื่นๆไม่ว่าจะทางซ้ายหรือขวา และไม่มีสวนหย่อมแต่ข้างหลังบ้านมีต้นไม้ขึ้น บรรดารถจักรยานทั้งหลายก็จอดไว้ในห้องใต้ดิน พวกเราไม่กลัวความมืด พวกเราฟังเสียงนาฬิกาจากโบสถ์สามแห่งตีบอกเวลาและบางครั้งก็ลม บางทีก็ฝน หลายครั้งที่ทุกๆวันอาจเหมือนกันแต่บางทีทุกวันที่ดำเนินไปนั้นก็แตกต่างกัน พวกเราคิดถึงคุณปู่มากแต่ว่าคุณลุงมาเยี่ยมทุกวันจันทร์ และเขาก็เล่าให้เราฟังว่าเขาอ่านอะไรหรือว่าเขาพูดกับผู้หญิงจากร้านขายชีสเรื่องอะไรบ้าง คุณป้าเขียนสั้นๆว่าหล่อนจะเล่นไวโอลินอีกแล้วและจะปลื้มมากถ้าพวกเรามาฟังด้วย

บ้านของเรามีสี่มุม สี่ปีแล้วสินะ พวกเราย้ายมาอยู่แถบชานเมืองนี่สี่ปีแล้วและก็คงจะอยู่ตลอดไปอีกนานเลย


---------------------------------------------------------------------------------






Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2552 1:20:24 น.
Counter : 213 Pageviews.

0 comment
Kimji



ลอกเค้ามาซะส่วนใหญ่
สวัสดี - 안녕하세요 - annyong haseyo
ลาก่อน 안녕히계세요
annyonghi kyeseyo (สุภาพ,พูดตอนเราต้องไป)
안녕히가세요
annyonghi kaseyo (สุภาพ,พูดส่งคนอื่นไป)
บ๊ายบาย - 안녕 - annyong

ใช่,ครับ,ค่ะ - 네 - ne
ไม่,ปฏิเสธ - 아니오 - anio
ขอประทานโทษ
실례합니다
shille hamnida (เพื่อเรียกความสนใจ)
죄송합니다
chosong hamnida (เพื่อการขอโทษ)

ขอบคุณ - 고맙습니다
ko map sum ni da ( Pure)
감사합니다
kam sa ham ni da (Sino)
ขอบคุณหลายๆ - 정말 고맙습니다
jung mal ko map sum ni da

เวลาใช้คำที่ขอร้องอย่างสุภาพ มีการใช้กริยา "ha-" (รวมกันจาก"hae-"), ทำใช้กับกริยา "joo se yo" (주세요)

(ช่วย)กรุณา/ ... (เมื่อขอร้องให้ใครทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้)
ช่วยทำอันนี้หน่อย - 해 주세요 - hae joo se yo
ช่วยทำ.....ให้หน่อย - ... 해 주세요
... hae joo se yo
กรุณาซื้อให้ฉันหน่อย - 사 주세요 - sah joo se yo
ช่วยไปที่ ... - ...에 가 주세요
...eh ga joo se yo (to a taxi driver)

หนาวจังเลยนะ 너무 추워요
nuh moo chu wuh yo !
ร้อนจังเลย 너무 더워요!
nuh moo duh wuh yo!

คุณอยู่ที่นี่เหรอ - 여기서 사세요?
yuh gi suh sah seyo?
คุณจะไปไหนเหรอ ? - 어디 가세요?
uh di gah seyo?
คุณทำอะไรอยู่เหรอ? - 뭐 하세요?
mwuh haseyo?
ขอถ่ายรูปคุณหน่อยได้มั้ย?
당신의 사진 좀 찍어도 될까요?
dang shin eui sajin jom jjik uh do dwil gga yo?

อันนี้เรียกว่าอะไร? - 이걸 뭐라고 불러요?
ee gul mwuh ra go bool luh yo?
สวยใช่มะ? - 아름답네요
ah reum dam neh yo
ที่นี่เยี่ยมเลย - 이곳은 너무나 좋네요
ee got eun nuh moo na joh neh yo

คุณก็รออยู่เหมือนกันเหรอ?
당신도 기다리고 계세요?
dang shin do gi da ri go kyeseyo?
วันหยุดคุณจะอยู่ที่นี่รึเปล่า?
여행하러 오셨어요?
yuh haeng ha ruh oh shyuh ssuh yo?
ฉันอยู่ที่นี่... - ... 왔어요 - ... wat ssuh yo
สำหรับท่องเที่ยว - 여행하러 - yuh haeng ha ruh
อยู่ช่วงทำงาน- 사업 때문에 - sah up ddae mun eh
เรียน - 고부하러 - ko boo ha ruh

คุณจะอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ ?
여기에 얼마동안 계실 거에요? yuh gi eh ul ma dong ahn kye shil guh eh yo?

ฉัน/พวกเราจะอยู่ที่นี่ราว ... อาทิตย์/วัน
...달/일 동안 있을거에요
...dal/il dong ahn it eul guh eh yo
คุณชอบที่นี่มั้ย? - 이곳이 마음에 들어요?
ee got ee ma eum eh deul uh yo?
ฉัน/พวกเราชอบที่นี่มาก - 너무나 마음에 들어요
nuh moo na ma eum eh deul uh yo

แน่นอน - 물론이죠 - mul lon ee jyo
รอสักครู่ - 잠깐만요 - jam kkan man yo
It's ok - 괜찮아요 - kwaen chan ah yo
มันสำคัญนะ - 중요해요 - joong yo hae yo
มันไม่สำคัญ - 중요하지 않아요
joong yo ha ji ahn ah yo
มันเป็นไป(ไม่)ได้ - (불)가능해요
(bool) ga neung hae yo
ดูนั่นสิ! - 저것 보세요! - juh gut bo seyo!
ดูนี่สิ! - 이것 보세요! - ee gut bo seyo!
ฟังเสียงนี่ - 이걸 들어보세요
ee gul deul uh bo seyo
ฉันพร้อมแล้ว - 준비 됐어요
joon bi dwae ssuh yo
คุณพร้อมรึยัง? - 준비 됐어요?
joon bi dwae ssuh yo?
โชคดี! - 행운을 빌어요
haeng woon eul bil uh yo
화이팅!
hwa ee ting
สู้ๆ! 화이팅 - hwa ee ting
엄마 - แม่ - umma
아빠 - พ่อ - appa
누나 - พี่สาว - nuna (คนพูดเป็นผู้ชาย)
오빠 - พี่ชาย - oppa (คนพูดเป็นผู้หญิง)
여동생 - น้องสาว - yuh dong seng
남동생 - น้องชาย - nam dong seng
자매 - พี่น้อง - jah mae


딸 - ลูกสาว - ddal
아들 - ลูกชาย - ah deul
처남 - พี่เขย,น้องเขย - chuh nam
처제 - พี่สะใภ้,น้องสะใภ้ - chuh jeh
맏 딸 - ลูกสาวคนโต - mat ddal
사위 - ลูกเขย - sah wi

사돈 - เป็นญาติโดยการแต่งงาน - sah don
시댁 - ครอบครัวสามี - shi daek
장인 - พ่อตา - jang-in
동서 - พี่(ช)เมียน้องเมีย - dong suh
사촌 - ลูกพี่ลูกน้อง - sah chon

처가 - ครอบครัวของฝ่ายภรรยา - chuh gah
며느리 - พี่(สาว)เมียน้องเมีย - myuh neu ri
할머니 - ยาย - hal muh ni
할아버지 - ตา - hal ah buh ji
증조모 - ยายทวด - jeung jo mo
증조할아버지 - ตาทวด - jeung jo hal ah nuh ji

이모 - แม่เลี้ยง - ee mo
고모 - ป้า,น้า (ฝ่ายพ่อ) - go mo
고모부 - ลุง,น้า (ฝ่ายพ่อ)- go mo boo
삼촌 - ลุง - sam chon
숙모 - ป้า - sook mo
당숙 - ลูกพี่ลูกน้องฝ่ายพ่อ - dang sook
올케 - พี่สะใภ้ - ohl keh
โครตมึนเลย ทำไมญาติเยอะจังวะ



Create Date : 11 ธันวาคม 2548
Last Update : 13 ธันวาคม 2548 1:23:40 น.
Counter : 465 Pageviews.

2 comment
1  2  

Uki no Kimono
Location :
Duesseldorf  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อดีตสาวแอร์แดนทะเลทรายที่ผันตัวเองไปเป็น office lady และกลับไปเป็นนักเรียนไทยในต่างแดนเช่นเคย ขอแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินชีวิตแบบชีพจรรองเท้าจากที่เคยผ่านมาทั้ง ๔ ทวีปให้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจนะคะ
Myspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter Graphics Myspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter Graphics