Group Blog
 
All blogs
 

ประสบการณ์อภินิหารของหลวงปู่ขาว1



ผู้เขียน และเรียบเรียง : คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต
ขอขอบคุณแหล่งที่มา:
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13451

เจ้าประคุณท่านพระอาจารย์ขาว อนาลโย หรือที่เป็นที่เคารพสักการะเลื่อมใสกันในนามสั้นๆ ว่า “หลวงปู่ขาว” แห่งวัดถ้ำกลองเพล ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ อรัญญวาสี สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ท่านเป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิดเช่นเดียวกับอาจารย์ของท่าน เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2431 อุปสมบทแล้วตั้งใจปฏิบัติฝ่ายสมถวิปัสสนาอย่างเดียว จนถึงเวลามรณภาพ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2526 สิริชนมายุ 96 พรรษา

ชีวประวัติของท่านระหว่างดำรงชนมายุ ถ้าใช้สำนวนของนักเขียนก็ต้องกล่าวว่า เป็นประวัติที่โลดโผน “มีรส” ที่สุดประวัติหนึ่งในทางโลก...ช่วงจังหวะที่ทำให้ชีวิตของท่านหักเหออกจากเพศฆราวาสออกบวชก็เป็นชีวิตที่ “มีรส” ส่วนในทางธรรม เมื่อท่านออกบวชแล้ว การปฏิบัติธรรมของท่านก็ดำเนินไปอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว พอใจออกท่องเที่ยวธุดงค์เพลิดเพลินอยู่แต่ในป่าลึก พักปฏิบัติบำเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ เฉพาะตามถ้ำตามเงื้อมหิน บนเขาสูงอันสงัดเงียบอยู่ตลอดเวลา เหมือนพญาช้างสารที่พอใจละโขลงบริวารออกท่องเที่ยวไปอย่างเดียวดายในไพรพฤกษ์ ทำให้ท่านได้เห็นธรรมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งประสบพบเห็นสิ่งอัศจรรย์ต่างๆ อย่างมากมาย สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ชีวประวัติของท่าน เป็นชีวิตที่โลดโผน “มีรส” เหลือจะพรรณนา ชวนให้เคารพเลื่อมใสศรัทธา เป็น “เนติ” แบบอย่างให้บรรดาศิษย์ปรารถนาจะเจริญรอยตามท่านเป็นอย่างดี

ท่านผู้สนใจใคร่จะศึกษา อาจจะหาอ่านได้โดยละเอียดจากจากประวัติของท่าน ที่มีท่านผู้รู้ได้เขียนเอาไว้หลายสำนวน โดยเฉพาะที่ “เจ้าพระคุณท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน” เป็นผู้เขียน ทั้งในหนังสือ “ประวัติอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ” ของท่าน และในหนังสือ “ปฏิปทาของพระธุดงค์สายพระอาจารย์มั่น” หรืออีกสำนวนหนึ่งของนายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ในหนังสือ “อนาลโยวาท”

ข้อเขียน “อนาลโยคุโณ” ชิ้นนี้ ไม่ใช่ประวัติของท่าน เป็นเพียงบันทึกของผู้ที่เป็นประหนึ่งผงธุลีชิ้นเล็กๆ ที่มีโอกาสถูกลมพัดพาให้ได้ปลิวไปใกล้ท่านบ้างเป็นบางขณะ ได้กราบนมัสการ ได้เห็น ได้เข้าไป ได้นั่งใกล้ ได้ฟังธรรมที่ท่านเมตตาสั่งสอน ก็ใคร่ที่จะบันทึกเหตุการณ์ที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้รู้สึก ได้พบเห็นด้วยตาตนเองไว้เท่านั้น อย่างน้อยก็เพื่อเป็นดังหนึ่งดอกไม้ป่าช่อเล็กๆ ที่ขอกราบวางไว้แทบเท้า เป็นเครื่องสักการบูชาพระสงฆ์พระสาวกของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรงแล้ว ปฏิบัติถูกต้องแล้ว ปฏิบัติชอบแล้ว เป็นผู้ทรงคุณควรบูชา ควรกระทำอัญชุลี หากการเขียนครั้งนี้เป็นการผิดพลาด เป็นความเขลา เป็นความหลง ที่ทำให้กระทบกระเทือนเมตตาธิคุณ กรุณาธิคุณ และบริสุทธิ์คุณของหลวงปู่ขาว อนาลโย แต่ประการใด แม้เพียงภัสมธุลี ผู้เขียนก็ใคร่ขอกราบขอขมา ขอประทานอภัย ไว้ ณ ที่นี้

ผู้เขียนเพิ่งมีโอกาสได้กราบนมัสการหลวงปู่ เมื่อไม่นานมานี้ในช่วงเวลาเพียง 6-7 ปี หลังนี้เอง (เมื่อเขียนอนาลโยคุโณ พ.ศ.2527) แต่ยังโชคดีอยู่บ้าง ที่ได้มีโอกาสติดตามหลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จันทสาโร ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ไปวัดถ้ำกลองเพล นับครั้งไม่ถ้วน จึงมีโชคได้เห็นท่านแสดงคารวธรรม สนทนาธรรม แสดงธรรมสากัจฉาซึ่งกันและกันอย่างรื่นเริง ทำให้นึกถึงความในมงคลสูตรอยู่เสมอในบทหนึ่งที่ว่า

“สมาณานญฺจ ทสฺสนํ กาเลน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ”
ความหมายคือ การเห็นสมณะทั้งหลาย 1 การเจรจาธรรมโดยกาล 1 ข้อนี้เป็นมงคลสูงสุด

ยิ้มของหลวงปู่สว่างนัก สว่างเจิดจ้าเข้าไปในหัวใจของผู้ที่พบเห็น ทำให้เรารู้สึกสงบ สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งได้ฟังท่านเล่าหรือปรารภกันถึงเรื่องที่ท่านเคยธุดงค์ผ่านกันมาอย่างโชกโชน เรื่องเสือ เรื่องช้าง เรื่องงู เรื่องพญานาค เรื่องยักษ์ ฯลฯ เราก็จะพลอยตาโต ลืมวันเวลาที่จะต้องกราบลาท่านหมดสิ้น ไม่ประหลาดใจที่ทำไมเวลาเราจะกราบลาท่านแต่ละครั้ง จะต้องกราบเป็นครั้งที่ 4 ที่ 5 จึงจะตัดใจกราบลาท่านได้จริงๆ

การพูดถึงสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม อย่างเสือ ช้าง หรืองู ผู้อ่านคงจะผ่านเลยไป แต่เมื่อเอ่ยถึงพญานาค หรือจิตที่จะหยั่งรู้ใจคน บางท่านอาจจะหัวเราะ แต่ผู้เขียนก็ใคร่ขอร้องที่จะให้หยุดระลึกกันก่อน สิ่งที่เราไม่ได้เห็นเอง รู้เองนั้น ไม่ใช่ว่าจะไม่มีจริงในโลกนี้ เราจะเชื่อว่ามีจริงเฉพาะสิ่งที่เราเห็นเท่านั้นหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านที่ยังไม่เคยเห็นขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ หรือโลกพระจันทร์ ก็ยังไม่ควรเชื่อว่า มีขั้วโลกเหนือ มีขั้วโลกใต้ มีโลกพระจันทร์จริง (เพราะเรายังไม่เห็นด้วยตาของตนเอง)

ในการนำเสนอบทความคราวนี้ ได้นำคาถาบทที่หลวงปู่ได้มาจากในคราวที่ท่านถอดจิตไปเที่ยวเมืองพญานาคมารวมนำเสนอไว้ด้วย ท่านเล่าว่า เมืองพญานาคสวยงามมาก คราวนั้นท่านได้พบลูกสาวพญานาคด้วย นางได้มาคารวะ และกล่าวบทคาถาว่า

“อะหันนะเม นะเมนะวะ ชาตินะวะ” คาถานี้ไม่มีในบาลี ท่านกำหนดจิตถามก็ได้ความแปลว่า “ชาติใหม่ของเราไม่มี” อันหมายความว่า นางได้มากล่าวยืนยันถึงชาติใหม่ของหลวงปู่ไว้ว่า ท่านจะไม่มีชาติใหม่อีก ภพชาติของท่านสิ้นแล้ว (คาถานี้ป้องกันภูตผีปีศาจได้ด้วย)

เรื่องการที่ท่านผู้ทรงศีลวิสุทธิ์ ทรงคุณธรรม จะสามารถถอดจิตไปเที่ยวสวรรค์ นาคพิภพ พรหมโลก ได้จริงหรือไม่ประการใดนั้น ใคร่ขอยกไว้ก่อน และถ้าจะวิจารณ์สงสัยต่อไป ผู้เขียนก็ใคร่ขอเล่าเหตุการณ์อันได้ประสบมา ไว้ ณ ที่นี้

วันนั้นเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปในงานทรงบรรจุอัฐิ และทรงเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ณ วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร จำได้ว่าเป็นวันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ.2525

หลังจากทรงบรรจุอัฐิ และทรงเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบนมัสการสมเด็จพระสังฆราช และครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานในปะรำพิธี สมเด็จพระนางเจ้าฯ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ประทับบนพื้นสนามห่างออกมานอกปะรำพิธี โดยมีพวกเราเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ใกล้ๆ ระหว่างนั้นคณะผู้ตามเสด็จ และพวกเราต่างได้กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกลิ่นบุหงาร่ำโชยมาตลอดเวลา ปรารภกันและคิดว่าคงจะเป็นกลิ่นดอกไม้ในพวงมาลัยบุหงาที่ทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อรับเสด็จตอนเสด็จพระราชดำเนินมาถึง ขณะนั้นเราประหลาดใจกันแต่ว่า ผู้เชิญพวงมาลัยบุหงานั้นอยู่ไกลอีกฝากหนึ่งของสนาม กลิ่นหอมทำไมโชยมาไกลนัก...แต่เราก็ไม่ได้นึกอะไรมากนัก จนกระทั่งถึงเวลาจะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฏรที่มาเฝ้าเรียงรายในบริเวณวัด ขณะเสด็จผ่านพระเจดีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ผินพระพักตร์กลับมาหาผู้เขียน และรับสั่งว่า

“หลวงปู่ขาวก็มาด้วย”

พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าฯ พระสุรเสียงนั้นดูเหมือนทรงปลื้มปีติจนทอดพระกรมาทรงจับมือผู้เขียนไว้ด้วย แม้รับพระราชกระแสนั้นไว้เหนือเกล้าแล้ว แต่ผู้เขียนก็ยังงงๆ อยู่ กราบบังคมทูลถามไปว่า “หลวงปู่มาหรือเพคะ ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นท่าน หลวงปู่ท่านนั่งอยู่ตรงไหนเพคะ”

พระองค์ทรงรับสั่งว่า “ได้กลิ่นชานหมากของท่าน”

ผู้เขียนขนลุกซู่ นึกถึงกลิ่นหอมคล้ายบุหงาที่พวกเราคุยถึงกันอยู่ตลอดเวลาเมื่อสักครู่นี้ ชานหมากของหลวงปู่ขาวนั้น ในบรรดาหมู่ลูกศิษย์ทราบกันดีว่าหอมอย่างไร ผู้จัดถวายจะจัดใบเนียม พิมเสน ฯลฯ สารพัดใส่ไปในหมากด้วย กำลังกราบหลวงปู่เราจะได้กลิ่นหอมของเหล่านี้ ซึ่งคล้ายกับกลิ่นบุหงาโชยอยู่ตลอดเวลา และเราเองหลายต่อหลายครั้งที่หากนึกถึงหลวงปู่ นึกห่วงใย จะได้กลิ่นหอมของพิมเสน ใบเนียม ชานหมากของท่านอยู่เสมอๆ เลยกราบบังคมทูลว่า พวกเราและหลายท่านในคณะตามเสด็จ ก็ได้กลิ่นหอมกันทั้งนั้น รวมทั้งสมเด็จพระเทพฯ ก็ยังทรงออกพระโอษฐ์ด้วย เพียงแต่มิใดมีใครนึกเฉลียวใจเท่านั้น ว่าเป็นกลิ่นชานหมากของหลวงปู่

เช้าวันรุ่งขึ้นได้มีโอกาสนำหนังสือ “อาจาราภิวาท” ที่พวกเราจัดพิมพ์แจกในงานนั้น ไปกราบคารวะ ท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี ที่วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย ท่านก็ถามถึงเรื่องเสด็จพระราชดำเนินและงานเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์ ผู้เขียนเล่าถวายเรื่องเหตุการณ์โดยทั่วไป และขณะกำลังคิดว่าควรจะเล่าถวายเรื่องที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ มีรับสั่งเรื่องกลิ่นชานหมากของหลวงปู่ขาวดีไหมหนอ เดี๋ยวท่านพระอาจารย์ก็จะดุว่าเราสนใจแต่เรื่อง “ฤทธิ์” มากเกินไป สมควรเล่าหรือไม่หนอ...? กำลังคิดอยู่ขณะนั้นเอง ก็กลับได้กลิ่นหอมตลบขึ้นมา เป็นกลิ่นชานหมากอันหอมกรุ่นของหลวงปู่นั้นเอง

ผู้เขียนคิดว่า ท่าน (หลวงปู่ขาว) เห็นว่าสมควรแน่แล้ว จึงกล้าเล่าเรื่องถวาย รวมทั้งเรื่องกลิ่นหอมที่บังเกิดใหม่ในขณะกำลังคิดลังเลว่า สมควรจะเล่าถวายท่านพระอาจารย์เทสก์ ดีหรือไม่ดีด้วย ท่านพระอาจารย์แห่งวัดหินหมากเป้ง ยิ้มอย่างเมตตา และรับว่ากลิ่นหอมเช่นนี้เป็นได้เมื่อจิตของผู้รับ “เข้าถึง” ท่านบอกว่า นี่เป็นนิมิตอย่างหนึ่ง นิมิตมีทั้งภาพ ทั้งเสียง และทั้งกลิ่นหอม จิตของสมเด็จพระนางเจ้าฯ “เข้าถึง” และ “รับ” หลวงปู่ขาว ได้อย่างสนิทใจ

บ่ายวันนั้น ผู้เขียนก็ได้เดินทางมากราบหลวงปู่ขาว ที่วัดถ้ำกลองเพล ได้มีโอกาสก็กราบเรียนรายงานท่านว่า เราเพิ่งกลับมาจากการรับเสด็จฯ ที่วัดป่าอุดมสมพร และไปกราบท่านพระอาจารย์เทสก์ มาด้วย

หลวงปู่ท่านก็ว่า...ดี

กราบเรียนท่านต่อไปถึงเรื่องแม่เจ้าทรงรับสั่ง

งานหลวงปู่ฝั้น อาจาโร วานนี้ หลวงปู่ไปด้วยหรือเปล่าเจ้าคะ

ท่านบอกว่า ไป...ไปหลายคนเนาะ

เอ๊ะ ! หลวงปู่อยู่นี่ หลวงปู่ไปได้อย่างไงเจ้าคะ

ไปด้วยนี่...ไปด้วยจิต ท่านตอบ พลางเอามือชี้ไปที่ตรงอกของท่าน

คงมีเทพมามากใช่ไหมเจ้าคะ ตอนพ่อเจ้าทรงชักโกศบรรจุอัฐิของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร จะให้ขึ้นไปบรรจุบนยอดเจดีย์ มีแสงรัศมีปรากฏงามมากเจ้าคะ งานนี้คงมีเทพมาอนุโมทนามากเหมือนกันใช่ไหมเจ้าคะ

ท่านว่า มาก...หลาย...เต็มไปหมด ถือพานดอกไม้มาบูชา...อนุโมทนา

เรื่องนี้เคยเล่าถวาย สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ก่อน แห่งวัดราชบพิธ ท่านรับสั่งว่า ผู้เขียนควรจะบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ มิฉะนั้นนานไปจะลืม คนสมัยใหม่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพรรค์นี้ จะได้รู้จักกันไว้บ้าง




 

Create Date : 26 มีนาคม 2552    
Last Update : 26 มีนาคม 2552 0:46:09 น.
Counter : 519 Pageviews.  

ประสบการณ์อภินิหารของหลวงปู่ขาว 2



ผู้เขียน และเรียบเรียง : คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต
ขอบคุณแหล่งที่มา

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13451

หลวงปู่ท่านเทศน์เสมอถึงอานิสงส์ของการเดินจงกรม ซึ่งข้อหนึ่งมีอยู่ว่า เทพยดาจะถือพานดอกไม้มาอนุโมทนา...สาธุ รวมทั้งเล่าด้วยว่า ระหว่างท่านเดินจงกรมจะมีกลิ่นหอม...หอมหลาย กราบเรียนถามว่า หอมอย่างไร...หอมเหมือนดอกอะไร

ท่านจะว่าหอมอีหยัง มันหอมบ่เหมือนดอกไม้บ้านเรา มันแม่นเทพยดาท่านมาอนุโมทนา ถือพานดอกไม้มาอนุโมทนา...สาธุ

ใครฟังแล้ว จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อย่างไรผู้เขียนไม่สนใจ แต่ผู้เขียนเชื่อและศรัทธาอย่างสนิทใจ และเต็มหัวใจ ก็อย่าว่าแต่เทพยดาจะมาอนุโมทนาให้หลวงปู่ผู้ทรงศีลวิสุทธิ์ได้กลิ่นหอมเลย แม้อย่างปุถุชนคนธรรมดาผู้เต็มไปด้วยกิเลสหนาปัญญาหยาบอย่างเรา บางครั้งก็ยังได้สัมผัสกลิ่นหอมของดอกไม้ประหลาดบ่อยๆ เลย

ถ้าเมื่อใดจิตใจเต็มตื้นด้วยศรัทธา และความปรารถนาดี จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดถวายครูบาอาจารย์ ก็มักจะมีกลิ่นหอมเกิดขึ้นให้เราชื่นหัวใจ

บางทีสงสัยว่า กลิ่นดอกอะไรหนอ ไม่เคยได้กลิ่น ไม่ใช่มะลิ ไม่ใช่พุทธชาด ไม่ใช่จำปีหรือจำปา จะมีเสียงตอบชัดแจ้ง แจ่มแจ้ง เข้าไปในใจว่า ดอกไม้นั้นไม่มีในโลกนี้ บางทีกำลังคุยกันถึงเรื่องกลิ่นหอมที่เกิดขึ้นนี้ ถ้าในเวลานั้นมีดอกไม้อะไรอยู่ “กลิ่นพิเศษ” ที่เกิดขึ้น จะเป็นกลิ่นดอกไม้อีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีใน ณ ที่นั้น...ให้อัศจรรย์เล่นเช่นนั้นแหละ

วันหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในรถยนต์บนถนนแถวๆ จังหวัดสกลนคร มีบางคนในรถที่ได้ข่าวเรื่องนิมิตดอกไม้หอมนี้ อยากทราบรายละเอียดก็ถามผู้เขียนขึ้นมา ขณะกำลังเล่ามาถึงว่า ถ้าเรามีดอกมะลิก็จะไปหอมดอกจำปี ถ้ามีดอกจำปีก็จะไปหอมจำปา และถ้ามีดอกจำปาก็จะไปหอมดอกกุหลาบ ขาดคำว่าดอกกุหลาบ ทั้งรถก็หอมตลบอบอวนด้วยกลิ่นดอกกุหลาบไปหมด ได้กลิ่นกันทุกคนในรถยนต์ รวมทั้งพระคุณเจ้าพระภิกษุ 3 รูป ที่นั่งมาในรถด้วย อย่าว่าแต่ดอกกุหลาบเลย แม้แต่ดอกไม้อื่นดอกเดียวก็ไม่มี และสองข้างทางก็เป็นทุ่งนา ไม่มีต้นไม้ใหญ่อยู่เลย

บ่อยครั้ง เมื่อเตรียมจะไปกราบหลวงปู่ขาว พอรถเราแล่นออกจากเมืองอุดรธานี ขึ้นไปวิ่งบนถนนสายอุดร-เลย อันเป็นทางมุ่งไปยังวัดถ้ำกลองเพล จะได้กลิ่นดอกไม้พิเศษหอมปรากฏขึ้น ครั้งแรกๆ พอได้กราบท่าน ก็เล่าถวายเรื่องกลิ่นดอกไม้ที่ปรากฏในรถ ท่านบอกว่า ตั้งใจดี ตั้งใจมาทำบุญ เทวดาเขาก็รัก เขาก็ไปต้อนรับพวกหนู

เป็นปรกติวิสัยมากขึ้น ครั้งหลังๆ เราก็ไม่ค่อยกราบเรียนท่านนัก และบางทีกำลังเล่าเรื่องกลิ่นหอมในรถระหว่างจะมากราบหลวงปู่ ที่ในห้องที่หลวงปู่นั่งอยู่นั้นเอง จะมีกลิ่นหอมเช่นเดียวกับที่ปรากฏในรถยนต์เกิดขึ้นอีก เป็นพยานการได้กลิ่นของพวกเรา ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

“แน่ะหอมอีกแล้ว หลวงปู่เจ้าคะ กำลังหอมเดี๋ยวนี้แหล่ะ”

ท่านจะ “หวัว” ยิ้มอย่างสว่าง เปิดโลกทั้งโลกให้แจ่มใส เบิกบานด้วยความสุขความสงบ

“เทพยดาเขากำลังถือพานดอกไม้ มาสาธุ...บูชาอยู่” ท่านบอก

“เดี๋ยวนี้หรือเจ้าคะ” ผู้เขียนกราบเรียนถาม

ท่านพยักหน้า และยิ้ม ชี้มือมาข้างพวกเรา “มื้อนี่แหล่ะ”

เราอดนึกนึกรำพึงในใจไม่ได้ โอ้...อย่าว่าแต่มนุษย์จะมากราบบูชาหลวงปู่เลย แม้เทพเจ้าก็ยังปรารถนามาคารวบูชาท่าน ด้วยถือเป็นมงคลอันสูงสุด เป็นนาบุญอันประเสริฐ ยากจะหานาบุญใดมาเทียบได้ เราช่างมีบุญจริงหนอ ที่ได้มีโอกาสมากราบนมัสการ ได้เห็น ได้เข้าใกล้ ได้ฟังธรรมจากคำสั่งสอนของท่าน ได้สัมผัสจิตอันเปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรมของท่าน

เรื่องของการที่ท่านจะ “รู้ใจ” พวกเรานั้น อันที่จริงก็เป็นเรื่อง “หญ้าปากคอก” ของครูบาอาจารย์เกือบทุกรูป ผู้เขียนถูกทรมานมาเสียนักต่อนักแล้ว แรกๆ ก็ลังเลบ้าง อัศจรรย์ใจบ้าง แต่ระยะหลังก็มีศรัทธาโดยแน่นแฟ้น โดยเฉพาะการรู้ใจของหลวงปู่นั้น อยู่เหนือการสงสัยใดๆ ของผู้เขียน

ปกติพวกเราชาวการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ จะไปทอดผ้าป่าวัดถ้ำกลองเพลกันเกือบทุกปี เริ่มมาตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา ท่านจะออกมาชักผ้าเอง ให้พรเอง จนกระทั่งปีหลังๆ มานี้ จึงเห็นว่าจะเป็นภาระแก่ท่านอย่างมาก เพียงแค่ให้เราได้กราบ ได้เห็นหน้าท่าน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว โดยที่ท่านมีอายุมากแล้ว เสียงของท่านจึงค่อนข้างเบา ดังนั้น วันหนึ่งเมื่อผู้เขียนพาเพื่อนคณะใหญ่หลายร้อยคนไปทำบุญ เต็มล้นกุฏิที่ท่านพำนัก ก็แอบนึกในใจว่า น่าเสียดายที่หลวงปู่จะไม่อาจให้พร ให้พวกน้องๆ ได้ยินกันทั่วได้ ท่านมีอายุมากแล้ว น่าสงสารท่าน แต่ถ้าทุกคนได้ยินเสียงของหลวงปู่ให้พร เขาจะชื่นใจกันสักเพียงไหนหนอ วิสัยปุถุชนอดคิดละล้าละลัง กลับไปกลับมาไม่ได้

จะอย่างไรก็ดี ขณะนั้นเอง โดยไม่ได้ถวายไมโครโฟนเลย หลวงปู่ก็ยิ้มอย่างเมตตา ยิ้มอย่างสว่างหัวใจ ที่ผู้เขียนเรียกว่า “ยิ้มเปิดโลก” ชำเลืองมองมาที่ผู้เขียน แล้วก็ตั้งต้นให้พร เสียงของท่านแจ่มใส ดังกังวานไปทั่วระเบียงหน้าห้องอันกว้างใหญ่ ทุกคนได้ยินชัด แม้แต่บางคนที่ต้องนั่งล้นลงมาตามขั้นบันได ก็คุยว่าได้ยินกันถนัดชัดเจนดี พรของท่านครั้งนี้ยาวมาก ทุกคนชื่นอกชื่นใจไปตามๆ กัน เฉพาะผู้เขียนนั้น...อดน้ำตาคลอไม่ได้

บางเวลาจัดอาหารไปถวายท่าน เห็นอาหารที่ศิษย์แต่ละคนพยายามบรรจงจัดถวาย วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว เราก็ท้อใจ ท่านจะฉันของเราได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อท่านฉันอาหารไม่ค่อยได้อย่างนี้ แต่พอนึกเสียใจ สงสารท่าน หลวงปู่จะเหลือบตามอง นัยน์ตาของท่านแจ่มใสบริสุทธิ์ เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม และเมตตาอย่างที่สุด

แล้วท่านก็จะพยักหน้าให้พระผู้ปรนนิบัติ ตักอาหารที่เป็นของผู้เขียนให้ป้อนให้ท่าน ถึงแม้ผู้เขียนจะเพิ่งได้มากราบท่านในช่วงเวลาที่ท่านมีชนย์มายุรวมได้เก้าสิบปีแล้วก็ตามที แต่ข่าวคราวเรื่องที่ท่านผ่านชีวิตธุดงค์มาอย่างทรหดอดทน ก็ยังเป็นที่กล่าวขวัญ นำมายกย่องให้เป็นตัวอย่างแก่ศิษย์รุ่นหลังๆ อยู่เสมอ

หลวงปู่ออกธุดงค์ทุกปีจนอายุเจ็ดสิบกว่าปี จึงยั้งอยู่กับที่บ้าง แต่ก็ยังออกวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพรอยู่เสมอ

บางเวลาที่ไปกราบท่าน ถ้าไม่มีหลวงปู่หลุย จันทสาโร หรือท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ นำไป เราก็ไปกันเอง บางครั้งท่านอาจจะเหนื่อย จะไม่ค่อยพูด ซึ่งอาจเป็นเพราะต้องรับแขกศิษย์กลุ่มอื่นๆ อยู่นาน แต่จะอย่างไรก็ตามที ถ้าผู้เขียนกราบเรียนถามถึง “ถิ่นธุดงค์” เก่าของท่าน ที่ท่านเคยสร้างบารมี และเราก็เคยทราบประวัติของหลวงปู่มาจากท่านพระอาจารย์จวนอยู่บ้างแล้ว อย่างเช่นที่ถ้ำค้อ ที่ดงหม้อทอง ที่ถ้ำแก้ว และที่ภูวัว เป็นต้น

ลักษณะของป่าเขาลำเนาไพรที่ผ่านมา เสือ ช้าง งูใหญ่ ฯลฯ ท่านทรมานมาแล้วทั้งนั้น

นัยน์ตาของท่านจะแจ่มใสเป็นประกายวาว ถ้านอนอยู่ก็จะลุกขึ้นนั่ง ถ้านั่งอยู่ก็อาจจะลุกขึ้น ทำท่าเสือหมอบ เสือย่าง ให้ดู หลวงปู่ไม่เพียงแค่ทำท่าทางเท่านั้น แต่ก็ทำเสียงด้วย เสือคราง ช้างร้องโกญจนาทอย่างไร ฟังแล้วก็นึกวาดภาพตามท่านไป และพลอยสนุก อยากตามไปลิ้มรสชีวิตธุดงค์อย่างท่านบ้าง

เราพูดกันอยู่ว่า อย่างพวกเรานี้ ถ้าเข้าป่า เผชิญหน้าเสือ เผชิญหน้าช้าง ก็คงถูกมันขบกัด เหยียบตายแน่ เพราะความที่ฟังแต่ว่า สัตว์เหล่านั้นถูกท่านทรมาน อ่อนศิโรราบไปตามๆ กันแต่อย่างเดียว ก็อาจจะลืมตัวกลัวตายไป เห็นมันก็ไม่วิ่งหนี ลืมนึกไปว่า สัตว์เหล่านั้น “ยอมแพ้” เฉพาะท่านผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ทรงคุณธรรม อย่างหลวงปู่ ต่างหาก...!

เวลาหลวงปู่เล่า ท่านจะตบเข่า ตบพื้น ชวนให้นึกสนุกตามท่านไปด้วย จนบางครั้งต้องขออาราธนาว่า พอเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวหลวงปู่จะเหนื่อย จะเจ็บ ท่านจะหยุด และก็ “หวัว” อย่างพอใจ ที่เราแพ้ท่าน

ปีหลังๆ ท่านไม่ค่อยจะมีแรงที่จะคุยให้สนุกมากนัก ด้วยสุขภาพของท่านถดถอยลง แต่ไม่ว่าท่านจะแสดงท่าเหนื่อยหน่าย นิ่งเฉย ไม่ยิ้มแย้มอย่างไรก็ตามที แต่ถ้าเมื่อผู้เขียนไปกราบนมัสการ กราบเรียนเรื่องที่พวกเราตามท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ไปธุดงค์ถึงถิ่นที่ท่านเคยพำนัก เช่น ที่ดงหม้อทอง ตรงกระท่อมหลังเล็ก ข้างหลังกุฏิหลวงปู่ ที่ตาผ้าขาวอยู่ และช้างยื่นงวงเข้าไปกวาดหาข้าวของในกระท่อม จนเจ้าของต้องไปนั่งตัวลีบ แอบอยู่ที่มุมกระท่อม ที่ถ้ำยาว บนตาดปอ ที่มีพญานาคเกเร มาปรากฏให้ท่านทรมาน ท่านจะแสดงอาการสดชื่น พูดคุยด้วยอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส พอถึงตอนสนุก ผู้เขียนทำท่านเลียนเสียงที่ท่านเคยเล่า ซึ่งคงเพี้ยนจนน่าขบขัน ท่านก็จะหัวเราะอย่างขันเต็มที่

ผู้เขียนเคยตัวกับการที่มากราบหลวงปู่ และได้เห็นหลวงปู่ยิ้มแย้มแจ่มใสให้เห็นอยู่ตลอดมา จะมีข่าวอาพาธอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเข้ากราบ กราบเรียน และให้เสียงว่าเป็นใครมากราบท่าน (ระยะหลัง นัยน์ตาของท่านแทบมองไม่เห็นเลย) ท่านก็จะยิ้มด้วยยิ้มที่สว่างหัวใจดังเดิม ผู้เขียนเคยตัวอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ได้กราบท่าน จำได้ว่า เราเพิ่งกลับจากการรับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานรูปหล่อท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ที่ภูทอก เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2526 รุ่งขึ้นก็ชวนกันว่า ขากลับกรุงเทพฯ ควรจะแวะมากราบหลวงปู่ขาว อนาลโย ด้วย

วันนั้นมีครูบาอาจารย์นำเรามาหลายท่าน เช่น หลวงปู่หลุย ท่านพระอาจารย์เหรียญ ท่านพระอาจารย์บัวพา เป็นต้น หลวงปู่อาพาธ มีอาการหลอดลมอักเสบอย่างรุนแรง ท่านนอนสงบนิ่ง หลับลึกอยู่บนเตียง แต่มองแล้วก็น่าใจหาย ด้วยสุขภาพของท่านดูทรุดโทรมมาก ผอมจนแทบเห็นกระดูกใสเป็นแก้วเลย

ปกติถ้าหลวงปู่หลุยมา อย่างน้อยท่านจะลืมตาขึ้นคุยด้วย เพราะท่านสนิทสนมกันมาก ท่านเล่าว่า ท่านบวชวันเดียวกัน หลวงปู่หลุย บวชก่อนท่าน 15 นาที เป็นนาคขวา ส่วนท่านเป็นนาคซ้าย

วันนั้นท่านไม่ลืมตา รอกันอยู่พักใหญ่ หลวงปู่หลุย ก็กล่าวว่า ควรปล่อยให้ท่านนอนพักต่อไป อย่าไปรบกวนท่านเลย เราทุกคนจึงออกมาจากห้อง พร้อมทั้งรูดม่านปิดด้วย

ขณะที่ทุกคนกลับลงไปจากกุฏิหมดแล้ว ผู้เขียนกลับทรุดตัวลงนั่งหน้าห้อง กราบท่านอีกครั้ง อธิฐานจิตขอให้ท่านหายทุกข์เถิด ที่ท่านบอกรับอาราธนาเราไว้ ว่าจะอยู่ให้จนอายุครบ 100 ปีนั้น ลูกไม่ต้องการแล้ว หลวงปู่ดูทรมานเหลือเกิน ถ้าหลวงปู่จะอยู่ให้ลูกหลานชื่นใจ ก็ขอให้อยู่อย่างเป็นสุขเถิด โปรดอย่าอยู่อย่างในสภาพที่น่าเศร้าสลดใจอย่างนี้เลย

ผู้เขียนก้มหน้าลงกับพื้นหน้าห้อง...นิ่งอยู่ ใจหนึ่งก็เผอนึกรำพันขึ้นมาว่า หลวงปู่เจ้าขา วันนี้ลูกไม่ได้เห็นหลวงปู่ยิ้ม ดูเหมือนจะหายใจไม่ออก น่าประหลาด ผู้เขียนรู้สึกเหมือนว่า ได้เห็นภาพที่หลวงปู่ที่นอนสงบนิ่ง ไม่ไหวติงนั้น เหมือนจะเริ่มกระดุกกระดิก นัยน์ตาท่านขยับเหมือนจะกระพริบถี่ อันแสดงว่าท่านเริ่มที่จะรู้สึกตัว

ผู้เขียนขยับตัวจากที่หมอบกราบ และเงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้า ม่านข้างหน้าก็ยังรูดปิดสนิท แต่ “ใจ” เราก็มองผ่านผ้าม่านเข้าไปได้ เห็นนัยน์ตาหลวงปู่กระพริบถี่ แขนขยับ ขณะนั้นผู้เขียนไม่ได้นึกถึงความอัศจรรย์อะไร ที่ว่าทำไมเมื่อเราก้มหน้าอยู่กับพื้น เราจึงเห็น ทำไมผ้าม่านปิดอยู่ เราจึงเห็นภาพภายในห้องหลวงปู่ได้ ใจเราคิดแต่เพียงอย่างเดียวว่า หลวงปู่ตื่นแล้ว และเดี๋ยวหลวงปู่ก็จะยิ้มแล้ว ผู้เขียนให้คนเข้าไปกราบเรียนหลวงปู่หลุย และท่านพระอาจารย์เหรียญ ท่านพระอาจารย์บัวพา และตัวเองก็รีบเข้าไปกราบท่านข้างในห้อง ท่านกระพริบตาซ้ำๆ แล้วก็ลืมตา ตาท่านคงใสบริสุทธิ์อย่างเดิม แม้จะมีท่าทางระโหยอยู่มากก็ตามที

ท่านฟังผู้เขียนเล่าเรื่องรับเสด็จแม่เจ้า การจัดตั้งที่บูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ และพระธาตุครูบาอาจารย์ ให้แม่เจ้าสักการบูชา อย่างเช่น พระธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ พระธาตุของหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ พระธาตุของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ พร้อมทั้งพระธาตุของท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม พระธาตุของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร และพระธาตุของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ด้วย

พอแม่เจ้ารับสั่งที่ภูทอกว่า คิดถึงหลวงปู่ขาว ทางขบวนเสด็จก็เตรียมตัว และวิทยุมาทางอุดรฯ แล้วว่าอาจจะเสด็จฯ มายังวัดถ้ำกลองเพล แต่บังเอิญ พระองค์ท่านต้องเสด็จฯ เยี่ยมราษฏรอยู่นานจนสองทุ่มกว่า พระองค์จึงเสด็จมายังวัดถ้ำกลองเพลไม่ได้

พระที่ปรนนิบัติหลวงปู่ก็รับสั่งว่า เมื่อคืนนี้ทางบ้านเมืองมารอรับเสด็จฯ อยู่จนถึงสามทุ่ม แน่ใจว่าพระองค์ไม่เสด็จแล้วจึงกลับ พอคุยไป สีหน้าท่านแจ่มใสขึ้น ข้อไหนเป็นคำถามต่อท่านโดยตรง ท่านก็ตอบ

ในที่สุด...แม้จะยังมีท่าทางเหนื่อยเพลียอยู่มาก แต่ยิ้มของท่านก็เป็นยิ้มที่เปิดโลก สว่างเข้าไปในหัวใจดังเดิม เมตตาธรรมของท่านยังเปี่ยมล้น แม้ในวาระที่สังขารของท่านล่วงไปเกือบจะถึงปลายทางอยู่แล้ว

ในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้นปรากฏว่าวัดถ้ำกลองเพล ซึ่งมีอาณาบริเวณหลายพันไร่ กลับแคบเล็กไปถนัดใจ ประชาชนจากทั่วทุกทิศานุทิศ ได้หลั่งไหลกันมาถวายสักการะสรีระร่างของท่านผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ เป็นคำรบสุดท้าย นับจำนวนหลายแสนคน เป็นประวัติการณ์สูงสุดของประเทศ

ในคืนวันถวายพระเพลิงนั้น ได้มีศิษย์ผู้หนึ่งถ่ายภาพเหตุการณ์วันนั้นไว้ หลังจากนำฟิล์มมาล้าง และอัดภาพ ปรากฏว่ามี ภาพ “ปาฏิหาริย์” เกิดขึ้นชุดหนึ่ง ภาพชุดนี้คุณวิรัช ผู้ถ่ายภาพ ยืนยันว่าเป็นภาพที่ถ่ายในคืนถวายพระเพลิงจริง เวลาประมาณ 22.30 น. ขณะถ่ายภาพมองด้วยตาเปล่า จะเห็นเพียงเปลวไฟ และกลุ่มควันขาวกระจายเท่านั้น แต่เมื่อล้างฟิล์ม และอัดแล้ว จึงเห็นเป็นภาพปาฏิหาริย์ เจ้าของภาพได้นำมาถวายให้ท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต เจ้าอาวาสวัดถ้ำกลองเพล ด้วยเห็นเป็นอัศจรรย์เหมือนกัน กล้องสามารถจับแสง และรังสี อันพิสดารไว้ได้ โดยที่ตาเปล่าไม่อาจจะมองเห็นได้...อย่างงดงาม และบางภาพแม้จะดูมีลักษณะคล้ายกัน และถ่ายในมุมใกล้เคียงกัน แต่ลำแสงหรือรังสีที่ปรากฏนั้นก็แตกต่างกันไป

ก่อนจะกล่าวต่อไป ผู้เขียนเห็นสมควรจะต้องเอ่ยถึงภาพปาฏิหาริย์ ที่เคยปรากฏในกรณีของ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ศิษย์เอกของหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่มรณภาพไปก่อนแล้วด้วย ภาพชุดนั้นถ่ายที่ภูทอก มีทั้งหมด 7 ภาพ ด้วยกัน ลักษณะมีรังสีในทำนองเดียวกันกับภาพชุดนี้ของหลวงปู่

ผู้ถ่ายภาพปาฏิหาริย์ของภูทอก ครั้งแรกเข้าใจว่าภาพของตนเสีย มาบ่นกับเพื่อนว่าฟิล์มม้วนเดียวกัน ถ่ายมาทุกวัดดีหมด (ผู้ถ่ายภาพร่วมไปในขบวนที่เดินทางไปทอดผ้าป่าหลายวัดด้วยกัน) ทำไมมาเสียที่ภูทอกแห่งเดียว เจ้าของจะโยนภาพทิ้ง แต่เพื่อนขอนำมาให้ผู้เขียนดู ผู้เขียนพิจารณาแล้ว ก็เห็นประหลาดอยู่ด้วย มีลำแสงแปลกๆ พุ่งจากพระประธานบ้าง จากองค์ท่านพระอาจารย์จวนบ้าง และมีลำแสงฉวัดเฉวียงในอากาศบ้าง แสงเป็นสีฟ้าบ้าง สีเหลืองนวลบ้าง บางทีภาพถ่ายในเวลาติดกัน โดยสังเกตจากภาพบุคคลในรูปเหล่านั้น เกือบจะอยู่ในท่าเดียวกัน แต่แสงก็มีลักษณะต่างกันอยู่มาก

ผู้เขียนจึงนำภาพชุดนั้นไปถวายองค์ท่านพระอาจารย์จวน ท่านถามก่อนว่า เราคิดเช่นไร ผู้เขียนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็เรียนท่าน ภาพที่ภูทอกคิดว่าคงเป็นการถ่ายภาพ “ศักดิ์สิทธิ์” หรือภาพ “เทวดา” โดยท่านคงจะมี “รังสี” ซึ่งเราไม่อาจจะเห็นได้ด้วยตาเปล่า นอกจากนั้นความเคลื่อนไหวของเทพคงจะรวดเร็วยิ่งนัก ภาพที่ถ่ายในเวลาใกล้เคียงกัน ลักษณะแสงรังสี (อันแสดงถึงการเคลื่อนไหว) ถึงต่างกันไปมาก ท่านพระอาจารย์จวน พยักหน้ารับว่า ความเข้าใจของผู้เขียนถูกต้องแล้ว

ต่อมาเมื่อได้มีโอกาสนำภาพไปถวายครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ รวมทั้งหลวงปู่ขาว ดูด้วย ท่านก็รับว่าเป็นภาพถ่ายรังสีของเทพเช่นกัน

ดังนั้น ครั้งนี้เมื่อภาพที่ถ่ายในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่เอง เป็นไปในทำนองเดียวกันกับภาพปาฏิหาริย์ที่ภูทอก จึงเป็นไปได้ไหมว่ารังสีที่ปรากฏในภาพต่างๆ กัน จะเป็นการถ่ายภาพ “เทพ” ได้เช่นเดียวกัน เป็นไปได้ไหมว่า ในคืนถวายเพลิงสรีระร่างของหลวงปู่นั้น ได้มี “ปวงเทพ” จากทิพย์วิมาน สวรรค์ รวมทั้งพรหมโลกเบื้องบน ลงมาถวายสักการหลวงปู่ และแสดงภาพปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ

ภาพปาฏิหาริย์ชุดนี้ผู้เขียนได้ไปเห็นครั้งแรกที่วัดถ้ำกลองเพล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2527 ทางวัดจัดใส่กรอบตั้งให้บูชา มีทั้งหมด 6 ภาพด้วยกัน โดยใส่กรอบ 2 กรอบ กรอบละ 3 ภาพ เมื่อขออนุญาตจะนำมาลงพิมพ์ทำ หนังสือ “อนาลโยปูชา” ท่านเจ้าอาวาสก็แกะออกจากกรอบมอบให้ผู้เขียน

รุ่งขึ้นวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2527 เมื่อนำภาพเหล่านี้ไปถวายให้ท่านพระอาจารย์แยง สุขกาโม และท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตติธัมโม ดูที่วัดภูทอก และกำลังวิจารณ์กันว่า อาจจะมีผู้สงสัยในพระบารมี และพระคุณานุคุณของหลวงปู่ขาว อนาลโย คิดว่ามีการอาศัยเทคนิคการถ่ายภาพ ล้างอัดจัดทำกันขึ้นจะได้หรือไม่ ระหว่างนั้นเราจึงสังเกตเห็นว่าภาพชุดนี้กลับกลายเป็นมี 7 ภาพ มีภาพเกินขึ้นมาอีก 1 ภาพ แทนที่จะเป็น 6 ภาพ ดังที่ได้รับมาจากท่านพระอาจารย์ที่วัดถ้ำกลองเพลเมื่อวันวาน และน่าสังเกตด้วยว่า ภาพทั้งหมดไม่มีภาพใดเหมือนหรือซ้ำกันเลย หากจะว่าเมื่อรับมาจากท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เราอาจจะนับผิด อาจจะมี 7 ภาพตั้งแต่ครั้งแรกแล้วก็เป็นได้ แต่...แกะภาพจากกรอบ 2 กรอบ และแต่ละกรอบก็มีภาพอยู่กรอบละ 3 ภาพ เช่นนี้จะไม่เรียกว่าภาพหลวงปู่แสดงปาฏิหาริย์ ก็ไม่ทราบว่าจะคิดอย่างอื่นอย่างใดได้

เราอดนึกรำพึงอีกครั้งไม่ได้ โอ...อย่าว่าแต่มนุษย์เราจะมีความชื่นชมปีติที่ได้มากราบบูชาหลวงปู่เลย แม้เทพเจ้าก็ยังปรารถนามาคารวบูชาท่าน ด้วยถือเป็นมงคลอันสูงสุด เป็นนาบุญอันประเสริฐ ยากจะหาบุญใดเปรียบปานได้เลย “เราช่างมีบุญจริงหนอ ที่ได้มีโอกาสมากราบนมัสการ ได้เห็น ได้เข้าใกล้ ได้ฟังคำสั่งสอนของท่าน ได้สัมผัสจิตใจอันเปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรมของท่าน แม้สังขารของท่านจะแตกดับไปแล้วตามธรรมดาของโลก แต่พระบารมีและพระคุณานุคุณ ‘อนาลโยคุโณ’ ย่อมจะดำรงอยู่เป็นที่ระลึกนึกถึง เป็นที่เคารพบูชา เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาต่อบรรดาศิษย์ ตลอดกาลนาน”




 

Create Date : 25 มีนาคม 2552    
Last Update : 26 มีนาคม 2552 0:33:53 น.
Counter : 331 Pageviews.  

คติธรรม...ของหลวงปู่ทวด

ธรรมประจำใจ
พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์

ละได้ย่อมสงบ
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วแต่เคลื่อนไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างในโลกนี้เคลื่อนไปสู่การสลายตัวไปทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ

สันดาน
ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได้ แต่สันดานคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง ซึ่งไม่เหมือนกัน ย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก

ชีวิตทุกข์
การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ จะเห็นได้ว่าตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ เมื่อเราจะออกจากบ้านก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงตนชอบ นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย

บรรเทาทุกข์
การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น เราจะต้องรู้ว่าเรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราจะต้องเป็นตัวของเราเองและเราจะต้องวินิจฉัย ในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

ยากกว่าการเกิด
ในการที่เราเกิดมา ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย

ไม่สิ้นสุด
แม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทรไม่มีที่สุดของน้ำฉันใด กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุดฉันนั้น

ยึดจึงเดือดร้อน
ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนก็เพราะมนุษย์ไปยึดโน่น ยึดนี่ ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรม สากลจักรวาลโลกมนุษย์นี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก

สัตว์โลกทุกคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ

ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ

อยู่ให้สบาย
ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์ เหนือโกรธ เหนือความหลง เหนือคำสรรเสริญ เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชัง

ธรรมารมณ์
การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์ คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน และรู้หน้าที่ในการงาน คือรู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ แล้ว ถ้าสิ่งต่างๆ ไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส เสียใจน้อยใจเป็นทุกข์

กรรม
ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า ...เกิดเพราะกรรม ...อยู่เพื่อกรรม ...ทำเพราะกรรม ...ตายเพราะกรรมแล้ว ...ชิวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความอภิรมย์ มีความรื่นเริ่ง

เมื่อจิตไม่บริสุทธิ์
ย่อมเป็นทางนำไปสู่ "อบายภูมิ" นี่คือ "หลักความจริงในโลกของวิญญาณ"

มารยาทของผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือ ต้องสุขุมรอบคอบและไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก คือต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ

โลกิยะหรือโลกุตระ
คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้ คนที่เดินทางโลกิยะย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร? ถ้าคนหนึ่งสำเร็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระง่ายแล้ว ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดมต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นทั้งมหาจักรพรรดิทั้งธรรมราชาไม่ดีหรือ?
... แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน เราต้องตัดสินใจ ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง...

ศิษย์แท้ พิจารณากาย ในกาย
พิจารณาธรรม ในธรรม พิจารณาวิญาณ ในวิญญาณ นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

รู้ซึ้ง
ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ เมื่อมีเหตุแล้วจึงเกิดผล ผลนั้นเกิดจากเหตุ เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว เราจึงจะรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา

ใจสำคัญ
การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ จะต้องทำด้วยความศรัทธา ผลสะท้อนมั้นจะเกิดขึ้นเกินความคาดหมาย

หยุดพิจารณา
คนเรานี้ ถ้าไม่มีอะไรทำ อยู่ในที่วิเวกคนเดียว จิตมันจะฟุ้งซ่าน และถ้าภาวะนั้นตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือ หยุดพิจารณาแล้วค้นหาสัจจะของศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้

บริจาค
...ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอก
...การสวดมนต์เป็นการภาวนา การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน
เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านของทิพย์อำนาจ การบริจาคภายในย่อมได้กุศลมากกว่า การบริจาคภายนอก นี่คือ เรื่องของนามธรรม

ทำด้วยใจสงบ
เราจะทำบุญก็ดี เราจะทำอะไรก็ดี จงทำด้วยความสงบ อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น มันจะพาไปสู่ทางหายนะ
...เมื่อเกิดอารณ์ร้อน เราจะไปทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จงอย่าทำ นั่งให้จิตใจมั้นสบายเสียก่อน เมื่อจิตใจสบายแล้ว ปัญญาก็เกิด เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก

มีสติพร้อม
จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม คือ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้อารมณ์เข้าควบคุมสติ อย่าให้เรื่องส่วนตัว อย่าให้เรื่องเหตุผลมาอยู่เหนือความจริง

เตือนมนุษย์
...มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้นจะไม่มีงานทำในไม่ช้า
...มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้นจะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า
...มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก มนุษย์ผู้นั้นจะไม่ได้นอนในไม่ช้า

พิจารณาตัวเอง
คืนหนึ่งก็ดี วันหนึ่งก็ดี ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุกาณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ ว่าที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไร คือ ให้ปลีกตัวมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น เพราะมนุษย์เราส่วนมาก ทุกวันนี้มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง


รวบรวมจาก หนังสือ
"ธรรมะอ่านคน... ธรรมงาม อ่านธรรมดา ในธรรมชาติ"
พิมพ์เนื่องในโอกาสครบรอบอายุ 54 ปี
ของ พระครูธรรมธร โสภณ ธัมโสภโณ(หลวงพ่อธรรมงาม)




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2552 5:02:08 น.
Counter : 168 Pageviews.  

การฝึกสมาธิเบื้องต้น (ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

อ่านเรื่องการฝึกสมาธินี้ เข้าใจง่ายต่อการนำไปฝึกปฎิบัติ จึงขออนุญาติ copy มาไว้ที่ blog เพื่อสะดวกในการอ่านค่ะ ขออนุโมทนากับเจ้าของบทความนี้ นะคะ สาธุ

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แนะนำ เทคนิคการฝึกสมาธิเบื้องต้น ตอนที่ 1-3
มหาสติปัฏฐาน 4 โดย พระมหาวีระ ถาวโร
(ตอนที่ 1 ถึงตอนที่ 3)

สรุปย่อโดย kongsilp2000

…………………………………………………………………………

ตอนที่ 1
(เรื่องการรู้ลมหายใจเข้าและรู้ลมหายใจออก)

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
มหาสติปัฏฐาน 4 เป็นทางเอกทำให้สำเร็จซึ่งพระนิพพาน
ได้แก่

(1) ให้พิจารณากายในกาย
(2) พิจารณาเวทนาในเวทนา
(3) พิจารณาจิตในจิต
(4) พิจารณาธรรมในธรรม

ข้อที่ว่า ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายนั้นคืออะไร?????

ท่านตอบว่า คือ
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ไปอยู่ในป่า หรือว่าอยู่ที่โคนต้นไม้
หรือไปอยู่ที่ว่างบ้านเรือน
แล้วก็นั่งกายให้ตรง ดำรงสติมั่น
ภิกษุนั้นหายใจออกก็มีสติ หายใจเจ้าก็มีสติ

การพิจารณากายในกาย
ในขั้นแรก ท่านถือเอากองลมเป็นสำคัญ
จุดเริ่มต้นนี้เขาเรียกว่า อานาปานบรรพ
หรือว่า อานาปานสติกรรมฐาน นั่นเอง

อานาปานสติกรรมฐานนี้มีกำลังมาก
มีความสำคัญมาก
สามารถทรงฌาน 4 ได้แล้ว
ถ้าหาว่าท่านเจริญตามแบบนี้
ท่านจะมีความสุขแบบสุขวิปัสสโก

แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
มหาสติปัฏฐานสูตรนี้
เราจะสามารถดัดแปลงขึ้นไปสู่
วิชชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณ
ก็ทำได้ ก็ทำกันตอนอานาปานสติกรรมฐานนี้แหละ
(แต่ส่วนนี้จะยังไม่พูดตอนนี้นะ)

การพิจารณากายในกาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อานาปานสติกรรมฐานนี่นะ
ท่านสอน ให้เข้าไปทีละนิด ๆ
ท่านไม่ได้ให้ทำแบบหักโหม

ตอนนี้
ท่านสอนอานาปานสติกรรมฐานตอนต้น
ว่าเราหายใจเข้าก็มีสติ
หายใจออกก็มีสติ

วันนี้เอาแค่นี้แหละ …………..

ถ้าพูดว่าสติ ดูเหมือนว่ามันยุ่ง ๆ ไปสักหน่อย
เอาคำว่ารู้นี่ดีกว่า

แล้วรู้น่ะ รู้ตรงไหน
รู้ตรงจมูก ไม่ต้องรู้มาก

เวลาลมเข้ามันกระทบจมูก
เวลาลมหายใจออกมันกระทบจมูก
เอาแค่รู้อย่างเดียว

ไอ้รู้สั้นรู้ยาวนี่ตอนนี้ยังไม่ต้อง ก็ได้

ท่านผู้หญิงจะทำครัว เวลาหั่นผักหั่นหญ้า ซาวข้าว ทำกับข้าว รู้ลมหายใจเข้าออกด้วยก็ดี

ท่านผู้ชายทำงานนอกบ้าน ทำงานในบ้าน รู้ลมเข้าออกด้วยก็ดี

ทำอย่างนี้ให้ชิน จนกระทั่งจิตไม่ต้องระวังเรื่องลมเข้าออก
รู้ได้เป็นปกติเป็นอัตโนมัติของมันเอง

ขอย้ำอีกนิดหนึ่งว่า

ขอให้บรรดาพุทธบริษัทจำไว้ว่า
ท่านจะเจริญมหาสติปัฏฐานสูตร
ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในบทว่าอานาปานบรรพ
เราจะรู้ลมหายใจเข้า
รู้ลมหายใจออกอยู่เสมอ
จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน พระจะไปบิณฑบาต จะอาบน้ำ จะทำวัตร จะดูหนังสือ จะเดินไปไหน
ชาวบ้านก็เหมือนกัน ทำการทำงานอย่างใดก็ตาม
รุ้ลมเข้า รู้ลมออก

รู้แค่นี้นะ ไม่ช้าจะดีเอง

แล้วถ้าหากว่า จะมีนักปราชญ์มาถามว่า
แล้วมันจะได้ฌานได้ยังไง
ขอตอบว่า เอาเถอะ ค่อย ๆ ทำไปเถอะ

ทำตามนี้ก็แล้วกัน
ค่อย ๆ ทำไปแล้วจะรู้ผลเอง

(จบตอนที่ 1)

……………………………………………

ตอนที่ 2
(เรื่องการเห็นนิมิต)

ทีนี้มาพูดกันถึงว่าเราทำได้ถึงตอนนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

เรื่องของพระกรรมฐานกับนิมิตเป็นเรื่องธรรมดา

เรื่องนิมิตที่พึ่งเกิดจากสมาธินี่
เป็นของธรรมดา

นิมิตของอานาปานสติกรรมฐานก็มี เช่น
สีเขียว สีแดง สีสว่างคล้าย ๆ แสงไฟฉาย หรือเหมือนฟ้าแลบ

นี่เป็นนิมิตของอานาปานสติกรรมฐาน

ส่วนเรื่องของการได้บุญนะ
ถ้ากลัวว่าจะไม่ได้บุญ ละก็โปรดเข้าใจด้วยว่า

เขตของการบุญนะ มันอยู่ตรงที่จิตเป็นสมาธิ
ตัวบุญนะอยู่ที่จิตเป็นสมาธิที่มีอารมณ์ตั้งมั่น

ตัวบุญไม่ได้อยู่ที่องค์ภาวนาอย่างเดียว

คำว่าเอกัคคตารมณ์ แปลว่า เป็นหนึ่ง

อารมณ์ของเราเป็นหนึ่งไม่มีสอง

อย่างนี้จัดว่าเป็นสมาธิ คือ ตัวรู้อยู่

ตัวบุญใหญ่ ก็คือ การทรงสมาธิจิต

ถ้าสมาธิสูงมากเพียงใด

นิวรณ์ที่จะมากั้นความดีคืออารมณ์ของความชั่วก็เข้าสิงได้ยากเพียงนั้น

คำว่านิวรณ์ก็ได้แก่อารมณ์ของความชั่ว

ถ้าขณะใดจิตทรงสมาธิ ที่เรียกกันว่าได้ฌาน

คำว่าฌานนี้
ฌานัง แปลว่าการเพ่ง การทรงอยู่ของจิต
จิตเพ่งอยู่เฉพาะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง อันนี้เราเรียกกันว่าฌาน

ขณะที่จิตอยู่เฉพาะลมหายใจเข้า หายใจออก จิตไม่ส่ายไปสู้อารมณ์อย่างอื่น อย่างนี้ เราเรียกกันว่าฌาน

แต่ว่าจะเป็นฌานขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย อะไรก็ตาม
นั่นก็เป็นอีกเรืองหนึ่ง
เป็นอาการละเอียดของจิต เป็นอาการทรงของจิต

เรามีสติ สามารถจะรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก ที่กระทบจมูกได้ รู้แล้วนะ

เมื่อรู้ ๆ ไป อย่างนี้จิตก็จะเริ่มเป็นสมาธิ แต่ยังหยาบนัก อย่างนี้เรียกว่า ขณิกสมาธิ

คำว่า ขณิกสมาธิ
แปลว่า สมาธิเล็กน้อย สมาธิยังไม่ใหญ่

เมื่อเริ่มเข้าถึง ขณิกสมาธิตอนปลาย
จิตเริ่มละเอียด
ลมที่กระทบจมูกจะเบาลง ๆ
แต่จิตเรียบร้อยดีเพราะส่ายออกไปน้อย

ตอนนี้แหละและตอนต่อไป เมื่อ ขณิกสมาธิ ละเอียดขึ้น
จิตก็จะเข้าสู่ อุปจารสมาธิ
ซึ่งเป็นสมาธิสูงกว่านั้น
ใกล้จะถึงฌาน

ตอนนี้ อารมณ์ของจิตที่เป็นทิพย์จะปรากฏ

นี่แหละที่เขาเรียกว่าสามารถเห็นผี เห็นเทวดา เห็นพรหมได้
หรือเรียกว่าจิตเป็นทิพย์

คือไม่ใช่ลูกตาเป็นทิพย์นะ

ฟังให้ดี
จิตเป็นทิพย์ คือ จิตย่อมว่างจากกิเลส

จิตก็ว่างจากนิวรณ์ทั้ง 5 ประการ
เมื่อจิตว่างจาก นิวรณ์ 5 ประการแล้ว จิตก็สมารถเป็นทิพย์

แต่ว่าจะเป็นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสมาธิจิต
บางทีมันเป็นประเดี๋ยวเดียว

ว่างจากนิวรณ์นิดหนึ่ง
แว๊บหนึ่งของวินาที
หรือครึ่งวินาที จิตก็กลับมัวหมองใหม่

ที่นี้ เวลาจิตเป็นทิพย์ มันเป็นยังไง
จิตเป็นทิพย์มันก็จะเห็นแสง เห็นสี เห็นภาพต่าง ๆ ที่เราคิดไม่ถึง ที่เราคาดไม่ถึง

จำให้ดีนะ
คือ บางทีก็เห็นเป็นแสง เป็นสีเขียว สีแดง เป็นแสงสว่าง แปลบปลาบคล้าย ๆกับฟ้าแลบก็มี

นี่ตอนนี้ จงรู้ว่าจิตของเราเป็นสมาธิ
และจิตเริ่มเป็นทิพย์
สามารถเห็นแสงที่เป็นทิพย์ได้

แต่ถ้าอาการปรากฏอย่างนี้
มักจะปรากฏแผล๊บเดียว
แล้วก็หายไป

ในเมื่อปรากฏแล้วหายไป

บางคนเสียคนตอนนี้เยอะ

บางคนมาเอาดีกันตอนเห็น

ต่อไปถ้าเห็นไม่ได้ จิตใจก็ฟุ้งซ่าน

ที่มาเสียกันตอนนี้เสียมาก

เพราะอะไร

เพราะว่าเข้าใจพลาด คิดว่าอาการอย่างนี้เป็นของดี แล้วก็ควรยึดถือ เพราะว่าเป็นของใหม่ มีความปลาบปลื้มใจ มีความภูมิใจมาก

บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและพระคุณเจ้าที่เคารพ

ถ้าอาการปรากฏอย่างนี้นะ ขอพระคุณเจ้าโปรดทราบว่า

ภาพที่ปรากฏก็ดี แสงที่ปรากฏก็ดี

จงอย่าเอาจิตเข้าไปเกาะ
เพราะจะทำให้สมาธิของท่านจะคลาย
สมาธิของท่านจะเคลื่อน ความดีจะสูญไป

จงทิ้งอารมณ์นั้นเสีย
ทิ้งภาพนั้นเสีย
อย่าเอาจิตเข้าไปติด

หนีมาเริ่มต้นความดีกันใหม่ จับลมหายใจเข้าออกกันใหม่

ขอให้โปรดทราบว่า การเห็นนิด ๆ หน่อย ๆ อย่างนี้
มันพึ่งอ่านตัว ก. ไม่จบตัวนี่
ถ้าจะเทียบกับนักเรียนประชาบาลนะ
เขาเรียกว่าเขียนตัว ก.ยังไม่ครบตัวเลย

โปรดทราบว่า จิตของท่านได้ผ่าน ขณิกสมาธิไปแล้ว
กำลังจะเข้าอุปจารสมาธิ
และเมื่อเห็นแว๊บเดียวหายไป ก็แสดงว่า
อุปจารสมาธิของท่านยังดีไม่พอ

เมื่อเห็นแว๊บหนึ่งจิตก็ฟูไป ดีใจในภาพเห็น หรือว่าตกใจในภาพเห็น
จิตก็เลยเคลื่อนจากสมาธิ ภาพที่เห็นนั้นก็เลยไม่เห็นต่อไป

ถ้าอาการเป็นอย่างนี้ ก็โปรดทราบว่า
จงอย่าสนใจ

ภาพจะปรากฏหรือไม่ปรากฏก็ช่าง ไม่มีความสำคัญ

เราต้องการอย่างเดียว คือรู้อยู่ว่าลมหายใจเข้า หรือลมหายใจออก
จำไว้แค่นี้

เป็นอันว่าถ้าท่านจะเรียนกรรมฐานในมหาสติปัฏฐานสูตรก็ดี
หรือที่แบบอื่นก็ดี ก็โปรดทราบว่า

จงเรียนตามคำสั่งของพระพุทธเจ้า

ท่านสั่งแค่ไหนทำแค่นั้น

อย่าเพิ่งพลิกแพงไป แล้วท่านจะได้ดี

(จบตอนที่ 2)

….....................
ตอนที่ 3
(เรื่องการทรงฌาน และความสัมพันธ์ระหว่างสมถะกับวิปัสสนา)

เรื่องที่ได้พูดไปบ้างแล้ว คือเรื่อง มหาสติปัฏฐานสูตร และ อานาปานสติกรรมฐาน และโดยเฉพาะกายานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน การกำหนดลมหายจะเข้าและลมหายใจออก

กฎของการปฏิบัติอันดับต้นนั้น
พระพุทะเจ้าทรงสอนวิธีง่าย ๆ แล้ววิธีปฏิบัติก็ให้ทำในเวลาที่เราเห็นว่าเหมาะ
ให้ทำกันตลอดวันได้ ไม่ต้องไปตั้งท่าตั่งทาง
ไม่ต้องไปหาเวลาทำสมาธิ ว่างตอนไปนั่งก็ขัดสมาธิทำกัน
หรือจะนั่งเหยียดขาก็ได้ ห้อยขาก็ได้ ยืน เดิน นอนก็ได้ ทำได้ทั้งในท่านั่ง ยืน เดิน นอน ทำกอริยาบถทำได้ดีทั้งนั้น

ขอเพียงให้ กำหนดรู้ลมเข้า กับรู้ลมออก
คือ เอาสติเข้าไปคุมไว้

คำว่าสติเป็นภาษาบาลี
ถ้าฟังแล้วรู้สึกอึดอัด เราก็จะใช้ว่ารู้ ๆ แค่นี้ จะสบายกว่า
ตัวรู้นี่ก็ได้แก่ตัวสติ

พระพุทธเจ้าทรงให้ฝึกเฉพาะสติก่อนเท่านั้น
ยังไม่เข้าถึงสัมปชัญญะ ซึ่งก็อยู่ในกายานุปัสสนามหาสติปัฏฐานเหมือนกัน แต่ให้ทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก็แล้วกัน

วันนี้มาจะขยับต่อไปอีกสักนิดหนึ่ง
แต่เวลาท่านฟัง(อ่าน)นี่ ลองซ้อมอารมณ์เดิมดูสิว่า ลมหายใจเข้าออกท่านยังรู้สึกอยู่หรือเปล่า แล้วให้ท่าฟัง(อ่าน)ไปด้วย สติจะได้ทรง
นี่เป็นการฝึกสติ หรือเป็นการฝึกสมาธิโดยตรง

ที่นี้ เอาไปอีกนิดหนึ่ง คือ
ท่านบอกว่าเวลาที่จะหายใจเข้ายาวหรือสั้น
ก็จงรู้ว่าเราหายใจเข้ายาวหรือสั้น
หายใจออกยาวหรือสั้น
ก็จงรู้ว่าหายใจออกยาวหรือสั้น

แล้วรู้ต่อไปอีกนิดก็ดีว่า
เมื่อเวลาที่เราหายใจเข้าหรือออกนี่มันหายใจแรงหรือหายใจเบา

อย่างนี่เรียกว่าเพิ่มสติให้มากกว่าเดิมอีกนิดหนึ่ง

เอาเท่านี้นะ
จะนั่งอยู่ที่ไหน จะทำอะไรอยู่ก็ตาม จะนอน จะยืน จะเดิน จะนั่งห้อยขา ทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่จำกัด ลองซ้อมดู

ทีนี้ มาว่ากันว่าพระพุทธเจ้าสอนตรงนี้ทำไม
คำตอบ ก็คือ เพื่อสร้างสติให้มันมากขึ้น
นี่ท่านค่อย ๆ สอนนะ สอนให้ค่อย ๆ ทำ อย่าคิดว่าช้าเกินไปนะ

อีตอนที่กำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก รู้ยาว รู้สั้น นี่แหละ
ถ้าทำได้แล้วมันเป็นอุปจารสมาธิและปฐมฌานด้วย
อย่าลืมนะ เพราะสมาธิเริ่มมากขึ้น อารมณ์เริ่มละเอียดขึ้น

อุปจารสมาธิ มีอาการอย่างไร?????

ก็มีปีติให้ปรากฏ มีความชุ่มชื่น มีขนพองสยองเกล้า มีน้ำตาไหล มีร่างกายโยกโคลงอะไรเป็นต้น

มีความอิ่มเอิบ มีความปลาบปลื้มใจ มีอารมณ์ดิ่ง มีอารมณ์ละเอียด มีความสบายมากกว่าปกติ นี่เป็นปีตินะ

ทีนี้เวลาเข้าไปถึงปฐมฌาน มันเป็นยังไง
จะขอพูดให้ฟังเสียก่อน
ถ้าไม่พูดประเดี๋ยวจะเฝือ

มีคนถามว่าฉันนั่งนี่เป็นยังไงบ้าง ทำอย่างนี้มันจะสำเร็จไหม
ถามอย่างนี้ตอบไม่ได้
จะตอบได้ยังไง ก็ท่านรับประทานเกลือเองแล้วไปถามชาวบ้านว่าเค็มหรือไม่เค็ม
เรารู้ของเราเองดีกว่า

คือ อาการของการเข้าถึงปฐมฌาน นั้น มันเป็นอย่างนี้นะ
อารมณ์ของเราในขณะนั้นย่อมไม่ข้องกับนิวรณ์ทั้ง 5 ประการ
คือ

1. ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ รสอร่อย กลิ่นหอม สัมผัสนิ่มนวล ไม่มี อารมณ์นิ่ง พอใจในการภาวนาหรือพอใจในการกำหนดลมหายใจเข้าออก
2. ความโกรธพยาบาทไม่ปรากฏ
3. ความง่วงเหงาหาวนอนไม่ปรากฏ
4. อารมณ์ภายนอก นอกจากการกำหนดลมหมายใจเข้าออกไม่ปรากฏ
5. ทรงอารมณ์หายใจเข้าออกไว้ เวลาหูได้ยินเสียงภายนอกทุกอย่าง แม้แต่การนินทาว่าร้ายเราเอง หูได้ยินทุกอย่าง แต่ว่าใจไม่กังวล จิตใจไม่สอดส่ายไปตามอารมณ์นั้น คงรักษาลมหายใจเข้าออกไว้ได้อย่างสบาย ๆ ไม่เกิดความรำคาญ

อาการอย่างนี้เป็นอาการของปฐมฌาน

ค่อย ๆ ทำไปนะ อย่ารีบร้อน หาเวลาวันหนึ่ง ๆ ทำให้มาก
อย่าทำแต่เฉพาะสองทุ่ม สามทุ่ม สองยาม นอกนั้นปล่อยอารมณ์ให้เลื่อนลอยไป อย่างนี้ละก็เชื่อว่ายังไกลความสำเร็จมาก

อาณาปานสตินี้ เป็นกรรมฐานใหญ่
สามารถทรงได้ถึงฌาน 4
แล้วถ้าทรงฌาน 4 ได้แล้ว
ก็สามารถจะทรงวิชชาสามและอภิญญาหกปฏิสัมภิทาญาณด้วย

(วิชชาสามเป็นหลักสูตรสำคัญสนพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง เพราะว่าเป็นหลักสูตรที่สามารถพิสูจน์คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า สวรรค์มีจริง นรกมีจริง พรหมมีจริง อะไรพวกนี้ คนตายแล้วไปเกิดที่ไหน คนที่มาเกิดมาเกิดจากไหน เรื่องนี้จะทิ้งท้ายไว้แค่นี้ก่อน)

คราวนี้ เมื่อเข้าถึงปฐมฌาน ก็รู้อยู่แล้วว่า จิตไม่กังวล
อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า จิตมันเริ่มแยกจากกาย
หูเป็นกาย สัมผัสกับเสียง แต่จิตที่อยู่ภายในกายนี้ไม่สนใจกับเสียง
ได้ยินเหมือนกันแต่จะว่าอย่างไรก็ช่าง จะนินทา หรือจะชม หรือจะร้องเพลงละครก็ช่าง ฉันไม่เกี่ยว
ทรงอารมณ์สบาย ๆ นี่เป็นอาการของปฐมฌาน

ต่อไปก็ขยับเข้าอีกนิดหนึ่ง
ฟัง(อ่าน) ให้ดี ๆ นะ
คือ

ก่อนที่จะรู้ลมหายใจเข้า รู้หายใจออกนั้น
ให้เราจะกำหนดกองลมเสียก่อน

คำว่ากองลม ก็คือ
ความตั้งใจไว้ว่านี่เราจะหายใจเข้า ว่านี่เราจะหายใจออก
แล้วหายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้น ก็รู้ไว้ด้วย

ขยับเข้าไปอีกนิดหนึ่ง ก็คือ
อีตอนหายใจเข้าหายใจออกนั้น ก็ให้ รู้เฉพาเท่านั้น ไม่ต้องกำหนดกองลม


แล้วตอนหายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้น ไม่ต้องกำหนดรู้กองลม คือ มันจะหายใจของมันเอง

ตอนนี้มาตอนที่สาม
รู้อยู่ว่านี่เราจะหายใจเข้า นี่เราจะหายใจออก
นี่ทำสติของท่านให้ละเอียดเข้าไปอีกนิดหนึ่ง ให้กระชั้นเข้าไป

แต่การกำหนดให้รู้อยู่ว่านี่เราหายใจเข้า นี่เราหายใจออก หายใจเข้าสั้นหรือยาว ออกสั้นหรือยาว
ไอ้การรู้อย่างนี้ ถ้าสามารถทรงได้เป็นเอกัคคตารมณ์
หมายความว่าไม่ปล่อยอารมณ์อื่นให้เข้ามายุ่ง
เรากำหนดอย่างนี้ได้ครั้งละ 2-3 นาที หรือ 5 นาทีก็ตาม
ก็แสดงว่าอารมณ์จิตของเราเข้าถึงฌานที่ 2 และฌานที่ 3

อย่างนี้บรรดาคณาจารย์ทั้งหลายอาจจะเถียงบอกว่า
ไอ้ฌานที่ 2 และฌานที่ 3 นี่มันไม่มีการภาวนา ไม่มีการกำหนดรู้อยู่
คำตอบก็คือ การภาวนาไม่มีจริงถ้าทำถึงนะ แต่การรู้ลมหายใจเข้าออกยังมีอยู่อย่างนี้
ลองสอบอารมณ์จิตของท่านให้ดี
ถ้าท่านจะค้านว่า ต้องไม่รู้ลมหายใจเข้าออกอันนี้ไม่ถูก
ที่ถูกก็ต้องบอกว่ารู้ลมหายใจเข้าออก

ถ้านึกกรรมฐานที่ใช้องค์ภาวนาด้วย
ตั้งแต่ฌาน 2 ขึ้นไป ก็จะเลิกภาวน องค์ภาวนาจะหยุดไปเอง
ไม่ใช่หยุดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก
แต่เวลาลมหายใจเข้าออกจะรู้สึกเบาลงไป

สำหรับฌานที่ 2
จะรู้สึกว่าลมหายใจเข้าออกเบาลงไป มีจิตชุ่มชื่น มีความเยือกเย็น มีความสบายมากขึ้น หูยังได้ยินเสียง แต่รู้สึกว่าเบากว่าปกตินิดหน่อย เบากว่าสมัยที่เป็นปฐมฌานนิดหนึ่ง

ที่นี้ พอเข้าถึงฌานที่ 3
จะรู้สึกว่าทางกายมันเครียด
เรานั่งธรรมดา เรานอนธรรมดาเหมือนมีอาการเกร็งตัว มีอาการตึงเป๋ง
ลมหายใจรูสึกว่าน้อยลง
เสียงที่ได้ยินเบาลงมากเข้า เสียงที่ไดยินจากภายนอกนะเขาพูดแรง ๆ เราก็รู้สึกว่าเบาลงมาก นี่เป็นอาการของฌานที่ 3

เมื่อทำได้ถึงตอนนี้ ก็ให้รักษาไว้ ทรงไว้ให้ดี ๆ
อย่ารีบ อย่าจู่โจม นี่ใกล้จะดีแล้ว

ถ้าอานาปานสติกรรมฐานที่ทำได้ถึงฌาน 4 แล้วก็ทรงฌาน 4 ไว้ให้ได้ตลอดชีวิต
รักษาไว้ด้วยชีวิต
ไม่ใช่ว่าได้แล้วก็ปล่อยไปนะ

คราวนี้ มาอันดับที่ 4
ตอนเป็นเรื่องอาการของฌาน 4

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า
จงไม่กำหนดรู้ลม คือปล่อยกองลมเสีย
มันจะหายใจเข้าหรือหายใจออกก็ตามใจ
เราจะไม่ยอมรู้มันละ
คือ เราจะไม่ยุ่งกับเรื่องของลมหายใจ
มันจะหายใจเข้า หรือหายใจออก็ตามใจ
เรารักษาอารมณ์ดีไว้อย่างเดียว

กล่าวย้อนนิดหนึ่ง ก็คือ
ในตอนต้น ๆ เวลาทำต้องขึ้นต้นมาตั้งแต่รู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก สักประเดี๋ยวหนึ่ง
แล้วก็มา รู้ลมหายใจเข้าสั้นหรือยาว ออกสั้นหรือยาว อีกประเดี๋ยวหนึ่ง
แล้วกำหนดรู้กองลม ก็รู้อีกประเดี๋ยวหนึ่ง จิตก็ละเอียดขึ้นมาก
และในอันดับสุดท้าย เราไม่สนใจกับกองลม
มันจะหายใจเข้าหรืออกก็ตามใจ

ส่วนของฌาน 4 นี้นะ ลมหายใจที่เรากำลังหายใจอยู่นี่นะ
จะเกิดมีความรู้สึกเหมือนไม่หายใจ
แต่อารมณ์จิตภายในมีความโพลง มีความสว่าง มีการทรงตัวดีมาก
มีอารมณ์เป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นหนึ่ง
เป็นอุเบกขาวางเฉยต่ออารมณ์ทั้งปวง
มีความชุ่มชื่น มีความสุขที่สุด มีความสบายที่สุด
ไม่รู้สึกในการสัมผัสภายนอก คือ ลมจะมากระทบ ยุงจะมากัดเรา เวลานั่งความปวดเมื่อยไม่ปรากฏ
อย่างนี้เป็นอาการของฌาน 4

เมื่อเราเข้าถึงฌาน 4 หรือฌานที่เท่าไรก็ตามที่ทำได้
ก็ขอให้จงรักษาไว้
หมั่นทำไว้เสมอให้คล่อง
จะกำลังนั่งยืนหรือเมื่อไรก็ตาม เราต้องสามารถ เข้าฌาน 4 ได้ทันทีที่ต้องการ
แล้วก็สามารถจะกำหนดเวลาออกได้ด้วย

อานาปานสติกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่ระงับกายสังขารที่มีคุณประโยชน์มาก
เวลาป่วยไข้ไม่สบายมีทุกขเวทนาสาหัส ถ้ากำหนดลมหายใจเข้าออกจนจิตเป็นฌาน อาการปวดเมื่อยทั้งหลายเหล่านั้น มันจะสลายไป

ท่านที่ได้อานาปานสติกรรมฐานจนคล่อง จนชำนาญ จะสามารถกำหนดเวลาตายได้
ตัวอย่าง เช่น หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ท่านบอกเวลาตายล่วงหน้าไว้ 3 ปี กำหนดเดือน กำหนดวันกำหนดจนกระทั่งเวลาที่ท่านจะตาย

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนในตอนท้ายไว้ด้วยว่า

“การกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้
เรากำหนดเพื่อรู้ความเกิดขึ้น ความเสื่อมไป แล้วการสลายตัว
ของร่างกายของเรา
ร่างกายเรานี้ที่ชื่อว่าร่างกายของเรา เมื่อมันเกิดขึ้น แล้วมันก็เสื่อมไป แล้วมันก็สลายตัว เราจะไม่ยึดถืออะไรทั้งหมดในร่างกายนี้”
ตอนนี้เป็นวิปัสสนาญาณ

บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
ท่านคิดว่าอัตภาพร่างกายนี้เกิดขึ้นได้แล้วจะเป็นกายเราก็ตาม กายคนอื่นก็ตาม ถ้ากายเราท่านเรียกว่ากายภายใน ถ้าเป็นกายคนอื่นเรียกว่ากายภายนอก
ขอให้ท่านนึกถึงว่ามันมีสภาพเหมือนกัน มันมีความปกติเหมือนกัน
คือ มีความเกิดขึ้น มีความเสื่อมไป และมีการสลายตัวไปเหมือนกัน
เราจะไปยึดมั่นมันไว้เพื่อประโยชน์อะไร
เราจงอย่าคิดว่ากายนี้เป็นของเรา
จงอย่าคิดว่าเรามีในกาย หรือกายมีในเรา
นี่มันไม่มี
สภาวะของมันเป็นยังไงมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น
ถึงเวลามันจะแตกมันจะสลายมันก็สลายตัวของมันเอง
ไม่มีใครไปบังคับบัญชามันได้

ทีนี้ ขอให้ท่านย้อนกลับไปอีกนิดหนึ่งว่า
ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว ถ้าจิตใจยังไม่สบาย เกิดอารมณ์ฟุ้งซ่าน ท่านบอกให้หักใจกลับเข้ามาเสียอีกนิดหนึ่งว่า ที่เรากำหนดการตั้งขึ้นของร่างกาย และความเสื่อมไปขอร่างกายนี่ เราไม่กำหนดเพื่ออย่างอื่น เรากำหนด “เพื่อรู้” เท่านั้น เป็นการทรงสติไว้ นี่หลบกลับมาเป็นสมถะ

ตอนก่อนหน้านี้เป็นวิปัสสนา ตอนนี้หลบมาหาสมถะ

นี่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและพระคุณเจ้าที่เคารพ
คงจะเห็นแล้วว่า
สมถะของพระพุทธเจ้าย่อมควบคุม วิปัสสนาฌานไว้เสมอ

(จบตอนที่ 3)




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 6 มิถุนายน 2551 22:51:32 น.
Counter : 820 Pageviews.  

หนึ่งแรงศรัทธา จาก แดนผู้ดี แด่.... ธรรมะงาม

หลวงพ่อธรรมงาม นั่นก็คือ พระธุดงค์เถื่อน
ท่านชอบอยู่ป่า อยู่ไม่เป็นหลักแหล่งตามหาตัวอยากมาก
ตอนนี้มามีชื่อเสียงในเว็ปไซค์ อีก ไม่รู้จะหนีไปอยู่วัดไหน
กว่าจะตามหาตัวเจอว่ามาอยู่ที่วัดนี้ ก็ไม่ง่าย

เรื่องราวหลวงพ่อกับ พวกเรา 3 พี่น้อง นันทะ แห่งที่ราบสูง
พวกเรารู้จักกับท่านมานาน จนจำไม่ได้ตั้งแต่สมัยที่คนแถววัดท่าไม้
เรียกท่านว่าหลวงตาเหี่ยว(เดี๋ยวนี้ท่านสมบรูณ์ขึ้นมาก ไม่ใช่หลวงตาเหี่ยวแล้วล่ะ) ท่านจะมาเยี่ยมหลวงพ่อศรีเจ้าอาวาสวัดท่าไม้
บ่อยๆ พวกท่านเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเป็น นักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คงจะรุ่นประมาณ 2516 จะได้ฟังหลวงพ่อศรี(สุรสิงห์) เล่าบ่อยๆ พอจะจำได้ว่า พวกท่านเรียนในช่วงที่ ฟ้าหญิงเล็ก(สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์) เป็นนิสิตที่นั่น พวกท่านเคยเห็นพระองค์ท่านบ่อยๆ ชอบฟังเวลาหลวงพ่อศรีเล่าเรื่องสมัยก่อน นิทาน และธรรมะต่างๆ

วัดท่าไม้ก็เป็นแต่เพียงอดีต ตำนาน และความทรงจำดีๆ ได้รู้จักกลับหลวงพ่อธรรมงาม (หลวงพี่เอก เคยถามว่าไม่มีอะไรที่อยากจะเขียนเกี่ยวกับวัดท่าไม้บ้างหรือ นี่เป็นโอกาสที่ได้รำลึกถึงเรื่องราวดีๆ เหล่านั้น หลวงพ่อศรีได้จากพวกเราไปแล้ว แต่หลวงพ่อธรรมงามบอกว่าหลวงพ่อศรีจะมาเกิดใหม่อีก มาบวชอีก สาธุ ขอให้เป็นความจริง และพี่ชายของพวกเราก็ไปอยู่กับหลวงพ่อศรีแล้ว)

มาอ่านประวัติหลวงพ่อธรรมงามกันดีกว่าที่บ้านมีหนังสือแจกของหลวงพ่อธรรมงามเยอะมาก ตอนที่เรากลับมาอังกฤษก็เลยถือติดมือมาเล่มหนึ่ง อ่านสนุกดี กี่เล่มกี่เล่มก็เหมือนๆกัน เรื่องเดิมๆ ประวัติเดิมๆ หลวงพ่อไม่ค่อยอัพเดทเลย อ่านมากว่าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังอ่านอยู่เพราะมีหนังสืออยู่แค่นี้ ระยะหลังๆ ที่ไม่ได้ไปอยู่วัดท่าไม้ก็ไม่มีโอกาสเจอะท่านดังนั้นท่านอาจจะมีหนังสืออะไรใหม่ๆ ที่ญาติโยมพิมพ์ถวายแต่พวกเราไม่มี เคยถามว่าเมื่อไรหลวงพ่อจะมี E-mail เสียทีจะได้ติดต่อได้ง่ายๆ โทรไปหาแพง ท่านบอกว่าแค่โทรศัพท์ท่านก็ไม่มีเวลาส่วนตัวแล้ว ท่านก็ไม่ยากมี E-mail เพื่อตอบปัญหาทางโลกให้วุ่นวาย ต้องการความสงบ แค่โทรศัพท์ ศิษย์โปรดที่อเมริกาก็โทรไปทุกวัน เพราะโดนผี(ที่ห้อง) หลอก กลัวผี เลยโทรหาหลวงพ่อทุกวัน (น้องสาวเราเองอะ)

ประวัติของหลวงพ่อ พี่ชายชอบเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่าเพื่อนหลวงพ่อศรี คือ หลวงพ่อธรรมงามพี่น้องท่านอยู่อเมริกากันหมด ท่านชอบธุดงค์ ไปอยู่ตามป่า ท่านเป็นพระที่ให้โชคลาภแก่ญาติโยม เวลามาแถววัดท่าไม้ พ่อแม่พี่น้องญาติโยมแถวนั้นชอบขอหวยและก็ถูกด้วย

ตอนนี้เราไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่มีเรื่องราวมากมายที่จะเขียนถึงท่านและเรื่องในบล็อกยังไม่อยากอัพเดทเรื่องงาน และชีวิตที่นี่เท่าไร เพราะไม่มีอะไรตื่นเต้น มีแต่เรื่องเดิมๆ เรื่องหลวงพ่อมีเยอะกว่า น่าสนใจกว่า ช่วงนี้พวกเรามีปัญหาบ้าง ก็เอาธรรมมาช่วย มีเหตุการณ์ที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์พันลึก ปาฎิหารย์ ที่อยากเขียนถึงท่านและประกอบกับท่านมาดังช่วงนี้พอดี จึงอยากเขียนเพื่อ รำลึกถึง บุญคุณครูบาอาจารย์บ้างเมื่อโอกาสอำนวย และโอกาสดีๆ มาถึงแล้ว นานๆ โอกาสจะมาหาพวกเราเสียที

ประวัติของหลวงพ่อธรรมงาม จากหนังสือเล่มเล็กๆ(ที่มีอยู่ตอนนี้ และมีพระสีวลีพระแห่งโชคลาภ ที่ท่านเคยมอบให้ ฉายาของท่านคือ ..... พระสีวลี แห่งปี 2000 ไม่เชื่ออย่าลบลู่ แต่ต้องทำบุญกับท่านสามครั้งก่อน จึงจะมีวาสนาต่อกัน) หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า

หนังสือ "ธรรมงาม" มหัศจรรย์พิสดารเละตุ้มเป๊ะ ของ พระธุดงค์ รุกขมูลโบราณจารย์ "หลวงพ่อธรรมงาม" ชื่อย๊าว ยาว ใครจะอยากอ่านอ่ะ แต่เวลานี้คนสนใจเยอะคงจะมีคนอยากอ่านบ้างล่ะ ถ้าสนใจจริงๆ โน่นเลยค่ะ ที่โลกทิพย์ เขารู้ทุกเรื่องของท่านลูกศิษย์ลูกหาท่านอยู่แถวนั้นล่ะจะบอกให้

หลวงพ่อธรรมงาม เกิดเมื่อ วันเสาร์ที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ แรม ๑๔ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเมีย

สถานที่เกิด : บ้านเลขที่ ๔๖ ถนนเสน่หานุสรณ์ ตำบลทุ่งหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา พี่น้องรวมทั้งมีทั้งหมด ๘ คน คือ

๑. นางทิทยาพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mr. Edwin Rodriguez
ชาวเยอรมัน ปัจจุบันอยู่ที่ New York U.S.A
๒. นางลัดดาวัลย์ สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mr. Klenanoff ชาวรัสเซีย)
๓. นายเกียรติชัย สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mrs. Linda ชาวฟิลิปปินส์)
๔. พระธุดงค์ "หลวงพ่อธรรมงาม" (หรือพระอาจารย์โสภณ ธัมมโสภโณ)
๕. น.ส. ศิริพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (มีถิ่นฐานอยู่ U.S.A)
๖. นางอัมพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับนายอดิศักดิ์ ฟูตระกูล)
๗. นางกนกพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mr. Mark ชาวยิว อิสราเอล)
๘. นางละเอียด สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับนายนิเวศน์ เจียมจิตพลชัย)

ทั้งหมดรวมทั้งมารดาอยู่ที่ สหรัฐอเมริกา มีแต่หลวงพ่อรูปเดียวที่จาริกธุดงค์ในประเทศไทยหลวงพ่อท่านเป็นพระธุดงค์ชาวจีน เกิดในตระกูล "แซ่อู๋" เปลี่ยนนามสกุลเป็น "สัมฤทธิ์ศิริกุล"มีบิดาเป็นชาวจีนแท้จากผืนแผ่นดินใหญ่
โยมเตี่ย นายอื่อเอ่งลิ้ม แซ่เบ๊ (ไม่ทราบว่าทำไมคนละนามสกุลกับท่าน พิมพ์ตามหนังสือค่ะ)
โยมแม่ นางซกเอ่ง แซ่ตั้ง เปลี่ยนชื่อ และนามสกุลเป็น นางประไพ กนกลัดดากุล

พอบวชจาริกธุดงค์ได้ ๒-๓ พรรษา ทางบ้านตระกลูจีนแซ่เบ๊และแซ่ตั้ง ได้ประชุมญาติพี่น้องตัดญาติงดช่วยเหลือหรือติดต่อทุกทางกับพระธุดงค์

การศึกษาทางโลก

ท่านเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่โรงเรียนแสงทองวิทยา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา(นับถือคริสต์นักบุญโดมินิก) ประถมศึกษาปีที่ ๒-๓ ที่โรงเรียนประเสริฐวิทยา นางเลิ้ง เขตป้อมปรามศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ จนจบประถมศึกษาปีที่ ๗ ปัจจุบันยกเลิกโรงเรียนแล้ว

มีเหตุการณ์สำคัญลางบอกเหตุ คือ การล้อเลียนพระสวดมนต์โดยใช้ไม้กวาดห้องแทนตาลปัตรพระ และได้รับเป็น "เจ้าชายสิทธัตถะ" หนีออกบวช ขณะศึกษาชั้นประถมปีที่ ๕ แล้วมาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๕ แผนกวิทย์ ที่โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง พญาไท กรุงเทพ
ได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ห้องสมุด และร่วมงานต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น จนเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เรียนภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ม.ก. รุ่น เค. ยู. ๓๓ ร่วมเป็น "หน่วยแขนแดง- หน่วยพระพิรุณ" รุ่น ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนถึงวันถล่มธรรมศาสตร์ ๖ ตุลาคม๒๕๑๙ หนีไปอยู่ที่ประเทศยิว (อิสราเอล) และศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย เทลอาวีฟ ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ๔ ตลบไม่ตาย แต่เพื่อนในรถเสียชีวิตทั้งหมด ท่านรอดได้ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัย หลวงพ่อจึงได้กลับมาศึกษาทางธรรม และแวะทำงานในประเทศซาอุดิอาระเบียมาด้วย (หลวงพ่ออินเต๊อร์ อินเตอร์ ท่านเข้าใจคนต่างชาติ มาก เข้าใจปัญหาต่างๆ ของการดำรงชีวิตในต่างแดน เวลาเรามีปัญหา Culture shock เพราะไม่เข้าใจพฤติกรรมของฝรั่งที่นี่ ก็ปรึกษาท่านบ้าง ท่านให้คำตอบและหลักธรรมที่เกี่ยวข้องให้หายข้องใจเลยอ่ะ กดดันนะอยู่ต่างบ้านต่างเมืองนี่ ขอบอก อยู่เมืองนอกไม่ได้สบายหรอกค่ะหลวงพ่อ!!!)

เรื่องที่หลวงพ่อบวช ท่านเคยบอกว่า ท่านเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย แต่ท่านรอดมา ดังนั้นชีวิตที่เหลือนี้เป็นกำไร จึงมาบวช ถ้าตอนนั้นต้องตาย ชีวิตคือ "เสมอทุน"ท่านบอกกับพี่ชาย ที่แสนดื้อของพวกเรา ว่าเป็นโรคร้าย ให้บวช ผลบุญจะทำให้มีชีวิตอยู่ต่อได้อีก ๖ เดือน ถ้าดีมาก อาจได้ ๑ ปี หรือมากกว่าเป็น ๓ ปี หรือ ๕ ปี หรือ ๑o ปี ขึ้นอยู่กับบุญบารมีถ้ามีบุญมาก จะทำให้ชีวิตอยู่ต่อได้อีกยาวนานขึ้น ก็ถือว่าเป็นกำไรของชีวิต

แต่น่าเสียดายพี่ชายมาจากไปก่อน เพราะตัดสินใจช้า มาตัดสินใจได้เมื่อต้องกลับเข้า โรงพยาบาลครั้งที่สอง ซึ่งไม่มีปาฎิหารย์อีก พี่ชายไม่ได้บวช และก็จากไปอย่างรวดเร็ว หลวงพ่อก็บ่นว่า เข้ามาหาท่าน มาทำบุญแล้วรีบหนีกลับ เพราะกลัวจะถูกบังคับให้บวช แล้วเป็นอย่างไร ในที่สุดก็ไม่ได้บวช คนเราบางครั้งกว่าจะคิดได้ก็สายเกินไป พี่ชายได้พูดไว้กับเพื่อนของเขาว่าสิ้นเดือนหมอจะให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว และจะไปบวช แต่เขามาเสียในวันที่ ๒๙ อยู่ไม่ถึงสิ้นเดือน การจากไปทำให้พี่ชายไม่ต้องทรมาณกับโรคร้ายอีก ทุกคนอยากให้พี่ชายบวชเพื่ออยากให้เขาได้อยู่กับพวกเรานานๆ แต่พี่ชายไม่มีบุญแล้ว คงต้องไว้เป็นชาติหน้า
พวกเราได้แต่ทำบุญชุดขาวไปให้ เพราะฝันว่า พี่ชายอยากจะปฎิบัติธรรมอยู่ข้างบน (ความเชื่อส่วนตัว เพื่อให้สบายใจ)ทำได้เพียงแค่นี้ ไม่มีบุญได้ห่มผ้าเหลือง

การบรรพชาอุปสมบท

หลวงพ่อบวชตามประเพณีลูกผู้ชายครบ ๒o ปี ในปี พ.ศ.๒๕๑๗(บวช ๒ เดือนกับ ๒ วัน)สึกออกมา มาแสดงดนตรีลูกทุ่งรวมดาวกระจาย ของ ม.ก. ในนามของ " เหยี่ยว ห่อ แห้ง" พร้อมกับเป็นนักจัดรายการวิทยุ ม.ก. บางเขน และทำงานสถานีวิทยุสวนมิสกวัน ๖๓o ต่อมาบวชอีกครั้งหลังกลับจากประเทศอิสราเอลที่เดิมโบสถ์เก่า แต่กุฎิพักหลังใหม่ เมื่ออายุ ๒๘ ปี

พระอุปัชฌาย์ : พระธรรมวราภรณ์ (เพิ่ม อาภาโค)
พระกรรมวาจาจารย์ : พระครูญาณวิโรจน์
พระอนุสาวนาจารย์ : พระครูวิริยาธการ

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ เวลา ๑๓.oo น. ณ อุโบสถวัดราชาธิวาส แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพฯสังกัดฝ่ายธรรมยุติกนิกายเป็นเวลา ๖ พรรษา ที่ท่านได้ปฎิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์สาย พระอาจารย์มั่น
ภูริทั้ตตเถระ ๔ ท่านสำคัญๆ ได้แก่ หลวงปูสิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
(ขึ้นไปพักกับชาวเขาเผ่าลีซอที่ดอยเชียงดาวแล้วมาอยู่กับท่านหลวงปู่หนู ขณะที่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ยังมีชีวิตอยู่ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ แล้วมาทางภาคอีสานอยู่กับพระอาจารย์ชัยชาญ ชะยะธัมโม วัดหินหมากแป้ง ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ปฎิบัติธรรมกับท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แล้วเข้ามาทางวัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ร่วมกับพระชัยณรงค์ ครุธัมโม หัดปฎิบัติข้อวัตรจาก หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


สุดท้ายนี้ บุญกุศลใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศให้กับ หลวงพ่อศรี สุรสิงห์ (พระครูศีลสาครวิมล) และพี่ชาย นายพีระพัตน์




 

Create Date : 20 มีนาคม 2551    
Last Update : 20 มีนาคม 2551 15:35:45 น.
Counter : 1042 Pageviews.  


Kristine
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add Kristine's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.