All Blog
สีสันชีวิต

ช่วงนี้นังแอร์ชีวิตสับสนกระสับกระส่าย แฟนที่อุตส่าห์มีกับเค้าก็ดันไปขุดรูอยู่เขมรซะนี่


น้านนานเจอกันทีปีละครั้ง 2 ครั้งแล้วยังผลุบๆโผล่ๆอีก


นี่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องวีซ่าของพ่อผลไม้ดอง คงไม่ต้องระเห็ดไปเที่ยวทุ่งสังหาร กับนครวัดนานขนาดนี้นะเนี่ย



บินไฟล์เหียกกลับมา นอกจากนอนหลับเป็นตายแล้วก็ถ่างตาดูหนังผีดีวีดีเถื่อนต่อไปจนกว่าจะหลับคาจอ


เป็นเช่นนี้แลกิจวัตรประจำวันของนังแอร์
ตั้งแต่ริอาจทำอาชีพนางยักษ์ติดปีกเป็นต้นมา


หนังสือที่ตั้งใจว่าจะอ่านให้จบ ซื้อมาเป็นชาติ ป่านนี้ก็หอบมันไปๆมาๆแทบเน่า ยังอ่านไม่จบเลย




และแล้ว.......วันนึงความคิดเดี๊ยนก็มาบรรเจิดเมื่อเปิดเวปไซค์ไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับการสอนเต้นรำ


ประกอบกับการที่เก็บกดมานานตอนถูกด่าว่าเต้นห่วย ไม่ว่าขึ้นฟอร์ไหน เดี๊ยนก็ไม่มั่นเท่าสเต็ป Walt, Begin , Cha cha cha , ตะลุง , อ๊อฟบิต ได้แค่นี้แหละชีวิต


Tango เอย Salsa , Rumba , Jazz ดง แจ๊สแดนส์อย่ามาถาม เต้นไม่เป็นเฟ้ย


เคยอำคนข้างตัวว่าเป็นสาวอะโกโก้มาก่อน (ไม่อายปากเลยเดี๊ยน เพราะอยากแกล้งคน) สุดท้ายโดนจับไต๋ได้เพราะเต้นออกสเต็ปได้ห่วยแตก อายสาวๆออสซี่ กับ สาวบาหลีแบบไม่ได้เกิดเลยเดี๊ยน



เท่าที่เล่ามาเป็นปมในใจมากเลย สมัย RCA ยังฮิตอยู่แรกๆ หลายๆคนอายุพอๆกันคงจำได้

เคยทำมาก่อนล่ะสิ แบบใส่เหล้าในถังน้ำแข็งแล้วใส่เกลือกับมะนาว แล้วตามด้วยหลอดอีกสัก 8- 10 อัน เสร็จแล้วสุมหัวดูด



ระลึกความหลังหน่อยนะ อย่าปล่อยเดี๊ยนกับเพื่อนๆเสร่ออยู่กลุ่มเดียวนะ เคยทำก็ยอมรับมา


นังเพื่อนสาวและชายหนุ่มที่(ช่วยกัน)เก็บได้จากคณะอื่น (ตอนนั้น) ก็ออกลีลากันใหญ่ สมกับที่อาทิตย์นึงได้เข้ากรุงเทพฯกลับบ้านครั้งนึง



เดี๊ยนก็......เอาวะเพื่อความฮา แต่ลีลาอีกเรื่องนะ



















ที่เล่ามาทั้งหมดเนี่ย ก็อยากไปเรียนเต้นนั่นแหละคุณๆ จะได้เป็นสีสันของชีวิต 55555 อยากทำอะไรให้มันกระชุ่มกระชวยหน่อย สมัยเรียนรำ Jipong Bali ที่อินโด ก็อดค่าขนมจ้างอาจารย์มาสอนมันทุกวันเลย เต้นไปส่ายหน้าจนคอเป็นงูเลย คราวนี้ขอเปลี่ยนโหมดมั่งดีกว่า


ฟังดูธรรมดาอ่ะดิ แต่ที่เดี๊ยนจะเรียนก็คือ Striptease หรือระบำเปลื้องผ้าหน่ะเอง กรี๊ดดดด หาสถาบันและอาจารย์สอนได้แล้วด้วยนะสาวๆ



อีกตัวเลือกคือ Belly Dance หรือระบำหน้าท้อง จะว่าไปถ่อมาเรียนเมืองไทยทำไมฟะเนี่ย เรียนที่ไคโรมิดีกว่ารึ แต่ด้วยความที่กลัวไม่ได้เที่ยวตะลุยเมืองไคโร แถมกลัวไม่มีแรงเรียน ไว้คิดอีกรอบละกันนะ



ครั้นจะเรียน Hip Hop ก็นะ เดี๋ยวหนุ่มที่ควงไปงานจะไม่กล้าออกสเต็ป เดี๊ยนจะฉายเดี่ยวซะเปล่าๆ ขอคิดอีกทีละกัน ท่าทางจะมันส์อยู่


ไปสำรวจมาหลายฟอร์ลีลาศแล้วเหมือนกัน ราคาแล้วก็ค่าเรียน รวมถึงสถานที่ สมาคมลีลาศแห่งประเทศไทยดูจะได้ใจเดี๊ยนไปมากสุด
แต่ที่เครียดนี่ก็เรื่องคู่เต้นน่ะสิ อีกเรื่องก็พ่อหรั่งตัวดีจะให้เดี๊ยนไปออกสเต็ปกับหนุ่มไหนล่ะเนี่ย


อีกเรื่องคือ ราคา และเวลาเรียน ชีวิตนังแอร์ทำงานเวลาต่างจากชาวบ้านชาวช่อง จะเรียนได้ตลอดรอดฝั่งไหมหนอ ครั้นจะจ้างอาจารย์ส่วนตัว เดี๊ยนก็ไม่ใช่แอร์ฝังเพชร ทำงานชิวๆ ไม่ทำงานป๊าม๊าก็เลี้ยงได้จะได้จ่าย 2 เท่าเพื่อความสบายใจนะคะ


สนนราคาชั่วโมงละ 400 - 700 บาท ถ้าเรียนส่วนตัวก็คูณ 2 กันเข้าไปเลยคุณพี่ ชั่วโมงละ 1400 นั่นเองรวมค่าเช่าฟอร์ด้วยไง เสริฟ์กี่ถาดเนี่ยกว่าจะได้



ขอไปบินหาเงินหัวบานก่อนนะคุณๆ ได้เรื่องแล้วจะมาเม้าท์ต่อ เน้อ



Create Date : 04 ธันวาคม 2549
Last Update : 4 ธันวาคม 2549 5:41:29 น.
Counter : 240 Pageviews.

1 comment
เสียอารมณ์กับเรื่องเกาะๆ
เพิ่งเข้าไปบ่นในกระทู้พันทิพย์มา อีแอร์บินเหนื่อยไม่มีแรงอัพ ขอพักยกก่อนนะ อ่านนี่ไปก้อนเน้อ









"ความประทับใจของหาดทรายที่ขาวสะอาด และเงียบสงบยามเย็นหลังนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กลับเข้าตัวเมืองพัทยาไปแล้ว รวมทั้งอาหารทะเลรสอร่อย ดึงดูดให้เรากลับมาที่นี่อีกครั้ง เกาะล้าน


แต่ความประทับใจที่มีอยู่ก็ค่อยๆหดหายไปเรื่อยๆหลังจากเหตุการณ์วันแรก และวันต่อๆมา


วันแรกที่มาถึงได้จองห้องพักไว้ 4 คืน ในราคาคืนละ 800 บาทกับห้องพัดลมที่มีเตียงคู่วางไว้กับพื้นไม้ มีห้องน้ำในตัว ซึ่งสภาพห้องจัดว่าแพงพอสมควรเมื่อเทียบกับที่พักที่เกาะช้างหรือแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ


บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าก็มีนักท่องเที่ยวฝรั่งคึกคัก ซึ่งแทบทุกคนล้วนแต่มาพักผ่อนเฉพาะช่วงเช้าถึงเย็นเท่านั้น
พอตกเย็นตั้งแต่ 4 โมงเป็นต้นไปจนถึง 6 โมงเย็น นักท่องเที่ยวเริ่มบางตาจนกระทั่งเหลือนักท่องเที่ยวอยู่ไม่เกิน 5-6 คน

ขณะที่เรา ทั้ง 2 นั่งมองดวงอาทิตย์ตก แม้จะไม่ค่อยชอบใจนักกับกรรมกรกลุ่มใหญ่ที่ทยอยกันออกมาพร้อมจอมพลั่วครบมือ ทำการขุด และขุดทรายเพื่อขนย้ายใส่ถุง ก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าพวกเขาทำอะไรกัน ขนทรายเพื่อนำไปเป็นวัสดุก่อสร้างทางหลังที่พักซึ่งเป็นร้านอาหาร (ชื่อเดียวกับหาด)งั้นเหรอ

อารมณ์โรแมนติกก็เลยไม่ค่อยต่อเนื่อง ลมก็เริ่มพัดแรงขึ้น และมาพร้อมฝุ่นผงขี้เถ้าจำนวนมากที่ถูกพัดมาทางด้านชายหาดที่เราทั้ง 2 และนักท่องเที่ยวที่เหลือนั่งอยู่


ฝุ่นผงที่ว่าปลิวเข้าหัวหู เข้าตาไปหมด


กระทั่งปลิวไปทั่วบริเวณจนผิวน้ำทะเลบริเวณนั้นมีแต่แผ่นขี้เถ้าสีเทาขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ ดูพิลึก



เมื่อมองไปที่ต้นตอของกองไฟนี้ทำให้เราทั้ง 2 เริ่มออกอาการไม่พอใจมากขึ้น


เพราะมันถูกจุดอยู่ด้านข้างของห้องที่พักของเราเอง แม้จะอยู่ด้านบนคือชั้น 2 แต่ก็ไม่รอดไปจากกลิ่นเหม็นไหม้และฝุ่นควันนั้นเลย



บ้านพักหลังนั้นแบ่งออกเป็น 2 ชั้น มีชั้นละ 3 ห้อง
ด้านหน้าติดชายหาด ด้านขวาติดบริเวณที่เป็นป่าและโขดหิน ซึ่งหลังจากที่เราบ่นเรื่องกองไฟเผาขยะนี้ ก็ได้รับคำแก้ตัวจากเจ้าของร้านอาหารนี้ว่าเป็นการเผาใบไม้แห้ง
และไม่ได้เผา ทุกวัน เราสามารถเปลี่ยนห้องได้ถ้าอยากเปลี่ยน


แต่ตอนนั้นไม่ว่าเปลี่ยนไปห้องไหนผลที่ได้ก็ไม่ต่างกันเพราะโดนรมควันเข้าเต็มๆทั้งหลัง ก็ได้แต่ฮึ่มฮั่มอยู่ในใจว่าคงเป็นคราวเคราะห์ของเราทั้ง 2 คนที่มาไม่ถูกวัน
แต่แอบสังเกตุว่า ทำไมจุดไฟเผาใบไม้แต่มองจากห้องไปเห็นแต่กองเศษขยะล่ะ



ตกเย็นก็ทานข้าวและลืมเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเย็นไป
บรรยากาศหลังพระอาทิตย์ตกดินหาดทั้งหาดเป็นเหมือนของเรา 2 คนเท่านั้น อาหารที่สั่งก็รสชาดใช้ได้แต่ทางร้านไม่ได้จุดตะเกียงให้ที่โต๊ะชายหาดเหมือนเคยเมื่อครั้งแรกที่มาเยือน คราวนี้ก็เลยย้ายขึ้นมานั่งรับประทานอาหารค่ำบนโต๊ะของทานร้าน


รอยเปื้อนจากอาหารทะเลมื้อกลางวันของฝรั่งกลุ่มใหญ่ที่ลงมือแทะกุ้งกับปูอย่างเมามันบนโต๊ะยาวสีขาวที่จุคนได้เกือบร้อยยังมีให้เห็นอยู่ สังเกตุง่ายๆจากเศษอาหารตามพื้นและมดที่เดินอยู่เป็นวงๆตามรอยเปื้อนบนโต๊ะและเก้าอี้นั้นๆ


เราก็ขอปัดเก้าอี้และเช็ดโต๊ะบางส่วนซะก่อนนั่งลงไป
ไม่มีใครทำให้ก็ทำเองได้ค่า เพราะความเกรงใจของเรา


คืนวันแรกเดินทางมาเหนื่อย หลังจากคุยกันจนเวลาผ่านไปไม่ดึกนักเราก็เริ่มพักผ่อน ลมไม่ค่อยเข้านักทำให้อากาศอบอ้าวเล็กน้อยจนแฟนเราพูดขึ้นมา แต่ก็พอทุเลาไปได้เพราะพัดลมที่มีอยู่ช่วยระบายอากาศ ครั้นจะเปิดประตูก็กลัวยุงหาม อีกทั้งกลัวกรรมกรหามด้วยนี่สิคะ แหะๆ


กลางดึกก็สะดุ้งตื่นเพราะเหงื่อเจ้ากรรมออกเพราะความร้อนจนซึมไปทั่วทั้งหน้า พอไปเปิดพัดลมก็ไม่ติด เดาได้ว่าที่ร้านคงปิดเครื่องปั่นไฟเพื่อความประหยัด

แต่ตอนนั้นอยากตะโกนด้วยความโมโห เพราะไม่ได้จ่ายค่าที่พักริมทะเลแบบพื้นๆราคาแพง และมาตัดไฟอย่างนี้เพราะมันอยากประหยัดนะ หลายปีที่แล้วมาช่วงหน้าหนาวก็เลยไม่ทราบว่าตอนนั้นมีตัดไฟแบบนี้รึเปล่า

ประมาณ 40 นาทีผ่านไปไฟก็กลับคืนมา เนื้อตัวที่เปียกชุ่มเหงื่อก็โดนลมพัดจนคลายความร้อนและม่อยหลับลงอีกในที่สุด

ตอนเช้าก็ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงก่อสร้าง นอนไม่หลับต่อไปก็เลยไปชมทะเลยามเช้าและทานอาหาร

วันนี้เราทั้ง 2 ตัดสินใจไปเที่ยวยังหาดอื่น รวมถึงไปที่ท่าเรือเพื่อหาเสบียงและน้ำที่ไม่ได้เตรียมไว้ตั้งแต่แรกเนื่องจากความฉุกละหุก


ตอนเย็นเราก็กลับเข้าไปยังที่พัก ซึ่งวันนี้อากาศดี ลมเย็นสบาย แต่สายตาเราทั้ง 2 ก็พลันไปเห็นเจ้าสุนัขตัวเก่งที่ทางร้านเลี้ยงไว้ ซึ่งเดิมมีอยู่ 2 ตัวหลายปีผ่านไป อีกตัวตายลงก็เลยเหลือแค่ตัวเดียว แต่ก็ยังไม่รวมอีก 2 ตัวหมาเพื่อนบ้านนะ

1 ในนั้นเริ่มเดินสำรวจและหาที่ฉี่บนพื้นทราย ซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลก็ขาโต๊ะของเก้าอี้ชายหาดที่ถัดไปไม่กี่ตัวจากเราทั้งคู่


เราทั้ง 2 มองหน้ากันและเริ่มไม่ไว้ใจพื้นทรายด้านหน้าซะแล้วว่าที่แฉะๆเนี่ยน้ำทะเลหรือว่าอะไรกันแน่ ไม่อยากเตะทรายเล่นละงานนี้



วันต่อมาที่ตื่นขึ้นก็เพราะเสียงขุดเจาะที่ดังมาตั้งแต่ 7 โมงเช้า นักท่องเที่ยวยังมาไม่ถึงหาด ก็มีแต่เรา 2 คนอีกเช่นเคยที่โดนรบกวน

คราวนี้แฟนเราอารมณ์เสียมากกว่าทุกครั้ง และลงไปโวยกับทางร้านว่าทำไมมีการก่อสร้างแล้วไม่บอกเราล่วงหน้า ชายเจ้าของร้านได้แต่ทำหน้าโง่ๆ เหมือนไม่เข้าใจ (แฟนเราบอกว่าทำหน้า Stupid ใส่เขา)
พอ 9 โมงพวกฝรั่งเดินทางมาถึง เสียงก่อสร้างก็เงียบไป


เราทั้ง 2 ก็เลยคุยกันว่าจะเช็คเอาท์ทันทีไม่อยู่ต่อแล้ว และก็จะขอลดราคาค่าห้องที่บริการห่วยๆนี่ด้วย
สุดท้ายค่าห้อง 2 คืนและอาหารทั้งหมด 4 มื้อสำหรับ 2 คนรวม 3250 บาท


แฟนเราวางเงินไปแค่ 3000 และให้เราเดินหนีเขาจะลุยเอง งานนี้ก็เถียงกันตะโกนใส่กันดังลั่นไปหมด 3 ภาษา

คราวนี้ทางร้านผิดเต็มๆเลย เราทั้ง 2 คงจะยอมรับได้บ้างถ้าบอกเหตุขัดข้องตั้งแต่ตอนแรกและถ้าเสนอจะลดเปอร์เซ็ตน์ให้อย่างที่ที่พักในต่างประเทศทางใต้หรือแม้แต่ในตะวันตกเค้าทำกัน

เสียความรู้สึกและคงไม่ไปอีกแล้วล่ะ

.....ร้านอาหารหาดเทียน
"




เสียอารมณ์โรแมนติกหมด เซ็งชมัด

ปล. รูปที่แนบมาไม่ใช่รูปที่หาดนี้นะจ๊ะ แต่เพื่อให้จินตนาการง่ายขึ้นไงตัวเอง





Create Date : 29 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2549 3:17:50 น.
Counter : 348 Pageviews.

4 comment
คืนเดียวเที่ยวตุรกี

ในที่สุดก็มีเวลาว่างมานั่งจิ้มแป้นพิมพ์อยู่บนเก้าอี้ตัวเก่ง ที่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ซื้อตัวใหม่มาแทนสักที หลังจากชิ้นส่วนต่างๆเริ่มหลุดร่อนนั่งไม่สบายเหมือนเก่าซะแล้ว


ล่าสุดเพิ่งได้รับตารางใหม่จากอีเมลล์ หลังจากกระวนกระวายกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอีก
2 - 3 อาทิตย์ ข้างหน้าอยู่หลายวัน แต่สุดท้ายที่เดาๆมาทั้งหมดก็ยังไม่เกิดขึ้นซะตอนนี้ในคราวเดียวกัน


เดี๊ยนยังได้บินคู่กับสาวนางเดิม ซึ่งนับจนถึงตอนนี้ก็ร่วม 3-4 เดือนแล้วที่บินด้วยกันมา ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆคงเกิดตามมาหลังจากที่จะมีแผนเวียนคู่ลูกเรือไทยไปให้ครบทุกคน ไม่ใช่บินกันอยู่แต่กับคู่ของตัวเองจนเบื่อหน้ากันไปข้างนึงเชียว



ไม่ว่าคู่หูรายเดือนคนใหม่ของเดี๊ยนจะเป็นใครก็ตาม คงดีกว่าต้องออกไปบินหัวเดียวกระเทียมลีบ ท่ามกลางภาษาอารบิคที่มันพูดกันจังตอนบรีฟและบนเครื่อง ซึ่งก็เป็นพระคุณอย่างสูงที่บางครั้งกัปตันหรือเพอร์เซอร์จะแปลให้ฟังหรือพูดเป็นอังกฤษมันซะเลย นอกจากเวลาที่จะอัดลูกเรือทั้งหลายเรื่องความปลอดภัยบนเครื่องบิน โดยเฉพาะลูกเรือต่างชาติหน้าละอ่อนอย่างสาวไทยและสาวยุ่น



ไฟล์ไป-กลับ 9 ชั่วโมงของเดี๊ยนล่าสุด แอร์สาวไทยที่บินด้วยกันดันชิ่งขอตั๋วไปเที่ยวที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้ซะงั้น (ก่อนหน้านี้เดี๊ยนก็ชิ่งวิธีเดียวกันนั่นแหละค่า) ทำให้ขาไปลูกเรือที่ว่าน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งลดลงไปอีก เดี๊ยนก็จะเป็นอะไรได้ นอกจากหนังหน้าไฟให้ลุงเพอร์เซอร์ 2 นายด่ามาเป็นชุด เพราะไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งตารางบินลูกเรือไทยยังตึงเปรี๊ยะแบบไร้สแตนบาย


ได้ยินว่าเร็วๆนี้คงจะได้ลูกเรือเด็กใหม่มาอีก 5 คน
เดี๊ยนก็ได้แต่หวังว่าจะได้หยุดยาวๆหน่อย เงินจะน้อยลงเพราะถูกหารออกไปบ้างก็ไม่ใส่ใจมากแล้วล่ะ



อาทิตย์ที่ผ่านมาเดี๊ยนก็ได้มีโอกาสขอตั๋วไปสัมผัสอากาศนอกประเทศอียิปต์ซะหนึ่งคืน เพื่อนร่วมทางในวันนั้นก็เป็นแอร์สาวไทยนางหนึ่งและเพอร์เซอร์ชาวยุ่นผู้มีประสบการณ์โชกโชน 30 ปีในการบิน จนสามารถพูดและด่าภาษาอาหรับได้ในระดับนึงก็แล้วกัน เพื่อนๆรู้จักกันในนามลุง "Akiyama Toshio"



วันนั้นเดี๋ยนไปถึงกรุงไคโรแต่เช้าตรู่ หลังจากชั่วโมงบินอันยาวนานบนเครื่องบิน โบอิ้ง777-200 ER




ทันทีที่เท้าแตะพื้น เดี๊ยนก็รีบดิ่งไปเช็คอินที่โรงแรมซึ่งอยู่ภายในบริเวณด้านหน้าของสนามบินทันที


แต่โชคมักไม่เข้าข้างเวลาที่เราต้องการ
รอห้องว่างอยู่เกือบ 2 ชั่วโมงตั้งแต่มาถึง กว่าจะได้ห้องก็ 7.45 น. ซึ่งก็ยังทำความสะอาดไม่เสร็จ พนักงานก็ลำบากใจที่จะให้เดี๊ยนเข้าไปในห้อง ซึ่งก็ต้องอธิบายกันยืดยาวว่ามีบินต่ออีกไฟล์นึง กรูต้องไปแล้วตอน 8 โมงเข้าใจมั้ย เดี๋ยวพรุ่งนี้กลับมานอน



ก่อนหน้านั้นก็ล้างหน้าล้างตาจัดกระเป๋าที่ห้องลูกเรือไทย ซึ่งเดี๊ยนทั้ง 2 นางบากหน้าไปรบกวนการนอนตั้งแต่เช้าของเจ้าหล่อน เพราะไม่มีทางเลือกแล้วต้องให้เสร็จพร้อมทุกอย่างก่อนเวลานัดกับลุงยุ่น ด้านหน้าของโรงแรม เพื่อจะขึ้นรถคันเดียวกันไปยังศูนย์ลูกเรือ



เวลาที่เผื่อไว้ก็หมดไปกับการนั่งรอชะตากรรมว่าจะได้ขึ้นเครื่องรึเปล่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ในอียิปต์ถึงแม้คุณจะเตรียมพร้อมขนาดไหนก็แล้วแต่ ไม่มีอะไรแน่นอน

ขนาดลุงญี่ปุ่นแกเป็นเพอร์เซอร์ยื่นขอตั๋วและโทรมายืนยันกับเจ้าหน้าที่หลายรอบว่า เราทั้ง 3 ชีวิตจะเดินทางไปในเที่ยวบินวันนั้น เพราะฉะนั้นชื่อก็ควรจะปรากฏในรายชื่อลูกเรือที่เรียกย่อๆว่า GD แต่กลับกลายเป็นว่า......มันลืม บอกสั้นๆแค่ว่าจำผิดวัน นึกว่าจะไปปลายอาทิตย์



เท่านั้นแหละ เดี๊ยนและลุงยุ่นก็สบตากันแบบ "กรู....เซ็ง"
สำเนาตั๋วที่ส่งไปให้มันก็ระบุวันที่ไว้ แถมเป็นภาษาอาหรับซะด้วย คำแก้ตัวฟังไม่ขึ้นเลย



เพราะฉะนั้นเราก็ต้องขึ้นเครื่องไปแบบผู้โดยสาร ซึ่งจะต้องมีบัตรที่นั่ง และแน่นอนว่าต้องรอจนกว่าผู้โดยสารจะเช็คอินหมดซะก่อนเพื่อจะได้ตัวเลขที่นั่งที่เหลือ



จั๊มซีสก็ไม่มีที่ว่างเหลือแม้สักที่ ไม่เหมือนเครื่องโบอิ้ง 777 สุดที่รักที่ลูกเรือนั่งกันได้ 18 ตัวเลยทีเดียว นี่มีลูกเรือ 6 คนเองก็ไม่มีที่ว่างซะแล้ว



นังแอร์ก็นั่งเฝ้ากระเป๋าให้ลุงเพอร์เซอร์ระหว่างที่แกไปฝ่าดงผู้โดยสารที่อาคารขาออกร่วม 2 ชั่วโมง เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารในวันนั้น Overload จึงทำให้เราเสียเวลาในการรอคอยเยอะมาก


เดี๊ยนนั่งรอจนหลับเพราะเพลียจริงๆ ตาจะปิดซะให้ได้ ยาแก้แพ้ที่ทานเข้าไปออกฤทธิ์อีกครั้งซะแล้ว


อายก็อายค่ะคุณ หนุ่มสจ๊วต ป้าๆและสาวๆแอร์อีกขโยงรวมทั้งบรรดานักบินเยอะเป็นบ้า เนื่องจากเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ไฟล์ยุโรปและอเมริกาจะออกเดินทาง


ห้องบรีฟจำนวน 5 ห้องก็ไม่เพียงพอจึงพากันจับกลุ่ม
บรีฟในห้องรอขึ้นเครื่องซะเลย เหตุนี้เดี๊ยนจึงโดนไล่ที่จากลูกเรือไฟล์มอสโคกลุ่มใหญ่
เดินระเห็ดไปนั่งเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่มุมห้อง สายตาเดี๊ยนก็ยังสอดส่ายตื่นตาตื่นใจไปกับลูกเรือจำนวนมากโดยเฉพาะสาวๆ ซึ่งหายากมากๆในไฟล์บางกอกของเดี๊ยน


สาวๆก็เยอะนี่หว่าทำไมเอาแต่ป้ามาบินกับพวกกรูฟะ


หนุ่มๆก็หลายคนที่ไม่เคยเห็น กัปตันและพี่โคทั้งหลายก็หน้าไม่คุ้นเลย มองเดี๊ยนและเพื่อนด้วยสีหน้าแบบบอกไม่ถูก


บางคนหน้าตาใช้ได้ แต่ยังห่างหลายขุมจากพี่อี๊ดของเดี๊ยน อย่างน้อยก็ขอหัวเกรียนๆไว้ก่อนละกันนะ






หลังจากทานอาหารตาจนตาแฉะ ท้องไส้ก็เริ่มปั่นป่วนเพราะความหิวจนแทบแยกล้มเลิกความคิดไปเที่ยวมันคราวนี้ซะแล้ว ถึงแม้จะเสียค่าโง่ทำวีซ่าไปแล้วพันกว่าบาทเพราะแม่เพื่อนตัวดีดิ้นรนจนได้เรื่องข้อมูลผิดๆมาจากเจ้าหน้าที่สถานทูต ซึ่งไม่ได้รู้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง ให้เราเสียเงินไว้ก่อนว่างั้นเถอะ



ช่วงนั้นเดี๊ยนก็จรลีแบกสัมภาระไปพักผ่อนยังชายทะเลเมืองพัทยากับพ่อแฟนฝรั่งตัวดี นังแอร์บังคับลาป่วยมันซะเลยหลังจากอาการไข้ที่เริ่มจากไคโรยังไม่หายไปซะทีเดียว





กว่าจะได้ขึ้นเครื่องก็จวนเวลาที่เครื่องบินจะออกแล้วรอมร่อ ถ้าผู้โดยสารไม่เกินพิกัดจนทางสายการบินต้องเปลี่ยนเครื่อง คาดว่าเรา 3 คนคงจะพลาดเที่ยวบินนั้นซะแล้ว



จากเดิมที่ใช้ Airbus 321 ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบทางเดินเดี่ยว ที่นั่งแบบซ้ายขวารวม 6 ที่นั่ง กลายมาเป็น Boeing 737-800 แบบใหม่แกะกล่องที่อียิปต์แอร์เพิ่งสั่งเข้ามาใหม่




เดี๊ยนละอึ้งเลย สายการบินตูเปลี๊ยนไป๋ อะไรจะใหม่ขนาดเนอะ พี่น้อง




ห้องน้ำงี้.....เงาเป็นประกายเชียว โทรทัศน์เครื่องเล็กๆที่ค่อยๆเลื่อนลงมาใกล้ศรีษะเดี๊ยน ทำให้ได้ยินเสียงชัดเจนระหว่างตาจ้องดูจอภาพจากโทรทัศน์ด้านหน้า เบาะก็ใหม่ซะ จำไม่ได้เลยค่าว่าอีก 10 ปีสีมันจะเปลี่ยนไปเป็นสีที่คุ้นเคยเหมือนเครื่องอีแก่ รูทกรุงเทพ / ปักกิ่ง / นิวยอร์ก / ซาอุฯ


แต่ก็นั่นล่ะค่ะของใหม่ อะไรๆก็ยังไม่เข้าที่เลยทำให้เครื่องออกเดินทางช้าไป 1 ชั่วโมงอันเนื่องมาจากรถเข็นอาหารทั้งหมดบนเครื่องล้วนมีขนาดที่แตกต่างไปจากเครื่องรุ่นอื่นๆที่ใช้บินปกติ

ทำให้ต้องย้ายอาหารและของทั้งหมดจากไฟล์ที่เพิ่งจบไปออกเสียก่อน จากนั้นฝ่ายที่ดูแลเรื่องอาหารจึงจะค่อยๆใส่อาหารชุดใหม่เข้าไปจากอาคารที่รับผิดชอบด้านล่าง


เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงจะนำขึ้นกระเช้ามาใส่ให้ที่ครัวตามเดิม แค่ฟังก็เหนื่อยละ



ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงโดยประมาณจากกรุงไคโร ถึงอิสตันบูล ขาเข้าเมืองง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย แค่ดูหนังสือเดินทางแล้วก็ปั๊มตราอะไรสักอย่างลงบนกระดาษแผ่นเล็กสีขาวที่เขียนว่า Crew อยู่ด้วย แล้วตอนขาออกก็ต้องส่งใบนี้คืนให้กับเจ้าหน้าที่ สรุปว่าเงิน พันกว่าบาทกับค่าจ้างมอเตอร์ไซค์แถวบ้านไปส่งเอกสารให้นี่ก็เสียเปล่าเลย



ขอไปเพราะเกรงใจเพื่อนแท้ๆ แต่ที่ได้ไปคราวนี้ก็เพราะเพื่อนอีกนั่นแหละ เจ๊ากัน



จากสนามบินก็นั่งแท๊กซี่สีเหลืองไปยังโรงแรมเล็กๆในย่านเมืองเก่าที่จองเอาไว้ทางอินเตอร์เน็ต สนนราคาคืนละ 33 ยูโร หรือประมาณ 61 Turkish Lira เป็นเงินไทยก็ 1500 บาท แพงเอาการอยู่สำหรับย่านนี้ที่จัดว่าสะดวกสบายสำหรับนักท่องเที่ยวจะเดินเท้าไปชมรอบเมือง และสถานที่สำคัญๆต่างๆโดยใช้เวลาไม่นานนัก


ห้องพักที่ว่าเดี๊ยนหารกันกับเพื่อนเพราะเป็นห้องคู่ แต่ถ้าจะให้ถูกกว่านี้ก็สามารถไปพักแบบ Dorm แบบห้องละ 6 - 8 คนกับพวกนักท่องเที่ยวสะพายเป้ชาติต่างๆได้


แต่เดี๊ยนขอเลือกแบบสบายหน่อยละกัน เพราะเรามากันแบบเต็มยศ กระเป๋าลาก ปีกกระจาย คงไม่สะดวกนักถ้าจะพักรวมกับคนอื่นๆมนขณะที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ไว้คราวหน้ามาใหม่แบกเป้ท่องยุโรปเมื่อไร เดี๊ยนไม่ยั่นแน่นอน




บรรยากาศด้านหลังของห้องพัก เห็นทะเล Marmara ด้วย






Sultanahmet Mosque เดินไปจากที่พักไม่ถึง 10 นาที





เห็นแบบนี้แต่หนาวมากเลยนะ 14 องศาลมพัดจนปากแตกเจ่อเลย






Hagia Sophia Museum ตั้งอยู่บริเวณเดียวกันฝั่งตรงข้าม




จากจุดนี้จะเห็นวิวของ Sueleyman Mosque ในเวลากลางคืนนะคะ ส่วนด้านซ้ายตรงแม่น้ำจะเห็น Galata Bridge อยู่ไม่ไกล


บริเวณนั้นติดฝั่งแม่น้ำ มีร้านอาหารเยอะเชียวค่ะ แต่ราคาก็แพงหายห่วงเลย โดยเฉพาะอาหารทะเลที่มีมาให้เลือกแบบนี้




ดูๆแล้วก็ไม่ค่อยสดเอาซะเลย เห็นราคาเดี๊ยนก็แทบตกเก้าอี้ จานนึงประมาณ 60-80 Lira อยากทราบว่าเท่าไหร่ก็คูณด้วย 25 บาทนะคะ





สุดท้ายเราก็เลยลงความเห็นว่าขอดื่มเบียร์พื้นเมืองแทนละกัน แถมกับแกล้มสุดอร่อยลิ้นคือ ปลาหมึกชุบแป้งทอด ซึ่งก็คือ Calamari ที่เป็นคำใช้เรียกปลาหมึกที่หั่นเป็นแว่นๆนี่เอง โง่ตั้งนานค่ะคุณ






ก่อนจะออกมาเดี๊ยนก็เป็นหนึ่งเดียวที่ผู้จัดการร้านขายขนมจีบสไตล์แขกจีบกันซึ่งๆหน้าเลย งานนี้ได้เบอร์โทรหนุ่มมาแต่ไม่ยักได้ส่วนลดแฮะ อย่างหลังน่าสนใจกว่าเห็นๆชิมิคะ



สาวๆที่นี่เดี๊ยนเห็นสวยๆเยอะเชียวค่ะ หนุ่มๆก็เล่นเอาเพื่อนสาวตัวดีของเดี๊ยนเหลียวจนคอเคล็ดเลย หน้าตาของคนที่นี่ปนกันระหว่างอาหรับกับฝรั่งเด่นชัดมากกว่าคนอียิปต์ การแต่งตัว การดำเนินชีวิตและบ้านเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทำให้คนอียิปต์ได้คะแนนความสงสารไปมากโข ถึงจะห่างกันแค่ช่วงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนก็ตาม


ภาพลักษณ์ด้านลบที่เห็นมาเมื่อครั้นศึกษาเกี่ยวกับภาษา วัฒนธรรม ผู้คนรวมทั้งบ้านเมืองของเยอรมันเกี่ยวกับ Tuerkei จากสื่อและคำบอกเล่าต่างๆ ทำให้พาลคิดไปว่าตุรกีนั้นยังไม่ค่อยเจริญเท่าไหร่เลยอพยพไปอยู่เยอรมันซะเยอะ ออกลูกออกหลานซะจนเป็นปัญหาแก่บ้านเมืองเค้า แต่พอมาเห็นแบบนี้ ชาวตุรกีที่ย้ายถิ่นฐานก็คงไม่ต่างอะไรจากชาวไทยที่อพยพไปอเมริกาแม้จะไปอยู่แบบโรบินฮู้ดก็ตาม




อาหารเช้ามื้อสุดท้ายจากตุรกี




Topkapi Palace เป็นสถานที่สุดท้ายที่ไป ด้านในมีสมบัติโบราณของสุลต่านที่ล้ำค่าเหลือเกิน อยากให้ป๋าที่บ้านมาตีราคาให้อย่างยิ่ง คงจะเพลินดีไม่น้อยเพราะเพชรพลอยวูบวาบเต็มไปหมด


มีทั้งฝังบนถ้วย ชาม แจกัน ชุดเกราะ โล่ เก้าอี้ ไปจนกระทั่งถึงมงกุฏ อลังการมาก นอกจากนี้ของแต่ละชิ้นยังสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมชาว Turk ในอดีต


น่าเสียดายที่เดี๊ยนและผองเพื่อนมีเวลาชั่วข้ามคืนเท่านั้นในดินแดนแห่งนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วคงมีอะไรมาฝากมากกว่านี้













นี่เป็นวิวด้านหนึ่งของ Straits of Bosphorus ที่มองมาจากพระราชวัง Topkapi เห็นอย่างนี้แล้วแสนจะโรแมนติกถ้าได้นั่งดื่มชาแอ๊ปเปิ้ลอุ่นๆ สบตากับคนรู้ใจ


ถ้ายังหาใครไปด้วยไม่ได้ ไปหาเอาข้างหน้าคงมีตัวเลือกเยอะเชียวค่ะ หนุ่มๆแขกขาวหน้าตาคมๆ ปากหวานทั้งนั้น มีคู่แล้วก็สะกดใจตัวเองหน่อยเน้อ

เดี๊ยนไปละ คราวนี้กลับด้วย เครื่องแอร์บัส 321 เจอแม่แอร์อียิปต์จอมทะเล้นที่เคยบินไฟล์ปักกิ่งที่ผู้โดยสารชาวสวิสหน้าหล่อเดินมาขอเบอร์หน้าต.ม. อีกทั้งเจอร์เพอร์เซอร์ที่เคยแอบดูเดี๊ยนหลับก่อนขึ้นไฟล์ที่ Crew center อีก บนเครื่องเลยเฮฮาน่าดู





เจอกันคราวหน้า อินชาอัลละ ค่าเพื่อนๆ








Create Date : 22 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2549 23:40:04 น.
Counter : 442 Pageviews.

17 comment
ลองดูสักครั้ง

พาร่างที่บึกบึนกลับมาอีกครั้งด้วยหัวใจพองโต


ผ่านมาหลายเพลาเดี๊ยนก็มิได้ไปไหนไกล แต่หัวใจอยู่ที่ปลายเท้าเลยคุณขา ออกเดินทางตะลอนทัวร์มิได้หยุดหย่อน


ไฟล์ทะเลทรายที่ผ่านมา เดี๊ยนได้มีโอกาสไปทานมื้อกลางวันช่วงค่ำที่บ้านชาวอียิปต์ครอบครัวหนึ่ง


แต่การไปครั้งนี้ถึงจะเป็นการตกกระไตพรอยโจนเพราะรถเจ้ากรรมที่ทั้งมี 7 ชีวิตนั่งอยู่ในนั้นเกิดขัดข้องเนื่องมาจากน้ำมันที่เจ้าของรถ คือลุงเพอร์เซอร์ใจดี นามว่า Gamal ไปเติมมาจากปั้มน้ำมันแห่งนึงนั้น เกิดมีน้ำผสมเข้าไปด้วย



งานนี้ไม่ว่าจะตั้งใจจะโกงหรือไม่ ก็ทำให้เครื่องยนตร์หวิดเจ๊งโบ๊ะล่ะค่ะคุณ


ถ้าขับไปในทะเลทราย เกิดดับขึ้นมากระทันหัน นังแอร์ซวยแหงแซะ เด็กเต็มรถ ใครจะเข็นฟะถ้าไม่ใช่ตรูกับลุงเพอร์เซอร์ชาวยุ่น และแอร์สาวไทยอีกนาง





หลังจากทนทู่ซี้ขับกระตุกกระตักไปอยู่นานสองนาน ลุงกามาลเจ้าถิ่นก็เลยตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าปั๊มที่ใกล้ที่สุดเพื่อเช็คเครื่องยนตร์


และแล้วอาหารกลางวันที่นัดแนะกันจาก บ่าย 2 โมงก็กลายมาเป็น 2 ทุ่ม โดยจำต้องเปลี่ยนสถานที่มาเป็นบ้านพี่สาวของลุงแกแทน








กว่าจะได้ทานอาหารสมใจก็เล่นเอาท้องครากไปตามๆกันเลย ลุงเพอร์เซอร์ยุ่น ซึ่งเดี๊ยนกับเพื่อนเพิ่งจะรู้ความลับของแกที่พูดภาษาไทยได้มากกว่าลูกเรือทั่วไปก็เพราะแกมีภรรยาชาวไทยนี่เอง แถมยังเจอกันบนเครื่องบินสมัยที่แกยังเป็นสจ๊วตหนุ่มวัยกระเตาะอีกต่างหาก แหม ร้ายนะ โอยาจิซัง หลอกให้บ่นกันเป็นภาษาไทยได้ตั้งนาน ฟังออกก็ไม่บอก


ลุงยุ่นแกหิวจนพึมพัมเป็นภาษาไทยให้ได้ยินด้วยว่า
"หิวมากมากกกกกนะ"



น้องสาวเจ้าของบ้านออกมาต้อนรับและหยอกเอาว่า คนอียิปต์ถ้าเชิญแขกทานข้าวที่บ้าน มักจะปล่อยให้แขกรอนานนาน เพื่อให้หิวมากมากจะได้ทานข้าวได้อร่อยและเยอะๆ

ไม่รู้ว่าพูดเล่นหรือว่าจริงนะอันนี้ แต่ที่พอจะทราบบ้างก็คือ คนอียิปต์จะทานข้าวตอนกลางวันช่วงบ่าย 4 โมงเย็น หรือราวๆนั้น จะทานอีกครั้งก็ตอน 4 -5 ทุ่มโน่นแหละ ถึงได้เอวหนาเป็นขอบชีสอย่างนั้นไงยะ


บ้างก็มักจะทานแค่ 2 มื้อ อย่างนั้นตอนเทรนใหม่ๆบรรดาแอร์ฝึกหัดสาวไทยแทบจะลงแดงอาหารซะให้ได้ เพราะไม่มีพักทานข้าวกลางวันนี่เอง





นี่เป็นรูปน้องตุ๊ต๊ะ สาวน้อยที่เดี๊ยนอยากขอกลับมาเลี้ยงที่บ้านเป็นที่สุด ด้านข้างเป็นแม่น้องหนูขาเม้าท์ของเดี๊ยนในวันนั้น



แบ่งกันเม้าท์เป็นกลุ่มผู้ชายกับผู้หญิงเลยค่ะ อาจเพราะสะดวกที่พวกแม่บ้านจะถอดผ้าคลุมผมออก นั่งจิบน้ำชานินทาพวกผู้ชาย ลูกๆ การงาน หรือเม้าท์กันเรื่องวิธีลดความอ้วนแบบที่สบายที่สุด 55555






นั่งด้านนอกชานลมเย็นดีแท้เลยค่าคุณๆ เพราะเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวอีกแล้ว




เดี๊ยนไม่ได้จับเด็กมาทำเคบัฟนะเคอะ มาบ้านเค้ากินข้าวฟรีก็ทำตัวเป็นนางงามหลอกเด็กอาหรับ
ไปวันๆก่อน







ขอบพระคุณครอบครัว Dr. Suliman Mansour นะค๊าสำหรับอาหารมื้อใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศครอบครัวที่แสนประทับใจ และบรรดาป้าๆ คุณยาย และพี่สาวทั้งหลายที่พร้อมใจกันยัดเยียดบิสกิตชิ้นโต ลาซานย่าชิ้นเท่าบ้าน 2 ชิ้นและขาแกะอบมาให้เดี๊ยน ทั้งๆที่รู้ว่าเดี๊ยนกำลังอยู่ในช่วงรีดน้ำหนัก ฮึ่มๆ พลางบอกอีกว่า ไม่มีอะไรจะฝากให้เดี๊ยนนอกจากไขมันรอบเอวที่จะเพิ่มขึ้น




เมื่อ 3 วันก่อนก็มีโอกาสไปร่วมแจมสนามประลองยุทธการบินไทยกับเขาด้วย


คนเยอะแยะตามความคาดหมาย เดี๊ยนไปถึง 8 โมงนิดๆ ก็ได้บัตรคิวเลขที่ 1700 กว่าเข้าไปแล้ว แหม เดินไปเข้าห้องน้ำหน่อยเดียวเล่นแจกซะงั้นเลย ตอนรออยู่ตั้งนานก็ไม่เห็นจะให้



วันนั้นเป็นวันที่ 3 ของการรับสมัครนะคะ เลขที่ผู้สมัครของเช้าวันนั้นเริ่มที่ 1400 จนกระทั่งถึง 1900 คน

ช่วงบ่ายก็ทะลุ 2000 เข้าไปแล้วค่ะ




เดี๊ยนหนีบพ่อตัวดีไปด้วย ก็ได้คนส่งข้าวส่งน้ำเป็นทั้งเลขาส่วนตัวและติวเตอร์ให้ล่ะค่ะงานนี้

อิมพอร์ตกันมาสดๆเลยหลังจากไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันมา ร่วมปี ก็เลยติดกันเป็นตังเมอย่างที่เห็น


สมัครแอร์คราวนี้บรรยากาศโดยรวมสบายๆ ไม่เครียดมากอย่างที่เคยได้ยินได้ฟังมา เดี๊ยนก็นั่งร้องเพลงไปเรื่อยๆระหว่างรอเรียกแถวอยู่ 2 ชั่วโมงครึ่ง


เกือบเสียความมั่นใจเหมือนกันตอนที่กรรมการท่านแรกท่าทางไม่ยอมให้ผ่านเรื่องน้ำหนัก

สาวๆส่วนใหญ่จะมีปัญหาน้ำหนักน้อยต้องเพิ่มกันจ้าละหวั่น แต่เดี๊ยนกลับตรงกันข้าม ส่วนสูงที่วัดได้ลดลงก็ยิ่งทำให้น้ำหนักตัวที่วัดได้บึ้มเข้าไปมากกว่าเกณฑ์ถึง 2 กิโลครึ่ง ดีนะเนี่ยที่มีปัญหาเรื่องท้องไส้วันนั้น ทำให้น้ำหนักลดไปเป็นกิโล ไม่อย่างนั้นคงมีเศร้าล่ะค่ะ


กรรมการท่านที่ 2 ยอมให้เดี๊ยนผ่านไปได้ แทบจะกราบงามๆเลยเชียวที่ท่านกรุณาเขียนน้ำหนักให้ได้ตามเกณฑ์ ซึ่งก็น้อยกว่าความเป็นจริง


สาวๆบางคนก็ไม่ได้รับการอนุโลมแบบนั้นเพราะว่าเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าอวบเกินขนาด โชคดีทีเดี๊ยนเป็นประเภทหลบใน แต่กรรมการหญิงทั้ง 2 ท่านก็กำชับให้เดี๊ยนรีดน้ำหนักโดยด่วน



ด่านสุดท้ายของวันแรกก็เป็นการแนะนำตัวเอง และเดินให้กรรมการดู มั่นใจเต็มร้อยถึงขาจะสั้นๆป้อมๆก็ตาม


เรียกความสนใจจากกรรมการตรงที่เป็นอาชีพโดยตรงอยู่แล้ว ถึงจะทำงานได้ไม่ถึงปี แต่ก็ร่วมๆนั้น อีกทั้งยังผ่านการบริการมาแล้วทุกชั้นบริการตั้งแต่ ชั้นประหยัด ชั้นฮอรัส (บิสเนส) และชั้นเฟริสคลาส ซึ่งเป็นชั้นปราบเซียน


ยกความดีให้สายการบินแขกนะค๊าที่ฝึกอีชั้นมาแบกสากกระเบือยันเรือรบกรูก็ (ให้มรึง)ทำได้



เรียกความสนใจจากกรรมการในห้องนั้นทั้ง 4 ท่านได้ไม่น้อยเลยทีเดียว อาจเพราะเป็นแอร์ไทยจากสายการบินนี้คนแรกและคนเดียวที่เคยเจอ


หน้าเปื้อนยิ้มตอนออกประตูมาเชียวค่ะ
" เสร็จกรูแน่" เดี๊ยนพลางคิด แต่ก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น หนทางนี้ยังอีกยาวไกล


พ่อฝรั่งอ้วนตัวดีหาเวลาแก้เซ็งด้วยการเพ่งพินิจผู้สมัครแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร พรางอธิบายและชี้ให้เดี๊ยนเห็นถึงความบกพร่องตามสายตาของผู้มีประสบการณ์คนนึงจะโม้ได้ดังต่อไปนี้นะคะ ฟังแล้วอย่าโกรธกันนะ



ผู้สมัครชายบางคนแต่งตัวดีตั้งแต่ศรีษะจดปลายเท้า แต่รองเท้าแทนที่จะสละเวลาขัดสักหน่อย กลับใส่มาแบบเขอะๆซะยังนั้น ซ้ำร้ายบางคนที่เฮียฝรั่งแกแอบสำรวจ ยังมีใส่ถุงเท้ากีฬาสีขาวแพลมออกมาให้เห็นอีก ทั้งๆที่ควรจะใส่สีกรมแบบถุงเท้าทำงานที่สุภาพทั่วๆไปให้เข้ากับสูทสีเข้ม


ผู้สมัครหญิงบางคนเดี๊ยนสังเกตุว่าใส่รองเท้าแบบปิดหัวปิดท้ายเท่านั้น ดูไม่ค่อยเป็นทางการเท่าไหร่นะคะ


ชุดแสกสวยๆสีเข้มๆคงไปได้ดีกับเข็มขัดเส้นโตๆสีตัดกัน แต่ก็เหมาะจะไปทานข้าวกับเพื่อนหรือเดินสยามเหมาะสมกว่านะคะเดี๊ยนว่า


นายฝรั่งหัวเราะกิ๊กกั๊กกับทรงผมคุณแม่ยังสาว ที่เดี๊ยนทั้ง 2 คนคุ้นเคยจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเมืองไทยคงเป็นยุคคุณทองกวาง กับพ่อคล้าว พ่อคุณออกความเห็นว่ามันเหมาะกับคุณนายหรือคุณป้ามากกว่าจะเป็นเด็กสาวๆอายุยี่สิบต้นๆนะคะ ไม่ก็เหมาะกับใส่ชุดรำไทย หรือเข้าพิธีหมั้นนะ




พูดมากไปอย่าว่ากันเน้อ ติเพื่อก่อจ้า สังเกตุคนรอบข้างคุณหน่อยนะจ๊ะ แต่งตัวสวยๆหล่อๆว่าแต่ขัดรองเท้ารึยังเอ่ย



Create Date : 03 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2549 19:53:20 น.
Counter : 245 Pageviews.

5 comment
ทรหด

หลังจากห่างหายไปนานก็ได้มาอัฟบล๊อกกับเขาสักที คิดถึงล่ะสิฮิๆๆ


ปลายส้นสูงเยินๆของเดี๊ยนเพิ่งสัมผัสพื้นดินบ้านเกิดอีกหลังเมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว ไม่ได้ดอดไปไหนไกลแค่ไปเดินส่องหนุ่มที่ปักกิ่ง เย่ๆ


แต่ก็ต้องเก็บอาการนิดนึงก็เนื่องจากหอบหิ้วเฮียกับเจ็ที่บ้านไปด้วย (ไม่ต้องแปลกใจว่าเฮียกับเจ๊เป็นใคร อ่านไปก็รู้เอง )





หลังจากวุ่นวายกับการเตรียมเอกสารขอเป็น Extra Crew อยู่ 2 วันที่สำนักงานกรุงไคโร เดี๊ยนก็ดีใจที่จะได้บินโดยไม่ต้องทำงาน เวลาที่ดีใจมีอยู่ไม่กี่วันก่อนที่จะต้องมาทำงานจริงๆโดยที่เหนือความคาดหมาย ทั้งๆที่วางแผนไปเที่ยวกับครอบครัวแท้ๆ


เนื่องจากแอร์สาวไทยนางหนึ่งลากระทันหันโดยไม่มีใครแทน และจำนวนของลูกเรือที่จำนวนขั้นต่ำสุดคือ
ลูกเรืออียิปต์ 5 คน , เพอร์เซอร์ 2 คน , ลูกเรือไทย 2 คน , กัปตัน 1-2 คน , โคไพลอท 1 คน ต่อจำนวนผู้โดยสารเต็มพิกัด 3 ร้อยกว่าชีวิต


รวมลูกเรือทั้งลำและกัปตันมีอยู่ 10 คน งานหนักมากสำหรับลูกเรือไทยที่ต้องบินไป-กลับ ที่ชั่วโมงบิน 9 ชั่วโมง ในขณะที่ลูกเรือชาติเค้าบินกันเพียงครึ่งเดียวของเราเท่านั้น


เดี๊ยนเห็นใจเพื่อนแต่ก็ไม่ค่อยเต็มใจช่วยเท่าไหร่เพราะเวลาพักผ่อนก่อนหน้านั้นไม่เพียงพอ แถมเจ็สุดสวยกับเฮียสุดที่รักของเดี๊ยนยังได้บัตรที่นั่งผู้โดยสารชั้นประหยัดในแบบที่เดี๊ยนต้องจ่ายแพงเหลือหลายขึ้นหลักหมื่น ทั้งๆที่เป็นพนักงานสายการบินแท้ๆ ในขณะที่สวัสดิการณ์ของพวกพนักงานอียิปต์นั้นได้รับต่างกันอย่างสิ้นเชิง


ยังจำความรู้สึกที่ร้องไห้โฮได้อย่างดีที่ตึก Cathering ณ กรุงไคโร หลังจากใช้เวลา 3 ชั่วโมงเดินเทียวไปเทียวมารอบสำนักงานของสายการบินที่ตั้งอยู่บริเวณสนามบินท่ามกลางแดดแผดเผา


หลังจากใช้เวลาแทบทั้งหมดที่มีของวันที่ควรจะนอนพักไปทำเอกสารแล้ว สุดท้ายก็ได้ความว่าต้องนั่งแท็กซี่ไปหานายใหญ่สุดถึงจะทราบว่าเปอร์เซ็นต์ตั๋วที่รถราคาจะได้เท่าไหร่ ประมาณว่าถ้านายอารมณ์ดีคงได้ลดเยอะ เกิดทะเลาะกับเมียวันนั้นกรูคงถึงคราวซวย


ที่แน่ๆปัญหาก็คือกรูจะรู้มั้ยว่านายอยู่ที่ไหน คนนึงบอกไปทางนั้น ส่วนอีกคนบอกไปทางนี้
กว่าจะทะเลาะกับแท็กซี่จบนายคงจรลีไปไหนต่อไหนแล้ว


อีกทั้งตั๋วฟรีที่คิดว่าคงจะได้ที่นี่ยังมีเกณฑ์ประหลาดๆว่าต้องทำงาน 3 ปีขึ้นไปและพ่อแม่อายุ 60 ปีขึ้นไปถึงจะขอได้อีก รู้สึกเหมือนโดนหลอกมาขายแรงงานไงไม่รู้ เอาเปรียบกันจนนาทีสุดท้ายเลย


หนุ่มๆและไม่หนุ่มที่เก็บเป็นสต๊อกเอาไว้ก็ดันมีบินอยู่ต่างประเทศซะนี่ แถมคนที่อยู่ก็ดันไม่ใช่สายการบินเดียวกันอีก


คนที่นี่เวลาจะทำอะไรแต่ละทีเค้าจ้างคนภายในทำเรื่องเดินเอกสารต่างๆให้ แต่หัวเดียวกระเทียมกลีบเหี่ยวๆอย่างเดี๊ยนจะไปจ้างใครที่ไหนล่ะคะ


ที่สำคัญคนพวกนี้ไม่พูดอังกฤษซะด้วย ฮ่วย.....


อีกทั้งตอนแรกที่ว่าจะได้ลด 90 เปอร์เซ็นต์ก็ชักไม่แน่ใจจากข้อมูลคนรอบข้าง มันลดลงมาเรื่อยๆ 50 แล้วก็ 25 สุดท้ายได้ยินว่าลด 10 เปอร์เซ็นต์ แล้วกรูจะถ่อมาทำเรื่องที่นี่ทำไมเนี่ย คุ้มค่าแท็กซี่รึเปล่าก็ไม่รู้


สุดท้ายก็กลับมาซื้อตั๋วที่สำนักงานในกรุงเทพฯ เวลาก็กระชั้นชิดพอขอพบนายใหญ่ประจำสาขาเพื่อขอลดเปอร์เซ็นต์ก็โดนเหน็บแนมหลอกด่าอย่างที่คิดไว้แต่ก็ต้อง............ทนฟะ


บุพการีไม่ได้เป็นเจ้าของสายการบินมั่งแล้วไป


สุดท้ายได้ลดมา 15 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไปอียิปต์จะได้ลด 50 เปอร์เซ็นต์ ยังงงไม่หายว่ามันต่างกันตรงไหนวะ ทำไมไม่ได้เท่ากัน เริ่มปลงละ อีก 4 เดือนก็ได้ตั๋วฟรีแล้ว แต่จะอยู่ถึงรึเปล่านี่อีกรื่องนึงนะเพื่อนๆที่รัก







คราวนี้พาพ่อแม่มาลำบากแล้วแถมกรูยังต้องทำงานฟรีๆอีก
แม่ง......เดี๊ยนโกรธ แต่ก็เดินไปค้นผ้ากันเปื้อนที่ติดมาในกระเป๋ามาเตรียมพร้อม แต่ก็ต่อรองไปเพอร์เซอร์ให้ 2 ตายายของเดี๊ยนย้ายไปบิสเนสโดยพลันไม่งั้น......เดี๊ยนไม่แจกยิ้มเวลางานด้วย เข้าใจ๋




ตอนแรกเดี๊ยนถูกขอให้ไปช่วยงานที่ครัวด้านหลังโดยอยู่ประจำที่ประตู 3R ตรงกลางของชั้นประหยัด แต่ไม่กี่นาทีก็โดนเปลี่ยนขึ้นมาทำชั้นบิสเนสคู่กับตาหนวดนาม Hatem และสจ๊วต 3 ขีดนายนี้ก็เป็นที่มาของเที่ยวบินระทึกนั้นแหละค่ะ





หลังจากกัปตันอนุญาติให้เปลี่ยนชั้นที่นั่งได้
ดังนั้นที่นั่งชั้นบิสเนสหลังสุด 2 ที่ขวามือติดกับห้องน้ำก็เป็นที่ non-stop service ของเดี๊ยนพิเศษสำหรับคน 2 คนที่ทุ่มแรงกายแรงใจให้เดี๊ยนจนมาเป็นนังแอร์บิสเนสข้ามชาติในวันนี้ได้ แต่ก็ต้องแอบส่องให้ที่ผู้โดยสารด้านข้างหลับแล้วถึงส่งส่วยต่อนะคะ เกินหน้าเกินตาไปจะไม่งาม




ก่อนประตูเครื่องจะปิด ตาหนวดงามคู่เดี๊ยนก็เริ่มออกอาการแปลกๆเบลอๆ พูดไม่ค่อยได้เท่าไหร แถมยังลุกลี้ลุกรนหน้าซีดๆชอบกล บอกกับเดี๊ยนว่าไม่ค่อยสบาย ให้เดี๊ยนเอามืออังหน้าผากดูว่าตัวร้อนรึเปล่า เหงื่อออกไหม




ไม่นานก็เห็นแกค้นอะไรขยุกขยิกในกล่องสีขาวที่ติดมาด้วยก่อนที่จะหาน้ำฝรั่งสีขาวข้นรสหวานแสบคอมาดื่ม ซึ่งเวลา ณ ตอนนั้นพระอาทิตย์ยังไม่ตกดินช่วงเวลาถือศีลอดยังอยู่ ตอนหลังเดี๊ยนเปิดออกดูถึงทราบว่ากล่องนั่นอัดแน่นไปด้วยขนมปังชิ้นเล็กๆเคลือบด้วยน้ำตาลหลากชนิด ที่เพียงแค่เห็นก็ปวดฟันซะแล้ว



พวกลูกเรือเร่งรีบสุดชีวิตกับการเสริฟ์อาหาร โดยเฉพาะเดี๊ยนและตาหนวดซึ่งนอกจากจะทำในชั้นบิสเนสแล้วยังต้องเตรียมและเสริฟ์ในชั้นประหยัดอีกคนละ 1 กับอีกครึ่งรถเข็น คือเสริฟ์ประมาณ 64 ถาดต่อคนในเวลาที่รีบสุดชีวิตแหละค่า



บางคนอาจจะคิดว่าเราจะรีบอะไรกันนักหนา อันนี้ก็เงียบๆและฟังหน่อยละกันนะว่างานแต่ละอย่างเค้ามีขั้นตอนการทำงาน มีระบบ และทำงานกันเป็นทีม เริ่มพร้อมกันก็ต้องเสร็จพร้อมกันหมดในเวลา 2 ชั่วโมงต่อการบริการอาหารแต่ละครั้ง ก่อนที่ไฟทั้งห้องโดยสารจะดับลง เพราะฉะนั้นกรูเหนื่อยเฟ้ย ขออะไรแล้วจะเอาให้ได้เดี๋ยวนั้น
ระวังแอร์ตบกระโหลกนะ




ขอเครื่องดื่มคนละ 2-3 แก้วเนี่ยให้ได้ไม่งก แต่ต้องรู้เวลาหน่อย แล้วช่วยกินให้หมดด้วยจะดีมาก ไม่ใช่ขอไปดมเฉยๆ คนเก็บมันจะเอาไปใส่ไว้ที่ไหน เสริฟ์ทีเดียว 50 - 60 คนแบบนี้เหลือน้ำคนละแก้วเต็มๆ อีแอร์ก็น้ำผลไม้ท่วมตายคารถเข็นพอดี




แอร์สายการบินไหนที่คิดว่าทำงานลำบากแล้ว
ฟังชีวิตเดี๊ยนแล้วก็ดีใจกับงานที่ทำอยู่ดีกว่านะคะ ว่าอย่างน้อยก็มีคนที่ลำบากยิ่งกว่าเราอีก บางคนบ่นเรื่องประตูที่ต้อง Armed position คนเดียวเพราะเพื่อนที่อยู่ประตูตรงข้ามทำงานช้า




บ่นไปใย เคยทำรึเปล่าแบบ Armed / Disarmed position cross check & Standby มันคนเดียวทั้ง 2 ประตูเลย


เสริฟ์ทั้ง 2 ชั้นบริการบิสเนสและชั้นประหยัด แถมยังต้องทำครัวเองอีก



หลังจากรีบสุดชีวิตกับการเสริฟ์ และวุ่นวายกับการ
เสริฟ์ชา กาแฟแบบไม่จำกัด เดี๊ยนก็ไม่ได้เอะใจอะไรที่พี่หนวดแกหายไปหลังจากที่แกไม่สบายและเรียกแอร์สาวไทยคู่หูจำเป็นของเดี๊ยนขึ้นมาแทนที่ ต่อมาก็มีการประกาศเรียกหมอให้มาช่วยตรวจคนป่วยด้านหน้า


ซึ่งกลังจากนั้นก็มีมาเต็มทั้งหมอไทย , หมอจีนแผนโบราณ และพยาบาล มีน้ำใจกันทั้งนั้นเลยค่ะ


อีกสักครู่ใหญ่ๆเดี๊ยนก็ตกใจตรงที่เพอร์เซอร์ให้รีบเก็บถาดอาหารเพราะเครื่องจะทำการลดระดับลง เดี๊ยนก็พูดได้คำเดียว "เฮ้ย!!!" หลังจากได้ยินประกาศลดระดับเพราะเราจะทำการจอดเครื่องที่สนามบินกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม


มัวแต่วุ่นเรื่องผู้โดยสารจนไม่มีเวลาดูเลยว่าคนป่วยที่อยู่ในอาการช็อคแบบเป็นตายเท่ากันรายนั้นจะเป็นตาหนวดนี่เอง สาเหตุมาจากอาการของโรคเบาหวานที่กำเริบมาขึ้นเนื่องจากระยะเวลาของการถือศีลอด มิน่าพี่หนวดแกรู้ตัวว่าไม่ไหวแล้วเลยเลิกถือศีลก่อนกำหนด ด้วยการทานอาหารและน้ำหวาน แต่ก็ช่วยไม่ได้มาก



ตอนนั้นที่เดี๊ยนเห็นหลังจากถามไถ่พ่อกับแม่ที่เห็น
เหตุการณ์มาตลอด ก็เห็นภาพพี่หนวดแกนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นด้านหน้าที่นั่งแรกสุดของบิสเนสคลาส
สีหน้าแกซีดออกม่วงๆ พร้อมสวมหน้ากาก
อ็อกซิเจน ด้านข้างแวดล้อมไปด้วยนายแพทย์ผู้โดยสารจากด้านหลัง


สงสารเพื่อนร่วมงานซึ่งแม้จะทำงานร่วมกันแค่ 1 ชั่วโมงแต่ก็ใจหายแหละค่ะ ด้วยโรคและอาการที่แกเป็นอยู่เหมือนกับที่คุณลุงของเดี๊ยนเป็น แต่ผิดกันที่ว่าแกโชคดีกว่าที่อยู่ใกล้หมอ อีกทั้งกัปตันยังตัดสินใจลงจอดทันทีแม้จะต้องอ้อมกลับมายังสนามบินที่เวียดนามซึ่งใหญ่กว่าและมีบุคลากรพร้อม ทั้งๆที่ผ่านเข้าเขตประเทศจีนแล้วแท้ๆแต่สนามบินที่ใกล้ที่สุดตอนนั้นเล็กมากไป



ปัญหามันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น กว่าจะทำการย้ายพี่แกลงไปยังรถพยาบาลด้านล่างได้ก็ใช้เวลาพอดูเชียวค่ะ



แต่ก็ไม่เท่าที่กัปตันไม่สามารถบอกได้ว่าเราต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่กว่าจะนำเครื่องขึ้นได้ เพราะบินออกออกนอกเส้นทาง จึงต้องเติมน้ำมันและเช็คเรื่องต่างๆ รวมถึงรายจ่ายที่จะต้องให้แก่สนามบินท้องถิ่นนั้นด้วย (หัวหน้าบอกมานะคะ)


ประกาศแต่ละครั้ง เดี๊ยนและเพื่อนไม่เป็นอันต้องทำอะไรเลยนอกจากเงี่ยหูฟังและเรียบเรียงคำพูดเพื่อแปลออกมาอีก 2 ภาษา ซึ่งคำตอบที่ทุกคนอยากรู้เรื่องเวลาก็ไม่สามารถบอกได้



ผู้โดยสารจีนจากทางด้านหลังของเครื่องเริ่มโวยวาย และพากันออกมาด้านหน้าของเครื่องเพื่อขอพบกัปตัน


มาเกือบ 10 คน แต่พูดกันพอรู้เรื่องมีแค่คนเดียว นักเลงโตทั้งนั้น อธิบายอย่างไรก็ไม่ทำความเข้าใจ

เข้าใจว่าเครียดกันนะคะ ต้องการคำตอบพอๆกับที่ต้องการอัดบุหรี่หลังจากนั่งเครื่องบินมา 11 ชั่วโมง จากกรุงไคโร


นังแอร์และเพื่อนก็ยิ่งเครียด ข้าวก็ยังไม่ได้ทานยิ่งเห็นป้าๆข้างหลังเครื่องนั่งกินข้าวคุยกันยิ้มแย้มเริ่มหงุดหงิด
กรูมาเที่ยวนะ มาเที่ยว ตังค์ก็ไม่ได้แล้วยังต้องมาทำงานแทนพวกมึงอีก เข็นรถเข็นเครื่องดื่มพร้อมถั่วยัดปากระงับอาการหน้าบูดของผู้โดยสาร


เสริฟ์กันจนน้ำผลไม้ในครัวหมดรวมถึงน้ำเปล่าไม่เหลือถึงไฟล์ขากลับเลยล่ะค่ะ ขนมปังก้อนกลมๆสำรองไว้ประมาณ 60 ก้อนก็ไม่มีเหลือเลย เนยเดี๊ยนก็พยายามค้นหาที่พอจะมีเหลือบ้างส่งให้กับครอบครัวผู้โดยสารที่มีเด็กติดมาด้วย


เติมน้ำในรถเข็นกัน 5-7 รอบ พูดจริงๆ เดินจนเจ็บขามากๆเพราะไม่ได้เปลี่ยนรองเท้าส้นเตี้ยเพราะว่าเครื่องยังจอดอยู่ อีแอร์เริ่มเบลอแล้ว ละเมอได้แต่คำว่า "กรูมาเที่ยวววว"


ความเครียดที่ทุกคนมีเปลี่ยนผู้โดยสารที่ตอนแรกๆน่ารักยิ้มแย้ม กลายเป็นหน้าตูด อาละวาด ทุบโต๊ะเมื่อขออะไรแล้วไม่ได้



กว่าจะถึงกรุงปักกิ่งก็ใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมง นังแอร์ทั้ง 2 ได้ทานข้าวเช้าตอน 2 ทุ่ม


เครื่องลงจอดเมื่อเวลา 22.40 น. จากเดิม 18.30น.
กว่าจะเข้าไปจอดสนิทได้ก็ร่วม 20-25 นาทีเพราะประตูเต็มหมด ไม่มีที่ให้จอด


พอประตูเครื่องเปิด เดี๊ยนก็ค่อยๆโล่งใจเนื่องจากภาระที่หนักอึ้งได้หลุดจากบ่าซะที แต่เพื่อนสาวที่หน้าละห้อยตาแดงก่ำจากศึกผู้โดยสารจีนเฟริสคลาสปากปีจอ ทำให้เจ๊กลั้นน้ำตาความอึดอัดใจไม่อยู่ไปครั้งนึงก่อนหน้านี้


ก็ต้องแทบร้องไห้อีกครั้งเมื่อนายสถานีสุดงี่เง่าไม่ยอมให้เจ๊แกออกไปพักยังกรุงปักกิ่ง แม้จะทำงานมานานร่วม 10 ชั่วโมงเต็ม แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าเจ๊แกไม่ยอม
ทำงานขากลับอีก 5 ชั่วโมงแล้วถึงแม้จะอ้างว่าลูกเรือมีไม่พอก็ตาม


เดี๊ยนได้ลงไปแรดตามโปรแกรมที่วางไว้ แต่ก็ทำให้น้องชายตัวดีหน้าบูดหลังจากรอรับอยู่ที่โรงแรมร่วม 4 ชั่วโมงตั้งแต่ 2 ทุ่ม กว่าจะได้เจอกันก็ร่วมตี 2


โรงแรมที่เดี๊ยนหวังจะได้พักเช่นเดียวกับลูกเรือคนอื่นเพราะทำงานร่วมกัน แถมขากลับก็ยังต้องทำงานขากลับด้วยกันอีก ก็อด


ไม่ได้อยากนอนเท่าไหร่หรอกโรงแรม 5 ดาว แต่ช่วยบอกเหตูผลหน่อยได้มั้ยว่าทำไมถึงไม่ได้ ลูกเรือมาไม่ได้ 1 คนเพราะเข้าโรงพยาบาลที่เวียดนามแล้วเดี๊ยนมาแทน ทำงานด้วยทั้งไปและกลับ แต่ทำไมแค่ที่พัก
1-2 คืนกลับให้ไม่ได้ ค่าซักรีดก็จ่ายเอง


"บริษัทไหนที่ห่วยกว่าอียิปต์แอร์มีอีกมั้ยเนี่ย ?!!!"


เวลาพักผ่อนของเดี๊ยนกับครอบครัวก็ลดลงอีก 1 วัน
แต่ก็ได้ไปที่ๆอยากไป ถ่ายวีดีโอเรียลลิตี้ชีวิตนักเรียนต่างชาติจนๆในกรุงปักกิ่งของเจ้าตัวเล็ก พาลทำให้นึกถึงชีวิตนักเรียนนอกที่ระหกระเหินมาหลายดินแดนของเดี๊ยน โดยเฉพาะเมื่อ 4 ปีที่แล้วในขอหักนักเรียนต่างชาติแบบนี้ ที่แย่งกันเข้าห้องน้ำตอนเช้ากับรูมเมท


แย่งกันจีบหนุ่มเกา และหนุ่มยุ่นที่เปล่งประกายวิ๊บวั๊บละลานตา และหลบหลีกการจีบสาวแบบโต้งๆของหนุ่มฝรั่ง



เพื่อนๆอิจฉาอนาคตคุณนายยุโรป เดี๊ยนก็ได้แต่หัวเราะเหอะๆพลางบอกว่า " เอาไปเหอะกรูยกให้ "


เดินเล็งหนุ่มเพื่อนน้องไปๆมาๆอยู่พักนึง เดี๊ยนก็เจอเข้ากับเพื่อนเก่าสมัยเรียนอย่างหนุกหนานอยู่ไทเป
คราวนี้คุณนายเปลี่ยนไป๋หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ 2 ปี จากที่พูดไม่ค่อยได้เลยก็กลายเป็นเกาจี๋ หรือเรียนภาษาจีนอยู่ขั้นสูงซะงั้น
แถมยังมีเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งที่ย้ายมาเรียนที่มหาลัยใกล้เคียงกัน


ดีใจกับเพื่อนที่ก้าวหน้ากันเหลือเกิน



เดี๊ยนอยากไปมั่ง เริ่มเบื่อแล้วกับ Coffee or Tea or Me? หรือว่าที่ถาม Beef or Fish แต่ตูจะกิน Chicken อ่ะ



อีก 2 วันจะเข้าสู่ช่วงอิดูฟริทรี หรือช่วงเฉลิมฉลองหลังการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิมแล้ว ดีใจด้วยค่าในที่สุดก็ทำสำเร็จและเที่ยวให้สนุกสนาน รวมถึงมีความสุขกับชีวิตนี้มากกว่าที่เคยรู้สึก
ขอให้องค์อัลเลาะห์ให้พรแด่ทุกท่านค่ะ




Create Date : 21 ตุลาคม 2549
Last Update : 22 ตุลาคม 2549 23:11:10 น.
Counter : 290 Pageviews.

11 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

Uki no Kimono
Location :
Duesseldorf  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อดีตสาวแอร์แดนทะเลทรายที่ผันตัวเองไปเป็น office lady และกลับไปเป็นนักเรียนไทยในต่างแดนเช่นเคย ขอแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินชีวิตแบบชีพจรรองเท้าจากที่เคยผ่านมาทั้ง ๔ ทวีปให้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจนะคะ
Myspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter Graphics Myspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter GraphicsMyspace Glitter Graphics, MySpace Graphics, Glitter Graphics